วงเสวนาวันเด็กปี69 แนะผู้ใหญ่ทำงาน 4 ด้าน แก้ปัญหาพฤติกรรม ห่างปัจจัยเสี่ยง

วงเสวนาวันเด็กปี69 แนะผู้ใหญ่ทำงาน 4 ด้าน แก้ปัญหาพฤติกรรม ห่างปัจจัยเสี่ยง

วงเสวนาวันเด็กปี69 แนะผู้ใหญ่ทำงาน 4 ด้าน แก้ปัญหาพฤติกรรม ห่างปัจจัยเสี่ยง

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

วงเสวนาวันเด็กปี 69 แนะผู้ใหญ่ทำงาน 4 ด้าน เอื้อเด็กไทย เรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างอิสระ ปั้น “วัยรุ่น” คิดดี มั่นใจ มีภูมิคุ้มกัน แก้ปัญหาพฤติกรรม ห่างปัจจัยเสี่ยง ทั้งเหล้า บุหรี่ การพนัน ยาเสพติด 

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 ม.ค. 2569 ที่เดอะฮอล์ บางกอก วิภาวดี 64 มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว กลุ่มไม้ขีดไฟ เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันจัดเสวนา “เด็กรักสนุก เล่นง่าย ได้เรียนรู้” เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 

โดยนายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบเยาวชน คนรุ่นใหม่ อายุ 15-24 ปี สูบบุหรี่ 11.15 % ลดจากปี 2564 ซึ่งอยู่ที่ 12.7 % ส่วนนักสูบหน้าใหม่ที่สูบบุหรี่ไม่เกิน 1 ปี มี 211,474 คน ในจำนวนนี้ 68.9% เริ่มสูบบุหรี่ช่วงอายุ 15-19 ปี ส่วนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในกลุ่มเยาวชน 15-24 ปี มีแนวโน้มลดลงอยู่ที่ 24.8% ลดจากปี 2564 อยู่ที่ 34.7% ส่วนปัญหาดื่มแล้วขับพบ 33.06% ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนน ในจำนวนนี้ 25.09% ทำให้ผู้ขับขี่และผู้ที่อยู่ในยานพาหนะบาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะที่ปัญหาการพนัน ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2566 พบกลุ่มอายุ 15-25 ปี เล่นพนันออนไลน์ 32.3% หรือ 2.9 ล้านคน โดย 1 ใน 4 หรือประมาณ 739,000 คน เสี่ยงเป็นนักพนันหน้าใหม่ 

“เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปีนี้ สสส. มุ่งสร้างความเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน เน้นย้ำความสำคัญของการเล่นต่อพัฒนาการ การเสริมสร้างทักษะชีวิต และการสร้างภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยเสี่ยง โดยทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคีเครือข่าย วางยุทธศาสตร์ทั้งด้านวิชาการ รณรงค์ และทำงานเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดปัจจัยเสี่ยงทั้งบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเสพติด การพนัน และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เพื่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชน พร้อมนำบทเรียนในชีวิตแปรเปลี่ยนเป็นพลัง สร้างแรงบันดาลใจและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ให้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญช่วยกันปกป้องเยาวชนไทย ให้ห่างไกลปัจจัยเสี่ยงทุกชนิด และเสริมพลังสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กเยาวชน” นายวิเชษฐ์ กล่าว 

นายศรัทธา ปลื้มสูงเนิน ผู้จัดการกลุ่มไม้ขีดไฟ กล่าวว่า ปัจจุบันนักปั้นเด็กและนักจิตวิทยาให้ความสนใจกับการเล่นอย่างอิสระว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสมองและจิตใจ  ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดกับเด็กได้อย่างดี โดยพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และคนในชุมชน ต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย ผ่านการปรับพฤติกรรม 4 ด้าน 1.ถอยเพื่อเพิ่มพื้นที่ เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้จินตนาการและร่างกายอย่างเต็มที่ในพื้นที่ที่เอื้ออำนวย 2.ถอยเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจ ให้เด็กเป็นเจ้าของการเล่นด้วยตนเอง เลือกสิ่งที่จะเล่น วิธีการเล่น ระยะเวลาที่ต้องการ เพื่อฝึกทักษะการตัดสินใจ 3.ถอยเพื่อเป็นผู้สร้างบรรยากาศ เปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมมาเป็นผู้สนับสนุนบรรยากาศที่เหมาะสมต่อการเติบโตและเรียนรู้ 4.ถอยเพื่อประเมินความเสี่ยง เปิดใจให้เด็กได้เล่นเสี่ยง ได้เรียนรู้ขีดจำกัดของตนเอง รู้จักวิธีรับมือในช่วงวัยรุ่น แต่อยู่ภายใต้สายตาของผู้ใหญ่ ซึ่งจะทำให้มีวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยความคิดดี มั่นใจ และมีภูมิคุ้มกัน ช่วยแก้ปัญหาพฤติกรรมเด็กได้อย่างยั่งยืน  

นางปรัชทิพา หวังร่วมกลาง ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา กล่าวว่า การสร้างเมืองให้เป็นมิตรกับเด็ก เอื้อต่อการเรียนรู้ การเติบโต ปลอดภัย ปลอดปัจจัยเสี่ยง มี 4 ปัจจัย 1.เด็กมีสิทธิได้รับโอกาสการเรียนรู้ โอกาสในการพัฒนาศักยภาพตัวเอง เด็กทุกคนควรได้เล่นอย่างเหมาะสมตามช่วงวัยอย่างปลอดภัย และได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่อย่างเต็มกำลัง 2.ผู้ใหญ่ต้องใจกว้างยอมรับการเล่นมีประโยชน์และคุณค่าต่อเด็ก และต้องช่วยสร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างหลากหลายรูปแบบ 3.ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการเล่นรอบตัวเด็ก ทั้งในโรงเรียน สถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ชุมชน หรือที่อื่นๆ โดยการทำชั่วโมงเล่น ทำวันเล่น ทำพื้นที่เล่น 4.สนับสนุนให้เกิดผู้อำนวยการเล่น จัดหาสิ่งของรอบตัว เช่น ชิ้นส่วน ลูสพาร์ท ธรรมชาติ ภูมิปัญญา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ เป็นเมืองที่คำนึงถึงเด็กทุกคน

นายอนุลักษณ์ เอี่ยมสี เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนเห็นความสำคัญของการเล่นว่าเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ จึงควรสอดแทรกประเด็นปัจจัยเสี่ยงเข้าไปเพื่อให้เด็กๆ สามารถเล่นสนุกพร้อมกับการเรียนรู้ที่ถือเป็นประสบการณ์ตรง ช่วยให้ตระหนักถึงอันตรายของปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง กระตุ้นการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ จึงชักชวนแกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยงมาร่วมกันออกแบบฐานการเรียนรู้ปัจจัยเสี่ยง เช่น การเรียนรู้ผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยการนำถุงถ่วงน้ำหนักจำลองแทนอาการเมา โดยนำถุงถ่วงน้ำหนัก 3-5 กก. ใส่ไว้ที่ขา และแขน แล้วให้เดินซิกแซกหลบหลีกสิ่งกีดขวาง หยิบของใส่ตะกร้า หรือเขียนชื่อ/ต่อบล็อก จะทำให้เห็นปัญหาจากการเมา ทั้งการทรงตัวแย่ เหนื่อยง่าย ตอบสนองช้า เชื่อมโยงไปถึงเรื่องอุบัติเหตุ 

ในหลวง พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 69

ในหลวง พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 69

ในหลวง พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 69

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

“ในหลวง”พระราชทานของขวัญปีใหม่แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 

วันที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 11.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พลตำรวจโท มณฑลทัฬห์ บุนนาค รองประธานกรรมการอำนวยการ โครงการส่งเสริมการกีฬา เพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญของขวัญพระราชทาน เนื่องในโอกาสวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 มอบแก่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ณ ห้องรับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย

ในการนี้ พลตำรวจโท มณฑลทัฬห์ บุนนาค ผู้เชิญกระเช้าปีใหม่พระราชทาน ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วเปิดกรวยกระทงดอกไม้ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และเชิญของขวัญปีใหม่พระราชทานวางบนพานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ จากนั้น ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ก่อนเข้ารับพระราชทานของขวัญปีใหม่จากพานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และบันทึกภาพร่วมกันเป็นอันเสร็จพิธี

ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยเข้าร่วมพิธี ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนัก กอง และข้าราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธี

บึงกาฬจับติ้วฟุตซอล U15 ‘โนแอลคัพ 2026’ ลุ้นเดือดใครจะคว้าตั๋วตัวแทนจังหวัด

บึงกาฬจับติ้วฟุตซอล U15 'โนแอลคัพ 2026' ลุ้นเดือดใครจะคว้าตั๋วตัวแทนจังหวัด

บึงกาฬจับติ้วฟุตซอล U15 ‘โนแอลคัพ 2026’ ลุ้นเดือดใครจะคว้าตั๋วตัวแทนจังหวัด

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.53 น.

ท่องเที่ยวและกีฬาบึงกาฬ ประชุมผู้จัดการทีมฟุตซอล U15 จับสลากประกบคู่ SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 รอบคัดเลือกจังหวัด

วันที่ 7 มกราคม 2569 สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ จัดประชุมผู้จัดการทีมกีฬาฟุตซอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี รายการ SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ครั้งที่ 8 เพื่อเตรียมความพร้อมการแข่งขันรอบคัดเลือกตัวแทนจังหวัดบึงกาฬ สู่การแข่งขันชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยมี นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในที่ประชุม พร้อมดำเนินการจับสลากประกบคู่การแข่งขัน ซึ่งมีทีมจากสถานศึกษาภายในจังหวัดบึงกาฬเข้าร่วมการแข่งขันรวมทั้งสิ้น 12 ทีม โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูอาจารย์ ตลอดจนผู้นำท้องที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

การแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้นโยบายของจังหวัดบึงกาฬ ตามแนวทางของผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ ได้บูรณาการความร่วมมือกับ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบึงกาฬ ภายใต้โครงการ “1 อำเภอ 1 ลานสร้างสรรค์” ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ ลานกีฬา เพื่อส่งเสริมการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ของเยาวชน

สำหรับการแข่งขันฟุตซอลเยาวชน SDN FUTSAL NO-L CUP 2026 ครั้งที่ 8 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เพื่อนกันมันสโนแอล” (ไม่ดื่ม ไม่สูบ ไม่เสพ ไม่พนัน) ระดับจังหวัด รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ประจำปี 2569 ณ สนามฟุตซอลโรงเรียนปากคาดพิทยาคม อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ

โดยมีทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 12 ทีม ได้แก่ โรงเรียนศรีวิไลวิทยา, โรงเรียนประชานิมิตพิทยานุกูล, โรงเรียนโซ่พิสัยพิทยาคม, โรงเรียนโพธิ์ทองวิทยานุสรณ์, โรงเรียนบ้านห้วยลึก, โรงเรียนศรีชมภูวิทยา, โรงเรียนพรเจริญวิทยา, ทีม KP FC, โรงเรียนปากคาดพิทยาคม, โรงเรียนโนนคำพิทยาคม, โรงเรียนสมสนุกพิทยาคม และโรงเรียนหนองยองพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก

ทั้งนี้ การจัดการแข่งขันมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเยาวชนด้านทักษะกีฬา เสริมสร้างวินัยและน้ำใจนักกีฬา ตลอดจนเป็นเวทีคัดเลือกนักกีฬาตัวแทนจังหวัดบึงกาฬ เข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศต่อไป

เรียนรู้นวัตกรรมสุดล้ำที่มหาวิทยาลัยหัวจง (HUST) กับโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนา

เรียนรู้นวัตกรรมสุดล้ำที่มหาวิทยาลัยหัวจง (HUST) กับโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนา

เรียนรู้นวัตกรรมสุดล้ำที่มหาวิทยาลัยหัวจง (HUST) กับโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนา

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

เรียนรู้นวัตกรรมสุดล้ำที่มหาวิทยาลัยหัวจง (HUST) กับโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนา

จากประเทศผู้ผลิตเชิงอุตสาหกรรม สู่มหาอำนาจด้านนวัตกรรม — จีนกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะดินแดนแห่งเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนโลกด้วย AI ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และนวัตกรรมล้ำสมัย ด้วยการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระดับแนวหน้าของโลก  มีมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ  และระบบนิเวศนวัตกรรม “ห้องเรียน–ห้องแล็บ–โรงงาน–ตลาด”  ที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริง ทำให้จีนไม่เพียงเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี” แต่ยังเป็น “สนามทดลองนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดของโลก” สำหรับการบ่มเพาะทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์ ให้กับนักศึกษาจากนานาประเทศเพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลกในอนาคต

#ความเชื่อมโยงระหว่าง HUST กับ  โครงการ ODOS Summer Camp

โครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนา ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship: ODOS) ภายใต้การดูแลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa เป็นโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของรัฐบาลไทยที่มุ่งสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา และยกระดับศักยภาพเยาวชนไทยด้านวิชาการ เทคโนโลยี และภาวะผู้นำให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลก โดยได้ขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศ จัด ODOS Summer Camp หลักสูตรระยะสั้น 6 สัปดาห์ ผ่านการให้ทุนการศึกษาแบบให้เปล่าแก่เยาวชนไทยระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย อายุ 16-20 ปี ที่สนใจด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล   ครอบคลุมค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าครองชีพ และค่าเดินทาง คัดเลือกผู้เข้าร่วมโดยไม่ต้องทดสอบแข่งขันทางวิชาการ แต่ใช้วิธีทดสอบทักษะ ความตระหนักรู้ทางดิจิทัล และทักษะภาษาอังกฤษเบื้องต้น และสัมภาษณ์โดยเจ้าหน้าที่สถานทูตของประเทศที่ร่วมเปิดรับนักเรียนนักศึกษาในโครงการนี้

ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง (HUST) กับโครงการ ODOS Summer Camp เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นรุ่นแรกของโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้และใช้ชีวิตจริงในรั้วมหาวิทยาลัย HUST เป็นระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ หลักสูตรประกอบด้วยการบรรยายเชิงเทคนิคเฉพาะทาง การฝึกปฏิบัติโครงการจริง การเรียนรู้วัฒนธรรมจีน การเยี่ยมชมสถานประกอบการชั้นนำ รวมถึงกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ที่หลากหลาย นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมระหว่างไทย–จีนในระดับสถาบันอย่างเป็นรูปธรรม

#HUST ศูนย์กลางการเรียนรู้ทักษะแห่งอนาคต นวัตกรรม และผู้ประกอบการรุ่นใหม่

มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง (HUST) เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนที่อยู่ในกลุ่ม Double First Class โครงการระดับชาติที่มุ่งพัฒนาให้มหาวิทยาลัยในประเทศจีนก้าวสู่ระดับโลก โดดเด่นด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ ด้วยมาตรฐานการเรียนการสอนและงานวิจัยในระดับสากล พร้อมบทบาทเป็นศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมระดับประเทศ ที่มีห้องปฏิบัติและศูนย์วิจัยขั้นสูง เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรมและการใช้งานจริง  นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำทั่วโลก เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม และสร้างเครือข่ายวิชาชีพในระดับนานาชาติ

HUST มุ่งเน้นพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นผู้ประกอบการ ผ่านระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ผสานห้องเรียน งานวิจัย และนวัตกรรมเข้าด้วยกัน จึงเป็นมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนที่ตอบโจทย์โลกอนาคต รวมทั้งเป็นจุดหมายการศึกษาที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ เสริมสร้างทักษะ และต่อยอดโอกาสในระดับโลกให้แก่นักศึกษาจากนานาประเทศที่มีเป้าหมายเดียวกัน มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจงถือเป็นแหล่งผลิตวิศวกรชั้นนำของจีน และปัจจุบันกำลังเปิดรับนักศึกษาที่มีความมุ่งมั่นจะเป็นวิศวกรจากทั่วโลกมาศึกษาที่ประเทศจีน

วิทยาเขตของ HUST ตั้งอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสำคัญของจีน ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มหาวิทยาลัยท่ามกลางป่าธรรมชาติ” ด้วยสภาพแวดล้อมทันสมัยและเอื้อต่อการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ตลอดระยะเวลาการศึกษา 

#นิทรรศการภาพถ่าย “ร่องรอยดิจิทัล” ตอกย้ำสายสัมพันธ์ไทย-จีน

ในช่วง 6 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา HUST ได้รับนักศึกษาไทยที่ผ่านการคัดเลือกในโครงการ ODOS Summer Camp จำนวน 50 คน เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ภายใต้ธีม “ปัญญาประดิษฐ์และเมตาเวิร์ส” ในรั้วมหาวิทยาลัยที่วิทยาเขตเมืองอู่ฮั่น   และเพื่อเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านการศึกษาในเชิงรูปธรรม  พร้อมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน   HUST จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ VIVO จัด “นิทรรศการภาพถ่ายเยาวชนจีน – ไทย” ภายใต้ธีม “Digital Footprint: My Six-Week Journey at HUST” หรือ “ตามรอยดิจิทัล: การเดินทาง 6 สัปดาห์ของฉันที่ HUST” ในวันที่ 9 – 18 มกราคม 2025 ณ ริเวอร์ พาร์ค (River Park) ลานกิจกรรมกลางแจ้งริมน้ำ ชั้น 7 ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ  เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย 

#ภายในนิทรรศการ ประกอบด้วย

• ผลงานภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลจากการประกวดของนักศึกษาไทยกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นเสมือนบันทึกประสบการณ์และการเรียนรู้จากการเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการ ประสบการณ์ภาคปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาจีน – ไทย รวมถึงมุมมองชีวิตภายหลังสำเร็จโครงการและกลับสู่ประเทศไทย

• นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนโยบายการรับสมัครนักศึกษาต่างชาติ จุดเด่นของหลักสูตรการศึกษา ตลอดจนขั้นตอนและโอกาสในการสมัครทุนการศึกษา เพื่อเป็นแพลตฟอร์มข้อมูลสำคัญสำหรับเยาวชนไทยที่สนใจศึกษาต่อในระดับนานาชาติ ณ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง (HUST)

• เช็กอินถ่ายภาพภายใต้แนวคิดอินเทอร์แอกทีฟ โดย VIVO ถ่ายทอดบรรยากาศสร้างสรรค์ผ่านสื่อและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานมีส่วนร่วม

โครงการ ODOS Summer Camp แม้จะเป็นหลักสูตรระยะสั้น แต่นับเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าสำหรับเยาวชนไทยที่ต้องการพัฒนาศักยภาพให้พร้อมสู่เวทีการศึกษาและนวัตกรรมระดับนานาชาติ สอดคล้องกับพันธกิจความร่วมมือของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหัวจง (HUST) ที่ต้องการให้นักเรียนไทยได้เปิดโลกเข้าถึงระบบการเรียนการสอน มาตรฐานทางวิชาการ และสภาพแวดล้อมด้านนวัตกรรมของ HUST อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อในระดับนานาชาติและสนับสนุนการสร้างบุคลากรคุณภาพด้านเทคโนโลยี 

ปูพรม 15 จังหวัด สร้างเครือข่าย ‘EDC Trainer’ ระดับภูมิภาค ส่งต่อความรู้สู่ชุมชน

ปูพรม 15 จังหวัด สร้างเครือข่าย ‘EDC Trainer’ ระดับภูมิภาค ส่งต่อความรู้สู่ชุมชน

ปูพรม 15 จังหวัด สร้างเครือข่าย ‘EDC Trainer’ ระดับภูมิภาค ส่งต่อความรู้สู่ชุมชน

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ประกาศแผนลุยเดินหน้าโปรเจกต์ EDC (ETDA Digital Citizen) ประจำปีงบประมาณ 2569 ชูโมเดล ‘Regional Digital Trainers Network’ (เครือข่ายเทรนเนอร์ดิจิทัลระดับภูมิภาค) เตรียมปูพรมจัดกิจกรรมครอบคลุม 15 จังหวัดทั่วประเทศ เดินหน้าสร้างเครือข่าย EDC Trainer ระดับภูมิภาค เพิ่มอีกกว่า 2,000 คน พร้อมยกระดับการส่งต่อทักษะดิจิทัลสู่ประชาชนในชุมชนไม่น้อยกว่า 60,000 คน ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์สำคัญอย่าง สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เร่งบูรณาการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ออกแบบการพัฒนาทักษะผ่าน 4 หลักสูตร ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานพลเมืองดิจิทัล ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงธุรกิจ พร้อมประเดิมจัดกิจกรรมแรกแล้วที่จังหวัดน่าน

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญของ ETDA ในการพัฒนาทักษะดิจิทัลที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้ผ่านการอบรม แต่เป็นการสร้าง แกนนำ หรือ ผู้ถ่ายทอด ที่มีความเข้าใจบริบทพื้นที่ สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอด สร้างการเปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความสำเร็จในการดำเนินงานปีงบประมาณ 2568 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ETDA เดินหน้าขยายผลในปี 2569 อย่างจริงจัง โดยในปีที่ผ่านมา ETDA ตั้งเป้าหมายสร้าง EDC Trainer จำนวน 1,200 คน แต่ด้วยความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย หน่วยงานในพื้นที่ และความตื่นตัวของภาคประชาชน ส่งผลให้สามารถพัฒนาเทรนเนอร์ได้จริงมากกว่า 3,300 คน หรือเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึงกว่า 200%

ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่มีความต้องการพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างจริงจัง ETDA จึงไม่หยุดอยู่เพียงความสำเร็จเชิงตัวเลข แต่ต้องการยกระดับไปสู่การสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งและสามารถขับเคลื่อนตนเองได้ในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ ในปีงบประมาณ 2569 ETDA จึงเดินหน้าภายใต้โมเดล ‘Regional Digital Trainers Network’ หรือเครือข่ายเทรนเนอร์ดิจิทัลระดับภูมิภาค ตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการพัฒนาเทรนเนอร์ดิจิทัลหน้าใหม่เข้าสู่ระบบเพิ่มเติม ไม่น้อยกว่า 2,000 คน เพื่อขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค และเพิ่มศักยภาพในการส่งต่อองค์ความรู้ไปสู่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อีกไม่น้อยกว่า 60,000 คน ภายในปีเดียว

จุดเด่นของการดำเนินงานในปีนี้คือการนำข้อมูลเชิงสถิติและบริบทเชิงพื้นที่ (Data-driven & Area-based) มาใช้เป็นฐานในการออกแบบจัดกิจกรรมอบรม โดย ETDA ได้ร่วมมือกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการนำข้อมูลระดับจังหวัดและอำเภอมาวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างแรงงานในพื้นที่ เพื่อให้เนื้อหาการอบรมตอบโจทย์ความต้องการจริงของแต่ละพื้นที่มากที่สุด ควบคู่ไปกับความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้มั่นใจว่าทักษะที่ถ่ายทอดมีมาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต

ในด้านเนื้อหาการอบรม ETDA ได้ปรับปรุงและยกระดับหลักสูตรเป็น 4 หลักสูตรสำคัญ (ฉบับปรับปรุง) ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานการเป็นพลเมืองดิจิทัล ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในภาคธุรกิจ ได้แก่ EDC Plus (ETDA Digital Citizen Plus) มุ่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ อัตลักษณ์ดิจิทัล การใช้งานดิจิทัล การสื่อสารดิจิทัล ความมั่นคงปลอดภัย และการรู้เท่าทันดิจิทัล เพื่อพัฒนาพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพและรับผิดชอบต่อสังคม Generative AI เพื่อการทำงาน เสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการช่วยงานเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูล และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร , Social Commerce for Business (V.2) เจาะลึกการทำธุรกิจและการขายผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook, TikTok และ Instagram รวมถึงการทำ Live Commerce สำหรับผู้ประกอบการยุคดิจิทัล , AI Marketing การประยุกต์ใช้ AI ในงานการตลาด ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การวางกลยุทธ์ ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างแม่นยำ

โครงการได้เริ่มต้นกิจกรรมแรกแล้วที่จังหวัดน่าน โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป ในหลักสูตร Social Commerce for Business และ AI Marketing เพื่อช่วยเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการค้าขาย และสนับสนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่ช่วงปลายปี

หลังจากนี้ ETDA จะขยายผลการดำเนินงานไปยังจังหวัดยุทธศาสตร์อีก 14 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดปีงบประมาณ 2569 ได้แก่ บุรีรัมย์ นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ปัตตานี ขอนแก่น อุบลราชธานี ลำปาง เชียงใหม่ ระยอง เชียงราย อุดรธานี ยะลา นครศรีธรรมราช และภูเก็ต เพื่อให้การพัฒนากำลังคนดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและลดช่องว่างทางดิจิทัลในทุกภูมิภาค ผู้ที่สนใจ ทั้งหน่วยงานที่ต้องการพัฒนาบุคลากรเข้าสู่การเป็น EDC Trainer และประชาชนทั่วไปที่ต้องการยกระดับทักษะดิจิทัล สามารถติดตามรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/pqoX4eVvgSECnd2U6 หรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ETDA Thailand

‘Thai Life Insurance Sports Showcase’ ปั้นฝันเยาวชนไทยสู่เวทีสากล ก้าวข้ามข้อจำกัด สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

‘Thai Life Insurance Sports Showcase’ ปั้นฝันเยาวชนไทยสู่เวทีสากล ก้าวข้ามข้อจำกัด สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

‘Thai Life Insurance Sports Showcase’ ปั้นฝันเยาวชนไทยสู่เวทีสากล ก้าวข้ามข้อจำกัด สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคโลกไร้พรมแดน การเรียนในต่างประเทศไม่ใช่เพียงการขยายโอกาสทางการศึกษา แต่ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ ฝึกทักษะชีวิต และเตรียมความพร้อมเพื่อการพัฒนาความสามารถสู่การแข่งขันในเวทีระดับสากล การได้รับ “ทุนการศึกษา” และ “ทุนกีฬา” จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยผลักดันเยาวชนไทยให้ก้าวสู่ความฝันได้อย่างมั่นคง

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จึงสานฝันส่งมอบโอกาสทั้งด้านการศึกษาและด้านกีฬาให้แก่นักเรียนนักกีฬาเยาวชนไทย ผ่านโครงการ “Thai Life Insurance Sports Showcase” เพื่อส่งเสริมศักยภาพเด็กไทย ให้ได้รับโอกาสคว้าทุนการศึกษาและทุนด้านกีฬาจากต่างประเทศ (Student Athletes Scholarship) เพื่อสร้างหลักประกันอนาคตให้แก่เยาวชนไทย

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าวสร้างโอกาสให้กับนักเรียนนักกีฬาเยาวชนไทยทั่วทั้งประเทศ ที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ จากทั้ง Platform Event และ Online ให้ได้รับทุนการศึกษาและทุนกีฬาในต่างประเทศ ทั้งจากประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ อิตาลี และสเปน จากการจัดกิจกรรม 15 ครั้ง ใน 8 ประเภทกีฬา ได้แก่ ฟุตบอล, เทนนิส, บาสเกตบอล, ฟันดาบ, วอลเลย์บอล, กอล์ฟ, ว่ายน้ำ และ E-sports โดยมีนักเรียนนักกีฬาได้รับทุนจำนวนทั้งสิ้น 371 คน คิดเป็นมูลค่าทุนรวมกว่า 1,800 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักกีฬาเยาวชนไทยอย่างชัดเจน

ปิ่น – อัญชญา เกตุแก้ว เงือกสาวผู้พิสูจน์ว่า “ข้อจำกัดทางร่างกาย ไม่ใช่ข้อจำกัดของความสำเร็จ” โดยปิ่นเป็นตัวแทนนักกีฬาว่ายน้ำคนแรกที่ได้รับทุนจากโครงการฯ ที่พิสูจน์ว่าข้อจำกัดด้านร่างกายไม่สามารถขวางกั้นพลังใจและศักยภาพ ด้วยความมุ่งมั่นและใจที่แข็งแกร่ง ทำให้ในปี 2564 ปิ่นคว้าทุนกว่า 60% จาก Campbellsville University ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย Top 20 ทางกีฬาในรัฐเคนทักกี้ ที่ถูกจัดอยู่ในลีกแข่งขันกีฬาระดับ NAIA โซน Mid-South ของสหรัฐอเมริกา เส้นทางของปิ่นไม่ธรรมดา เพราะเธอคือ นักกีฬาพาราลิมปิกคนแรกของโครงการ Sportsync ในเอเชีย ที่ได้ลงแข่งขันว่ายน้ำในพาราลิมปิกเกมส์ ณ กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี 2559 และยังคว้าเหรียญเงินจากเอเชียนพาราเกมส์ ในการแข่งขันกรรเชียง 100 เมตรหญิงอีกด้วย

ปัจจุบันปิ่นกำลังศึกษาอยู่ปี 4 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา สาขาวิทยาการกีฬาและสุขภาพ พร้อมเผยแนวคิดที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีว่า “การเรียนและการแข่งขันกีฬาต้องไปควบคู่กัน โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในต่างประเทศ เราจำเป็นต้องวางแผนและเรียนรู้ที่จะปรับตัว ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม หรือแม้แต่เรื่องของสภาพอากาศ สิ่งสำคัญคือ Mindset ที่แม้ว่าเราจะแตกต่างจากคนอื่น แต่แค่ยอมรับและนำความแตกต่างไปเป็นแรงผลักดันพัฒนาตัวเอง ก็เชื่อว่าเราจะทำทุกอย่างได้ตามเป้าหมาย”

ในอนาคต ปิ่นวางแผนที่จะทำงานในแวดวงกีฬา ในฐานะผู้ประสานงานหรือดูแลนักกีฬาคนพิการในระดับนานาชาติ ซึ่งเธอเชื่อมั่นว่าจากประสบการณ์ทั้งการฝึกซ้อมและแข่งขันที่ผ่านมาจะเป็นประโยชน์สำหรับน้องนักกีฬารุ่นต่อๆไป ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานนักกีฬาคนพิการของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

กะปอม – จอมขวัญ เวทยไวกูณฐ์ นักเทนนิสหัวใจ Fighter นักหวดลูกสักหลาดสาวจาก จ.ภูเก็ต อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโครงการฯ ที่เริ่มต้น Profile ผ่าน Online Platform ก่อนเข้าร่วมคัดตัวใน Thai Life Insurance Sports Showcase ครั้งที่ 3 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ภายใต้กิจกรรม “Thai Life Insurance Tennis Showcase” โดยสามารถคว้าทุนจาก Westtown School ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนประจำในระดับชั้นมัธยมที่ดีที่สุดของรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องที่ Springfield College คณะการเงิน วิชาเอก Finance and Healthcare Management

แต่เส้นทางความสำเร็จไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อครั้งเรียน Grade 12  กะปอมเคยได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่า ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับนักกีฬาเทนนิส แต่ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้และทัศนคติเชิงบวก เมื่อร่างกายฟื้นฟูเธอจึงกลับมามุ่งมั่นฝึกซ้อมและพัฒนาฝีมือได้อีกครั้ง

กะปอมให้ความสำคัญกับการบาลานซ์ทั้งเรื่องการเรียน กีฬา และการใช้ชีวิต ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมต่างๆในมหาวิทยาลัย รวมถึงใช้เวลาว่างช่วงปิดภาคเรียนฝึกงานด้านการเงินกับบริษัทต่างๆ จึงถือเป็นเยาวชน Success Case ที่ใช้โอกาสได้คุ้มค่าอย่างแท้จริง

ไม้โท – ศุภกร ศุภซื่อสงวน รู้เป้าหมาย ลงมือทำ และไม่กลัวสิ่งใด นักกีฬาเยาวชนของโครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase ครั้งที่ 1 ประจำปี 2562 มีทักษะในกีฬาฟุตบอลที่โดดเด่นจนเข้าตาโค้ช ทำให้ได้รับทุนการศึกษาต่อเนี่องและกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จที่สมบูรณ์แบบ ทั้งด้านการเรียน กีฬา และการใช้ชีวิต

“ไม้โท” คือภาพสะท้อนของความสำเร็จรอบด้าน เขาได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่องจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีถึง 2 ใบ จาก Springfield College รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เกรดเฉลี่ย 3.9 ด้านการเงินและการบัญชี

ด้วยคติประจำใจ Know what you want. Do what you need. And never be afraid of anything คือ “รู้ว่าคุณต้องการอะไร ให้ลงมือทำโดยไม่ต้องลังเล หรือกลัวอะไร” ดังนั้น เมื่อทุกๆ โอกาสเข้ามา ไม้โทก็พร้อมที่จะเรียนรู้รวมถึงรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นและใช้ทุกโอกาสอย่างคุ้มค่าเสมอ

ปัจจุบันไม้โทได้ทำงานในสายการเงินตามที่ตัวเองถนัดที่ บริษัท Damiano, Burk & Nuttall ที่รัฐโรดไอแลนด์ สหรัฐอเมริกา และล่าสุดยังได้รับทุนเต็มจำนวน (100%) เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่ Clark University รัฐแมสซาชูเซตส์

โครงการ Thai Life Insurance Sports Showcase จึงไม่เพียงแค่เป็นเวทีในการคัดเลือกทุน แต่ยังเป็น เครื่องมือสร้างแรงบันดาลใจ และสร้างโอกาสสำหรับเยาวชนไทย เปรียบเสมือน “หลักประกันอนาคต” ที่มั่นคง และเป็นรูปธรรม ที่สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตของเยาวชนและครอบครัวไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ทีมหุ่นยนต์วิศวฯ มก. คว้าแชมป์ ‘BRICS Skill Competition 2025’

ทีมหุ่นยนต์วิศวฯ มก. คว้าแชมป์ ‘BRICS Skill Competition 2025’

ทีมหุ่นยนต์วิศวฯ มก. คว้าแชมป์ ‘BRICS Skill Competition 2025’

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผศ.ดร.พิเชษฐ์ สืบสายพรหม รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมสากล คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ได้นำนิสิตจากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบด้วย นายนิภัทร์ เลาหพรทรัพย์ และ นายณัฐกิตต์ จันทพรม เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขัน BRICS Skills Competition 2025 (BRICS Future Skills and Technology Challenge) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–22 ธันวาคม 2568 ณ เมืองหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน

การแข่งขันดังกล่าวเป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติของกลุ่มประเทศ BRICS ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตและนวัตกรรมเทคโนโลยี ครอบคลุมสาขาการผลิตอัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์ ทักษะดิจิทัล และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา เสริมสร้างประสบการณ์ระดับนานาชาติ และความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

ผลปรากฏว่า ทีมจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากการแข่งขันในสาขา “System Integration and Application for Robots with Artificial Intelligence” การได้รับรางวัลในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพด้านวิศวกรรม หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ของนิสิตและคณาจารย์ ตลอดจนความพร้อมของคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน ในการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมสู่มาตรฐานสากล นับเป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่นิสิตได้สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยและประเทศชาติในเวทีนานาชาติครั้งนี้

องคมนตรีมอบรางวัล ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่นแห่งปี ละครเยาวชนต้านทุจริต

องคมนตรีมอบรางวัล ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่นแห่งปี ละครเยาวชนต้านทุจริต

องคมนตรีมอบรางวัล ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่นแห่งปี ละครเยาวชนต้านทุจริต

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.38 น.

องคมนตรีมอบรางวัล “ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมดีเด่นแห่งปี”ละครเยาวชนต้านทุจริต กองทุน ป.ป.ช.ร่วมสร้างสังคมไม่ทนคอร์รัปชัน

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในการมอบรางวัลไทย ในโครงการหนึ่งล้านกล้าความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน ให้กับ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอร์รัปชัน สนับสนุนโดยกองทุน ป.ป.ช.โดยรางวัลไทย ดำเนินการโดยมูลนิธิเพื่อสังคมไทย มอบให้กับหน่วยงานและบุคคลเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบคุณงามความดี ทำความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยมีผู้แทนเข้ารับรางวัลได้แก่ มารุต สาโรวาท ผู้กำกับการแสดง, จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ,ธัญพิสิษฐ์ ตั้งวงศ์ศิริ, อีฟ อรวรรณ พิไลวรเพชร , พอร์ช  พงษกร อภิภัสร์เดชากุล , ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ , นรต.ธีทัต วิเศษชูชาติกุล, นตท.เนรมิตร ใจสิทธิ์ เป็นต้น

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอร์รัปชัน”  โดย กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท มหารวย เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ดำเนินการอบรมพื้นฐานการแสดง และให้เยาวชนได้ร่วมในการคิด สร้างสรรค์บทละครและร่วมแสดงละครกับดารานักแสดงมืออาชีพที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากละครช่องต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนไม่ทนคอร์รัปชันผ่านการแสดงละครสั้น สนับสนุนนักเรียน นักศึกษาร่วมเป็นเครือข่ายต่อต้านการทุจริต ผ่านการผลิตสื่อละครที่สามารถเข้าถึงเด็กเยาวชนด้วยกันเอง และส่งต่อแนวคิดไปยังพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ และประชาชนทุกกลุ่มทั่วประเทศที่รับชมผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียลหลากหลายช่องทาง โดยมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมโครงการ 30 สถาบัน เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษากว่า 3,000 คนได้ร่วมเป็นแกนนำในการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับประเทศชาติ โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันได้ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก การันตรีจากรางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งเสียงชื่นชมจากผู้รับชมละครสั้นต้านทุจริตที่เผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียลสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมหลากหลายกลุ่มทั่วประเทศ

ธัญพิสิษฐ์ ตั้งวงศ์ศิริ ครูเบส ผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดงและเขียนบทละคร กล่าวว่า “การปลูกฝังเยาวชนเรื่องการต่อต้านการทุจริตนั้น  สิ่งที่สำคัญก็คือการให้ลงมือ “คิดและสร้าง”ด้วยตัวเอง โครงการของเราไม่ได้เพียงแค่บอกเด็กเยาวชนว่าการทุจริตคอร์รัปชันคืออะไร แต่เราเปิดพื้นที่ให้เขาได้ตั้งคำถาม ได้เขียนเรื่อง ได้มีส่วนรวม ได้แสดงออกจากมุมมองของเขาในฐานะคนรุ่นใหม่ ผมคิดว่าการเล่าเรื่องจากเยาวชนสู่เยาวชนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถึงแม้มุมมองแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่ทำให้พวกเขาสามารถเห็นตัวเองอยู่ในสถานการณ์นั้นๆได้ง่ายขึ้น ทำให้พวกเขาเข้าถึงและเข้าใจกันและกันแน่นอนว่าโครงการนี้ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้กับเยาวชน เราไม่จำกัดกรอบว่าเยาวชนจะต้องเล่าเรื่องการต่อต้านทุจริตในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง”

นรต.ธีทัต วิเศษชูชาติกุล ชั้นปีที่ 3 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวว่า “ผมมองว่าโครงการนี้เป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่ง นวัตกรรมของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่อยู่ที่กระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของเยาวชนโดยโครงการได้ให้บทบาทของเยาวชนจาก “ผู้รับสาร” เป็น “ผู้สร้างสาร” เพื่อ “ส่งสาร”ละครสั้นต้านทุจริต สื่อสารไปยังเด็กเยาวชนและประชาชนทั่วประเทศผ่านสื่อช่องทางต่างๆนั่นเอง”

นตท.เนรมิตร ใจสิทธิ์ ชั้นปีที่ 2 โรงเรียนเตรียมหทาร กล่าวว่า “เพราะนี่เป็นละครที่ไม่เหมือนใคร พิเศษตรงที่เปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนได้เรียนรู้จากวิทยากรตัวจริงในวงการ และได้มีส่วนร่วมในการคิดบท การแสดง และการถ่ายทำร่วมกับมืออาชีพจากวงการบันเทิง ตัวจริงเสียงจริง ต้องขอบคุณทาง กองทุน ป.ป.ช. ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างสื่อละครสั้น เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง ยิ่งมีแนวทางในการให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำละครแบบนี้ ยิ่งได้ละครสร้างสรรค์ดีดีให้กับประเทศของเราเพิ่มขึ้น เรียกว่าได้ทั้งความบันเทิง กับดารานักแสดงตัวจริง และยังได้สาระ แง่คิดดีดีที่ส่งต่อจากเยาวชนถึงเยาวชนและประชาชนทุกกลุ่มที่เป็นผู้ชมทั่วประเทศอีกด้วย”

ด.ช.นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ นักแสดง-โรงเรียนอัสสัมชัญ กล่าวว่า “ผมคิดว่าโครงการนี้ช่วยเปลี่ยนการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมๆ ในการสอนการต่อต้านการทุจริต ให้กลายเป็นรูปแบบใหม่ รูปแบบที่ให้เด็กเยาวชนได้มีประสบการณ์จริง แทนที่จะสอนด้วยเนื้อหาสำเร็จรูป โครงการออกแบบกระบวนการให้เด็กเยาวชนได้คิด ตั้งคำถาม เขียนบท แสดง และเล่าเรื่องจากประสบการณ์ในมุมมองของตัวเอง ทั้งเรียนทั้งสนุก ได้ทั้งความรู้และได้ใจคนรุ่นใหม่ไปเต็มๆครับ”

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอร์รัปชัน” ตั้งใจให้เนื้อหาของละครสะท้อนปัญหาใกล้ตัวเด็กเยาวชน และเป็นสื่อที่จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับตัวเด็กเยาวชนโดยกระบวนการผลิตละครที่เด็กเยาวชนคิด ร่วมผลิต และสื่อตรงถึงเพื่อนๆ เด็กเยาวชนด้วยกัน รวมถึงคนในครอบครัว คนรอบๆ ตัว และประชาชนทั่วประเทศที่รับชมละครผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อโซเซียล โครงการนี้เป็นการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตผ่านสื่อละคร ซึ่งแตกต่างจากละครที่เห็นๆ ทั่วไปคือ เป็นละครที่เด็กเยาวชนมีส่วนร่วมตั้งแต่แรก โดยโครงการนี้จะมีการจัดอบรมให้ความรู้กับนักเรียนนักศึกษาในหลากหลายด้าน เช่น เรียนรู้พื้นฐานการแสดงกับครูนักแสดงมืออาชีพ, ฝึกความกล้าแสดงออก ,การฝึกสมาธิในการทำงาน, การพูดในที่สาธารณะ, การพัฒนาบุคลิกภาพ ,การสร้างตัวตนในแบบ influencer และหัวใจของการอบรมในครั้งนี้คือการเรียนรู้เรื่องการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อสร้างเครือข่ายเด็กเยาวชนไม่ทนคอร์รัปชัน พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มพูดคุยถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหา และออกมานำเสนอเพื่อคัดเลือกมาทำบทละครสั้น ดังนั้นบทละครจะได้แนวคิดการเดินเรื่องทั้งหมดมาจากตัวนักเรียนนักศึกษาที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมถึงมีส่วนร่วมในกระบวนการถ่ายทำ เพื่อสร้างสรรค์ละครคุณภาพที่จะกระตุ้นเด็กเยาวชนและผู้ชมทุกกลุ่ม ให้ตระหนักรู้ถึงโทษและแนวทางป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันที่อยู่ใกล้ตัวทุกคน

ผอ.สั่งสอบด่วน ครูสาวร้อยเอ็ดโยงชู้นายสิบ ผิดจริงไล่พ้นพื้นที่

ผอ.สั่งสอบด่วน ครูสาวร้อยเอ็ดโยงชู้นายสิบ ผิดจริงไล่พ้นพื้นที่

ผอ.สั่งสอบด่วน ครูสาวร้อยเอ็ดโยงชู้นายสิบ ผิดจริงไล่พ้นพื้นที่

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

ผอ.ร้อยเอ็ดสั่งฟัน! ตั้งกรรมการสอบครูสาว โยงชู้ชายนายสิบ ลั่นหากผิดจริงสั่งย้ายพ้นพื้นที่ทันที

ความคืบหน้ากรณี เมียหลวงท้อง 8 เดือน แฉแชตลับและพิกัด GPS ร้องเรียนสามีทหารยศนายสิบแอบปันใจให้ครูสาว ล่าสุดโรงเรียนต้นสังกัดในจังหวัดร้อยเอ็ดขยับแล้ว ผู้อำนวยการฯ สั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัยด่วน ชี้หากพบมูลความผิดจริงบทลงโทษสูงสุดคือย้ายพ้นพื้นที่

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีอื้อฉาวที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล โดยผู้อำนวยการโรงเรียนที่ถูกระบุถึงได้เปิดเผยว่า ทางโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจและได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมด ทั้งแชตสนทนาและไทม์ไลน์ที่ปรากฏ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ด้านข้อมูลจากประธานกรรมการสถานศึกษาฯ ระบุว่า ขณะนี้ครูสาวคู่กรณีอยู่ระหว่างการลาป่วยตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม และยังไม่ได้เข้ามารายงานตัวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม หากผลการสอบสวนชี้ชัดว่ามีการกระทำผิดวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพจริง ทางโรงเรียนพร้อมดำเนินการลงโทษตามระเบียบขั้นเด็ดขาด โดยอาจถึงขั้นพิจารณาสั่งย้ายออกจากโรงเรียนทันที เพื่อรักษาเกียรติแห่งวิชาชีพครู

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เมียท้อง8เดือน เก็บหลักฐานแชตคาว ผัวทหาร-ชู้ครู เตรียมฟ้องทวงศักดิ์ศรี

ซาบีดานำทีมรับ ‘สำริดประโคนชัย’ คืนสู่ไทย ย้ำจุดยืนติดตามโบราณวัตถุทุกชิ้นกลับบ้าน

ซาบีดานำทีมรับ 'สำริดประโคนชัย' คืนสู่ไทย ย้ำจุดยืนติดตามโบราณวัตถุทุกชิ้นกลับบ้าน

ซาบีดานำทีมรับ ‘สำริดประโคนชัย’ คืนสู่ไทย ย้ำจุดยืนติดตามโบราณวัตถุทุกชิ้นกลับบ้าน

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.20 น.

‘ซาบีดา’ นำทีมรับ ‘สำริดประโคนชัย’ คืนสู่ไทย ย้ำจุดยืนติดตามโบราณวัตถุทุกชิ้นกลับบ้าน

6 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นประธานการรับมอบโบราณวัตถุ “ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา กลับคืนสู่มาตุภูมิ

โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร นางเอลิซาเบธ เจ คอนนิก อัครราชทูตที่ปรึกษา ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นายคาลวิน เวบบ์ ผู้ช่วยทูตประจำภูมิภาค สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ คณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย เข้าร่วมรับมอบที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กทม.