‘รมช.สุรศักดิ์’เปิดงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Kick Off Soft Power

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795966

'รมช.สุรศักดิ์'เปิดงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Kick Off Soft Power

‘รมช.สุรศักดิ์’เปิดงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Kick Off Soft Power

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.57 น.

“รมช.สุรศักดิ์”เปิดงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Kick Off Soft Power ชื่นชม สพป.อยุธยา เขต 2 ดึง Soft Power เป็นสื่อการเรียนรู้ ลั่นสอดรับนโยบายรัฐบาล

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ.เป็นประธานเปิดงานการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Kick Off Soft Power การจัดการเรียนรู้ โดยใช้ Soft Power เป็นสื่อการเรียนรู้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล อยุธยา โดยมี นายกมล  รอดคล้าย ประธานคณะทำงาน​ รมช.ศธ. นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน​ ​ร่วมคณะด้วย​ และมี​ ว่าที่ร้อยเอก​ทิณกรณ์ ภูโทถ้ำ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา​ นายนพคุณ ลักคนาวิเชียร ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง​ และนักเรียน ร่วมให้การต้อนรับ

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Kick Off Soft Power การจัดการเรียนรู้โดยใช้ SoftPower เป็นสื่อการเรียนรู้ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พระนครศรีอยุธยา เขต 2 ในวันนี้ อาหาร (Food) ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Film) การออกแบบแฟชั่นไทย (Fashion) ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย (Fight) และ เทศกาลประเพณีไทย (Festival) ทั้งยังขอชื่นชมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ที่ได้ตระหนักและเห็นความสําคัญของการส่งเสริมการนํา Soft Power มาใช้เป็นสื่อในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล การนํากิจกรรม 5 F ของ Soft Power เป็นสื่อการเรียนรู้ ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนนําความรู้ที่ได้รับ ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน รักความเป็นไทย สามารถสร้างอาชีพและมีรายได้ระหว่างเรียนได้เป็นอย่างดี

“ขอขอบคุณท่านผู้บริหาร คณะผู้ดําเนินงาน คุณครู ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมในวันนี้ ผมขอเป็นกําลังใจให้กับทุกท่านในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และขอให้การจัดกิจกรรมในครั้งนี้บรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ บัดนี้ได้เวลาอันเหมาะสมแล้ว ขอเปิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Kick Off Soft Power การจัดการเรียนรู้โดยใช้ Soft Power เป็นสื่อการเรียนรู้ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ณ บัดนี้” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว จากนั้น​ รมช.ศธ.พร้อมคณะ ได้เดินเยี่ยมชมบูธกิจกรรม พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร

– 006

สพฐ.เปิดผลสอบ‘ผอ.หวงเก้าอี้’ เข้าข่าย‘ทำร้ายจิตใจ’เตรียมลงดาบฟันวินัยไม่ร้ายแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795954

สพฐ.เปิดผลสอบ‘ผอ.หวงเก้าอี้’ เข้าข่าย‘ทำร้ายจิตใจ’เตรียมลงดาบฟันวินัยไม่ร้ายแรง

สพฐ.เปิดผลสอบ‘ผอ.หวงเก้าอี้’ เข้าข่าย‘ทำร้ายจิตใจ’เตรียมลงดาบฟันวินัยไม่ร้ายแรง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.39 น.

สพฐ.เปิดผลสอบ‘ผอ.หวงเก้าอี้’ เข้าข่าย‘ทำร้ายจิตใจ’เตรียมลงดาบฟันวินัยไม่ร้ายแรง

28 มีนาคม 2567 ความคืบหน้ากรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการติดตามและตรวจสืบข้อเท็จจริงเชิงลึก ในกรณีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด ไม่พอใจที่ครูในโรงเรียนนั่งเก้าอี้ของตน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่โรงเรียนจัดซื้อเก้าอี้ใหม่มาทดแทน โดย สพฐ. ได้สั่งการ ผอ.เขตพื้นที่ เร่งสืบสวนข้อเท็จจริงและรายงานผลต่อ สพฐ. ภายใน 7 วันนั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าว หลังจากมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการโรงเรียน มารายงานตัวและปฏิบัติราชการที่เขตพื้นที่ฯโดยทันที เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการสืบสวน รวมทั้งให้ความคุ้มครองครู และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ล่าสุดทาง สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 ได้รายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริง พบว่า พฤติกรรมดังกล่าวของผู้อำนวยการโรงเรียน ถือเป็นกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ตามมาตรา 88 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 เนื่องจากการพูดจาที่ไม่ดี ทำร้ายจิตใจทำให้ทุกคนได้รับความทุกข์ใจไม่สบายใจ

พฤติการณ์ ดังกล่าวเป็นการไม่ประพฤติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ชุมชน สังคม ไม่รักษาความสามัคคี หรือให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างข้าราชการด้วยกันหรือผู้ร่วมปฏิบัติราชการ อีกทั้งพฤติกรรมดังกล่าว ยังเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ตามมาตรา 85 วรรคหนึ่ง และมาตรา 95 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 เนื่องจากผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษาฯ อีกด้วย

ทั้งนี้ สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 โดยกลุ่มกฎหมายและคดี ได้สรุปผลการสืบข้อเท็จจริง พบว่า มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรง และจะดำเนินการทางวินัยกับบุคคลดังกล่าวต่อไป

