สพฐ.ประกาศผลประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789563

สพฐ.ประกาศผลประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567

สพฐ.ประกาศผลประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2567

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวินัย รอดจ่าย รองประธานคณะกรรมการพิจารณาตัดสินการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 กล่าวภายหลังการแถลงข่าวผลการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดประกวดหนังสือดีเด่นมาอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการผลิตและการกระจายหนังสือดี มีคุณภาพ และสารประโยชน์สู่สาธารณชนให้มากยิ่งขึ้น และเพื่อกระตุ้นให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่าน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวงการผลิตหนังสือ เกิดความตระหนักและให้ความสำคัญที่จะผลิตหนังสือดี มีคุณค่า รวมทั้งพัฒนารูปแบบและเนื้อหาสาระให้น่าสนใจ ทำให้เด็ก เยาวชน และประชาชน มีหนังสืออ่านที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น

สำหรับการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 มีผู้ประพันธ์ ผู้จัดพิมพ์ และหน่วยงานต่างๆ ร่วมส่งหนังสือประกวดรวมจำนวนทั้งสิ้น 338 เรื่อง จากสำนักพิมพ์กว่า 90 แห่ง แยกเป็นกลุ่มหนังสือต่างๆ ได้แก่ หนังสือสารคดี หนังสือนวนิยาย หนังสือกวีนิพนธ์ หนังสือรวมเรื่องสั้น หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-5 ปี หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปีหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี หนังสือการ์ตูน และ หรือนิยายภาพ และหนังสือสวยงาม โดยมีหนังสือได้รับรางวัล 56 เรื่อง ดังต่อไปนี้

รางวัลดีเด่น 14 เรื่อง ดังนี้ – หนังสือสารคดี มี 3 ด้าน 1.ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล 2.ด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชีวประวัติ เรื่อง กุหลาบเปอร์เชียในแดนสยาม 3.ด้านการท่องเที่ยว อาหาร ฯลฯ เรื่อง คู่มือนำชม 33 พระอารามหลวงแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ – หนังสือนวนิยาย  เรื่องหากน้ำตายังคิดถึงก้อนเมฆ -หนังสือกวีนิพนธ์  เรื่องท่ามกลางวิถีโลกพลิกผัน -หนังสือรวมเรื่องสั้น เรื่อง DIVINE BEING ไม่ใช่มนุษย์ และตัวตนอื่นๆ – หนังสือสำหรับเด็กเล็กอายุ 3-5 ปี เรื่องเจ้าชายน้อยกับเพื่อนใหม่ในล้านนา – หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปี มี 2 ประเภท 1) ประเภทบันเทิงคดี เรื่องเรื่องเล่าชาวชะนี 2)ประเภทสารคดี เรื่องเมื่อมะลิผลิบาน – หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี มี 3 ประเภท 1)ประเภทบันเทิงคดี เรื่องโคโค่กับนกฟีนิกซ์ที่หายไป 2)ประเภทสารคดี เรื่อง ปาดนักรายงานอากาศประจำบ้าน 3)ประเภทบทร้อยกรองไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล – หนังสือการ์ตูน และหรือนิยายภาพ มี 3 ประเภท 1)การ์ตูน และ หรือนิยายภาพสำหรับเด็ก (อายุ 6-11 ปี) ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล 2)การ์ตูน และ หรือนิยายภาพทั่วไป (อายุ 12 ปีขึ้นไป) เรื่องเบบี้ ONE MORE TIME 3)การ์ตูนปกิณกะเชิงสร้างสรรค์ เรื่องชุดการ์ตูนเล่มละบาป : แลกชีวิต/ฤทธิ์โจรบู๊/ชู้ไร้อันดับ/ลับ ลวง ใจ/เมาให้ลืม – หนังสือสวยงาม มี 2 ประเภท 1)ประเภททั่วไป เรื่อง เทวรูปา : ประติมานวิทยาฮินดูจากประติมากรรมชิ้นเอกในศิลปะอินเดีย 2)ประเภทสำหรับเด็ก เรื่องร้องเป็นเล่นสนุก บทร้องเล่นเด็กไทย

รางวัลชมเชย  42 เรื่อง ดังนี้ – หนังสือสารคดี มี 3 ด้าน 1.ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1)เข้าใจ…แล้วไปต่อ 2)ภูมิทัศน์ภายในอาคาร 3)สัตว์ทะเลไทยใกล้สูญพันธุ์ 2.ด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และชีวประวัติ มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1)เครื่องเคลือบดินเผาประดับในศิลปกรรมล้านนา 2)พุทธศิลป์ล้านนา : รูปแบบ แนวคิด และการวิเคราะห์ 3)โลก/สลับ/สี 3.ด้านการท่องเที่ยว อาหาร ฯลฯ มีรางวัลชมเชย 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1)เราไม่ได้ไปคีร์กีซสถานกันทุกวัน 2) 25 HOW TO อยู่กับ คนออทิสติก อย่างเข้าใจ – หนังสือนวนิยาย มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) กาสักอังก์ฆาต 2) แก่นไม้หอม 3) ออกลายงิ้ว – หนังสือกวีนิพนธ์ มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) จักรวาลในชานเรือน 2) มังกรคาบแก้ว 3) รมณีย์แห่งชีวิต – หนังสือรวมเรื่องสั้น มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) คอลลาจบรรเลง 2) ท่านกัปตันและเรื่องเล่าของคนอื่นๆ 3) หรือเราถูกเลือกให้แหลกสลาย – หนังสือสำหรับเด็กเล็ก อายุ 3-5 ปี มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ชื่นใจ ผลไม้ไทยอร่อยจัง 2) ร้องเป็นเล่นสนุก บทร้องเล่นเด็กไทย 3) หมู หมู – หนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปีมี 2 ประเภท 1.ประเภทบันเทิงคดี มีรางวัลชมเชย 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) กาลครั้งหนึ่ง ณ กาลาปากอส 2) ชวนเล่นรอบดอยตุง 2.ประเภทสารคดี มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ก๊อบแก๊บกับเพ็ตตี้ 2) เที่ยวป่าพาเพลิน 3) พายล่องท่องเพลิน – หนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปีมี 3 ประเภท 1.ประเภทบันเทิงคดี มีรางวัลชมเชย2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) แค่สนิทกับตัวเองให้เป็น 2) เรื่องของ ป้อง 2.ประเภทสารคดี มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ปีสุดท้ายระหว่างพ่อกับลูกชาย 2) วิถีเรือ สู้เพื่อฝัน บึ้ด..จ้ำ..บึ้ด 3) A LONG WAY TO GO ไปในทางที่ไม่รู้ 3.ประเภทบทร้อยกรอง มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ภูริทัตชาดก 2) เมธาวาที 3) อนันตรา สวามิภักดิ์ – หนังสือการ์ตูน และ หรือนิยายภาพ มี 3 ประเภท 1.ประเภทสำหรับเด็ก (อายุ 6-11 ปี) มีรางวัลชมเชย 1 เรื่อง 1) เรื่องผีๆ รอบโลก : ผีอินโดนีเซีย 2.ประเภททั่วไป (อายุ 12 ปี ขึ้นไป) มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) การ์ตูนประวัติศาสตร์ สุโขทัย เมืองมรดกโลก 2) จิตตะ X เลมี่ กับภารกิจแห่งโลกเมต้าเวิร์ส 3) LIFE of TRY ชีวิตต่าย ขายหัวเราะ 3.ประเภทปกิณกะ (ปะ-กิน-นะ-กะ) เชิงสร้างสรรค์ ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล – หนังสือสวยงาม มี 2 ประเภท 1.ประเภททั่วไป มีรางวัลชมเชย 2 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) แผนที่ประเทศไทย 77 จังหวัด : ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยว 2) วัดปทุมวนาราม 2.ประเภทสำหรับเด็ก มีรางวัลชมเชย 3 เรื่อง (เรียงตามลำดับอักษรชื่อเรื่อง) ได้แก่ 1) ชื่นใจ ผลไม้ไทยอร่อยจัง 2) เมืองดินดี 3) หนูรอบรู้ ชวนเพื่อนดูบ้านของสัตว์

