‘ศุภมาส’ พร้อมกำกับดูแลความปลอดภัย หากไทยใช้นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าในอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789782

‘ศุภมาส’ พร้อมกำกับดูแลความปลอดภัย หากไทยใช้นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าในอนาคต

‘ศุภมาส’ พร้อมกำกับดูแลความปลอดภัย หากไทยใช้นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าในอนาคต

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่าหลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาในงาน iBusiness Forum 2024 หัวข้อพลิกเศรษฐกิจไทยก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดประเด็นเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์พลังงานสะอาด เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยนั้น ขอย้ำว่าตนก็ได้มีการประกาศนโยบายส่งเสริมให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แก้ไขความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วตามที่ได้ประกาศนโยบาย “อว. For EV” ไปแล้วขอเรียนว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) หน่วยงานในสังกัด อว. และมีฐานะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการใช้พลังงานนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ มีความพร้อมทั้งด้านกฎหมายและศักยภาพบุคลากรในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ตามมาตรฐานสากล หากไทยมีแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานทางเลือกในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมสำคัญ

ด้าน รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใน 32 ประเทศ และผลิตไฟฟ้าได้ร้อยละ 10 ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั่วโลก ประเทศลำดับต้นๆที่มีคือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส จีน ส่วนประเทศที่กำลังจะมี คือ บังกลาเทศ อียิปต์ และตุรกี โดยทั่วโลก มีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กว่า 400 โรง และอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกกว่า 50 โรง ดังนั้นมั่นใจว่าประเทศไทยพร้อมกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ หากรัฐบาลไทยผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ปส. ได้พัฒนากฎหมายในการกำกับดูแลทางนิวเคลียร์ตามพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 พร้อมทั้งกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องทั้งหมดกว่า 20 ฉบับ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลสำหรับการเตรียมพร้อมหากประเทศไทยจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ โดยปัจจุบันที่เป็นที่นิยมมากขึ้นคือ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการผลิตพลังงานแบบ SMR (Small Modular Reactor) นอกจากนี้การจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ประเทศไทยยังต้องเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งจากความเสียหายทางนิวเคลียร์ และจำเป็นต้องมีกฎหมายที่มีเนื้อหาอนุวัติการอนุสัญญาที่สำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1.อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งจากความเสียหายทางนิวเคลียร์ (Vienna Convention on Civil Liability for Nuclear Damage) 2.พิธีสารแก้ไขอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งจากความเสียหายทางนิวเคลียร์ (Protocol to Amend the Vienna Convention on Civil Liability for Nuclear Damage) 3.พิธีสารร่วมระหว่างอนุสัญญากรุงเวียนนาและอนุสัญญากรุงปารีส (Joint Protocol Relating to the Application of the Vienna Convention and the Paris Convention) 4.อนุสัญญาชดเชยเพิ่มเติมสำหรับความเสียหายทางนิวเคลียร์ (Convention on Supplementary Compensation for Nuclear Damage)

พร้อมทั้งจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างรอบด้านและกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีแผนเดินหน้าใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อการผลิตพลังงาน พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 มาตรา 45 กำหนดให้ผู้ที่จะตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ต้องได้รับใบอนุญาตจาก เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ตามลำดับ ได้แก่ 1.ใบอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อตั้งสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ (มาตรา 51) 2.ใบอนุญาตก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ (มาตรา 55) 3.ใบอนุญาตดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ (มาตรา 64)

และก่อนที่จะขอรับใบอนุญาตดำเนินการสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ ผู้รับใบอนุญาตก่อสร้างสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ที่ใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ต้องทดสอบระบบเครื่องจักรและอุปกรณ์ (มาตรา 62) หรือทางเทคนิค เรียกว่า การทำ cold test และขออนุญาตบรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และทดสอบการเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ต่อเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (มาตรา 63) หรือทางเทคนิค เรียกว่า การทำ hot test ด้วย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปส. ได้เตรียมความพร้อมในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องการพัฒนากฎหมาย การส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาสมรรถนะบุคลากร การศึกษาเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการทางนิวเคลียร์และรังสีทั้งหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศเนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์มิใช่เพียงเพื่อผลิตพลังงานเท่านั้น ประเทศยังมีการใช้ประโยชน์จากพลังงานดังกล่าวมากมายทั้งในด้านการแพทย์ การวิจัย การศึกษา อุตสาหกรรม โดยมี ปส. กำกับดูแล เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงาน ประชาชน และสิ่งแวดล้อม

‘TDRI’เผยผลสำรวจ ‘ทักษะ-ใบประกาศฯ’แบบไหน ที่‘นายจ้าง’ต้องการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789846

‘TDRI’เผยผลสำรวจ ‘ทักษะ-ใบประกาศฯ’แบบไหน ที่‘นายจ้าง’ต้องการ

‘TDRI’เผยผลสำรวจ ‘ทักษะ-ใบประกาศฯ’แบบไหน ที่‘นายจ้าง’ต้องการ

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.36 น.

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยแพร่บทความ “ทีดีอาร์ไอใช้ Big Data สำรวจตลาดแรงงาน ทักษะ “Soft Skill” มาแรงเป็นที่ต้องการของทุกอาชีพ” เนื้อหาดังนี้

ทีมวิจัย “โครงการวิเคราะห์การประกาศหางานออนไลน์” ของทีดีอาร์ไอ ได้พัฒนาระบบติดตามการจ้างงานในประเทศไทย โดยใช้ Big Data และการวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ได้พัฒนาต่อยอดจากโครงการการจัดทำฐานข้อมูลความต้องการทักษะแรงงานด้วย Big Data เพื่อส่งเสริมการปฏิรูปการศึกษา ที่สนับสนุนโดยกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2561

โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการแรงงานและทักษะต่างๆที่นายจ้างต้องการ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามสภาวะทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยใช้ Big Data จากประกาศรับสมัครงานซึ่งมีความละเอียดสูงและทันสมัย โดยผลการวิเคราะห์นี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ตลอดจนมหาวิทยาลัย สถาบันอาชีวะศึกษาและสถาบันฝึกอบรมต่างๆ ที่ผลิตบุคลากรป้อนตลาดแรงงาน

พบ “Soft Skill” เป็นทักษะที่นายจ้างต้องการ

ความพิเศษของการวิเคราะห์ประกาศหางานครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ทีมวิจัยได้ใช้ประกาศหางาน โดยอ้างอิงข้อมูลทักษะจากฐานข้อมูล Lightcast ที่ได้ทำการจัดเก็บข้อมูลประกาศรับสมัครงานจากทั่วโลก ก่อนที่จะนำมาสกัดทักษะต่าง ๆ และได้จัดหมวดหมู่ทักษะออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1. กลุ่มทักษะที่พบได้ทั่วไป (common skill) เป็นกลุ่มทักษะที่พบในทุกกลุ่มอาชีพ 2. กลุ่มทักษะเฉพาะ (specialized skill) เป็นกลุ่มทักษะที่พบในเฉพาะกลุ่มอาชีพ และ 3. ใบประกาศนียบัตร (certification) เป็นกลุ่มทักษะที่ต้องมีการทดสอบเพื่อได้บัตรประกาศนียบัตร เช่น TOEIC

ในกลุ่มทักษะที่พบได้ทั่วไป (common skill) ในทุกตำแหน่งงานและสาขาธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น Soft Skill พบว่าทักษะการประสานงานเป็นที่ต้องการมากที่สุด 354,758 ตำแหน่งงาน (27.31%) ตามมาด้วย ทักษะการขาย พบใน 324,272 ตำแหน่งงาน (24.96%) ทักษะการวางแผนงาน 283,399 ตำแหน่งงาน (21.81%) และ การสื่อสาร  180,920 ตำแหน่งงาน  (13.93%)

ในกลุ่มทักษะเฉพาะ (specialized skill) พบว่าทักษะการบำรุงรักษา (maintenance) มากที่สุด  193,137 ตำแหน่งงาน (14.87%) การควบคุมเครื่องมือและเครื่องจักร 153,405 ตำแหน่งงาน (11.81%) ทักษะด้านบัญชี 134,062 ตำแหน่งงาน (10.32%) ทักษะจัดซื้อจัดจ้าง 70,266 ตำแหน่งงาน (5.41%) ทักษะด้านการติดตั้ง 58,820 ตำแหน่งงาน (4.53%)

ในกลุ่มใบประกาศนียบัตร (certification) พบว่ามีความต้องการผลสอบ TOEIC มากที่สุด 10,413 ตำแหน่งงาน (0.80%) ตามด้วยใบรับรองวิชาชีพเภสัชกรรมตามมาตรฐาน GMP (Pharmaceutical GMP Professional Certification) 7,410 ตำแหน่งงาน (0.57%) และ วุฒิบัตรผู้ตรวจสอบภายใน (Certified Internal Auditor) 3,336 ตำแหน่งงาน (0.26%)

ยังมีผลสำรวจด้านอื่นๆ อีกทีน่าสนใจ สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://tdri.or.th/2024/02/bigdata-report-labourmarket-q4-2023/

– 006

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ม.แม่ฟ้าหลวง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789718

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ม.แม่ฟ้าหลวง

สมเด็จพระเทพฯ พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ม.แม่ฟ้าหลวง

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.24 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

เมื่อวันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2565 ที่หอประชุมสมเด็จย่า โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2565 โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัย (อธิการบดีผู้ก่อตั้ง) กราบบังคมทูลสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

สำหรับปีนี้ผู้เข้ารับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ตามที่สภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีมติอนุมัติ ได้แก่ ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง แก่ รองศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรรณวิภา กฤษฎาพงษ์ และปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ แก่ รองศาสตราจารย์ นภาลัย สุวรรณธาดา และสำหรับผู้ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ ‘ตุงทองคำ’ คือ นายศิริชัย มาโนช และ รองศาสตราจารย์ ดร.สุริยพงศ์ วัฒนาศักดิ์

โดยผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิต เป็นจำนวน 2,169 คน จากสำนักวิชา แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ นวัตกรรมสังคม จีนวิทยา การแพทย์บูรณาการ ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศ อุตสาหกรรมเกษตร นิติศาสตร์ วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง วิทยาศาสตร์สุขภาพ และพยาบาลศาสตร์ เป็นบัณฑิตชาวต่างชาติ จำนวน 60 คน ชาวต่างชาติที่สำเร็จการศึกษาในปีนี้ทั้งหมด 100 คน จากจีน เมียนมา ญี่ปุ่น มอริเชียส เกาหลีใต้ เยเมน อเมริกา บังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ ลาว อัฟริกาใต้ ศรีลังกา ภูฏาน อังกฤษ ไนจีเรีย

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเปิดสอน 69 หลักสูตร ใน 15 สำนักวิชา ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี โท และ เอก ในปีการศึกษา 2566 มีนักศึกษาทั้งสิ้น 14,488 คน จากทั่วทุกภาคของประเทศไทยและจากกว่า 47 ประเทศทั่วโลก จากนโยบายการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง และมีภาษาที่สองเป็นภาษาจีน ตลอดมานั้น ทำให้บัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีทักษะและความสามารถ ที่จะร่วมพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า การรับรู้ในวัฒนธรรมที่หลากหลาย เป็นพลเมืองโลกได้อย่างสมบูรณ์ โดยปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 39,612 คน กระจายการทำงานอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ.012

เริ่มเคลื่อนตัวแล้ว! ‘อุเทนถวาย’เดินขบวน ไปสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ-อว. (ประมวลภาพ)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789644

เริ่มเคลื่อนตัวแล้ว! 'อุเทนถวาย'เดินขบวน ไปสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ-อว. (ประมวลภาพ)

เริ่มเคลื่อนตัวแล้ว! ‘อุเทนถวาย’เดินขบวน ไปสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ-อว. (ประมวลภาพ)

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 09.57 น.

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 07.00-09.00 น.นักศึกษาและศิษย์เก่า สมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย ร่วมลงทะเบียนใต้ถุนอาคาร 4 ณ มทร. ตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวายและจัดขบวนกลางสนามฟุตบอล เตรียมความพร้อม

ต่อมาเวลา 09.39 น. อุเทนถวาย เดินขบวนค้านย้ายออกจากพื้นที่ ล่าสุดออกจาก ม.เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายแล้ว

ซึ่งพิกัดแรกที่จะไปคือ สำนักงานทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์ โดยใช้เส้นทางถนนพญไท หลังจากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปต่อที่ซอยโยธี ที่หมายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม โดยใช้ 2 ช่องทางซ้าย ตอนนี้ รถเริ่มติดขัด

สพฐ.ประกาศผลประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789563

สพฐ.ประกาศผลประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567

สพฐ.ประกาศผลประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวินัย รอดจ่าย รองประธานคณะกรรมการพิจารณาตัดสินการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 กล่าวภายหลังการแถลงข่าวผลการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดประกวดหนังสือดีเด่นมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการกระจายหนังสือดี มีคุณภาพ และสารประโยชน์สู่สาธารณชนให้มากยิ่งขึ้น และเพื่อกระตุ้นให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่าน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการผลิตหนังสือ เกิดความตระหนักและให้ความสำคัญที่จะผลิตหนังสือดี มีคุณค่า รวมทั้งพัฒนารูปแบบและเนื้อหาสาระให้น่าสนใจ ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชน มีหนังสืออ่านที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น

สำหรับการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 มีผู้ประพันธ์ ผู้จัดพิมพ์ และหน่วยงานต่างๆ ร่วมส่งหนังสือประกวดรวมจำนวนทั้งสิ้น 338 เรื่อง จากสำนักพิมพ์กว่า 90 แห่ง แยกเป็นกลุ่มหนังสือต่างๆ ได้แก่ หนังสือสารคดี หนังสือนวนิยาย หนังสือกวีนิพนธ์ หนังสือรวมเรื่องสั้น หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-5 ปี หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปีหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี หนังสือการ์ตูน และ หรือนิยายภาพ และหนังสือสวยงาม โดยมีหนังสือได้รับรางวัล 56 เรื่อง ดังต่อไปนี้

รางวัลดีเด่น 14 เรื่อง ดังนี้ – หนังสือสารคดี มี 3 ด้าน 1.ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล 2.ด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชีวประวัติ เรื่อง กุหลาบเปอร์เชียในแดนสยาม 3.ด้านการท่องเที่ยว อาหาร ฯลฯ เรื่อง คู่มือนำชม 33 พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ – หนังสือนวนิยาย  เรื่องหากน้ำตายังคิดถึงก้อนเมฆ -หนังสือกวีนิพนธ์  เรื่องท่ามกลางวิถีโลกพลิกผัน -หนังสือรวมเรื่องสั้น เรื่อง DIVINE BEING ไม่ใช่มนุษย์ และตัวตนอื่นๆ – หนังสือสำหรับเด็กเล็กอายุ 3-5 ปี เรื่องเจ้าชายน้อยกับเพื่อนใหม่ในล้านนา – หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปี มี 2 ประเภท 1) ประเภทบันเทิงคดี เรื่องเรื่องเล่าชาวชะนี 2)ประเภทสารคดี เรื่องเมื่อมะลิผลิบาน – หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี มี 3 ประเภท 1)ประเภทบันเทิงคดี เรื่องโคโค่กับนกฟีนิกซ์ที่หายไป 2)ประเภทสารคดี เรื่อง ปาดนักรายงานอากาศประจำบ้าน 3)ประเภทบทร้อยกรองไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล – หนังสือการ์ตูน และหรือนิยายภาพ มี 3 ประเภท 1)การ์ตูน และ หรือนิยายภาพสำหรับเด็ก (อายุ 6-11 ปี) ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล 2)การ์ตูน และ หรือนิยายภาพทั่วไป (อายุ 12 ปีขึ้นไป) เรื่องเบบี้ ONE MORE TIME 3)การ์ตูนปกิณกะเชิงสร้างสรรค์ เรื่องชุดการ์ตูนเล่มละบาป : แลกชีวิต/ฤทธิ์โจรบู๊/ชู้ไร้อันดับ/ลับ ลวง ใจ/เมาให้ลืม – หนังสือสวยงาม มี 2 ประเภท 1)ประเภททั่วไป เรื่อง เทวรูปา : ประติมานวิทยาฮินดูจากประติมากรรมชิ้นเอกในศิลปะอินเดีย 2)ประเภทสำหรับเด็ก เรื่องร้องเป็นเล่นสนุก บทร้องเล่นเด็กไทย

รางวัลชมเชย  42 เรื่อง ดังนี้ – หนังสือสารคดี มี 3 ด้าน 1.ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1)เข้าใจ…แล้วไปต่อ 2)ภูมิทัศน์ภายในอาคาร 3)สัตว์ทะเลไทยใกล้สูญพันธุ์ 2.ด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชีวประวัติ มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1)เครื่องเคลือบดินเผาประดับในศิลปกรรมล้านนา 2)พุทธศิลป์ล้านนา : รูปแบบ แนวคิด และการวิเคราะห์ 3)โลก/สลับ/สี 3.ด้านการท่องเที่ยว อาหาร ฯลฯ มีรางวัลชมเชย 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1)เราไม่ได้ไปคีร์กีซสถานกันทุกวัน 2) 25 HOW TO อยู่กับ คนออทิสติก อย่างเข้าใจ – หนังสือนวนิยาย มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) กาสักอังก์ฆาต 2) แก่นไม้หอม 3) ออกลายงิ้ว – หนังสือกวีนิพนธ์ มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) จักรวาลในชานเรือน 2) มังกรคาบแก้ว 3) รมณีย์แห่งชีวิต – หนังสือรวมเรื่องสั้น มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) คอลลาจบรรเลง 2) ท่านกัปตันและเรื่องเล่าของคนอื่นๆ 3) หรือเราถูกเลือกให้แหลกสลาย – หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-5 ปี มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ชื่นใจ ผลไม้ไทยอร่อยจัง 2) ร้องเป็นเล่นสนุก บทร้องเล่นเด็กไทย 3) หมู หมู – หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปีมี 2 ประเภท 1.ประเภทบันเทิงคดี มีรางวัลชมเชย 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) กาลครั้งหนึ่ง ณ กาลาปากอส 2) ชวนเล่นรอบดอยตุง 2.ประเภทสารคดี มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ก๊อบแก๊บกับเพ็ตตี้ 2) เที่ยวป่าพาเพลิน 3) พายล่องท่องเพลิน – หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปีมี 3 ประเภท 1.ประเภทบันเทิงคดี มีรางวัลชมเชย2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) แค่สนิทกับตัวเองให้เป็น 2) เรื่องของ ป้อง 2.ประเภทสารคดี มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ปีสุดท้ายระหว่างพ่อกับลูกชาย 2) วิถีเรือ สู้เพื่อฝัน บึ้ด..จ้ำ..บึ้ด 3) A LONG WAY TO GO ไปในทางที่ไม่รู้ 3.ประเภทบทร้อยกรอง มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ภูริทัตชาดก 2) เมธาวาที 3) อนันตรา สวามิภักดิ์ – หนังสือการ์ตูน และ หรือนิยายภาพ มี 3 ประเภท 1.ประเภทสำหรับเด็ก (อายุ 6-11 ปี) มีรางวัลชมเชย 1 เรื่อง 1) เรื่องผีๆ รอบโลก : ผีอินโดนีเซีย 2.ประเภททั่วไป (อายุ 12 ปี ขึ้นไป) มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) การ์ตูนประวัติศาสตร์ สุโขทัย เมืองมรดกโลก 2) จิตตะ X เลมี่ กับภารกิจแห่งโลกเมต้าเวิร์ส 3) LIFE of TRY ชีวิตต่าย ขายหัวเราะ 3.ประเภทปกิณกะ (ปะ-กิน-นะ-กะ) เชิงสร้างสรรค์ ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล – หนังสือสวยงาม มี 2 ประเภท 1.ประเภททั่วไป มีรางวัลชมเชย 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) แผนที่ประเทศไทย 77 จังหวัด : ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว 2) วัดปทุมวนาราม 2.ประเภทสำหรับเด็ก มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ชื่นใจ ผลไม้ไทยอร่อยจัง 2) เมืองดินดี 3) หนูรอบรู้ ชวนเพื่อนดูบ้านของสัตว์

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 จะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลในพิธีเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้นำผู้ชนะการประกวดหนังสือดีเด่นเข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัล ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2567 เวลา 15.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789561

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม  เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า สสว.มีเป้าหมายในการที่จะบูรณาการทั้ง 8 แพลตฟอร์มของ สสว.ให้มีความทันสมัยมากขึ้น รวมไปถึงสร้างการรับรู้ออกไปให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งการบูรณาการ 8 แพลตฟอร์มจะช่วยให้ สสว.ได้ประเมินถึงจุดดีจุดด้อยในแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อนำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นพร้อมที่จะประชาสัมพันธ์เผยแพร่ออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมองหาจุดเด่นจุดด้อยของแพลตฟอร์มต่างๆ

สำหรับ 8 แพลตฟอร์มของ สสว. ประกอบไปด้วย 1.SME COACH : เป็นแพลตฟอร์มที่มีจุดเด่นในด้านการให้คำปรึกษาด้าน SME ฟรี โดยมีผู้เชี่ยวชาญถึง 14 ด้าน สามารถให้คำปรึกษาออนไลน์ พร้อมทั้งมีทีมช่วยเหลือ และติดตามสถานะได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบหรือผ่าน Line OA ของ “SME COACH” โดย สสว.มุ่งหวังจากการบูณาการในครั้งนี้ให้แพลตฟอร์ม SME COACH เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ไม่ต่ำกว่า 100 คน 2.BDS : เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการสนับสนุน ด้านการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ ที่ผู้ประกอบการจะสามารถเลือกรับการบริการ หรือรับการพัฒนากับผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Business Development Service Provider : BDSP) ในด้านที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจของตน โดย สสว. จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบการแบบร่วมจ่ายในสัดส่วนร้อยละ 50–80 ตามขนาดของธุรกิจ ซึ่งการบูรณาการจะช่วยให้แพลตฟอร์ม BDS มีการอนุมัติการยื่นข้อเสนอให้เร็วมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยเหลือทางด้านงบประมาณให้ได้อย่างรวดเร็ว

3.SME ONE : คือ Web Portal ที่ให้บริการผ่าน http://www.smeone.infoPlatform ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารในแวดวง SME การจัดกิจกรรมอบรมสัมมนา หรือเวิร์กช็อปสำหรับผู้ประกอบการจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมทั้งมอบข้อมูลให้กับผู้ประกอบการในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการเงิน การตลาด เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ คลิปวีดีโอสร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจจากผู้ประกอบการตัวจริงเสียงจริง และคลิปวีดีโอแนะนำการให้บริการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ SME ONE ยังให้บริการผ่านโซเชียลมีเดีย ช่องทางต่างๆ ได้แก่ Facebook Fan Page : SMEONE Tiktok : smeone.info และ Line OA @smeone 4.SME CONNEXT : Mobile Application เพื่อผู้ประกอบการไทย ที่รวบรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น บทความ การจับคู่ธุรกิจ หรือกิจกรรมอบรม เสวนาทางธุรกิจ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ พร้อมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างครบถ้วน ส่งตรงทุกข่าวสารและกิจกรรมผ่านมือถือ และเป็นช่องทางการเชื่อมต่อบริการไปยังแพลตฟอร์มให้บริการต่างๆ เพื่อย่อโลกการให้บริการแบบอัดแน่นไว้ในมือถือเป็น แอปพลิเคชั่นคู่ใจสำหรับผู้ประกอบการ 5.Thai SME GP (ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ) : เป็นแพลตฟอร์ม ที่เพิ่มโอกาสการเป็นคู่ค้ากับหน่วยงานภาครัฐผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ซึ่งพัฒนาระบบสนับสนุนให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คือ http://www.thaismegp.com หรือ THAI SME-GP โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถขึ้นทะเบียนรายชื่อและรายการสินค้าและบริการในระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 6.ระบบการส่งต่อเพื่อรับบริการภาครัฐ : เป็นแพลตฟอร์มเพื่อประสานความร่วมมือร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานสนับสนุน MSME ในการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือการให้บริการแบบเครือข่ายระหว่างหน่วยงาน เพื่อส่งต่อการให้บริการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการรับบริการต่างๆได้ไวขึ้น และสามารถติดตามขั้นตอนในการให้บริการได้

7.SME ONE ID : หรือ หนึ่งรหัสหนึ่งผู้ประกอบการ (One Identification : SME One ID ) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารงาน และให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ประกอบการสามารถใช้หมายเลข ID เดียวในการเข้าถึงบริการของภาครัฐทุกหน่วยงาน มุ่งเน้นการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และลดความยุ่งยากในการจัดเตรียมเอกสารซึ่งเป็นต้นทุนและอุปสรรคในการขอรับอนุญาตและการส่งเสริมจากหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยโดยโครงการหนึ่งรหัส หนึ่งผู้ประกอบการ จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่มีมากกว่า 3 ล้านราย ซึ่งหลังจากการบูรณาการจะทำให้เพิ่มการเข้าถึงผู้สมัครให้มากขึ้น ต้องการให้ข้อมูลของ SME One ID น่าเชื่อถือมากขึ้นเปรียบเสมือนบัตรประชาชน และสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และ 8. SME ACADEMY 365 : E-learning Platform ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้ได้มีแหล่งเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเพิ่มทักษะการทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยมีสาระน่ารู้ และเทรนด์ใหม่ๆ อัปเดตอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งปี เพื่อพัฒนาให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาหาความรู้ได้เข้าถึงได้ เข้าถึงง่าย ไม่ต้องรอ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีบทความจากแหล่งความรู้ต่างๆที่มีเฉพาะใน SME ACADEMY 365 เท่านั้นการบูรณาการในครั้งนี้ สสว. คาดหวังว่าต้องการให้ได้รับความนิยม ทั้งผู้ที่เป็นเอสเอ็มอีและผู้ที่อยากเป็นเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ เข้ามาหาข้อมูล ตามข่าวสาร พร้อมทั้งมุ่งเน้นไปยังกลุ่มธุรกิจ Soft Power ให้มากเพิ่มยิ่งขึ้น

“สสว. มุ่งเน้นในการหาจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง เพื่อที่จะนำมาพัฒนาทั้ง 8 แพลตฟอร์มให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งต้องการสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นต่อไปและนอกจาก 8 แพลตฟอร์มที่กล่าวมานี้สสว. ยังมีอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่จะรองรับข้อมูลจากทั้ง 8 แพลตฟอร์มมาเพื่อเก็บเป็น Data ในการที่จะปรับปรุงแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นนั่นก็คือ SME Profile โดยแพลตฟอร์มนี้จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ นำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความน่าสนใจและสร้างบริการที่รองรับความต้องการของผู้ประกอบการต่อไป” นายวรพจน์ กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเข้ารับบริการได้ที่ Line OA @smeconnext

รร.เอกอโยธยา เปิดบ้านโชว์นวัตกรรม AI

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789562

รร.เอกอโยธยา เปิดบ้านโชว์นวัตกรรม AI

รร.เอกอโยธยา เปิดบ้านโชว์นวัตกรรม AI

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โรงเรียนเอกอโยธยา จัดกิจกรรม “Ake Ayothaya’s Open House 2024” โดยได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดงานกิจกรรม โดยมี ดร.สาธินี ผ่องอักษร ผู้อำนวยการโรงเรียนเอกอโยธยา พร้อมผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน ให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนเอกอโยธยา ต.สามเรือน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

ดร.สาธินี ผ่องอักษร ผอ.รร.เอกอโยธยา กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนได้แสดงความสามารถ เกิดความภาคภูมิใจในผลงานและความสามารถของตน ซึ่งเป็นการเผยแพร่กิจกรรมและผลงานการเรียน การสอนของนักเรียน และคุณครู หลังจากที่ทางโรงเรียนเอกอโยธยา ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการห้องเรียนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียน สู่ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม ดังนั้น โรงเรียนฯได้เพิ่มหลักสูตรการเรียนการสอนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI จนนักเรียนสามารถผลิตชิ้นงานที่โดดเด่นมาแสดงโชว์ให้ผู้ปกครอง และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานในงานวิชาการ Ake Ayothaya’s Open House 2024

อีกทั้งเป็นการแนะนำการจัดการศึกษา ชมการเรียนการสอนทุกหลักสูตร-โปรแกรมการเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาตัดสินใจเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจแก่ผู้ปกครองและนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาต่อไป นอกจากนี้ ยังได้มีการแสดงโชว์ลีลาความสามารถของหุ่นยนต์สุนัข “น้องอะโวคาโด” ที่ทาง หจก.เอ็มม่าอลิส นำมาแสดงให้ชมอีกด้วย

นายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมโรงเรียนเอกอโยธยา ที่ได้จัดงาน “กิจกรรม Ake Ayothaya’s Open House 2024” เพื่อให้นักเรียนได้แสดงความสามารถที่เล่าเรียนมา ซึ่งโรงเรียนเอกอโยธยาได้จัดการศึกษาทุกระดับอย่างมีคุณภาพ และสนองต่อความต้องการของผู้ปกครองและชุมชน ทำให้นักเรียนมีการพัฒนาครอบคลุมทั้งความรู้ คุณธรรม และความเป็นผู้นำ กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 โลกมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หลักสูตรห้องเรียนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะพัฒนาให้นักเรียนได้เรียนรู้รูปแบบการศึกษาให้เท่าทันกับวิวัฒนาการที่ทันสมัยของโลก ที่มีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีไอเดียความคิดเป็นของตนเอง

“นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI ทำให้มีการพัฒนาคุณภาพในด้านการศึกษา ของเด็กนักเรียนโรงเรียนเอกอโยธยา สู่ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม เพราะเด็กได้เรียนรู้เท่าทันกับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่โลกอนาคต ซึ่งรัฐบาลเริ่มให้การสนับสนุนส่งเสริมในหลักสูตรการเรียนการสอนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI มากขึ้น”นายชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ละเอียดยิบ!! เปิดขั้นตอนการรับสมัคร’ทหารเกณฑ์’สอบเข้านักเรียนนายสิบตำรวจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789629

ละเอียดยิบ!! เปิดขั้นตอนการรับสมัคร'ทหารเกณฑ์'สอบเข้านักเรียนนายสิบตำรวจ

ละเอียดยิบ!! เปิดขั้นตอนการรับสมัคร’ทหารเกณฑ์’สอบเข้านักเรียนนายสิบตำรวจ

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 22.58 น.

26 ก.พ.67 จากกรณีรัฐบาลมีนโยบายเปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ และให้หน่วยต่างๆ พิจารณาสนับสนุนให้ทหารกองประจำการสามารถประกอบอาชีพอื่นต่อได้นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้อนุมัติให้เปิดรับสมัครและคัดเลือกทหารกองหนุนที่เคยรับราชการในกองประจำการ (ทหารเกณฑ์) จำนวน 500 อัตรา บรรจุและแต่งตั้งเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมประมาณ 6 เดือนนั้น

ล่าสุด มีการเปิดเผยรายละเอียดขั้นตอนการรับสมัคร”ทหารเกณฑ์” สอบเข้านักเรียนนายสิบตำรวจ ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น ดังนี้

-รับสมัครทางอินเตอร์เน็ต 12-17 มี.ค.67
– สอบ 9 มิ.ย.67
– ฝึก ก.ย.67 (6 เดือน)

ผู้ปกครองนำบุตรหลานจับสลากเข้าเรียนระดับปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลนครนายกคึกคัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789571

ผู้ปกครองนำบุตรหลานจับสลากเข้าเรียนระดับปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลนครนายกคึกคัก

ผู้ปกครองนำบุตรหลานจับสลากเข้าเรียนระดับปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลนครนายกคึกคัก

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 18.04 น.

วันนี้ (26 ก.พ.67) โรงเรียนอนุบาลนครนายก อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก นายสมศักดิ์ ป่าไพร ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลนครนายก ได้เป็นประธานในการจับฉลากนักเรียนเข้าเรียนในระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาลปีที่1และ2) โดยมี ดร.จำลอง นำศรีเจริญพร ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครนายก พร้อมคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนฯ เป็นกรรมการ ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้มีผู้ครองนักเรียน นำลูกหลาน ที่แจ้งความประสงค์ในการศึกษาเล่าเรียน ในปีการศึกษา 2567 มาจับฉลากกันอย่างคึกคัก เพื่อให้เป็นไปตามกติกา และระเบียบของทางราชการให้เกิดความชัดเจนโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและผู้ร่วมงานทุกฝ่าย 

โดยประธานกรรมการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆที่อำนวยความสะดวก ได้ชี้แจงให้กับผู้ปกครองได้รับทราบขั้นตอนในการปฏิบัติการจับฉลาก อีกทั้งยังได้ให้ตัวแทนผู้ปกครองเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในการสังเกตการณ์ การดำเนินการจับฉลากให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

‘เงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษ’ ผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789419

‘เงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษ’  ผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ

‘เงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษ’ ผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 ทาง กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) ได้ริเริ่มโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ซึ่งรู้จักกันในนามทุนเสมอภาค ซึ่งในงานนี้อาจกล่าวสลับไป-มาระหว่างทุนเสมอภาคกับนักเรียนยากจนพิเศษ โดยกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษจะระบุด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม ที่เรียกว่า Proxy Means Test ซึ่งเป้าหมายของโครงการนี้ก็คือเพื่อที่จะบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียน ของครัวเรือนของนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์”

รศ.ดร.ภัททา เกิดเรือง อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวในการบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบของเงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ” จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงที่มาที่ไปของการศึกษาในหัวข้อดังกล่าว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา เป็นนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่ม “ยากจน” ซึ่งเข้าเกณฑ์ได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาเด็กกลุ่มนี้ก็ยังมีกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ยากจนพิเศษ” ซึ่งก็จะได้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเข้าไปอีกนอกจากเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน เรียกว่า“ทุนเสมอภาค” โดยเงื่อนไขของทุนเสมอภาคคือนักเรียนต้องมีอัตราการมาเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80-85 และมีน้ำหนัก-ส่วนสูงตามเกณฑ์การเจริญเติบโต ต่อมายังมีการเพิ่มเงื่อนไขเรื่องผลการเรียนเข้ามาด้วยอีกประการหนึ่ง

ทั้งนี้ เคยมีการประเมินผลโครงการโดยใช้ข้อมูลของช่วงปี 2562-2563 พบว่า เงินทุนเสมอภาคส่งผลให้การเติบโตของนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (เมื่อเทียบกับนักเรียนกลุ่มยากจน และนักเรียนกลุ่มไม่ยากจน) แต่ค่าประมาณการที่ได้มีน้อยมาก และพบว่าเป็นค่าที่ชัดเจนที่มีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา หรือช่วงอายุระหว่าง 12-14 ปี และเนื่องจากที่มีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอีกในช่วงปี 2563-2565 การศึกษาล่าสุดจึงมีจุดประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบต่อพัฒนาการด้านสุขภาพว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มทุพโภชนาการ

ตัวชี้วัดการเจริญเติบโตนั้นจะใช้สิ่งที่เรียกว่า Anthropometric Measurement (ตัวชี้วัดในเชิงมานุษยวิทยา) เพราะใช้ง่ายและมีเกณฑ์เปรียบเทียบที่ชัดเจน เช่น เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) หรือของแต่ละประเทศ ประกอบด้วย 1.ส่วนสูงเทียบกับอายุ (Height-for-Age) เป็นการแสดงว่าภาวะโภชนาการในอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เช่น หากส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์อายุก็แสดงว่าเด็กมีปัญหาภาวะเตี้ย ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากการบริโภคในเดือนหรือในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เป็นผลจากการบริโภคในระยะยาว

2.น้ำหนักเทียบกับอายุ (Weight-for-Age) บ่งชี้ภาวะโภชนาการในระยะสั้นอาจบอกถึงการขาดสารอาหารหรือการเจ็บป่วยที่เป็นในระยะนั้น ตัวชี้วัดนี้จะบอกว่า อายุใดควรมีน้ำหนักเท่าใด และ 3.น้ำหนักเทียบกับส่วนสูง (Height-for-Weight) เป็นการวัดความสมส่วนของร่างกายโดยไม่นำเรื่องอายุมาพิจารณา สำหรับตัวชี้วัดนี้บางแห่งจะใช้คำว่า BMI (Body Mass Index : ดัชนีมวลกาย) ซึ่งจะมีค่าคำนวณที่ใกล้เคียงกัน โดยเป็นการเทียบระหว่างส่วนสูงเท่านี้กับน้ำหนักเท่านี้แล้วสรุปว่าเข้าข่ายผอมหรืออ้วนเกินไปหรือไม่

สำหรับกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนที่ถูกระบุว่ามีสถานะความยากจน ระหว่างปีการศึกษา 2563-2565 จำนวน 893,805 คนคัดเลือกกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักช่วง 10-100กิโลกรัม และส่วนสูงช่วง 85-185 เซนติเมตร ตัดข้อมูลที่ไม่สมเหตุสมผลออกเช่น ในช่วง 3 ปี มีเด็กที่มีส่วนสูงลดลงหรือเพิ่มขึ้น 10 ซม./ปี หรือมีน้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ตัดข้อมูล Z-Scores ตามเกณฑ์มาตรฐาน คือ ส่วนสูงเทียบกับอายุ (ตัดกลุ่มต่ำกว่า -5 และสูงกว่า 3) น้ำหนักเทียบกับอายุ (ตัดกลุ่มต่ำกว่า -5 และสูงกว่า 5) น้ำหนักเทียบกับส่วนสูง (ตัดกลุ่มต่ำกว่า -4 และสูงกว่า 5)

การศึกษานี้แบ่งเป็น 1.ภาวะทุพโภชนาการ (กลุ่มอายุ 6-11 ปี) เช่น 1.1 เตี้ยแคระแกร็น (Stunting) พบสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นทั้ง 3 กลุ่ม (ไม่ยากจน, ยากจน, ยากจนพิเศษ) แต่ที่เพิ่มมากอย่างมีนัยสำคัญคือกลุ่มยากจนพิเศษ จึงควรได้รับความช่วยเหลือมากกว่ากลุ่มอื่น อย่างไรก็ตาม ในด้านนี้มีข้อสังเกตจากทีมวิจัยว่า อาจเป็นเพราะระหว่างปี 2563-2565 มีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งมีมาตรการปิดโรงเรียนในบางช่วง ทำให้การวัดอาจคลาดเคลื่อนได้ 1.2 ผอมเกินไป (Wasting) พบน้อยลงทั้ง 3 กลุ่ม แต่กลุ่มยากจนพิเศษก็ยังมีปัญหามากกว่ากลุ่มอื่น

1.3 น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน (Underweight) พบด้านนี้เพิ่มขึ้นทั้ง3 กลุ่ม แต่มีข้อสังเกตว่า ทั้งการเทียบส่วนสูงกับอายุ และเทียบน้ำหนักกับอายุ หากใช้เกณฑ์นี้จะพบปัญหา แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กนั้นอ้วนหรือผอมเกินไป หมายถึงเด็กมีรูปร่างเล็กหากเทียบกับเกณฑ์อายุ แต่หากเทียบน้ำหนักหรือส่วนสูงก็จะไม่ใช่ปัญหา และ 1.4น้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน (Overweight) และภาวะอ้วน (Obese) แม้จะพบเพิ่มขึ้นทั้ง 3 กลุ่ม แต่กลุ่มเด็กที่ไม่ยากจนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนกว่ากลุ่มอื่นๆ

2.ภาวะทุพโภชนาการ (กลุ่มอายุ 12-14 ปี) ไล่ตั้งแต่ 2.1 เตี้ยแคระแกร็น (Stunting) น่าสนใจว่า ในขณะที่เพศหญิงพบปัญหานี้ลดลงแต่เพศชายกลับพบมากขึ้น และเป็นแบบนี้เหมือนกันทั้งกลุ่มไม่ยากจน ยากจนและยากจนพิเศษ 2.2 ผอมเกินไป (Wasting) และน้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน (Underweight) สำหรับกลุ่มไม่ยากจนกับกลุ่มยากจน หากเป็นเพศหญิงจะไม่พบความแตกต่างมากนัก

โดยกลุ่มยากจนพบมากกว่ากลุ่มไม่ยากจนเล็กน้อยในปี 2563 และพบใกล้เคียงกันช่วงปี 2564-2565 แต่หากเป็นเพศชาย พบมากขึ้นอย่างชัดเจนทั้ง 3 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม ในกลุ่ม ยากจนพิเศษก็ยังพบมากกว่าอีก 2 กลุ่มที่ เหลือ และ 2.3 น้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน (Overweight) และภาวะอ้วน (Obese) มีแนวโน้มลดลงทั้ง 3 กลุ่ม แต่ในกลุ่มเด็กที่ไม่ยากจนจะลดลงน้อยกว่ากลุ่มอื่น

“สรุปข้อค้นพบจากการศึกษา” มีดังนี้ 1.นักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษ อายุ 6-11 ปี ก่อนได้รับเงินอุดหนุน พบมีภาวะทุพโภชนาการมากกว่ากลุ่มอื่น (กลุ่มไม่ยากจน และกลุ่มยากจน) แต่เมื่อได้รับเงินอุดหนุน พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น 2.อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มยากจนพิเศษ อายุ 12-14 ปี แม้ได้รับเงินอุดหนุนผลที่ออกมาก็ยังติดลบ หมายถึงน้ำหนัก-ส่วนสูง ไม่ได้เติบโตแบบสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มากกว่ากลุ่มอื่น และเงินอุดหนุนที่ได้อาจไม่เพียงพอ

3.การได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า 1 ครั้ง (2563-2565) ดีกว่าได้เพียง1 ครั้ง (2563-2564) ซึ่งพบในนักเรียนระดับประถมศึกษา 4.นักเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลจากทุนเสมอภาคมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งต้องทำการศึกษาต่อไปว่ามีปัจจัยใดบ้าง 5.ทุนเสมอภาคทำให้ภาวะเตี้ยและน้ำหนักน้อยลดลงในกลุ่มอายุ 6-11 ปี แต่ก็ไม่ได้ลดลงมาก แต่ภาวะอื่นๆ ไม่ได้มีนัยสำคัญในทางสถิติ 6.ทุนเสมอภาคส่งผลเชิงบวกกับเด็กวัยประถมศึกษา (อายุ 6-11 ปี) โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนัก ซึ่งหมายถึงการเห็นผลในระยะสั้น ส่วนระยะยาวต้องเก็บข้อมูลมากกว่านี้ เช่น 3 ปีขึ้นไป

“การที่เขาได้รับทุนเสมอภาคมันจะส่งผลอย่างไรกับสุขภาพของเด็ก? ทางหนึ่งก็คือมันมี Income Effect (ผลกระทบด้านรายได้) ครัวเรือนอาจเอาเงินทุนนี้ไปใช้ในการบริโภคมากขึ้น แต่เนื่องจากทุนเสมอภาคให้ 1 ครั้งต่อ 1 ปี มันอาจไม่ได้มีผลที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค อีกทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือการที่เขาได้ทุนเสมอภาคและมีเงื่อนไขว่าต้องไปโรงเรียน เป็นไปได้ว่าการที่เขาต้องไปโรงเรียนทำให้เขาได้รับผลทางบวกจากการรับประทานอาหารที่โรงเรียน เช่น โครงการอาหารกลางวัน

เพราะฉะนั้นอันนี้ชี้ให้เห็นว่า การให้เงินเพื่อให้เด็กได้รับ ที่เฉพาะเจาะจงกับการบริโภคอาหารของเด็ก อาจส่งผลที่ตรงกับผลลัพธ์ทางสุขภาพมากกว่าการให้ไปยังครัวรือน เพราะการให้เงินไปยังครัวเรือน เราต้องไปดูว่าเขาใช้เงินทางด้านไหน ซึ่งเข้าใจว่างานในอดีตประเมินที่ผ่านมา พบว่าครัวเรือนจำนวนมากเอาเงินไปใช้ในการซื้อเสื้อผ้าเด็ก ซึ่งมันก็ดีตรงนี้เขาสามารถที่จะเอาเงินที่เมื่อก่อนอาจจะลดการบริโภคเรื่องเงินซื้อเสื้อผ้า กลายเป็นว่าเอาเงืนไปซื้อเสื้อผ้า และมีเงินเดิมเอามาใช้บริโภคอาหารได้” รศ.ดร.ภัททา กล่าว

รศ.ดร.ภัททา ยังกล่าวอีกว่า “เงินอุดหนุนจะมีผลต่อเมื่อไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ครัวเรือน” ดังนั้นทางเลือกในการพิจารณาคือ จะเพิ่มจำนวนเงินอุดหนุนหรือไม่? หรือจะเพิ่มเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม? เช่น มีกลุ่มยากจนพิเศษในบางภูมิภาค ซึ่งการให้เงินอุดหนุนอาจไม่จำเป็นต้องตั้งเงื่อนไขว่ามีการเจริญเติบโตตามเกณฑ์เท่านั้น เพราะหากตั้งเงื่อนไขว่าเด็กต้องโตตามเกณฑ์ ก็อาจไม่ครอบคลุมเด็กที่ไม่โตตามเกณฑ์ และกลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มยากจนกว่ากลุ่มอื่น

อนึ่ง ด้วยความที่งานศึกษาชิ้นนี้ใช้ข้อมูลที่คาบเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จึงอาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนได้ เช่น เด็กวัดส่วนสูง-ชั่งน้ำหนักเองแล้วส่งผลมาเพราะเวลานั้นโรงเรียนถูกสั่งปิดรวมถึงไม่สามารถทราบได้ว่า การมาโรงเรียนมีผลต่อสุขภาพอย่างไร หรือเงินที่ได้ถูกใช้ไปอย่างไรในช่วงที่ไม่ได้มาโรงเรียน!!!