“เรื่องสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงความปลอดภัยในสถานศึกษา เป็นนโยบายที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งเราไม่แบ่งแยกว่าเป็นผู้บริหารหรือระดับปฏิบัติการ เพราะทั้งครูและผู้บริหารต่างก็มีบทบาทและความสำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนและการศึกษาชาติ ต่างเป็นคนของ สพฐ. รวมเป็น OBEC One Team และเมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นก็ต้องมีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงให้กระจ่าง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย หากพบว่ากระทำการที่ไม่เหมาะสมก็ต้องได้รับการพิจารณาโทษเป็นกรณีไป ทั้งนี้ หากพบเหตุที่ไม่เหมาะสมใดๆ ขอให้ส่งข่าวแจ้งเหตุมายัง สพฐ. เราพร้อมดำเนินทุกมาตรการเพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยของทุกคน และมุ่งสู่การศึกษา “เรียนดี มีความสุข” ด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” อย่างแท้จริง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘ศุภมาส’ปลื้มกว่า 170 มหาวิทยาลัย รวมพลังขับเคลื่อนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795950

‘ศุภมาส’ปลื้มกว่า 170 มหาวิทยาลัย รวมพลังขับเคลื่อนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

‘ศุภมาส’ปลื้มกว่า 170 มหาวิทยาลัย รวมพลังขับเคลื่อนปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.28 น.

‘ศุภมาส’ปลื้มกว่า 170 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ รวมพลังขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ริเริ่มขับเคลื่อนด้วย 4 หน่วยงานหลัก‘สอวช.-ทปอ.-สกสว.-สส.’ เตรียมลงนามความร่วมมือ เดินหน้าดำเนินงานสู่ Net Zero

28 มีนาคม 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา “พลังมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Campus)” จัดโดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน 

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความตั้งใจในการนำพลังของมหาวิทยาลัยกว่า 170 แห่ง ที่กระจายอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยการนำของ ทปอ. ทั้ง 4 แห่ง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของประเทศ ซึ่ง กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการนำพาประเทศไทยไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน จึงได้มีการขับเคลื่อนนโยบายหลายด้าน อาทิ “อว. For EV” ที่มีมาตรการสำคัญ คือ EV Transformation โดยมีเป้าหมายให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานในกระทรวง อว. ปรับเปลี่ยนรถที่ใช้งานเป็นรถ EV 30% ภายในปี 2030 ซึ่งทำให้ได้เห็นถึงพลังของมหาวิทยาลัยในการร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว จากการที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยนมาใช้รถ EV และหลายมหาวิทยาลัยมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้รถ EV ในอนาคตด้วย ทั้งนี้ หากบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย 5,000 คัน ภายในปี 2030 ก็จะช่วยประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงปีละประมาณ 500,000 ตัน

รมว.อว. กล่าวอีกว่า เราได้เห็นพลังมหาวิทยาลัยที่เราได้ทำสำเร็จในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการอุดมศึกษาในด้านต่าง ๆ และได้ประกาศในงาน Future Thailand เมื่อเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา ครั้งนี้จะเป็นอีกครั้ง ที่เราจะได้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจกัน ด้วยการใช้พลังมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนเรื่องที่สำคัญ ๆ ของประเทศ และ สอวช. สกสว. ก็ได้เข้ามาร่วมดำเนินการด้วย ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน มีบทบาทสนับสนุนที่สำคัญ และร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่อง Net Zero Emission ของประเทศทุกมิติ

“กระทรวง อว. มีพลังอย่างมากที่จะช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายของประเทศ ในเรื่อง Net Zero Emission ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของประเทศที่ผูกโยงทั้งมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม เนื่องด้วย กระทรวง อว. ของเรามีทรัพยากรที่พร้อมจะสนับสนุนการดำเนินงาน การจัดงานในครั้งนี้จึงตอบโจทย์เป้าหมายประเทศ นอกเหนือจากการดึงทรัพยากร อว. มาใช้ คือ มหาวิทยาลัยจะร่วมกันดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในภายในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในด้านพลังงาน และการจัดการของเสีย นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนชุมชนและพื้นที่ต่าง ๆ ร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการทำงานวิจัยและใช้นวัตกรรม ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้สามารถขยายไปสู่การสนับสนุนให้มีการเรียนการสอน การทำวิจัย และการจัดสรรทุนวิจัยที่เกี่ยวข้องและตรงตามความต้องการอย่างแท้จริงต่อไปได้” รมว.อว. กล่าว 

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ประธาน ทปอ. กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการรวมพลังของมหาวิทยาลัยและเครือข่าย เพื่อให้เห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ในปี 2065 โดย สอวช. ภายใต้บทบาทการเป็นหน่วยประสานงานกลาง ด้านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (National Designated Entity: NDE) ภายใต้กลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Mechanism) ของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) และด้านนโยบาย อววน. ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะผลักดันในเชิงนโยบายระดับประเทศ ที่ต้องผลักดันผ่านกลไกของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ส่วน สกสว. มีบทบาทสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณในการขับเคลื่อนงานวิจัยให้ไปสู่การปฏิบัติจริง รวมถึง สส. ซึ่งเป็นความหวังของประเทศ เป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ โดยทั้ง 4 หน่วยงานมีแผนที่จะทำข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานร่วมกันในเดือนพฤษภาคมนี้

ประธานฯ ทปอ. กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ทปอ. มีสมาชิก 36 สถาบัน และยังมีสมาชิกที่อยู่ในเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) อีกกว่า 49 แห่ง นอกจากนี้ ยังมี ทปอ. มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) และสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท) รวมแล้วกว่า 170 แห่ง ที่ร่วมกันทำงาน เพื่อตั้งโจทย์วิจัยที่มีเป้าหมายตรงกันตามนโยบายบายของ รมว.อว. ที่ให้เพิ่มงานวิจัยที่ตรงเป้า ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติ และศึกษาเชิงนโยบายขยายผลไปสู่ Net Zero Emission ผลักดันไปสู่ระดับชุมชนด้วย

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวในช่วงการเสวนาหัวข้อ “พลังมหาวิทยาลัยขับเคลื่อน Net Zero Emission ของประเทศ” ว่า สอวช. พยายามตั้งเป้าหมายในภาพใหญ่ของประเทศเพื่อมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในมุมของการใช้การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) เข้าไปสนับสนุน อีกทั้ง ด้าน สส. ก็ตั้งเป้าหมายของประเทศในมุมของการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงาน หากไม่เพิ่มจำนวนผู้เล่น รวมถึงการไม่นำ อววน. ใส่เข้าไปในการการดำเนินการ โอกาสที่บรรลุเป้าหมายเป็นไปได้ยาก ขณะเดียวกันเป้าหมายดังกล่าวนั้น ก็เริ่มขยายผลไปสู่พื้นที่ ภาคชุมชน ที่ต้องปรับตัว ซึ่งต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน ของสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศจำนวนมาก หากทุกหน่วยงานทำเรื่องนี้อย่างพร้อมเพรียงกันก็จะทำให้เกิดผลสำเร็จได้

ดร.กิติพงค์ กล่าวด้วยว่า นอกจากโครงสร้างพื้นฐานในมหาวิทยาลัยแล้ว เทคโนโลยีบางอย่างที่เราไม่มีก็อยากเสนอให้ทางมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ตลอดจนภาคเอกชน ร่วมมือกันนำเข้ามาจากประเทศที่มีความพร้อม เพื่อนำมาผสมผสานกับสิ่งที่เรามี จากนั้นถ่ายทอดไปสู่ผู้ใช้จริง คือเกษตรกรและชุมชน อาทิ เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR/MMR) เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่จะเป็นตัวเร่งไปสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ รองผู้อำนวยการ สอวช. ยังได้ร่วมบรรยายถึงบทบาท อววน. เพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเทคโนโลยีสนับสนุนการมุ่งสู่ Net Zero Emission และยังได้มีการจัดกิจกรรม Sharing and Learning: การขับเคลื่อน Net Zero Emission โดยผู้แทนจากมหาวิทยาลัยในเครือข่ายต่าง ๆ ได้แก่ เครือข่าย SUN Thailand ทปอ. มรภ. ทปอ. มทร. และสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนาได้อภิปรายหารือและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันด้วย

สวทช.ชวนร่วมงาน ‘NAC2024’ 28-30 มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795687

สวทช.ชวนร่วมงาน ‘NAC2024’ 28-30 มี.ค.นี้

สวทช.ชวนร่วมงาน ‘NAC2024’ 28-30 มี.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สวทช.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)จัดงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 19 หรือ (NAC2024 : NSTDA Annual Conference 2024) ภายใต้หัวข้อ “สานพลัง สร้างงานวิจัย พลิกโฉมเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วย BCG Implementation” (Co-Creating R&D Values to Foster Thai Economic and Social Transformation with BCG Implementation) มุ่งเน้นเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ที่จะเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และการศึกษา มุ่งสู่การสร้างระบบนิเวศด้าน วทน. ที่เข้มแข็ง และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตด้วย BCG Implementation ระหว่างวันที่28-30 มีนาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. (ยกเว้นวันที่ 29 มี.ค.2567 เปิดให้เข้าชมนิทรรศการ เวลา 13.00-16.30 น.) ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

กิจกรรมภายในงาน NAC2024 ประกอบด้วย การสัมมนาวิชาการ ที่เกี่ยวกับ BCG การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) และการนํา วทน. ไปใช้ขับเคลื่อนประเทศ นิทรรศการ ผลงานวิจัยเด่นด้าน BCG ที่พร้อมใช้งาน รวมถึงการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานโดย สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร กิจกรรม “Open House” สวทช. และประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ร่วมเปิดบ้านต้อนรับนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม และนักลงทุน เข้าเยี่ยมชมเทคโนโลยี ห้องปฏิบัติการ ตลอดจนนวัตกรรมจากบริษัทชั้นนำ เพื่อการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับธุรกิจของท่าน NAC Market 2024 ตลาดนัดจำหน่ายสินค้านวัตกรรมจากงานวิจัย สินค้าชุมชน เครือข่าย สวทช. และกิจกรรมเยาวชน ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โอกาสนี้ สวทช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดการประชุมในวันที่ 29 มี.ค.2567 เวลา 09.00 น. โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางสถานีโทรทัศน์ NBT 2HD

ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ที่เว็บไซต์ : https://www.nstda.or.th/nac/สอบถามเพิ่มเติมโทรศัพท์ 02-5648000

‘มูลนิธิอาเซียน’ เผยผลวิจัยด้านความฉลาดรู้ดิจิทัล เร่งสร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันดิจิทัลทั่วภูมิภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795690

‘มูลนิธิอาเซียน’ เผยผลวิจัยด้านความฉลาดรู้ดิจิทัล  เร่งสร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันดิจิทัลทั่วภูมิภาค

‘มูลนิธิอาเซียน’ เผยผลวิจัยด้านความฉลาดรู้ดิจิทัล เร่งสร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันดิจิทัลทั่วภูมิภาค

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มูลนิธิอาเซียน ภายใต้การสนับสนุนของ Google.org ได้เปิดเผยผลการวิจัยและข้อมูลเชิงลึกต่างๆเกี่ยวกับความฉลาดรู้ด้านดิจิทัลในงานสัมมนาระดับภูมิภาคอาเซียน ภายใต้หัวข้อ “One Divide or Many Divides? Underprivileged ASEAN Communities’ Meaningful Digital Literacy and Response to Disinformation” การศึกษานี้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางดิจิทัลของเหล่าชุมชนในภูมิภาคอาเซียนที่ด้อยโอกาส โดยจะวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ในหลายมิติ อาทิ ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และการตอบสนองต่อการบิดเบือนข้อมูล โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับบทบาทของความรู้ด้านดิจิทัลในการรับรู้และตอบสนองต่อการบิดเบือนข้อมูลภายในชุมชนเหล่านี้

การวิจัยนี้เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของโครงการเสริมสร้างความฉลาดรู้ด้านดิจิทัลในอาเซียน (ASEAN Digital Literacy Programme : ASEAN DLP) ซึ่งโครงการนี้ได้ช่วยเหลือผู้คนมากกว่า 190,000 คนทั่วอาเซียนให้ได้รับทักษะด้านดิจิทัลที่จำเป็น อีกทั้งโครงการ ASEAN DLP นำโดยกลุ่มที่ปรึกษาเยาวชนอาเซียน (Youth Advisory Group : YAG) ซึ่งเป็นผู้นำร่องแคมเปญผ่านโซเชียลมีเดียที่เข้าถึงผู้คนได้กว่า 3,000 คน ผ่านกิจกรรมนอกสถานที่ และเชื่อมต่อกับผู้คนมากกว่า 900,000 คน บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียนอกจากนี้ ยังได้มีการเปิดตัวแพลตฟอร์มอี-เลิร์นนิ่ง(E-Learning) ที่จะช่วยรับมือกับการให้ข้อมูลที่ผิดและการบิดเบือนข้อมูล บนเว็บไซต์ http://www.Digital ClassASEAN.org

“ในขณะที่โครงการเสริมสร้างความฉลาดรู้ด้านดิจิทัลในอาเซียนครั้งล่าสุดได้จบลง มูลนิธิอาเซียนขอเชิญเหล่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเชิงกลยุทธ์เข้าร่วมและหารือเกี่ยวกับรายงานการศึกษาและการวิจัย โดยงานวิจัยนี้ครอบคลุมถึงการสำรวจเชิงปริมาณและการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ การนำเสนอในการประชุมสัมมนาในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถรับฟังข้อมูลเชิงลึกและคำแนะนำจากประเทศสมาชิก และพร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการสนทนาในเชิงลึกกับเหล่านักวิจัยจากแต่ละประเทศ เราหวังว่างานวิจัยนี้จะช่วยเป็นสะพานเชื่อมความแตกต่างทางดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน และสร้างพื้นที่ดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน”ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน กล่าว

ตามรายงานระดับความคิดอย่างมีวิจารณญาณและความสามารถในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของประชากรในประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะที่ประเทศไทยซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ของบุคคลที่มีทักษะในการคิดอย่างมีเหตุผลสูงที่สุดเพียง 25% เปรียบเทียบกับประเทศกัมพูชาที่มีสัดส่วนที่น่าประทับใจถึง 62.2% ในขณะที่ฟิลิปปินส์ก็ยังคงตามหลังอยู่ในด้านการปกป้องความเป็นส่วนตัว โดยมีเพียง 17.42% ของบุคคลที่มีความชำนาญสูง ในขณะที่สิงคโปร์นั้นมีตัวเลขนี้คิดเป็นร้อยละ 54.37%

โดยประเทศไทยมีช่องโหว่ชัดเจนในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างพื้นที่ในเมืองและชนบท ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการวิเคราะห์และความชำนาญเกี่ยวกับข้อมูลในหมู่ประชากร โดยมีอัตราส่วนที่ต่ำที่สุดของการคิดคิดอย่างมีวิจารณญาณสูง (25%) และความชำนาญเกี่ยวกับข้อมูล (42.58%) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศในอาเซียนอื่นๆ ที่ได้รับการสำรวจ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามปรับปรุงการเข้าถึงอินเตอร์เนตและการผนวกรวมเทคโนโลยีดิจิทัลในการศึกษาตามที่เน้นไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2560-2579) และขยายเครือข่ายอินเตอร์เนตบรอดแบนด์ไปยังพื้นที่ชนบทที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ผ่านโครงการต่างๆ เช่น เนตประชารัฐ และกฎหมายบริการสาธารณะ (USO) อย่างไรก็ตาม ประเทศยังต้องเผชิญกับมีความท้าทายที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มคนชายขอบและผู้ด้อยโอกาส

ระดับความเชื่อมั่นที่ต่ำในสื่อโซเชียลมีเดีย (42.97%) และความมั่นใจในการแบ่งปันข่าวสารสะท้อนให้เห็นถึงจำนวนของข่าวเท็จที่มีอยู่อย่าง
แพร่หลาย จึงเกิดความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการที่สมดุลและมีประสิทธิภาพมารองรับการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการพยายามของรัฐบาลในการต่อต้านข่าวปลอม โดยมีนิยามที่ไม่ชัดเจนและอาจมีการปกปิดความคิดเห็นที่ต่าง การปิดกั้นการมองเห็นเนื้อหาและการจำกัดตัวเองในการสื่อสารมีอยู่อย่างแพร่หลายในกลุ่มนักข่าวและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ดังนั้น การพยายามของประเทศไทยในการเพิ่มการเข้าถึงและความรู้ด้านดิจิทัลจะต้องมีกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณและส่งเสริมการต่อสู้กับข้อมูลที่ไม่แม่นยำอย่างมีประสิทธิภาพ

จากข้อมูลที่ค้นพบครั้งนี้ มูลนิธิอาเซียนมีเป้าหมายที่จะจุดประกายการเสวนาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเหล่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อจัดการกับความท้าทายด้านความรู้ดิจิทัลในหลายมิติที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชน
ต่อข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือบิดเบือนผ่านโครงการที่ให้ความรู้ดิจิทัลที่ครอบคลุมและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยคำนึงถึงความแตกต่างของโครงสร้างพื้นฐาน อิทธิพลทางสังคม วัฒนธรรม และความคิดริเริ่มที่แตกต่างกันในภูมิภาคอาเซียน

มาริจา ราลิค หัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Google.org กล่าวว่า เรามีความภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนมูลนิธิอาเซียนในการเพิ่มทักษะดิจิทัลด้านต่างๆ แก่ผู้คนทั่วทั้งภูมิภาค เพื่อให้รู้ทันสื่อ และปลอดภัยในโลกออนไลน์ โดย Google.org มีความตั้งใจที่จะส่งเสริมความปลอดภัยด้านดิจิทัลให้สอดคล้องกับพันธกิจของมูลนิธิอาเซียนในการเสริมศักยภาพชุมชนอาเซียนผ่านการรู้เท่าทันดิจิทัล ซึ่งจะส่งผลให้อาเซียน
มีความยืดหยุ่นทางดิจิทัล” โดยก่อนหน้านี้ ทาง Google.org ได้ให้การสนับสนุนแก่มูลนิธิอาเซียน จำนวน 1.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือการดำเนินการตามโครงการเสริมสร้างความฉลาดรู้ด้านดิจิทัลในอาเซียน (ASEAN Digital Literacy Programme: DLP) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2565-2567

นอกจากนี้ การประชุมสัมมนาระดับภูมิภาคอาเซียนยังได้รับเกียรติจากประธานคณะกรรมการมูลนิธิอาเซียน ตัวแทนจาก Google.org ตัวแทนจากสำนักเลขาธิการอาเซียน พันธมิตรท้องถิ่นของโครงการ DLP หน่วยงานต่างๆ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้ทางดิจิทัลในภูมิภาคมาร่วมงาน โดยการสัมมนาได้ปิดท้ายลงด้วยการอภิปรายใต้หัวข้อ “From Divide to Empowerment : Strategies for Inclusive Digital Literacy in ASEAN” ที่มีการสนทนาในประเด็นเกี่ยวกับกลยุทธ์การเสริมสร้างศักยภาพสู่ความรู้ด้านดิจิทัลแบบครอบคลุม โดยเฉพาะในชุมชนผู้ด้อยโอกาสในภูมิภาคอาเซียน

วดธ. MOU พัฒนาทักษะการบริการระดับสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795691

วดธ. MOU พัฒนาทักษะการบริการระดับสากล

วดธ. MOU พัฒนาทักษะการบริการระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยดุสิตธานี (วดธ.) นำโดย ดร.ประวีณา คาไซ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ได้ลงนามความร่วมมือกับ 2 องค์กร ได้แก่ Protocol Today และ The Diplomat Network เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะทั้งยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกอบรมทักษะด้านอารมณ์และการสื่อสาร ซึ่งจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้นักศึกษาเป็นบุคลากรคุณภาพของอุตสาหกรรมการบริการทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

“หลักปฏิบัติในการทำความเข้าใจมีความสำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการบริการระดับสูง” Mr.Simon David Lloyd คณบดีคณะการจัดการการบริการ วิทยาลัยดุสิตธานี กล่าว “โดยเฉพาะการเข้าใจความคาดหวังของบุคคลสำคัญระดับโลกจะช่วยพัฒนาทักษะเฉพาะตัวให้กับผู้ประกอบการและผู้ทำงานในธุรกิจโรงแรมและธุรกิจบริการ ทั้งยังช่วยยกระดับการบริการภายในโรงแรมนั้นๆ ได้ด้วยความร่วมมือครั้งนี้ วิทยาลัยดุสิตธานี จึงหวังว่าจะมอบทักษะเฉพาะที่จำเป็นให้แก่นักศึกษาและทำให้พวกเขาแตกต่างจากผู้สำเร็จการศึกษาด้านการบริการคนอื่นๆ”

ด้าน Ms.Adriana Flores, MA Executive Director of Protocol Today Holland กล่าวว่า โลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนแปลงโลกในทุกด้าน เศรษฐกิจอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจแบบผู้ประกอบการ ผู้นำและนักศึกษาจึงต้องพัฒนาทักษะที่เป็นสากลในการสร้าง รักษา และจัดการความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับผู้คนจากวัฒนธรรมและค่านิยมที่แตกต่างกัน ความร่วมมือดังกล่าวจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความร่วมมือระดับประเทศ และระดับนานาชาติด้วยงานกิจกรรม และการฝึกอบรมที่พัฒนา การดูแลภาพลักษณ์ของผู้ประกอบการและบริษัทต่างๆ ด้วยความเชื่อมั่นว่าเราจะเชื่อมโยงค่านิยมวัฒนธรรม องค์กร และโลกของปัจเจกบุคคลเข้าด้วยกัน

ขณะที่ นายพันธจักร ว่องปรีชา CEO & Founder of The Diplomat Network กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในวันนี้ถือเป็นปฐมบทใหม่ในการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนระหว่างสองประเทศ ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านการต้อนรับและการให้บริการเช่น วิทยาลัยดุสิตธานี ซึ่งจะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ระดับโลก ผ่าน การฝึกอบรม การพัฒนา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองประเทศ ความร่วมมือสามฝ่ายนี้ จะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการจัดการงานอีเว้นท์และงานนานาชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของระเบียบแบบแผนที่ได้มาตรฐานระดับสากลและหลักการทางการทูต เพื่อให้มั่นใจว่างานอีเว้นท์ต่างๆ จะดำเนินไปด้วยความแม่นยำถูกต้อง สมเกียรติ มีศักดิ์ศรี และปลอดภัยสูงสุด ดังนั้น การร่วมมือกันระหว่าง 3 องค์กร ในครั้งนี้จึงถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการบ่มเพาะทักษะการบริการให้ผู้เรียนมีความพร้อมก้าวเข้าสู่สังคมโลกในฐานะ Global citizen ที่มีคุณภาพต่อไป

ยกระดับการแข่งขัน ‘เอแม็ท-คำคม-ครอสเวิร์ดเกม’ ม.ศรีปทุม มอบรางวัลทุนการศึกษาเรียนฟรี 14 คณะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795689

ยกระดับการแข่งขัน ‘เอแม็ท-คำคม-ครอสเวิร์ดเกม’  ม.ศรีปทุม มอบรางวัลทุนการศึกษาเรียนฟรี 14 คณะ

ยกระดับการแข่งขัน ‘เอแม็ท-คำคม-ครอสเวิร์ดเกม’ ม.ศรีปทุม มอบรางวัลทุนการศึกษาเรียนฟรี 14 คณะ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“เอ็ดดูพลอยส์” ผนึกกำลังสมาคมเกมกระดานและของเล่นเพื่อการศึกษา เดินหน้าจัดกิจกรรมการแข่งขันเกมกระดาน “เอแม็ท, คำคม และครอสเวิร์ดเกม” ระดับประเทศ ประจำปี 2567 พร้อมเปิดตัวมหาวิทยาลัยศรีปทุม ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการจัดเต็มมอบรางวัลชนะเลิศชิงทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรีรวม 6 รางวัล มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท ในรายการแข่งขัน EduPLOYS Champ of the Champ และรายการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยอื่นๆ ในปี 2567 สำหรับผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งของการแข่งขันในระดับมัธยมปลายพร้อมเปิดรับสมัครผู้ร่วมการแข่งขันแล้ววันนี้

น.ส.ลักษณ์สิดี พลอยแสงงาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ดดูพลอยส์ เกมแอนด์ทอย จำกัด เปิดเผยว่า การแข่งขัน EduPLOYS Champ of the Champ 2024 มีความพิเศษตรงที่จะนำแชมป์ผู้ชนะเลิศในแต่ละภาคมาแข่งร่วมกัน เพื่อหาสุดยอดแชมป์ในแต่ละรายการ โดยได้ร่วมกับสมาคมเกมกระดานฯ ในฐานะเป็นที่ปรึกษาในการจัดการแข่งขัน และช่วยสนับสนุนกิจกรรมการแข่งขัน โดยได้รับการสนับสนุนจาก ม.ศรีปทุม ซึ่งจะมาร่วมผนึกกำลังในฐานะพันธมิตร เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับเยาวชนไทยที่มีความสามารถในฐานะนักกีฬาเกมกระดานทั้งยังช่วยส่งเสริมและผลักดันกีฬาเกมกระดาน กีฬาทางปัญญา ให้ทุกคนเล็งเห็นถึงความสำคัญและให้ได้รับความนิยมเทียบเท่ากีฬาสากลประเภทอื่นๆอีกด้วย ทั้งนี้ ม.ศรีปทุมยังเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของรายการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย อื่นๆ ของ EduPLOYS ในปี 2567 อีกด้วย

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดี ม.ศรีปทุม กล่าวว่า ม.ศรีปทุม เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสนับสนุนเยาวชนไทยที่มีความสามารถในทุกมิติ จึงร่วมสนับสนุนกิจกรรมการแข่งขัน EduPLOYS “เอแม็ท, คำคม และครอสเวิร์ดเกม” ระดับประเทศประจำปี 2567 ด้วยการมอบทุนการ
ศึกษาในระดับปริญญาตรีจนจบหลักสูตร ให้แก่ผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งของการแข่งขันในระดับมัธยมปลาย สำหรับรายการแข่งขัน EduPLOYS Champ of the Champ และรายการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทยอื่นๆในปี 2567 รวม 6 รางวัลทุนการศึกษา รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท โดยผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งในแต่ละรายการ สามารถเลือกเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในหลักสูตรของคณะรวม 14 คณะใน ม.ศรีปทุม ตามที่ผู้ชนะเลิศมีความสนใจ โดยจะได้รับทุนการศึกษาเป็นค่าหน่วยกิตตลอดหลักสูตร 100% มูลค่ากว่า 200,000 บาท เพื่อต้องการสนับสนุนเยาวชนของชาติ ที่มีความเป็นเลิศในด้านทักษะทางภาษาและคณิตศาสตร์ ซึ่งเกมกระดาน “เอแม็ท, คำคม และครอสเวิร์ดเกม” เป็นเกมที่มีประโยชน์ และนับเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และเป็นการสนับสนุนเยาวชนไทยในฐานะนักกีฬา ซึ่งเป็นกีฬาทางปัญญาที่มีความมุ่งมั่น มีวินัยในการฝึกซ้อม ไม่แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นๆ”

สำหรับรายการแข่งขัน EduPLOYS Champ of the Champ และชิงแชมป์ประเทศไทยประจำปี 2567 รอบชิงชนะเลิศ จะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2567 ณ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดของรางวัลทุนการศึกษา รวมถึงติดตามกิจกรรมตารางการแข่งขัน ของ EduPLOYS ในรายการต่างๆ ที่จะจัดขึ้นตลอดทั้งปี 2567 สมัครร่วมแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Facebook : EduPLOYS www.facebook.com/eduploys

‘ป.ตรี’ได้ 1.8 หมื่น! บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปรับ‘เงินเดือนครู’ เริ่ม 1 พ.ค.67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795791

‘ป.ตรี’ได้ 1.8 หมื่น! บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปรับ‘เงินเดือนครู’ เริ่ม 1 พ.ค.67

‘ป.ตรี’ได้ 1.8 หมื่น! บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปรับ‘เงินเดือนครู’ เริ่ม 1 พ.ค.67

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 21.17 น.

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 3/2567 และมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ.เป็นเลขานุการการประชุม โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ที่ได้เห็นชอบแนวทางการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอ โดยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะได้รับการปรับอัตราเงินเดือนใหม่พร้อมกันในวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 โดยจะแบ่งกลุ่มผู้ที่ได้รับการปรับอัตราเงินเดือนออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุทุกคุณวุฒิ เป็นกลุ่มของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่บรรจุใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 และ 1 พฤษภาคม 2568 และกลุ่มที่ 2 การปรับเงินชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบ เป็นกลุ่มของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งอยู่ก่อนวันที่อัตราเงินเดือนแรกบรรจุใหม่มีผลใช้บังคับ (วันที่ 1 พ.ค.67 และ 1 พ.ค.68) และได้รับอัตราเงินเดือนไม่เกินอัตราสูงสุดที่กำหนดให้ได้รับการปรับเงินเดือนชดเชยในแต่ละคุณวุฒิ

สำหรับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุทุกคุณวุฒิ จะทยอยปรับเพิ่มปีละ 10% ในปี 2567 และ 2568 และภายใน 2 ปี ผู้ที่บรรจุด้วยคุณวุฒิปริญญาตรี จะได้รับเงินเดือนไม่น้อยกว่า 18,000 บาท และปรับคุณวุฒิอื่นๆ ให้สอดคล้อง ส่วนการปรับอัตราเงินเดือนชดเชยกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบจะดำเนินการปรับอัตราเงินเดือนจำนวน 2 ครั้ง พร้อมกับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ โดยปรับชดเชยเงินเดือนข้าราชการที่เข้ารับราชการก่อนวันที่อัตราเงินเดือนแรกบรรจุที่กำหนดใหม่มีผลใช้บังคับและมีฐานเงินเดือนต่ำกว่าอัตราเงินเดือนแรกบรรจุที่กำหนดใหม่

โดยหลังจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ.จะดำเนินการแจ้งอัตราเงินเดือนใหม่พร้อมหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ที่เกี่ยวข้องไปยังส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งนี้ จะประกาศข้อมูลตัวเลขอัตราเงินเดือนใหม่ให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทราบพร้อมกับการแจ้งปรับเงินเดือนข้าราชการพลเรือนของสำนักงาน ก.พ.ภายในเดือนเมษายน 2567 นี้

วิจารณ์สนั่น!! สรรหาอธิการบดีจุฬาฯคนใหม่ป่วน แคนดิเดตนิยมอันดับ 1 โดนคว่ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795781

วิจารณ์สนั่น!! สรรหาอธิการบดีจุฬาฯคนใหม่ป่วน แคนดิเดตนิยมอันดับ 1 โดนคว่ำ

วิจารณ์สนั่น!! สรรหาอธิการบดีจุฬาฯคนใหม่ป่วน แคนดิเดตนิยมอันดับ 1 โดนคว่ำ

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 20.31 น.

27 มี.ค.67 ภายหลังจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี พ.ศ. 2567-2571 เพื่อแทน ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม 2567 นี้

แหล่งข่าวระบุว่า การสรรหาอธิการบดีจุฬาฯครั้งนี้ กลับมีเสียงวิพากวิจารณ์ว่ามีกลิ่นไม่ดีลอยออกมา    เนื่องจากแคนดิเดตที่ได้รับคะแนนความนิยมเป็นอันดับที่ 1 มีคะแนนสูงสุดจากการหยั่งเสียงของประชาคมทั้งมหาวิทยาลัย ทิ้งห่างอันดับที่ 2 และ 3 อย่างถล่มทลาย ถูกคว่ำโดยกรรมการสรรหาอธิการบดี ด้วยคะแนนที่ขับเคี่ยวทำให้ประธานสรรหาฯซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒินอกจุฬาฯ ฟันดาบสวนกระแสสังคมไปสนับสนุนแคนดิเดตที่ได้รับคะแนนความนิยมเป็นอันดับที่ 3 เตรียมแต่งตัวเข้ารับตำแหน่งอธิการบดีจุฬาฯ คนต่อไป

แหล่งข่าวระบุว่า ภาพนี้อาจจะเป็นปรกติของระบบการสรรหาตำแหน่งผู้นำองค์กร ภาครัฐ ซึ่งสะท้อนถึงภาพใหญ่ของการเมืองระดับประเทศ  จังหวัด  ไปจนท้องถิ่น  ประเด็นที่น่าสนใจและรุนแรงขึ้นกว่าทุกครั้ง ทำให้สังคมเกิดคำถาม คือ เรื่องความไม่โปร่งใส และไม่เป็นกลางของกรรมการสรรหาฯ รวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ใช้ทรัพยากรด้วยเม็ดเงินหลายล้านบาท ในการเอื้อประโยชน์ให้กับแคนดิเดตบางคนผ่านการจัดโครงการอบรมให้กับผู้บริหารบางส่วนเป็นร้อยๆคนในรอบ 6 เดือนหรือไม่

“กรณีแบบนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากศิษย์เก่าและประชาคมอย่างหนัก เพราะที่ผ่านมาเห็นแต่การเมืองระดับชาติพาผู้นำท้องถิ่นไปสัมมนาต่างจังหวัดในช่วงก่อนการเลือกตั้ง คิดไม่ถึงว่าโมเดลนี้จะถูกนำมาปรับใช้แบบเซียนมาเก็ตติ้งในรั้วมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศ”แหล่งข่าวระบุ

พร้อมเรียกร้องให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยตรวจสอบ และชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้สังคมได้รับรู้เพื่อความโปร่งใส โดยเฉพาะความสงสัยที่ข่าวลือต่างๆ อย่าดันทุรังทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อย่าทำให้การสรรหาตำแหน่งอธิการบดีครั้งนี้ ไม่สะอาดและไม่โปร่งใส เกิดความเสื่อมเสียกับเกียรติภูมิของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สั่งสมมานาน อย่าลืมว่า หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง ทุกการกระทำ มีแผล ตามสุภาษิตไทย ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด แล้วผู้บริหาร ตลอดจนกรรมการสภามหาวิทยาลัย จะรับผิดชอบต่อสังคมและศิษย์เก่านับหมื่นๆได้อย่างไร

‘สกร.’ลุยทำบิ๊กดาต้าสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลส่งเสริมการเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795780

'สกร.'ลุยทำบิ๊กดาต้าสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลส่งเสริมการเรียนรู้

‘สกร.’ลุยทำบิ๊กดาต้าสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลส่งเสริมการเรียนรู้

วันพุธ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567, 20.19 น.

สกร.อัพเกรดสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำบิ๊กดาต้าเป็นคลังสื่อให้เลือกเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime ขับเคลื่อนสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

27 มี.ค.67 นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) พร้อมขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และนโยบายด้านการศึกษา ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime โดย สกร.กำลังดำเนินการรวบรวม และจัดทำฐานข้อมูลสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการเรียนรู้ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่เป็นสื่อมีคุณภาพสอดรับกับคนทุกช่วงวัย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนในการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผู้เรียนสามารถได้เรียนตามความสามารถและความสนใจของตนเอง โดยเนื้อหาของบทเรียนประกอบด้วย ข้อความ รูปภาพ เสียง วิดีโอ และมัลติมีเดียอื่นๆ ขณะนี้รวบรวมได้แล้ว 17,115 สื่อ ประกอบด้วย สื่อ VDO จำนวน 16,197 สื่อ สื่อ E-Book จำนวน 918 สื่อ นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการปรับปรุงรายละเอียด และรวบรวมสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการเรียนรู้ของหน่วยงาน สถานศึกษา ในสังกัด สกร. ซึ่งปัจจุบันหน่วยงาน สถานศึกษา ดำเนินการปรับปรุงรายละเอียดสื่อเรียบร้อยแล้ว จำนวน 16,523 สื่อ คิดเป็นร้อยละ 94.57 และจะดำเนินการให้ครบ 100% เร็วๆนี้

“พร้อมกันนี้ สกร.ยังได้ดำเนินการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลผลการเรียนรู้ และเชื่อมโยงรายงานผลผ่านแอปพลิเคชันได้ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือออนไลน์ที่สำคัญสำหรับให้บริการกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ประชาชน และผู้เรียนในทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา มหาวิทยาลัย ตลอดจนผู้เรียนสายอาชีพ ซึ่งสามารถศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ออนไลน์ด้วยตนเอง ได้ทุกที่ ทุกเวลา เรียนซ้ำได้ตลอดเวลา และจัดเก็บสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank) ส่งผลให้ผู้เรียนและประชาชนสามารถเรียนรู้ ตรวจสอบ และติดตามผลการเรียนรู้ของตนเองได้ตลอดเวลาด้วย ซึ่งบิ๊กดาต้า สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับการเรียนรู้ ของ สกร.นี้ จะส่งผลให้เกิดการยกระดับการเรียนรู้จากสื่อที่มีคุณภาพ  ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลสามารถเรียนรู้และได้รับองค์ความรู้ที่มีคุณภาพดีได้อย่างเท่าเทียม และยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วย ทั้งนี้ สกร.ได้เตรียมของบประมาณในปีงบฯ 2568 เพื่อดำเนินการจัดทำบิ๊กดาต้าสื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้สนองนโยบาย Anywhere Anytime ของ รมว.ศธ.ให้เสร็จสมบูรณ์ ” อธิบดี สกร. กล่าว.