‘เสริมศักดิ์’จ่อชง’ชุดไทยพระราชนิยม’ ดันขึ้นทะเบียนยูเนสโกมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790026

'เสริมศักดิ์'จ่อชง'ชุดไทยพระราชนิยม' ดันขึ้นทะเบียนยูเนสโกมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

‘เสริมศักดิ์’จ่อชง’ชุดไทยพระราชนิยม’ ดันขึ้นทะเบียนยูเนสโกมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 17.18 น.

เสริมศักดิ์ ขานรับ นายกเศรษฐา เตรียมเสนอ “ชุดไทยพระราชนิยม” ให้ ครม.เห็นชอบ ก่อนส่งข้อมูลให้ยูเนสโกขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ 

28 ก.พ.2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ( 27 กุมภาพันธ์ 67 เวลา 10.20 น.) ว่า เนื่องในปีมหามงคล ครบ 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ  ได้ทรงดีไซน์ลายผ้าวชิรภักดิ์  ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ลายหัวใจ เป็นเสื้อผ้าให้ทางรัฐบาลช่วยกันนำไปโปรโมท และจะมีการตัดเสื้อผ้าใส่ นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้เร่งรัด กระทรวงวัฒนธรรม ทำเรื่องของ ชุดไทยพระราชนิยม เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อ UNESCO อีกด้วย

นายเสริมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลชุดไทยฯ ที่เตรียมนำเสนอต่อยูเนสโก มีความพร้อมแล้ว ซึ่งอยู่ในระหว่างการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบก่อน และทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบงานมรดกภูมิปัญญาของชาติ จะดำเนินการส่งข้อมูลตามเอกสารที่ ยูเนสโก กำหนด ให้ทันภายในเดือนมีนาคม2567  นี้ หลังจากนั้น ยูเนสโก จะนำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาฯ ที่ประเทศต่าง ๆ ที่นำเสนอ เข้าสู่วาระการพิจารณาตามลำดับต่อไป ซึ่งในขณะนี้ ในส่วนของประเทศไทย ในปลายปี 2567 จะมีรายการ ต้มยำกุ้ง กับ เคบายา จะเข้ารับการพิจารณา และในลำดับถัดไปจะเป็นรายการ ชุดไทยพระราชนิยม มวยไทย และ ประเพณีลอยกระทงตามลำดับ

“ประเทศไทยได้ประกาศขึ้นบัญชี ชุดไทยพระราชนิยม เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (ระดับชาติ) เมื่อพุทธศักราช 2566 ในราชกิจจานุเบกษา แล้วเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567 โดยชุดไทยพระราชนิยม เป็นรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ในลักษณะแนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล มีสาระสำคัญแสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้เกี่ยวข้องกับงานช่างฝีมือ และการพิจารณานำชุดไทยไปใช้สวมใส่ตามโอกาส ถือเป็นแนวปฏิบัติการแต่งกายของสตรีไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และได้จัดทำข้อมูลรองรับการเตรียมเสนอต่อยูเนสโกภายใต้ชื่อ ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ (Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of The thai National Costume) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี ในครั้งต่อไป” นายเสริมศักดิ์ เผย

ด้าน นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบงานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ให้ข้อมูลถึงความสำคัญของ ชุดไทย ว่า เป็นเครื่องแต่งกายที่แสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทย ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยมีปรากฏหลักฐานรูปแบบการนุ่งและการห่ม มากว่า 1400 ปี ตั้งแต่สมัยทวารวดี อยุธยาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ภาพการแต่งกายจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าให้คนรุ่นหลังได้รับรู้และสืบทอด ในปีพุทธศักราช 2503 ชุดไทยได้รับการพัฒนารูปแบบครั้งสำคัญ  เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ศึกษาวิวัฒนาการรูปแบบการแต่งกายของสตรีไทย และสร้างสรรค์ชุดไทยขึ้น 8 แบบ เพื่อให้ประชาชนใช้ในโอกาสต่าง ๆ ปัจจุบัน คนไทยนิยมสวมใส่ชุดไทย ทั้ง 8 แบบ ในวิถีชีวิต ทั้งงานรัฐพิธี งานพิธีการทางศาสนา งานพิธีการสำคัญในชีวิต

นายโกวิท ยังได้เผยถึง คุณค่าของชุดไทย ว่า การสวมใส่ชุดไทยของคนไทยแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการการนุ่งห่มของคนไทยในยุคสมัยต่าง ๆ และมีคุณค่าที่ควรตระหนักถึงความสำคัญในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ดังนี้

1. ในด้านงานช่างฝีมือ แสดงให้เห็นถึงฝีมือช่าง และหัตถศิลป์การทอผ้า การสร้างสรรค์ลวดลาย การออกแบบและตัดเย็บ รวมถึงการปักประดับด้วยเทคนิคต่าง ๆ อันวิจิตรบรรจง ส่งต่อให้ผู้สวมใส่เกิดความภาคภูมิใจ 

2. ในด้านแนวปฏิบัติทางสังคม และความรู้ความเข้าใจในการนำ ชุดไทย ไปสวมใส่ให้เหมาะสมกับโอกาส แสดงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนไทย เกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม
ที่สืบทอดกันมาช้านาน บ่งบอกถึงความผูกพันของครอบครัว ชุมชนและสังคม การสวมใส่ชุดไทยช่วยเสริมบุคลิกภาพของสตรีไทยให้ดูสง่างามในความเป็นไทย ใช้ในโอกาสที่เหมาะสมทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ 

3. ส่งเสริมกระบวนการทางความคิด มีการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมทั้งการให้ความเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม และย้ำเตือนให้ผู้คนในปัจจุบัน ได้ตระหนักถึงรากเหง้าวัฒนธรรมคุณค่าฝีมือช่างคนไทยที่สืบทอดวิชาการออกแบบตัดเย็บสิ่งทอ รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจสู่การเรียนรู้สร้างสรรค์แฟชั่นของคนรุ่นใหม่ โดยนำผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น มาออกแบบตัดเย็บเป็นชุดไทยทั้งแบบอนุรักษ์และสร้างสรรค์ 

4.ในด้านเศรษฐกิจ การสวมใส่ชุดไทยของผู้คนมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชนให้หมุนเวียนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ชุดไทย สามารถสวมใส่และศึกษาเรียนรู้ได้ในคนทุกกลุ่ม ทั้งในครอบครัว ชุมชน การศึกษาในระบบ นอกระบบ รวมถึงการศึกษาตามอัธยาศัย และอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอ เป็นซอฟท์พาวเวอร์ ที่สร้างงาน สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

009
 

IOC รับรองศูนย์การศึกษาโอลิมปิก’สวนสุนันทา’ แหล่งเรียนรู้โอลิมปิกศาสตร์’ระดับโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790022

IOC รับรองศูนย์การศึกษาโอลิมปิก'สวนสุนันทา' แหล่งเรียนรู้โอลิมปิกศาสตร์'ระดับโลก'

IOC รับรองศูนย์การศึกษาโอลิมปิก’สวนสุนันทา’ แหล่งเรียนรู้โอลิมปิกศาสตร์’ระดับโลก’

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 17.04 น.

IOC รับรอง ‘ศูนย์การศึกษาโอลิมปิก’ ‘สวนสุนันทา’ แหล่งเรียนรู้โอลิมปิกศาสตร์ ‘ระดับโลก’

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุริยัน  สมพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาโอลิมปิก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567   คณะกรรมการโอลิมปิกนานาชาติ หรือ International Olympic Committee  ให้การรับรอง ศูนย์การศึกษาโอลิมปิก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา แหล่งเรียนรู้ด้านโอลิมปิกศาสตร์แห่งที่ 69 ของโลก เเละเป็นชาติที่ 4 ของเอเชีย ที่มีศูนย์การศึกษาโอลิมปิก (OSC)  ณ ศูนย์การศึกษาโอลิมปิก กรุงโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์   โดยการให้การรับรองในครั้งนี้ เพื่อให้ศูนย์การศึกษาโอลิมปิก เป็นเเหล่งเรียนรู้ เเละเผยเเพร่อุดมการณ์โอลิมปิก  ส่งเสริมการศึกษาวิจัยด้านโอลิมปิกศาสตร์ รวมทั้งพัฒนากิจกรรมการศึกษาค่านิยมโอลิมปิก หรือ Olympic Values Education Programmer  ให้เเก่เด็ก เยาวชน เเละประชาชนคนไทยได้เรียนรู้เเละเข้าใจในคุณค่าของโอลิมปิก เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โอลิมปิกในประเทศไทยต่อไป

สำหรับศูนย์การศึกษาโอลิมปิกอันดับ 1 ของเอเชีย ได้เเก่ มหาวิทยาลัยการกีฬาปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (Beijing Sport University, 1994) 2. มหาวิทยาลัยสึกุบะ ญี่ปุ่น (University of Tsukuba, 2010) 3. มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเกาหลี (Korea National Sport University, 2019) เเละ 4. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (Suan Sunandha Rajabhat University, 2024)

‘เพิ่มพูน’ชี้จัดทำระบบ TRS กว่า 20 ล้าน เพื่อช่วยลดภาระครูจัดทำเอกสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789941

'เพิ่มพูน'ชี้จัดทำระบบ TRS กว่า 20 ล้าน เพื่อช่วยลดภาระครูจัดทำเอกสาร

‘เพิ่มพูน’ชี้จัดทำระบบ TRS กว่า 20 ล้าน เพื่อช่วยลดภาระครูจัดทำเอกสาร

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.13 น.

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร ศธ.ว่า ที่ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินการยกระดับผลประเมินตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการยกระดับ PISA ที่มี นายธงชัย ชิวปรีชา อดีตผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นประธาน โดยได้มีการสื่อสารทำความเข้าใจให้ทุกหน่วยงานของ ศธ.เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการนำคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยมีแนวคิดจะจัดทำโอเน็ตพลัส เพื่อใช้ในการสอบเทียบนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนก็ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดสอบโอเน็ตทั้งออนไลน์และออนไซต์ ทำให้รับรู้และรับทราบปัญหาในหลายๆ เรื่อง ซึ่งในการจัดสอบครั้งหน้าก็คงจะต้องมีการปรับ ทบทวนกระบวนการ โดยขอให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ไปดูว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถกระจายสนามสอบออกไปยังโรงเรียนต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดภาระเด็ก ไม่ให้เด็กต้องเดินมาหาสถานที่สอบ

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาที่เด็กสมัครแล้วไม่ยอมมาสอบ ก็คงต้องสื่อสารทำความเข้าใจว่าเพื่อลดภาระเด็กและผู้ปกครอง รวมถึงต้องปรับกระบวนการสอบใหม่ เช่น ที่ผ่านมาจะกำหนดวันสอบตรงกับวันหยุดยาว หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งบางครอบครัวอาจจะอยากเดินทางไปต่างจังหวัดเด็กก็อยากเดินทางไปกับครอบครัวก็เลยไม่มาสอบช่วงวันหยุดยาว เพราะการสอบไม่ได้มีผลกับตัวเด็ก ดังนั้นจึงอาจต้องปรับโดยขอให้ สทศ.มองให้รอบด้านวางแผนบริหารจัดการให้ครบทุกมิติ ส่วนที่จะให้คะแนนโอเน็ตมีผลต่อตัวเด็ก เช่น ให้มีผลต่อการเลื่อนชั้นเรียนนั้น ก็คงต้องมาดูรายละเอียด เพราะบางโรงเรียนก็นำผลสอบโอเน็ตมาดูความถนัดของนักเรียน ซึ่งก็ต้องไปดูรายละเอียด เพื่อปรับให้เหมาะสม ให้การนำคะแนนโอเน็ตไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

“ส่วนความคืบหน้าการพิจารณางบประมาณ 2567 ในส่วนของ ศธ.นั้น ถูกตัดไป 200 กว่าล้าน ซึ่งต้องขอบคุณผู้เกี่ยวข้องที่เห็นความสำคัญของการศึกษา เพราะการศึกษาในปัจจุบันมาตรฐานก็ยังดูเหมือนถดถอยก็เนื่องมาจากงบประมาณถูกตัด การทำงานต่างๆ ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการ ก็ต่องขอบคุณผู้บริหารองค์กรหลักและบุคลากรของศธ.ที่เข้าไปชี้แจงข้อมูลให้เห็นความจำเป็นของการจัดการศึกษา และถ้าถูกตัดงบไปจะมีผลกระทบอย่างไรกับการจัดการศึกษา ส่วนความคืบหน้าในการของบจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์ Teacher Rotation System หรือ TRS สำหรับดำเนินการย้ายทุกกรณี กว่า 20 ล้านบาทนั้น ทางสำนักงานประมาณขอตัดไปในรอบแรกและขอให้ไปตั้งงบปี 2568 ซึ่งทาง ศธ.ก็พยายามสื่อสารทำความเข้าใจ ในขั้นตอนแปรญัตติ เพื่อให้ได้รับงบมาดำเนินการภายในปี 2567 เพราะเป็นระบบที่สำคัญช่วยลดภาระครูในการจัดทำเอกสารต่างๆ และการใช้งบเพียง 20 ล้านบาท มาดำเนินการในเรื่องนี้ ถือว่าคุ้มค่ามาก” รมว.ศธ.กล่าว

‘องค์การค้าฯ’แจงเหตุล่าช้า เตรียมเปิดประกวดราคา ยันพิมพ์หนังสือเรียนทันเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789940

‘องค์การค้าฯ’แจงเหตุล่าช้า เตรียมเปิดประกวดราคา ยันพิมพ์หนังสือเรียนทันเปิดเทอม

‘องค์การค้าฯ’แจงเหตุล่าช้า เตรียมเปิดประกวดราคา ยันพิมพ์หนังสือเรียนทันเปิดเทอม

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.09 น.

‘องค์การค้าฯ’แจงเหตุล่าช้า เตรียมเปิดประกวดราคา ยันพิมพ์หนังสือเรียนทันเปิดเทอม

28 กุมภาพันธ์ 2567 นายปองธรรม อินทร์ไทร ผู้อำนวยการสำนักบริหารการผลิต องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) หรือองค์การค้าของสกสค. เปิดเผยว่า ในปีการศึกษา 2567 องค์การค้าฯได้ประกาศประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ถือว่าล่าช้ากว่าทุกปี เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.)ได้ปรับต้นฉบับเนื้อหาหนังสือแบบเรียนให้ทันสมัย โดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีการปรับปรุง 11 เล่ม และกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 39 เล่ม รวมเป็น 50 เล่ม

ขณะเดียวกันต้องการให้หนังสือเรียนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) นำขึ้นประกาศรายชื่อหนังสือเรียนที่ลงในบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ สำหรับเลือกใช้ในสถานศึกษาทุกปกพร้อมกัน เนื่องจากมีการปรับปรุงต้นฉบับหนังสือเรียนถึง 50 รายการ จึงไม่สามารถลงบัญชีรอบเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ตามปฏิทิน สพฐ. ได้ทัน จึงมาลงบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ สำหรับเลือกใช้ในสถานศึกษา รอบพิเศษ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567

ทั้งนี้ ทำให้องค์การค้าฯต้องประกาศประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา เพื่อรอให้ต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์ก่อน โดยการประกวดราคาองค์การค้าฯต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 อย่างเคร่งครัด

นายปองธรรม กล่าวว่า หากดำเนินการโดยใช้วิธี E-Bidding จะใช้เวลานานกว่า 110 วัน องค์การค้าฯ จึงใช้วิธีคัดเลือก ซึ่งใช้เวลาเพียง 25 วันโดยประมาณ ภายใต้เงื่อนไขต้องผลิตหนังสือเรียนให้ทันเปิดภาคการศึกษา 2567 ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 โดยองค์การค้าฯ แบ่งการประมูลหนังสือเรียนเป็น 30 กลุ่ม จำนวน 25.23 ล้านเล่ม วงเงิน 980 ล้านบาท และเชิญสำนักพิมพ์มากถึง 19 สำนักพิมพ์ มาร่วมประกวดราคา เพื่อให้กระจายงานไปให้สำนักพิมพ์ได้มากที่สุด และให้เกิดความโปร่งใส

สำหรับเกณฑ์การเลือกสำนักพิมพ์จะต้องเป็นโรงพิมพ์ที่มีศักยภาพเคยขึ้นทะเบียนและรับงานพิมพ์กับองค์การค้าฯ หรือเป็นโรงพิมพ์ของรัฐ ที่คาดว่าจะสามารถพิมพ์งานนี้ได้ และสามารถผลิตหนังสือเรียนได้ทันเปิดภาคการศึกษา 2567 โดยจะเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 แยกเป็น 2 ซอง คือ ซองคุณสมบัติ และซองราคา จะรับเอกสารตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 12.00 น. และเปิดซองเวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ขอยืนยันว่าจะดำเนินประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือเรียนด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ซึ่งสำนักพิมพ์ที่ชนะการประกวดราคาจัดพิมพ์หนังสือเรียนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 55 วัน เพื่อจัดส่งหนังสือเรียนถึงมือเด็กได้ทันก่อนเปิดภาคเรียน

‘อุเทนถวาย’พรึ่บ! แสดงพลังค้านย้ายสถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789859

‘อุเทนถวาย’พรึ่บ!  แสดงพลังค้านย้ายสถาบัน

‘อุเทนถวาย’พรึ่บ! แสดงพลังค้านย้ายสถาบัน

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.35 น.

ชาวอุเทนถวายรวมตัว ยื่นหนังสือคัดค้านย้ายที่ตั้งสถาบัน “ศุภมาส” นั่งหัวโต๊ะรับฟัง 6 ข้อเรียกร้อง ก่อนมอบให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องใช้เป็นข้อมูลคลี่คลายข้อพิพาทให้เร็วที่สุด ระบุการแก้ปัญหาต้องเคารพและยึดหลักกฎหมาย ย้ำยังรับนักศึกษาชั้นปี 1 ปีการศึกษา 2567 ตามปกติ จากนั้นได้ยกพลไปสภาฯ ร้อง ‘วันนอร์-ชวน’ ทบทวน ‘2มาตรา’ ใน ‘พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2551’ ค้านย้ายมหาวิทยาลัย หวั่นให้อำนาจเข้ามาหาผลประโยชน์ในที่ดิน

ช่วงเช้าวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย มีศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน สมาคมผู้ปกครองและครูอุเทนถวาย และอื่นๆ เดินทางมารวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายกันอย่างเนืองแน่น เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการออกจากพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

โดยในเวลา 09.00 น. ได้ทำพิธีบวงสรวงองค์พระวิษณุกรรมเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ก่อนเริ่มจัดรูปขบวนภายในมหาวิทยาลัย จากนั้นเวลา 9.30 น. ได้เริ่มเดินขบวนเข้าถนนพญาไท มุ่งหน้าแยกสามย่าน แล้วมุ่งหน้าไปยื่นหนังสือถึงสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ คัดค้านการย้านสถาบันไปพื้นอื่น

เวลา 10.00 น. ที่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล กลุ่มนักศึกษาอุเทนถวาย สมาคมศิษย์เก่า และคณะอาจารย์อุเทนถวาย 120 คน นำโดย นายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เดินทางมายื่นหนังสือถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและรมว.คลัง ขอคัดค้านการย้าย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (อุเทนถวาย)

หนังสือดังกล่าวมีข้อเรียกร้อง ดังนี้ 1.ขอคัดค้านการย้ายเขตพื้นที่การศึกษา เขตพื้นที่อุเทนถวาย ถนนพญาไท หรือ “อุเทนถวาย” ออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ธำรงตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ เพื่อใช้เฉพาะกิจการการศึกษาวิชาช่าง โดยมีชื่อ “อุเทนถวาย”ไว้เช่นเดิม

2.พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อสนับสนุนจัดทำร่าง ยกวิทยฐานะส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาที่ดินพระราชทานอันเป็นที่ตั้งของ อุเทนถวาย ให้มีศักยภาพต้านความพร้อมในการรองรับการพัฒนาสรรพความรู้และวิทยาการสมัยใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างในยุคปัจจุบัน ให้พร้อมต่อการพัฒนาการทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอันเป็นคุณประโยชน์ต่อประชาชน ประเทศชาติ จนเป็นที่ปรากฏต่อสังคมโลกทั่วไป

3.พิจารณามีคำสั่งให้ อุเทนถวาย มีสิทธิ์ในการบริหารจัดการด้านการเรียนการสอน และการพัฒนาสถานที่เพื่อรองรับการศึกษาต่อไปได้, ให้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน แต่มีระบบการบริหารจัดการที่มีความเป็นเอกเทศ อิสระและคล่องตัว สามารถจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งผ่านการกำกับดูแลและสนับสนุนจากหน่วยงาน ด้านการศึกษาของภาครัฐโดยตรง ทั้งนี้ ต้องไม่มีเงื่นไขให้การพัฒนาสถนศึกษาอุเทนถวายอยู่ภายใต้ภาระผูกพันการอ้างสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ที่ดิน จากนิติบุคคล จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เพื่อสั่งให้ชะลอ หรือระงับได้

4.โดยเหตุที่ดินพิพาทเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน อุทิศให้โดยพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีเนื้อที่เป็นเศษเสี้ยวส่วนน้อยของที่ดินของนิติบุคคลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่มีเหตุขัดข้องในการหยิบยกแปลความพระราชประสงค์ผิดแผกแตกต่างไปจากประวัติความเป็นมาเพื่อเอาไป เป็นของนิติบุคคล ชาวอุเทนถวายจึงมีความจำเป็น โดยได้ทำการร้องขอความเป็นธรรมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยในประเด็นนี้ด้วย

อนึ่ง เพื่อบรรเทาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ชาวอุเทนถวายขอให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านคณะรัฐมนตรี และท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา ได้โปรดดำเนินการมุ่งเน้นยึดถือประโยชน์การศึกษา ให้เป็นที่ตั้งสำหรับการศึกษาวิชาช่างก่อสร้างเท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

โดยเข้ามายุติปัญหาการนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อการศึกษาอันเป็นที่ตั้งโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย ไปเป็นของนิติบุคคลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อการพาณิชย์หรือประโยชน์ส่วนบุคคลใดๆ ด้วยการจดทะเบียนโฉนดที่ดินพิพาทเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันเป็นที่ตั้งสถานศึกษาเท่านั้น และออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและจัดทำทะเบียนที่ดินสาธารณะประโยชน์ตามแบบที่กฎหมายกำหนด

5.ขอให้ยกเลิกคำสั่ง ระงับคำสั่งหรือไม่ออกคำสั่ง โดยไม่มีการโยกย้ายนักศึกษาอุเทนถวายไปเรียนที่แห่งอื่น การงดรับนักศึกษาใหม่ รวมทั้งโยกย้ายคณะครู อาจารย์ บุคคลากร และเจ้าหน้าที่ไปประจำการที่อื่น

6.ขอให้มีการออกหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินการและปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย สัดส่วนเท่ากัน มีประธานและคณะกรรมการฝ้ายที่สามมีที่มาจากบุคคลภายนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียหรือคาดหมายได้ว่ามีประโยชน์ได้เสียกับคู่กรณี และระบุกำหนดการแล้วเสร็จอย่างเป็นรูปธรรม จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ด้วยความเข้าใจข้อเรียกร้องชาวอุเทนถวายตามหนังสือนี้ ก่อนใช้อำนาจสั่งการ ดำเนินการ หรือแนวทางใดๆ ในการยุติข้อพิพาท หากท่านนายกรัฐมนตรี เห็นเป็นการสมควร ขอได้โปรดมีหนังสือเชิญประชุมหารือแนวทางเสนอบุคคลฝ่ายคู่กรณี และเสนอประธานและคณะกรรมการฝ่ายที่สามเพื่อแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินการและปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย ถนนพญาไท ต่อไป

จากนั้น เวลา 14.00 น. ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย สมาคมผู้ปกครองและครูอุเทนถวาย ประมาณ 2,500 คนได้เคลื่อนขบวนมาที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมกับสลับกันขึ้นปราศรัยโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 มาตรึงกำลังพร้อมวางแผงเหล็กกั้นบริเวณหน้ากระทรวง ขณะที่ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว.พร้อมกับศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว.ได้คอยเจรจากับกลุ่มผุ้ชุมนุมเป็นระยะอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรยากาศการชุมนุมคลี่คลายลง

ต่อมา น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวง อว. เดินทางมารับข้อเรียกร้องของศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย สมาคมผู้ปกครองและครูอุเทนถวายพร้อมกับ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. น.ส.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกุล) นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตน์ ประธานคณะทำงาน รมว.กระทรวง อว. นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. โดยมีตัวแทนนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย จำนวน 5 คน นำโดยนายศุภชัย ลิ้มพิพิฒน์โสภณ นายกสมาคมศิษย์เก่า นายคูณแสน โควศวนนท์ นายกสโมสรนักศึกษา เข้ายื่นข้อเรียกร้อง จำนวน 6 ข้อ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที

จากนั้น น.ส.ศุภมาส แถลงข่าวว่า ตนตั้งใจมารับข้อเรียกร้องด้วยตัวเอง โดยจากข้อเรียกร้องทั้งหมด กระทรวง อว.จะรับประเด็นไว้เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหาโดยเร็วที่สุด ซึ่งในบางเรื่องก็อยู่ระหว่างการพูดคุยหารือหาทางออกร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง และเพื่อให้เกิดความรอบคอบในการแก้ไขปัญหา แต่อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาจะต้องเคารพและยึดหลักของกฎหมาย โดยคำนึงถึงประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาของประเทศเป็นสำคัญ ส่วนการเปิดรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2567 ของ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายนั้น ขอย้ำว่า ยังคงเปิดรับตามปกติ แต่ให้มีการบริหารจัดการการเรียนการสอนเพื่อให้สอดรับกับแผนการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยที่ได้กำหนดไว้

เวลา 15.30 น. กลุ่มชาวอุเทนถวาย ได้เดินทางจาก กระทรวง อว. มายังรัฐสภา เพื่อยื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัย ทบทวนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551

ต่อมาในเวลา 16.30 น. นายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษาอุเทนถวาย และนายสมชัย ไตรพิทยากุล นายกสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย เป็นตัวแทนกลุ่ม เข้ายื่นหนังสือบริเวณจุดรับหนังสือศาลาแก้ว รัฐสภา โดยมีนายเจษ อนุกูลโภคารัตน์ ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นตัวแทนรับยื่นหนังสือ

ด้านนายทักษิต กล่าวว่า กลุ่มนักศึกษาอุเทนถวาย สมาคมศิษย์เก่า และคณะอาจารย์อุเทนถวาย เรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัย ทบทวน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 ในมาตรา 13 ที่บัญญัติว่า ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ดังต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย และ มาตรา 16 ที่บัญญัติ ว่า มหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่กระทำการต่างๆเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่าให้เช่า ซึ่งพวกตนมองว่าก่อนหน้านี้พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้มีการระบุไว้แต่ได้มีการแก้ไขให้อำนาจจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาบริหารจัดการหาผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ซึ่งขัดกับพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ซึ่งให้ใช้ในการศึกษาเท่านั้น

ขณะที่นายเจษ กล่าวว่า จะตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องเรียบร้อย ก่อนจะกราบเรียนประธานสภาฯอย่างเร็วที่สุด

‘มสธ.’แถลงการณ์ยึดธรรมาภิบาล ปมยกเลิกรายชื่อ-มติแต่งตั้งอธิการบดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789928

‘มสธ.’แถลงการณ์ยึดธรรมาภิบาล ปมยกเลิกรายชื่อ-มติแต่งตั้งอธิการบดี

‘มสธ.’แถลงการณ์ยึดธรรมาภิบาล ปมยกเลิกรายชื่อ-มติแต่งตั้งอธิการบดี

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.40 น.

‘มสธ.’แถลงการณ์ยึดธรรมาภิบาล ปมยกเลิกรายชื่อ-มติแต่งตั้งอธิการบดี

28 กุมภาพันธ์ 2567 ความคืบหน้าภายหลังเว็บไซต์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เผยแพร่ประกาศสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ยกเลิกรายชื่อ และมติแต่งตั้งผู้ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดี โดยอ้างว่าเพิ่งประจักษ์ชัดเจนว่าขาดคุณสมบัติ และไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนั้น 

ล่าสุด เว็บไซต์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เผยแพร่คำแถลงการณ์ เรื่อง “การปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินการเสนอขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีและการยกเลิกรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช” มีเนื้อหาระบุว่า…

ตามที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผ่านช่องทางสื่อในหลายช่องทางนั้น มหาวิทยาลัยขอยืนยันว่าเรื่องที่มีการกล่าวพาดพิงนั้นไม่เป็นความจริง และได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ตามการนำเสนอข่าวไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแล้ว

มหาวิทยาลัยจึงขอประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินการเสนอขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีและการยกเลิกรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ดังนี้

ตามฐานอำนาจแห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. 2521 สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการแต่งตั้งอธิการบดีและให้คำแนะนำในการเสนอเรื่องเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 ได้มีมติเลือก รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ให้เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี แต่เนื่องจากปัจจุบันสภามหาวิทยาลัยพบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีเป็นที่ประจักษ์พร้อมพยานหลักฐานที่ชัดเจนเปลี่ยนแปลงไปแล้วว่า รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ขาดคุณสมบัติและไม่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งอธิการบดีสภามหาวิทยาลัยจึงได้มีมติเพิกถอนมติเดิมและยกเลิกรายชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบด

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยได้มีการเปิดโอกาสแก่รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย ในส่วนของการเพิกถอนมติเดิมนั้นเป็นไปตามอำนาจที่กฎหมายบัญญัติ ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 สำหรับข้อเท็จจริงที่พบเป็นที่ประจักษ์นั้นเป็นข้อมูลที่มีชั้นความลับจึงขอสงวนการชี้แจง ซึ่งการเปิดเผยอาจทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียชื่อเสียงได้

สภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชขอยืนยันว่า กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีข้างต้นนั้น เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยได้กระทำตามกฎหมายและแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระกรุณาของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และได้เปิดโอกาสรับฟังจากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ปราศจากอคติ และเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างสูงสุด หากสภามหาวิทยาลัยให้คำแนะนำในการเสนอบุคคลผู้ขาดคุณสมบัติและไม่เหมาะสมแล้วก็ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายรวมถึง แนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระมหากรุณาฯ และอาจเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทได้ ในการนี้ เพื่อความโปร่งใสมหาวิทยาลัยได้ขอนัดพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อชี้แจงข้อมูลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในเรื่องนี้แล้วด้วย

ผบ.ตร.มอบโล่-รางวัล สภ.จอหอ เกลี้ยกล่อมหนุ่มคลั่งสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789923

ผบ.ตร.มอบโล่-รางวัล สภ.จอหอ เกลี้ยกล่อมหนุ่มคลั่งสำเร็จ

ผบ.ตร.มอบโล่-รางวัล สภ.จอหอ เกลี้ยกล่อมหนุ่มคลั่งสำเร็จ

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 11.54 น.

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมอบโล่และรางวัลแก่ตำรวจ สภ.จอหอ จ.นครราชสีมา เกลี้ยกล่อมหนุ่มคลุ้มคลั่งใช้ปืนยิงประตู จับแฟนสาว แม่ และลูกค้าเป็นตัวประกัน ให้มอบตัวสำเร็จ และช่วยเหลือตัวประกันปลอดภัยทุกคน ยกเป็นแบบอย่างการปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณและรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจ สภ.จอหอ จ.นครราชสีมา ที่สามารถเกลี้ยกล่อมชายหนุ่มที่ง้อแฟนไม่สำเร็จ ใช้อาวุธปืนยิงประตู 1 นัด จับแฟนสาวและแม่ รวมทั้งลูกค้าเป็นตัวประกัน ให้มอบตัวได้สำเร็จ และสามารถช่วยเหลือตัวประกันออกมาได้อย่างปลอดภัยทุกคน โดยมี พ.ต.อ.นธีร์ สุคุณา ผู้กำกับการ สภ.จอหอ เป็นผู้แทนรับมอบ

โดยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เกิดเหตุชายมีอาการคลุ้มคลั่งเนื่องจากง้อแฟนไม่สำเร็จ จึงใช้อาวุธปืนยิงประตู 1 นัด และจับแฟนสาว รวมทั้งแม่ของแฟนสาว และลูกค้าที่กำลังมาติดต่องานเป็นตัวประกัน เหตุเกิดภายในบ้านหลังหนึ่งใน ต.ตลาด อ.เมือง จ.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จอหอ นำโดย พ.ต.อ.นธีร์ สุคุณา ผู้กำกับการ สภ.จอหอ นำกำลังรีบเข้าตรวจสอบและเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุ ช่วยเหลือตัวประกันทุกคนออกมาได้สำเร็จ ขณะที่การดำเนินการเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง จึงมีท่าทีที่อ่อนลงก่อนยอมมอบตัว จึงควบคุมไปสอบสวนที่ สภ.จอหอ 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การเข้าช่วยเหลือและระงับเหตุครั้งนี้เป็นไปตามหลักยุทธวิธี สามารถเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุให้มอบตัวได้สำเร็จ และช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้อย่างปลอดภัย ถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพ ด้วยหัวใจความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สมควรได้รับการยกย่องชื่นชม จึงมอบโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมรางวัลให้ข้าราชการตำรวจ สภ.จอหอ ที่เข้าปฏิบัติการครั้งนี้ทุกนาย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ดีเดย์ 1 พ.ค.!คืน‘ภารโรง’สู่โรงเรียน ศธ.ชงงบจ้างแล้ว มุ่งช่วยลดภาระ‘ครู’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789922

ดีเดย์ 1 พ.ค.!คืน‘ภารโรง’สู่โรงเรียน ศธ.ชงงบจ้างแล้ว มุ่งช่วยลดภาระ‘ครู’

ดีเดย์ 1 พ.ค.!คืน‘ภารโรง’สู่โรงเรียน ศธ.ชงงบจ้างแล้ว มุ่งช่วยลดภาระ‘ครู’

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 11.52 น.

ดีเดย์ 1 พ.ค.!คืน‘ภารโรง’สู่โรงเรียน ศธ.ชงงบจ้างแล้ว มุ่งช่วยลดภาระ‘ครู’

28 กุมภาพันธ์ 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวถึงกรณีกระทรวงศึกษาธิการ เสนอของบประมาณสนับสนุนให้จัดสรร “นักการภารโรง” ให้สถานศึกษาทั่วประเทศ ว่า จากการลงพื้นและได้รับฟังสภาพปัญหาอุปสรรคต่างๆนั้น ทำให้ทราบถึงปัญหาของโรงเรียนว่าการที่โรงเรียนไม่มีนักการภารโรง ส่งผลทำให้ครูมีภารเพิ่มขึ้น คือ นอกจากจะทำหน้าที่ในการสอนนักเรียนแล้ว ยังต้องทำงานที่ไม่ใช่การสอน เช่น ต้องทำหน้าที่ในการซ่อมบำรุง ทำความสะอาดอาคารสถานที่ ดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนและอีกหลายๆ หน้าที่ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเห็นในปัญหาดังกล่าว จึงอยากให้ครูได้มีเวลาในการเตรียมการสอน รวมทั้งดูแลเด็กนักเรียน และพัฒนาตัวเองมากขึ้น

“กระทรวงศึกษาธิการจึงได้มีการตั้งเรื่องของบประมาณปี 2567 ในการจ้างนักการภารโรงให้ทุกโรงเรียนที่ขาด โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีความต้องการนักการภารโรงจำนวน 14,210 อัตรา เป็นเงิน 639,450,000 บาท อัตราคนละ 9,000 บาทต่อเดือน สามารถเริ่มจ้างได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2567 นอกจากนี้ในงบประมาณปี 2568 ยังจะมีการดำเนินการจ้างอีกจำนวน  25,370 อัตรา เป็นเงินจำนวน 2,739,960,000 บาท ซึ่งจะสามารถดำเนินจ้างได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2568 จากนั้นก็จะดำเนินการเตรียมการเพื่อของบประมาณในปีต่อๆไปอีกด้วย” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

มช.จับมือยนต์ผลดีเปิด ‘โรงเรียนโรงสี’แห่งแรกในไทย ยกระดับข้าวไทยปลอดภัย ปราศจากสารเคมีกำจัดมอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789781

มช.จับมือยนต์ผลดีเปิด ‘โรงเรียนโรงสี’แห่งแรกในไทย  ยกระดับข้าวไทยปลอดภัย ปราศจากสารเคมีกำจัดมอด

มช.จับมือยนต์ผลดีเปิด ‘โรงเรียนโรงสี’แห่งแรกในไทย ยกระดับข้าวไทยปลอดภัย ปราศจากสารเคมีกำจัดมอด

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด จ.นครสวรรค์ จัดพิธีเปิด “ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวข้าว” โดยมี ดร.วิสูตร จิตสุทธิภากร ประธานกรรมการ บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด และนายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วยรศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.กานต์ จิตสุทธิภากร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยนต์ผลดี จำกัด เข้าร่วมงาน

ดร.วิสูตร จิตสุทธิภากร ประธานกรรมการฯ กล่าวว่า ด้วยความรู้และประสบการณ์ ที่มีมานาน 74 ปี ในด้านการสีแปรรูปข้าว จึงได้จัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวข้าว หรือ “โรงเรียนโรงสี” เพราะเล็งเห็นว่าปัจจุบันเทคโนโลยีการสีแปรรูปข้าว มีเครื่องจักรและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องมีแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ในการส่งเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการโรงสีรวมถึงผู้ที่สนใจ จึงเกิดเป็นการสร้างหลักสูตร “การบริหารจัดการโรงสีข้าวทันสมัย” สำหรับผู้บริหารโรงสีข้าวเป็นแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นมา

ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวข้าวมีการดำเนินการสีข้าวสารจำหน่ายในตรา“พลังนา” เพื่อเป็นต้นแบบในธุรกิจโรงสีข้าวในแนวทางวิสาหกิจเพื่อสังคม ด้วยการแบ่งผลกำไรที่ได้จากการสีข้าวมาพัฒนาแหล่งน้ำให้แก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก ดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการปลูกข้าวด้วยวิธีการเปียกสลับแห้ง ไม่เผาฟาง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุทำให้โลกร้อน นอกจากนี้ข้าว “พลังนา” ทุกเมล็ดจะผ่านกระบวนการ UTD RF ในการทำหมันมอด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้าวสารมีความปลอดภัยกับผู้บริโภค ปลอดจากสารเคมีตกค้าง 100% และมุ่งหวังให้เป็นตัวอย่างของโรงสีข้าวที่สามารถดำเนินธุรกิจพร้อมกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สำหรับพิธีลงนามความร่วมมือ “การสนับสนุนส่งเสริมศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวข้าว” ระหว่างอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท ยนต์ผลดี จำกัด รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ฯ เปิดเผยว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ มีทั้งสิ้น 5 ข้อประกอบด้วย 1.ร่วมกันดำเนินงานวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี UTD RF รวมถึงงานวิจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ร่วมวิจัยพัฒนาระบบกำจัดแมลงและไข่แมลงด้วยเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งานเชิงพาณิชย์ของโรงสีข้าวขนาดใหญ่ในการขยายกำลังการผลิตการกำจัดแมลงด้วยเทคโนโลยี UTD RFจากเดิม 1 ตัน/ชั่วโมง/ยูนิต เป็น 3-5 ตัน/ชั่วโมง/ยูนิต เป็นต้น 2.ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้ฯ ให้แก่ผู้ประกอบการโรงสี วิสาหกิจชุมชน และผู้บริโภค 3.ร่วมกันดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องทั้งจากแหล่งทุนภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าว รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 4.ร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนและประชาสัมพันธ์เทคโนโลยี UTD RF ให้เป็นที่รับรู้แก่กลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง และ 5.ร่วมกันแลกเปลี่ยนการใช้ทรัพยากรบุคลากร เครื่องมือ ห้องปฏิบัติการ และโครงสร้างพื้นฐาน

“ความร่วมมือดังกล่าวคาดว่าจะมีผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน รวมถึงบุคลากรที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ในนวัตกรรมมากกว่า 500 คน เกิดการลงทุนในการวิจัยพัฒนาไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท ทั้งยังสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการถ่ายทอด และเผยแพร่การใช้งานเทคโนโลยี UTD RF เชิงพาณิชย์สู่โรงสีขนาดใหญ่กว่า 28 ล้านบาทสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้นจากการใช้งานเทคโนโลยีกว่า 70 คน คิดเป็นผลกระทบเชิงเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 91 ล้านบาท เกิดการยกระดับข้าวไทย ให้เป็นข้าวที่ปลอดภัย ปราศจากการใช้สารเคมีในการผลิต สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับต่างประเทศต่อไป” รศ.ดร.ปิติวัฒน์ กล่าว

ขณะที่ ดร.กานต์ จิตสุทธิภากรผู้จัดการทั่วไป บจก.ยนต์ผลดี กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามถ่ายทอดเทคโนโลยีและอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีเครื่องกำจัดมอดและไข่มอดด้วยเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุ UTD RF (Uniform Thermal Distribution Radio Frequency) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อการผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ในตรา ไบโอ-คิว (BiO-Q) ตั้งแต่ปี 2560 เทคโนโลยี UTD RF นี้ สามารถใช้กำจัดมอดและไข่มอดได้อย่างสมบูรณ์ในเมล็ดข้าวสาร ปัจจุบันเครื่องไบโอ-คิวได้รับการพัฒนารูปแบบเครื่องจักรให้มีความเหมาะสมในการใช้งานในโรงสีข้าวนำไปผ่านการทดสอบความปลอดภัยด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สวทช. (PTEC) ผ่านการขึ้นบัญชีนวัตกรรมของสำนักงบประมาณ และร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเลขที่ มอก.3127-2563 ส่งผลให้ข้าวสารบรรจุถุงมีคุณภาพดี ปราศจากมอดจนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคเรื่องความสะอาด ปราศจากสารเคมีกำจัดมอดที่ก่อมะเร็งตกค้างอยู่ในข้าวสาร

สอศ.จับมือ SPU ผลิตกำลังคนด้านโลจิสติกส์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789783

สอศ.จับมือ SPU ผลิตกำลังคนด้านโลจิสติกส์ฯ

สอศ.จับมือ SPU ผลิตกำลังคนด้านโลจิสติกส์ฯ

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม นำโดยนายสง่า แต่เชื้อสาย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมด้วย ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะวิชาชีพที่ทันสมัย โดยมีผู้บริหาร ม.ศรีปทุม และ ผู้บริหาร สอศ. เข้าร่วม ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

นายสง่า กล่าวว่า สอศ. มีภารกิจหลักทางการจัดการศึกษา เพื่อการผลิตและพัฒนากำลังคนสายอาชีพ ให้เป็นกำลังคนที่มีคุณภาพและสมรรถนะสูง ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษา ได้เกิดการพัฒนาผ่านกระบวนการเรียนรู้ในทักษะใหม่ที่ทันสมัย โดยคำนึงถึงคุณภาพความเป็นเลิศทางวิชาชีพรวมถึงการขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา ในการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศรีปทุมจึงมีความสำคัญยิ่งในการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาด้านวิชาชีพให้ครู บุคลากรอาชีวศึกษา รวมถึงนักเรียน นักศึกษา ที่จะมีโอกาสในการเรียนรู้ทักษะวิชาชีพที่ทันสมัยในสาขาวิชาโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน และสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต (New S – Curve) ที่เน้นใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งในความร่วมมือครั้งนี้ มีสถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษาภาครัฐให้ความสนใจเข้าร่วม 50 แห่ง และทางสอศ. จะได้ขยายผลไปถึงสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนต่อไปด้วย

ด้าน ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมานอธิการบดี ม.ศรีปทุม กล่าวว่า ม.ศรีปทุม ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษา ที่ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพ มีหลักสูตรหลากหลายสาขาวิชาทั้งในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก อีกทั้งยังมีการพัฒนาหลักสูตรให้มีความทันสมัย จัดการสอนที่เน้นการฝึกทักษะ และมีการเรียนรู้อย่างเป็นระบบทำให้เกิดการบูรณาการความรู้สู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญในการประสานความร่วมมือในการจัดการพัฒนาการอาชีวศึกษา โดยเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ทางด้านวิชาการ ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ให้มีความรู้ความชำนาญ อาทิ สาขาวิชาโลจิสติกส์ สาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน และสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดการจุดอ่อนในการเรียนรู้ สร้างเป็นคลังความรู้และสื่อออนไลน์ต่างๆ รวมถึงการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาครูและบุคลากรอาชีวศึกษา สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ร่วมกัน ตลอดจนการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา และระดับบัณฑิตศึกษาให้มีความเข้มแข็งเป็นการสร้างคนคุณภาพด้วยกันต่อไป

ดร.ธรินี มณีศรี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ม.ศรีปทุม กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการสร้างการรับรู้ทางวิชาการ การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาครูรวมถึงงานวิชาการและการวิจัย ในสาขาโลจิสติกส์และซัพพลายเชนและสาขาที่เกี่ยวข้องให้มีความทันสมัยและก้าวทันกับเทคโนโลยี เพื่อการผลิตและพัฒนาคนสมรรถนะสูงทั้งระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา