มน.ร่วมพัฒนาศิลปะการสร้างเสน่ห์หน้าไมค์ จัดอบรมพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตรายการวิทยุ

มน.ร่วมพัฒนาศิลปะการสร้างเสน่ห์หน้าไมค์ จัดอบรมพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตรายการวิทยุ

มน.ร่วมพัฒนาศิลปะการสร้างเสน่ห์หน้าไมค์ จัดอบรมพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตรายการวิทยุ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนเรศวร โดย สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยนเรศวร FM 107.25 MHz งานประชาสัมพันธ์ กองกลาง สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดโครงการอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตรายการวิทยุ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ภคพร วัฒนดำรงค์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งที่มาจากหน่วยงานภายในมหา’ลัยและจากนอกหน่วยงาน ได้แก่  สำนักงานศาลปกครองพิษณุโลก องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เทศบาลนครพิษณุโลก มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพิษณุโลก สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก ชมรม 10 สถานีวิทยุกระจายเสียงจังหวัดพิษณุโลก และผู้จัดรายการวิทยุอิสระ จำนวน 70 คน โดยในโครงการฯ มีการบรรยายเรื่องศิลปะการสร้างเสน่ห์หน้าไมค์ และเทคนิคการเล่าเรื่องผ่าน Podcast ซึ่งมี น.ส.โสภิต หวังวิวัฒนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อเสียง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอสพอดแคสต์) มาร่วมเป็นวิทยากร ณ ห้อง Main Conference กองบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ชั้น 1 มหาวิทยาลัยนเรศวร

สำหรับโครงการฯนี้ จัดขึ้นเพื่อให้เครือข่ายผู้จัดรายการวิทยุ ซึ่งถือเป็นเครือข่ายที่สำคัญในการผลิต รายการของสถานีวิทยุฯ มีเทคนิคการนำเสนอข้อมูลข่าวสารทางวิชาการที่น่าสนใจ พัฒนาคุณภาพรายการให้มีคุณภาพ รวมถึงเป็นสื่อกลางในการนำองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนและประชาชนได้รับทราบอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

โดยเครือข่ายผู้จัดรายการวิทยุ ได้สร้างการมีส่วนร่วมผ่านการให้ข้อเสนอแนะในโครงการอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการผลิตรายการวิทยุ เช่น มีความคาดหวังต่อสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยนเรศวร FM 107.25 MHz ในการพัฒนาการผลิตรายการวิทยุคู่ขนานในรูปแบบ Podcast ระยะเวลาการนำเสนอเนื้อหาในโครงการมีน้อยไป ควรจัดโครงการแบบเต็มวัน รวมถึงเสนอให้มีการจัดทำเวิร์กช็อป สำหรับนักจัดรายการ เป็นต้น โดยสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยนเรศวร FM 107.25 MHz งานประชาสัมพันธ์ กองกลาง สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร ผู้รับผิดชอบโครงการ จะได้นำการมีส่วนร่วมผ่านข้อเสนอแนะของเครือข่ายผู้จัดรายการวิทยุ ได้แก่ การพัฒนาการผลิตรายการวิทยุคู่ขนานในรูปแบบ Podcast การเพิ่มระยะเวลาในการนำเสนอเนื้อหาในโครงการแบบเต็มวัน รวมถึงการจัดให้มีการทำเวิร์กช็อปสำหรับนักจัดรายการ ไปเป็นแนวทางการพัฒนาโครงการต่อไป

เปิดเวทีโชว์นวัตกรรมไทย คัด 10 ธุรกิจนวัตกรรมไทยสุดเจ๋ง เสริมศักยภาพการเติบโต – ขยายตลาด ผ่าน Global Investment Link

เปิดเวทีโชว์นวัตกรรมไทย คัด 10 ธุรกิจนวัตกรรมไทยสุดเจ๋ง เสริมศักยภาพการเติบโต – ขยายตลาด ผ่าน Global Investment Link

เปิดเวทีโชว์นวัตกรรมไทย คัด 10 ธุรกิจนวัตกรรมไทยสุดเจ๋ง เสริมศักยภาพการเติบโต – ขยายตลาด ผ่าน Global Investment Link

