นำร่องฝึกอบรมหลักสูตร ‘ภาวะอ้วนสำหรับแพทย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794092

นำร่องฝึกอบรมหลักสูตร ‘ภาวะอ้วนสำหรับแพทย์’

นำร่องฝึกอบรมหลักสูตร ‘ภาวะอ้วนสำหรับแพทย์’

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนกรมอนามัย จัดโครงการนำร่องฝึกอบรมหลักสูตร “แนวทางการดูแลรักษาผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนสำหรับแพทย์” หรือ HCP Obesity Curriculum เพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ให้มีความรู้ความเข้าใจ ทักษะการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการดูแลผู้ป่วย การป้องกันและรักษาที่ต่อเนื่องและยั่งยืน โดยกรมอนามัยขับเคลื่อนงานผ่าน “เวชศาสตร์วิถีชีวิต” (หรือ Lifestyle Medicine) ซึ่งเป็นรูปแบบการบริการทางการแพทย์แนวใหม่ ที่เน้นการปรับเปลี่ยนปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมเพื่อสุขภาพดี ร่วมกับการผสมผสานและบูรณาการศาสตร์ทางการแพทย์มาวางแผนเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยหรือผู้รับบริการสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใน 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านโภชนาการ 2) ด้านการออกกำลังกาย 3) ด้านการนอนหลับ4) ด้านการจัดการความเครียดและจัดการด้านอารมณ์ 5) ด้านการลดเลิกบุหรี่ สุรา และ6) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2565 พบว่าปัจจุบันมีผู้คนทั่วโลกมากกว่า 1 พันล้านคน ที่มีภาวะอ้วน แบ่งเป็นผู้ใหญ่ 650 ล้านคน วัยรุ่น 340 ล้านคน และเด็ก 39 ล้านคน โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังคาดการณ์ว่าภายในปี 2568 จะมีผู้คนกว่า 167 ล้านคนทั่วโลกจะมีสุขภาพที่ไม่ดีจากภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน ซึ่งหากประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาวะเหล่านี้ โดยคาดว่าจะเติบโตขึ้นเป็นร้อยละ 4.9 ของ GDP ในประเทศไทย ขณะเดียวกัน หากลดความชุกของภาวะอ้วนลงร้อยละ 5 จากระดับที่คาดการณ์ไว้หรือคงไว้ที่ระดับปี 2562จะทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจลดลงเฉลี่ยร้อยละ 5.2 และร้อยละ 13.2 ต่อปี ระหว่างปี พ.ศ. 2563-2603 ตามลำดับ

การฝึกอบรมหลักสูตร “แนวทางการดูแลรักษาผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน สำหรับแพทย์” หรือ HCP Obesity Curriculumในช่วงต้นปี 2567 ที่ผ่านมาจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะช่วยส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอ้วนครบในทุกมิติ ครอบคลุมตั้งแต่สาเหตุของการเกิดภาวะอ้วน ผลของภาวะอ้วนที่มีต่อสุขภาพอนามัย จิตใจ เศรษฐกิจสังคม แนวทางการรักษาภาวะอ้วน รวมถึงการดูแลผู้ป่วย และการป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้โดยในการอบรมยังมีแพทย์เฉพาะทางและแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ผศ.พญ.พัชญาบุญชยาอนันต์ ผศ.พญ.ดารุณีวัลย์ วโรดมวิจิตรและรศ.พญ.ประพิมพร ฉัตรานุกูลชัย ฯลฯ ร่วมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อหลักสูตร อาทิโรคอ้วน กลไกและสมดุลของร่างกาย หลักการในการดูแลรักษาโรคอ้วน แนวทางปฏิบัติและข้อควรพิจารณา ในการดูแลรักษาโรคอ้วนและการนำไปใช้จริง รวมถึงทัศนคติมุมมองที่มีต่อโรคอ้วนจากผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และที่สำคัญได้นำความรู้ไปปรับใช้ในงานเวชปฏิบัติและสามารถพัฒนาต่อยอดในการส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยต่อไป เพื่อการมีสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พัฒนาหลักสูตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794096

พัฒนาหลักสูตร

พัฒนาหลักสูตร

วันพุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จับมือ สพม.กท 1 MOU ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นเพื่อการประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิตรองรับระบบธนาคารสะสมหน่วยกิต เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนมีประสบการณ์ทางอาชีพ ณ โรงเรียนวัดประดู่ในทรงธรรม กรุงเทพมหานคร

พิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริวชิราภรณ์’ ‘ผ้าลายชบาปัตตานี’ และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794201

พิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน 'ผ้าลายสิริวชิราภรณ์' 'ผ้าลายชบาปัตตานี' และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน

พิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน ‘ผ้าลายสิริวชิราภรณ์’ ‘ผ้าลายชบาปัตตานี’ และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 19.42 น.

จังหวัดนครสวรรค์ นนทบุรี เพชรบูรณ์ สิงห์บุรี สมุทรสาคร และอุทัยธานี จัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” “ผ้าลายชบาปัตตานี” และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ให้แก่ช่างทอผ้า ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ไปถักทอผสมผสานกับลวดลายภูมิปัญญาพื้นถิ่นตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

19 มี.ค.2567 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” “ผ้าลายชบาปัตตานี” และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” เพื่อมอบให้กับช่างทอผ้า และผู้ประกอบการผ้าไทย ทุกเทคนิค นำไปสร้างสรรค์ชิ้นงานเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้จัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” “ผ้าลายชบาปัตตานี” และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ณ The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เพื่อมอบให้กับช่างทอผ้าทุกกลุ่ม ทุกเทคนิค เยาวชนคนรุ่นใหม่ และประชาชนคนไทยนำไปทอผ้า ผลิตผ้าตามอัตลักษณ์ภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นทั่วประเทศ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในวันนี้ (19 มี.ค. 67) จังหวัดนครสวรรค์ นนทบุรี เพชรบูรณ์ สิงห์บุรี สมุทรสาคร และอุทัยธานี ได้จัดพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทานให้แก่ส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชิญไปมอบให้ช่างทอผ้า ผู้ผลิตและผู้ประกอบการผ้า ใช้ในการประกอบอาชีพ ดังนี้

1. จังหวัดนครสวรรค์ ที่หอประชุมโรงเรียนนวมินทราชูทิศ มัชฌิม นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” “ผ้าลายชบาปัตตานี” และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ให้แก่ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครสวรรค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ พัฒนาการจังหวัดนครสวรรค์ นายอำเภอ 15 อำเภอ ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าทอ ผ้าแปรรูป และหัตถกรรม จังหวัดนครสวรรค์ 20 กลุ่ม โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการอำเภอ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมพิธี

2. จังหวัดนนทบุรี ที่ห้องประชุม ชั้น 4 ศูนย์จำหน่ายสินค้าด้านการเกษตร สินค้ากลุ่มแม่บ้าน สินค้าวิสาหกิจชุมชน สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) อำเภอปากเกร็ด นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” “ผ้าลายชบาปัตตานี” และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ให้แก่ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนนทบุรี หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ พัฒนาการอำเภอ ประธานเครือข่าย OTOP อำเภอ ช่างทอผ้า ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี รวมทั้งสิ้น  40 คน โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี

3. จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ห้องรับรองชั้น 2 อาคาร 2 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” “ผ้าลายชบาปัตตานี” และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ให้แก่ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายอำเภอ 11 อำเภอ พัฒนาการอำเภอ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดเพชรบูรณ์ ประธานเครือข่าย OTOP หัวหน้าคณะทำงานขับเคลื่อนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดเพชรบูรณ์ ประธานบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีเพชรบูรณ์ จำกัด กลุ่มทอผ้า และงานหัตถกรรม ทุกอำเภอ รวมทั้งสิ้น 75 ราย โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ช่างทอผ้า กลุ่มทอผ้า ผู้ผลิตผ้าทุกกลุ่ม และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี

4. จังหวัดสิงห์บุรี ที่เรือนไทยหัตถศิลป์ อำเภอเมืองสิงห์บุรี นายสุเมธ ธีรนิติ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” “ผ้าลายชบาปัตตานี” และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ให้แก่หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด 22 หน่วยงาน นายอำเภอ 6 อำเภอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วยงาน ผู้ประกอบการประเภทผ้า ช่างทอ และงานหัตถกรรม จำนวน 13 ราย โดยมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสิงห์บุรี พัฒนาการจังหวัดสิงห์บุรี หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี และพัฒนาการอำเภอ 6 อำเภอ ร่วมพิธี

5. จังหวัดสมุทรสาคร ที่ลานสาครบุรี ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร อำเภอเมืองสมุทรสาคร นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” “ผ้าลายชบาปัตตานี” และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ให้แก่ นายอำเภอ 3 อำเภอ พัฒนาการอำเภอ กลุ่มผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก หัวหน้าส่วนราชการ และภาคเอกชน รวมจำนวน 20 ราย โดยมี ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสมุทรสาคร พัฒนาการจังหวัดสมุทรสาคร พัฒนาการอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ และกลุ่มสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมพิธี

6. จังหวัดอุทัยธานี ที่อาคารสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดอุทัยธานี อำเภอเมืองอุทัยธานี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี เป็นประธานในพิธีมอบแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” “ผ้าลายชบาปัตตานี” และเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ให้แก่พัฒนาการจังหวัดอุทัยธานี ส่วนราชการ 35 หน่วยงาน นายอำเภอทั้ง 8 อำเภอ พัฒนาการอำเภอ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP  ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย จำนวน 24 กลุ่ม คณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 19 ราย โดยมี ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุทัยธานี หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมพิธี

“นับเป็นพระกรุณาคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดโครงการ Silk Festival 2023 สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พระราชทานเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน “Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” แก่ช่างทอผ้า ช่างหัตถกรรม ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ ที่สร้างสรรค์ผืนผ้าและหัตถกรรม ด้วยขั้นตอนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้สร้างสรรค์และผู้สวมใส่ ซึ่งเป็นการรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐานสากล และเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567 เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคใต้ ณ แหล่งสมาคมนายทหารสัญญาบัตร กองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าลายชบาปัตตานี” เพื่อเป็นของขวัญแก่ช่างทอผ้า ช่างหัตถกรรม ผู้ผลิต ผู้ประกอบการชาวจังหวัดปัตตานี เพื่อสร้างอัตลักษณ์ สืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาและงานหัตถศิลป์พื้นถิ่น ให้ดำรงคงอยู่คู่แผ่นดินไทย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อไปอีกว่า อีกทั้งเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ หอประชุมไพรพะยอม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการผ้าทอแบบโบราณ ณ บ้านคำปุน ตำบลคำน้ำแขบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี พระราชทานแบบลายผ้า “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” ซึ่งเป็นลายที่ได้ทรงศึกษาค้นคว้าลวดลายผืนผ้าจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และทรงนำมาออกแบบลายพระราชทานเนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยพระราชทานแบบตั้งต้นไว้ 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทผ้ากาบบัว ประเภทผ้ายก จก บิด แพรวา ประเภทผ้ามัดหมี่ และประเภทผ้าบาติก ซึ่งสามารถนำลายพระราชทานหลัก ทั้ง 4 ประเภทนี้ไปถักทอผสมผสานกับลวดลายภูมิปัญญาพื้นถิ่นตามความคิดสร้างสรรค์ต่อไป

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในตอนท้ายว่า ในขณะนี้กระทรวงมหาดไทย นำโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดและสมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้ดำเนินการและขยายผลโครงการตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ไปยังทั่วภูมิภาคของประเทศ เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคงอย่างต่อเนื่อง ยังผลให้ช่างทอผ้าช่างหัตถกรรม ผู้ผลิต ผู้ประกอบการมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ด้วยสำนึกพระกรุณาคุณที่ทรงมีต่อเหล่าปวงชนชาวไทย ขอน้อมนำแนวพระดำริในการสร้างคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไทยสามารถก้าวสู่ระดับสากล เพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืนด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง อันยังประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนทุกช่วงวัยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

-009

แถลงการณ์! สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ยันไม่เคยรับเงินเว็บพนัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794165

แถลงการณ์! สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ยันไม่เคยรับเงินเว็บพนัน

แถลงการณ์! สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ยันไม่เคยรับเงินเว็บพนัน

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.37 น.

วันที่ 19 มีนาคม 2567 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ต่อกรณีทีมทนายความ ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล แถลงเส้นทางเงินจากเว็บพนันเชื่อมโยง “นักข่าว” และ “สมาคมนักข่าว” ระบุว่า กรณีทีมทนายความ ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) แถลงเส้นทางเงินจากเว็บพนันเชื่อมโยงนายตำรวจระดับสูงตอนหนึ่ง ซึ่งมีการพาดพิงถึง “นักข่าว” และ “สมาคมนักข่าว” เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 นั้น  

ทางสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่มีสมาชิกอยู่นับพันคน รู้สึกไม่สบายใจ และมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เร่งตรวจสอบข้อมูลทันที และ ยืนยันว่า สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ไม่เคยได้รับการบริจาคหรือสนับสนุนเงินจากองค์กรหรือบุคคลที่มีการกล่าวอ้างในการแถลงข่าวของทีมทนายความฯ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่มีการก่อตั้งมาครบรอบ 69 ปี ขอยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน อย่างเคร่งครัด และพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

‘ครูอุ้ม’ เร่งพัฒนา 1 อำเภอ 1 ร.ร.คุณภาพ ลดเหลื่อมล้ำ เผยเลิกครูเวรทำแม่พิมพ์มีกำลังใจสอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/794097

'ครูอุ้ม' เร่งพัฒนา 1 อำเภอ 1 ร.ร.คุณภาพ ลดเหลื่อมล้ำ เผยเลิกครูเวรทำแม่พิมพ์มีกำลังใจสอน

‘ครูอุ้ม’ เร่งพัฒนา 1 อำเภอ 1 ร.ร.คุณภาพ ลดเหลื่อมล้ำ เผยเลิกครูเวรทำแม่พิมพ์มีกำลังใจสอน

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.32 น.

“ครูอุ้ม” ชม ร.ร.อนุบาลเชียงราย จัดการเรียนการสอนได้มาตรฐาน เตรียมร่วมมือ อปท.ขับเคลื่อนโรงเรียนอื่นๆจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐานด้วย

วันที่ 19 มีนาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนอนุบาลเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียนกว่า 2,000 คน จากการตรวจเยี่ยมพบว่า โรงเรียนดังกล่าวสามารถจัดการเรียนการสอนที่ได้มาตรฐาน ซึ่งมาจากความร่วมมือร่วมใจกันของหลายฝ่าย ทั้งผู้บริหารโรงเรียน คุณครู สมาคมผู้ปกครองที่เข้มแข็ง ที่สำคัญคือนักเรียนโรงเรียนนี้มีความน่ารัก ตั้งใจเรียน ตั้งใจแสวงหาความรู้และกล้าแสดงออก 

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องดำเนินการคือ ทำอย่างไรที่จะขับเคลื่อนโรงเรียนอื่น ๆให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้มาตรฐานเช่นเดียวกัน โดยจะเร่งพัฒนาโรงเรียนตามนโยบาย 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ทั้งระดับประถม และมัธยมกว่า 1,800 แห่ง โดยร่วมมือกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)พัฒนาการจัดการศึกษาให้ทุกโรงเรียนเป็นโรงเรียนคุณภาพ เริ่มจากระดับอำเภอ ขณะที่โรงเรียนคุณภาพ จะต้องเป็นแม่ข่ายในการใช้ทรัพยากรร่วมกันกับโรงเรียนอื่น ๆในพื้นที่ ขณะเดียวกันยังให้สพฐ. ไปสำรวจโรงเรียนต่าง ๆว่ามีความขาดแคลนในเรื่องใดบ้าง รวมถึงได้หารือกับ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อเติมเต็ม โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่อยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนต่าง ๆที่นอกเหนือจากงบประมาณ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าการขับเคลื่อนการยกระดับผลการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA นั้น ขณะนี้ มีแผนการดำเนินงานที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประชุมร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาตามบริบทของแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตามคะแนน PISA เป็นเพียงการประเมินหนึ่ง เพียงแต่ทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น จึงพยายามแก้ปัญหาการจัดการศึกษาให้มีความเท่าเทียมมากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้เป็นการวางแผนระยะยาว ไล่ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อม ส่วนการดำเนินการตามนโยบายลดภาระครู โดยที่ผ่านมาได้มีการยกเลิกการอยู่เวรของครูไปแล้วนั้น จะทำให้ครูมีขวัญกำลังใจ เพื่อไปทุ่มเทกับการเรียนการสอนให้กับเด็กมากขึ้น

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เป็นช่วงปิดภาคเรียน ที่ผ่านมาก็ได้มีการเตรียมความพร้อมโดย คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พยายามวางปฏิทินการย้ายครู และบุคลากรทางการศึกษาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 เมษายน เพื่อให้ครูมีเวลาเตรียมความพร้อมไปสอนในสถานศึกษาใหม่ ทันเปิดภาคเรียน วันที่ 16 พฤษภาคม ขณะเดียวกันยังกำชับเรื่องการจัดซื้อหนังสือเรียนให้มีความโปร่งใส โดยจะต้องเป็นหนังสือที่ไม่แพง มีคุณภาพตามที่กำหนด เพื่อเป็นการลดภาระของผู้ปกครอง นอกจากนั้น ยังจะหารือกับ สพฐ. เพื่อป้องกันภัยต่าง ๆที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนในช่วงเปิดเทอม เช่น การป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด โดยต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองมาร่วมกันดำเนินการ เชื่อว่าเมื่อเปิดภาคเรียน นักเรียนก็จะมีเกราะคุ้มครอง และมีการจัดการศึกษาที่เป็นระบบมากขึ้น
 

จัดใหญ่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ-นานาชาติในธีมสุดเก๋’Booklympics’รับโอลิมปิกเกมส์2024 ที่ฝรั่งเศส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793989

จัดใหญ่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ-นานาชาติในธีมสุดเก๋'Booklympics'รับโอลิมปิกเกมส์2024 ที่ฝรั่งเศส

จัดใหญ่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ-นานาชาติในธีมสุดเก๋’Booklympics’รับโอลิมปิกเกมส์2024 ที่ฝรั่งเศส

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 08.54 น.

สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22 กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ในธีมสุดเก๋ “Booklympics” ต้อนรับมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่ฝรั่งเศส 2 ฮีโร่ ไอดอลนักกีฬาไทย “กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ และ “ไก่” ปวีณา ทองสุก ร่วมเผยหนังสือเล่มโปรด พร้อมเชิญชวนมาเลือกช้อปหนังสือกว่า 1 ล้านเล่ม และกิจกรรมอัดแน่นตลอด 12 วัน! ครั้งแรกกับการเฟ้นหาสุดยอดฝีมือแห่งวงการหนังสือ 5 ด้าน และครั้งแรกกับการจับคู่ธุรกิจ ซื้อขายแลกเปลี่ยนลิขสิทธิ์หนังสือ ระหว่างสำนักพิมพ์ และเอเจนซี่ต่างชาติ กว่า 14 ประเทศทั่วโลก! บินตรงมาร่วมงานในครั้งนี้

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2567 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22” กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ภายใต้ธีมงานสุดเก๋ “Booklympics” เพื่อต้อนรับมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ “โอลิมปิกเกมส์ 2024” ซึ่งจะจัดขึ้นในปีนี้ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

ภายในงานได้รับเกียรติจาก 2 ฮีโร่ ไอดอลนักกีฬาไทย “กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ อดีตนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ชุด 7 เซียน ที่ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติไทย เพื่อสานฝันตบสาวไทยไปสู่โอลิมปิกเกมส์ 2024 และ “ไก่” ร.อ.หญิง ปวีณา ทองสุก นักยกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทย ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ซึ่งทั้งคู่ได้มาร่วมเผยหนังสือเล่มโปรดของตัวเอง พร้อมกับเชิญชวนให้มาร่วมงานสัปดาห์หนังสือที่ปีนี้จัดอย่างยิ่งใหญ่สุดในรอบ 52 ปี มีหนังสือให้เลือกช้อปอย่างจุใจมากมายกว่า 1 ล้านเล่ม เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.-8 เม.ย.2567 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ กล่าวว่า การจัดงานสัปดาห์หนังสือในปีนี้ได้จัดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ในรอบ 52 ปี โดยมีธีมงาน “Booklympics” เพื่อต้อนรับมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ โอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพราะหนังสือคือ พื้นฐานการเรียนรู้ของมนุษย์บนโลกใบนี้ 

ภายในงานมีหนังสือให้ได้ช้อปมากกว่า 1 ล้านเล่ม จาก 322 สำนักพิมพ์ รวม 914 บูธ บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร มีโซนหนังสือ 7 หมวด ได้แก่ 1.หนังสือนิยายและวรรณกรรม 2.หนังสือการ์ตูนและวัยรุ่น 3.หนังสือเด็กและการศึกษา 4. หนังสือต่างประเทศ 5. หนังสือทั่วไป  6. หนังสือเก่า และ 7. Non – Book   

ครั้งแรก! กับการแข่งขันเฟ้นหาสุดยอดฝีมือแห่งวงการหนังสือ 5 ด้าน คือ 1.สุดยอดนักออกแบบปก (Designer) 2.สุดยอดนักคิด – พล็อต (Writer) 3.สุดยอดนักขาย และสุดยอดนักจัดแสดงดิสเพลย์  (Top seller and Best Display Designer) 4.สุดยอดนักพิสูจน์อักษร (Proofreader) และ 5.สุดยอดนักอ่าน (Reader) 

ด้านโซนนิทรรศการ พบกับนิทรรศการบันทึกเมืองแมว (Cat Country) พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, นิทรรศการหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567 โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (สพฐ.), นิทรรศการวรรณกรรมรางวัลพานแว่นฟ้า “Phanwaenfah Prize เส้นชัยไม่ไกลเกินเอื้อม” โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา, นิทรรศการสงกรานต์พราวเวอร์ (Proud Songkran) โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ, นิทรรศการคนดังอ่านอะไร (What read) โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT)

ส่วนโซนกิจกรรม พบกับการเปิดตัวหนังสือปกใหม่ กระทบไหล่คนดังจากแวดวงต่างๆ พร้อมกิจกรรม “หนึ่งอ่านล้านตื่น” (One Reader Inspires Million People Foundation) รณรงค์หาทุนมอบให้กับหน่วยงานที่ส่งเสริมการอ่านแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผ่านการมอบทุน “ซื้อหนังสือตรงใจ” จำนวน 20 แห่ง แห่งละ 10,000 บาท รวมมูลค่า 200,000 บาท เพื่อนำไปเลือกซื้อหนังสือใหม่ด้วยตนเอง และกิจกรรม “หนังสือมีไว้ทำไม” 

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือ “Bangkok Rights Fair 2024” ครั้งแรกกับการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซื้อขายแลกเปลี่ยนลิขสิทธิ์หนังสือ จับคู่ธุรกิจระหว่างสำนักพิมพ์ และเอเจนซี่ต่างชาติ กับสำนักพิมพ์ไทย แบบ Business to Business กับสำนักพิมพ์ระดับโลกที่บินตรงมากว่า 14 ประเทศทั่วโลกร่วมงานนี้โดยเฉพาะ พร้อมกิจกรรมอื่นๆ อีกกว่า 100 กิจกรรม ตลอด 12 วันเต็ม

ขณะที่ “ไก่” ร.อ.หญิง ปวีณา ทองสุก นักยกน้ำหนักหญิงทีมชาติไทย ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ กล่าวว่า ส่วนตัวชื่นชอบการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือการ์ตูนที่ถือเป็นเล่มโปรดของตัวเอง เพราะการอ่านหนังสือการ์ตูนช่วยให้เราคลายเครียด ผ่อนคลาย จากการฝึกซ้อมกีฬา

ส่วน “กิ๊ฟ” วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ อดีตนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ชุด 7 เซียน ที่ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติไทย เพื่อสานฝันตบสาวไทยไปสู่โอลิมปิกเกมส์ 2024 กล่าวว่า ในตอนแรกมีความสนใจอ่านหนังสือประเภทวางแผนชีวิต และธุรกิจ เพราะว่าเห็นคนที่เขาประสบความสำเร็จก็เลยอยากที่จะทำให้ได้ แต่หลังจากที่วางแผนมีลูก ก็เลยเปลี่ยนมาอ่านหนังสือประเภทแม่และเด็ก เพื่อเอาความรู้ต่างๆ ไปใช้ในการเลี้ยงลูก

พบ ‘เปราะนพรัตน์’ พืชเฉพาะถิ่นพันธุ์ใหม่ของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793884

พบ ‘เปราะนพรัตน์’ พืชเฉพาะถิ่นพันธุ์ใหม่ของโลก

พบ ‘เปราะนพรัตน์’ พืชเฉพาะถิ่นพันธุ์ใหม่ของโลก

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.45 น.

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยว่า ทีมนักวิจัยของ NSM นำโดยดร.ณัฐพล นพพรเจริญกุล นักวิชาการกองวิชาการพฤกษศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาNSM และ ผศ.ดร.ทยา เจนจิตติกุลภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล น.ส.ธัญชนก สมหนู นักศึกษาระดับปริญญาโท ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น น.ส.จิราภรณ์ มีวาสนา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และ ดร.วัฒนา ตันมิ่งสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ค้นพบ “เปราะนพรัตน์”(K. noctiflora var. thepthepae Noppornch. & Somnoo) พืชเฉพาะถิ่นของไทยพันธุ์ใหม่ของโลก อยู่ในวงศ์ขิงข่า สกุลเปราะหอม สกุลย่อยดอกดิน (โพรแทนเธียม) มีสถานะทางอนุกรมวิธานอยู่ภายใต้ชนิด “เปราะใบม่วง” (Kaempferia noctifloraNoppornch. & Jenjitt.) พบเฉพาะที่ อ.ดอยสะเก็ด และ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เท่านั้น ผลงานการค้นพบได้ถูกตีพิมพ์ลงวารสารระดับนานาชาติAnnales Botanici Fennici (Q2)ประเทศฟินเเลนด์ ฉบับที่ 61 เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2567

ผอ.NSM กล่าวต่อว่า “เปราะนพรัตน์” ถูกค้นพบในปี 2558 จากนั้นนำเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ทราบจนสามารถยืนยันได้ว่าเป็นพืชชนิดใหม่ของโลก มีลักษณะเด่นคือมีดอกสีขาวแต้มสีม่วง ขนาดประมาณ 6 คูณ6 เซนติเมตร บานตอนเช้า มีกลิ่นหอมเย็น ออกดอกเฉพาะเดือน พ.ค.ของทุกปี โดยภายใน 1 เดือนจะออกดอกทุกวัน ต้นหนึ่งจะออกดอก 1-2 ดอก ขณะที่ใบมีลวดลายสวยงาม ใบอ่อนสามารถนำไปรับประทานได้ ประชากรของเปราะนพรัตน์ จะขึ้นตามป่าชุมชนและป่าชายเขาทั่วไป ปัจจุบันสถานะ “เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์” จากการคุกคามของมนุษย์ที่มีการนำพื้นที่ที่มีเปราะนพรัตน์ไปทำการเกษตรหรือนำขยะไปทิ้ง นอกจากนั้นบางส่วนนำเปราะนพรัตน์ไปทำอาหาร เนื่องจากใบอ่อนสามารถรับประทานได้โดยส่วนใหญ่นำไปทำยำหรือผัดใส่หมูสับ รวมทั้งมีการลักลอบขุดนำไปขาย

“การค้นพบครั้งนี้ ถือเป็นการขยายขอบเขตองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางพันธุกรรมของดอกดินสกุลเปราะในประเทศไทยและจะนำไปสู่การวางแผนการจัดการทรัพยากรและการอนุรักษ์พันธุกรรมในอนาคต เนื่องจากสถานะใกล้สูญพันธุ์ นอกจากนี้ ยังมีแผนจะนำไปจัดแสดงให้เยาวชนและประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้ผ่านนิทรรศการประมาณช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. ณ สวนรุกขชาติ อพวช. ส่วนจัดแสดงภายในอาคารพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ต.คลองห้า จ.ปทุมธานี ต่อไป” ผอ.NSM ระบุ

สพฐ. ชื่นชม ‘โรงเรียน-ชุมชน-ท้องถิ่น’ ต่อยอดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793881

สพฐ. ชื่นชม ‘โรงเรียน-ชุมชน-ท้องถิ่น’  ต่อยอดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

สพฐ. ชื่นชม ‘โรงเรียน-ชุมชน-ท้องถิ่น’ ต่อยอดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในพิธีมอบบ้านให้นักเรียนโรงเรียนท่ามะขามวิทยา และโรงเรียนวัดโพธิ์ราษฎร์ศรัทธาธรรม จ.ราชบุรี จากระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เข้มแข็งนำไปสู่การร่วมกันของเครือข่ายในการยกระดับคุณภาพชีวิตนักเรียนทั้งครอบครัว โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ บ้านเลขที่ 146/1 ต.สามเรือน อ.เมือง จ.ราชบุรี

สำหรับโครงการดังกล่าว โรงเรียนท่ามะขามวิทยา ได้นำนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาดำเนินการโดยเฉพาะกิจกรรมโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียน แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในแต่ละปีมีนักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เช่น มอบทุนการศึกษา มอบคูปองอาหารกลางวันการปรับปรุงซ่อมแซม การสร้างบ้านให้นักเรียน โดยในปีการศึกษา 2566 โรงเรียนได้พิจารณาช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย ให้กับครอบครัวของนักเรียนชั้น ม.4 และนักเรียนชั้นม.1 รร.ท่ามะขามวิทยา ซึ่งบ้านหลังเดิมมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ไม่เหมาะต่อการอยู่อาศัย จากการลงพื้นที่พบว่ามีผู้อาศัย รวม 7 คน เป็นเด็กนักเรียน รร.ท่ามะขามวิทยา 2 คน รร.วัดโพธิ์ราษฎร์ศรัทธาธรรม 1 คน จึงได้เชิญชวนภาคีเครือข่ายของโรงเรีน ซึ่งมีทั้งวัด หน่วยงานภาครัฐและเอกชน มาร่วมกันสร้างบ้านให้นักเรียนโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 5 เดือนจึงแล้วเสร็จ

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การเยี่ยมบ้านนักเรียน ทำให้ได้เห็นปัญหาและสิ่งที่ต้องร่วมช่วยเหลือเพื่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนทั้งครอบครัวให้ดีขึ้น ซึ่งครอบครัวนี้มีบุตรหลานที่กำลังอยู่ในวัยเรียนจำนวน 3 คน ใน 2 โรงเรียน ทางโรงเรียนจึงประสานเครือข่ายเข้ามาช่วยเหลืออำนวยความสะดวก ในตลอดระเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา ขณะนี้นักเรียนมีบ้านใหม่ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นส่วนสำคัญให้นักเรียนมีความสุขทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

“นักเรียนที่ได้รับโอกาสนี้ จากการทำงานร่วมใจกันอย่างเต็มที่ของทุกส่วน สร้างสังคมแห่งการให้นักเรียนได้เห็นเป็นต้นแบบ สร้างความประทับใจและคิดตอบแทนคุณด้วยตนเอง โดยจะมุ่งมั่นกับการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ เป็นเด็กดียึดมั่นในความดี และต่อไปจะร่วมเป็นผู้ให้ เหมือนที่ตนเองได้รับโอกาสนี้ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งในด้านทักษะความรู้ทางวิชาการในการพร้อมรับความรู้และด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ที่เกิดจากการปฏิบัติจริงจากความร่วมมือร่วมใจของผู้ใหญ่ใจดี รวมทั้งเมื่อได้เข้าไปที่บ้าน นักเรียนจะเห็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของครอบครัว ถึงจะอยู่อย่างลำบากแต่ไม่เคยย่อท้อ ตา-ยายตั้งใจทำมาหากิน เป็นที่รักของชุมชน จึงเกิดการร่วมใจกันได้อย่างรวดเร็วเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นต้นแบบทั้งการครองตนของครอบครัวนักเรียน การครองงานของผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครูเขตพื้นที่การศึกษา ที่ครองใจร่วมกันของเครือข่ายทำให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนทั้งครอบครัวได้อย่างรวดเร็ว”รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ปั้นเยาวชน 17 จว.ภาคเหนือ รู้ทันสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793886

ปั้นเยาวชน 17 จว.ภาคเหนือ รู้ทันสื่อ

ปั้นเยาวชน 17 จว.ภาคเหนือ รู้ทันสื่อ

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คณะอนุกรรมการพัฒนาสื่อดิจิทัลในกลุ่มเยาวชนอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย วุฒิสภา และเยาวชน Seed Thailand จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ Young Talent รวมพลเยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สรรค์สร้างสังคม “Content Creator” กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ จาก 17 จังหวัด จำนวน 70 คน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้กับเครือข่ายอาสาเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมทุกภาคส่วน รู้เท่าทันสื่อ รู้เท่าทันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 และรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมและกลโกงออนไลน์ และยกระดับกลไกการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมให้มีประสิทธิภาพในการติดตามสถานการณ์เฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัยสังคม และเฝ้าระวังพฤติกรรมที่มีแนวโน้ม ส่งผลกระทบต่อการเบี่ยงเบนทางวัฒนธรรม และร่วมแก้ไขปัญหาสังคมด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

“การจัดอบรมครั้งนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างทักษะการผลิตสื่อสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเป็นนักสร้างสรรค์และผลิตเนื้อหาสื่อ (Content Creator) อย่างมืออาชีพ ที่สำคัญพัฒนาทักษะให้กับเยาวชน ที่เป็นเครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะการผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และสามารถเป็นผู้สร้างสรรค์และผลิตเนื้อหาสื่อ (Content Creator)ที่สร้างสรรค์นำไปเผยแพร่ผ่านสื่อในแพลตฟอร์มต่างๆ และในโซเชียลมีเดีย” ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าว

นางยุพา กล่าวต่อไปว่า การอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้จะเป็นการขยายและสร้างเครือข่ายการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมที่มีภูมิคุ้มกันทางสังคมในทุกมิติ และร่วมเป็นเครือข่ายในการติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยสังคม และเฝ้าระวังพฤติกรรมที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อการเบี่ยงเบนทางวัฒนธรรม และร่วมแก้ไขปัญหาสังคมด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตลอดจนนำความคิดสร้างสรรค์และทักษะการผลิตสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ไปขยายผลให้เกิดสื่อที่ดีและสร้างสรรค์เผยแพร่สู่สังคมและนำไปต่อยอดเพื่อเป็นอาชีพและสร้างรายได้ให้กับตัวเองในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้ การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการฯเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง โดยครั้งที่ 1จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ Young Talent รวมพลเยาวชนสร้างสรรค์สื่อ สรรค์สร้างสังคม “Content Creator”กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือณ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่18-20 มกราคม 2567 ที่ผ่านมาและครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่18- 20 มีนาคม 2567 ณ จังหวัดพิษณุโลก

ศธ.ออก4มาตรการเข้ม สกัดบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793883

ศธ.ออก4มาตรการเข้ม สกัดบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน

ศธ.ออก4มาตรการเข้ม สกัดบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ากับเยาวชนว่า ข้อสำคัญคือ “ต้องทำให้สถานศึกษาเป็นเขตปลอดบุหรี่ไฟฟ้า”จึงได้ได้ออก 4 มาตรการเข้ม ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า โดยทางตำรวจจะสืบสวนจับกุมร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่รอบสถานศึกษาทุกแห่งอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตัดวงจรรายใหญ่ ปราบปรามช่องทางออนไลน์ รวมถึงประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ความรู้แก่ชุมชนสถานศึกษา เกี่ยวกับข้อกฎหมายและอันตรายจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า

“บุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคตินที่เป็นอันตรายมากกว่าบุหรี่มวน เพราะบุหรี่มวนมีการจำกัดปริมาณนิโคตินต่อมวน แต่บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเติมนิโคตินได้ตลอดเวลา ซึ่งนิโคตินมีผลกระทบทำลายสมองและพัฒนาการของเด็ก และทำให้เกิดปอดอักเสบเฉียบพลัน จากการสำรวจของกรมควบคุมโรค พบว่าเด็กไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 17.6% และเกือบทั้งหมดซื้อผ่านทางออนไลน์ ซึ่งดูเหมือนว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชน โดยผลิตให้มีรูปแบบเป็นตัวการ์ตูน กล่องนมให้ดูเป็นเรื่องธรรมดา เข้าถึงง่าย จนเด็กซึมซับโดยไม่รู้ตัว นับเป็นภัยคุกคามเยาวชนที่ต้องเร่งจัดการโดยด่วน” โฆษก ศธ. ระบุ

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ยังพบการโปรโมทบุหรี่ไฟฟ้าว่าสูบแล้วเท่ สูบแล้วดีกว่า 97% มียอดวิวและยอดไลค์ 98% ใน TIKTOK ทำให้การระบาดในเด็กขยายไปเร็วมาก เพราะเด็กคิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย และผู้ปกครองไม่รู้ว่าเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้นการร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าไม่ให้เข้าถึงตัวเด็ก จึงต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการกวาดล้างจับกุมผู้ขาย การปิดกั้นช่องทางออนไลน์ การให้ความรู้ถึงพิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า หรือ
หากจำเป็นต้องมีการให้บำบัด ทุกหน่วยงานภาครัฐก็พร้อมจะเข้ามาทำงานร่วมกันเสมอ

“อยากฝากให้ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทุกท่าน กวดขันเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาอยู่เสมอ โดยขอให้มองนักเรียนว่าเป็นลูกๆ ของท่าน เด็กยังอ่อนต่อโลก ขาดประสบการณ์พิจารณาว่าสิ่งใดเหมาะสม และมักจะทำตามเพื่อน หากเราเริ่มต้นหยุดยั้งบุหรี่ไฟฟ้าไม่ให้ถึงมือเด็กแล้ว ก็น่าจะเป็นหนทางที่เด็กๆ จะสร้างค่านิยมในกลุ่มเพื่อนถึงโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงสารเสพติด หรือสารมึนเมาอื่นๆ ทำให้สถานศึกษาเป็นสีขาวและปลอดภัยอย่างแท้จริงตามนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” โฆษก ศธ. กล่าวทิ้งท้าย