‘สพฐ.’มั่นใจเปิดเทอมนี้เด็กทุกคนมีที่เรียน การันตีมีโรงเรียนคุณภาพครบทุกอำเภอ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794486

'สพฐ.'มั่นใจเปิดเทอมนี้เด็กทุกคนมีที่เรียน การันตีมีโรงเรียนคุณภาพครบทุกอำเภอ

‘สพฐ.’มั่นใจเปิดเทอมนี้เด็กทุกคนมีที่เรียน การันตีมีโรงเรียนคุณภาพครบทุกอำเภอ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 11.15 น.

เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการรับสมัครสอบและคัดเลือกนักเรียนในระดับชั้นต่าง ๆในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ของทุกปี และในปี 2567 นี้ ปรากฏผู้ปกครองจำนวนมากแสดงความกังวลว่าบุตรหลานจะไม่มีที่เรียน เช่นกรณีการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อ ระดับชั้น ม.4 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งมีอัตราการแข่งขันสูงมากนั้น

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวว่า สพฐ. ได้ประกาศปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2567 ให้ทุกโรงเรียนดำเนินการให้เรียบร้อยภายในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2567 และได้เน้นย้ำกำชับให้ทุกเขตพื้นที่กำกับดูแลการดำเนินกระบวนการสอบหรือกระบวนการคัดเลือกนักเรียนให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งในขณะนี้ โรงเรียนได้ดำเนินการรับสมัคร จับฉลาก และมอบตัวนักเรียนระดับชั้นอนุบาล และ ป.1 เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการสอบคัดเลือกนักเรียน ระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ประเภทห้องเรียนปกติ ของโรงเรียน สังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 23 และ 24 มี.ค.2567 นี้

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า สพฐ. เข้าใจความกังวลใจของผู้ปกครอง และไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีหนังสือสั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต จัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2567” เพื่อช่วยเหลือ ประสานงาน ให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนและผู้ปกครอง รวมทั้งจัดหาที่เรียนให้แก่นักเรียนทุกคน โดยผู้ปกครองและนักเรียนสามารถยื่นความจำนงได้ ตั้งแต่วันที่ทราบประกาศผลการสอบคัดเลือก จนถึงวันที่ 2 เม.ย. 2567 และนักเรียนทุกคนจะต้องมีที่เรียนในโรงเรียนที่ยังมีที่ว่าง สามารถรองรับนักเรียนได้ ภายในวันที่ 5 เม.ย.2567 และให้รับมอบตัว ในวันที่ 6 เม.ย. 2567 ตามปฏิทินการรับนักเรียนที่กำหนด

 “พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา มีนโยบายให้ สพฐ. พัฒนาโรงเรียนทุกโรงเรียนให้มีมาตรฐานเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน และประกาศนโยบาย “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” ที่ สพฐ. พร้อมทุ่มเททรัพยากรเพื่อยกระดับคุณภาพครูและบุคลากร รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สื่อการจัดการเรียนรู้ ให้มีโรงเรียนคุณภาพ กระจายครบทุกอำเภอทั่วประเทศ จึงขอให้ผู้ปกครองและลูก ๆนักเรียนทุกคนคลายกังวล หากพลาดหวังจากโรงเรียนยอดนิยมที่ตั้งใจ ให้เร่งแจ้งความจำนงต่อ “ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2567” ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใกล้บ้าน และทุกคนจะมีที่เรียนในโรงเรียนคุณภาพที่พร้อมสร้างนักเรียนให้เป็นคนดี เป็นคนเก่ง เรียนดี มีความสุข อย่างแน่นอน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : สรพ.เผยการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล เพื่อผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794347

สกู๊ปพิเศษ : สรพ.เผยการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล  เพื่อผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวาน

สกู๊ปพิเศษ : สรพ.เผยการพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล เพื่อผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวาน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) “สรพ.” บรรยายพิเศษเรื่อง “Move Forward Quality from Story in the Past” เผยภารกิจขยายขอบฟ้าเพื่อพัฒนาคุณภาพระบบบริการสุขภาพไทย ในการประชุมวิชาการ HA National Forum ครั้งที่ 24 ภายใต้หัวข้อ “Growth Mindset for Better Healthcare System ระบบบริการสุขภาพที่ก้าวหน้า ด้วยกรอบความคิดที่กว้างไกล” ที่สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ.จัดขึ้นในวันที่ 13 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลาเผยจุดเริ่มต้นของการพัฒนามาตรฐานสถานบริการสุขภาพแบบไทยๆ นั้นเริ่มต้นจากโครงการวิจัยกลไกส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลเป็นโครงการนำร่องในปี 2540 ด้วยความร่วมมือของ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขหรือ สวรส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และ Joint Commission International (JCI) โดยเริ่มต้นจาก 30 โรงพยาบาล ผู้บริหารมี Growth mind set นำไปสู่การตั้งสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล หรือ พรพ. ภายใต้การกำกับของ สวรส. และเปลี่ยนเป็น สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. เพื่อทำหน้าที่ ผู้ประเมินมาตรฐานบริการสุขภาพไทยอย่างเป็นอิสระโดยการสร้าง การพัฒนาและการรักษาคุณภาพโรงพยาบาลนั้นทำได้ยาก เพราะระบบการรักษาพยาบาล มีความซับซ้อนมีผู้คนเกี่ยวข้องมาก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยการสร้างความร่วมมือ ระดมความรับผิดชอบและมีระบบงานที่ดีฝึกฝนคุณธรรม จริยธรรม จึงเป็นกระบวนการที่มีวิธีการพิเศษที่ต้องอาศัยความชำนาญและความเชี่ยวชาญตลอดจนฝึกอบรมเพราะ การทำงานของ สรพ. จึงเป็นการประสานพลังความพยายามที่มีอยู่เดิม สอดใส่แนวคิดเชิงบวก ร่วมกับการมีกัลยาณมิตรเข้าไปให้ข้อเสนอแนะและประเมินกับโรงพยาบาล ความพยายามในการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องนี้ ผู้ป่วยจึงได้รับบริการที่ดีกว่าเมื่อวานเสมอ

สำหรับการรับรองคุณภาพควรเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพจึงจะเกิดการพัฒนาระบบบริการสุขภาพไทยให้มีคุณภาพอย่างเกื้อหนุนกันมีแนวคิดของบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนในระบบสุขภาพเป็นเจ้าของร่วมกัน มีกระบวนการให้ความรู้ แลกเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหา ช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วยความเป็นกัลยาณมิตร ใช้การให้อภัย ให้โอกาส ไม่ลงโทษ พร้อมด้วยการนำคติความเป็นไทยมาใช้ ได้แก่ศรัทธาในวิชาชีพ มีเมตตากรุณา มีน้ำใจ บริการสุขภาพเป็นเสมือนบุพการี เห็นความสำคัญของการช่วยชีวิต ความรับผิดชอบต่อชีวิตและสุขภาวะของผู้ป่วย โดยใช้เกณฑ์มาตรฐานและกระบวนการพัฒนา

“มาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ เปรียบเสมือนเส้นขอบฟ้า และมองออกไปยังพื้นที่ที่มีโอกาสพัฒนาคุณภาพระบบบริการสุขภาพไทยเพื่อเป็นการขยายเส้นขอบฟ้าออกไปจากเดิม จากการมองระดับในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ไปสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และชุมชน รู้จักนำความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่ระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพในอนาคตไร้ซึ่งรอยต่อ ยุติธรรม และคุณภาพของระบบบริการอย่างทั่วถึงเสมอภาค จัดระบบบริการมีหลายระดับและต่างมีคุณภาพ (Quality StandardFor different sets of care) ด้วยการมีคุณภาพของโรงพยาบาลตติยภูมิที่พัฒนาให้ทันโลก (Medical Hub) สร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ และความปลอดภัยตามนโยบาย 3P safety” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว

ขับเคลื่อนประเทศสู่ Go Green อว.นำร่อง ม.พะเยา เปลี่ยนใช้รถ EV

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794348

ขับเคลื่อนประเทศสู่ Go Green  อว.นำร่อง ม.พะเยา เปลี่ยนใช้รถ EV

ขับเคลื่อนประเทศสู่ Go Green อว.นำร่อง ม.พะเยา เปลี่ยนใช้รถ EV

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนนโยบาย อว. For EV ของ 23 หน่วยงานสังกัดกระทรวง อว. เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปเป็น EV HUB ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกโดยมี น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ปลัด อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัด อว. พร้อมผู้บริหาร อว. เข้าร่วม ที่มหาวิทยาลัยพะเยา จ.พะเยา ระหว่างการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของกระทรวง อว. ภายใต้การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน)

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมายจะเป็น Hub ของยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยบอร์ดอีวีแห่งชาติได้ตั้งเป้าหมายจะผลิตรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษอย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดของประเทศไทยภายในปี พ.ศ.2573 หรือเรียกว่านโยบาย 30@30ดังนั้น เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล อว. จึงได้มีนโยบาย “อว.For EV” ใน 3 เสาหลัก ได้แก่ EV HRD หรือการผลิตกำลังคนให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เป้าหมาย 150,000 คนใน 5 ปี EV Transformation หรือการเปลี่ยนรถ ICE เป็นรถ EV ในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของ อว. เป้าหมาย 30% ภายในปี 2030 และ EV Innovation เพื่อยกระดับผู้ประกอบการด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ผ่านความร่วมมือจากทั้งภาคการศึกษา ภาครัฐ และ ภาคเอกชน จำนวน 100 ราย โดยการจัดสรรทุนวิจัยจากกองทุน ววน. ประมาณ 3,000 ล้านบาทใน 5 ปี

“เพื่อให้เกิดความมั่นใจและแสดงความพร้อมของหน่วยงานต่างๆ ในการขับเคลื่อนนโยบาย “อว. For EV” จึงได้มีพิธีลงนาม MOU ขึ้นโดยทุกหน่วยงาน ทุกองคาพยพของ อว.จะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย อว. For EV โดยมหาวิทยาลัยพะเยาจะเป็นหน่วยงานแรกที่เปลี่ยนมาใช้รถบัส EV จำนวน 30 คันคาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกปีละ 3,000 ตัน และทุกมหาวิทยาลัยจะร่วมกันเพื่อนำไปสู่การเป็น Green Campus ทั้งประเทศ หากมาตรการ EV Transformation บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย 5,000 คัน ภายในปี 2573 จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงปีละ 500,000 ตัน” รมว.อว.กล่าว

รมว.อว. กล่าวต่อไปว่า ขอบคุณทุกหน่วยงานของ อว.ที่ช่วยกันดูแลโลก ดูแลประเทศของเรา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Go Green ของ อว. เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ สิ่งที่ อว.จะเร่งดำเนินการคือการพัฒนาทักษะกำลังคน เพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมกับการ Upskill กำลังคนในอุตสาหกรรมรถยนต์ควบคู่ไปด้วยกำลังคนที่ต้องการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบด้วย กำลังคนด้านการออกแบบ การผลิต การพัฒนาซอฟต์แวร์ และการซ่อมบำรุง สถานีบรรจุและโครงสร้างพื้นฐานคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ามีความต้องการกำลังคนอย่างน้อยปีละ 5,000 คน ซึ่ง อว. ได้วางแผนการผลิตกำลังคนเหล่านี้ให้เพียงพอแล้ว

“หลังจากนี้ตนจะให้มีการดำเนินงานโครงการ อว. For AI ด้านการศึกษาและ อว.For PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญและให้สอดคล้องกับ อว. For EV เพราะเรามีนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์จากหลายหน่วยงานที่จะมาร่วมกันแก้ปัญหาให้กับประเทศ โดยขณะนี้จิสด้าได้ร่วมกับนาซ่าทำการศึกษาคุณภาพอากาศในประเทศไทย เพื่อนำมาช่วยในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศแล้ว“ น.ส.ศุภมาส ระบุ

ศธ. ชู รร.อนุบาลเชียงราย ต้นแบบจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794349

ศธ. ชู รร.อนุบาลเชียงราย ต้นแบบจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐาน

ศธ. ชู รร.อนุบาลเชียงราย ต้นแบบจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐาน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่าตามที่ได้ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนอนุบาลเชียงราย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียนกว่า 2,000 คน จากการตรวจเยี่ยมพบว่าโรงเรียนดังกล่าวสามารถจัดการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐาน ซึ่งมาจากความร่วมมือร่วมใจกันของหลายฝ่าย ทั้งผู้บริหารโรงเรียนคุณครู สมาคมผู้ปกครองที่เข้มแข็ง ที่สำคัญคือนักเรียนโรงเรียนนี้มีความน่ารัก ตั้งใจเรียนตั้งใจแสวงหาความรู้และกล้าแสดงออก

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องดำเนินการคือ ทำอย่างไรที่จะขับเคลื่อนโรงเรียนอื่นๆ ให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐานเช่นเดียวกัน โดยจะเร่งพัฒนาโรงเรียนตามนโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพทั้งระดับประถม และมัธยมกว่า 1,800 แห่ง โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พัฒนาการจัดการศึกษาให้ทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนคุณภาพ เริ่มจากระดับอำเภอ ขณะที่โรงเรียนคุณภาพ จะต้องเป็นแม่ข่ายในการใช้ทรัพยากรร่วมกันกับโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ ขณะเดียวกันยังให้สพฐ. ไปสำรวจโรงเรียนต่างๆ ว่ามีความขาดแคลนในเรื่องใดบ้าง รวมถึงได้หารือกับ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อเติมเต็ม โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่อยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนต่างๆ ที่นอกเหนือจากงบประมาณ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าการขับเคลื่อนการยกระดับผลการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA นั้น ขณะนี้ มีแผนการดำเนินงานที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประชุมร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาตามบริบทของแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตามคะแนน PISA เป็นเพียงการประเมินหนึ่งเพียงแต่ทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำดังนั้น จึงพยายามแก้ปัญหาการจัดการศึกษาให้มีความเท่าเทียมมากที่สุดซึ่งเรื่องนี้เป็นการวางแผนระยะยาวไล่ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อม ส่วนการดำเนินการตามนโยบายลดภาระครู โดยที่ผ่านมาได้มีการยกเลิกการอยู่เวรของครูไปแล้วนั้น จะทำให้ครูมีขวัญกำลังใจ เพื่อไปทุ่มเทกับการเรียนการสอนให้กับเด็กมากขึ้น

พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวด้วยว่าขณะนี้เป็นช่วงปิดภาคเรียน ที่ผ่านมาก็ได้มีการเตรียมความพร้อมโดย คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พยายามวางปฏิทินการย้ายครู และบุคลากรทางการศึกษาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 เมษายน เพื่อให้ครูมีเวลาเตรียมความพร้อมไปสอนในสถานศึกษาใหม่ ทันเปิดภาคเรียนวันที่ 16 พฤษภาคม ขณะเดียวกันยังกำชับเรื่องการจัดซื้อหนังสือเรียนให้มีความโปร่งใส โดยจะต้องเป็นหนังสือที่ไม่แพงมีคุณภาพตามที่กำหนด เพื่อเป็นการลดภาระของผู้ปกครอง นอกจากนั้น ยังจะหารือกับ สพฐ. เพื่อป้องกันภัยต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนในช่วงเปิดเทอม เช่น การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด โดยต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองมาร่วมกันดำเนินการ เชื่อว่าเมื่อเปิดภาคเรียน นักเรียนก็จะมีเกราะคุ้มครอง และมีการจัดการศึกษาที่เป็นระบบมากขึ้น

ม.สวนดุสิต จัดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ปลอดภัยฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794350

ม.สวนดุสิต จัดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ปลอดภัยฯ

ม.สวนดุสิต จัดกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ปลอดภัยฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และประธานคณะกรรมการความปลอดภัยอาชีว อนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวถึงการจัดกิจกรรม “การส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ปลอดภัยและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม : กินอย่างไรให้คุ้มค่า (Sustainable Eating) ว่า มุ่งหวังให้บุคลากร นักศึกษา และผู้ปฏิบัติงานสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้าน การบริโภคอาหารเพื่อป้องกันโรคที่คำนึงถึงอนามัยและสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง มหาวิทยาลัยมีรูปแบบและแนวทางส่งเสริมการจัดการขยะอาหาร การบริหารจัดการเกี่ยวกับอาหารส่วนเกิน การจัดการวัตถุดิบให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 3 การสร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และสิ่งแสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย เป้าหมายที่ 12 สร้างหลักประกันให้มีรูปแบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และเป้าหมายที่ 13 ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบที่เกิดขึ้น

ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว ได้รับเกิยรติจาก ดร.อุทิศ ดวงผาสุขนักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานสุขศึกษา โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรสงคราม มาบรรยายให้ความรู้ด้าน “การส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ปลอดภัย :ภาวะโภชนาการ ภาวะสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค” และ “การส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม : การลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารตามหลักการ 3R สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อปลูกฝังจิตสำนักและสร้างความตระหนักให้แก่ บุคลากร นักศึกษา และผู้ปฏิบัติงาน สามารถนำความรู้หรือประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าร่วมกิจกรรม ไปปรับใช้ในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง หน่วยงานและมหาวิทยาลัยต่อไป

อนุบาลเชียงราย MOU ความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ใช้หลักสูตรการเรียนเคมบริดจ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794412

อนุบาลเชียงราย MOU ความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ใช้หลักสูตรการเรียนเคมบริดจ์

อนุบาลเชียงราย MOU ความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ใช้หลักสูตรการเรียนเคมบริดจ์

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.32 น.

โรงเรียนอนุบาลเชียงราย MOU ความร่วมมือทางวิชาการโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ใช้หลักสูตรการเรียนเคมบริดจ์ เริ่มต้นตั้งแต่ประถมมุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านภาษา

วันที่ 20 มีนาคม 2567 ณ หอประชุมสามัคคี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย  นายเมธาสิทธิ์ จักร์สุวรรณ รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงราย นายสัษฐา สุทธยาคม นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนอนุบาลเชียงราย นายจรัล แก้วเป็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม นายโอภาส สุขเจริญไกรศรี นายกสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ร่วมกันลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ(MOU) หลักสูตรเคมบริดจ์ ระหว่างโปรแกรมนานาชาติ หลักสูตรเคมบริดจ์ ณ หอประชุมสามัคคี โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย โดยมี ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ของโรงเรียนทั้ง 2 แห่ง รวมเป็นสักขีพยาน

นายเมธาสิทธิ์ จักร์สุวรรณ รองผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงราย กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2567 โรงเรียนอนุบาลเชียงราย มีนโยบายและวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 มีความต้องการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะความเข้าใจ ความต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross cultural understanding)

โรงเรียนอนุบาลเชียงราย โดยการนำของผู้บริหาร  นายพิษณุ คามวาสี ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเชียงราย และด้วยความมือสนับสนุนจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงสมาคมผู้ปกครองครูโรงเรียนอนุบาลเชียงราย จึงได้มีมติจาก การประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อนุมัติให้มีการขอเปิดการจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษ หลักสูตรนานาชาติ (International Program:IP.) ขึ้นในปีการศึกษา 2567

ทั้งนี้ ทางโรงเรียนอนุบาลเชียงราย ได้ดำเนินการเสนอขอเปิดห้องเรียนพิเศษ กับ ทางสพป.เชียงราย เขต1 ตามระเบียบของ แบบห้องเรียนพิเศษ2 จากต้นสังกัด และได้รับการอนุมัติ ประกาศให้โรงเรียนอนุบาลเชียงรายสามารถจัดการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรนานาชาติ (International Program)จาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายเขต1 ได้ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2566 

“โรงเรียนอนุบาลเชียงราย ถือเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาของ สพฐ.แห่งแรก ที่ทำการเปิด กิจกรรมการเรียนการสอนห้องเรียนพิเศษหลักสูตรนานาชาติ โดยการใช้หลักสูตร Cambridge ของประเทศอังกฤษ เพื่อการพัฒนาผู้เรียน, หลักสูตร, บุคลากรของโรงเรียนอนุบาลเชียงรายอย่างเป็นระบบ และมีความยั่งยืน ทางโรงเรียนจึงได้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ(MOU) หลักสูตรเคมบริดจ์ ระหว่างโปรแกรมนานาชาติ หลักสูตรเคมบริดจ์ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม กับโปรแกรมนานาชาติ โรงเรียนอนุบาลเชียงราย” นายเมธาสิทธิ์  กล่าว

ทางด้าน นายจรัล แก้วเป็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม กล่าวว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) หลักสูตรนานาชาติเคมบริดจ์ ถือว่าเป็นการสร้างความยอมรับเป้าหมายของทั้งสองฝ่าย โดยอาศัยการให้โอกาสแก่นักเรียนและครู เพื่ออำนวยความสะดวกความเข้าใจทางวัฒนธรรมและการพัฒนาภาษา ยังสร้างมาตรฐานความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายอีกด้วย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับนักเรียน ครู

“โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและขยายความร่วมมือดังกล่าวและความสำคัญของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเป็นวิธีการเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเชื่อว่าการลงนามครั้งนี้จะส่งผลประโยชน์ต่อนักเรียน เป็นอย่างมากและแสดงให้เห็นว่าหากต้องการเรียนภาษา ในระดับประถมศึกษาต้องไปที่โรงเรียนอนุบาลและหากต้องการเรียนในระดับมัธยมศึกษา ต้องมาต่อที่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม” นายจรัล กล่าว

อาลัย! ‘ดร.พีระพงศ์’อดีตผู้จัดการระบบ TCAS เสียชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794295

อาลัย! 'ดร.พีระพงศ์'อดีตผู้จัดการระบบ TCAS เสียชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่น

อาลัย! ‘ดร.พีระพงศ์’อดีตผู้จัดการระบบ TCAS เสียชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.37 น.

วันที่ 20 มีนาคม 2567 มีรายงานว่า รศ.บพิธ จารุพันธุ์ ม.เกษตรศาสตร์ โพสต์ภาพและข้อความแจ้งข่าวผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ดร.พีระพงศ์ ตริยเจริญ อดีตอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ อายุ 51 ปี เสียชีวิตวันนี้ 20 มี.ค. 67 ที่ประเทศญี่ปุ่น อาจารย์ไปเที่ยว แต่ไม่ทันได้เที่ยว ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ ทำงานด้วยกันด้านประกันคุณภาพ

อย่างไรก็ตาม ดร.พีระพงศ์ ตริยเจริญ หรือ อ.ก๊อง เป็นอดีตอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอดีตผู้จัดการระบบทีแคส (TCAS) หากมีรายงานเพิ่เมติมจะรายงานให้ทราบต่อไป.

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fbawpit.charubhun%2Fposts%2Fpfbid0LKGwmPxnbKEXqmyTTv4omBiVjqysin5qw4SM1cmsihBwPT8rui1Xu3e67LKW7dpal&show_text=true&width=500

สกู๊ปพิเศษ : NASA ร่วมสำรวจคุณภาพอากาศในไทย กำจัดฝุ่น PM2.5 แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794090

สกู๊ปพิเศษ : NASA ร่วมสำรวจคุณภาพอากาศในไทย  กำจัดฝุ่น PM2.5 แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

สกู๊ปพิเศษ : NASA ร่วมสำรวจคุณภาพอากาศในไทย กำจัดฝุ่น PM2.5 แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.17 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมลงนามความร่วมมือกับ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา (NASA) ภายใต้ โครงการ Airborne and Satellite Investigation of Asian Air Quality (ASIA-AQ) เพื่อร่วมกันศึกษาคุณภาพอากาศในประเทศไทย โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมเรเนซองส์พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ชลบุรี

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง NASA และ GISTDA นับเป็นความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศที่สะท้อนถึงความสำเร็จ จากความทุ่มเทที่ต้องการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาในระดับประเทศที่กำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งทุกวันนี้มลพิษทางอากาศนับว่ามีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ภายใต้ความร่วมมือนี้จะมีการใช้ประโยชน์ที่ได้จากการสำรวจทางอากาศ การสำรวจด้วยดาวเทียม รวมถึงภาคพื้นดินเพื่อนำมาบูรณาการในการแก้ไขปัญหา การจัดการและลดมลพิษทางอากาศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยต่อไป

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า โครงการ Airborne and Satellite Investigation of Asian Air Quality เป็นโครงการที่ริเริ่มโดย NASA เพื่อร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ศึกษาปัญหาคุณภาพอากาศในเอเชีย โดย NASA จะทำงานร่วมกับหน่วยงานในภูมิภาคเพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการศึกษาด้านอากาศโดยใช้เครื่องบิน สถานีภาคพื้นดินและดาวเทียมสำรวจ ซึ่งโครงการนี้ NASA มีความร่วมมือกับ พันธมิตรในเอเชีย 5 ราย ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และประเทศไทย โดยมี GISTDA ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งทีมเพื่อทำงานร่วมกับ NASA ประกอบด้วยกรมควบคุมมลพิษ มหาวิทยาลัยศิลปากรและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และในการบินเพื่อเก็บข้อมูลอากาศในครั้งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนการดำเนินการจากกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานทางทหาร ได้แก่กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กรมแผนที่ทหาร, บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทยจำกัด และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ NASA ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ GISTDA จัดขึ้นภายใต้โครงการนี้ เช่น การอบรมเชิงปฏิบัติด้านอวกาศและดาวเทียมให้กับนิสิตนักศึกษาภายใต้โครงการ GLOBE ณ Space Inspirium อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กิจกรรมการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานจากนักบินและนักวิทยาศาสตร์ NASA กับนักวิทยาศาสตร์ไทย รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีอวกาศในการศึกษาและสำรวจมลพิษทางอากาศข้อมูลที่ได้จากการสำรวจคุณภาพอากาศในประเทศไทย ช่วยให้เข้าใจและเข้าถึงปัจจัยที่ใช้ในการควบคุมคุณภาพอากาศในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการติดตามสถานการณ์การประเมินการปล่อยแก๊สจากแหล่งต่างๆ ปรากฏการณ์ทางเคมี รวมถึงผลกระทบจากด้านการขนส่งประเภทต่างๆ โดยผ่านการสร้างแบบจำลองที่หลากหลาย เพื่อใช้สำหรับการออกแบบนโยบาย ในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต่อไป

ทปอ.เผยข้อสอบ TCAS ของปีเก่า สร้างความเท่าเทียมสอบเข้ามหา’ลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794091

ทปอ.เผยข้อสอบ TCAS ของปีเก่า  สร้างความเท่าเทียมสอบเข้ามหา’ลัย

ทปอ.เผยข้อสอบ TCAS ของปีเก่า สร้างความเท่าเทียมสอบเข้ามหา’ลัย

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา สร้างโอกาสให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) จึงได้มอบแนวนโยบายให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ร่วมมือกับกระทรวง อว. ในการเปิดเผยข้อสอบในรายวิชาต่างๆ ที่มีการจัดสอบในระบบ TCAS ของปีที่ผ่านมา เพื่อให้นักเรียนได้ทราบแนวข้อสอบ นอกเหนือจากพิมพ์เขียว (Blueprint) ของข้อสอบที่ระบบ TCAS ได้นำเสนอผ่านเว็บไซต์ https://www.mytcas.com/ โดยขอให้ร่วมคิดวิธีการที่จะเปิดเผยข้อสอบอย่างไร ระยะเวลาใด ที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูผู้สอนในโรงเรียน

รมว.อว. กล่าวต่อว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเกือบทุกครอบครัวต่างมองว่าเป็นวาระแห่งชาติ เพราะหมายถึงอนาคตของเด็ก ทั้งผู้ปกครองและนักเรียนทุ่มเทและวางแผนชีวิตกันล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี กลุ่มที่มีโอกาสทางสังคมสูงกว่าก็จะมีโอกาสได้ศึกษาในหลักสูตรที่ใช่ มหาวิทยาลัยที่ชอบ มากกว่ากลุ่มที่ขาดโอกาสการเข้าถึง ด้วยข้อจำกัดทางสังคมและเศรษฐกิจในสังคมไทย จึงมีค่านิยมในเรื่องการเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดัง เพราะเมื่อจบการศึกษาก็จะได้มีโอกาสได้งานทำหรือศึกษาต่อในต่างประเทศได้มากกว่า แม้ว่าระบบ TCAS จะออกแบบระบบให้รองรับความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างหลากหลาย

โดยดูจากรอบของการคัดเลือกที่เปิดให้มีหลายรอบ ได้แก่ รอบ 1 (พอร์ตโฟลิโอ)สำหรับผู้มีประวัติ ผลงาน ความสามารถโดดเด่น รอบ 2 (โควตา) สำหรับผู้เรียนในพื้นที่ รอบ 3 (แอดมิชชั่น) เป็นรอบที่ใช้คะแนนจากผลการสอบรายวิชานำมาเป็นเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือก โดยการสอบรายวิชาที่กำหนดให้มีรายวิชาความถนัดทั่วไป (TGAT) รายวิชาความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (TPAT) และรายวิชาเชิงวิชาการ (A-level) ซึ่งทาง ทปอ. จัดให้เป็นการสอบระดับชาติ จัดสอบพร้อมกัน
ทั่วประเทศทุกจังหวัด โดยเป็นรอบที่นักเรียนให้ความสนใจมากที่สุดจากจำนวนหลักสูตร และมีจำนวนที่นั่งที่รองรับไว้กว่า 2 แสนที่นั่ง จาก 60 สถาบันอุดมศึกษา

“แต่จุดสำคัญของปัญหา (Pain Point) ที่สังคมเรียกร้องมาโดยตลอด คือ ความต้องการที่จะเห็นข้อสอบในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการซื้อขายข้อสอบที่ไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ หรือได้ข้อสอบมาจากโรงเรียนกวดวิชา เกิดรายได้จำนวนมากทำให้โรงเรียนกวดวิชาที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในทุกพื้นที่ของประเทศ จนเป็นค่านิยมของสังคมไทยว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยนี้ต้องเรียนจากโรงเรียนกวดวิชานี้เท่านั้นสร้างแบรนด์ของโรงเรียนกวดวิชาได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากขึ้นทุกปี” น.ส.ศุภมาส กล่าว และว่า ผลของการเปิดเผยข้อสอบนี้คาดว่าจะเกิดประโยชน์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มนอกเหนือจากตัวนักเรียนเองที่จะเกิดความเสมอภาคทางสังคมในการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแล้ว ในกลุ่มครูผู้สอนในโรงเรียนก็ยังได้ศึกษาเนื้อหาข้อสอบเพื่อนำไปปรับปรุงเนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการนักเรียนที่มีศักยภาพและความพร้อมที่จะเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา

พร้อมกันนี้ จะขอความร่วมมือจาก ทปอ. ได้ช่วยเหลืออบรมครูผู้สอนให้มีความรู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมต่อไปด้วย ในส่วนของผู้ปกครองก็คงจะสบายใจและลดภาระทางเศรษฐกิจได้บ้าง กับการเตรียมความพร้อมให้ลูกหลานได้เข้าถึงระบบอุดมศึกษาได้ง่ายขึ้น เป็นการนำอนาคตที่ดีมาไว้ในมือของเยาวชนได้อย่างทั่วถึง ขณะที่สถาบันอุดมศึกษาก็จะได้ผู้เรียนที่มีความพร้อมและศักยภาพที่จะเรียนจบในหลักสูตรเป็นกำลังสำคัญที่ตรงกับความต้องการของประเทศ

‘องค์การค้าฯ’ยันผลิตหนังสือเรียนส่งทันเปิดเทอมแน่นอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794095

‘องค์การค้าฯ’ยันผลิตหนังสือเรียนส่งทันเปิดเทอมแน่นอน

‘องค์การค้าฯ’ยันผลิตหนังสือเรียนส่งทันเปิดเทอมแน่นอน

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ฉัตรเฉลิม เฉลิมชัยวัฒน์ ประธานที่ปรึกษาผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.

ดร.ฉัตรเฉลิม เฉลิมชัยวัฒน์ ประธานที่ปรึกษาผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.กล่าวว่า ได้ตรวจสอบขั้นตอนการจัดการด้านการผลิตแล้ว เชื่อมั่นว่าหนังสือเรียนขององค์การค้าฯจะสามารถผลิตและจัดส่งได้ทันเปิดเทอม ซึ่งหนังสือดังกล่าว เป็นหนังสือที่มีคุณภาพดีที่สุด เนื่องจากผลการวิจัยหนังสือเรียนของ สสวท. มีคุณภาพทางวิชาการ เนื้อหาและสื่อประกอบที่สมบูรณ์ที่สุดในท้องตลาดเหมาะสมต่อการเรียนการสอน เพื่อสร้างองค์ความรู้ให้กับเด็กไทย ยิ่งไปกว่านั้นคุณภาพกระดาษ งานพิมพ์และราคา เมื่อเปรียบเทียบกับสำนักพิมพ์เอกชนแล้ว กล่าวได้ว่า หนังสือเรียนขององค์การค้าฯ ถูกที่สุด เนื่องจากได้รับการควบคุมราคาจากกระทรวงศึกษาธิการ

“องค์การค้าฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกโรงเรียนต่างๆซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ” ดร.ฉัตรเฉลิม กล่าว