สมาพันธ์บุคลากรทางการศึกษาอื่น บุกศธ.ร้องขอมีวิทยฐานะเหมือนข้าราชการครู

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807843

สมาพันธ์บุคลากรทางการศึกษาอื่น บุกศธ.ร้องขอมีวิทยฐานะเหมือนข้าราชการครู

สมาพันธ์บุคลากรทางการศึกษาอื่น บุกศธ.ร้องขอมีวิทยฐานะเหมือนข้าราชการครู

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.47 น.

สมาพันธ์บุคลากรทางการศึกษาอื่น บุกศธ.ร้องขอมีวิทยฐานะเหมือนข้าราชการครู

31 พฤษภาคม 2567 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สมาพันธ์บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค (2) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า 50 คน รวมตัวแต่งชุดดำ ขอเข้าพบ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อขอให้ช่วยแก้ปัญหา เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีระบบวิทยฐานะเหมือนกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ แม้จะอยู่ใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเดียวกัน แต่ได้กำหนดให้ 38 ค (2) ไปใช้ระเบียบ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยอนุโลม ซึ่งทาง ก.พ.ไม่ได้กำหนดตำแหน่งและระดับขั้นต่าง ๆไว้ให้ด้วย พร้อมกับให้ใช้กรอบอัตรากำลังคนแทน จึงเกิดความลักลั่นขึ้น

ทั้งนี้ เพราะเมื่อใช้ พ.ร.บ.เดียวกัน ควรใช้ระบบเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน เช่น ศึกษานิเทศก์ มีวิทยฐานะ สามารถเติบโตได้ด้วยผลงาน แต่เมื่อเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 38 ค (2) กลับถูกล็อกด้วยกรอบอัตรากำลัง โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นายสุรินทร์  มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) รับเรื่องแทน

นายธิติวุฒิ มังคลาด ประธานชมรมบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38ค(2) กล่าวว่า ที่มาวันนี้เพราะอัดอั้นตันใจ และขอคัดค้านแนวทางการกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามาตรา 38 ค.(2)  ในเขตพื้นที่ฯ ทั้ง 245 เขต ซึ่งถูกตัดโอกาสความเติบโตในหน้าที่การงาน  ถูกลิดรอนสิทธิโดยโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสพฐ.ได้จัดทำประชาพิจารณ์ ให้กลุ่ม38ค.(2) โดยอ้างว่า จะดำเนินการจัดทำกรอบอัตรากำลัง และจัดทำโครงสร้างกรอบอัตรากำลังแบบมีเงื่อนไข กำหนดให้ระดับกลุ่ม38ค(2) ทุกเขตพื้นที่ฯ กำหนดตำแหน่งที่ไม่สามารถจะมีความก้าวหน้าในอาชีพเท่านั้น ทำให้ขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่ภาระงานที่รับผิดชอบ มุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ในนามของกลุ่ม38ค.(2)  จึงเกิดคำถามต่าง ๆ มากมาย ว่า เหตุใด สพฐ.จึงต้องจัดทำแบบประชาพิจารณ์ดังกล่าว  และขอคัดค้านแบบประชาพิจารณ์ และไม่มีความไว้วางใจ กับพฤติการณ์และการกระทำของสำนักงานก.ค.ศ. และสพฐ. และมีข้อเรียกร้อง

1.ให้สพฐ.และสำนักงานก.ค.ศ. ดำเนินการกำหนดโครงสร้างและกรอบอัตรากำลังให้เป็นไปตามประกาศศธ. เรื่อง การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้เสร็จโดยเร็ว ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

2.ให้สำนักงานก.ค.ศ.และสพฐ. ยังคงมีกรอบอัตรากำลังของนิติกรไว้ที่ 2 ตำแหน่งเช่นเดิม คือผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมายและคดี  นิติกรระดับชำนาญการพิเศษ และนิติกรปฏิบัติการ/ชำนาญการ เช่นเดียวกับหน่วยตรวจสอบภายใน ขึ้นตรงกับสพฐ. ส่วนกลาง พิจารณากรอบอัตรากำลัง โดยนำปริมาณงานตามคู่มือปฏิบัติงานของกลุ่มทั้ง 10 กลุ่ม ที่ดำเนินการโดยกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร(ก.พ.ร.) สพฐ. มาประกอบการคำนวณกรอบอัตรากำลังให้ชัดเจน

3. กรอบอัตรากำลังต้องวิเคราะห์ภารกิจ/ชั่วโมงงาน เพื่อกำหนดจำนวนและระดับตำแหน่งตามมาตรฐานตำแหน่ง

4. กรอบอัตรากำลังที่ประชาพิจารณ์ ที่ตัดตำแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ กลุ่มอำนวยการ กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา กลุ่มนโยบายและแผน  กลุ่มบริหารงานบุคคล เป็นการกำหนดอัตรากำลังที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรม และไม่สามารถยอมรับได้  ทั้งนี้ กรณีมีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับข้อกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้สพฐ. และสำนักงานก.ค.ศ. ประสานความร่วมมือ  แก้ไขข้อกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยให้คงอำนาจหน้าที่ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากร 38ค(2)

นายธิติวุฒิ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ขอให้แก้กฎก.ค.ศ. ปี 2560 ดังต่อไปนี้  ผู้อำนวยการกลุ่ม/ผู้อำนวยการหน่วย เป็นประเภทอำนวยการกำหนดเงินวิชาชีพ (เงินประจำตำแหน่ง) ระดับชำนาญการ 3,500 บาท ระดับชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท ระดับเชี่ยวชาญ 9,900 บาท พร้อมแก้กฎหมายให้บุคลากรทางการศึกษา มีศักดิ์และสิทธิที่เสมอกัน ภายใต้ระบบบริหารงาน บุคคล และระบบค่าตอบแทนเดียวกัน  โดยกำหนดให้บุคลากรทางการศึกษา 38ค(2) เป็นวิชาชีพควบคุมของคุรุสภา มีเงินประจำตำแหน่ง หรือเงินวิชาชีพ  แก้กฎหมาย มาตรา 38ข แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 ให้ตัดข้อความ ” การดำรงตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาตาม ค. (2) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ. โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญมาใช้บังคับโดยอนุโลม”