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดกิจกรรม Demo Day – From Here to Beyond” ภายใต้โครงการ Global Investment Link เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพธุรกิจนวัตกรรมไทย ทั้งด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ การพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ การสร้างเครือข่ายในระบบนิเวศนวัตกรรม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะโอกาสในการเชื่อมต่อธุรกิจกับนักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และเครือข่ายนวัตกรรมในต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยธุรกิจนวัตกรรมที่ได้รับการคัดเลือกจำนวน 10 ทีม จะได้รับโอกาสในการเดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรม “NextRise 2026” ณ สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญด้านธุรกิจนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนของภูมิภาคเอเชีย เพื่อพบปะและเชื่อมโยงกับนักลงทุน บริษัทขนาดใหญ่ และพันธมิตรทางธุรกิจภายในงาน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า NIA พร้อมเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด 4G ได้แก่ Groom การบ่มเพาะและเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรมไทย Grant กลไกสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาและขยายผลธุรกิจนวัตกรรมสู่ตลาด Growth การเร่งสร้างการเติบโตให้ธุรกิจนวัตกรรมทั้งธุรกิจนวัตกรรมและเอสเอ็มอีไทย และ Global การส่งเสริมผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล เพื่อขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของไทยให้มีความเข้มแข็ง เปิดกว้าง และสามารถเชื่อมโยงกับโอกาสทางธุรกิจในระดับนานาชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายและการขยายตลาดสู่สากล ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ NIA ในการยกระดับธุรกิจนวัตกรรมไทยผ่านกลไกสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาศักยภาพ การเตรียมความพร้อมด้านการลงทุน การเชื่อมโยงกับนักลงทุน และการสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ

กิจกรรม Demo Day – From Here to Beyond เป็นเวทีแสดงศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรมไทยทั้ง 24 ทีมที่เข้าร่วมโครงการฯ ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ บริการ และแนวทางการเติบโตต่อคณะผู้ทรงคุณวุฒิ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อคัดเลือกเป็น 10 ทีมที่จะได้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรม NextRise 2026 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยี การลงทุน และการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล เทคโนโลยีขั้นสูง สุขภาพ ความยั่งยืน พลังงานสะอาด และธุรกิจที่สามารถขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกยังจะมีโอกาสพบปะนักลงทุน บริษัทขนาดใหญ่ หน่วยงานสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม และพันธมิตรทางธุรกิจผ่านกิจกรรม Business Meetup ที่จะช่วยต่อยอดโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ การขยายตลาด และการระดมทุนในอนาคต

“สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกจะมุ่งเน้นความพร้อมของผู้ประกอบการในการเข้าสู่ตลาดสาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่ 1.ความสอดคล้องของผลิตภัณฑ์หรือบริการกับตลาดและแนวโน้มอุตสาหกรรมในเกาหลีใต้ 2.ความพร้อมด้านกฎระเบียบและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตลาดเกาหลีใต้ 3.แผนการเข้าสู่ตลาดและกลยุทธ์การสร้างพันธมิตรในเกาหลีใต้ 4.ความพร้อมของธุรกิจและหลักฐานเชิงพาณิชย์ และ 5.ความพร้อมด้านการลงทุนและการนำเสนอธุรกิจ ทั้งนี้ NIA หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรม Demo Day และโอกาสในการเข้าร่วม NextRise 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันวิสาหกิจเริ่มต้นไทยให้สามารถเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ เข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและพันธมิตรระดับนานาชาติ และต่อยอดสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลกต่อไป” ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติม

ผบ.ทบ.ติดตามการบูรณะราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ผบ.ทบ.ติดตามการบูรณะราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ผบ.ทบ.ติดตามการบูรณะราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

ผบ.ทบ. และคณะ ตรวจติดตามความคืบหน้าการบูรณะปฏิสังขรณ์ ราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในส่วนงานของกรมสรรพาวุธทหารบก ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบคืบหน้าเกือบ 100% แล้ว

7 กรกฎาคม 2569 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ เป็นประธานการตรวจติดตามความคืบหน้าการบูรณะปฏิสังขรณ์ ราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่บริเวณ อาคารโรงราชรถ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พร้อมรับฟังการบรรยายและเดินชม ราชรถและราชยาน ได้แก่ พระมหาพิชัยราชรถ พระที่นั่งราเชนทรยาน เกรินบันไดนาค เวชยันตรราชรถ พระยานมาศสามลำคานซึ่งมีหน้าที่อัญเชิญพระโกศทองใหญ่ ราชรถน้อย และเครื่องประกอบในพระราชพิธีฯ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูง เช่น พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ และ พลเอกอมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ร่วมคณะติดตามความคืบหน้าการบูรณะปฏิสังขรณ์ฯ ในครั้งนี้

       โดย พลตรี ภาณุ ป้านทอง ผู้บัญชาการศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของกรมสรรพาวุธทหารบกว่า กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งมีความรับผิดชอบในการซ่อมบำรุงราชรถ และราชยานต่าง ๆ รวมทั้งหมด 5 แบบด้วยกัน ได้แก่ พระมหาพิชัยราชรถ, เวชยันตรราชรถ, ราชรถน้อยอีก 3 องค์, เกรินบันไดนาค 2 องค์, ฐานรองพระโกศ และพระยานมาศสามลำคาน 2 องค์ ซึ่งความพร้อมของพระมหาพิชัยราชรถขณะนี้ ในส่วนงานของกรมสรรพาวุธทหารบก เกือบครบถ้วน 100% แล้ว ส่วนเวชยันตรราชรถ ก็ได้ดำเนินการเกือบแล้วเสร็จทั้งหมดเช่นกัน

พร้อมกันนี้กองทัพบก ยังได้ดำเนินการซักซ้อมฉุดชักราชรถ ควบคู่กันไปด้วย ทั้งในพื้นที่ของกรมสรรพาวุธทหารบก และนอกพื้นที่คือ สนามบินเล็กของกองทัพอากาศ

ทั้งนี้ยืนยันว่า ราชรถที่ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ ได้มีการตรวจสอบความแข็งแรง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยมีการใช้เทคโนโลยี Megnetic Yoke หรือ การใช้สนามแม่เหล็ก เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงบนชิ้นงานโลหะ และมีผู้ชำนาญการเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ

       โครงสร้างที่เป็นเหล็ก และได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์ต่างๆ เป็นอย่างดีทุกครั้ง ซึ่งจะการสำรวจไม่พบความบกพร่อง และภาพรวมในขณะนี้ จึงเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และครบถ้วน

       พลตรี ภาณุ ยังย้ำว่า กรมสรรพาวุธทหารบก ได้ดำเนินการเสริมสร้างความแข็งแรงในส่วนที่เป็นเหล็ก และเป็นไม้ ตลอดการใช้งานราชรถทุกองค์เสมอมา มีการตรวจสอบความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ และในอนาคตก็จะมีการปรับปรุงให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอายุการใช้งานของราชรถทุกองค์ มีมาอย่างยาวนาน แต่คาดว่า คงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงเยอะ เนื่องจากมีการดำเนินการอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว รวมทั้งยังระดับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมศิลปากร โดยเฉพาะสำนักงานช่างสิบหมู่ ที่มีการดำเนินการตลอด จึงทำให้ให้เชื่อมั่นว่า การดำเนินพระราชพิธีที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของราชรถต่าง ๆ จะมีความพร้อมแน่นอน 100% โดยการบูรณะคาดว่า จะเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม และจะมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมจำนวน 6 ครั้ง แบ่งเป็นซ้อมใหญ่ 2 ครั้ง และซ้อมย่อยอีก 4 ครั้ง ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้

เปิดเวิร์กชอป ‘อคาเดมี่ทุเรียน’ รุ่น 1 ปั้นเกษตรกรไทย ผลิตทุเรียนพรีเมี่ยม

เปิดเวิร์กชอป ‘อคาเดมี่ทุเรียน’ รุ่น 1 ปั้นเกษตรกรไทย ผลิตทุเรียนพรีเมี่ยม

เปิดเวิร์กชอป ‘อคาเดมี่ทุเรียน’ รุ่น 1 ปั้นเกษตรกรไทย ผลิตทุเรียนพรีเมี่ยม

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา (สสก.5 สงขลา)  กรมส่งเสริมการเกษตร จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “Future Durian Academy : เส้นทางความสำเร็จในการผลิตทุเรียนพรีเมี่ยมมาตรฐานสากล” มุ่งปั้น smart farmer, young smart farmer และนักวิชาการกรมส่งเสริมการเกษตร ภาคใต้สู่มือโปรด้านทุเรียนคุณภาพ ระดมผู้เชี่ยวชาญด้านทุเรียนแถวหน้าของไทย ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2569 หวังยกระดับทุเรียนภาคใต้สู่ตลาดพรีเมียมระดับโลก

นายภูวเดช วุฒิวงศ์วัฒ ผู้อำนวยการสำนักงาน สสก.5 สงขลา กล่าวว่า ทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งของไทย แต่การจะรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโลกได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ทันสมัย โครงการนี้จึงเกิดขึ้น โดยการสนับสนุนของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการวางแผนการผลิต การจัดการสวน การดูแลรักษา ไปจนถึงการจัดการคุณภาพผลผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการส่งออก การแปรรูป ตลอดจนการสร้างแบรนด์ และการสร้างตลาดดิจิทัล

ด้าน รศ.ดร.วาริน อินทนา อาจารย์ประจำสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรฯ มวล. ในฐานะหัวหน้าโครงการอบรมหลักสูตรดังกล่าว กล่าวว่า ปัจจุบันชาวสวนทุเรียนในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ทำให้เกษตรกรบางส่วนเร่งใช้สารเคมีจนเกิดปัญหาต้นทุนพุ่งสูงและกำไรลดลง หลักสูตรนี้ภายใต้การสนับสนุนหลักจากกรมส่งเสริมการเกษตร ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการแปลงทุเรียนแบบ “ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตทุเรียนเกรดพรีเมียมที่มีต้นทุนต่ำลง แต่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในตลาดโลก

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังได้รับความสนใจจาก กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มองเห็นโอกาสในการกลับมาพัฒนาบ้านเกิด โดย นายนพดล ฉิ้มสังข์ รองประธาน Young Smart Farmer จ.พัทลุง ผู้เข้าอบรมกล่าวเสริม ว่า การอบรมครั้งนี้คือทางรอดของคนรุ่นใหม่ สมบัติที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้คือที่ดินและต้นทุนเดิม แต่สิ่งที่เราขาดคือองค์ความรู้ที่เป็นสากล หลักสูตรนี้ไม่ได้สอนแค่การปลูก แต่สอนให้เราเป็นผู้ประกอบการเกษตรที่รู้จักการทำ GAP การจดบันทึก และการใช้เทคโนโลยี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “Future Durian Academy มีผู้เข้าร่วมหลักสูตรประกอบด้วย smart farmer, young smart farmer และนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 35 คน เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้น โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ ผู้เชี่ยวชาญและปราชญ์เกษตรตัวจริงร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยมีเนื้อหาครอบคลุม ตั้งแต่เทคโนโลยีการปลูก การคัดเลือกกิ่งพันธุ์ การจัดการดินและปุ๋ย การจัดการศัตรูพืช การใช้เทคโนโลยี AI ในสวนทุเรียน กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการแปรรูปเพิ่มมูลค่าและการส่งออก

ศธ.ชู ‘กิจการลูกเสือ’ รากฐานสร้างเยาวชนเป็นคนดี มีคุณธรรม

ศธ.ชู ‘กิจการลูกเสือ’ รากฐานสร้างเยาวชนเป็นคนดี มีคุณธรรม

ศธ.ชู ‘กิจการลูกเสือ’ รากฐานสร้างเยาวชนเป็นคนดี มีคุณธรรม

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการเป็นประธานประชุมหารือและมอบนโยบายการดำเนินงานกิจการลูกเสือไทยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความสำคัญกับกิจการลูกเสือเป็นลำดับต้นๆ ด้วยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 “องค์พระบิดาแห่งลูกเสือไทย” เนื่องจากกิจการลูกเสือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นคนดี มีคุณธรรม จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีจิตสาธารณะเพื่อส่วนรวม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศ รวมทั้งการปลูกฝัง “จิตอาสา มีวินัย จงรักภักดี” ผ่านกิจกรรมลูกเสือที่มุ่งให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง        

ด้าน ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) กล่าวว่า ตนได้นำเสนอให้ที่ประชุมได้ทราบถึงโครงสร้างสภาลูกเสือไทย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ 1.วางนโยบายเพื่อความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของคณะลูกเสือแห่งชาติ 2.ให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ และ 3.พิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ รวมทั้งโครงสร้างคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ

นอกจากนี้ พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร ประธานกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย ได้ยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมใน 4 ประเด็น เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมลูกเสือ ดังนี้ 1.ขอให้พิจารณาตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย 2.ขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับอนุกรรมการของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย 3.พิจารณาออกประกาศ ศธ. หรือออกกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาลูกเสือไทย และ 4.เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ลูกเสือ พ.ศ.2551 ให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งข้อเสนอดังกล่าว รมว.ศธ.มอบให้ สลช.ไปพิจารณาในรายละเอียดดูว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างแล้วจึงรายงานให้ทราบต่อไป        

“เรื่องที่ผมมองว่าสามารถดำเนินการได้ทันที น่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ลูกเสือ พ.ศ.2551 เพราะ รมว.ศธ. ได้มอบนโยบายไว้ชัดเจนว่าหากกฏหมายลูกเสือเรื่องใดมีความล้าหลังใช้มานาน ทำให้การดำเนินงานติดๆ ขัดๆ และล้าสมัยก็ควรจะปรับแก้ให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน เพื่อขับเคลื่อนกิจการลูกเสือให้เดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เลขาธิการ สลช. กล่าว

ศธ.สั่งทบทวนงบ 1,600 ล้าน โครงการ Digital Skill เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

ศธ.สั่งทบทวนงบ 1,600 ล้าน โครงการ Digital Skill เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

ศธ.สั่งทบทวนงบ 1,600 ล้าน โครงการ Digital Skill เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

“ประเสริฐ” เผย ศธ.สั่ง “ทบทวนและเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ Digital Skill/Credit Portfolio” งบ 1.6 พันล้านบาท เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

6 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงศึกษาธิการ  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) แถลงข่าว “การทบทวนโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะ และเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio: Empowering Educations)” ว่า ตามที่ตนได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ให้ตั้งคณะทำงานพิจารณาทบทวน “โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะ และเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio: Empowering Educations)” อย่างละเอียดในทุกมิติแล้วนั้น ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้ทำการตรวจสอบเชิงลึก และนำเสนอผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการฯในวันนี้  รวมถึงตนได้รับฟังข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรอย่างรอบด้าน และได้รับฟังความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ช่วงพิจารณางบประมาณ 2570 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นว่าหลายข้อสังเกตนั้นเป็นข้อสังเกตที่เราได้นำมาพิจารณา  กระทรวงศึกษาธิการจึงมีมติ  “ทบทวนโครงการ และเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ ” โดนดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เพื่อให้การบูรณาการในการทำงานของ กระทรวงอว. และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ระบบข้อมูล สามารถ เชื่อมต่อ และใช้งานร่วมกันได้ อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว โดยมีสาระสำคัญจากผลการทบทวน ดังนี้ 

1. ประเมินโครงการเก่าเพื่อลดความเสี่ยงด้านความซ้ำซ้อนกับโครงการ  NDLP  โดยคณะกรรมการฯ ได้รับรายงานจาก สพฐ.แล้ว และได้มีข้อเสนอให้พิจารณาทบทวนและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ  National Digital Learning Platform (NDLP) ที่มีอยู่เดิมให้รอบคอบ ก่อนที่จะพิจารณาลงลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่ (Digital Skill/Credit Portfolio)) เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

2. มติคณะกรรมการทบทวนโครงการและเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ  มีมติให้ทบทวนโครงการและเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการใช้งบประมาณแผ่นดิน  คณะกรรมการฯ และสพฐ.  ได้เสนอแนวทางให้ “ทบทวน และเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ” โดยมีมาตรฐานการปฏิบัติ ดังนี้ 

1.เปลี่ยนแปลงโครงการและยกเลิกร่างขอบเขตของงาน(TOR) เดิม เพื่อให้เกิดการคุ้มค่าสูงสุดในการใช้งบประมาณ

2.เพิ่มวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับนโยบายการยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เช่น ผลคะแนนการสอบ PISA ที่จะเกิดขึ้นในปี 2029 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า และการพัฒนา AI Literacy 

3.ให้มีแนวทางเพื่อให้เกิดการบูรณาการ เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม ของกระทรวงอว. แบบไร้รอยต่อ ในการทำงานร่วมกัน

4. ซึ่งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงโครงการ จะนำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป โดยให้เป็นไปตามระเบียบ และขั้นตอนทางกฎหมาย โดยที่จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 หรือให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณ2569 นี้ ดังนั้น หลังจากนี้ สพฐ. ไปจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอตามขั้นตอน 

นายประเสริฐ ย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมรับฟังข้อเสนอและการตรวจตรวจสอบจากทุกภาคส่วน การการตัดสินใจทบทวนและการเปลี่ยนแปลงโครงการในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันที่สำคัญว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญสูงสุดกับการลดความซ้ำซ้อน การบูรณาการข้อมูล การเชื่อมโยงระบบ และการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่า ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชน เพื่อนำไปเพื่อยกระดับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริงต่อไป

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับ วงเงินงบประมาณ ที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงการ เป็นงบที่ยึดตามวงเงินเดิมซึ่งเป็นงบผูกพัน 3 ปีงบประมาณ จำนวน 1,600 ล้านบาท 

“การปรับเปลี่ยนโครงการครั้งนี้ เราจะเน้นการพัฒนาภาพรวมคุณภาพการศึกษาของนักเรียนทั่วประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การยกระดับคุณภาพการศึกษาพื้นฐาน การพัฒนา AI Literacy และผลการสอบ PISA ในปี 2029 ที่มีความท้าทาย  ซึ่งขณะนี้สพฐ.กำลังดำเนินการร่างทีโออาร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้“

K-Engineering World 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ กระแสตอบรับล้นหลาม ผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศกว่า 38,069 คน

K-Engineering World 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ กระแสตอบรับล้นหลาม ผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศกว่า 38,069 คน

K-Engineering World 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ กระแสตอบรับล้นหลาม ผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศกว่า 38,069 คน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

“K-Engineering World 2026” เปิดโลกวิศวกรรมแห่งอนาคต วิศวะลาดกระบังจับมือ อว. ชู “รถไฟไทยทำ” โชว์นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมจารึกประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไทย ส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ “รถไฟไทยทำ” ฝีมือคนไทยอย่างเป็นทางการให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมเปิดฉากมหกรรมนวัตกรรมและการทดสอบสมรรถนะระดับประเทศ “K-Engineering World 2026” อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. เพื่อโชว์ศักยภาพงานวิจัยไทยที่พร้อมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและสังคมอย่างยั่งยืน

พิธีส่งมอบขบวนรถไฟโดยสารต้นแบบและเปิดงาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 ในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธี โดยมีนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับมอบขบวนรถต้นแบบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารภาครัฐและสถาบันการศึกษา นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบัน สจล. และ รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. โดยได้ร่วมเดินทางบนรถไฟเที่ยวพิเศษปฐมฤกษ์ นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนจากสถานีต้นทางหัวลำโพงสู่สถานีรถไฟพระจอมเกล้าเพื่อเปิดงานอย่างเป็นทางการ

สำหรับ “รถไฟไทยทำ” ที่ส่งมอบในครั้งนี้ คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใต้นโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน” เป็นตู้โดยสารระดับ Luxury Class ขนาด 25 ที่นั่ง ที่ผ่านการวิ่งทดสอบบนรางจริงมาแล้วกว่า 10,000 กิโลเมตร โครงสร้างตัวรถผลิตจากเหล็กรูปพรรณแบบโมดูลาร์ที่ช่วยลดน้ำหนักลงถึงร้อยละ 22 รองรับความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทดแทนเทคโนโลยีนำเข้าด้วยการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ สูงถึงร้อยละ 44.1 และช่วยลดต้นทุนต่อตู้ลงได้ราวร้อยละ 30 ซึ่งการรถไฟฯ มีแผนเตรียมนำไปต่อยอดใช้จริงในเส้นทางท่องเที่ยวระยะ 200–500 กิโลเมตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม งานวิจัยของมหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ประเทศและสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น AI หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย”

ทางด้าน ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบัน สจล. สะท้อนวิสัยทัศน์ในการยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่เวทีโลก “สจล. มุ่งพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยนวัตกรรมระดับโลก โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นกำลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสังคม เราเชื่อว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน งาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสงานวิจัยและนวัตกรรมจริง จุดประกายแรงบันดาลใจ และสร้างนักวิจัย นักนวัตกรรม และวิศวกรรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ”

ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิด คณะผู้บริหารได้ร่วมเดินเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยระดับแนวหน้า ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้นำนวัตกรรมไฮไลต์ที่พร้อมเปลี่ยนอนาคตประเทศมาจัดแสดง ประกอบด้วย งานวิจัยสารหน่วงไฟชนิดออกฤทธิ์ยาวจากเถ้าแกลบ นวัตกรรมเชิงรุกกู้ภัยแล้งฉีดพ่นเคลือบใบไม้แห้งสกัดจากซิลิกาบริสุทธิ์ ลดการลุกลามของไฟป่าได้สูงถึง 83–93% เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5, ระบบตรวจจับพลาสมาบับเบิ้ล ระบบแจ้งเตือนความผิดปกติในชั้นบรรยากาศอวกาศล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยในการนำร่องอากาศยานและระบบ GPS พร้อมต่อยอดสู่ระบบนำร่องลงจอดอัตโนมัติ (Auto Landing), รถแข่งไฟฟ้าสูตรนักศึกษาขับเคลื่อน 4 ล้อระบบมอเตอร์แยกอิสระ ยานยนต์ต้นแบบ Formula Student EV ด้วยระบบมอเตอร์ล้อ (In-Wheel Motor) สร้างแรงกดอากาศพลศาสตร์ได้ 200 นิวตัน, CiRA Quantum แพลตฟอร์มควอนตัมไฮบริด โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลขั้นสูงเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมเข้ากับควอนตัม รองรับระบบความปลอดภัยขั้นสูง (BYOK) และ เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์บนแผ่นโลหะอัตโนมัติ รุ่นที่ 2 นวัตกรรมเพื่อสังคมระบบคอมพิวเตอร์เข็มพิมพ์เดี่ยว ลดต้นทุนและยกระดับความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลของผู้พิการทางการมองเห็น

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ในฐานะแม่งานหลัก เปิดเผยถึงความตั้งใจในการจัดงานครั้งนี้ “เราเชื่อว่าการสร้างวิศวกรที่มีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านประสบการณ์จริง งานครั้งนี้จึงนำห้องปฏิบัติการและนวัตกรรมมาให้ลงมือปฏิบัติ พร้อมเชื่อมโยงกับโครงการ High Caliber Pathways ซึ่งคัดเลือกนักศึกษาโดยมุ่งประเมินสมรรถนะและความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการวัดผลจากคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างบุคลากรที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต”

สำหรับงาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 ในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นทลายสถิติกว่า 20,000 คนจากทั่วประเทศ ภายในงานอัดแน่นไปด้วย 5 กิจกรรมหลัก อาทิ World Engineering Tour เปิดบ้านชมห้องปฏิบัติการชั้นนำ, World Engineering Talk เสวนาจากวิศวกรตัวจริง และเวทีไฮไลต์อย่าง World Engineering High Caliber Engineering Competency Test เวทีทดสอบความรู้พื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้น ม.4 – ม.6 ซึ่งผู้ที่ทำคะแนนผ่านเกณฑ์และเข้าร่วม Competency Lab จะได้รับสิทธิ์พิเศษและ e-Certificate เพื่อนำไปใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อในรอบ TCAS1 (Portfolio) โครงการใหม่ High Caliber Engineering Competency Test และรอบ TCAS2 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้ทันที

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่ง ‘โอลิมปิกวิชาการ 2569’

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่ง ‘โอลิมปิกวิชาการ 2569’

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่ง ‘โอลิมปิกวิชาการ 2569’

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงข่าวเปิดตัวคณะผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (มูลนิธิ สอวน.) และ รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยผู้บริหาร คณะอาจารย์ และนักเรียนตัวแทนประเทศไทย จำนวน 12 สาขาวิชา รวม 61 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

โดย นายประเสริฐ ได้เน้นย้ำนโยบายการศึกษาที่ให้โอกาสและบ่มเพาะผู้เรียนตามศักยภาพ ซึ่งมีความสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีสมรรถนะสูงของประเทศ ให้ประเทศพร้อมรับมือกับโลกที่ผันผวน และยืนยันว่าโอลิมปิกวิชาการ เป็นโครงการที่กระตุ้นให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองต่อไปให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ

”การไปเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการของเยาวชนไทยที่ผ่านมาก็สามารถคว้ารางวัลสำคัญๆกลับมาได้หลายรางวัล  การไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการครั้งนี้ ก็ขอให้ตัวแทนประเทศไทยใช้ความรู้ความสามารถให้เต็มที่ ก็ขอเป็นกำลังใจและขออวยพรให้ตัวแทนประเทศไทยคว้าชัยกลับมาเป็นของขวัญให้ประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิ สอวน. ยืนยันพันธกิจของมูลนิธิ สอวน. ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ สอวน. ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 14 แห่ง และใน กรุงเทพฯ 5 แห่ง ซึ่งให้นักเรียนในจังหวัดต่างๆ และพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโอลิมปิกวิชาการ ให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตนเอง ขอให้กำลังใจนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ให้มองไปไกลกว่าเหรียญรางวัล ไปสู่การต่อยอดด้านความรู้ สร้างประสบการณ์ชีวิต และให้พัฒนาตนเองอย่างไม่สิ้นสุด

ขณะที่ รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า สสวท. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศ ให้ครอบคลุมสำหรับนักเรียนทุกกลุ่ม และยังคงพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนรู้และพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเบื้องหลังผู้มีส่วนสนับสนุนโครงการนี้มาโดยตลอด รวมถึงการร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ผู้แทนประเทศไทยได้รับการพัฒนา ให้เป็นผู้นำทางการศึกษา วิจัย นวัตกรรม และกลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

ทั้งนี้ ในปี 2569 มีนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยเดินทางไปแข็งขัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569  จำนวน 12 สาขาวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และโครงการ Asian Science Camp รวมจำนวน 61 คน ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน นี้

โอลิมปิกวิชาการไม่ได้สิ้นสุดที่เหรียญทอง แต่เป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย และเป็นจุดเริ่มของการบ่มเพาะกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ขอเชิญร่วมเป็นแรงใจให้กับนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ แก้ปัญหา บนเวทีโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ผลการแข่งขัน และร่วมส่งแรงใจเชียร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ www. ipst.ac.th หรือเพจเฟซบุ๊ก “Olympic IPST” และสื่อประชาสัมพันธ์ของ ศธ., สสวท. และมูลนิธิ สอวน.         

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้า ฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้า ฯ

กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้า ฯ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

6 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จออก ณ วังสระปทุม พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นางชั้น แสงเดือน พร้อมครอบครัว เฝ้าฯทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

​ถอดรหัส ‘วทจ. รุ่น 8’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน บนรากฐาน ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

​ถอดรหัส ‘วทจ. รุ่น 8’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน บนรากฐาน ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

​ถอดรหัส ‘วทจ. รุ่น 8’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน บนรากฐาน ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางกระแสคลื่นความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่หมุนไวและเต็มไปด้วยการแข่งขันทางเทคโนโลยี หลายครั้งที่ “ความสำเร็จ” มักถูกวัดมูลค่าด้วยตัวเลข เม็ดเงิน หรือความก้าวหน้าทางวัตถุแบบตะวันตก แต่หากมองย้อนกลับมายังฟากฝั่งอารยธรรมตะวันออก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทยและจีน” ที่หยั่งรากลึกมายาวนานกว่า 2,200 ปี สิ่งที่ตรึงให้สองชนชาติยังคงเติบโตและพึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแน่นแฟ้น กลับไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเมกะโปรเจกต์หรือมูลค่าการค้า หากแต่เป็น “คุณค่าทางจิตวิญญาณ” ที่ซ่อนอยู่ใน DNA ของผู้คนทั้งสองประเทศ

ความลึกซึ้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของกระบวนการเรียนรู้และถอดรหัสอย่างเป็นระบบ ซึ่งถูกจุดประกายและส่งต่อผ่าน หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8 โดย สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ หลักสูตรที่รวบรวมเหล่าผู้บริหารระดับสูง คณาจารย์ และผู้นำองค์กรแถวหน้าของประเทศ มาร่วมกันเปิดประตูบานใหม่เพื่อศึกษา สัมผัส และเชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีนในทุกมิติ

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ข้อมูลและองค์ความรู้ในชั้นเรียนของ วทจ. รุ่นที่ 8 ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตำรา ทว่าถูกเปลี่ยนให้เป็น “ประสบการณ์ร่วม” ผ่านการเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน การเดินทางครั้งนั้นทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้เหล่านักศึกษา วทจ. 8 ได้เห็นจีนยุคใหม่แบบ 360 องศา ในแง่หนึ่งคือความตื่นตาตื่นใจต่อความสำเร็จทางเทคโนโลยี นวัตกรรมล้ำสมัย และโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก แต่อีกแง่หนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือการได้เห็นกลไกของรัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่สามารถบูรณาการร่วมกับภาคเอกชนในการขับเคลื่อนแผนพัฒนา 5 ปี เพื่อขจัดความยากจนในชุมชนห่างไกลได้สำเร็จ โดยไม่ทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้เบื้องหลัง

ทั้งนี้ ในพิธีปิดการศึกษาหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย-จีน รุ่นที่ ประธานรุ่น วทจ. 8 พร้อมผู้แทนรุ่น ได้มีการนำเสนอ บทสรุปรายงานวิจัย ซึ่งเป็นการตกผลึกทางปัญญาของนักศึกษาทั้งรุ่น โดยรายงานวิจัยฉบับนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพรวมทางเศรษฐกิจและการทูต แต่ยังเจาะลึกไปถึงโครงสร้างชุมชน ระบบคุณธรรม และสายสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์ที่เชื่อมโยงกันใน 6 ประเทศที่มีกลุ่มวัฒนธรรมไทย-จีนอาศัยอยู่ ถือเป็นเข็มทิศนำทางเล่มใหม่ที่พร้อมให้องค์กรภาครัฐและเอกชนนำไปปรับใช้ในการสร้างความร่วมมือไทย-จีนให้เกิดมิติที่ยั่งยืน

ภายในพิธีปิด ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเพื่อมอบประกาศนียบัตรมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ  และมอบประกาศนียบัตรมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวน 106 คน และมอบโล่นักศึกษาดีเด่นจำนวน 7 คน พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษที่สร้างแรงบันดาลใจและให้แง่คิดอันลึกซึ้งแก่ผู้สำเร็จการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงแก่นแท้ของวิถีตะวันออกไว้อย่างน่าสนใจว่า “คุณค่าทางจิตวิญญาณของอารยธรรมตะวันออกนั้น มีความสำคัญกว่าความสำเร็จทางด้านวัตถุมาก คุณค่าทางจิตวิญญาณ มีความสำคัญกว่าเงินทองที่โลกตะวันตกเอามาใช้วัดความสำเร็จ แต่อารยธรรมไทย-จีนของเรา ใช้วัดกันที่เรื่องของคุณค่าทางจิตวิญญาณ ความซื่อสัตย์ ความเป็นคนดี และความมีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”

นอกจากนี้ ท่านองคมนตรี ยังได้หยิบยกคำนิยาม 5 คำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง อย่าง “จง ไท่ อี เจีย ชิง” ที่หมายถึง ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน พร้อมฝากข้อคิดถึง วทจ. รุ่นที่ 8 ว่า ความสนิทสนมและน้ำใจที่เกิดขึ้นในรุ่นนี้คือ DNA สำคัญที่จะขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของสองประเทศต่อไปในอนาคต

ขณะเดียวกัน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน กล่าวว่า หลักสูตร วทจ. 8 ในปีนี้ไม่เพียงแต่สร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ระดับสากล แต่เราได้ร่วมกันสร้างเครือข่ายแห่งมิตรภาพที่แข็งแกร่ง เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความเข้าใจอันดีระหว่างไทย-จีน ให้เติบโตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืนในยุคหน้า”