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2567 จะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลในพิธีเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 22 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้นำผู้ชนะการประกวดหนังสือดีเด่นเข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัล ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มีนาคม 2567 เวลา 15.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789561

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม  เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

สกู๊ปพิเศษ : สสว.บูรณาการ 8 แพลตฟอร์ม เจาะกลุ่ม SME เป้าหมายใหม่

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวรพจน์ ประสานพานิช ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยว่า สสว.มีเป้าหมายในการที่จะบูรณาการทั้ง 8 แพลตฟอร์มของ สสว.ให้มีความทันสมัยมากขึ้น รวมไปถึงสร้างการรับรู้ออกไปให้เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งการบูรณาการ 8 แพลตฟอร์มจะช่วยให้ สสว.ได้ประเมินถึงจุดดีจุดด้อยในแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อนำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นพร้อมที่จะประชาสัมพันธ์เผยแพร่ออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมองหาจุดเด่นจุดด้อยของแพลตฟอร์มต่างๆ

สำหรับ 8 แพลตฟอร์มของ สสว. ประกอบไปด้วย 1.SME COACH : เป็นแพลตฟอร์มที่มีจุดเด่นในด้านการให้คำปรึกษาด้าน SME ฟรี โดยมีผู้เชี่ยวชาญถึง 14 ด้าน สามารถให้คำปรึกษาออนไลน์ พร้อมทั้งมีทีมช่วยเหลือ และติดตามสถานะได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านระบบหรือผ่าน Line OA ของ “SME COACH” โดย สสว.มุ่งหวังจากการบูณาการในครั้งนี้ให้แพลตฟอร์ม SME COACH เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ไม่ต่ำกว่า 100 คน 2.BDS : เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นสนับสนุนเอสเอ็มอีให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการสนับสนุน ด้านการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ ที่ผู้ประกอบการจะสามารถเลือกรับการบริการ หรือรับการพัฒนากับผู้ให้บริการทางธุรกิจ (Business Development Service Provider : BDSP) ในด้านที่ตรงกับความต้องการของธุรกิจของตน โดย สสว. จะอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบการแบบร่วมจ่ายในสัดส่วนร้อยละ 50–80 ตามขนาดของธุรกิจ ซึ่งการบูรณาการจะช่วยให้แพลตฟอร์ม BDS มีการอนุมัติการยื่นข้อเสนอให้เร็วมากขึ้น พร้อมทั้งช่วยเหลือทางด้านงบประมาณให้ได้อย่างรวดเร็ว

3.SME ONE : คือ Web Portal ที่ให้บริการผ่าน http://www.smeone.infoPlatform ที่รวบรวมข้อมูลข่าวสารในแวดวง SME การจัดกิจกรรมอบรมสัมมนา หรือเวิร์กช็อปสำหรับผู้ประกอบการจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมทั้งมอบข้อมูลให้กับผู้ประกอบการในทุกๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านการเงิน การตลาด เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ คลิปวีดีโอสร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจจากผู้ประกอบการตัวจริงเสียงจริง และคลิปวีดีโอแนะนำการให้บริการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ SME ONE ยังให้บริการผ่านโซเชียลมีเดีย ช่องทางต่างๆ ได้แก่ Facebook Fan Page : SMEONE Tiktok : smeone.info และ Line OA @smeone 4.SME CONNEXT : Mobile Application เพื่อผู้ประกอบการไทย ที่รวบรวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น บทความ การจับคู่ธุรกิจ หรือกิจกรรมอบรม เสวนาทางธุรกิจ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ พร้อมทั้งเป็นแหล่งรวบรวมทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างครบถ้วน ส่งตรงทุกข่าวสารและกิจกรรมผ่านมือถือ และเป็นช่องทางการเชื่อมต่อบริการไปยังแพลตฟอร์มให้บริการต่างๆ เพื่อย่อโลกการให้บริการแบบอัดแน่นไว้ในมือถือเป็น แอปพลิเคชั่นคู่ใจสำหรับผู้ประกอบการ 5.Thai SME GP (ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ) : เป็นแพลตฟอร์ม ที่เพิ่มโอกาสการเป็นคู่ค้ากับหน่วยงานภาครัฐผ่านการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ ซึ่งพัฒนาระบบสนับสนุนให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ คือ http://www.thaismegp.com หรือ THAI SME-GP โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถขึ้นทะเบียนรายชื่อและรายการสินค้าและบริการในระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและธุรกิจให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 6.ระบบการส่งต่อเพื่อรับบริการภาครัฐ : เป็นแพลตฟอร์มเพื่อประสานความร่วมมือร่วมกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานสนับสนุน MSME ในการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือการให้บริการแบบเครือข่ายระหว่างหน่วยงาน เพื่อส่งต่อการให้บริการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการรับบริการต่างๆได้ไวขึ้น และสามารถติดตามขั้นตอนในการให้บริการได้

7.SME ONE ID : หรือ หนึ่งรหัสหนึ่งผู้ประกอบการ (One Identification : SME One ID ) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารงาน และให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ประกอบการสามารถใช้หมายเลข ID เดียวในการเข้าถึงบริการของภาครัฐทุกหน่วยงาน มุ่งเน้นการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ และลดความยุ่งยากในการจัดเตรียมเอกสารซึ่งเป็นต้นทุนและอุปสรรคในการขอรับอนุญาตและการส่งเสริมจากหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยโดยโครงการหนึ่งรหัส หนึ่งผู้ประกอบการ จัดทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่มีมากกว่า 3 ล้านราย ซึ่งหลังจากการบูรณาการจะทำให้เพิ่มการเข้าถึงผู้สมัครให้มากขึ้น ต้องการให้ข้อมูลของ SME One ID น่าเชื่อถือมากขึ้นเปรียบเสมือนบัตรประชาชน และสามารถขยายกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และ 8. SME ACADEMY 365 : E-learning Platform ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้ได้มีแหล่งเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และเพิ่มทักษะการทำธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยมีสาระน่ารู้ และเทรนด์ใหม่ๆ อัปเดตอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งปี เพื่อพัฒนาให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาหาความรู้ได้เข้าถึงได้ เข้าถึงง่าย ไม่ต้องรอ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีบทความจากแหล่งความรู้ต่างๆที่มีเฉพาะใน SME ACADEMY 365 เท่านั้นการบูรณาการในครั้งนี้ สสว. คาดหวังว่าต้องการให้ได้รับความนิยม ทั้งผู้ที่เป็นเอสเอ็มอีและผู้ที่อยากเป็นเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ เข้ามาหาข้อมูล ตามข่าวสาร พร้อมทั้งมุ่งเน้นไปยังกลุ่มธุรกิจ Soft Power ให้มากเพิ่มยิ่งขึ้น

“สสว. มุ่งเน้นในการหาจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุง เพื่อที่จะนำมาพัฒนาทั้ง 8 แพลตฟอร์มให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งต้องการสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นต่อไปและนอกจาก 8 แพลตฟอร์มที่กล่าวมานี้สสว. ยังมีอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่จะรองรับข้อมูลจากทั้ง 8 แพลตฟอร์มมาเพื่อเก็บเป็น Data ในการที่จะปรับปรุงแพลตฟอร์มต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นนั่นก็คือ SME Profile โดยแพลตฟอร์มนี้จะรวบรวมข้อมูลต่างๆ นำมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความน่าสนใจและสร้างบริการที่รองรับความต้องการของผู้ประกอบการต่อไป” นายวรพจน์ กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเข้ารับบริการได้ที่ Line OA @smeconnext

รร.เอกอโยธยา เปิดบ้านโชว์นวัตกรรม AI

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789562

รร.เอกอโยธยา เปิดบ้านโชว์นวัตกรรม AI

รร.เอกอโยธยา เปิดบ้านโชว์นวัตกรรม AI

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โรงเรียนเอกอโยธยา จัดกิจกรรม “Ake Ayothaya’s Open House 2024” โดยได้รับเกียรติจาก นายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดงานกิจกรรม โดยมี ดร.สาธินี ผ่องอักษร ผู้อำนวยการโรงเรียนเอกอโยธยา พร้อมผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน ให้การต้อนรับ ณ โรงเรียนเอกอโยธยา ต.สามเรือน อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา

ดร.สาธินี ผ่องอักษร ผอ.รร.เอกอโยธยา กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนได้แสดงความสามารถ เกิดความภาคภูมิใจในผลงานและความสามารถของตน ซึ่งเป็นการเผยแพร่กิจกรรมและผลงานการเรียน การสอนของนักเรียน และคุณครู หลังจากที่ทางโรงเรียนเอกอโยธยา ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการห้องเรียนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI เพื่อพัฒนาคุณภาพของนักเรียน สู่ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม ดังนั้น โรงเรียนฯได้เพิ่มหลักสูตรการเรียนการสอนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI จนนักเรียนสามารถผลิตชิ้นงานที่โดดเด่นมาแสดงโชว์ให้ผู้ปกครอง และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานในงานวิชาการ Ake Ayothaya’s Open House 2024

อีกทั้งเป็นการแนะนำการจัดการศึกษา ชมการเรียนการสอนทุกหลักสูตร-โปรแกรมการเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาตัดสินใจเลือกเรียนตามความถนัดและความสนใจแก่ผู้ปกครองและนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาต่อไป นอกจากนี้ ยังได้มีการแสดงโชว์ลีลาความสามารถของหุ่นยนต์สุนัข “น้องอะโวคาโด” ที่ทาง หจก.เอ็มม่าอลิส นำมาแสดงให้ชมอีกด้วย

นายชัยวัฒน์ คลังทรัพย์ ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ต้องขอชื่นชมโรงเรียนเอกอโยธยา ที่ได้จัดงาน “กิจกรรม Ake Ayothaya’s Open House 2024” เพื่อให้นักเรียนได้แสดงความสามารถที่เล่าเรียนมา ซึ่งโรงเรียนเอกอโยธยาได้จัดการศึกษาทุกระดับอย่างมีคุณภาพ และสนองต่อความต้องการของผู้ปกครองและชุมชน ทำให้นักเรียนมีการพัฒนาครอบคลุมทั้งความรู้ คุณธรรม และความเป็นผู้นำ กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 โลกมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หลักสูตรห้องเรียนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะพัฒนาให้นักเรียนได้เรียนรู้รูปแบบการศึกษาให้เท่าทันกับวิวัฒนาการที่ทันสมัยของโลก ที่มีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีไอเดียความคิดเป็นของตนเอง

“นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI ทำให้มีการพัฒนาคุณภาพในด้านการศึกษา ของเด็กนักเรียนโรงเรียนเอกอโยธยา สู่ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีนวัตกรรม เพราะเด็กได้เรียนรู้เท่าทันกับยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่โลกอนาคต ซึ่งรัฐบาลเริ่มให้การสนับสนุนส่งเสริมในหลักสูตรการเรียนการสอนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ AI มากขึ้น”นายชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ละเอียดยิบ!! เปิดขั้นตอนการรับสมัคร’ทหารเกณฑ์’สอบเข้านักเรียนนายสิบตำรวจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789629

ละเอียดยิบ!! เปิดขั้นตอนการรับสมัคร'ทหารเกณฑ์'สอบเข้านักเรียนนายสิบตำรวจ

ละเอียดยิบ!! เปิดขั้นตอนการรับสมัคร’ทหารเกณฑ์’สอบเข้านักเรียนนายสิบตำรวจ

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 22.58 น.

26 ก.พ.67 จากกรณีรัฐบาลมีนโยบายเปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ และให้หน่วยต่างๆ พิจารณาสนับสนุนให้ทหารกองประจำการสามารถประกอบอาชีพอื่นต่อได้นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้อนุมัติให้เปิดรับสมัครและคัดเลือกทหารกองหนุนที่เคยรับราชการในกองประจำการ (ทหารเกณฑ์) จำนวน 500 อัตรา บรรจุและแต่งตั้งเป็นนักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมประมาณ 6 เดือนนั้น

ล่าสุด มีการเปิดเผยรายละเอียดขั้นตอนการรับสมัคร”ทหารเกณฑ์” สอบเข้านักเรียนนายสิบตำรวจ ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น ดังนี้

-รับสมัครทางอินเตอร์เน็ต 12-17 มี.ค.67
– สอบ 9 มิ.ย.67
– ฝึก ก.ย.67 (6 เดือน)

ผู้ปกครองนำบุตรหลานจับสลากเข้าเรียนระดับปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลนครนายกคึกคัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789571

ผู้ปกครองนำบุตรหลานจับสลากเข้าเรียนระดับปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลนครนายกคึกคัก

ผู้ปกครองนำบุตรหลานจับสลากเข้าเรียนระดับปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลนครนายกคึกคัก

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 18.04 น.

วันนี้ (26 ก.พ.67) โรงเรียนอนุบาลนครนายก อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก นายสมศักดิ์ ป่าไพร ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลนครนายก ได้เป็นประธานในการจับฉลากนักเรียนเข้าเรียนในระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาลปีที่1และ2) โดยมี ดร.จำลอง นำศรีเจริญพร ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครนายก พร้อมคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนฯ เป็นกรรมการ ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้มีผู้ครองนักเรียน นำลูกหลาน ที่แจ้งความประสงค์ในการศึกษาเล่าเรียน ในปีการศึกษา 2567 มาจับฉลากกันอย่างคึกคัก เพื่อให้เป็นไปตามกติกา และระเบียบของทางราชการให้เกิดความชัดเจนโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองและผู้ร่วมงานทุกฝ่าย 

โดยประธานกรรมการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ตลอดจนเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆที่อำนวยความสะดวก ได้ชี้แจงให้กับผู้ปกครองได้รับทราบขั้นตอนในการปฏิบัติการจับฉลาก อีกทั้งยังได้ให้ตัวแทนผู้ปกครองเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการในการสังเกตการณ์ การดำเนินการจับฉลากให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

‘เงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษ’ ผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789419

‘เงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษ’  ผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ

‘เงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษ’ ผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 ทาง กสศ. (กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา) ได้ริเริ่มโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข ซึ่งรู้จักกันในนามทุนเสมอภาค ซึ่งในงานนี้อาจกล่าวสลับไป-มาระหว่างทุนเสมอภาคกับนักเรียนยากจนพิเศษ โดยกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษจะระบุด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อม ที่เรียกว่า Proxy Means Test ซึ่งเป้าหมายของโครงการนี้ก็คือเพื่อที่จะบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียน ของครัวเรือนของนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์”

รศ.ดร.ภัททา เกิดเรือง อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวในการบรรยาย (ออนไลน์) หัวข้อ “ผลกระทบของเงินอุดหนุนเด็กยากจนพิเศษต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพ” จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เมื่อเร็วๆ นี้ ถึงที่มาที่ไปของการศึกษาในหัวข้อดังกล่าว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการศึกษา เป็นนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่ม “ยากจน” ซึ่งเข้าเกณฑ์ได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาเด็กกลุ่มนี้ก็ยังมีกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “ยากจนพิเศษ” ซึ่งก็จะได้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเข้าไปอีกนอกจากเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน เรียกว่า“ทุนเสมอภาค” โดยเงื่อนไขของทุนเสมอภาคคือนักเรียนต้องมีอัตราการมาเรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80-85 และมีน้ำหนัก-ส่วนสูงตามเกณฑ์การเจริญเติบโต ต่อมายังมีการเพิ่มเงื่อนไขเรื่องผลการเรียนเข้ามาด้วยอีกประการหนึ่ง

ทั้งนี้ เคยมีการประเมินผลโครงการโดยใช้ข้อมูลของช่วงปี 2562-2563 พบว่า เงินทุนเสมอภาคส่งผลให้การเติบโตของนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (เมื่อเทียบกับนักเรียนกลุ่มยากจน และนักเรียนกลุ่มไม่ยากจน) แต่ค่าประมาณการที่ได้มีน้อยมาก และพบว่าเป็นค่าที่ชัดเจนที่มีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา หรือช่วงอายุระหว่าง 12-14 ปี และเนื่องจากที่มีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอีกในช่วงปี 2563-2565 การศึกษาล่าสุดจึงมีจุดประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบต่อพัฒนาการด้านสุขภาพว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มทุพโภชนาการ

ตัวชี้วัดการเจริญเติบโตนั้นจะใช้สิ่งที่เรียกว่า Anthropometric Measurement (ตัวชี้วัดในเชิงมานุษยวิทยา) เพราะใช้ง่ายและมีเกณฑ์เปรียบเทียบที่ชัดเจน เช่น เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) หรือของแต่ละประเทศ ประกอบด้วย 1.ส่วนสูงเทียบกับอายุ (Height-for-Age) เป็นการแสดงว่าภาวะโภชนาการในอดีตที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เช่น หากส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์อายุก็แสดงว่าเด็กมีปัญหาภาวะเตี้ย ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากการบริโภคในเดือนหรือในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เป็นผลจากการบริโภคในระยะยาว

2.น้ำหนักเทียบกับอายุ (Weight-for-Age) บ่งชี้ภาวะโภชนาการในระยะสั้นอาจบอกถึงการขาดสารอาหารหรือการเจ็บป่วยที่เป็นในระยะนั้น ตัวชี้วัดนี้จะบอกว่า อายุใดควรมีน้ำหนักเท่าใด และ 3.น้ำหนักเทียบกับส่วนสูง (Height-for-Weight) เป็นการวัดความสมส่วนของร่างกายโดยไม่นำเรื่องอายุมาพิจารณา สำหรับตัวชี้วัดนี้บางแห่งจะใช้คำว่า BMI (Body Mass Index : ดัชนีมวลกาย) ซึ่งจะมีค่าคำนวณที่ใกล้เคียงกัน โดยเป็นการเทียบระหว่างส่วนสูงเท่านี้กับน้ำหนักเท่านี้แล้วสรุปว่าเข้าข่ายผอมหรืออ้วนเกินไปหรือไม่

สำหรับกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนที่ถูกระบุว่ามีสถานะความยากจน ระหว่างปีการศึกษา 2563-2565 จำนวน 893,805 คนคัดเลือกกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักช่วง 10-100กิโลกรัม และส่วนสูงช่วง 85-185 เซนติเมตร ตัดข้อมูลที่ไม่สมเหตุสมผลออกเช่น ในช่วง 3 ปี มีเด็กที่มีส่วนสูงลดลงหรือเพิ่มขึ้น 10 ซม./ปี หรือมีน้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 20 ต่อปี ตัดข้อมูล Z-Scores ตามเกณฑ์มาตรฐาน คือ ส่วนสูงเทียบกับอายุ (ตัดกลุ่มต่ำกว่า -5 และสูงกว่า 3) น้ำหนักเทียบกับอายุ (ตัดกลุ่มต่ำกว่า -5 และสูงกว่า 5) น้ำหนักเทียบกับส่วนสูง (ตัดกลุ่มต่ำกว่า -4 และสูงกว่า 5)

การศึกษานี้แบ่งเป็น 1.ภาวะทุพโภชนาการ (กลุ่มอายุ 6-11 ปี) เช่น 1.1 เตี้ยแคระแกร็น (Stunting) พบสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นทั้ง 3 กลุ่ม (ไม่ยากจน, ยากจน, ยากจนพิเศษ) แต่ที่เพิ่มมากอย่างมีนัยสำคัญคือกลุ่มยากจนพิเศษ จึงควรได้รับความช่วยเหลือมากกว่ากลุ่มอื่น อย่างไรก็ตาม ในด้านนี้มีข้อสังเกตจากทีมวิจัยว่า อาจเป็นเพราะระหว่างปี 2563-2565 มีสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ซึ่งมีมาตรการปิดโรงเรียนในบางช่วง ทำให้การวัดอาจคลาดเคลื่อนได้ 1.2 ผอมเกินไป (Wasting) พบน้อยลงทั้ง 3 กลุ่ม แต่กลุ่มยากจนพิเศษก็ยังมีปัญหามากกว่ากลุ่มอื่น

1.3 น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน (Underweight) พบด้านนี้เพิ่มขึ้นทั้ง3 กลุ่ม แต่มีข้อสังเกตว่า ทั้งการเทียบส่วนสูงกับอายุ และเทียบน้ำหนักกับอายุ หากใช้เกณฑ์นี้จะพบปัญหา แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กนั้นอ้วนหรือผอมเกินไป หมายถึงเด็กมีรูปร่างเล็กหากเทียบกับเกณฑ์อายุ แต่หากเทียบน้ำหนักหรือส่วนสูงก็จะไม่ใช่ปัญหา และ 1.4น้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน (Overweight) และภาวะอ้วน (Obese) แม้จะพบเพิ่มขึ้นทั้ง 3 กลุ่ม แต่กลุ่มเด็กที่ไม่ยากจนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนกว่ากลุ่มอื่นๆ

2.ภาวะทุพโภชนาการ (กลุ่มอายุ 12-14 ปี) ไล่ตั้งแต่ 2.1 เตี้ยแคระแกร็น (Stunting) น่าสนใจว่า ในขณะที่เพศหญิงพบปัญหานี้ลดลงแต่เพศชายกลับพบมากขึ้น และเป็นแบบนี้เหมือนกันทั้งกลุ่มไม่ยากจน ยากจนและยากจนพิเศษ 2.2 ผอมเกินไป (Wasting) และน้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน (Underweight) สำหรับกลุ่มไม่ยากจนกับกลุ่มยากจน หากเป็นเพศหญิงจะไม่พบความแตกต่างมากนัก

โดยกลุ่มยากจนพบมากกว่ากลุ่มไม่ยากจนเล็กน้อยในปี 2563 และพบใกล้เคียงกันช่วงปี 2564-2565 แต่หากเป็นเพศชาย พบมากขึ้นอย่างชัดเจนทั้ง 3 กลุ่ม อย่างไรก็ตาม ในกลุ่ม ยากจนพิเศษก็ยังพบมากกว่าอีก 2 กลุ่มที่ เหลือ และ 2.3 น้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน (Overweight) และภาวะอ้วน (Obese) มีแนวโน้มลดลงทั้ง 3 กลุ่ม แต่ในกลุ่มเด็กที่ไม่ยากจนจะลดลงน้อยกว่ากลุ่มอื่น

“สรุปข้อค้นพบจากการศึกษา” มีดังนี้ 1.นักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษ อายุ 6-11 ปี ก่อนได้รับเงินอุดหนุน พบมีภาวะทุพโภชนาการมากกว่ากลุ่มอื่น (กลุ่มไม่ยากจน และกลุ่มยากจน) แต่เมื่อได้รับเงินอุดหนุน พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น 2.อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มยากจนพิเศษ อายุ 12-14 ปี แม้ได้รับเงินอุดหนุนผลที่ออกมาก็ยังติดลบ หมายถึงน้ำหนัก-ส่วนสูง ไม่ได้เติบโตแบบสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 มากกว่ากลุ่มอื่น และเงินอุดหนุนที่ได้อาจไม่เพียงพอ

3.การได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า 1 ครั้ง (2563-2565) ดีกว่าได้เพียง1 ครั้ง (2563-2564) ซึ่งพบในนักเรียนระดับประถมศึกษา 4.นักเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลจากทุนเสมอภาคมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งต้องทำการศึกษาต่อไปว่ามีปัจจัยใดบ้าง 5.ทุนเสมอภาคทำให้ภาวะเตี้ยและน้ำหนักน้อยลดลงในกลุ่มอายุ 6-11 ปี แต่ก็ไม่ได้ลดลงมาก แต่ภาวะอื่นๆ ไม่ได้มีนัยสำคัญในทางสถิติ 6.ทุนเสมอภาคส่งผลเชิงบวกกับเด็กวัยประถมศึกษา (อายุ 6-11 ปี) โดยเฉพาะเรื่องของน้ำหนัก ซึ่งหมายถึงการเห็นผลในระยะสั้น ส่วนระยะยาวต้องเก็บข้อมูลมากกว่านี้ เช่น 3 ปีขึ้นไป

“การที่เขาได้รับทุนเสมอภาคมันจะส่งผลอย่างไรกับสุขภาพของเด็ก? ทางหนึ่งก็คือมันมี Income Effect (ผลกระทบด้านรายได้) ครัวเรือนอาจเอาเงินทุนนี้ไปใช้ในการบริโภคมากขึ้น แต่เนื่องจากทุนเสมอภาคให้ 1 ครั้งต่อ 1 ปี มันอาจไม่ได้มีผลที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค อีกทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือการที่เขาได้ทุนเสมอภาคและมีเงื่อนไขว่าต้องไปโรงเรียน เป็นไปได้ว่าการที่เขาต้องไปโรงเรียนทำให้เขาได้รับผลทางบวกจากการรับประทานอาหารที่โรงเรียน เช่น โครงการอาหารกลางวัน

เพราะฉะนั้นอันนี้ชี้ให้เห็นว่า การให้เงินเพื่อให้เด็กได้รับ ที่เฉพาะเจาะจงกับการบริโภคอาหารของเด็ก อาจส่งผลที่ตรงกับผลลัพธ์ทางสุขภาพมากกว่าการให้ไปยังครัวรือน เพราะการให้เงินไปยังครัวเรือน เราต้องไปดูว่าเขาใช้เงินทางด้านไหน ซึ่งเข้าใจว่างานในอดีตประเมินที่ผ่านมา พบว่าครัวเรือนจำนวนมากเอาเงินไปใช้ในการซื้อเสื้อผ้าเด็ก ซึ่งมันก็ดีตรงนี้เขาสามารถที่จะเอาเงินที่เมื่อก่อนอาจจะลดการบริโภคเรื่องเงินซื้อเสื้อผ้า กลายเป็นว่าเอาเงืนไปซื้อเสื้อผ้า และมีเงินเดิมเอามาใช้บริโภคอาหารได้” รศ.ดร.ภัททา กล่าว

รศ.ดร.ภัททา ยังกล่าวอีกว่า “เงินอุดหนุนจะมีผลต่อเมื่อไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ครัวเรือน” ดังนั้นทางเลือกในการพิจารณาคือ จะเพิ่มจำนวนเงินอุดหนุนหรือไม่? หรือจะเพิ่มเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม? เช่น มีกลุ่มยากจนพิเศษในบางภูมิภาค ซึ่งการให้เงินอุดหนุนอาจไม่จำเป็นต้องตั้งเงื่อนไขว่ามีการเจริญเติบโตตามเกณฑ์เท่านั้น เพราะหากตั้งเงื่อนไขว่าเด็กต้องโตตามเกณฑ์ ก็อาจไม่ครอบคลุมเด็กที่ไม่โตตามเกณฑ์ และกลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มยากจนกว่ากลุ่มอื่น

อนึ่ง ด้วยความที่งานศึกษาชิ้นนี้ใช้ข้อมูลที่คาบเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จึงอาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนได้ เช่น เด็กวัดส่วนสูง-ชั่งน้ำหนักเองแล้วส่งผลมาเพราะเวลานั้นโรงเรียนถูกสั่งปิดรวมถึงไม่สามารถทราบได้ว่า การมาโรงเรียนมีผลต่อสุขภาพอย่างไร หรือเงินที่ได้ถูกใช้ไปอย่างไรในช่วงที่ไม่ได้มาโรงเรียน!!!

‘แผงลอย-วิน-ไรเดอร์’ สะท้อนปัญหา‘แรงงานนอกระบบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789418

‘แผงลอย-วิน-ไรเดอร์’ สะท้อนปัญหา‘แรงงานนอกระบบ’

‘แผงลอย-วิน-ไรเดอร์’ สะท้อนปัญหา‘แรงงานนอกระบบ’

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ในงานเสวนา “เปิดความคิด สร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาชีวิตแรงงานนอกระบบ” ซึ่งจัดโดย สภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet Thailand) และ โครงการพัฒนาความรู้และความเข้มแข็งกลุ่มแรงงานนอกระบบเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่21 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา มีตัวแทนแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานอิสระหลายกลุ่มร่วมแสดงความคิดเห็น

อาทิ นายปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยไปร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นอยู่หลายเวที โดยผู้ค้าจำนวนมากอายุเฉลี่ย 50 ปีขึ้นไป กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ แต่ข้อค้นพบคือผู้ค้าเผชิญปัญหาจากกฎหมายที่เป็นเหมือนกำแพง เป็นปัญหาเดิมๆ คือเรื่องพื้นที่ทำมาหากิน ตนจึงอยากให้กระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดูแลหาบเร่แผงลอย และให้มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจลงไปสู่ระดับเขต

“ทุกวันนี้พวกเรายังโดนไล่ที่ทำมาหากิน ยังไม่มีที่ทำมาหากิน แล้วเราจะพัฒนาได้อย่างไร เราก็อยากจะฝากหลายๆ กระทรวง ว่าครั้งหนึ่งหาบเร่แผงลอยเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ แต่ทีนี้การที่เป็นซอฟต์ พาวเวอร์ของปัจจุบันนี้มันแทบไม่เหลืออะไรเลย เราอยากให้หันกลับมาดูว่าเราจะทำอย่างไรให้พวกเราได้มีอาชีพที่มั่นคง ได้มีอาชีพที่สามารถลืมตาอ้าปากได้ หาบเร่แผงลอยเป็นอาชีพสุดท้ายของพวกเรา และ 1 ร้านค้า จะมีคนอยู่ในครอบครัวของเราอีกหลายคนที่เราต้องดูแล” นายปรีชา กล่าว

ขณะที่ นายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาของกลุ่มผู้ขับขี่ จยย.รับจ้าง หรือชาววิน คือผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ จยย.ต้องจดทะเบียนป้ายเหลือง(รถรับจ้างสาธารณะ) วินต้องมีสถานที่ตั้งชัดเจน และห้ามรับผู้โดยสารข้ามเขต-ข้ามวิน ที่ผ่านมามีความพยายามขอขึ้นทะเบียนเพิ่ม แต่รอมา 3-4 ปีแล้วก็ยังไม่มีการเปิดรับขึ้นทะเบียน ซึ่งจริงๆ แล้วมี จยย.รับจ้างประมาณ 1.3 แสนคัน แต่ปัจจุบันพบอยู่ในระบบเพียงประมาณ 8 หมื่นคัน เหตุที่ส่วนหนึ่งหายไปเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เปิดให้ขึ้นทะเบียน

นอกจากนั้น ชาววิน จยย. รับจ้าง แบบดั้งเดิม ยังมีเหตุขัดแย้งกระทบกระทั่งกับกลุ่มไรเดอร์ที่รับงานรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ตามที่เห็นในข่าวอยู่เป็นระยะๆ เพราะชาววินแบบดั้งเดิมมองว่าพวกตนทำถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อห้ามเรื่องรับผู้โดยสารข้ามเขต-ข้ามวิน แต่ผู้รับงานผ่านแพลตฟอร์มกลับสามารถรับผู้โดยสารจากจุดใดก็ได้ จะนำ จยย.จดทะเบียนป้ายดำ (รถส่วนบุคคล) มาวิ่งรับผู้โดยสารก็ได้

“ความขัดแย้งเหล่านี้ที่บอกจะออกกฎหมายมาคุ้มครอง แล้วจะคุ้มครองวินอย่างไร คุ้มครองแพลตฟอร์มอย่างไร เพราะมันเป็นอาชีพเดียวกัน ถ้ากฎหมายบอกให้ไรเดอร์สามารถรับได้ทุกที่ แล้วทำไมถึงให้วินมอเตอร์ไซค์รับได้เฉพาะวินตัวเอง อันนี้คือความเป็นธรรมทางด้านกฎหมายมันก็จะไม่เกิด” นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กล่าว

ด้านตัวแทนกลุ่มไรเดอร์รับงานส่งอาหาร-สินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สะท้อนปัญหาการคิดค่ารอบวิ่งที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งตลอดช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา จะเห็นข่าวกลุ่มไรเดอร์ชุมนุมประท้วงหน้าบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เนื่องจากมีการลดค่ารอบทุกปี อย่างไรก็ตาม (ร่าง) พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ….. ที่กระทรวงแรงงานกำลังพยายามผลักดัน พวกตนยังไม่เห็นว่าจะมีมาตรฐานอะไรสำหรับชาวไรเดอร์และที่มีการพูดว่าไรเดอร์รับงานแพลตฟอร์มหลายค่าย นั่นก็เพราะบรรดาแพลตฟอร์มต่างแข่งกันลดราคา จึงต้องพยายามหาแพลตฟอร์มที่วิ่งแล้วได้เงินมากที่สุด

‘LEARN’ดัน2โครงการเพื่อสังคม มอบทุนสนับสนุนทั้งในและนอกโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789420

‘LEARN’ดัน2โครงการเพื่อสังคม  มอบทุนสนับสนุนทั้งในและนอกโรงเรียน

‘LEARN’ดัน2โครงการเพื่อสังคม มอบทุนสนับสนุนทั้งในและนอกโรงเรียน

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

LEARN Corporation ผู้นำด้าน Lifelong Learning EdTech ที่ให้ความสำคัญด้าน Social Impact หรือการสร้างผลลัพธ์เพื่อสังคม เดินหน้ามอบทุนการศึกษาทั้งในและนอกโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ในโครงการ “LSP Academic Excellence Scholarship 2024” และ “ทุนเปลี่ยนชีวิต ปี 5” ภายใต้การดำเนินงานของ “มูลนิธิเลิร์น” เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีความเป็นเลิศด้านวิชาการแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสเข้าถึงบทเรียนคุณภาพ ตอกย้ำจุดยืนลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สู่การพัฒนาเยาวชนไทยทัดเทียมสากล

นายสาธร อุพันวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) เปิดผยว่า ในปีนี้ Social Impact เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จะมีบทบาทครอบคลุมทั้งเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และแน่นอนว่า เรื่องการศึกษายังเป็นเรื่องหลักที่ให้ความสำคัญและต้องการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาด้านการศึกษาไทยหลักๆ สาเหตุมาจากความยากจนและขาดโอกาสเข้าถึงบทเรียนคุณภาพ จึงผลักดันโครงการทุนการศึกษาที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น 2 มิติ คือ

1.มิติในโรงเรียน กับโครงการ “LSP Academic Excellence Scholarship” เป็นโครงการทุนการศึกษาในโรงเรียน LSP School หรือโรงเรียนเลิร์น สาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม ให้กับนักเรียนวัยมัธยมที่มีความเป็นเลิศด้านวิชาการ ประกอบด้วยค่าเล่าเรียน ค่าหอพัก ค่าชุดนักเรียน และค่าสอบแข่งขันในเวทีต่างๆ โดยโครงการนี้ ดำเนินงานมาเป็นปีที่ 4 มอบทุนให้กับนักเรียนแล้วกว่า 160 ทุน

กับ 2.มิตินอกโรงเรียน มีโครงการ “ทุนเปลี่ยนชีวิต” โครงการทุนหลักสูตรการศึกษาที่เดินหน้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ด้วยการมอบคอร์สเรียนคุณภาพจากธุรกิจแนะแนวการศึกษาในเครือ อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากพาร์ทเนอร์มอบอุปกรณ์การเรียนให้กับเด็กๆ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีนักเรียนในโครงการแล้วกว่า 8,000 คน ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิเลิร์น กับเป้าหมายหลักคือการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาความคิดและความสามารถเด็กไทยทัดเทียมนานาชาติต่อไป

โดยโครงการ “LSP Academic Excellence Scholarship” สนับสนุนทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวนให้กับเยาวชนไทยระดับมัธยมที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้เข้าเรียนใน LSP School หรือโรงเรียนเลิร์น สาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม โรงเรียนแนวคิดใหม่ที่เน้นความสุขและความสำเร็จของนักเรียนเป็นสำคัญ พร้อมปลูกฝังความรู้ด้านวิชาการ ทักษะภาษาอังกฤษ การใช้ชีวิต และทัศนคติแบบพลเมืองโลก

สำหรับเกณฑ์การรับสมัครนักเรียนทุนคือ กำลังศึกษาในระดับมัธยมต้น หรือปลาย, GPA เฉลี่ยสะสม 4 ภาคเรียน 3.75 ขึ้นไป, รายได้ครอบครัวไม่เกิน 40,000 บาทต่อเดือน หรือต่อบุตรหนึ่งคน และมีผลงานทางวิชาการ เช่น ผลสอบ สอวน., IJSO, สพฐ., เพชรยอดมงกุฎ ฯลฯ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้- 31 มี.ค. 2567 หรือจนกว่านักเรียนทุนจะเต็มจำนวน ผู้ที่สนใจสามารถสมัครและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/3sV1TWn หรือ FB : LSP Learn Satit Pattana

ขณะที่โครงการ “ทุนเปลี่ยนชีวิต”สนับสนุนหลักสูตรการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนให้กับเยาวชนไทยระดับมัธยมปลายที่มีความมุ่งมั่น ผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้มีโอกาสเข้าถึงหลักสูตรการเรียนคุณภาพ ได้แก่ OnDemand, Premier Prep by OnDemand, Farose Academy, Da’Vance และ TCASter นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ช่วยฝึกฝนแนวคิดการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและทัศนคติการใช้ชีวิต เพื่อปลูกฝังการเป็นบุคลากรโลกที่มีคุณภาพต่อไป

สำหรับเกณฑ์การรับสมัครนักเรียนทุน คือ ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมปลาย, มีผลการเรียน GPA 3.00 ขึ้นไป, รายได้ครอบครัวไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน โดยจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-31 ธ.ค. 2567 หรือจนกว่านักเรียนทุนจะเต็มจำนวน ผู้ที่สนใจสามารถสมัครและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.learn.co.th/ทุนเปลี่ยนชีวิต

วธ.จัดงาน’วันศิลปินแห่งชาติ’ ชมนิทรรศการประวัติและผลงาน 12 ศิลปินแห่งชาติ 24 ก.พ.- 9 มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789321

วธ.จัดงาน'วันศิลปินแห่งชาติ' ชมนิทรรศการประวัติและผลงาน 12 ศิลปินแห่งชาติ 24 ก.พ.- 9 มี.ค.นี้

วธ.จัดงาน’วันศิลปินแห่งชาติ’ ชมนิทรรศการประวัติและผลงาน 12 ศิลปินแห่งชาติ 24 ก.พ.- 9 มี.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 20.00 น.

วธ.เชิดชูศิลปินแห่งชาติ จัดงานวันศิลปินแห่งชาติ น้อมรำลึกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระปฐมบรมศิลปินแห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ชมนิทรรศการประวัติและผลงาน 12 ศิลปินแห่งชาติ ระหว่าง 24 ก.พ.- 9 มี.ค.นี้

24 กุมภาพันธ์ 2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับและเปิดนิทรรศการแสดงประวัติ ผลงานของศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๕ เนื่องในวันศิลปินแห่งชาติ  โดยมี นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม นายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางนวลพรรณ   ล่ำซำ ประธานกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ศิลปินแห่งชาติ ทั้ง 3 สาขา พร้อมผู้บริหาร เข้าร่วมพิธีทำบุญและแสดงความยินดีพร้อมชมนิทรรศการ ณ อาคารอเนกประสงค์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า ศิลปินแห่งชาติถือเป็นปราชญ์แห่งแผ่นดิน เป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นเลิศในศิลปะแขนงต่าง ๆ ที่ได้อุทิศตนสร้างสรรค์ ถ่ายทอดผลงานด้านศิลปะ เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีนโยบายส่งเสริม สนับสนุน และสร้างขวัญกำลังใจแก่ศิลปินแห่งชาติ มาอย่างต่อเนื่อง และได้มีการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ แล้ว 354 ท่าน โดยนิทรรศการเผยแพร่ประวัติและผลงานศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2565 ที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจัดขึ้นในนี้ เพื่อเผยแพร่ผลงานอันทรงคุณค่าของศิลปินแห่งชาติให้เป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง อันจะเป็นประโยชน์ และสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาเรียนรู้ และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ สืบไป

ด้านนายโกวิท ผกามาศ กล่าวว่า การจัดนิทรรศการครั้งนี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผู้ทรงเป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และเพื่อให้ประชาชนเกิดการรับรู้และให้ความสำคัญกับวันศิลปินแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากนั้น ยังเป็นการเผยแพร่เกียรติคุณของศิลปินแห่งชาติ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง

นายโกวิท กล่าวต่อว่า นิทรรศการเผยแพร่ประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2565 ทั้ง 12  ราย ประกอบด้วย สาขาทัศนศิลป์ ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร (ภาพพิมพ์) นายเจตกำจร พรหมโยธี (สถาปัตยกรรมผังเมือง) นายดิเรก สิทธิการ (งานสลักดุนเครื่องเงินและโลหะ) นายฤกษ์ฤทธิ์ แก้ววิเชียร (สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์)     

สาขาวรรณศิลป์ ได้แก่ ศาสตราจารย์เกริก ยุ้นพันธ์  นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ สาขาศิลปะการแสดง ได้แก่ นางนพรัตน์ศุภาการ หวังในธรรม (ละครรำ)  นายสมชาย ทับพร (ดนตรีไทย – ขับร้อง)  นางราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร (หมอลำประยุกต์) นายธงไชย แมคอินไตย์ (ดนตรีไทยสากล – ขับร้อง) นายสมเถา สุจริตกุล (ดนตรีสากล – ประพันธ์เพลงร่วมสมัย) และ นายประดิษฐ  ประสาททอง (ละครร่วมสมัย) ปิดท้ายงานวันศิลปินแห่งชาติ ด้วยงานเลี้ยงแสดงความยินดี ณ หอประชุมเล็ก ศวท. โดยมีการแสดงของศิลปินแห่งชาติ จำนวน 5  ชุด ได้แก่ 

-การแสดงทางวัฒนธรรมโดยคณะการแสดงของ นางนพรัตน์ศุภาการ หวังในธรรม (ละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง อิเหนา ตอนไหว้พระ, ละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง จันทกินรี และ ระบำมยุราภิรมย์) -การแสดงบรรเลงขับร้องเพลงไทยเดิม โดยคณะการแสดงของ นายสมชาย ทับพร -การแสดงหมอลำชุด “ออนซอนศิลป์ ลำแคนแดนอีสาน” โดยคณะการแสดงของ นางราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร -การแสดงละครร่วมสมัยผสมลิเก เรื่อง “ข้าชื่อดอนกิโฆเต้” โดยคณะการแสดงของ นายประดิษฐ ประสาททอง และการแสดงออเคสตร้า โดย นายสมเถา สุจริตกุลและวงสยาม ซินโฟนิเอตต้า

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าชมนิทรรศการเผยแพร่ประวัติและผลงานศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2565 ณ อาคารอเนกประสงค์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 9 มีนาคม 2567 เวลา 08.30-16.30 น. เว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
 

กรมหม่อนไหมรวมใจปฏิบัติธรรมน้อมถวายเฉลิมพระเกียรติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789320

กรมหม่อนไหมรวมใจปฏิบัติธรรมน้อมถวายเฉลิมพระเกียรติ

กรมหม่อนไหมรวมใจปฏิบัติธรรมน้อมถวายเฉลิมพระเกียรติ

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.43 น.

กรมหม่อนไหมรวมใจปฏิบัติธรรมน้อมถวายเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567       

พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม เข้าร่วมโครงการหม่อนไหมรวมใจปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในวันมาฆบูชา ระหว่างวันที่ 23 – 26 กุมภาพันธ์ 2567 ณ สำนักปฏิบัติธรรมวัดนายโรง แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 

โครงการดังกล่าว กรมหม่อนไหมจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่บุคลากรสามารถนำหลักคุณธรรม จริยธรรม ไปใช้ในการดำเนินชีวิต