“ที่ผ่านมากลุ่ม38ค.(2) มีการเรียกร้องขอความเป็นธรรมมาโดยตลอด ตั้งแต่พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จนถึงร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….ฉบับใหม่ ที่กำลังจะเข้าสภาฯ ขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการการศึกษา (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร ขอให้ความเป็นธรรม กำหนดให้ มีเฉพาะคำว่า บุคลากรทางการศึกษาเท่านั้น โดยไม่ต้องมีคำอื่น ทั้งอื่น 38ค(2) อื่น 38ค(1) และไม่ต้องมีการไปอ้างอิง โดยอนุโลมจากหน่วยงานใด เพราะเราเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นวิชาชีพเดียวกัน ได้รับสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงหรือเท่าเทียมกัน ” นายธิติวุฒิ กล่าว

ด้านนายสิริพงษ์ กล่าวว่า  ที่ผ่านมา มีหลายกลุ่มเข้ามาพูดคุยและยื่นหนังสือกับตน ซึ่งแต่ละครั้งที่มาเรียกร้อง ก็ไม่ได้สูญเปล่า ไม่ได้เงียบ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อเรียกร้องต่าง ๆ ไปทบทวน  แต่ไม่ใช่ว่าเรียดร้องแล้วจะได้เลย เพราะบางเรื่องที่เรียกร้องมา ก็ขัดกับกฎ ขัดกับระเบียบ ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ. ให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการศึกษาทุกกลุ่ม โดยมอบนโยบายให้ก.ค.ศ. ไปดูเส้นทางการเติบโต  อยากจะบอกว่าการที่มาเรียกร้อง ไม่ได้สูญเปล่า ไม่ได้เงียบ แต่อยากให้ทุกคนมาอย่างกัลยานมิตร เพราะวันนี้ฝ่ายการเมืองพยายามเข้ามาช่วย ตนเองได้รับมอบหมายให้ติดตามเรื่องนี้แต่แรก ยอมรับว่าวันนี้ตนไม่สบายใจ เพราะไม่อยากให้ศธ. มีภาพแบบนี้  ดังนั้นวันนี้ขอมารับหนังสือแทน เพื่อไปดำเนินการติดต่อไป

“ผมเข้าใจว่า กลุ่มที่มาเรียกร้องวันนี้มีข้อกังวลเรื่องความก้าวหน้า ซึ่งทางศธ.ก็พร้อมรับฟัง และจะไปดูในระเบียบกฎหมายว่า สามารถทำได้หรือไม่อย่างไร รวมถึงจะต้องไปเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานก.พ. กระทรวงการคลัง เป็นต้น แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด  โดยทางกลุ่มอยากจะมีส่วนเข้ามาเป็นกรรมการยกร่างด้วย ดังนั้นจะไปดูความเหมาะสมลงตัวและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายสิริพงษ์ กล่าว

ขณะที่นายสุรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่ม 38ค(2) มีบุคลากรทั้งหมด ประมาณ 14,000 อัตรา โดยที่ผ่านมา สพฐ. ได้มีการจัดทำประชาพิจารณ์ กรอบอัตรากำลัง โดยแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ ยึดตามกรอบอัตรากำลังเดิม และแนวที่ 2 คือ ยุบอัตราบางตำแหน่งลง ทั้งนี้ในส่วนของสพฐ. จะไปดูในรายละเอียดเพราะไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันที เนื่องจากต้องปฏิบัติตามกรอบต่าง ๆ ที่สำนักงานก.ค.ศ.กำหนด

กสม.เสนอ ครม.-ศธ.กำหนดระเบียบทรงผมนักเรียน ต้องรับฟังความเห็นของเด็ก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807827

กสม.เสนอ ครม.-ศธ.กำหนดระเบียบทรงผมนักเรียน ต้องรับฟังความเห็นของเด็ก

กสม.เสนอ ครม.-ศธ.กำหนดระเบียบทรงผมนักเรียน ต้องรับฟังความเห็นของเด็ก

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.17 น.

กสม.เสนอ ครม.-ศธ.กำหนดระเบียบทรงผมนักเรียน ต้องรับฟังความเห็นและเน้นการมีส่วนร่วมของเด็ก การกำหนดแบบทรงผม และการลงโทษ ถือเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 นายบุญ สมนึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบังคับให้นักเรียนตัดทรงผมตามข้อบังคับของโรงเรียน ตลอดจนการทำโทษนักเรียนที่ฝ่าฝืนเกินสมควรแก่เหตุ โดยในปี 2566 กระทรวงศึกษาธิการได้หารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาและต่อมาได้ยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 และให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนได้เอง

กสม.เห็นว่าการกำหนดแบบทรงผมนักเรียนและการลงโทษนักเรียนที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนเป็นประเด็นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน จึงเห็นสมควรให้มีการศึกษาเรื่องการไว้ทรงผมของนักเรียนเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะในการคุ้มครองสิทธิของเด็ก แม้ปัจจุบันสถานศึกษาแต่ละแห่งจะมีอำนาจกำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนได้เองตามแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ แต่การกำหนดแบบทรงผมของนักเรียนถือเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล เป็นการก้าวล่วงเข้าไปยังแดนแห่งสิทธิและเสรีภาพในการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับเส้นผม การกำหนดแบบทรงผมของนักเรียน จึงต้องมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติให้อำนาจไว้เสียก่อน และไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจทั่วไปในการบริหารงานภายในหน่วยงานด้านการศึกษามาใช้ได้

ในการประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการแจ้งให้สถานศึกษาในสังกัด ถือปฏิบัติว่ากระทรวงศึกษาธิการและสถานศึกษาไม่มีอำนาจกำหนดแบบทรงผมของนักเรียน ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ทั้งต้องมีมาตรการ ว่าหากมีความจำเป็นต้องสั่งการให้นักเรียนตัดผมหรือไว้ทรงผมในกรณีใดจะต้องปรากฏความจำเป็นเพื่อการรักษาสุขอนามัย หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของตนเองหรือผู้อื่นเท่านั้น ระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนของสถานศึกษาจะต้องเกิดจากการรับฟังความเห็นของนักเรียน โดยมุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของนักเรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการคุ้มครองสิทธิของเด็ก

และให้คณะรัฐมนตรีโดยกระทรวงศึกษาธิการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 หมวด 7 การส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการแต่งกายโดยเฉพาะเรื่องทรงผมของนักเรียน ว่าจะต้องมีขึ้นได้  แต่โดยเหตุผลอันสมควรเท่านั้น และให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการตรากฎกระทรวงฉบับใหม่ที่เป็นมาตรฐานกลางในการออกระเบียบ หรือข้อกำหนดของสถานศึกษาเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน กฎกระทรวงเกี่ยวกับมาตรการบังคับให้เป็นไปตามระเบียบหรือกฎว่าด้วยทรงผมนักเรียนของแต่ละสถานศึกษา และกฎกระทรวงว่าด้วยวิธีการรับฟังความเห็นของนักเรียนและนักศึกษา โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของนักเรียนและผู้ปกครองเป็นสำคัญ

ทรู คอร์ป แฮ็กไอเดียนิวเจน! พลิกฟื้นขยะ e-Waste สู่นวัตกรรมคืนคุณค่าแก่สังคม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807820

ทรู คอร์ป แฮ็กไอเดียนิวเจน! พลิกฟื้นขยะ e-Waste สู่นวัตกรรมคืนคุณค่าแก่สังคม

ทรู คอร์ป แฮ็กไอเดียนิวเจน! พลิกฟื้นขยะ e-Waste สู่นวัตกรรมคืนคุณค่าแก่สังคม

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.06 น.

ทรู คอร์ป แฮ็กไอเดียนิวเจน! พลิกฟื้นขยะ e-Waste สู่นวัตกรรมคืนคุณค่าแก่สังคม กับโครงการ e-Waste HACK BKK 2024 เพื่อชีวิตที่ดีของคนกรุงเทพฯ

พลิกวิกฤตขยะ e-Waste สู่โอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างสร้างสรรค์…ทรู คอร์ปอเรชั่น ผู้นำบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีของไทย ประกาศเปิดตัวโครงการ “e-Waste HACK BKK 2024” ภายใต้ความร่วมมือกับ สถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และบริษัท เอสเค เทส ไทยแลนด์ จำกัด ระดมสมองนวัตกรรุ่นใหม่ แฮ็กไอเดีย สร้างมูลค่าจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ รีไซเคิลชิ้นส่วน e-Waste ต่อยอดเป็นนวัตกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้งานได้จริง ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น ตอบโจทย์ความท้าทาย ทั้งด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และสาธารณสุข รีบฟอร์มทีม ! แล้วมาปล่อยพลังสุดยอดไอเดียกับโครงการ “e-Waste HACK BKK 2024” สมัครได้แล้ววันนี้ ถึง 14 มิถุนายน 2567 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://linktr.ee/true_lab

นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะเทค คอมปานีไทยที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม มุ่งพัฒนาองค์กรตามแนวทางแห่งความยั่งยืน เราตระหนักถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและตั้งใจมีส่วนร่วมในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีแบบครบวงจรมาอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่เราได้ยกระดับการจัดการ e-Waste ไปอีกขั้น และเป็นครั้งแรกที่จุดประกายการพลิกฟื้นขยะ e-Waste ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม สอดคล้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เปิดตัวโครงการ “e-Waste HACK BKK 2024” ซึ่งต่อยอดจากโครงการ e-Waste ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ เมื่อปีที่ผ่านมา

ครั้งนี้ ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ชวนเยาวชนคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนที่นับวันรุนแรงขึ้น ร่วมนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ นำขยะ e-Waste มารีไซเคิลและพัฒนาเป็นผลงานนวัตกรรมที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างแท้จริง เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าและลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขณะนี้ ทั่วโลกมีมากกว่า 62 ล้านเมตริกตัน ขณะที่ประเทศไทย มีมากถึง 750,000 เมตริกตัน ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า พลังของคนรุ่นใหม่จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญในการ สร้างสรรค์นวัตกรรมจากสุดยอดไอเดีย ส่งมอบอุปกรณ์ใหม่จากชิ้นส่วนขยะ e-Waste ที่คืนคุณค่าสู่สังคม พร้อมสนุกกับการเป็นผู้นำสร้างการเปลี่ยนแปลง เพื่อโลกที่ยั่งยืนไปด้วยกัน”

#ทางลัดสู่รั้วคณะวิศวะฯ KMITL ยกทีม! พร้อมทุนการศึกษา

การแข่งขัน “e-Waste HACK BKK 2024” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน  – 14 กันยายน 2567 เปิดโอกาสให้นวัตกรรุ่นใหม่ จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ นำเสนอความคิดสร้างสรรค์เป็นกลุ่มๆ ละ 3 – 5 คน เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาและเพิ่มมูลค่าให้กับขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำไอเดียมาต่อยอด พัฒนาเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้งานได้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ครอบคลุม 1 ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.การศึกษา 2.สิ่งแวดล้อม 3.ความปลอดภัย และ 4.สาธารณสุข ชิงทุนการศึกษา รวมมูลค่ากว่า 600,000 บาท โดยแบ่งการประกวดเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และ 2.ระดับอุดมศึกษา ซึ่ง 20 ทีมที่ผ่านเข้ารอบ Hackathon จะได้มีโอกาสเข้าร่วมโปรแกรมบ่มเพาะกับทรู แล็บ และ 4 ทีมสุดท้ายในระดับอุดมศึกษา จะได้รับเงินทุนพัฒนานวัตกรรม

ยิ่งไปกว่านั้น อีกหนึ่งรางวัลพิเศษในปีนี้ ทุกคนในทีมของประเภทระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้สิทธิเข้าศึกษาต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ขณะที่ทุกคนในทีมของประเภทระดับอุดมศึกษาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ จะได้รับทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทเต็มจำนวน สาขาวิศวกรรมระบบไอโอทีและสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์  KMITL เช่นเดียวกัน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ ถึง 14 มิถุนายน 2567 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://linktr.ee/true_lab

สอศ.เปิดรับ‘ครูผู้ช่วย’ กรณีที่มีความจำเป็นและมีเหตุพิเศษ ดีเดย์ 7 มิ.ย.นี้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807583

สอศ.เปิดรับ‘ครูผู้ช่วย’ กรณีที่มีความจำเป็นและมีเหตุพิเศษ ดีเดย์ 7 มิ.ย.นี้

สอศ.เปิดรับ‘ครูผู้ช่วย’ กรณีที่มีความจำเป็นและมีเหตุพิเศษ ดีเดย์ 7 มิ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.56 น.

สอศ.เปิดรับสมัคร”ครูผู้ช่วย” กรณีที่มีความจำเป็นและมีเหตุพิเศษ ว.16 และ ว.17 ดีเดย์ 7 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นและมีเหตุพิเศษ ว.16 (เขตทั่วไป) และ ว.17 ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะ จ.ยะลา จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี และ 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา (อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย) ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด ระหว่างวันที่ 7 – 13 มิ.ย.67 ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ทางเว็บไซต์ http://vec.jobthaigov.com/ ไม่เว้นวันหยุดราชการ

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สำหรับตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ว.16 (เขตทั่วไป) คุณวุฒิระดับปริญญาตรี จำนวน 606 อัตรา 58 กลุ่มวิชา และ ว.17 ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะ จ.ยะลา จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี และ 4 อำเภอ ใน จ.สงขลา (อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย) คุณวุฒิระดับปริญญาตรี จำนวน 18 อัตรา 14 กลุ่มวิชา ซึ่งรับเงินเดือนในตำแหน่งครูผู้ช่วย ดังนี้

1.ผู้มีคุณวุฒิระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี อัตราเงินเดือน 16,560 บาท

2.ผู้มีคุณวุฒิระดับปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี อัตราเงินเดือน 17,380 บาท

3.ผู้มีคุณวุฒิประกาศนียบัตรบัณฑิต ที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี อัตราเงินเดือน 17,380 บาท

4.ผู้มีคุณวุฒิระดับปริญญาตรี หลักสูตร 6 ปี อัตราเงินเดือน 18,460 บาท

ซึ่งผู้สมัครมีสิทธิ์สมัครเข้ารับการคัดเลือกได้เพียง 1 กลุ่มวิชา และเลือกเขตที่สมัครได้เพียงเขตใดเขตหนึ่งเท่านั้น (ระหว่างเขตทั่วไปและในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้) และเมื่อรับสมัครเสร็จสิ้นแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติผู้เข้ารับการคัดเลือกต่อไป

โดยคุณสมบัติที่จะสมัครเข้ารับการคัดเลือกนั้น ปัจจุบันต้องดำรงตำแหน่งพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ครูสอนศาสนาอิสลาม วิทยากรอิสลามศึกษา พนักงานจ้างเหมาบริการ ครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งบุคลากรดังกล่าวข้างต้นจะต้องจ้างด้วยเงินงบประมาณหรือเงินรายได้ของสถานศึกษา และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ตามคำสั่งหรือสัญญาจ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือรวมกันไม่น้อยกว่า 3 ปี นับถึงวันรับสมัคร ทั้งนี้ การนับระยะเวลาปฏิบัติการสอนให้นับได้ตั้งแต่วันที่ได้รับวุฒิปริญญาตรีที่ ก.ค.ศ.รับรอง และได้ปฏิบัติหน้าที่สอนตามสัญญาจ้าง ซึ่งผู้ประสงค์จะสมัครสามารถสมัครทางอินเทอร์เน็ต ทางเว็บไซต์ http://vec.jobthaigov.com/ ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2567 เวลา 08.30 น.ถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2567 เวลา 24.00 น.ไม่เว้นวันหยุดราชการ และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิคัดเลือก ภาค ก และภาค ข ภายในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทางเว็บไซต์กลุ่มงานจัดการงานบุคคล 2 ipa.vec.go.th หรือเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา www.vec.go.th หรือเว็บไซต์ vec.jobthaigov.com

เลขาธิการ กอศ.กล่าวเพิ่มเติมว่า สอศ.มุ่งสร้างบุคลากรอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพ ตามหลักธรรมมาภิบาล พร้อมสนับสนุนบุคลากรให้ได้รับความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างเส้นทางการทำงานที่มั่นคงให้กับบุคลากร และยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคลากรและขับเคลื่อนกำลังคนอาชีวศึกษาให้มีความเข้มแข็งต่อไป

สพฐ.ประกาศสัปดาห์รณรงค์ป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807453

สพฐ.ประกาศสัปดาห์รณรงค์ป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนฯ

สพฐ.ประกาศสัปดาห์รณรงค์ป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) แถลงข่าวการประกาศจัดกิจกรรม “สัปดาห์แห่งการรณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา” เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก (31 พฤษภาคม) ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อสร้างความตระหนัก ให้ความรู้ในการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ณ สวนวันครู อาคาร สพฐ.1 กระทรวงศึกษาธิการ

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา เป็นเรื่องที่ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. รวมถึงว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนในวัยเรียน เนื่องจากผลสำรวจการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ Global Youth Tobacco Survey : GYTS ปีพ.ศ.2565 ของประเทศไทย ในกลุ่มนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 13-15 ปี พบว่า เด็กและเยาวชนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.3 เท่า จึงได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาอย่างเข้มข้นประกอบกับองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ซึ่งในปี 2567 ได้กำหนดประเด็นในการรณรงค์ คือ “บุหรี่ไฟฟ้า : หยุดโกหกได้แล้ว” หรือ Stop the lies โดยกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชนและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในการขับเคลื่อนการป้องกัน ควบคุมการบริโภคยาสูบในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในสถานศึกษา ทั้งเชิงนโยบายและการดำเนินการสถานศึกษาปลอดบุหรี่ตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 และตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติฉบับที่ 3 พ.ศ. 2565-2570 ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 2 ป้องกันมิให้เกิดผู้เสพยาสูบรายใหม่ และเฝ้าระวังธุรกิจยาสูบ ในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยการให้ความรู้ ตระหนักถึงภาวะเสพติดและพิษร้ายแรงของผลิตภัณฑ์ยาสูบ รวมทั้งจำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ และเฝ้าระวังธุรกิจยาสูบและผู้ที่เกี่ยวข้อง

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สพฐ. พร้อมขับเคลื่อนตามนโยบายดังกล่าว จึงได้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้เน้นย้ำสถานศึกษาดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา โดยปฏิบัติตามแนวทางการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดบุหรี่ไฟฟ้า กรณีพบผู้ครอบครองหรือเสพ หรือรับไว้ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา และขอความร่วมมือการแก้ไขปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ดังนี้ 1.จัดทำนโยบายโรงเรียนปลอดบุหรี่เป็นลายลักษณ์อักษร ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางที่หลากหลาย 2.จัดตั้งคณะทำงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ สำรวจข้อมูลการสูบบุหรี่ในโรงเรียน3.ติดเครื่องหมายห้ามสูบบุหรี่ให้เห็นชัดเจนบริเวณทางเข้าโรงเรียนทุกช่องทาง 4.วางแผนและกำหนดกิจกรรมสอดแทรกเรื่องบุหรี่ทั้งในและนอกหลักสูตร 5.ส่งเสริมกิจกรรมร่วมรณรงค์ให้นักเรียนป้องกันการสูบบุหรี่ทั้งในและนอกโรงเรียน และร่วมรณรงค์บ้านและชุมชนปลอดบุหรี่ 6.จัดเวรยามครูทั้งในและนอกโรงเรียนเพื่อเฝ้าระวังในสถานที่เปลี่ยวร่วมกับตำรวจ และเชิญผู้ปกครองนักเรียนมาพูดคุย 7.จัดกิจกรรมสร้างความตระหนักร่วมกับชุมชน ผลักดันให้ผู้นำชุมชนมีนโยบายสนับสนุนการดำเนินงานชุมชนปลอดบุหรี่ พร้อมชี้แจงและขอความร่วมมือร้านค้าในชุมชนไม่ขายบุหรี่ให้กับนักเรียน

“สพฐ.ได้ประกาศ “สัปดาห์แห่งการรณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา” โดยขอให้สถานศึกษาในสังกัดจัดกิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วันงดสูบบุหรี่โลก ตั้งแต่วันที่ 27-31 พฤษภาคม 2567 โดยให้มีกิจกรรมรณรงค์เชิงสร้างสรรค์ เพิ่มองค์ความรู้ สร้างความตระหนักถึงภัยที่เกิดจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เช่น จัดนิทรรศการ บอร์ดความรู้ วาดภาพระบายสี สุนทรพจน์ เป็นต้น เพื่อปลูกฝัง สร้างความตระหนักให้นักเรียนรู้เท่าทันพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชนในระยะยาว เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัย ปลอดจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ให้เด็กทุกคน “เรียนดี มีความสุข” อย่างแท้จริง” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ม.กรุงเทพ เปิดสนามประลองไอเดีย กรุยทางสู่ Startup ระดับโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807454

ม.กรุงเทพ เปิดสนามประลองไอเดีย  กรุยทางสู่ Startup ระดับโลก

ม.กรุงเทพ เปิดสนามประลองไอเดีย กรุยทางสู่ Startup ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ Berkeley SkyDeck Fund ซึ่งเป็นกองทุน สนับสนุน Startup เปิดสนามประลองไอเดียธุรกิจให้แก่ชาว BU และนักศึกษาจากทั่วโลกอีกครั้ง ในงาน BU x BerkeleySkyDeck Fund Hackathon ครั้งที่ 2เพื่อเพิ่มศักยภาพการศึกษา และลดช่องว่างทางการศึกษาและอุตสาหกรรม (Bridgingthe gap) ปั้นฝันให้นักศึกษาเสนอแผนธุรกิจ Startup ต่อยอดไปสู่ระดับยูนิคอร์นในซิลิคอลวัลเลย์ พร้อมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 270,000 บาท

ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า เราต้องการรวมตัวผู้เชี่ยวชาญในสายต่างๆ ทั้งสายครีเอทิวิตี้ สายบิสซิเนส มาจับคู่กัน มีมุมมองใหม่ๆ สร้างประสบการณ์แข่งขัน โดยมีพี่เลี้ยงจากซิลิคอนวัลเลย์มาดูแลให้คำแนะนำ เรายังมองเห็นโอกาสในการลดช่องว่างทางการศึกษา กับอุตสาหกรรม หรือการ Bridging the gap ระหว่างวิชาการ ทักษะความรู้ กับการทำงานจริงในองค์กรระดับสากล และบริษัทชั้นนำของโลก หากไม่สามารถปรับตัวได้ ช่องว่างจะยิ่งห่างออกไป และกลายเป็นความเสี่ยงใหญ่ แต่ถ้าสามารถลดช่องว่างนี้ได้ก็จะเป็นโอกาสของมหาวิทยาลัย ในการผลิตนักศึกษาที่พร้อมเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างแท้จริง

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการนำเสนอโครงการธุรกิจในหัวข้อ Innovative Business Project เป็นภาษาอังกฤษ โดยวิธีการรับสมัคร เริ่มจากการเปิดรับสมัครผู้เข้าแข่งขัน นักศึกษาระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท แบบกลุ่ม จำนวน 2- 4 คนจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยส่งโครงการธุรกิจชั่วคราวล่วงหน้าออนไลน์ ผ่านวีดีโอคลิป 5 นาที และรอบชิงชนะเลิศ ผู้เข้าแข่งขันจะปรับปรุงและนำเสนอ โครงการธุรกิจที่สมบูรณ์โดยใช้รูปแบบ PPT ซึ่งครอบคลุม Pain Point วิธีการแก้ปัญหาธุรกิจและรูปแบบธุรกิจและการเงิน ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศจะได้รับการฝึกอบรม 2 วันโดยงานประกาศผลและมอบรางวัลมีขึ้น เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมาโดยมี 58 ทีม 7 ประเทศ 23 มหาวิทยาลัย 230 คน จากทั่วโลก เข้าร่วมแข่งขันชิงเงินรางวัลรวม 270,000 บาท

ผลการตัดสิน อันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม Glowco จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยโครงการ “Painless home use cholesterol screening kit” ซึ่งเป็นโครงการทำเครื่องตรวจคอเลสเตอรอลในบ้าน ที่ใช้ได้โดยไม่เจ็บ ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท อันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม Workhard REPS จาก Petra ChristianCollege ประเทศอินโดนีเซีย ด้วยโครงการ “Repurposed-Green Bin” ได้รับเงินรางวัล 80,000 บาท อันดับที่ 3ได้แก่ ทีม Surety จาก Singapore Universityof Social Sciences ประเทศสิงคโปร์ ด้วยโครงการ “Surety MenopauseManagement” ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท

และรางวัล Honorable Mention 4 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาททีม PEER Lab จาก Hosei University ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการ “PineappleLeather”, ทีม Excel In Stone จาก Asian Institute of Technology ประเทศไทย ในโครงการ “Thirsty Concrete”,ทีม UGBN จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในโครงการ “IoT-ULAP”, ทีม League Apollo : Quick Tech จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในโครงการ“Innovative Business Idea”

กิจกรรมที่มีความร่วมมือระหว่างคณะ ระหว่างมหาวิทยาลัย ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ดึงศักยภาพของแต่ละคนในทีมมาใช้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ยกระดับการศึกษาของประเทศสู่ระดับสากล และเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเป็น Startup ที่ประสบความสำเร็จในอนาคต

ใครที่พลาดโอกาสลงสมัครเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ รอติดตาม BU x Berkeley SkyDeck Fund Hackathon ครั้งต่อไป ว่าจะเปิดรับสมัครเมื่อไหร่
มีแน่นอน!

ศธ.ห่วงใย เตือนภัยสถานศึกษารับมือฝนฟ้าคะนอง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807452

ศธ.ห่วงใย เตือนภัยสถานศึกษารับมือฝนฟ้าคะนอง

ศธ.ห่วงใย เตือนภัยสถานศึกษารับมือฝนฟ้าคะนอง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีข้อห่วงใยไปยังสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่ง จากกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนเรื่อง
ฝนตกหนักมากบริเวณประเทศไทย ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้สถานศึกษาระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากและคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนของทุกปีมักจะเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกบางแห่งก่อให้เกิดอุบัติเหตุหลายด้าน ทั้งอาคารเรียนเสียหาย ดินโคลนถล่มต้นไม้ใหญ่หักโค่นปิดการสัญจร อุบัติเหตุจากการเดินทางส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้ดูแลผู้เรียนให้อยู่ในสายตา หลีกเลี่ยงการออกไปนอกอาคารเรียนเวลาฝนตกหนักเพื่อป้องกันไข้หวัด อย่าหลบฝนใกล้ต้นไม้ใหญ่หรือใต้อาคารที่ไม่แข็งแรง ขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันสำรวจความเรียบร้อยพื้นที่สุ่มเสี่ยงในสถานศึกษารวมทั้งเตรียมมาตรการป้องกันในสภาวะดังกล่าวด้วย

จึงอยากขอฝากให้ทุกภาคส่วนติดตามสถานการณ์เตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด สำรวจอาคารและอุปกรณ์ไฟฟ้า
ที่ชำรุดให้สมบูรณ์พร้อมใช้งาน ตัดแต่งกิ่งไม้ใหญ่รอบสถานศึกษาป้องกันการโค่นล้มจากแรงลม รวมถึงเฝ้าระวังสัตว์มีพิษที่มาจากการหนีน้ำท่วมฉับพลัน สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือการซ้อมแผนอพยพในภาวะฉุกเฉิน และการปฏิบัติตามมาตรการแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา สามารถใช้เป็นสถานที่อพยพและศูนย์พักพิงชั่วคราวกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่ออำนวยความสะดวกกับทุกฝ่าย และหากเกิดเหตุด่วนให้รายงานผลกระทบให้ต้นสังกัดทราบทันที จะได้ติดต่อประสานงานได้รวดเร็วฉับไวช่วยเหลือได้ทันท่วงที

“ศธ.ห่วงใยผู้เรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความปลอดภัยในสถานศึกษาในฤดูฝน จากสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงนี้
อาจทำให้ผู้เรียนได้รับผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ การเดินทางไปจนถึงความเสียหายของโรงเรียน และบ้านเรือนจากพายุฝนซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ดังนั้น ขอให้ดูแลสุขภาพ และเร่งสำรวจอาคารและอุปกรณ์การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ที่ชำรุด หลีกเลี่ยงการหลบฝนตรงจุดสุ่มเสี่ยง หากพบเจอเหตุด่วนที่เกินกำลังจะดูแล สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือมายังส่วนกลางได้ทันที” รมว.ศธ. กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807450

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โครงการพระเมตตาสมเด็จย่าร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบ “รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ประจำปี 2567 (รุ่นที่ 16) ให้แก่ครูจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) หน่วยงานละ 3 รางวัล รวม 9 รางวัล เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูที่ปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวมในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล และเสี่ยงภัยอันตรายมาโดยตลอดทำหน้าที่ “ครูที่เป็นมากกว่าครู” เป็นแบบอย่างของการพัฒนาเยาวชนและประชาชนให้เป็นคนดีและคนเก่งตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 โดยกำหนดจัดให้มีพิธีมอบรางวัลเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์พานิช ประธานกรรมการโครงการครูดีเด่นฯ เป็นประธานมอบโล่รางวัล พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ และนางสาวอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมสนับสนุนเงินรางวัล ชุดส่งเสริมการเรียนรู้ บอร์ดเกม “ไทยพาณิชย์ภารกิจพิชิตออม”และ “หนังสือชุดวิชา “การเงินพอเพียงเพื่อชีวิต” พร้อมร่วมติดเข็มเชิดชูเกียรติแก่ครูเจ้าฟ้าฯ ทั้ง 9 ท่าน ณ มูลนิธิ พอ.สว. กรุงเทพมหานคร

โดยครูที่ได้รับ “รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ประจำปี 2567 (รุ่นที่ 16) จาก3 หน่วยงาน หน่วยงานละ 3 รางวัล รวม 9 รางวัล ได้แก่ ครูสังกัดหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีดังต่อไปนี้1.นายธนกฤต เลิศล้ำ โรงเรียนขุนยวมวิทยา ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน 2.นางชนิตา ลาภภพเพิ่มพูน โรงเรียนบ้านจันทร์ ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ 3.นายฉัตรชัย ชายแก้ว โรงเรียนนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ 2 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา

ครูสังกัดหน่วยงานกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้แก่ 1.น.ส.รุจรวี จันทะนุง ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านพะละดอ ต.แม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก2.น.ส.สุกัญญา ป่าธะนู ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านแม่พร้าว ลป.8 ต.บ้านหวด อ.งาว จ.ลำปาง 3.น.ส.มุนา โตะแวอายีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอกะพ้อ ต.กะรุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี

ครูสังกัดหน่วยงานกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้แก่ 1.ดาบตำรวจหญิงรุจิรา อินสมบัติ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชนัตถ์ปิยะอุย ต.ปอ อ.เวียงแก่นจ.เชียงราย 2.ดาบตำรวจหญิงสุนันทา มิ่งดอนไพร โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแพรกตะคร้อ ต.บึงนคร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์3.ดาบตำรวจหญิงพัชรี เกื้อมณี โรงเรียนตำรวจตระเวนชายบ้านประกอบออก ต.ประกอบ อ.นาทวี จ.สงขลา

ทั้งนี้ ครูเจ้าฟ้าฯ ทั้ง 9 ท่าน ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละไม่เพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่สอนหนังสือในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล และเสี่ยงภัยอันตราย แต่ยังได้ให้ความช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาส และชาวบ้าน ให้มีการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยให้ชุมชนมีการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งสมควรได้รับการเผยแพร่คุณงามความดี ยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นแม่พิมพ์ และเป็นแบบอย่างการทำความดีในสังคมต่อไป

ศธ. จับมือ การไฟฟ้า3 ฝ่าย ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้โรงเรียนที่ใช้ไฟฟ้าสูง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807473

ศธ. จับมือ การไฟฟ้า3 ฝ่าย ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้โรงเรียนที่ใช้ไฟฟ้าสูง

ศธ. จับมือ การไฟฟ้า3 ฝ่าย ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้โรงเรียนที่ใช้ไฟฟ้าสูง

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 17.05 น.

ศธ. จับมือ การไฟฟ้า3 ฝ่าย ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้โรงเรียนที่ใช้ไฟฟ้าสูง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดภาวะโลกร้อน 

วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นสักขีพยายในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในสถานศึกษา ระหว่าง ศธ. กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ, นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง(รวธ.)ทำการแทนผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต, นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการธุรกิจ การไฟฟ้านครหลวง,  นายประสิทธิ์ จันทรประสิทธิ์ รองผู้ว่าการธุรกิจและการตลาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ.,  ว่าที่ร้อยตรีธนุ  วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.,นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าร่วมในพิธี  ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในสถานศึกษา ระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในวันนี้

จากการกล่าวรายงานของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตระหนัก และให้ความสําคัญในการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์และการจัดการพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการใช้พลังงานทดแทน สําหรับผลิตไฟฟ้าเพื่อลดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งยังเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อน เพื่อให้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยการติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์ในสถานศึกษาทั้งรูปแบบติดตั้งบนหลังคา หรือบนพื้นดิน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ด้านพลังงานในสถานศึกษา

การดําเนินการโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ( Solar Cell) ในสถานศึกษา จะก่อให้ประโยชน์อย่างมากในการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา และ เป็นการเสริมสร้างโอกาสในการพัฒนาเรียนรู้แก่นักเรียนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังจากการลงนามบันทึกข้อความร่วมมือดังกล่าวแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ( Solar Cell) ในสถานศึกษา หรือส่วนราชการในสังกัดและหน่วยงานในกํากับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม และบรรลุผลสัมฤทธิ์ต่อไป

“โครงการนี้ ได้เริ่มมาก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว วันนี้เราเพียงมาร่วม MOU เพื่อให้เป็นทางการและมีความชัดเจนขึ้นในการทำงานร่วมกัน  ซึ่งการใช้พลังงานสะอาด ก็เป็นนโยบายของรัฐมนตรีมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งแล้ว และได้มอบให้หน่วยงานไปดำเนินการเป็นรายโรงเรียน ก็ต้องขอขอบคุณการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ให้ความร่วมมือกับ ศธ. และหลังจากที่มีการ MOU กันแล้ว ในระดับจังหวัดและภูมิภาคก็จะสามารถประสานงานกับโรงเรียนได้ง่ายขึ้น  สำหรับการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ของโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯมีความสำคัญมาก เพราะโรงเรียนใช้แอร์ใช้พลังงานสูงมาก หากโรงเรียนได้รับการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และได้รับคำแนะนำในการใช้พลังงานแบบประหยัดก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก นอกจากนี้ เด็กยังจะได้รับการปลูกฝังความรู้ในการใช้พลังงานอย่างประหยัดด้วย สำหรับ MOU ครั้งนี้ มีระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ 2567-2569 เป้าหมายจะติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงเรียนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมากก่อน  หรือโรงเรียนที่มีภาระจ่ายค่าสาธารณูประโภคสูง ก็จะไปติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้ก่อน และโรงเรียนที่มีความพร้อมจะติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ จะต้องแจ้งความประสงค์ไปยังการไฟฟ้าเพื่อมาสำรวจการใช้ไฟและสำรวจสถานที่ที่เหมาะสมก่อนติดตั้งแผงโซล่าเซล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า“ รมว.ศธ. กล่าว 

ดึงกลับสู่ระบบ!!! ‘เพิ่มพูน’สั่งลุย สำรวจเด็กหลุดระบบการศึกษา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807381

ดึงกลับสู่ระบบ!!! 'เพิ่มพูน'สั่งลุย สำรวจเด็กหลุดระบบการศึกษา

ดึงกลับสู่ระบบ!!! ‘เพิ่มพูน’สั่งลุย สำรวจเด็กหลุดระบบการศึกษา

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.23 น.

“เพิ่มพูน”สั่งลุย สำรวจเด็กหลุดจากระบบการศึกษา เพื่อดึงกลับสู่ระบบ ตั้งเป้าตัวเลขเด็กดร็อปเอาท์ต้องเป็นศูนย์

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมรายงานการขับเคลื่อนการยกระดับการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานการนํานักเรียนเข้าสู่ระบบการทดสอบ COMPUTER BASED TEST เพื่อนําผลสู่การพัฒนา และเติมเต็มนักเรียน (Pre-test) ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2567 กว่า 104,578 ราย พร้อมๆ กับการขยายแกนนำ ที่เป็นครู ศึกษานิเนิทศก์ พี่เลี้ยง และแกนนำ ระดับเขตพื้นที่ฯ 1,400 คน ที่ผ่านหลักสูตร การอบรมการใช้ระบบออนไลน์ข้อสอบ PISA ในสถานศึกษา สู่โรงเรีนนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ 9,214 แห่ง ครู 3 โดเมน 27,397 ราย จนถึงเดือนกันยายน 2568

“ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำการจัดอบรมฯ PISA ให้ สสวท.ติดตามและรายงานความก้าวหน้า พร้อมมีแผนระยะยาว การจัดทำข้อสอบเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กๆ ระดับประถมศึกษา เริ่มจากการอ่าน การคิดวิเคราะห์ ส่วนวิธีการทดสอบหรือการออกข้อสอบ ให้เข้ากับเจนเนอเรชั่นของเด็กในยุค 4.0 และมีความทันสมัย ทั้งในเรื่องของภาษา การเลือกใช้คำที่เข้ากับวัยของเด็ก” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการติดตามการดำเนินการงบประมาณ โดยได้ติดตามเรื่องเงินอุดหนุน อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน 2567 และคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ตามแผนที่วางไว้ ส่วนงบลงทุน กำลังเร่งทำแอปพลิเคชันโดยมี สพฐ.เป็นเจ้าภาพ เพื่อติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเรียลไทม์ ในส่วนของงบประมาณ ขอให้วิเคราะห์ปัญหา ความเสี่ยง และหาบุคลากรแต่ละพื้นที่ที่มีความชำนาญ ในแต่ละเรื่อง เพื่อช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการบริหารจัดการงบประมาณ ส่วนกรณีที่ ศธ.มีหนังสือยกเว้น หรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียนนั้น ขอเน้นย้ำ โดยเฉพาะในสภาวะที่เศรษฐกิจที่เงินเฟ้อ ผู้ที่ขัดสนอาจไม่สามารถจัดหาเครื่องแบบนักเรียนได้ ศธ.จึงออกหนังสือดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารสถานศึกษาพิจารณา ช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถมาโรงเรียนได้โดยไม่กดดัน โดยขอให้มีการสำรวจข้อมูล เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยอาจต้องประสานกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคเอกชน ในการเข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงให้มีการจัดทำระบบคลังข้อมูลเพื่อการบริหารการศึกษา (Data Warehouse)

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ สำนักงานปลัด ศธ.พัฒนาพัฒนาระบบรายงานผลการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เรียนดี มีความสุข แบบเรียลไทม์ ทั้งในเรื่องของสุขาดี มีความสุข และการยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งกายของนักเรียนในสถานศึกษา ไว้สำหรับสำรวจเป็นข้อมูลเพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง เป็นหลัก ขณะเดียวกันยังเน้นย้ำเรื่อง การขับเคลื่อนการป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน พร้อมจัดกิจกรรมวันงดสูบบุหรี่โลก และขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้พิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นเจ้าพนักงานดูแลเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา เพื่อให้มีอำนาจในการตรวจยึด และขยายผลในการแก้ปัญหาต่อไป

“ส่วนกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout นั้น ในส่วนของ ศธ.ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในเชิงรุกได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สำรวจตัวเลขเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา และพยายามนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือเข้าเรียนในระบบการศึกษาตามอัธยาศัย โดย ศธ.ก็มีเป้าหมายให้เด็กดร็อปเอาท์เป็นศูนย์เท่านั้น และไม่ใช่แค่เด็กในวัยเรียนเท่านั้น ยังรวมถึงประชาชนทั่วไป ที่ยังได้รับการศึกษาไม่ถึงภาคบังคับ ก็ขอให้ สกร.เข้าไปช่วยเติมเต็ม ให้ความรู้ เพื่อให้ทรัพยากรของประเทศไทยมีความรู้ไม่น้อยกว่าการศึกษาภาคบังคับด้วย” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว