มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสรรหาอธิการบดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793887

มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสรรหาอธิการบดี

มหาวิทยาลัยสวนดุสิตสรรหาอธิการบดี

วันอังคาร ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ประกาศคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. 2567 โดยเปิดรับสมัครผู้สมควรดำรงตำแหน่ง อธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2567 สามารถดูรายละเอียดประกาศ และดาวน์โหลดแบบรับสมัครได้ที่ http://www.dusit.ac.th หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.02-2445342-4

สอศ.ฝากสถานศึกษาในกำกับทุกแห่ง ดูแลผู้เรียนอาชีวะให้ได้เรียนตามความถนัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793977

สอศ.ฝากสถานศึกษาในกำกับทุกแห่ง ดูแลผู้เรียนอาชีวะให้ได้เรียนตามความถนัด

สอศ.ฝากสถานศึกษาในกำกับทุกแห่ง ดูแลผู้เรียนอาชีวะให้ได้เรียนตามความถนัด

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 22.42 น.

สอศ.ฝากสถานศึกษาในกำกับทุกแห่ง ดูแลผู้เรียนอาชีวะให้ได้เรียนตามความถนัด    

18 มีนาคม 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้รับรายงานจาก สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) สุราษฎร์ธานี กรณีที่มีผู้ปกครองนักศึกษาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ร้องเรียนว่าทางวิทยาลัยได้เชิญประชุมผู้ปกครองนักศึกษาชั้น ปวช.1-2 และ ปวส.1 มาประชุมเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2567 และแจ้งยุบปิดกิจการวิทยาลัยกะทันหัน โดยอ้างว่ามีนักเรียนสมัครเข้าเรียนน้อยไม่คุ้มค่าใช้จ่าย และให้นักเรียนทั้งหมดหาที่เรียนใหม่ โดยได้ติดต่อวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานีไว้ให้ตามที่เป็นข่าวนั้น ขณะนี้เบื้องต้น สอจ. สุราษฎร์ธานี ได้หารือ และพูดคุยกับวิทยาลัยในจังหวัด ทั้งอาชีวะรัฐและเอกชนในการที่จะรองรับและดูแลผู้เรียนจากวิทยาลัยดังกล่าว ให้มีที่เรียนและสามารถจบการศึกษาได้ตามที่ตั้งไว้ โดยความสมัครใจและความเหมาะสมของผู้เรียนในสาขาวิชาต่างๆ  ที่ได้ลงทะเบียนไว้กับวิทยาลัยเดิม เช่น วิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี ก็มีความพร้อมที่จะรับผู้เรียนให้เรียนต่อในประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาช่างยนต์ สาขาช่างไฟฟ้ากำลัง ส่วนในสาขาอื่นๆ ก็อยู่การตัดสินใจของผู้ปกครองและผู้เรียนว่าจะเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยใด ซึ่งในวันที่มีการประชุมผู้ปกครองและแจ้งยุบปิดกิจการนั้น นอกจากวิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นวิทยาลัยรัฐแล้ว ก็มีวิทยาลัยเทคโนโลยี ดอนบอสโกสุราษฎร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสุราษฎร์พาณิชยการ ซึ่งเป็นอาชีวะเอกชนที่เปิดสอนด้านอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมร่วมด้วย 

ทั้งนี้ สอศ. ได้มอบหมายให้ สอจ.สุราษฎร์ธานี หารือและเตรียมความพร้อมในทุกมิติ เช่น การจัดหลักสูตรความต่อเนื่องของการเรียนการสอน สถานประกอบการหรือการฝึกงาน และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นต้น เพื่อให้ผู้เรียนและผู้ปกครองที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจที่จะเลือกสถานศึกษาในการเข้าเรียนต่อจากการณีดังกล่าว เพื่อรองรับผู้เรียนทุกคนได้มีที่เรียนและจบการศึกษาตามที่กำหนด พร้อมเป็นกำลังคนอาชีวศึกษาที่สำคัญของประเทศต่อไป

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า ส่วนในเรื่องของการยุบปิดกิจการสถานศึกษาเอกชน นั้น ทางสำนักบริหารการอาชีวศึกษาเอกชน (สอช.) รายงานว่า เมื่อสถานศึกษาประสงค์ขออนุญาตเลิกกิจการโรงเรียน จะต้องยื่นคําขอเพื่อขอรับการพิจารณาอนุญาตให้เลิกกิจการโรงเรียนในระบบ พร้อมด้วยเหตุผลต่อผู้อนุญาตล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันก่อนสิ้นปีการศึกษา โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเลิกดำเนินกิจการของสถานศึกษา โดยให้สถานศึกษาดำเนินดังนี้  กลุ่ม1. ผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา  สถานศึกษาจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครองให้ชัดเจนว่า การประกาศเลิกกิจการมิใช่เป็นการเลิกกิจการทันที แต่โรงเรียนยังมีภารกิจในการให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครอง ในเรื่องของเอกสารหลักฐานการศึกษา และการส่งต่อนักเรียน นักศึกษาที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาที่ประสงค์ไปสถานศึกษาแห่งอื่น กลุ่ม 2. ครู และบุคลากรทางการศึกษา การให้จ่ายเงินชดเชยแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งนี้ก็จะเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานของครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2552 ข้อ 32 และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ส่วนในเรื่องเงินอุดหนุนสถานศึกษาที่ได้มีการกล่าวถึงในกรณีดังกล่าว ทาง สอศ. ได้มอบหมายให้ สอช.และ สอจ. เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลส่วนที่เป็นจุบัน พบว่าสถานศึกษามีจำนวนนักเรียนที่รับเงินอุดหนุน ปีการศึกษา 2566 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ จำนวน 196 คน (ข้อมูล ณ มกราคม 2567) การจ่ายเงินอุดหนุนมีหลักเกณฑ์คือ กรณีสถานศึกษาขอเลิกกิจการตั้งแต่ปีการการศึกษา 2567 เป็นต้นไป ส่วนราชการจะดำเนินการจ่ายเงินอุดหนุนตามจำนวนนักเรียนที่ได้ลงทะเบียนและเรียนอยู่จริงจนถึงเดือนพฤษภาคม 2567 ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล พ.ศ. 2558 ซึ่งหน่วยงานทั้งสอช. และสอจ.จะต้องร่วมกันดำเนินการตรวจสอบข้อมูล และรายงานให้ สอศ.ทราบ อย่างไรก็ตาม ณ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการแจ้ง ทำความเข้าใจ และหาที่เรียนให้กับกลุ่ม1 ผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา ซึ่งสถานศึกษาจะต้องจัดทำรายงานดังกล่าว และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องยื่นมายัง สอศ. ซึ่ง สอศ. ก็จะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบและพิจารณาในเรื่องของการขอเลิกกิจการตามระเบียบต่อไป  

ธอส.จับมือ ตชด.ยกระดับคุณภาพชีวิตและการศึกษานักเรียน-คุณครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793906

ธอส.จับมือ ตชด.ยกระดับคุณภาพชีวิตและการศึกษานักเรียน-คุณครู

ธอส.จับมือ ตชด.ยกระดับคุณภาพชีวิตและการศึกษานักเรียน-คุณครู

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 16.36 น.

ธอส.จับมือ ตชด.ยกระดับคุณภาพชีวิตและการศึกษานักเรียน-คุณครู ตามโครงการความร่วมมือ ธอส.เพื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2567 ณ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กรุงเทพมหานคร

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และพลตำรวจโท ยงเกียรติ มนปราณีต ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) โครงการความร่วมมือ ธอส.เพื่อโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2567 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพทางการศึกษา ให้กับเด็กนักเรียนและคุณครูในสังกัดโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของธนาคาร ร่วมสร้างความผาสุกโดยรวมให้กับสังคมไทย

นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” นอกจากจะสนับสนุนให้คนไทยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมามากกว่า 4.4 ล้านครอบครัวแล้ว ธอส.ยังมุ่งมั่นส่งเสริมให้ผู้มีรายได้น้อย ผู้ขาดโอกาสในด้านต่างๆ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยในช่วงระยะเวลากว่า 13 ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้สนับสนุนงบประมาณจัดสร้าง/ซ่อมแซมอาคารเรียน ให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมาแล้วกว่า 30 โรงเรียน รวมมูลค่ากว่า 530 ล้านบาท ดังนั้น การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่าง ธอส.และ ตชด.จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและคุณครูของโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทุรกันดารได้มากขึ้น โดยนักเรียนและคุณครู ตชด.จะได้รับความช่วยเหลือจาก ธอส.ผ่าน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการสร้าง/ซ่อมแซมอาคารเรียนโรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนในถิ่นทุรกันดาร จำนวน 5 โรงเรียน , โครงการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แก่ครอบครัวของนักเรียน จำนวน 20 ครอบครัว และโครงการยกระดับคุณภาพการศึกษา (พัฒนาครู) ต่อยอดความรู้ให้กับคุณครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

พลตำรวจโท ยงเกียรติ มนปราณีต ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) กล่าวว่า ในนามนักเรียนและคุณครู ตชด.ต้องขอขอบคุณ ธอส.ที่ได้เข้ามาช่วยเหลือ สร้าง/ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และอาคารเรียนต่างๆ เพื่อให้คุณภาพชีวิตและคุณภาพทางการศึกษาของนักเรียนและคุณครู ตชด.ดีขึ้น และหวังว่าทั้ง 2 หน่วยงานจะร่วมมือกัน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเช่นนี้ต่อไป

ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุม 517 ชั้น 5 อาคารจุลละพราหมณ์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กรุงเทพมหานคร

– 006

3,747 อัตรา!!! สพฐ.เตรียมจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย ว16 – ว17 เม.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793764

3,747 อัตรา!!! สพฐ.เตรียมจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย ว16 - ว17 เม.ย.นี้

3,747 อัตรา!!! สพฐ.เตรียมจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย ว16 – ว17 เม.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 10.47 น.

สพฐ.เตรียมจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย ว16 และ ว17 เม.ย.ตำแหน่งที่จะคัดเลือก 3,747 อัตรา ส่วน ว14 จะสอบแข่งขัน พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2567 นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เลื่อนปฏิทินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ (ว16) และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว17) จากเดิมที่จะจัดสอบในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม นี้นั้น ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้กำชับให้ดูแลการดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยการจัดสอบครั้งนี้มีตำแหน่งที่จะทำการคัดเลือกประมาณ  3,747 อัตรา คาดว่าจะประกาศรับสมัครภายในเดือนมีนาคม และดำเนินการคัดเลือกภายในเดือนเมษายน

นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้ปฏิทินสอบเรียบร้อยแล้ว สพฐ.จะแจ้งปฏิทินการสอบคัดเลือกไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่มีอัตราว่างทุกแห่งโดย โดย สพฐ.จะเป็นผู้ดำเนินการออกข้อสอบในภาพรวมของประเทศ ซึ่งจากการสอบครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะเลื่อนออกมาอีกประมาณหนึ่งเดือนแต่ไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนอย่างแน่นอน เนื่องจากว่าในช่วงเดือนปลายมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่โรงเรียนปิดภาคเรียน และเมื่อจัดสอบเรียบร้อยแล้วจะเร่งดำเนินการบรรจุแต่งตั้งทันที เพื่อให้มีครูพร้อมสำหรับการเรียนการสอนต่อไป

“ส่วนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยรอบทั่วไป (ว14) จะดำเนินการสอบแข่งขันในเดือนพฤษภาคม โดยต้องรอให้เขตพื้นที่ฯ แจ้งจำนวนว่างและวิชาเอกที่ต้องการสอบ หลังจากมีการย้ายกรณีปกติรอบที่หนึ่งเสร็จสิ้นไปก่อน เพื่อให้ สพฐ.ดำเนินการจัดสรรงบประมาณไปให้แต่ละเขตพื้นที่ได้ดำเนินการตามจำนวนตำแหน่งที่ว่างและวิชาเอก การสอบแข่งขันครูผู้ช่วย ว14 ในครั้งนี้ถึงแม้ว่าจะเลื่อนออกไปหนึ่งถึงสองเดือนก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน เนื่องจากว่ามีบัญชีการสอบแข่งขัน ว14 ที่เขตพื้นที่ฯ ได้เปิดสอบไปเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ซึ่งยังไม่หมดบัญชี จึงสามารถเรียกผู้ที่ขึ้นบัญชีมาใช้บรรจุและแต่งตั้ง และสามารถขอใช้บัญชีจากเขตพื้นที่ฯอื่นมาใช้ได้ แต่ที่จะสอบ ว 14 ในปีนี้เนื่องจากว่าบัญชีที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สอบไว้เมื่อปี 2565 หมดบัญชีลงจึงต้องมีการสอบแข่งขันตามรอบปฏิทินการสอบเท่านั้น จึงขอยืนยันว่าการสอบแข่งขัน ว14 ไม่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำลังครูที่จะไปสนับสนุนในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัด สพฐ.อย่างแน่นอน” นายสุรินทร์ กล่าว

‘NIDA’ร่วมกับ’Esri Thailand’ผลักดันเมืองอัจฉริยะ ชูนวัตกรรม GIS เพื่อความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793642

'NIDA'ร่วมกับ'Esri Thailand'ผลักดันเมืองอัจฉริยะ ชูนวัตกรรม GIS เพื่อความยั่งยืน

‘NIDA’ร่วมกับ’Esri Thailand’ผลักดันเมืองอัจฉริยะ ชูนวัตกรรม GIS เพื่อความยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.16 น.

NIDA ร่วมกับ Esri Thailand ผู้นำด้านเทคโนโลยี GIS เดินหน้าผลักดันการสร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบแห่งอนาคต เพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาการจัดการทรัพยากรโดยใช้เทคโนโลยี GIS ในการสร้าง Smart Campus เพื่อให้สามารถวางแผนการใช้พื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคารให้มีประสิทธิภาพ ประหยัดการใช้พลังงานในอนาคต ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานอย่างน้อย 10%

ผศ.ดร.สราวุธ จันทร์สุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA S2C° กล่าวว่า NIDA มีแนวคิดในการสร้างเมืองอัจฉริยะ โดยการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในสถาบันให้ตอบโจทย์กับการใช้สอยพื้นที่ให้มีประโยชน์ได้อย่างสูงที่สุด โดยที่ผ่านมาได้สร้าง Smart Energy หรือพลังงานอัจฉริยะ มีการติดตั้ง Solar Cell และกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก ลดการใช้พลังงาน อีกทั้งสร้าง Smart Building โดยมีการติดตั้งระบบ Face Recognition ระบบ Visitor Management System เพื่อตรวจสอบบุคคลภายใน และโครงการ Building Sensor ตรวจจับคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) รวมถึงค่าฝุ่น PM 2.5

นอกจากนี้ NIDA มีแนวคิดที่จะใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาจัดการพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น โดยต่อยอดด้วยการใช้เทคโนโลยี GIS ช่วยวางแผนการใช้พลังงาน การบริหารจัดการอาคาร การจัดการจราจร ฯลฯ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่อย่างมีคุณภาพ จึงได้ร่วมมือกับ Esri Thailand ผู้เชี่ยวชาญในด้าน Location Intelligence และการวิเคราะห์ภูมิสารสนเทศในมุมมองใหม่ ในการพัฒนาระบบที่จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่จะทำให้ NIDA สามารถวางแผนเพื่อลดการใช้พลังงาน โดยตั้งเป้าหมายไว้อย่างน้อย 10 %

ด้าน ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า เทคโนโลยี GIS ของ Esri Thailand จะเข้ามาช่วยสร้าง Living Digital Twin ที่เป็นแบบจำลอง 3 มิติที่เสมือนมีชีวิต โดยจะบูรณาการร่วมกับข้อมูล และเทคโนโลยีต่างๆ อาทิ GIS, Realtime Sensor, IOT เป็นต้น ที่จะทำให้เราได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบริเวณโดยรอบสถาบัน โดยในช่วงแรกได้ใช้อาคารนวมินทราธิราชในการทดลองเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการใช้อุปกรณ์ตรวจวัดหลายชนิด ที่จะทำการตรวจวัดข้อมูลตลอดเวลา ข้อมูลที่ได้รับมา NIDA จะสามารถจัดสรรการใช้งานของอาคารได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ชุดข้อมูลของผู้ใช้งานตึกในแต่ละชั้น สามารถนำมาวิเคราะห์ความหนาแน่นในแต่ละชั้นว่ามีคนใช้งานมากหรือน้อยได้ตลอดเวลา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาใช้ในการวางแผนจัดการใช้งานพื้นที่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยในการวางแผนประหยัดการใช้พลังงาน และต่อไปในอนาคต

การร่วมมือกันระหว่าง NIDA และ Esri Thailand คาดว่าจะนำไปต่อยอดในการสร้างเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะที่สามารถเพิ่มคุณค่า และคุณภาพของชีวิตคนเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ Esri Thailand พร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้สังคมดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป

ค้นพบศักยภาพของ Location Intelligence เต็มรูปแบบได้ที่ www.esrith.com

– 006

ปลัด มท. เปิดฝึกอบรมวิทยากรผู้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ชาติไทยประจำถิ่นรุ่นที่ 11

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793533

ปลัด มท. เปิดฝึกอบรมวิทยากรผู้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ชาติไทยประจำถิ่นรุ่นที่ 11

ปลัด มท. เปิดฝึกอบรมวิทยากรผู้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ชาติไทยประจำถิ่นรุ่นที่ 11

วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.41 น.

นายกองเอก สุทธิพงษ์ฯ ปลัด มท. เปิดฝึกอบรมวิทยากรผู้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ชาติไทยประจำถิ่นรุ่นที่ 11 เน้นย้ำ เป็นทหารเสือพระราชา ทหารเสือพระพันปีหลวง น้อมนำพระราชปณิธาน “แก้ไขในสิ่งผิด” มุ่งมั่นเป็นครูจิตอาสาบอกเล่าประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นพลังของแผ่นดิน เพื่อทำให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน

วันที่ 16 มีนาคม 2567 เวลา 08.39 น. ที่หอประชุมกัลปพฤกษ์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี นายกองเอก สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมวิทยากรเพื่อทำหน้าที่ผู้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยประจำท้องถิ่น ปี 2567 รุ่นที่ 11 โดยได้รับเกียรติจากนายกองเอก ธารณา คชเสนี (ครูป๊อด) นายหมวดตรี น้ำเพ็ชร คชเสนี สัตยารักษ์ (ครูปั๊ม) ดร.ลักษิกา เจริญศรี (ครูป้ายู) ร่วมเป็นวิทยากร โอกาสนี้ นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย นายสุรศักดิ์  อักษรกุล นายณัฐพงศ์ คำวงศ์ปิน นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ร้อยตรี สรมงคล มงคละสิริ ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายไพโรจน์ โสภาพร ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน นายสมาน พั่วโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ 20 อำเภอ ผู้เข้ารับการอบรม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมกว่า 200 คน ร่วมพิธี

นายกองเอก สุทธิพงษ์ฯ กล่าวว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมวิทยากรเพื่อทำหน้าที่ผู้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยประจำท้องถิ่นทุกท่าน คือ ความหวังของกระทรวงมหาดไทย ความหวังของประเทศชาติ และกล่าวได้ว่าเป็นความหวังของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะทุกท่านมุ่งมั่นเสียสละเวลาและความสุขส่วนตัวมาเข้ารับการฝึกอบรมทำหน้าที่เป็นครูจิตอาสา ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดังพระปฐมบรมราชโองการ เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป เพราะ “ประวัติศาสตร์” จะทำให้พี่น้องคนไทยมีความรักกัน ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ครอบครัว ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น  ญาติพี่น้องที่แยกย้ายไปตั้งถิ่นฐานในที่ต่าง ๆ ถ้าลูกหลานของเราได้รู้จัก ได้รับการแนะนำ ถ่ายทอดให้รู้จักมักคุ้น สายใยแห่งความรัก สายใยแห่งความเป็นพี่น้อง สายใยแห่งความผูกพันที่มีสายโลหิตสายวงศ์ตระกูลเดียวกันก็จะเกิดขึ้น นำไปสู่ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน คนไทยจึงบอกว่า “เลือดต้องข้นกว่าน้ำ” แต่ถ้าลูกหลานไม่รู้จักปู่ย่าตายาย ลูกพี่ลูกน้อง คุณลุงคุณป้าที่เป็นญาติกัน ก็จะไม่เกิดความรัก ไม่เกิดความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เวลาแยกย้ายไปคนละที่ละทางก็จะไม่รู้จักกัน หรือแม้แต่เวลาทำบุญทำทานก็ไม่สามารถอุทิศบุญกุศลบอกกล่าวชื่อของบรรพบุรุษได้

“ประวัติศาสตร์ของจังหวัด ตำบล หมู่บ้าน ก็เช่นกัน เป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีความภาคภูมิใจ มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณูปการต่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ยิ่งประวัติศาสตร์ชาติไทยยิ่งมีความสำคัญ เพราะความเป็นชาติที่มีความหลากหลาย มีความกว้างใหญ่ของพื้นที่ เช่น ประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก จะทำให้คนมีความรัก ความหวงแหนในแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน และกตัญญูต่อบรรพบุรุษผู้ทำให้เรามีประเทศ มีภาษาไทย มีวัฒนธรรมความเป็นไทย เพราะประเทศนี้ยังมั่นคงอยู่ได้เพราะเรารู้สึกว่าเราเป็นคนไทย ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาใดหรือมีวัฒนธรรมใด ดังนั้น ถ้าเราไม่รู้จักรากเหง้า ไม่รู้จักความดีงามของบรรพบุรุษตนเอง ในท้ายที่สุดก็จะทำให้เกิดความไม่รัก ไม่ผูกพันกับแผ่นดิน หน้าที่ที่สำคัญของพวกเรา คือ ต้องถ่ายทอดทำให้ลูกหลาน ทำให้พี่น้องในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ได้รับรู้ เข้าใจ ซาบซึ้ง และสำนึกในบุญคุณของบรรพบุรุษ เพื่อจะได้เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณและประเทศชาติบ้านเมือง ดังพุทธศาสนสุภาษิต “นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายแห่งคนดี”” นายกองเอก สุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายกองเอก สุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำว่า สิ่งที่เป็นเครื่องย้ำเตือนใจพวกเราในการส่งเสริมการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย คือ พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ได้พระราชทานต่อมหาสมาคม เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2551 ความตอนหนึ่งว่า “เพราะเราจะพูดถึงความยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ที่บรรพบุรุษของเราสละชีวิตมาเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินมาด้วยเลือดเนื้อ ด้วยชีวิต แต่เสียดาย …ไม่ให้เรียนประวัติศาสตร์แล้วนะ…ตอนที่ฉันเรียนอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีประวัติศาสตร์อะไรเท่าไหร่ แต่เราก็ต้องเรียนประวัติศาสตร์ของสวิส แต่เมืองไทยนี่ บรรพบุรุษเลือดทาแผ่นดิน กว่าจะมาถึงที่ให้พวกเราอยู่ นั่งอยู่กันสบาย มีประเทศชาติ เรากลับไม่ให้เรียนประวัติศาสตร์…อย่างที่อเมริกาถามไปเขาก็สอนประวัติศาสตร์บ้านเมืองเขา ที่ไหนประเทศไหน เขาก็สอน แต่ประเทศไทยไม่มี ไม่ทราบว่าแผ่นดินนี้ รอดไปอยู่จนบัดนี้เพราะใคร หรือว่ายังไงกัน อันนี้น่าตกใจ ชาวต่างประเทศยังไม่ค่อยทราบว่า นักเรียนไทยไม่มีการสอนประวัติศาสตร์ชาติเลย” และพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงขยายความถึงคำว่า “ประวัติศาสตร์” ที่ได้พระราชทานแก่เยาวชนโครงการค่ายผู้นำเยาวชนจิตอาสา หลักสูตรการฝึกปฏิบัติและดูงานเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ รุ่นที่ 1 ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “ประเทศชาติก็คือบ้าน แบ่งเป็นพื้นที่ต่าง ๆ สังคมต่าง ๆ ก็ลงมาอยู่ที่พื้นฐานก็คือครอบครัวและลงมาอยู่ที่ตนเอง บ้านเมืองของเรา ประเทศของเรา หรือบ้านหรือครอบครัวของเราเนี่ย จะมีความสุขปลอดภัย น่าอยู่ สบาย มันก็ขึ้นกับคนรุ่นเราใ

อนาคต…อนาคตอยู่ที่พวกเรา ประเทศชาติบ้านเมืองมีความสุขความมั่นคงอยู่ที่พวกเรา เพราะฉะนั้นประสบการณ์ที่ดี ประสบการณ์ที่ถูก สำคัญ ถ้าเกิดรู้ อยากรู้ว่าอะไรถูกหรือผิดมันก็มีตัวอย่าง ซึ่งสมัยนี้คนไม่ค่อยชอบเรียนประวัติศาสตร์กัน คนไม่ค่อยคิดอะไรย้อนหลัง ไม่ได้สอนให้เป็นคนสมัยเก่าไดโนเสาร์อะไร แต่ความเป็นมา ความต่อเนื่อง…ชีวิตของเราก็มีความต่อเนื่องความเป็นมา ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์หรือความเป็นมาของชาติบ้านเมือง ทั้งที่ดี ทั้งที่ไม่ดี เราก็จะรู้ว่าอะไรมันดี อะไรเป็นประโยชน์ อะไรมันไม่ดี เพราะว่ามันมีของดี มันก็มีของไม่ดี มันมีของถูก มันก็มีของผิด ก็สำคัญที่ว่า จะเปิดใจศึกษาว่าอะไรมันถูก อะไรมันผิด อะไรมันเป็นประโยชน์ อะไรมันไร้ประโยชน์ แต่อย่างที่บอกว่าประวัติศาสตร์มีทั้งของเลวชั่วร้าย และก็มีทั้งของที่ดี…แต่ที่สำคัญเราต้องเอาบทเรียนมาใช้…เพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์…ศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาให้มาก ว่าสมัยก่อนมันเป็นอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้มันเป็นอย่างนั้น แล้วปัจจุบันเราจะทำอย่างไรให้เรามีความรู้ มีร่างกายที่แข็งแรง มีจิตใจที่จะรักษาประเทศชาติบ้านเมือง อย่างน้อยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นกำลังใจให้…” อันสะท้อนว่า

ประวัติศาสตร์มีความสำคัญที่ช่วยให้เราตระหนักรู้ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทั้งของประเทศชาติ ของครอบครัว และของชีวิต ว่ามีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดี ถ้าเรื่องดีก็เอาเป็นตัวอย่าง ยึดถือปฏิบัติเป็นวัตรปฏิบัติได้ อันสอดคล้องกับพระบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานแก่ข้าราชบริพาร ความว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” การแก้ไขในสิ่งผิด คือ การนำสิ่งที่ดีงามกลับมา เช่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งในอดีตคนไทยมีอะไรก็ช่วยกัน ดังพุทธศาสนสุภาษิต “โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา : เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก” อันสะท้อนความหมายว่า ความรักใคร่สนิทสนม มีความปรารถนาดีต่อกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจ ปรารถนาจะให้คนอื่นมีความสุข ไม่เบียดเบียนทำร้ายซึ่งกันและกัน ปลูกมิตรไมตรี แก่บุคคลโดยทั่วไป เหมือนประหนึ่งว่าเป็นญาติกัน เมื่อชาวโลกทั่วไปมีความรักความเมตตาต่อกันอย่างนี้ก็จะเกิดความรักความสามัคคีกัน ไม่มุ่งร้ายต่อกัน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยการเบียดเบียนผู้อื่น การทะเลาะวิวาทบาดหมางก็จะไม่มี สงครามของแต่ละประเทศก็จะไม่เกิด จึงเป็นเครื่องค้ำจุนโลก เพราะถ้าประชาชนไม่มีความสุข ประเทศก็จะไม่มั่นคง พระองค์จึงพระราชทานโครงการจิตอาสาพระราชทาน และโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน เพื่อทำให้พวกเราคนไทยได้เป็นผู้มีจิตอาสาโดยไม่หวังผลตอบแทน เฉกเช่นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ที่เป็นจิตอาสาประเภทหนึ่ง ที่มุ่งเน้นดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยด้วยเพราะทหารตำรวจมีจำกัด แต่ถ้าทุกคนไม่นิ่งดูดายช่วยกันเป็นอาสาสมัคร ก็จะทำให้สังคมดีขึ้น 

“การเรียนรู้ประวัติศาสตร์มีหลายวิธี วิธีที่ง่ายที่สุด คือ การพูดคุย บอกเล่า หรือในรูปแบบการจัดงานรำลึก โดยพวกเราทุกคนต้องช่วยกันกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้วิธีการต่าง ๆ ซึ่งการจัดฝึกอบรมวิทยากรเพื่อทำหน้าที่ผู้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยประจำท้องถิ่นเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความสำคัญ เพื่อจะหนุนเสริมความคิดและความตั้งใจของพวกเราที่ปรารถนาเป็นจิตอาสาเพื่อสนองแนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระราชปณิธานอันแรงกล้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงบอกชัดเจนว่า เราเรียนรู้เรื่องในอดีตเพื่อเป็นบทเรียน เพื่อเป็นประสบการณ์ ซึ่งถ้าเราเรียนประวัติศาสตร์ เราก็จะรู้เรื่องไม่ดีในอดีตว่าเพราะคนในชาติแตกความรัก ความสามัคคี มีไส้ศึก มีคนอยากเป็นใหญ่ จนยอมขายชาติเปิดประตูเมือง ลักลอบส่งข่าวให้ข้าศึก และเราก็รู้เรื่องที่ดีว่า ยุคสมัยที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างไร “มีปัจจุบันเพราะมีอดีต และอนาคตจะดีได้ก็เพราะมีปัจจุบันที่ดี ดังนั้น พวกเราจะมาช่วยกันทำให้สิ่งที่หายไปเป็นเวลากว่า 25 ปี ด้วยการเป็นทหารเสือพระราชา ทหารเสือพระพันปีหลวง เป็นพลังของแผ่นดิน ไปทำในสิ่งที่ไม่ได้เป็นภารกิจหลักที่ท่านรับผิดชอบ ด้วยการไปทำในสิ่งที่สังคมขาดหาย คือ “การเป็นครูจิตอาสาที่เข้มแข็ง” ออกไปทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทยประจำถิ่นในชุมชน ในจังหวัด ในโรงเรียน ในเรือนจำ ในที่ประชุม ในที่ประชาคมต่าง ๆ ไปถ่ายทอดความรู้ สร้างครู ข ครู ค เพื่อเพิ่มพูนคนทำดีให้กับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา เพื่อทำให้ประเทศนี้ไม่ลืมบรรพบุรุษ และช่วยกันทะนุถนอม ครองตน ดำรงชีวิต เพื่อให้ประเทศชาติ พระศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์มีความมั่นคง ประชาชนก็จะมีความสุขอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ กระทรวงมหาดไทยและทุกกระทรวง โดยกระทรวงมหาดไทยจะมอบบัตรประจำตัวจิตอาสาผู้ถ่ายทอดความรู้ประวัติศาสตร์ฯ และวุฒิบัตรให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมทุกคน” นายกองเอก สุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย

ย้ายด่วน!สพฐ.สั่งตั้งกรรมการสอบภายใน 7 วัน ปม‘ผอ.’หวงเก้าอี้ วีนฉ่ำครูผู้น้อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793490

ย้ายด่วน!สพฐ.สั่งตั้งกรรมการสอบภายใน 7 วัน ปม‘ผอ.’หวงเก้าอี้ วีนฉ่ำครูผู้น้อย

ย้ายด่วน!สพฐ.สั่งตั้งกรรมการสอบภายใน 7 วัน ปม‘ผอ.’หวงเก้าอี้ วีนฉ่ำครูผู้น้อย

วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2567, 12.37 น.

ย้ายด่วน!สพฐ.สั่งตั้งกรรมการสอบภายใน 7 วัน ปม‘ผอ.’หวงเก้าอี้ วีนฉ่ำครูผู้น้อย   

16 มีนาคม 2567 ความคืบหน้ากรณีปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงข้อความที่ได้พูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนของตน โดยผู้อำนวยการโรงเรียนไม่พอใจที่ครูนั่งเก้าอี้ของตน และสั่งการให้เจ้าหน้าที่โรงเรียนจัดซื้อเก้าอี้ใหม่มาทดแทนนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : วีนฉ่ำกลางกลุ่มไลน์!‘ผอ.’แขนขาอ่อนแรง จวก‘ครูผู้น้อย’นั่งเก้าอี้ประจำตำแหน่ง สั่งซื้อใหม่)

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สั่งการ ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 เร่งติดตามและตรวจสืบข้อเท็จจริงเชิงลึกในทันที

เบื้องต้นทาง สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมายและคดี ตั้งคณะกรรมการลงพื้นที่สืบสวนหาข้อเท็จจริงในวันนี้ (16 มี.ค.67) พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวมารายงานตัว และปฏิบัติราชการที่เขตพื้นที่โดยทันที ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 18 มี.ค.67 เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการสืบสวน รวมทั้งให้ความคุ้มครองครู และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และรายงานต่อ สพฐ. เป็นระยะ โดย สพฐ. เน้นย้ำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบ ได้ข้อมูลครบถ้วน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และได้กำชับให้คณะกรรมการเร่งสืบสวนข้อเท็จจริงและรายงานผลต่อ สพฐ. ภายใน 7 วัน จากนั้นจะแจ้งผลความคืบหน้าให้สาธารณชนรับทราบต่อไป

“เรื่องสวัสดิภาพของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงความปลอดภัยในสถานศึกษา เป็นนโยบายที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ และ สพฐ. ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งเราไม่แบ่งแยกว่าเป็นผู้บริหารหรือระดับปฏิบัติการ หากเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นก็ต้องมีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงให้กระจ่าง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกคนทุกฝ่าย หรือหากพบว่ากระทำการที่ไม่เหมาะสมก็ต้องได้รับการพิจารณาโทษเป็นกรณีไป ทั้งนี้ หากพบเหตุที่ไม่เหมาะสมใดๆ ขอให้ส่งข่าวแจ้งเหตุมายัง สพฐ. เราพร้อมดำเนินทุกมาตรการเพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยของทุกคนอย่างแท้จริง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

‘ท่านอ้น’เยี่ยมสภาทนายความ ชื่นชมการบริหารงานบทบาททนายความอาสาในการดูแลปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793411

‘ท่านอ้น’เยี่ยมสภาทนายความ ชื่นชมการบริหารงานบทบาททนายความอาสาในการดูแลปชช.

‘ท่านอ้น’เยี่ยมสภาทนายความ ชื่นชมการบริหารงานบทบาททนายความอาสาในการดูแลปชช.

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 18.00 น.

“ท่านอ้น”เยี่ยมสภาทนายความ ชื่นชมการบริหารงานบทบาททนายความอาสาในการดูแลประชาชน พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในฐานะเป็นทนายความในสหรัฐฯ ประทับใจทนายอาสาช่วยเหลือกฎหมายแก่ประชาชน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 15 มีนาคม 2567 ที่สภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถ.พหลโยธิน ท่านชายวัชเรศร วิวัชรวงศ์ หรือ ท่านอ้น ได้เดินทางมาเยี่ยมชมสภาทนายความ โดยมี ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ และคณะผู้บริหารสภาทนายความให้การต้อนรับ และพาเยี่ยมชมการดำเนินงานของสภาทนายความในส่วนงานต่างๆ เช่น สำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สำนักงานมรรยาททนายความ สำนักงานทะเบียนทนายความ สำนักงานฝึกอบรมวิชาว่าความ และดูงานวิทยาลัยทนายความ

ทั้งนี้ สำหรับท่านชายวัชเรศร ได้เดินทางมาเยี่ยมสภาทนายความในวันนี้ เนื่องจากเป็นคนไทยคนหนึ่งที่เป็นนักกฎหมาย และประกอบอาชีพทนายความในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งท่านชายวัชเรศรให้ความสำคัญกับวิชาชีพทนายความอย่างมาก โดยในวันนี้ท่านชายวัชเรศรได้สนใจเยี่ยมชมบทบาทหน้าที่ของสภาทนายความ ในส่วนของการมีทนายความอาสา ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความรู้บทบาทหน้าที่ทนายความอาสาของไทย และทนายความอาสาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งพอได้ทราบบทบาทของทนายความอาสาของประเทศไทย ท่านชายวัชเรศรก็ได้ชื่นชม พร้อมกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี และชื่นชมสภาทนายความว่ามีการบริหารจัดการในการช่วยเหลือประชาชนที่ดี หลังจากนั้นก็ได้เยี่ยมชมทนายความอาสาทุกชั้น และยังได้แวะพูดคุยกับประชาชนที่มาปรึกษาขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความ นอกจากนี้ ยังพบชาวบ้านพิการทางสายตา (ตาบอด) มาขอคำปรึกษา และร่ำไห้ ซึ่งท่านชายวัชเรศรก็ให้ความสนใจการทำหน้าที่ของสภาทนายความด้วยความประทับใจ ก่อนจะเดินทางกลับในเวลา 15.00 น.

– 006

‘ศุภมาส’มอบนโยบาย ทปอ. เปิดเผยข้อสอบทุกรายวิชา TCAS ของปีเก่า ให้นักเรียนรู้แนวข้อสอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793375

'ศุภมาส'มอบนโยบาย ทปอ. เปิดเผยข้อสอบทุกรายวิชา TCAS ของปีเก่า ให้นักเรียนรู้แนวข้อสอบ

‘ศุภมาส’มอบนโยบาย ทปอ. เปิดเผยข้อสอบทุกรายวิชา TCAS ของปีเก่า ให้นักเรียนรู้แนวข้อสอบ

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 16.38 น.

ลดเหลื่อมล้ำ!!! “ศุภมาส”มอบนโยบาย”ทปอ.” เปิดเผยข้อสอบทุกรายวิชา TCAS ของปีเก่า ให้นักเรียนรู้แนวข้อสอบ ลดภาระค่าใช้จ่ายเรียนติว สร้างความเท่าเทียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ทุกคน

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา สร้างโอกาสให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคมให้มากที่สุดครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS)  ตนจึงได้มอบแนวนโยบายให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการจัดทำระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ร่วมมือกับกระทรวง อว.ในการเปิดเผยข้อสอบในรายวิชาต่าง ๆที่มีการจัดสอบในระบบ TCAS ของปีที่ผ่านมา เพื่อให้นักเรียนได้ทราบแนวข้อสอบ นอกเหนือจากพิมพ์เขียว (Blueprint) ของข้อสอบที่ระบบ TCAS ได้นำเสนอผ่านเว็บไซต์ https://www.mytcas.com/ โดยขอให้ร่วมคิดวิธีการที่จะเปิดเผยข้อสอบอย่างไร ระยะเวลาใด ที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูผู้สอนในโรงเรียน

รมว.อว.กล่าวต่อว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเกือบทุกครอบครัวต่างมองว่าเป็นวาระแห่งชาติ เพราะหมายถึงอนาคตของเด็ก ทั้งผู้ปกครองและนักเรียนทุ่มเทและวางแผนชีวิตกันล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี กลุ่มที่มีโอกาสทางสังคมสูงกว่าก็จะมีโอกาสได้ศึกษาในหลักสูตรที่ใช่ มหาวิทยาลัยที่ชอบ มากกว่ากลุ่มที่ขาดโอกาสการเข้าถึง ด้วยข้อจำกัดทางสังคมและเศรษฐกิจในสังคมไทย จึงมีค่านิยมในเรื่องการเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยชื่อดัง เพราะเมื่อจบการศึกษาก็จะได้มีโอกาสได้งานทำหรือศึกษาต่อในต่างประเทศได้มากกว่า แม้ว่าระบบ TCAS จะออกแบบระบบให้รองรับความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างหลากหลาย โดยดูจากรอบของการคัดเลือกที่เปิดให้มีหลายรอบ ได้แก่ รอบ 1 (พอร์ตโฟลิโอ) สำหรับผู้มีประวัติ ผลงงาน ความสามารถโดดเด่น รอบ 2 (โควต้า) สำหรับผู้เรียนในพื้นที่ รอบ 3 (แอดมิชชั่น) เป็นรอบที่ใช้คะแนนจากผลการสอบรายวิชานำมาเป็นเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือก โดยการสอบรายวิชาที่กำหนดให้มีรายวิชาความถนัดทั่วไป (TGAT) รายวิชาความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (TPAT) และรายวิชาเชิงวิชาการ (A-level) ซึ่งทาง ทปอ.จัดให้เป็นการสอบระดับชาติ จัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศทุกจังหวัด โดยเป็นรอบที่นักเรียนให้ความสนใจมากที่สุดจากจำนวนหลักสูตร และมีจำนวนที่นั่งที่รองรับไว้กว่า 2 แสนที่นั่ง จาก 60 สถาบันอุดมศึกษา

“แต่จุดสำคัญของปัญหา (Pain Point) ที่สังคมเรียกร้องมาโดยตลอด คือ ความต้องการที่จะเห็นข้อสอบในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการซื้อขายข้อสอบที่ไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ หรือได้ข้อสอบมาจากโรงเรียนกวดวิชา เกิดรายได้จำนวนมากทำให้โรงเรียนกวดวิชาที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในทุกพื้นที่ของประเทศ จนเป็นค่านิยมของสังคมไทยว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยนี้ต้องเรียนจากโรงเรียนกวดวิชานี้เท่านั้นสร้างแบรนด์ของโรงเรียนกวดวิชาได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากขึ้นทุกปี” น.ส.ศุภมาส กล่าว และว่า ผลของการเปิดเผยข้อสอบนี้คาดว่าจะเกิดประโยชน์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มนอกเหนือจากตัวนักเรียนเองที่จะเกิดความเสมอภาคทางสังคมในการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแล้ว ในกลุ่มครูผู้สอนในโรงเรียนก็ยังได้ศึกษาเนื้อหาข้อสอบเพื่อนำไปปรับปรุงเนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการนักเรียนที่มีศักยภาพและความพร้อมที่จะเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา พร้อมกันนี้ จะขอความร่วมมือจาก ทปอ.ได้ช่วยเหลืออบรมครูผู้สอนให้มีความรู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมต่อไปด้วย ในส่วนของผู้ปกครองก็คงจะสบายใจและลดภาระทางเศรษฐกิจได้บ้าง กับการเตรียมความพร้อมให้ลูกหลานได้เข้าถึงระบบอุดมศึกษาได้ง่ายขึ้น เป็นการนำอนาคตที่ดีมาไว้ในมือของเยาวชนได้อย่างทั่วถึง ขณะที่สถาบันอุดมศึกษาก็จะได้ผู้เรียนที่มีความพร้อมและศักยภาพที่จะเรียนจบในหลักสูตรเป็นกำลังสำคัญที่ตรงกับความต้องการของประเทศ

‘ผบ.ทสส.’ ประธานพิธีครบ 64 ปี วันสถาปนากองทัพไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/793258

'ผบ.ทสส.' ประธานพิธีครบ 64 ปี วันสถาปนากองทัพไทย

‘ผบ.ทสส.’ ประธานพิธีครบ 64 ปี วันสถาปนากองทัพไทย

วันศุกร์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2567, 09.32 น.

ครบ 64 ปี วันสถาปนากองทัพไทย “พล.อ. ทรงวิทย์” บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรฯ มี อดีต ผบ.ททส.ร่วมพรึบ 

วันที่ 15 มีนาคม 2567 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย  โดยมี พล.อ. ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน จัดกิจกรรมเนื่องในวันสถาปนากองบัญชาการกองทัพไทย ครบ 64 ปี โดยมีพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ บริเวณลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมีอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาร่วมงาน  อาทิ พล.อ. ชวลิต  ยงใจยุทธ พล.อ. วิโรจน์  แสงสนิท  พล.อ. มงคล  อัมพรพิสิฏฐ์พล.ร.อ. ณรงค์ ยุทธวงศ์ พล.อ. สมหัต  อัตตะนันทน์  พล.อ. เรืองโรจน์  มหาศรานนท์พล.อ. บุญสร้าง  เนียมประดิษฐ์ พล.อ. ธนะศักดิ์  ปฏิมาประกร  พล.อ. วรพงษ์  สง่าเนตรพล.อ. สมหมาย  เกาฎีระ พล.อ. สุรพงษ์  สุวรรณอัตถ์ พล.อ. ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ พล.อ. พรพิพัฒน์  เบญญศรี พล.อ. เฉลิมพล  ศรีสวัสดิ์

สำหรับกองบัญชาการทหารสูงสุดก่อตั้ง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2503 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดส่วนราชการตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 จากกองบัญชาการทหารสูงสุด เป็น กองบัญชาการกองทัพไทย โดยยังคงให้ยึดถือวันที่ 16 มีนาคม ของทุกปี เป็น วันสถาปนากองบัญชาการกองทัพไทย
สำหรับ กองบัญชาการกองทัพไทย ถือเป็นหน่วยที่เป็นศูนย์กลางของการปฏิบัติการร่วมของเหล่าทัพ  ในบทบาทของกองทัพไทย อันประกอบด้วย กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ  และมีหน่วยปฏิบัติการร่วมทางยุทธการ ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน มีหน้าที่ในการควบคุม อำนวยการ สั่งการ และกำกับดูแลส่วนราชการในกองทัพไทย ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างประสานสอดคล้อง โดยใช้ทุกศักยภาพที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการอำนวยการร่วมป้องกันประเทศ พัฒนาประเทศเพื่อความมั่นคง เป็นหน่วยงานที่ยึดมั่นในการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของชาติในทุกมิติ โดยยึดมั่นในเจตนารมณ์ที่สำคัญ ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการพัฒนากำลังพล ด้านการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ ด้านการพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนการใช้ทรัพยากรของกองทัพให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน 

ตลอดระยะเวลา 64 ปีที่ผ่านมา กองบัญชาการกองทัพไทย ดำรงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยพร้อมที่จะปฏิบัติทุกภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยยึดถือผลประโยชน์ และความสงบสุขของประเทศชาติเป็นสำคัญ มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของกำลังพลกองบัญชาการกองทัพไทยทุกนาย ให้มีความพร้อมที่จะอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน  และดำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของประเทศชาติสืบไป