พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เปิดสนามสอบนักธรรมอินเดีย 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790640

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เปิดสนามสอบนักธรรมอินเดีย 2567

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เปิดสนามสอบนักธรรมอินเดีย 2567

วันเสาร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.19 น.

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เป็นประธานในพิธีจัดสอบนักธรรมและธรรมศึกษา ณ แดนพุทธภูมิประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 1-3 มีนาคม 2567 ณ วัดไทยพุทธคยา ประเทศอินเดีย

พระครูอุดมโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพระรามอโยธยา อินเดีย และ เลขานุการสำนักเรียนวัดไทยพุทธคยา อินเดีย กรรมการสนามสอบ กล่าวรายงานว่า ในการสอบธรรมสนามหลวง ณ วัดไทยพุทธคยา อินเดีย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4/2566 เป็นปีที่ 7 ที่วัดไทยพุทธคยาได้ดำเนินการจัดสอบขึ้น โดยมีคณะพระสงฆ์ แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรมชาวไทยในอินเดีย-เนปาล ร่วมถึงสาธุชนญาติโยมจากประเทศไทยเข้าร่วมสอบ นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์ แม่ชี นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวอินเดียเข้าสอบ โดยการสอบจะจัดสอบเป็น 3 ภาษาคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฮินดี ปีนี้มีผู้เข้าร่วมการสอบรวม 315 รูป/คน การสอบธรรมสนามหลวงที่อินเดียจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยในอินเดีย คนอินเดีย-เนปาล ให้ได้รู้จักพระพุทธศาสนา และยังเป็นการสนับสนุนงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาสู่มาตุภูมิ

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา และหัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล-การสอบนักธรรมและธรรมศึกษาที่แดนพุทธภูมิ มีเป้าหมายหลักคือการปฏิบัติต่อการเข้าศึกษาในหลักสูตรของคณะสงฆ์ไทย ที่เป็นหลักของการพัฒนาบุคลากรของประเทศ ด้วยการใช้หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาตามพระพุทธโอวาท ควรได้เผยแพร่มาสู่สายต่างประเทศโดยเฉพาะในแดนพุทธภูมิที่เป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธศาสนา ตามมติของมหาเถระสมาคมที่ได้แต่งตั้งมอบหมายให้ดำเนินการ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แม่กองธรรมสนามหลวง ได้เห็นความสำคัญในการจัดสอบนักธรรมและธรรมศึกษาในแดนพุทธภูมิ ขอให้ทุกท่านตั้งใจสอบเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ได้สืบสานพระพุทธศาสนา และสนับสนุนสถาบันการศึกษาด้านพุทธศาสนาอย่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬา(มจร.) เป็นการยกระดับการศึกษาของมหาวิทยาลัยอีกทางด้วย พุทธคยา เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธองค์ทรงศึกษา 6 ปี และสอบผ่านจนสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นี่เช่นกัน โดยมีผู้ออกข้อสอบเป็นพญามารที่มาผจญแต่พระองค์ก็ทรงสามารถสอบผ่าน บรรลุในโพธิที่พุทธคยาภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ดังนั้น การมาสอบที่แห่งนี้ จึงเป็นการมาสอบถวายเป็นพุทธบูชาตามรอยบาทพระศาสดาอีกด้วย จึงนับเป็นความปิติอย่างยิ่งของผู้เข้าสอบทุกท่าน

พระเทพวิสุทธิดิลก รองแม่กองธรรมสนามหลวง ประจำหลตะวันออก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรุงเทพฯ ประธานในการนำข้อสอบมาจัดสอบที่วัดไทยพุทธคยา อินเดีย ได้อ่านคำกล่าวเปิดจากสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ แม่กองธรรมสนามหลวง

“ให้ผู้เข้าสอบพึ่งตระหนักถึงความเพียรพยายามในการศึกษา จนสามารถเข้าสอบความรู้ธรรมสนามหลวงได้ในวันนี้ นำความรู้ในวันนี้ไปปฏิบัติให้เกิดกับตนเองและประเทศชาติต่อไป เป็นเกียรติประวัติที่ดีของตน ประกาศนียบัตรที่จะได้รับย่อมนำมาซึ่งความภูมิใจต่อตนและครอบครัวต่อไป การสอบธรรมสนามหลวงในวันนี้ได้แสดงถึงความสามัคคีธรรมของสาธุชนทุกภาคส่วนทำให้เกิดการสอบที่เรียบร้อย และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงานที่บรรพชนได้ดำเนินการมาได้คงอยู่ต่อไป”

นางอรอนงค์ สะอาดพรรค หนึ่งในผู้เข้าร่วมสอบเดินทางมาจากประเทศไทยเข้าร่วมโครงการบวชและสอบนักธรรมอินเดีย รุ่นที่ 6 กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสมาสอบธรรมศึกษาในแดนพุทธภูมิอีกครั้ง ซึ่งเคยมาครั้งแรกในรุ่นที่ 1 เมื่อปี 2561 การได้มาสอบถึงแดนพุทธภูมิทำให้เกิดปิติ และได้ธรรมะอย่างแท้จริง

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ หนึ่งในผู้ร่วมโครงการบวชและสอบนักธรรมอินเดีย รุ่นที่ 6 กล่าวว่า นับเป็นโอกาสที่ดีที่ทางวัดไทยพุทธคยา อินเดีย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ศึกษาวิชาการความรู้นักธรรมก่อนเดินทางมาอินเดีย นอกจากจะได้สอบนักธรรมแล้ว ยังมีโอกาสศึกษาตามเส้นทางสี่สังเวชนียสถานอินเดีย-เนปาล ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และเห็นสถานที่จริงขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

กลุ่มศิลปิน‘สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล’ เล่าย้อนจุดเริ่มต้นการทำงานศิลปะ สะท้อนหัวใจคนไทยรำลึกถึง‘ในหลวง ร.9’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790587

กลุ่มศิลปิน‘สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล’ เล่าย้อนจุดเริ่มต้นการทำงานศิลปะ สะท้อนหัวใจคนไทยรำลึกถึง‘ในหลวง ร.9’

กลุ่มศิลปิน‘สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล’ เล่าย้อนจุดเริ่มต้นการทำงานศิลปะ สะท้อนหัวใจคนไทยรำลึกถึง‘ในหลวง ร.9’

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567, 21.44 น.

กลุ่มศิลปิน”สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล” เล่าย้อนจุดเริ่มต้นการทำงานศิลปะ สะท้อนหัวใจคนไทยรำลึกถึง”ในหลวง ร.9″

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 กลุ่มศิลปินผู้ดำเนินโครงการ “สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล” นำโดย นายชวัส จำปาแสน ประธานโครงการ , นางภัทรา วิทยวีระชัย เลขานุการโครงการ , นายสรรเพชญ ศรีทอง โฆษกโครงการ ร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการ “แนวหน้า Talk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ ซึ่งขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำ โดยกลุ่มดังกล่าวจะเดินทางไปทำงานศิลปะ สะท้อนความระลึกถึง “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โดย นายชวัส เปิดเผยว่า สำหรับโครงการ สตรีทอาร์ต คิง ภูมิพล ต้องย้อนไปเมื่อปี 2561 หรือ 2 ปีหลังการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตนกับกลุ่มศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มวาดภาพพระองค์ท่าน ขนาด 2×2 เมตร ที่ ม.ศิลปากร ก็มีผู้สนใจมาชมผลงานเป็นจำนวนมาก แต่ก็เห็นว่าอยากทำภาพสตรีทอาร์ทที่ขนาดใหญ่กว่านี้ ต่อมาจึงเดินทางไปที่ อ.เบตง จ.ยะลา ไปพบกับ “โกเอ็ก” ผู้จัดหาศิลปินไปทำผลงานแนวสตรีทอาร์ต คราวนี้จึงได้วาดภาพบนผนังของตึก 3 ชั้น ขนาด 6×10 เมตร เป็นอาคารของโรงเรียน และตนเป็นผู้ลงมือวาดเพียงคนเดียว

“ใช้รถกระเช้าของเทศบาล เป็นแบบรถกระเช้าน้ำมัน แล้วก็เสียงดังมาก เราก็จะต้องใช้รหัสมือบอกให้เขาขยับ มีเวลาเพียง 4 วัน ทำเสร็จแต่ก็ยกแขนไม่ขึ้นเลย ผลออกมาดี เพราะผมไม่ใช่จะแค่วาดรูปภาพอย่างเดียว บันทึกวีดีโอด้วย ก็คือเราอยู่ในยุคที่มันเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คแล้ว เราต้องใช้ให้เป็น ก็จะมีผู้ช่วยมาตั้งกล้องถ่ายรูปให้ แล้วผมก็เอาวีดีโอเหล่านั้นมาตัดต่อเอง ใส่เพลง แล้วก็เขียนบทความว่าเรามีความรู้สึกอย่างไรที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 คลิปวีดีโอนั้นยอดคนดูไป 1.3 ล้าน วิว” นายชวัส กล่าว

นายชวัส กล่าวต่อไปว่า เมื่อคลิปวีดีโอผลงานสตรีทอาร์ต รำลึกถึงในหลวง ร.9 ที่ อ.เบตง จ.ยะลา ถูกเผยแพร่ ก็มีความคิดเห็นจำนวนมากเข้ามาบอกว่าอยากให้ไปวาดที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง และมีความเห็นหนึ่งบอกว่าอยากให้ไปทุกจังหวัด ตนก็ตั้งมั่นว่าจะลองดู หากมีปัจจัยที่ทำให้ตนสามารถเดินทางไปทำผลงานศิลปะแบบนี้ได้อีกตนก็ยินดีที่จะไป แล้วค่อยมาดูกันว่าท้ายที่สุดแล้วจะไปได้ครบ 77 จังหวัดหรือไม่ โดยล่าสุดจนถึงปัจจุบัน วาดภาพบนผนังไปแล้ว 22 ภาพ ใน 22 จังหวัด

ทั้งนี้ ในปี 2565 – 2566 เป็นช่วงที่ทำผลงานได้มาก เพราะทางกลุ่มได้ไปเป็นพาร์ทเนอร์กับสำนักข่าวท็อปนิวส์ โดยทางท็อปนิวส์จะช่วยประชาสัมพันธ์และระดมทุนให้ ทำให้สามารถทำงานสตรีทอาร์ตได้อย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ตนต้องระดมทุนเองผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ขายเสื้อบ้าง วาดรูปขายบ้าง กระทั่งในปี 2567 ทราบว่าทางท็อปนิวส์จะหันไปทำโครงการสนับสนุนเกี่ยวกับโรงพยาบาล ซึ่งพวกตนก็จะยืนต่อด้วยมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำ

อนึ่ง โครงการนี้ตนต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมโดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักวาดภาพที่เชี่ยวชาญ เช่น ในการบูรณาภาพที่ 3 ที่ปิ่นเกล้า ซึ่งตนได้ออกแบบให้ทุกคนสามารถวาดภาพของตนเองได้ โดยมีลักษณะล้อมรอบรูปของในหลวง ร.9 เพื่อให้เป็นเหมือนว่าเราเป้นพสกนิกรตัวเล็กๆ ที่มาช่วยกันเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้ไม่ใช่ทุกคนที่วาดภาพเก่ง แต่เมื่อผลงานออกมาแล้วก็ดูสวย ซึ่งหากนับจำนวนคนที่มาร่วมกิจกรรมแล้วก็น่าจะแตะ 100 คนได้ ที่แวะเวียนกันมา แต่อาจจะไม่ได้มากันทีเดียวทั้ง 100 คน

ขณะที่ นางภัทรา เปิดเผยว่า ตนเข้ามาร่วมโครงการ เพราะลูกสาวของตนเป็นลูกศิษย์ของนายชวัส และนายชวัสได้ให้โอกาสลูกสาวตนออกแบบผลงานของผนังที่ 11 ตนก็ต้องไปดูแลลูกด้วยเพราะลูกเพิ่งอายุ 9 ขวบ จากนั้นก็ได้มาอีกตอนผนังที่ 12 ซึ่งก็เห็นว่า นายสรรเพชญ เริ่มรับแขกไม่ได้ มีคนเอาสิ่งของมาสนับสนุนการทำงานเป็นจำนวนมาก เมื่อถามว่าประทับใจผลงานชิ้นใด ก็ต้องเป็นผนังที่ 11 ที่ จ.นครพนม เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่ากลุ่มศิลปินทำงานกันอย่างไร แล้วพอเห็นพ่อแม่พี่น้องเข้ามาให้กำลังใจ ตนก็รู้สึกอิ่มใจไปด้วย ทั้งที่เวลานั้นตนเพียงไปดูแลลูก

“ขนาดเราเพิ่งมาแค่ครั้งแรก แล้วทุกๆ ศิลปินที่เขาไปทุกๆ กำแพง เขาน่าจะมีกำลังใจแบบนี้มากๆ เขาถึงไปต่อได้โดยไม่เหนื่อย น้องลิตา (ลูกสาว) เขาดีใจ อย่างแรกเขาดีใจที่ครูอะไหล่ (นายชวัส) ให้โอกาสเขา แล้วเขาก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะมีโอกาสได้ทำอะไรบนกำแพงใหญ่ขนาดนี้ หลังทำเสร็จน้องก็เปลี่ยนไป เดิมที่เขาไม่ค่อยคุย พูดน้อย แต่พอมาทำงานกับพี่ๆ ที่กำแพง พูดเยอะมาก พูดเก่งมาก บางทีเขาเจอพ่อแม่พี่น้องที่เข้ามาทักทาย เขาบอกหนูไม่อยากคุยเลย ไม่รู้จะพูดอย่างไร ก็บอกว่าเขามาให้กำลังใจนะ ยิ้มแย้มนะ คุยกับคุณลุงคุณป้าดีๆ นะ เขาก็ปรับตัว ก็ทำได้ดี ตอนนี้อายุ 11 ขวบ อยู่ชั้น ป.5” นางภัทรา กล่าว

ด้าน นายสรรเพชญ เล่าว่า ตนเริ่มช่วยงานครั้งแรกที่ผนังที่ 9 เมื่อปี 2565 ซึ่งหลายครั้งที่ทางกลุ่มเดินทางไปทำผลงานสตรีทอาร์ต ก็มีประชาชนที่ผ่านไป-มาหยุดดู บางคนมาดูตั้งแต่ช่วงสายๆ กว่าจะกลับบ้านก็เป็นเวลาดึกแล้ว ตนเริ่มทำงานนี้ที่ จ.หนองคาย แต่เริ่มเห็นคนให้ความสนใจมาดูการทำงานกันเยอะที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผนังที่ 10 โดยในกลุ่มจะมีทีมศิลปินที่ลงมือวาดภาพ คนบันทึกวีดีโอ ส่วนตนเป็นเบื้องหลังทำหน้าที่สนับสนุนจิปาถะ เช่น เสบียงอาหาร ช่วยพูดคุยต้อนรับคนที่มาดูการทำงาน

“ผมประทับใจตอนหลังจากที่ผนังสามชุก-สุพรรณบุรีจบ คือเป็นครั้งแรกที่ผมช่วยหาข้อมูลให้ครูอะไหล่แบบเต็มๆ แล้วก็เราก็มีส่วนร่วมมาก คือเหมือนกับว่าช่วงโควิด สตรีทอาร์ตขาดไปคนหนึ่ง เป็นเบื้องหลังไป เรามาริ่มทำช่วยตรงนั้นเต็มๆ ทั้งๆ ที่ผมต้องกลับมากรุงเทพฯ ก่อนเพื่อมาสอน เป็นติวเตอร์ แต่พอครูอะไหล่อัปรูปในกลุ่ม เริ่มอัปรูปในเฟซบุ๊ก พอเราเห็นว่าทุกอย่างมันสมบูรณ์ เหมือนตอนนั้นเราอยู่ที่ทำงานแล้ว เหมือนน้ำตาเราจะไหล มันซึมๆ ออกมา” นายสรรเพชญ กล่าว

ชมคลิปเต็มได้ที่ : https://www.youtube.com/watch?v=whyx0rbqRlQ

– 006

สพฐ.แจงปรับปรุงหนังสือเรียนทันตามกำหนดเวลา เนื้อหาทันสมัยไม่ตกยุค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790583

สพฐ.แจงปรับปรุงหนังสือเรียนทันตามกำหนดเวลา เนื้อหาทันสมัยไม่ตกยุค

สพฐ.แจงปรับปรุงหนังสือเรียนทันตามกำหนดเวลา เนื้อหาทันสมัยไม่ตกยุค

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567, 21.15 น.

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช โฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีองค์การค้าของ สกสค.ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ปีการศึกษา 2567 ได้ เนื่องจากปีนี้ สำนักวิชาการและมาตรฐาน สพฐ.ได้มีการตรวจต้นฉบับเนื้อหาหนังสือแบบเรียน และส่งให้ทางองค์การค้าฯ ค่อนข้างล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถใช้วิธีประกวดราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-bidding ได้ทัน นั้น

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า ในประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ.ได้รับทราบและสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พบว่า ทางสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) ร่วมกับองค์การค้าของ สกสค. และสำนักพิมพ์เอกชน ได้ประชุมพิจารณาแนวทางการปรับปรุงสื่อการเรียนรู้ ร่วมกันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 และมีมติ ให้ปรับปรุงหนังสือเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้เสร็จสิ้นในเวลา 3 ปี  ประกอบด้วย 1) ระดับชั้น ป.1 ป.4 ม.1 และ ม.4 หรือ ม.4-6 ที่จัดทำเป็นช่วงชั้น ปี 2567 2) ระดับชั้น ป.2 ป.5 ม.2 และ ม5 ปี 2568 และ 3) ระดับชั้น ป.3 ป.6 ม.3 และ ม.6 ปี 2569 โดยที่ประชุมมีมติ กำหนดเวลาในการปรับปรุงสื่อการเรียนรู้และการส่งเข้าตรวจประเมินคุณภาพ ได้แก่ 1) สื่อการเรียนรู้ต้นแบบ ฉบับกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดระยะเวลาตั้งแต่ เมษายน 2566 – กุมภาพันธ์ 2567 2) สื่อการเรียนรู้สำนักพิมพ์เอกชน กำหนดระยะเวลา รอบที่ 1 ภายในเดือนพฤษภาคม 2566 รอบที่ 2 ภายในเดือนสิงหาคม 2566 และรอบที่ 3 ภายในเดือนพฤศจิกายน 2566 และกำหนดการส่งรายชื่อหนังสือเรียนลงในบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ฯ รอบที่ 1 วันสุดท้าย คือ วันที่ 12 มกราคม 2567 รอบที่ 2 วันสุดท้าย คือ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 และรอบอื่น ๆ เป็นก่อนวันศุกร์สุดท้ายของเดือน โดย สพฐ. อนุมัติให้เพิ่มรอบเพิ่มเติม วันสุดท้าย คือ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567

สำหรับการดำเนินการปรับปรุงสื่อของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น สำหรับ สสวท.และองค์การค้าฯ ได้ดำเนินการในส่วนของ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถขึ้นได้ทันรอบ ที่ 1 และกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สามารถขึ้นได้ทันรอบ ที่ 2 ทางด้าน สถาบันภาษาไทย สวก.ได้ดำเนินการในส่วนของ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สามารถขึ้นได้ทันรอบเพิ่มเติม ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 ขณะที่กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่มีแนวโน้มจะดำเนินการไม่ทันตามกำหนดนั้น องค์การค้าฯ กับ สพฐ.ก็ได้เร่งรัดการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ ส่งลงในบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ สวก.ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ทันการจำหน่ายในวันที่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป

“ทาง สพฐ.ได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ เพราะเป็นประโยชน์ของเด็กและเยาวชนที่จะได้เรียนรู้อย่างถูกต้อง ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้ปรับเนื้อหาให้ทันสมัยเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ซึ่งทาง สวก.ก็ได้ดำเนินการปรับปรุงสื่อการเรียนรู้และส่งเข้าตรวจประเมินคุณภาพ ตามกรอบระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ ตามมติที่ประชุมร่วมกันระหว่าง สพฐ. องค์การค้าฯ และสำนักพิมพ์เอกชน อย่างครบถ้วน ส่วนการจัดพิมพ์ขององค์การค้าฯ สพฐ. ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์ดังกล่าว และหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 นี้” โฆษก สพฐ.กล่าว

เสมา 2 พร้อม สพฐ. ลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียน นครพนม ชื่นชมจัดการเรียนรู้ได้ดีเข้มแข็งมีคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790574

เสมา 2 พร้อม สพฐ. ลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียน นครพนม ชื่นชมจัดการเรียนรู้ได้ดีเข้มแข็งมีคุณภาพ

เสมา 2 พร้อม สพฐ. ลงพื้นที่เยี่ยมโรงเรียน นครพนม ชื่นชมจัดการเรียนรู้ได้ดีเข้มแข็งมีคุณภาพ

วันศุกร์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2567, 20.06 น.

1 มีนาคม 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินการตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ณ สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครพนม ได้แก่ โรงเรียนเรณูวิทยาคาร โรงเรียนธาตุพนม โรงเรียนนาแกพิทยาคม และโรงเรียนปลาปากวิทยา โดยมี นายวิสิทธิ์ ใจเถิง และนายบุญรักษ์ ยอดเพชร คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางสาวพัชรกันย์ เมธาอัครเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการคลังและสินทรัพย์ สพฐ. รวมถึงผู้บริหารด้านการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ด้วย

โดย รมช.ศธ. และเลขาธิการ กพฐ. พร้อมคณะฯ ได้ตรวจเยี่ยมโรงเรียนเรณูวิทยาคาร ในเรื่องของการปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้ทันสมัยและหลากหลาย ซึ่งพบว่าทางโรงเรียนมีการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายเหมาะสมกับนักเรียนในแต่ละช่วงวัย และมีสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย ประกอบกับคุณครูที่มีเทคนิคการสอน Active Learning ที่น่าสนใจ สามารถพัฒนาให้นักเรียนมีทักษะได้อย่างรอบด้าน จากนั้นได้ตรวจเยี่ยมโรงเรียนธาตุพนม ในเรื่องการจัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และประชาธิปไตย ซึ่งได้บูรณาการการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงลงมือทำเพื่อเกิดองค์ความรู้ที่ยั่งยืน ในรูปแบบการจัดนิทรรศการโรงเรียนศีล 5 การร่วมงานประเพณีทางศาสนา กิจกรรมตักบาตรหน้าโรงเรียน กิจกรรมยุวพุทธทำบุญตักบาตรทุกวันพระ กิจกรรมพาลูกเข้าวัดปฏิบัติธรรม และกิจกรรมคนดีศรีธาตุพนม (ของหายได้คืน) รวมถึงกิจกรรมยุวมัคคุเทศก์ กิจกรรมรำตำนานพระธาตุพนม เป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงามของบรรพบุรุษชาวธาตุพนมสืบไป  ทางด้านโรงเรียนนาแกพิทยาคม ได้ตรวจเยี่ยมการเสริมสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นของสังคม และป้องกันภัยคุกคามในชีวิตทุกรูปแบบ โดยโรงเรียนได้ดำเนินการตามแผนและมาตรการด้านความปลอดภัย 3 ป (ป้องกัน ปลูกฝัง ปราบปราม) ให้แก่ ผู้เรียน ครูและบุคลากร ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างเข้มข้น โดยมีกรอบแนวคิดความปลอดภัยรอบด้านในสถานศึกษา ได้แก่ ด้านอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติในสถานศึกษา ด้านการลดความเสี่ยงและการรู้รับปรับตัวจากภัยพิบัติ และมีการจัดการบริหารความปลอดภัย ภายใต้ขอบข่ายความปลอดภัย 4 กลุ่มภัย ได้แก่ ภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ ภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ ภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์ และภัยที่เกิดจากผลกระทบทางกายและจิตใจ จากนั้นได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนปลาปากวิทยา ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียน จัดหาทุนการศึกษา กำกับติดตาม ส่งเสริมผู้เรียนให้จบการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐาน พัฒนาทักษะต่าง ๆ ตามความถนัดและความสามารถของผู้เรียน ทั้งยังจัดการเรียนรู้อย่างหลากหลายเหมาะสมกับบริบทในสังคมปัจจุบัน เป็นการสร้างโอกาสและความเสมอภาคให้แก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึง

นายสุรศักดิ์ รมช.ศธ. กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยม ว่า จากการลงพื้นที่วันนี้ ตามที่พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ได้มอบหมายให้ตนมาตรวจติดตามการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จังหวัดนครพนม พบว่า แต่ละโรงเรียนมีผู้บริหาร คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้นำชุมชน ที่เข้มแข็ง ถือเป็นจุดแข็งของจังหวัดนครพนม ทุกโรงเรียนมีคุณภาพที่เห็นได้ชัด ซึ่งเกิดจากการสร้างคุณภาพให้เกิดขึ้นทั้งโรงเรียนในเมืองและโรงเรียนในอำเภอ ซึ่งทางผู้ปกครองก็ไว้วางใจในการส่งบุตรหลานมาเรียนแต่ละอำเภอไม่ต้องเดินทางไกลเข้าไปเรียนในเมือง เพราะโรงเรียนประจำอำเภอระดับประถมฯ มัธยมในอำเภอผู้ปกครองให้ความไว้วางใจ ส่งลูกหลานมาเรียนได้อย่างสบายใจโรงเรียนจะสามารถพัฒนาลูกหลานของเขาได้เทียบเท่าโรงเรียนดังๆทั่วไป จึงเป็นที่น่าชื่นชมถือเป็นต้นแบบที่อยากให้เกิดขึ้นในโรงเรียนคุณภาพในทุกอำเภอ เราเองต้องการเห็นภาพเช่นนี้เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆด้วย เช่นโรงเรียนธาตุพนม ก็สามารถเป็นต้นแบบในการบูรณาการแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นกับการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ได้ ด้วยการจัดกิจกรรมแบบ Active Learning ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติและเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่เน้นการท่องจำหรือเรียนแต่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว  ซึ่งทางกระทรวงก็ได้สนับสนุนการใช้สื่อที่ทันสมัย เช่น AR, AI เข้ามาบูรณาการกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วย 

“ส่วนด้านความปลอดภัยในสถานศึกษานั้น จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนนาแกพิทยาคม พบว่าโรงเรียนมีมาตรการดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาอย่างเคร่งครัด เป็นตัวอย่างที่ดีให้โรงเรียนอื่นๆได้ ซึ่งหากทุกโรงเรียนเอาจริงเอาจังในเรื่องความปลอดภัยก็จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี รวมถึงการมีแผนเผชิญเหตุหรือการฝึกเอาชีวิตรอดจากภัยคุกคามต่างๆ ทั้งภัยธรรมชาติและภัยจากมนุษย์ ก็เป็นเรื่องที่ต้องรณรงค์ขอความร่วมมือให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” รมช.ศธ. กล่าว

ทางด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ  เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า แต่ละโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้ดี มีผลการดำเนินการเป็นที่น่าพอใจ ครบรอบด้านทุกมิติ ทั้งการปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้ทันสมัยและหลากหลาย การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และประชาธิปไตย การเสริมสร้างความปลอดภัยของสถานศึกษา และการเพิ่มโอกาสและสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่รอบนอกที่มีคุณภาพไม่แพ้โรงเรียนในเมือง ผู้ปกครองไว้วางใจส่งบุตรหลานมาเรียนจำนวนไม่น้อย ซึ่งเรามองว่าเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงเรียนในเขตพื้นที่อื่นๆ สามารถถอดบทเรียนนำไปปฏิบัติตามได้ เพื่อให้คุณภาพเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทาง สพฐ. จะขับเคลื่อนนโยบายลงสู่ทุกพื้นที่ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป

‘เพิ่มพูน’จี้องค์การค้าตรวจสอบ หลังถูกร้องการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ‘รองผอ.องค์การค้าฯ’ยืนยันโปร่งใส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790213

'เพิ่มพูน'จี้องค์การค้าตรวจสอบ หลังถูกร้องการจัดพิมพ์หนังสือเรียน 'รองผอ.องค์การค้าฯ'ยืนยันโป่งใส

‘เพิ่มพูน’จี้องค์การค้าตรวจสอบ หลังถูกร้องการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ‘รองผอ.องค์การค้าฯ’ยืนยันโป่งใส

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 16.06 น.

”เพิ่มพูน“ จี้องค์การค้าตรวจสอบ หลังถูงร้องการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ด้าน “รองผอ.องค์การค้าฯ”ยืนยันโป่งใส

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 นายภกร รงค์นพรัตน์ รองผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ร้องเรียนต่อ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างการจัดพิมพ์หนังสือเรียนว่าดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น  องค์การค้าฯ ยืนยันว่า การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปด้วยความโปร่งใส  ตามระเบียบข้องกรมบัญชีกล่าง โดยปีนี้ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (สวก.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการตรวจต้นฉบับเนื้อหาหนังสือแบบเรียน และส่งให้ทางองค์การค้า ค่อนข้างล่าช้ากว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถใช้วิธีประกวดราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ  e-biddingได้ทัน  เนื่องจากเหลือเวลาในการดำเนินการเพียงแต่ 55 วัน ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีการประกวดราคาต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560  โดยเชิญ 19 โรงพิมพ์เข้าร่วมประกวดราคา  เพื่อสามารถจัดส่งหนังสือเรียนได้ทันเปิดภาคเรียน 16 พฤษภาคม 2567 เพื่อให้เด็กได้ใช้หนังสือที่มีคุณภาพ ไม่เสียโอกาสในการเรียนรู้ มีความต่อเนื่อง เพราะตำราเรียนแต่ละสำนักพิมพ์จะมีการเรียบเรียงที่ไม่เหมือนกัน

“อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบราคาหนังสือเรียนขององค์การค้าหน้าต่อหน้า กับราคาในท้องตลาดถือว่าของเรามีราคาถูกกว่าที่อื่น และหากเด็กได้ใช้หนังสือจากองค์การค้า ที่มาจาก สพฐ. และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยตรง เชื่อว่าจะทำให้ทุนมนุษย์มีความฉลาดตั้งแต่เด็ก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ทั้งหมดนี้ เป็นสาเหตุสำคัญที่องค์การค้าต้องการกระจายหนังสือให้ได้มากที่สุด ส่วนที่ว่าองค์การค้ามีการเปลี่ยนแปลงสเป็คกระดาษ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใครนั้นก็ไม่เป็นความจริง โดยกระดาษสเป็คนี้ใช้มา2-3 ปีแล้ว และในทีโออาร์ก็ไม่ได้มีการกำหนดสเป็คกระดาษไว้ตามที่มีข้อกล่าวหา สำนักพิมพ์ที่ประมูลผ่านสามารถซื้อกระดาษกับเจ้าใดก็ได้”   นายภกร กล่าว 

นายภกร กล่าวต่อว่า โรงพิมพ์ทั้ง 19 โรงที่องค์การค้าส่งหนังสือเชิญ ซึ่ง 4 โรงเป็นโรงพิมพ์ของรัฐ อีก 15 โรงเป็นโรงพิมพ์ที่เคยขึ้นทะเบียนกับองค์การค้า ส่วนสาเหตุที่เชิญเฉพาะโรงพิมพ์ที่ขึ้นทะเบียนกับองค์การค้า เพราะเห็นแล้วว่ามีศักยภาพในการจัดพิมพ์หนังสือเรียนได้ทันตามกำหนด ป้องกันความเสียหาย และทุกรายจะต้องมาแข่งขันประกวดราคากันตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้ง โดยครั้งนี้ไม่ได้มีการวางเงินค้ำประกัน ประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้เป็นการกีดกันโรงพิมพ์ขนาดเล็ก ดังนั้นครั้งนี้จะใช้ราคาเป็นหลัก ถ้าใครเสนอราคาต่ำสุดคนนั้นก็ได้ เพราะระยะเวลาการจัดพิมพ์เหลือเพียง 55 วัน หากไม่สามารถจัดพิมพ์ได้ทันตามกำหนดจะต้องเสียค่าปรับ 0.2% ของจำนวนหนังสือที่ไม่ได้จัดส่ง ซึ่งถือว่าค่าปรับน้อยมาก ไม่คุ้มค่ากับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับเด็ก   

“ส่วนที่กำหนดให้ 1 บริษัทเสนอประกวดราคาได้เพียง 1 กลุ่ม ถือเป็นการจำกัดสิทธิหรือไม่นั้น ผมยืนยันว่า เป็นการดำเนินการตามระเบียบพัสดุ ของกรมบัญชีกลาง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกลั่นแกล้งหน่วยงาน การทำงานการครั้งนี้ไม่มีการจำกัดสิทธิหรือฮั้วประมูลอย่างแน่นอน เนื่องจากการประกวดราคาต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า การร้องเรียนดังกล่าวจะไม่กระทบกับการจัดพิมพ์หนังสือเรียน เพราะการดำเนินการทุกอย่างได้หารือกับกรมบัญชีกลางอย่างเป็นทางการแล้ว สามารถส่งหนังสือเรียนได้ทันเปิดเทอมแน่นอน”  นายภกร กล่าว 

2 นักเรียน รร.บีคอนเฮาส์แย้มสอาด คว้าเหรียญทอง Gold Prize รายการ ROBOQUEST

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789993

2 นักเรียน รร.บีคอนเฮาส์แย้มสอาด  คว้าเหรียญทอง Gold Prize รายการ ROBOQUEST

2 นักเรียน รร.บีคอนเฮาส์แย้มสอาด คว้าเหรียญทอง Gold Prize รายการ ROBOQUEST

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ทรู คลิกไลฟ์ หนึ่งในผู้นำนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แบบครบวงจร โดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมแสดงความยินดีกับ นายนิรัติสัย ภุมรินทร์ และ นางสาวพรรณอัปสรฉัตรแก้วมณี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาด ที่ชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทอง Gold Prize และอีก 2 รางวัลพิเศษ ได้แก่ Robotics Top Award และ Excellence in Design Award จากการแข่งขันโรโบติกส์ ในงาน “Beaconhouse International Student Convention
2024” รายการ ROBOQUEST เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนในเครือบีคอนเฮาส์ทั่วโลกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ พร้อมแข่งขันทางด้านกีฬาและวิชาการ ประกอบด้วยวิชาความรู้รอบตัว ศิลปะ หุ่นยนต์ และผู้ประกอบการ (entrepreneurship) รวมทั้งแสดงวัฒนธรรมของแต่ละชาติที่หลากหลายในเวทีนานาชาติ ซึ่งปีนี้มี 6 ประเทศ จาก 10 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ มาเลเซีย โอมาน ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศไทย ซึ่งในปีนี้กลุ่มโรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมน้องๆ ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทอง Gold Prize จากการแข่งขันโรโบติกส์ ในงาน Beaconhouse International Student Convention 2024 มาได้ โรโบติกส์เป็นวิชาที่สำคัญมาก สำหรับการศึกษาในยุค 5.0 โดยเฉพาะทักษะการสร้างหุ่นยนต์ ทักษะด้าน AI หรือการเขียนโค้ดดิ้ง เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้เพื่อเพิ่มโอกาสทางอาชีพและการทำงานต่อไปในอนาคต ทรู คลิกไลฟ์ จึงให้ความสำคัญกับเรื่องของโรโบติกส์ โดยหลักสูตรโรโบติกส์ของเราจะเป็นการบูรณาการการเรียนรู้แบบ STEAM Education การเพิ่มเติมทักษะต่างๆ เหล่านี้ทำให้เด็กสามารถแก้ปัญหา คิดวิเคราะห์ หรือคิดในเชิงระบบได้ ปัจจุบันนี้โลกหมุนเร็วเด็กๆ ควรได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ โดยทรู คลิกไลฟ์ จะอยู่เคียงข้างเป็นครอบครัวที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาทางการเรียนรู้เพื่อต่อยอดแรงบันดาลใจในอนาคตให้กับน้องๆ ได้อย่างเต็มศักยภาพ และขอขอบคุณกลุ่มโรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดที่ให้ความเชื่อมั่นมาตลอด 15 ปี สำหรับการใช้หลักสูตรการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แบบครบวงจรของทรู คลิกไลฟ์ ทั้ง เทคโนโลยีวิทยากรคำนวณ อังกฤษ จีน โรโบติกส์ และดนตรี

นายนิรัติสัย ภุมรินทร์ นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิต เล่าว่า“การเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ได้เปิดประสบการณ์ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ จากต่างชาติ แล้วก็ได้เรียนรู้จากคู่แข่ง เหมือนได้เอาความรู้ในห้องเรียน มาใช้จริงก่อนแข่งได้รับการโค้ชชิ่งจากทีมทรู คลิกไลฟ์ ตั้งแต่ทฤษฎีต่างๆ อย่าง การเขียนโค้ด การปล่อย หุ่นยนต์ แล้วก็กลยุทธ์การวางแผนเส้นทางการทําภารกิจอย่างไรให้ได้คะแนนมากที่สุด”

น.ส.พรรณอัปสร ฉัตรแก้วมณี นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนบีคอนเฮาส์แย้มสอาดรังสิตยังกล่าวว่า “ดีใจที่ได้รับรางวัลแล้วก็ประทับใจเพื่อนๆ ทุกทีมที่เข้าแข่งขันที่สามารถแสดงผลงานได้อย่างดี ขอบคุณพี่ๆ โค้ชจากทรู คลิกไลฟ์ ที่คอยฝึกฝนและขอบคุณโรงเรียนที่สนับสนุน ให้เราได้รับประสบการณ์ที่ดีค่ะ”

ทั้งนี้ ทรู คลิกไลฟ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยอยู่ตลอด อย่างหลักสูตรโรโบติกส์ เป็นหลักสูตรสำคัญในการสร้างทักษะแห่งอนาคตให้กับเยาวชน อาทิ การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา เป็นการเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถใช้ชีวิตในอนาคตที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนได้ โรงเรียนเอกชนที่สนใจเข้าร่วมหลักสูตรทรู คลิกไลฟ์ ติดต่อ 089-1160239 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.trueclicklife.com

ชวนเด็ก ม.ปลาย ร่วม ‘ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่น 58’ ลุยสำรวจและรับแรงบันดาลใจจากป่าต้นน้ำดอยอินทนนท์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789997

ชวนเด็ก ม.ปลาย ร่วม ‘ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่น 58’  ลุยสำรวจและรับแรงบันดาลใจจากป่าต้นน้ำดอยอินทนนท์

ชวนเด็ก ม.ปลาย ร่วม ‘ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่น 58’ ลุยสำรวจและรับแรงบันดาลใจจากป่าต้นน้ำดอยอินทนนท์

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ร่วมกับมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศล ซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย EGCO Group และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาร่วมเดินทางไปเปิดประสบการณ์ชาวค่ายในผืนป่าต้นน้ำ เพื่อรับแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์และอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 58” ภายใต้แนวคิด “Inspired by Nature” ระหว่างวันที่ 23-29 มีนาคม 2567 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เยาวชนที่สนใจสามารถส่งผลงานเพื่อสมัครร่วมค่าย โดยการส่ง“เรียงความ” หรือ “คลิปวีดีโอสั้น” ตั้งแต่วันนี้-6 มีนาคม 2567

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า EGCO Group มีความเชื่อว่า “ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี” ดังนั้น เราจึงเริ่มปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ “เยาวชน” ซึ่งเป็นวัยต้นทางแห่งการเรียนรู้และเป็นอนาคตของชาติ ผ่านการจัดโครงการค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 รวมสร้างเครือข่ายเยาวชน รักษ์ป่าไปแล้ว57 รุ่น จำนวนกว่า 3,400 คน สำหรับปี 2567 บริษัทได้จัดค่ายเยาวชนฯ เป็นรุ่นที่ 58 เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เดินทางไปเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงจากป่าต้นน้ำด้วยตนเอง การเข้าค่ายนี้จะส่งเสริมให้เยาวชนรู้จักและเข้าใจคุณค่าและความสำคัญของป่าต้นน้ำซึ่งเป็นต้นกำเนิดพลังงานและความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญต่อทุกชีวิตโดยน้อง ม.ปลาย หรือเทียบเท่า ที่ผ่านการคัดเลือกจาก ทุกภูมิภาคทั่วประเทศจะได้ไปร่วมสังเกต เรียนรู้ และรับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติและระบบนิเวศป่าต้นน้ำ เพื่อต่อยอดเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่จะร่วมกันอนุรักษ์ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ในอนาคต โดยหลังจบค่าย จะมีการจัดกิจกรรมต่อยอดด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

กิจกรรมที่น่าสนใจของ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 58” คือ การนำเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 60 คน นั่งรถไฟไปพักกางเต็นท์ที่ป่าต้นน้ำ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา 7 วัน 6 คืน เพื่อเรียนรู้ระบบนิเวศป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ผ่านห้องเรียนธรรมชาติ โดยเยาวชนจะได้ร่วมเดินเท้าในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานที่มีความหลากหลายด้านภูมิประเทศและชีวภาพ ตลอดจนได้รับมิตรภาพจากเพื่อนใหม่ทั่วประเทศโดย EGCO Group จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดกิจกรรม

เยาวชนที่สนใจสามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้-6 มีนาคม 2567 ผ่าน 2 วิธีการ ได้แก่ การส่ง “เรียงความเขียนด้วยลายมือ” 1 หน้ากระดาษ A4 หรือบันทึก “คลิปวีดิโอสั้น” ไม่เกิน 2 นาที ในหัวข้อ “แรงบันดาลใจจากธรรมชาติสู่ความคิดสร้างสรรค์” โดยกรอกใบสมัครออนไลน์และส่งผลงานได้ที่ https://bit.ly/3uDq3We

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดของค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่าได้ที่ https://bit.ly/3SD9phm หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทางอีเมล youthcampegco@gmail.com หรือเฟซบุ๊ก “มูลนิธิไทยรักษ์ป่า” โดย EGCO Group จะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกทั้ง 60 คน ในวันที่ 15 มีนาคม 2567

กรมวิทย์ เชิญชวนส่งผลงานเข้าประกวด ‘รางวัล DMSc Award’ ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789996

กรมวิทย์ เชิญชวนส่งผลงานเข้าประกวด  ‘รางวัล DMSc Award’ ประจำปี 2567

กรมวิทย์ เชิญชวนส่งผลงานเข้าประกวด ‘รางวัล DMSc Award’ ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ มูลนิธิกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กำหนดจัดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 32 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จากแล็บสู่ชีวิต” Medical Sciences Innovations : From Lab to Life ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่5-7 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เพื่อเป็นเวทีให้นักวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่อยู่ในหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งเครือข่ายด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ข้อคิดเห็น ตลอดจนรับทราบความก้าวหน้าทางวิทยาการ และเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งปัจจุบัน องค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีมีความก้าวหน้า เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว งานวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงจำเป็น ต้องมีการพัฒนา และสร้างสรรค์งานวิชาการ เพื่อให้ก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล เป็นประโยชน์ต่อการป้องกัน และแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้จะมีหัวข้อการบรรยายทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมทั้งการบรรยายพิเศษจากผู้ที่ได้รับรางวัล เช่น นักวิทยาศาสตร์การแพทย์เกียรติยศ DMSc Award นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ดีเด่น นักวิทยาศาสตร์การแพทย์รุ่นใหม่ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านดีเด่น ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ชุมชนระดับชาติ นอกจากนี้ยังจัดให้มีการประกวดผลงานรางวัล DMSc Award การนำเสนอและประกวดผลงานด้านวิชาการ ในแบบบรรยาย (Oral Presentation) โปสเตอร์ (Poster Presentation) และด้านงานประจำสู่งานวิจัย R2R ในแบบบรรยาย (Oral presentation) จึงขอเชิญชวนผู้สนใจ ส่งผลงานเข้าประกวดรางวัล DMSc Award ผลงานวิชาการและผลงาน R2R ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม-15 มีนาคม 2567

“ทั้งนี้ ได้จัดการประชุมเป็นแบบ Onsite ไม่เสียค่าลงทะเบียน โดยเปิดให้ลงทะเบียนผ่านทาง Online เท่านั้น ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์-30 เมษายน 2567 สำหรับผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนสามารถรับชมถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ที่เพจกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, เพจประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเพจกองแผนงานและวิชาการซึ่งเภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ สามารถเก็บสะสมคะแนนการศึกษาต่อเนื่องได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือลิงก์ https://register.dmsc.moph.go.th/67หรือติดต่อสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-9510000ต่อ 99187 และ 99051” นพ.ยงยศ กล่าว

วศ.อว.แนะรับมือสภาวะโลกเดือด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789994

วศ.อว.แนะรับมือสภาวะโลกเดือด

วศ.อว.แนะรับมือสภาวะโลกเดือด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยุคภาวะโลกร้อนสิ้นสุดลงแล้ว พวกเรากำลังอยู่ในยุคโลกเดือด (Global Boiling)” สหประชาชาติ (UnitedNations : UN) กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตบนโลก โดยปัจจัยหลักที่ทำให้อุณหภูมิสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมาคือ การปล่อยแก๊สเรือนกระจกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากมนุษย์และปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino)ที่รุนแรง ดังนั้นประชาชนควรตระหนักเห็นถึงความสำคัญ ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และมีแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น ลดการใช้พลาสติก ลดการเผาหรือปล่อยมลพิษทางอากาศ รวมถึงองค์กรภาครัฐต่างๆ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันนโยบาย และข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นแบบอย่างให้ประชาชนนำไปปฏิบัติต่อไป

ดร.ภูวดี ตู้จินดา ผู้อำนวยการกองพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ และโฆษกกรม เปิดเผยว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. ตระหนักและเล็งเห็นถึงผลกระทบจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจึงขอแนะนำประชาชนเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น ภัยแล้ง ไฟป่า หรือน้ำท่วมแบบฉับพลัน รวมถึงการปรับตัวและเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยมีแนวทางการเฝ้าระวังสุขภาพ คือ ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมภายนอก หากจำเป็นควรสวมเสื้อผ้าที่สามารถระบายอากาศได้ดีและติดตามสภาพอากาศอย่างเป็นประจำ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้ที่มีอาการป่วย ผู้สูงอายุ หรือหญิงตั้งครรภ์ ควรระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ และมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดหากมีอาการเจ็บป่วย หรือพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ให้ตั้งสติและโทรแจ้งสายด่วนบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เบอร์โทรศัพท์ 1669

ดร.ภูวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า วศ.อว.เป็นหน่วยงานที่มีการรณรงค์และประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่าง
ต่อเนื่อง อาทิ “วศ. Go Green รวมพลังลดโลกร้อน ใช้ถุงผ้า แทนถุงพลาสติก” เพื่อให้ประชาชนทั่วไปนำถุงผ้าและภาชนะที่เป็นมิตรต่อ
สิ่งแวดล้อมแทนถุงพลาสติกในการใช้จ่ายสินค้า โดยขอความร่วมมือร้านค้าภายใน วศ. งดใช้ถุงพลาสติก และมีจุดบริการถุงผ้าให้ยืมสำหรับบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้นำถุงผ้ามาอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมี “นโยบายห้องสมุดสีเขียวและสำนักงานสีเขียว” เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักรู้ในเรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ผ่านการสื่อสารแนวทางการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาห้องสมุดสีเขียว กิจกรรมลดและคัดแยกขยะในอาคาร Big cleaningdayสื่อประชาสัมพันธ์รณรงค์การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมี “นโยบายอนุรักษ์พลังงาน” โดยบุคลากรทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการจัดการพลังงาน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และเกิดประสิทธิผลในการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่องและพัฒนาองค์กรให้ยั่งยืนต่อไป

ยกเลิก‘ครูเวร’ โฆษก ศธ.ลั่นทำแล้วต้องทำให้ถึง วอนทุกโรงเรียนอย่าเลี่ยงบาลี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790077

ยกเลิก‘ครูเวร’ โฆษก ศธ.ลั่นทำแล้วต้องทำให้ถึง วอนทุกโรงเรียนอย่าเลี่ยงบาลี

ยกเลิก‘ครูเวร’ โฆษก ศธ.ลั่นทำแล้วต้องทำให้ถึง วอนทุกโรงเรียนอย่าเลี่ยงบาลี

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.10 น.

โฆษก ศธ.ลั่น”ยกเลิกครูเวร”ทำแล้วต้องทำให้ถึง วอนทุกโรงเรียนอย่าเลี่ยงบาลี ความปลอดภัยพี่น้องเพื่อนครูต้องมาก่อน

จากกรณีเพจชื่อดังในโลกออนไลน์แชร์ประเด็น “บรรดาคุณครูฝากตั้งคำถามมา หลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติยกเว้นให้ครูไม่ต้องอยู่เวรยามในโรงเรียนแล้ว แต่ผู้บริหารสถานศึกษากลับมีคำสั่งให้ตรวจตราแทนกัน แบบนี้ได้หรือครับ ศธ.360 องศา มีคำชี้แจงให้คุณครูไหมครับ” นั้น

ล่าสุดวันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2567) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน​ ชิด​ชอบ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ ห่วงใยความปลอดภัย​ของครู​ และให้ความสำคัญ​กับการลดภาระครู​ การคืนความสุข​ให้ครูมาตลอด​ โดยเน้นย้ำกับผู้บริหารสถานศึกษา​ในเรื่องยกเว้นให้ครูไม่ต้องอยู่เวร แต่ยังมีผู้อำนวยการโรงเรียนบางแห่งอาจมีความกังวลเมื่อไม่มีครูเวร ทั้งที่มีข้อสั่งการชัดเจนจาก สพฐ.มีหนังสือแจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศให้เข้าใจและถือปฏิบัติร่วมกัน

ทั้งนี้​ ผู้บริหาร​สถานศึกษา​ที่ยังมีความกังวลอยู่​ สามารถ​นำมาตรการ​ของโรงเรียนขนาดใกล้เคียง​กัน​ ที่ดำเนินการ​ยกเลิก​เวรครู​ แล้วใช้แนวทางอื่นมาช่วยในการรักษา​ความปลอดภัย​ เช่น การใช้พนักงานรักษาความปลอดภัย​การติดตั้งกล้องวงจรปิด​ การประสานกับฝ่ายปกครองในพื้นที่หรือประสานตำรวจมาติดตั้งตู้แดง​ช่วยตรวจตรา​ การใช้ระบบแจ้งเตือนผู้บุกรุก​ เป็น​ต้น​ มาปรับ​ใช้​ให้เหมาะสม​ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องเพื่อนครู ตลอดจน​ลดภารกิจที่ไม่จำเป็นตามนโยบายลดภาระครู ให้ครูทั้่งประเทศได้มีเวลาในการจัดเตรียมการเรียนการสอนอย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึง​เป็น​ไปตามมติ​ ครม.และประกาศ​ของ​ ศ​ธ.​ด้วย

“ตอนนี้ต้องขอบคุณโรงเรียนส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติตาม ขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยคืนความสุขให้กับครู คืนเวลาสอนในชั้นเรียน ครูก็จะลดภาระลงได้ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดย​ได้มีการสอบถามความเห็น​ครูหลังจากประกาศ​ยกเลิก​ไม่ต้องมาอยู่เวร​ พบว่าครูทุกท่านต่างเห็นด้วยและมีความสุข​กับนโยบาย​นี้ รมว.ศธ.​จึงฝากกำชับว่าทุกโรงเรียนต้องดำเนินการและปฏิบัติตาม มติ ครม.และประกาศของ ศธ.อย่างเคร่งครัด หากพบข้อมูลว่าสถานศึกษาใดยังไม่ปฏิบัติตามสามารถแจ้งข้อมูล หรือร้องเรียนการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ที่ศูนย์บริการประชาชน สายด่วน 1579 ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้เชื่อมั่นว่ากระทรวงศึกษาธิการพร้อมและมุ่งมั่นที่จะดำเนินการทุกแนวทางเพื่อลดภาระครู คืนครูให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย” โฆษก ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ ศธ.ได้ตั้งเรื่องเสนอของบประมาณปี 2567 เพื่อจ้างนักการภารโรงให้ทุกโรงเรียนที่ยังขาดอยู่ โดยสามารถเริ่มจ้างได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ ในงบประมาณปี 2568 ยังจะมีการดำเนินการจ้างเพิ่มอีก รวมเป็นเงินกว่า 2 พันล้านบาท และจะดำเนินการของบประมาณในปีต่อๆ ไปด้วย