‘ม.สุโขทัยฯ’ออกแถลงการณ์ ยันสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ถูกต้องตามกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795275

'ม.สุโขทัยฯ'ออกแถลงการณ์ ยันสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ถูกต้องตามกฎหมาย

‘ม.สุโขทัยฯ’ออกแถลงการณ์ ยันสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ถูกต้องตามกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.14 น.

ม.สุโขทัยฯ ออกแถลงการณ์ ยันสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ถูกต้องตามกฎหมาย คัดเลือกบุคคลผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ตามหลักธรรมาภิบาล ทุกประการ 

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ออกแถลงการณ์ เรื่อง การสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามหลักธรรมาภิบาล ตามที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภามหาวิทยาลัยผ่านสื่อนั้น มหาวิทยาลัยขอยืนยันว่า กระบวนการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล ในสถาบันอุดมศึกษาฯ และได้คัดเลือกบุคคลผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาฯ และถูกต้องตามกฎหมายทุกประการแล้ว

กระบวนการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้เริ่มภายหลังที่ตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยว่างลง อันเนื่องมาจากการถึงแก่อนิจกรรมของนายกสภามหาวิทยาลัยท่านเดิม โดยสภามหาวิทยาลัยมีมติอนุมัติกรอบการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2566 และได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย ในวันที่ 4 ธันวาคม 2566 ซึ่งกระบวนการต่างๆ เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยการได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัย พ.ศ. 2565 ที่ได้ปรับปรุงตามแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาฯ ปัจจุบัน คณะกรรมการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยได้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อยและรอบคอบจนได้ผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัย และได้เสนอชื่อเพื่อขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยไปยังกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ระหว่างกระบวนการสรรหาฯ คณะกรรมการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยได้ตรวจสอบคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัยในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยทุกคนอย่างละเอียด ก่อนการพิจารณาคัดเลือกตามที่กำหนดในข้อ 6 ก. (6) แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยการได้มาซึ่งนายกสภามหาวิทยาลัย พ.ศ. 2565 โดยยึดข้อมูลอย่างเป็นทางการที่ปรากฎในฐานข้อมูลของกระทรวงการอุดมการศึกษาฯ ตามที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้แจ้งต่อทางมหาวิทยาลัย

โดยผลการพิจารณา และตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีคุณสมบัติเหมาะสมตามหลักธรรมาภิบาลทุกประการ

ศาสตร์‘STEM’ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องเน้น!..หากอยากเป็น‘ชาติพัฒนาแล้ว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795069

ศาสตร์‘STEM’ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องเน้น!..หากอยากเป็น‘ชาติพัฒนาแล้ว’

ศาสตร์‘STEM’ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องเน้น!..หากอยากเป็น‘ชาติพัฒนาแล้ว’

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

“ประเทศไทยเรามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เรียกว่าอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุดเราก็เป็นห่วงกัน ตัวเลข GDP ออกมาก็อยู่ที่ 2.4-2.7 แล้วการคาดการณ์ก็อยู่ประมาณนี้ จะไม่ถึง 3 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะเป็นแบบนี้ไปสักระยะหนึ่ง ซึ่งปัญหาใหญ่มันก็สะท้อนว่าความสามารถในการแข่งขันลดลง”

เสาวรัจ รัตนคำฟู ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนาสาธารณะ “ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยการยกระดับการศึกษาและกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM)” จัดโดย TDRI ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อช่วงต้นเดือนมี.ค. 2567 ฉายภาพสถานการณ์ของประเทศไทยที่เมื่อขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ผลที่สะท้อนออกมาคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ลดลงด้วย

และเมื่อดูผลการศึกษาทั่วโลก จะพบว่า “STEM หรือ 4 วิชาอันประกอบด้วย วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาประเทศ” เห็นได้จากบรรดาประเทศที่ถูกเรียกว่า “ประเทศพัฒนาแล้ว” ผู้คนมีรายได้สูง จะให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งการพัฒนากำลังคน การส่งเสริมกิจการประเภท “สตาร์ทอัพ (Startup)” เช่น เดนมาร์ก สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ มีสัดส่วนนักวิจัยต่อประชากรสูง

เช่นเดียวกับ สหรัฐอเมริกา อิสราเอล ออสเตรีย พบอัตราการจ้างงานในกลุ่มอาชีพ STEM ที่สูง เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการจ้างงานในกลุ่มอาชีพ STEM ที่ค่อนข้างต่ำดังนั้นคำถามคือ “ประเทศไทยจะพัฒนาการศึกษาและกําลังคนด้าน STEM ได้อย่างไร?” ซึ่งประเทศไทยมีคนที่กำลังทำงาน 39.6 ล้านคน ในจำนวนนี้อยู่ในงานกลุ่ม STEM เพียง 1.4 ล้านคน นอกจากนั้น ในขณะที่มีผู้สำเร็จการศึกษาด้าน STEM ถึง 4.4 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับ STEM เพียง 1 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีกกว่า 3 ล้านคนไปทำงานด้านอื่น

“ทำไมคนที่จบ STEM ไม่ทำงาน STEM เป็นเพราะว่ารายได้เขาได้น้อยกว่าหรือ? ไม่จริงเลย! เราพบว่าคนที่เป็นอาชีพ STEM จบสาขา STEM ได้รายได้สูงกว่าคนที่จบสาขาอื่นหรือว่าทำอาชีพอื่น คนที่จบ ป.ตรี สาขา STEM ทำอาชีพ STEM รายได้มัธยฐานอยู่ที่ 2.6 หมื่นบาท ขณะที่คนที่จบ ป.โท หรือ ป.เอก มีรายได้มัธยฐานอยู่ที่ 4 หมื่นบาท จะเห็นว่าคนที่จบ STEM และทำงานอาชีพ STEM มีรายได้สูงสุด ทีนี้ก็เป็นคำถามตัวใหญ่ๆ แล้วว่าทำไมรายได้ก็ดี-ความต้องการก็มี แต่ทำไมมันถึงมีปัญหา” เสาวรัจ กล่าว

ขณะที่ พงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโสด้านการปฏิรูปการศึกษา TDRI กล่าวถึง “4 ด่านแห่งความล่าช้า” ซึ่ง องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ว่าเป็นปัจจัยทำให้การศึกษาไม่ตอบโจทย์โลกจริงไว้ดังนี้ 1.การตระหนักรู้ (Recognition Lag) ทุกคนในประเทศยังเห็นไม่ตรงกันว่าจำเป็นต้องปรับเป้าหมายใหม่หรือไม่? และยิ่งต้องพูดคุยหารือกันนานเพื่อให้เกิดฉันทามติร่วมก็จะยิ่งล่าช้า

2.การตัดสินใจ (Decision-making Lag) เมื่อมีความเห็นร่วมกันแล้ว คำถามต่อมาคือจะนำเป้าหมายใหม่มาใช้ปรับหลักสูตรการศึกษาได้เร็วเพียงใด? 3.การดำเนินการ (Implementation Lag) เป้าหมายที่ถูกนำมาใช้แล้วอาจไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจไว้ และ 4.ผลลัพธ์ (Impact Lag) เช่น เด็กเริ่มเรียนชั้น ป.1 กว่าจะเห็นผลลัพธ์ก็ต้องรอจนถึงชั้น ม.3 หรือ ม.6 ที่เป็นช่วงรอยต่อกับการเรียนระดับอาชีวศึกษาหรืออุดมศึกษา

เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทย กับประเทศที่ได้อันดับสูงๆ ด้านผลลัพธ์ทางการศึกษา เช่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์และอังกฤษ อ้างอิงจากผลสอบ PISA ในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ทั้ง 3 ชาติ ได้อันดับต้นๆ ของโลก ต่างจากไทยที่อยู่ในกลุ่มท้ายตาราง ซึ่งพบปัจจัยที่ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความเข้มแข็งด้าน STEM คือ 1.กำหนดระยะเวลาที่ต้องทบทวนหลักสูตร โดยสิงคโปร์ อยู่ที่ 6-10 ปี ฟินแลนด์ 7-10 ปี และอังกฤษอยู่ที่ทุกๆ 10 ปี

2.ปรับหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการในโลกจริงอิงกับสถานการณ์ เน้นสมรรถนะหรือการคิดชั้นสูง สิงคโปร์กับฟินแลนด์นั้นเน้นทั้งความรู้ (Knowledge) สมรรถนะ (Skill) และทัศนคติ (Attitude) ที่ดี ส่วนอังกฤษจะเน้นที่ความรู้และทักษะการคิดชั้นสูง ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ ประเมินคุณค่าและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ 3.มีคําอธิบายหลักสูตรช่วยครูสอนตรงจุด แนะนําแนวทางการนําสถานการณ์จริงมาสอน เช่น ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นี้มีที่มาอย่างไร เพื่อครูจะได้เข้าใจแล้วมองเห็นภาพว่าจะนำไปสอนโดยอิงกับสถานการณ์จริงอย่างไร

4.ให้อิสระโรงเรียนปรับโครงสร้างเวลาการเรียนการสอน โดยส่วนกลางจะกำหนดไว้เพียงกว้างๆ เช่น จำนวนวันเรียนทั้งหมด หรือชั่วโมงเรียนต่อวันเป็นเท่าไร แล้วให้แต่ละโรงเรียนบริหารจัดการกันเอง 5.มีระบบประกันคุณภาพผู้เรียนด้วยการสอบ ซึ่งแม้กระทั่งฟินแลนด์ แม้จะมีระบบโรงเรียนประเมินผู้เรียน แต่ก็ยังมีการสอบระดับชาติ เพื่อให้เด็กทุกคนเรียนจบด้วยมาตรฐานเดียวกัน

6.ให้ความสําคัญกับคุณภาพการผลิตครู กำหนดว่าคนจะเป็นครูต้องสำเร็จการศึกษาจากสถาบันผลิตครู หรือไม่ก็ต้องผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันผลิตครู แต่มีข้อสังเกตว่า สิงคโปร์และฟินแลนด์มีสถาบันผลิตครูไม่มากนักจึงสามารถควบคุมคุณภาพได้ 7.มีกลไกคัดเลือกครูที่มีประสิทธิภาพข้อนี้สิงคโปร์คำนวณความต้องการครูจากส่วนกลาง แตกต่างจากอังกฤษกับฟินแลนด์ที่ให้อิสระโรงเรียนในการคัดเลือกครู โดยส่วนกลางเป็นผู้อุดหนุนงบประมาณค่าจ้างครู

8.ให้ความสําคัญกับการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินครูโดยอิงกับผลลัพธ์ของผู้เรียน นอกจากนั้น กรณีของครูบรรจุใหม่ในอังกฤษ ปีแรกลดภาระงานสอนร้อยละ 10 และปีที่ 2 ลดร้อยละ 5 เพื่อให้ไปเรียนรู้งานกับครูอาวุโสมีประสบการณ์สูง 9.การสอน STEM เป็นวิชาภาคบังคับของทุกโรงเรียน ไม่ได้แยกเป็นวิชาพิเศษ จึงไม่มีการจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติม

และ 10.ยังไม่มีข้อสรุปว่าการจัดสรรงบประมาณรูปแบบใดดีที่สุด เช่น หากอุดหนุนงบประมาณรายหัว ก็อาจมีปัญหาโรงเรียนรายงานข้อมูลจำนวนนักเรียนมากกว่าที่มีอยู่จริง หรือหากอุดหนุนตามระดับผลการเรียน ก็อาจมีปัญหาโรงเรียนปล่อยเกรดเพื่อให้ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น ดังนั้น ต้องหากลไกอื่นมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เช่น การประกันคุณภาพครู การสอบ

โดยการประกันคุณภาพ กรณีของสิงคโปร์ มีการประเมินจากภายนอกทุกๆ 6 ปี ส่วนอังกฤษประเมินทุกๆ 3 ปี อีกทั้งมีหน่วยงานเข้าไปดูโรงเรียนที่มีสถานการณ์น่ากังวล เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้โรงเรียนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ มีการประเมินคุณภาพครู โดยสิงคโปร์มีระบบ EPMS ประเมินทุกปี ฟินแลนด์มีองค์กร FINEEC ช่วยเหลือโรงเรียนวัดและประเมินคุณภาพ ส่วนอังกฤษใช้กลไกตลาดด้วยการเผยแพร่ผลการประเมินคุณภาพโรงเรียนต่อสาธารณะ

“นอกจากระบบที่เข้มแข็ง มีความรับผิดรับชอบ เอื้อให้โรงเรียนมีอิสระแล้ว จะเห็นว่า Spirit ของทั้ง 3 ประเทศคือเขาไม่ได้มองระบบต่างๆ แยกส่วนกัน เขาใช้การออกแบบให้ทุกส่วนมีความสอดคล้องกัน มีทั้งระบบบุคลากรและงบประมาณที่เชื่อมต่อกัน มีระบบประกันคุณภาพที่คอยเชื่อมเรื่องการประเมินหลักสูตรหรือว่าเรื่องบุคลากร อันนี้คือหัวใจสำคัญ ฉะนั้นในการถอดเอามาวิเคราะห์ของไทย เราคงไม่ได้บอกว่าเราทำแบบฟินแลนด์สิ ทำแบบสิงคโปร์สิ เราเอา Spirit ของประเทศเหล่านี้มาเป็นกรอบการวิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะ” พงศ์ทัศ กล่าว

เมื่อมาดู “สถานการณ์ในประเทศไทย” พงศ์ทัศยกตัวอย่างผลสอบ PISA ที่สอบใน 3 ด้าน คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และการอ่าน พบว่า คะแนนของไทยมีแนวโน้มลดต่ำลงตลอด 10 ปี และอยู่ห่างจากกลุ่มประเทศ OECDมากขึ้นเรื่อยๆ “ผลสอบ PISA ยังชี้ว่า เด็กไทยกว่าครึ่งยังไม่รู้จักการใช้ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาอย่างง่ายหรืออธิบายปรากฏการณ์ที่พบในชีวิตประจำวัน” ขณะที่การปรับหลักสูตร วิธีคิดของไทยคือปรับเพื่อให้โรงเรียนนำไปใช้ได้ดีขึ้นมากกว่าการปรับเป้าหมายให้ทันสมัย

ประการต่อมา “หลักสูตรไทยแม้จะเน้นความรู้ (Knowledge) แต่ยังไปไม่ถึงขั้นส่งเสริมการคิดขั้นสูง” เน้นเพียงการท่องจำและทำความเข้าใจเพื่อประยุกต์ใช้ คำอธิบายหลักสูตรก็ยังไม่ทำให้ครูเข้าใจชัดเจนในการนำไปใช้กับโลกจริง จึงขึ้นอยู่กับครูแต่ละคนว่าจะทำได้มาก-น้อยเพียงใด นอกจากนั้น“แม้กระทรวงศึกษาธิการจะอนุญาตให้ปรับโครงสร้างเวลาเรียนได้ตามความเหมาะสม แต่ในทางปฏิบัติโรงเรียนก็ไม่กล้าทำ” ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องการสื่อสาร

และไม่มีการประกันคุณภาพนักเรียน โดยการเรียนจบอยู่ที่การรับรองของแต่ละโรงเรียน ส่วนการสอบระดับชาติก็เป็นภาคสมัครใจ ทำให้เกิดมาตรฐานไม่เท่ากันของแต่ละโรงเรียน แต่ขณะเดียวกันหลายคนก็ยังมีทัศนคติเชิงลบต่อการประเมิน เพราะไม่อยากให้ใช้ไม้บรรทัดอันเดียวตัดสินทุกคน ขณะที่ด้านบุคลากร “แม้ไทยจะผลิตครูได้เกินกว่าความต้องการของตลาดแรงงาน แต่โครงการผลิตครูด้าน STEM ยังมีเป็นสัดส่วนน้อย อีกทั้งโรงเรียนก็ไม่มีอำนาจคัดเลือกครู” นอกจากนั้นยังมีเรื่องการขาดแรงจูงใจ เพราะเงินเดือนครู STEM ยังไม่แข่งขันในตลาดแรงงาน

“ขาดการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพ เราเห็นว่าการกำหนดอัตรากำลังไม่มีจำนวนชั่วโมงพัฒนาครูอยู่ในสมการ ยังไม่เน้นการประเมินครูที่ผลสัมฤทธิ์หรือการพัฒนาวิชาชีพ อันนี้ยังน้อยอยู่ ส่วนเรื่องงบประมาณ เราก็ยังตอบไม่ได้เรื่องการปรับสูตรจัดสรรมันเพียงพอต่อการสอนแบบ STEM หรือส่งเสริมการสอนแล้วหรือยัง แล้วก็ยังขาดกลไกรับผิดชอบอยู่ เพราะ KPI ของคนที่จัดสรรเงินให้โรงเรียนยังอยู่ที่จำนวนเด็กที่จัดสรรให้ ไม่ใช่ที่ผลลัพธ์หรือผลสัมฤทธิ์ของเด็ก” พงศ์ทัศ ระบุ

ยังมีปัญหาอื่นๆ เช่น มีภาระงานอื่นๆ จำนวนมากจนทำให้ครูจัดการสอนได้ไม่เต็มที่ซึ่งส่งผลต่อการเรียนของนักเรียน เนื่องจากแนวปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานที่เข้ามาประเมินไม่สัมพันธ์กัน, การจัดสรรทรัพยากรก็ยังไม่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีการเน้นไปที่โรงเรียนกลุ่มเสี่ยง อนึ่ง “สถาบันการศึกษาชั้นนำบางแห่งผลิตผู้เรียนที่เก่งด้าน STEM ได้ดีมาก แต่ยังขาดการขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่นๆ ที่เหลือ” ซึ่งมาจากหลายปัจจัยเช่น มีอิสระในการบริหารจัดการมากกว่าโรงเรียนทั่วไป เด็กที่มาเรียนถูกคัดมาแล้วจากการสอบแข่งขัน มีงบประมาณมาก

สำหรับ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” แบ่งเป็น “ระยะสั้น” ทำได้ทันที คือ 1.ปรับวิธีการสื่อสารเรื่องนโยบายปรับโครงสร้างเวลาเรียน เพื่อให้แต่ละโรงเรียนกล้านำนโยบายไปใช้ปรับเวลาให้เหมาะสม เช่น สื่อสารโดยอ้างอิงต้นแบบโรงเรียนที่กล้าปรับแล้ว 2.ลดภาระงานอื่นๆ ของครู ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นบ้างแล้ว เช่น ลดงานธุรการ มีการจัดสรรอัตรากำลังในส่วนของนักการภารโรง สิ่งที่ควรทำต่อไปคือทบทวนแนวปฏิบัติด้านการประเมิน ทั้งของหน่วยงานภายในกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานภายนอก เพื่อให้ครูใช้เวลากับการสอนได้มากขึ้น

ส่วน “ระยะกลางถึงระยะยาว” แบ่งเป็น 1.สร้างกลไกปรับหลักสูตรให้ทันสมัย เช่น แก้กฎหมาย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้มีวงรอบการทบทวนหลักสูตรที่ชัดเจน (อย่างน้อยคือไม่ควรเกิน 10 ปี) เพื่อให้หลักสูตรทันสมัยอยู่เสมอ 2.ปรับปรุงระบบบริหารบุคลากร เช่น ส่งเสริมการผลิตครู STEM ในระบบปิด แต่ก็ต้องมีมาตรการรองรับหากผู้เรียนที่ได้รับทุนผลิตครูกลุ่มนี้เรียนไม่จบหลักสูตร

ขณะเดียวกันควรหาแนวทางปรับฐานเงินเดือนครูวิทย์-คณิต เพื่อให้แข่งขันในตลาดแรงงานได้ นำชั่วโมงพัฒนาวิชาชีพมาคำนวณเกณฑ์อัตรากำลัง เช่น ลดเวลาสอนลงเล็กน้อยสำหรับครูบรรจุใหม่และครูอาวุโส เพื่อให้มีเวลาได้ไปเรียนรู้หรือไปเป็นพี่เลี้ยง ปรับเกณฑ์ประเมินคุณภาพครูด้วยพัฒนาการของผู้เรียน (ไม่ใช่ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน) 3.ปรับระบบงบประมาณเพื่อส่งเสริม STEM เช่น การทบทวนและปรับหลักสูตร การวางแผนพัฒนาครู การจัดงบประมาณอุดหนุนโรงเรียนให้เพียงพอต่อการสอนวิชาด้าน STEM

และ 4.การประกันคุณภาพผู้เรียน เช่น ปรับปรุงระบบการสอบอย่าง O-Net หรือใช้เครื่องมือที่สามารถประเมินสมรรถนะหรือการคิดชั้นสูงมาใช้เป็น Exit Examination (การสอบไล่) ในช่วงชั้นที่เชื่อมกับการเรียนต่อในระดับสูงขึ้น พร้อมวางมาตรการรองรับสำหรับนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ อีกทั้งต้องสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า การประเมินเป็นไปเพื่อประกันคุณภาพทางการศึกษาและสร้างการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพื่อการตัดสินให้คุณ-ให้โทษ

‘รัดเกล้า’ชื่นชมกิจกรรม‘บางกอกบานฉ่ำ เมืองมีชีวิต’ ต้นแบบให้เยาวชนปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์​

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/795038

‘รัดเกล้า’ชื่นชมกิจกรรม‘บางกอกบานฉ่ำ เมืองมีชีวิต’ ต้นแบบให้เยาวชนปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์​

‘รัดเกล้า’ชื่นชมกิจกรรม‘บางกอกบานฉ่ำ เมืองมีชีวิต’ ต้นแบบให้เยาวชนปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์​

วันอาทิตย์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2567, 10.34 น.

‘รัดเกล้า’ชื่นชมกิจกรรม‘บางกอกบานฉ่ำ เมืองมีชีวิต’ ต้นแบบให้เยาวชนปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์​

24 มีนาคม 2567 นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กิจกรรม​” บางกอกบานฉ่ำ เมืองมีชีวิต” ซึ่งจัดโดย เครือข่ายบางกอกนี้…ดีจัง ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนา มูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) และภาคีเครือข่าย  ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์​เพื่อเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้กับเยาวชนในช่วงเวลาที่ปิดเทอม นอกจากนั้น​ ยังเป็นการเสริมสร้างนักสื่อสารสุขภาวะเด็กเยาวชน​ พลเมืองรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการออกแบบและสร้างสรรค์ระบบนิเวศของชุมชน​ และการสร้างสื่อสุขภาวะที่หลากหลาย ปลอดภัย  ทั้งในเชิงกายภาพและจิตใจ รวมทั้งเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางความคิด ส่งเสริมการรู้เท่าทันตนเอง เท่าทันสื่อและสังคม อีกด้วย

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย กิจกรรมเดิน เล่น เรียนรู้ สร้างสรรค์ชุมชนบางกอกน้อย, กิจกรรม Kids Camp สวนเล่นได้ เล่นกับธรรมชาติ, กิจกรรม Play Zone อะไรอะไรก็เล่นได้ ใครใครก็เล่นได้, กิจกรรมลานบานฉ่ำ ศิลปะชุมชน และกิจกรรม Young Voice ร่วมออกแบบเมือง เมืองมีชีวิตของทุกคน

“ขอชื่นชมคณะผู้จัดงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ร่วมกันจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม กิจกรรมนี้ถือเป็นต้นแบบในการสร้างการมีส่วนร่วมของเด็ก เยาวชน แลประชาชน ที่จะร่วมกันออกแบบและสร้างสรรค์ชุมชนและสังคมให้เป็นสังคมที่น่าอยู่และตอบโจทย์ของคนทุกเพศทุกวัย สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมกิจกรรม สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ – 24 มีนาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 18.00 น. ที่สวนบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย” นางรัดเกล้า​ กล่าว

พิธีบำเพ็ญกุศล พระราชทานเพลิง ‘พระเทพกิตติปัญญาคุณ’ 21-24 มี.ค.67 หลังเก็บสรีระสังขารนาน 19 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794724

พิธีบำเพ็ญกุศล พระราชทานเพลิง 'พระเทพกิตติปัญญาคุณ' 21-24 มี.ค.67 หลังเก็บสรีระสังขารนาน 19 ปี

พิธีบำเพ็ญกุศล พระราชทานเพลิง ‘พระเทพกิตติปัญญาคุณ’ 21-24 มี.ค.67 หลังเก็บสรีระสังขารนาน 19 ปี

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.47 น.

พิธีบำเพ็ญกุศลและพระราชทานเพลิง “พระเทพกิตติปัญญาคุณ” วันที่ 21-24 มี.ค.67 หลังเก็บสรีระสังขารนาน 19 ปี

ขอเชิญศิษย์ยานุศิษย์ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลออกเมรุพระราชทานเพลิงศพ พระเทพกิตติปัญญาคุณ (กิตฺติวุฑฺโฒ ภิกขุ) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  พระนักเทศน์ น้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง โดยเฉพาะด้านพระอภิธรรมและพระสูตรเป็นเลิศ ในยุค 2500 – 2525 ท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2548 จนถึงบัดนี้ รวมระยะเวลา 19 ปี 1 เดือน  

พระเทพกิตติปัญญาคุณ หรือ กิตฺติวุฑฺโฒ ภิกฺขุ ที่ผู้คนทั้งประเทศรู้จัก ในฐานะอดีตผู้อำนวยการจิตตภาวันวิทยาลัย จังหวัดชลบุรี  ผู้ก่อตั้งจิตภาวันวิทยาลัย มีชื่อเสียงในฐานะวิทยาลัยเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งแรกของประเทศไทย

พระเทพกิตติปัญญาคุณ (กิตติศักดิ์ เจริญสถาพร)  เกิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2479 ที่ตำบลบางไทรป่า อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของนายเตียวยี่-นางเง็กเล้า เจริญสถาพร มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 3



พระเทพกิตติปัญญาคุณ อุปสมบทเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ณ วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร. หลังจากอุปสมบทแล้ว ท่านได้ศึกษาปริยัติธรรมจนจบนักธรรมชั้นเอกจากสำนักเรียนวัดปากน้ำ ต่อมาไปเรียนอภิธรรมที่โรงเรียนพระอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

นอกจากนี้ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนอภิธรรม และย้ายไปอยู่วัดมหาธาตุฯ  รวมถึงได้ศึกษาคัมภีร์ต่าง ๆ เช่น มูลกัจจายน์ วิสุทธิมรรค อภิธัมมัตถสังคหะ เป็นต้น กับพระเตชินทะ ธัมมาจริยะ อภิธัมมกถิกาจริยะชาวพม่า และพระครูประกาศสมาธิคุณ (สังเวียน ญาณเสวี) และเรียนวิปัสสนากับพระอาจารย์อินทวังสะ กัมมัฎฐานาจริยะชาวพม่า เป็นต้น

ด้วยการศึกษาทางธรรมอย่างจริงจัง ทำให้ ท่านมีความรู้ ในพุทธศาสนาอย่างแตกฉาน สามารถเทศนาสั่งสอนญาติโยมอันเป็นกิจหนึ่งที่สงฆ์พึงปฏิบัติได้เป็นอย่างดี เทศนาของท่านซึ่งเป็นคำสอนหนึ่งที่ยังคงได้รับการเผยแพร่มาจนถึงปัจจุบันก็คือ “ฝึกตายทุกวัน”



บทบาทสำคัญและผลงานของท่านที่ปรากฏเป็นรูปธรรม คือ การก่อตั้งวิทยาลัยการเผยแพร่พระพุทธศาสนา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “จิตตภาวันวิทยาลัย” ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี เพื่อใช้เป็นสถานที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา ซึ่งท่านทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการคนแรก ผลิตพระสงฆ์สามเณร พระหน่วยพัฒนาการทางจิตให้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันหลายท่านเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะตำบลมากมาย และท่านได้สร้างอุโบสถกลางทะเล ซึ่งถือเป็นของใหม่ในยุคนั้น  รวมทั้งการสร้างโรงพยาบาลสงฆ์จากการระดมทุนของท่าน เพื่อรักษาประชาชนที่ยากไร้

บรรดาศิษย์ยานุศิษย์ของท่านได้เก็บสรีระสังขารของท่านไว้เป็นอนุสรณ์นานถึง 19 ปี ก่อนที่จะมีหมายรับสั่งที่ 2970 โปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานเพลิงศพพระเทพฯ กิตติปัญญาคุณ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กำหนดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ตั้งแต่วันที่ 21-23 มีนาคม พ.ศ.2567 เวลา 18.30 น. ณ ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์  เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร. และพระราชทานเพลิงศพ ในวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม เวลา 15.00 น ณ วัดสระเกศวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

จึงขอเรียนเชิญศิษย์ยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลออกเมรุพระราชทนเพลิงศพ พระเทพกิตติปัญญาคุณ (กิตฺติวุฑฺโฒ ภิกขุ) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว

สพฐ. กำชับโรงเรียนดูแลตัดเกรด นร.ตามมาตรฐาน ย้ำไม่มีเก็บเงินเพิ่มทุกกรณี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794692

สพฐ. กำชับโรงเรียนดูแลตัดเกรด นร.ตามมาตรฐาน ย้ำไม่มีเก็บเงินเพิ่มทุกกรณี

สพฐ. กำชับโรงเรียนดูแลตัดเกรด นร.ตามมาตรฐาน ย้ำไม่มีเก็บเงินเพิ่มทุกกรณี

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2567, 11.44 น.

22 มี.ค.67 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพนักเรียน ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมสวัสดิภาพนักเรียน ยกระดับคุณภาพการศึกษา รวมถึงการลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง เพื่อให้นักเรียนมาโรงเรียนอย่างมีความสุข ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเต็มตามศักยภาพ

โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่กระทำต่อนักเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังเช่นข่าวที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง เรียกเก็บเงินจากเด็กนักเรียนเพื่อให้แก้คะแนนที่ติด ร ไม่เช่นนั้นจะไม่ลงระบบแก้คะแนนให้ ถึงแม้จะไม่ใช่สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่ สพฐ. มีความห่วงใยและต้องการกระตุ้นเตือนหน่วยงานในสังกัดให้มีการเฝ้าระวังและกำชับผู้ปฏิบัติงานให้ดำเนินการตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะเรื่องการให้คะแนนผลการเรียนของนักเรียน ซึ่ง สพฐ. มีแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องนี้อยู่แล้ว และไม่มีนโยบายที่จะเรียกเก็บเงินจากนักเรียนหรือผู้ปกครองในทุกกรณี

ทั้งนี้ สพฐ. ได้มีหนังสือซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการเรียนรู้และการสอนซ่อมเสริม โดยมีเจตนากระตุ้นให้สถานศึกษากำกับ ติดตาม ช่วยเหลือ สอนซ่อมเสริมและดำเนินการวัดและประเมินผลกรณีนักเรียนมีผลการเรียนไม่สมบูรณ์ (ติด ๐ ร มส) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งผู้เรียนและผู้สอน เพื่อให้การเรียนดีขึ้น ลดปัญหาของผู้เรียนในการติด ๐ ร มส โดยการที่นักเรียนจะได้รับการตัดสินผลการเรียน ต้องมาจาก 2 ส่วน ได้แก่ 1) เวลาเรียน ซึ่งกำหนดให้ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียน เป็นการมุ่งหวังให้ผู้สอนมีเวลาในการพัฒนาผู้เรียน และเติมเต็มศักยภาพของผู้เรียน และเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ 2) คะแนนการประเมินระหว่างเรียนและคะแนนปลายปี/ปลายภาค ซึ่งการประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้นั้น เป็นการประเมินความรู้ความสามารถ ทักษะ เจตคติ ทักษะการคิด ที่กำหนดอยู่ในมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การสรุปผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดต่อไป ซึ่งการกำหนดสัดส่วนคะแนนระหว่างเรียนกับคะแนนปลายปี/ปลายภาค ให้ความสำคัญของคะแนนระหว่างเรียนมากกว่าคะแนนปลายปี/ปลายภาค เช่น 60 : 40, 70 : 30, 80 : 20 เป็นต้น 

“เมื่อเกิดเหตุดังที่ปรากฏในข่าว ถึงแม้ไม่ใช่สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. แต่เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในประเด็นดังกล่าว และมีความห่วงใยว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชนได้ จึงกำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และสถานศึกษาทุกแห่ง เร่งทำความเข้าใจกับนักเรียนและผู้ปกครองได้รับรู้รับทราบข้อเท็จจริง รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบจากประเด็นดังกล่าวได้ และขอให้สาธารณชนมั่นใจว่า สพฐ. จะกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งผู้เรียนและผู้สอน เป็นไปตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการอย่างแท้จริง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘มสธ.’ยืนยันการนำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยไปลงทุน เป็นไปตามกรอบกฏหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794685

'มสธ.'ยืนยันการนำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยไปลงทุน เป็นไปตามกรอบกฏหมาย

‘มสธ.’ยืนยันการนำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยไปลงทุน เป็นไปตามกรอบกฏหมาย

วันศุกร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2567, 10.59 น.

ม.สุโขทัยฯออกแถลงการณ์โต้ข่าวเท็จ ยืนยันการนำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยไปลงทุน เป็นไปตามกรอบกฎหมาย

เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ออกแถลงการณ์กรณีการนำเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยไปลงทุน ว่า  ตามที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย และสภามหาวิทยาลัย ผ่านช่องทางสื่อในหลายช่องทางนั้น มหาวิทยาลัยขอยืนยันว่า เรื่องที่มีการกล่าวตามสื่อนั้นไม่เป็นความจริงซึ่งทำให้เกิดความเสียหายกับมหาวิทยาลัย และสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยได้ดำเนินการถูกต้องตามกระบวนการ และหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการแล้ว

มหาวิทยาลัยขอเรียนว่า การดําเนินการในการนําเงินรายได้ไปลงทุนในระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดกรอบอำนาจให้ดำเนินการได้  โดยได้ดำเนินการตามอำนาจที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 11 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2521 ประกอบกับ ข้อ 42 (8) และ ข้อ 43 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยการบริหารเงินรายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2561 และข้อ 42 (9) แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าด้วยการบริหารเงินรายได้และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2565

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเคยได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ที่มีการกล่าวถึงสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชตามการนำเสนอข่าวไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แล้วหลายครั้ง อีกทั้ง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เคยรับทราบ และชี้แจงเรื่องนี้ผ่านทางสื่อของกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้ชี้แจงข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย

ร่วมยินดี’เด็กไร้รัฐ’จบการศึกษา เผยตัวเลขใหม่เด็กไทยหลุดจากระบบ 1.02 ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794639

ร่วมยินดี'เด็กไร้รัฐ'จบการศึกษา เผยตัวเลขใหม่เด็กไทยหลุดจากระบบ 1.02 ล้านคน

ร่วมยินดี’เด็กไร้รัฐ’จบการศึกษา เผยตัวเลขใหม่เด็กไทยหลุดจากระบบ 1.02 ล้านคน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 20.49 น.

ร่วมยินดีเด็กไร้รัฐไร้สัญชาติ “ไร่ส้มวิทยา”จบการศึกษา เผยตัวเลขใหม่เด็กไทยหลุดจากระบบ 1.02 ล้านคน หลายฝ่ายชี้รูปแบบศูนย์การเรียนช่วยรองรับ-มีความยืดหยุ่นมากกว่า “ครูแดง”เป็นห่วงเด็กเคลื่อนย้ายจี้รัฐรองรับ

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ที่ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ได้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาชั้น ป.6 เป็นรุ่นแรกจำนวน 24 คนโดยนักเรียนส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานแรงงานข้ามชาติที่อพยพจากประเทศพม่าเข้ามาทำงานอยู่ในสวนส้มใน อ.ฝาง นอกจากนี้ยังมีเด็กนักเรียนเชื้อสายกะเหรี่ยงจากศูนย์การเรียนศรีสุวรรณสะเนพ่อง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี มาร่วมงาน

ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้สนใจในแวดวงการศึกษามาร่วมแสดงความยินดีกับเด็กๆกันอย่างคับคั่ง พร้อมทั้งมอบใบประกาศวุฒิการศึกษา เช่น นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) นางศิริกาย วรปรีชา รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก กระทรวงยุติธรรม นายเรืองยศ ปันศิริ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต 3 นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคด้านการศึกษา(กสศ.) นายวิทิต เติมผลบุญ เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและเอกชน

ขณะที่พ่อแม่ของเด็กๆซึ่งสวนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่ ดาราอ้าง ต่างนำดอกไม้และพวงมาลัยมาแสดงความยินดีกับบุตรหลาน โดยนายปาน นางอยู่คำ แสนดี พ่อแม่ของ ด.ญ.มีนา นักเรียนที่จบชั้น ป.6 กล่าวว่ารู้สึกดีใจที่ลูกได้เรียนที่ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยาจนจบ เพราะตอนแรกที่อพยพเข้ามาทำงานในสวนส้มไม่ได้คิดว่าลูกสาวจะได้รับการศึกษาใดๆ ที่สำคัญคือครอบครัวต้องหาเช้ากินค่ำจึงไม่มีเงินพอที่จะส่งลูกเรียน

“ในสวนส้มเต็มไปด้วยยาและสารเคมี เรารู้สึกเป็นห่วงสุขภาพของลูกมาก เพราะเราต้องอาศัยอยู่ในนั้นทั้งวันทั้งคืน แต่เมื่อลูกๆได้มาเรียนที่ศูนย์การศึกษาแห่งนี้ทำให้รู้สึกสบายใจเพราะพวกเขาได้มีพื้นที่วิ่งเล่นที่ไม่เสี่ยงอันตราย และที่นี่ไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทำให้ไม่ต้องลำบากในการหารายได้เพิ่มขึ้น”นางแสนคำ กล่าว และว่าตอนนี้ตนและสามีได้ย้ายมาอยู่ที่โรงงานแห่งหนึ่งใน อ.ไชยปราการ ทำให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น

นายปานและนางอยู่คำ กล่าวร่วมกันว่า พวกตนเข้ามาทำงานที่สวนส้มใน อ.ฝาง เพราะหมู่บ้านในเขตเมืองปั๋น รัฐฉาน ประเทศพม่าเพราะเกิดการสู้รบและไม่มีงานทำ ดังนั้นจึงต้องหอบลูก 2 คนเข้ามาหางานทำ อย่างไรก็ตามทราบว่าขณะนี้กำลังมีประชาชนจากรัฐฉานอีกจำนวนมากอพยพเข้ามาไทยอีกเพราะในพื้นที่มีการสู้รบที่รุนแรงขึ้นตามลำดับ ขณะที่การที่ทางการพม่าบังคับให้คนหนุ่มสาวไปเกณฑ์ทหาร ทำให้มีคนหนีเข้ามาประเทศไทยเพิ่มขึ้นเพราะไม่มีใครอยากเป็นทหารพม่า

หลังจากมอบวุฒิการศึกษาแล้วได้มีการเสวนา “การศึกษาทางเลือกสู่ทางรอด”โดยนายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กศส.กล่าวว่า เรามีเด็กอยู่ในระบบการศึกษาไทย 12 ล้านคน แต่ไม่สามารถตรวจสอบเด็กนอกระบบการศึกษาได้เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว แต่นายกฯเข้ามารับตำแหน่งสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาข้อมูลส่วนนี้โดยข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์พบว่าเรามีเด็กอายุ 3-18 ปี เรามีอยู่ 13 ล้านคน มีความต่างกับตัวเลขในระบบการศึกษาอยู่  1.02 ล้านคนซึ่งไม่มีตัวเลขอยู่ในระบบการศึกษา

นายพัฒนะพงษ์ กล่าวว่า ตัวเลข 1.02 คนทำให้ตัวเลขเป็นไปในทางเดียวกัน และหลายหน่วยงานทำงานร่วมกันเพื่อลงไปช่วยเหลือ เราอยากเห็นการจัดการศึกษาที่หลากหลายเหมือนศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา หรือโรงเรียนห้วยซ้อ และดึงภาคส่วนต่างๆเข้ามาทำงานร่วมกัน โดยตัวเลขนี้เมื่อ 3 ปีก่อนอยู่ที่ 8 หมื่นคน อย่างไรก็ตามมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา

นายพิเศษ ถาแหลง ผู้อำนวยการ โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เด็กเสี่ยงหลุดจากการศึกษา คือสภาพครอบครัวที่ยากจนและความไม่สมบูรณ์ของครอบครัว เด็กบางคนต้องช่วยทำงานช่วยเหลือพ่อแม่ วิธีการที่เราพยายามช่วยขับเคลื่อนให้เขาได้เรียนเมื่อเขามีข้อจำกัดเรื่องทำมาหากิน วิธีแก้ปัญหาคือให้โอกาสด้านการศึกษาโดยหลักยืดหยุ่นในการเรียนรู้และการประเมิน โดยต้องมีความเมตตากรุณากับเขา

“การจัดการศึกษาควรเพิ่มความหลากหลายและยืดหยุ่นให้ตรงสภาพความเป็นจริงกับเด็ก โรงเรียนในระบบต้องปรับตัวโดยให้โอกาสกับเด็ก โดยส่วนตัวแม้อยู่ในระบบก็ไม่รู้สึกกลัวว่าจะทำผิดหรือทำให้ราชการเสียประโยชน์”นายพิเศษ กล่าว

นายสมบูรณ์ ใจปิง ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนชุมชนบ้านห้วยพ่าน อ.เชียงกลาง จ.น่าน กล่าวว่า เด็กที่เรียนจบมาจำนวนมากไม่มีงานทำดังนั้นจึงต้องทำอย่างไรในการปรับหลักสูตร ขณะที่เด็กยากจนยิ่งลำบาก ดังนั้นการศึกษาในระบบต้องปรับเปลี่ยน และใช้ระบบการศึกษาทางเลือกเพราะเด็กยากจนพ่อแม่ไปทำงานฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายาย หรือพ่อแม่หย่าร้างกัน เด็กกลายเป็นปัญหาสังคม ซึ่งการศึกษาทางเลือกเป็นทางออก ดังนั้นจึงต้องปรับหลักสูตรการเรียนการสอน

นายเรืองยศ ปานศิริ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 กล่าวว่าตอนนี้บรรยากาศของการศึกษาทางเลือก เชื่อว่าเด็กๆทุกคนต้องได้เรียน เรามีเด็กนักเรียนในระบบกว่า 4.3 หมื่นคน มีเด็กชาวเขา 9 พันกว่าคนจาก  15 ชาติพันธุ์ เป็นเด็กไทใหญ่มากที่สุด เราในฐานะที่เป็นราชการพยายามให้โอกาสเท่ากัน

น.ส.ชมนตร์พัสตร์ ปานวิลัย ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า เราแก้ปัญหาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาโดยเริ่มจากการลงพื้นที่จุดเล็กๆและได้แนวคิดว่าต้องไปลงชุมชนซึ่งให้ข้อมูลเราดีมากเพราะผู้ใหญ่บ้านรู้หมด เมื่อได้ตัวรายบุคคลก็จะได้เหตุผลทำไมเขาถึงไม่เรียนซึ่งต้องมีกระบวนการนำเขาเข้าสู่รบบการศึกษาซึ่งต้องมีความยืดหยุ่นซึ่งเกิดระบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ขณะเดียวกันยังมีการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนรองรับ

“ปัจจุบันมีเด็กที่เรียนในระบบโฮมสคูลเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1 พันครอบครัว มีผู้เรียนกว่า 2 หมื่นคน เรายังมีศูนย์การเรียนโดยชุมชนและศูนย์การเรียนที่ช่วยเก็บเด็กที่หลุดการศึกษา แต่เรื่องการจ่ายค่าหัวให้เด็กกลุ่มนี้เราได้เสนอไปยังสภาการศึกษาแล้ว เราอยากผลักดันเพื่อลดการเหลื่อมล้ำ”น.ส.ลิลนิ กล่าว

นายวีระ อยู่รัมย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา กล่าวว่า ตลอดการทำงานมา 6 ปีสิ่งที่ท้าทายมากคือเด็กเคลื่อนย้าย บางเทอมหายไป 40 คน ถ้าบอกต่อเราก็ประสานให้ซึ่งเด็กจะไม่หลุดจากระบบเพราะหากให้ผู้ปกครองสื่อสารกับโรงเรียนเองเด็กหลุดแน่นอนเพราะอาจเลยกำหนดส่งรายชื่อและมีผลเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ แต่ที่ศูนย์การเรียนแห่งนี้เด็กสามารถเข้ามาได้เลย

“สิ่งที่เราทำของที่นี่มากกว่าเรื่องการศึกษาคือเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องความปลอดภัย เรื่องความมั่นคง เราลงพื้นที่พบว่าเด็กๆไม่อยากให้ปิดเทอมเพราะอยากมาโรงเรียนเขาไม่มีที่วิ่งเล่น จะเก็บส้มก็ถูกด่า วันนี้เราแสดงความยินดีกับเด็ก 24 คนที่เรียนจบซึ่งก็น่ายินดี แต่วันพรุ่งนี้ละ เด็กกลุ่มนี้จะไปไหน เขาจะไปเรียนที่ไหน คุณครูถามเด็กว่าจะไปที่ไหนต่อ เขาบอกไม่ไป อยากอยู่ที่นี่ ดังนั้นการศึกษาต้องออกแบบ”ผอ.ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา กล่าว

นางเตือนใจ ดีเทศน์ หรือ “ครูแดง” อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า รู้สึกห่วงใยเด็กเคลื่อนย้าย ซึ่งมีตัวอย่างกรณีเด็กอ่างทองที่ถูกส่งกลับประเทศเพื่อนบ้านเพราะไม่มีพ่อแม่มาอยู่ด้วย ปัจจุบันเด็กกลุ่มนี้ถูกมองเหมือนเป็นเชื้อโรค เพราะไม่มีใครรับ เราไม่ควรมองแต่เด็กไทย เราควรให้โอกาสกับเด็กเหล่านี้ ประเทศไทยควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยหลังจากที่เขาต้องเคลื่อนย้าย แต่เขาไม่ได้ต้องการแค่ที่เรียนแต่ต้องการความปลอดภัยด้วย ขณะที่เด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก 40 คนก็กลัวถูกยุบ เป็นแนวคิดที่ไม่ยืดหยุ่นและไม่หลากหลาย

“เราพูดถึงทางเลือกทางรอด แต่ระบบการศึกษาและหลักสูตรแข็งตัวมากเกินไป แตกต่างจากศูนย์การเรียนรู้ เราจะดูแลเด็กที่บ้านแตกสาแหรกขาดมั้ย เรามีช่องว่างทางการศึกษามาก ตรงนี้เป็นความท้าทายของระบบการศึกษาไทย”นางเตือนใจกล่าว

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ผู้ก่อตั้งโฮงเฮียนแม่น้ำโขงกล่าวว่า การศึกษาของมนุษย์มีหลากหลายรูปแบบ ตนทำโฮงเฮียนแม่น้ำโขงซึ่งก็เป็นโรงเรียนทางเลือกทางรอดของมนุษย์ โดยเกิดจากการขับเคลื่อนเพื่อปกป้องและดูแลทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น แม่น้ำโขงได้รับผลกระทบจากการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต เราจึงต้องติดตามเรื่องเหล่านี้โดยใช้องค์ความรู้เป็นฐานขับเคลื่อนโดยใช้งานวิจัยท้องถิ่นเป็นเครื่องมือ

“เราพยายามสร้างให้คนท้องถิ่นตระหนักเรื่องของตัวเองทั้งด้านนิเวศและวัฒนธรรมซึ่งเป็นพื้นฐานของมนุษย์ องค์ความรู้เหล่านี้สำคัญมากกับเยาวชน สิ่งที่สำคัญสุดคือถึงเวลาที่คนรุ่นใหม่ต้องตระหนักและเข้าใจธรรมชาติให้มากที่สุด เราจึงเน้นการขับเคลื่อนกับคนรุ่นใหม่ เราบูรณาการกับโรงเรียนในระบบและร่วมกันสร้างหลักสูตร”นายนิวัฒน์ กล่าว

‘ศธ.-สช.’จับมือขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา ‘สิริพงศ์’ ตั้งเป้านักเรียนทุกคน เรียนดี มีความสุข คุณภาพชีวิตดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794579

'ศธ.-สช.'จับมือขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา 'สิริพงศ์' ตั้งเป้านักเรียนทุกคน เรียนดี มีความสุข คุณภาพชีวิตดี

‘ศธ.-สช.’จับมือขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา ‘สิริพงศ์’ ตั้งเป้านักเรียนทุกคน เรียนดี มีความสุข คุณภาพชีวิตดี

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 16.31 น.

“ศธ.-สช.” จับมือขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา ‘สิริพงศ์’ ตั้งเป้านักเรียนทุกคน “เรียนดี มีความสุข คุณภาพชีวิตดี”

วันที่ 21 มีนาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีเปิด การประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา  เรื่อง การพัฒนาและขับเคลื่อนระบบสุขภาพสถานศึกษา ด้วยการบูรณาการความร่วมมือในระดับพื้นที่ : เรียนดี มีความสุข คุณภาพชีวิตดี เป็นความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการ กับ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ร่วมด้วยผู้บริหารระดับสูง นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

นายสิริพงศ์  กล่าวว่า วันนี้นับเป็นก้าวที่สำคัญที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จะร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนระบบสุขภาพสถานศึกษา ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษาที่ได้ลงนามร่วมกัน เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2566 ถือเป็นการร่วมกันดำเนินงานตามนโยบายและทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพในสถานศึกษาสู่เป้าหมาย : เรียนดี มีความสุข คุณภาพชีวิตดี เพื่อส่งเสริมการพัฒนาระบบสุขภาพสถานศึกษา โดยบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้เรียน มีความรอบรู้ มีทักษะ และมีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ได้แก่ สุขภาพกาย จิต ปัญญา และสังคม รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี ให้กับผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนชุมชนที่อยู่บริเวณโดยรอบสถานศึกษา ที่จะเป็นพลังในการเฝ้าระวังและเป็นรั้วให้กับสถานศึกษา

นอกจากนี้ ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา ยังส่งผลเชิงบวกอย่างสร้างสรรค์ ให้สถานศึกษามีพันธมิตร ในการปกป้อง ดูแล ส่งเสริม สนับสนุนให้เป็นสถานศึกษาที่ปลอดภัย ไร้ความรุนแรง ปลอดอบายมุข และสิ่งเสพติด โดยชุมชนในพื้นที่โดยรอบสถานศึกษาจะช่วยกันทำหน้าที่เฝ้าระวังและป้องกันอันตรายให้กับสถานศึกษา  ส่งผลให้นักเรียน “เรียนดี มีความสุข คุณภาพชีวิตดี” ตอบสนองนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ที่มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ เน้นให้ผู้เรียน “เรียนดี มีความสุข” ใช้หลักการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาจากทุกภาคส่วนดังที่กล่าวไว้ว่า “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน  ทั้งนี้กลไกสำคัญของ ศธ. คือ ผู้บริหารองค์กรหลัก ผู้บริหารหน่วยงานในระดับพื้นที่ สำนักงานศึกษาธิการภาค และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ที่ต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งในการสานพลังภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย   

หลังจากการประชุมครั้งนี้เราจะมีฐานข้อมูลสนับสนุนทรัพยากรในการทบทวน จัดทำ และพัฒนาระบบสุขภาพสถานศึกษา ด้วยกระบวนการธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วม สถานศึกษาจะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมในทุกมิติจากภาคีเครือข่าย ส่งผลให้ผู้เรียนมีความรอบรู้ มีทักษะ และพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ตลอดจนการติดตามผลการดำเนินงานเพื่อนำมาสู่กระบวนการปรับปรุงและพัฒนาต่อไป

 “ผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้เรียนรู้และได้รับการบ่มเพาะการมีส่วนร่วมในวิถีประชาธิปไตยผ่านกระบวนการธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา และสามารถนำไปต่อยอดการดำเนินชีวิตให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพต่อประเทศชาติในอนาคต” นายสิริพงศ์ กล่าว

ทางด้าน นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สุขภาพของเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นอนาคตของประเทศนั้น เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่หลากหลายมากมาย หน่วยงานด้านสาธารณสุขหรือด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียวไม่สามารถดำเนินการจัดการได้ ต้องอาศัยหน่วยงาน หรือภาคีจากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการนั้นถือเป็นองค์กรที่มีส่วนสำคัญมากในเรื่องนี้  เนื่องจากสถานศึกษามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยส่งเสริมและเอื้อให้เกิดสุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางปัญญา รวมถึงการตระหนักรู้ มีสำนึกรับผิดรับชอบ และสุขภาวะทางสังคม ครบทุกมิติ ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โรงเรียนและสถานศึกษาในรูปแบบต่างๆ จึงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างสุขภาพ และสุขภาพเป็นเงื่อนไขสำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ ให้ประเทศไทย

สำหรับเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการขับเคลื่อนสู่ระบบสุขภาพสถานศึกษาที่ต้องการร่วมกันนั้น คือ “ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา” ไม่ใช่แต่เฉพาะครู ผู้เรียน หรือผู้ปกครอง และครอบครัวเท่านั้น แต่รวมถึงชุมชนโดยรอบ และภาคีที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งในและรอบ ๆสถานศึกษา ตลอดจนปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพสถานศึกษา โดยในแต่ละสถานศึกษานั้น จะมีบริบทที่แตกต่างกัน สามารถออกแบบธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษาที่สอดคล้องกับสถานศึกษาได้ตามความเหมาะสม และต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องพยายามอย่าละเลยหรือมองข้ามกลุ่มบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้เกิดการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน เกิดการยอมรับในธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษาร่วมกัน ซึ่งจะส่งผลให้การขับเคลื่อนระบบสุขภาพของสถานศึกษาเห็นความสำคัญกับเรื่องความเป็นธรรม และมีการดำเนินงานที่บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายร่วมได้จริง ตลอดจนมีความสอดคล้องกับธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติด้วย

ขณะที่ นายแพทย์สุเทพ กล่าวทิ้งท้าย ว่า “ธรรมนูญสุขภาพสถานศึกษา จะเป็นกรอบนโยบาย การพัฒนาสุขภาพตามบริบทและความต้องการของสถานศึกษานั้นๆ อย่างมีส่วนร่วม โดยเป็นข้อตกลงร่วมกันของภาคีที่เกี่ยวข้องที่กำหนดทิศทางหรือแนวปฏิบัติอันจะนำไปสู่สุขภาพที่ดีของสถานศึกษา เป็นเครื่องมือที่เพิ่มทางเลือกให้กับการพัฒนาระบบสุขภาพสถานศึกษา และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและการยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การปฏิบัติได้ โดยสามารถนำเอาธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ มาใช้เป็นกรอบหรือเป็นต้นแบบในการพัฒนา เพื่อให้เกิดการดำเนินการที่นำไปสู่เป้าหมาย เรียนดี มีความสุข คุณภาพชีวิตดี ได้ในที่สุด”

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาและขับเคลื่อนระบบสุขภาพสถานศึกษาด้วยการบูรณาการ ความร่วมมือในระดับพื้นที่ จัดขึ้นในวันที่ 21-22 มีนาคม 2567 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมจาก สำนักงานศึกษาธิการภาค 1-18, สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร, สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร, สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร, สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด 5 จังหวัด, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา, กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, ผู้บริหารหน่วยงานส่วนกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 650 คน

‘ปลัดมหาดไทย’ร่วมเป็นปธ.การประชุมขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794573

'ปลัดมหาดไทย'ร่วมเป็นปธ.การประชุมขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข

‘ปลัดมหาดไทย’ร่วมเป็นปธ.การประชุมขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 16.07 น.

“สมเด็จพระมหาวีรวงศ์”เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ “ปลัดมหาดไทย”เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในการประชุมขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข พร้อมบรรยายพิเศษ”ความร่วมมือภาครัฐกับคณะสงฆ์ในการขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนา” โดยเน้นย้ำขอความเมตตาคณะสงฆ์โปรดเป็นหลักชัยให้กับฝ่ายบ้านเมือง ร่วมกันสร้างคนดีมี”Passion” น้อมนำพระราชปณิธาน”แก้ไขในสิ่งผิด” ทำสิ่งที่ดี เพื่อประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน

วันนี้ (21 มี.ค.67) เวลา 09.00 น.ที่อาคารปฏิบัติธรรมพระธรรมรัตนาภรณ์ วัดสายสุวพรรณ ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข พิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ พัดยศ และเกียรติบัตร วัดต้นแบบ ประจำปี 2566 โดยได้รับเมตตาจากพระมหาเถระ พระเถระ พระสังฆาธิการ ร่วมพิธี โดนมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศาสนิกชน และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ร่วมในงานเป็นจำนวนมาก

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวประทานโอวาทเปิดการประชุม ความว่า โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข เป็นหนึ่งในงานปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาโดยมุ่งพัฒนาวัดและชุมชนให้สะอาด ร่มรื่น เรียบร้อย สวยงาม เป็นสถานที่สัปปายะ เหมาะสมกับการเรียนรู้และการพัฒนาจิตใจของประชาชน โดยโครงการนี้ได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งวันนี้ถือว่าเป็นวันพิเศษอีกวันหนึ่งที่คณะสงฆ์จะได้มาประชุมร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนทำให้สังคมเกิดความสงบสุข ร่มเย็น และมีความสุข ซึ่งมีภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคประชาชน โดยโครงการนี้จะขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีเพื่อก่อให้เกิดผลสำเร็จ ทำให้สังคมเกิดความสงบสุข ผู้คนไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เฉกเช่นเดียวกับโครงการหมู่บ้านศีลธรรมหรือหมู่บ้านรักษาศีล 5 ซึ่งคณะสงฆ์ได้มีโครงการขึ้นมาเพื่อยังผลให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และเจริญรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนา มีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยทั้งหมดที่กล่าวนี้ล้วนเป็นงานหลักของคณะสงฆ์เพื่อตอบแทนบุญคุณพุทธศาสนิกชนที่ได้อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา ทำให้คณะสงฆ์มีที่อยู่อาศัย มีความมั่นคงทางอาหาร ยา และเครื่องนุ่งห่ม คณะสงฆ์จึงดำริโครงการเหล่านี้เพื่อทดแทนบุญคุณที่ได้อุดหนุนค้ำชูพระพุทธศาสนา ผลความสุขจะได้สืบทอดไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขของประเทศชาติที่ทุกท่านอยู่ด้วยมิตรไมตรีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สามัคคีกัน และเราทุกท่านมุ่งหวังในการพัฒนาชาติด้วยหลักธรรมทางศาสนา หากทุกคนปฏิบัติและยึดถือศีล 5 หรือศีล 8 ได้อย่างแท้จริง สังคมและประเทศชาติจะเกิดความเจริญ สงบสุขร่มเย็น ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่น่าอยู่ของโลก โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข จึงเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนและดำเนินการมาตามลำดับร่วมกับภาคีเครือข่าย

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงมหาดไทย ที่เข้ามาช่วยกันทำหน้าที่ในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” เป็นพันธกิจที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีของกระทรวงมหาดไทย ได้พระราชทานค่านิยมนี้สืบทอดต่อกันมา เช่นเดียวกับคณะสงฆ์ที่มีหน้าที่ต้องดูแลอบรมประชาชนให้ปฏิบัติตนเป็นคนดี ทุกท่านในที่นี้ก็มีหน้าที่เช่นเดียวกัน หากทุกคนทำหน้าที่ของเราอย่างสมบูรณ์ เราก็จะสร้างสังคมที่คนดีมีระเบียบวินัย เป็นที่ต้องการของสังคม และที่สำคัญกว่านั้นคือการเป็นคนดี ดังที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสที่ต้องสร้างคนดีให้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น วัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ คือ การสร้างคนดีนำไปสู่การมีสังคมที่เจริญและสงบสุข ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด ในการทำความดี ในฐานะพสกนิกรไทยของพระองค์จึงขอฝากทุกท่านในการทำความดี หากทุกภาคส่วนร่วมกันจะผลักดันให้โครงการนี้สำเร็จเรียบร้อยด้วยความดีงาม ขอให้คณะสงฆ์ทุกท่านเป็นกำลังสำคัญในการบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป ขอให้ทุกท่านมุ่งมั่นดำเนินการโครงการนี้ต่อไปเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาในฐานะพุทธศาสนิกชนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย บรรยายพิเศษ เรื่อง “ความร่วมมือภาครัฐกับคณะสงฆ์ในการขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนา” โดยกล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมสนองงานร่วมกับคณะสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้สนองงานร่วมกับเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม มาโดยตลอด ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่พวกเราจำเป็นต้องช่วยกันดังที่พระคุณท่านได้ประทานโอวาทไปตอนต้นแล้วนั้น คือ การที่ทุกคนจะช่วยกัน “สืบสาน รักษา และต่อยอด” แนวพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงคุณอันประเสริฐยิ่ง และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และพระราชดำรัส “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งเป้าหมายของการทำให้ประเทศชาติมั่นคงและประชาชนมีความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องที่เกื้อกูลกัน ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุขอันดับที่ 58 ของโลก และเป็นอันดับที่ 7 ของเอเชีย ซึ่งประเทศที่มีความสูงที่สุดอันดับ 1 ของโลก คือ ประเทศฟินแลนด์ ที่ทุกพื้นที่ของประเทศมีความมั่นคงทางอาหาร มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ประชาชนก็มีความสุข อันสอดคล้องกับแนวทางของการดำเนินโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันขับเคลื่อนร่วมกับมหาเถรสมาคม เพราะเรามีหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ตลอด 132 ปีที่ผ่านมา มีเป้าหมายสูงสุด คือ สนองพระราชปณิธานในการทำให้ประเทศชาติมั่นคงและประชาชนมีความสุข

“กระทรวงมหาดไทยมีกลไกในระดับพื้นที่ มีผู้นำใน 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,849 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราขับเคลื่อนร่วมกับผู้นำภาคศาสนาในพื้นที่ ทำให้ฝ่ายบ้านเมืองได้จับคู่กับฝ่ายศาสนาด้วยการทำให้เกิด “ผู้นำภาคศาสนาประจำอำเภอ ประจำตำบล” โดยล่าสุด เมื่อวานนี้ (20 มี.ค. 67) มหาเถรสมาคมได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 8/2567 รับทราบโครงการหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยขอความเมตตาจากพระสังฆาธิการให้มีพระผู้รับผิดชอบประจำตำบล 1 พระ 1 ตำบล ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาให้ทุกหมู่บ้าน/ชุมชน เป็น ”หมู่บ้านยั่งยืน” อันสอดคล้องกับโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุขนี้ ที่เราชาวมหาดไทยได้สนองงานร่วมกับมหาเถรสมาคม เพื่อทำให้เกิดหมู่บ้าน 5 ส ด้วยการบริหารจัดการขยะ การจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน รวมถึงการจัดตั้งธนาคารขยะรีไซเคิล โดยให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนนำขยะรีไซเคิลมาขายเป็นเงินกองทุนสวัสดิการของชุมชน ซึ่งสิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันว่างานจะสำเร็จได้ เราต้องทำงานตามหลักการทำงานที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง ตาม 4 กระบวนการสำคัญ คือ ร่วมพูดคุย ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับประโยชน์ โดยใช้กลไก “บวร” บ้าน วัด ราชการ และ 7 ภาคีเครือข่าย ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันสู่พี่น้องประชาชน และทั้งหมดอยู่ในโครงการนี้” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวต่อไปอีกว่า กระทรวงมหาดไทยน้อมนำแนวทางการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ตลอดจนการขับเคลื่อนโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข โดยใช้กลไกผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือโดยเฉพาะผู้นำด้านศาสนา 3 โครงการสำคัญ คือ 1) โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ร่วมกับ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม 2) บทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ร่วมกับสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และ 3) โครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา “หมู่บ้านรักษาศีล 5 ขยายผลสู่ หมู่บ้านศีลธรรม” ร่วมกับสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ซึ่งทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกัน คือ “ชีวิตของพี่น้องประชาชน” จึงคาดหวังอย่างยิ่งว่าคณะสงฆ์จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยฝ่ายบ้านเมืองอย่างจริงจัง ด้วยเมตตาทำให้เกิดพระสงฆ์ผู้รับผิดชอบประจำตำบล ในการไปร่วมมือขับเคลื่อนทำให้เกิดสิ่งที่ดีต่อสังคมและประเทศชาติได้ดียิ่งขึ้นไป ไปช่วยกันทำให้โครงการนี้ได้ขยายผลไปสู่ทุกครัวเรือนทุกหมู่บ้านเพิ่มมากยิ่งขึ้น และทำให้หมู่บ้านศีลธรรมเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ขยายผลไปสู่การขับเคลื่อนหมู่บ้านยั่งยืน ตามพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ตามที่มหาเถรสมาคมได้มีมติรับทราบแล้วเมื่อวานนี้

“หมู่บ้านยั่งยืน คือ มีความมั่นคงทางอาหาร มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย บ้านเรือนมีความสะอาดเรียบร้อย ถูกสุขลักษณะ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม มีการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้พิการ ร่วมทำสิ่งที่ดี ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และสิ่งสำคัญคือการถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีสิ่งดีงามไปสู่รุ่นลูกหลาน รู้จักเข้าวัดทำบุญประกอบศาสนกิจ ซึ่งสอดคล้องกับหมู่บ้านศีลธรรม และโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกันดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ การทำให้เกิดคนดีมากขึ้น และการส่งเสริมให้คนดีมาเป็นผู้นำของสังคม” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้ายว่า ประเทศชาติเรามีความหวัง ด้วยการที่คณะสงฆ์ทุกท่านมาเป็นหลักชัย ทำให้ญาติโยมมีดวงตาเห็นธรรม ผลักดันขับเคลื่อนให้ข้าราชการมีกำลังใจและภาคภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่ข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอฝากผู้นำของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ไว้กับคณะสงฆ์และพระเถระทุกท่าน และได้โปรดเมตตาในการร่วมกันแก้ไขในสิ่งผิด สนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” นอกจากนี้ ขอฝากไปยังฆราวาสทุกท่าน ช่วยกันขับเคลื่อนทำให้พระสงฆ์และฆราวาสได้ร่วมมือกันทำสิ่งที่ดี เป็นกำลังใจให้ฝ่ายบ้านเมือง ฝ่ายญาติโยม ประเทศชาติจะมีความมั่นคงและสงบสุขได้ ด้วยความรักและความสามัคคี ความตั้งใจ และที่สำคัญคือ “Passion” หรืออุดมการณ์ในการ Change for Good ทำให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นกับประเทศไทย ขอให้พวกเรานำเอากำลังใจและพรของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ไปทำให้สำเร็จและเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

– 006

มฟล.เปิดเวทีเมืองสร้างสรรค์เพื่อเล่า’ลมหายใจเดียวกัน’สู้กับฝุ่นPM2.5จากวันนี้สู่อนาคตเชียงราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794528

มฟล.เปิดเวทีเมืองสร้างสรรค์เพื่อเล่า'ลมหายใจเดียวกัน'สู้กับฝุ่นPM2.5จากวันนี้สู่อนาคตเชียงราย

มฟล.เปิดเวทีเมืองสร้างสรรค์เพื่อเล่า’ลมหายใจเดียวกัน’สู้กับฝุ่นPM2.5จากวันนี้สู่อนาคตเชียงราย

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.21 น.

มฟล.เปิดเวทีเมืองสร้างสรรค์เพื่อเล่า’ลมหายใจเดียวกัน’สู้กับฝุ่นPM2.5จากวันนี้สู่อนาคตเชียงราย

วันที่ 21 มีนาคม 2567 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ร่วมกับ สภาลมหายใจเชียงราย และภาคีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของเชียงราย นำโดยองค์การบริการส่วนจังหวัดเชียงราย บริษัทเชียงรายพัฒนาเมือง กลุ่มนักออกแบบเชียงราย ร่วมกันจัด Chiang Rai Creative Market หรือ ‘กาดก้อมสร้างเมือง’ ในระหว่างวันที่ 16-17 มีนาคม 2567 เพื่อใช้แนวคิด ‘ตลาด’ ในความหมายเชิงสร้างสรรค์ ให้เป็นพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพบปะผู้คน การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการการนำเสนอความคิดใหม่ให้กับเมือง ‘กาดก้อม’ เป็นตลาดขนาดเล็กที่จะขับเคลื่อนเป็นเส้นเลือดและพื้นที่ทางสังคมในเมืองสร้างสรรค์เชียงราย

ชวนกันเล่าด้วย ‘ลมหายใจเดียวกัน’ ในการจัดงานได้เปิดเวทีเพื่อระดมความคิดเชิงก้าวหน้าในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของเชียงราย โดยมี นายประเสริฐ จิตพลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นพ.สุภัค ปิติภากร นายชัชชวาล ทองดีเลิศประธานคณะกรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ นางเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา อาจารย์สุรสิทธิ์ ปุสุรินทร์คำ ประธานสภาลมหายใจจังหวัดเชียงราย และ นายสมพงษ์ สารทรัพย์ ศิลปินอาวุโสเชียงราย ดำเนินรายการโดย ดร.จิราพร ขุนศรี โดยผู้ร่วมเสวนาทุกท่านได้กล่าวถึงการทำงานที่เมืองเชียงรายทำมาโดยตลอดและประสบความสำเร็จคือการลดจุดความร้อนจากการเผา ที่เชียงรายลดลงจนบางวันไม่พบจุดความร้อนเลย แต่อย่างไรก็ตามคุณภาพอากาศของเชียงรายยังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงมาก โดยเฉพาะต่อเด็กและคนชรา ทำให้บางครอบครัวต้องอพยพย้ายที่อยู่ที่ทำงานออกไปเป็นการถาวร

วงเสวนายังระบุว่า เชียงรายยังต้องมองไปยังอนาคต เมืองเชียงรายต้องช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายของรัฐที่จะปกป้องผู้คนรวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศ ไม่ควรมองแค่การเผาแต่ควรมองผู้ได้ประโยชน์จากระบบที่สร้าง PM2.5 ขึ้นมาคิดค้วย สภาลมหายใจของแต่ละพื้นที่ควรร่วมมือกันให้เข้มแข็งมากขึ้นเป็นข้อคิดที่สรุปได้จากเวทีในวันนี้

เชียงรายเมืองสร้างสรรค์กับ PM2.5

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมมือกับเครือข่ายในจังหวัดเชียงราย เพื่อนำแนวคิดการออกแบบของเพื่อนสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ทั่วโลกมาปรับใช้ในการแก้ปัญหาสภาพอากาศในพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเป็นระบบ การเป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกเป็นข้อได้เปรียบเพราะเรามีเพื่อนอยู่ทั่วโลกและเพื่อนเหล่านั้นสามารถแบ่งปันความคิดและวิธีการที่ดีที่ได้รับการสอบทานมาแล้วเป็นเรื่องที่ทันสมัยทันสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มาใช้ในการแก้ปัญหาของเราได้

รองศาสตราจารย์ ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง ผู้ได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้กล่าวถึงการขับเคลื่อนเรื่องนี้ว่า เรื่องปัญหา PM2.5 เป็นสัญญาที่เมืองเชียงรายได้เขียนไว้ในใบสมัครว่าเรามุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหานี้ เมื่อเชียงรายได้รับการรับรองเป็นเมืองสร้างสรรค์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 และเริ่มได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในประเทศ คือ กทม. และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ในการนำแนวคิดการออกแบบที่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และป้องกันตนเองจากภัยพิบัติ มาทำงานในเชียงรายและพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศ โดยเริ่มการทำงานมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ซึ่งผลของการทำงานนี้จะเกิดผลกระทบชัดเจนในสถานการณ์ปีหน้า

สำหรับโครงการที่จะดำเนินการคือการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมด้วยการออกแบบ โครงการจัดทำคู่มือและอุปกรณ์การเผชิญสภาวะผุ่น PM2.5 ในเด็กและคนชรา โครงการนำเสนอเมืองที่ยั่งยืนจากแนวคิดของเยาวชนเพื่อให้องค์กรปกครองส่งท้องถิ่นนำไปประยุกต์ใช้ และยังมีโครงการ Design School โครงการความร่วมมือกับนักออกแบบจากต่างประเทศมาร่วมมือกับนักออกแบบเชียงรายสร้างผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหา PM2.5 นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านการออกแบบ โดยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้ตั้งคณะทำงานมารองรับการทำงานเมืองสร้างสรรค์ของเชียงรายเป็นที่เรียบร้อยพร้อมทำงานทันที

นิทานเพื่อส่งเสียงว่า ‘เราอยู่ที่นี่’

มหาวิทยาลัแม่ฟ้าหลวง ทำงานงานวิจัยเรื่องภูมิทัศน์ของตำนาน ที่นำนิทานพื้นบ้านมาขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรม นำกลุ่มนิทานมาสนับสนุนในงาน ‘กาดก้อมสร้างเมือง’ นำเรื่อง Horton Hears a Who! หรือในภาษาไทยว่า ฮอร์ตัน กับ โลกจิ๋วสุดมหัศจรรย์ ที่โลกของมนุษย์ตัวเล็กๆ ได้รับการปกป้องโดยช้างที่ชื่อฮอร์ตั้น ที่ต่อสู้กับระบบการปกครองเหล่าสัตว์ซึ่งไม่เชื่อว่าโลกของมนุษย์ตัวจิ๋วกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยฮอร์ตันให้เหล่ามนุษย์ตัวจิ๋ว ร่วมมือร่วมใจกันส่งเสียงให้ดังและใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้เกิดเสียงจนเหล่าผู้บริหารได้ยินและพบว่ามนุษย์ตัวจิ๋วมีอยู่จริงและกำลังเดือดร้อนต้องการความข่วยเหลือ ทำให้เด็กๆ และผู้เข้าร่วมกิจกรรมเห็นว่า เราต้องส่งเสียงให้ดังเหมือนมนุษย์ตัวจิ๋วที่ต้องให้ผู้บริหารบ้านเมืองเห็นว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายจากฝุ่น PM2.5 ‘กาดก้อมสร้างเมือง’ เป็นพื้นที่ทางสังคมที่ให้เหล่านักสร้างสรรค์ส่งเสียงเพื่อขับเคลื่อนเมืองไปสู่ความยั่งยืนเช่นกัน