‘คุรุสภา’เปิดแบบแผนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และงดเว้นปฏิบัติเด็ดขาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789276

'คุรุสภา'เปิดแบบแผนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และงดเว้นปฏิบัติเด็ดขาด

‘คุรุสภา’เปิดแบบแผนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และงดเว้นปฏิบัติเด็ดขาด

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 16.36 น.

“คุรุสภา”เปิดแผนพฤติกรรมครูที่ควรและไม่ควรปฎิบัติต่อเด็ก พร้อมชวนครูศึกษา ทำความเข้าใจ และตรวจสอบพฤติกรรมตนเอง  แนะหากพบทำตัวไม่เหมาะสมต้องเลิกเด็ดขาด

24 ก.พ.2567 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า วิชาชีพครู เป็นวิชาชีพที่มีความใกล้ชิด ละเอียดอ่อนและมีอิทธิพลต่อคุณภาพการศึกษาที่ส่งต่อถึงคุณภาพของผู้เรียน โดยผู้ประกอบวิชาชีพครู เป็นบุคคลที่สถานศึกษา ผู้ปกครองและสังคมล้วนแต่คาดหวังว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจรรยาบรรณของวิชาชีพครู จึงให้ความไว้วางใจที่จะฝากบุตรหลานของตนเองให้อยู่ในความดูแลของครู และให้สิทธิครูในการอบรมสั่งสอน ให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะความสามารถของผู้เรียนในแต่ละระดับและตามแต่ละช่วงวัย รวมถึงการปรับพฤติกรรมของผู้เรียนให้เป็นคนดี สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข และสร้างสรรค์สิ่งดี ๆให้แก่สังคมต่อไป หากผู้ประกอบวิชาชีพครูไม่เข้าใจหรือไม่ตระหนักรู้ในบทบาทหน้าที่ดังกล่าว อาจใช้วิธีการจัดการเรียนรู้หรือปรับพฤติกรรมของผู้เรียนไปในทางที่ไม่เหมาะสมและเกิดผลร้ายต่อผู้เรียน   ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพครู อันจะนำไปสู่การถูกดำเนินการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพครูได้

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวต่อไปว่า  คุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพครู ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2556 และข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2550 ซึ่งเกี่ยวข้องกับแบบแผนพฤติกรรมที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติต่อศิษย์หรือผู้รับบริการ โดยแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพครูที่มีต่อผู้รับบริการมีดังนี้ ครูต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กำลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอภาค,ครูต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ,ครูต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ,ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์และผู้รับบริการ และครูต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวอีกว่า ส่วนแบบแผนพฤติกรรมที่พึงประสงค์  ได้แก่ 1.ให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือศิษย์และผู้รับบริการด้วยความเมตตากรุณาอย่างเต็มกำลังความสามารถและเสมอภาค  2.สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อปกป้องสิทธิเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส 3.ตั้งใจ เสียสละ และอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ศิษย์และผู้รับบริการได้รับการพัฒนาตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจของแต่ละบุคคล 4.ส่งเสริมให้ศิษย์และผู้รับบริการสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองจากสื่อ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย  5.ให้ศิษย์และผู้รับบริการ มีส่วนร่วมวางแผนการเรียนรู้ และเลือกวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเอง และ 6.เสริมสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ศิษย์และผู้รับบริการด้วยการรับฟังความคิดเห็น ยกย่อง ชมเชย และให้กำลังใจอย่างกัลยาณมิตร

ส่วนแบบแผนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และงดเว้นปฏิบัติเด็ดขาดได้แก่

1.ลงโทษอย่างไม่เหมาะสมด้วยการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การทำร้ายร่างกาย การใช้คำพูดที่รุนแรงหรือไม่สุภาพ เป็นต้น 

2.ไม่ใส่ใจ หรือไม่รับรู้ปัญหาของศิษย์หรือผู้รับบริการ จนเกิดผลเสียหายต่อศิษย์หรือผู้รับบริการ

3. ดูหมิ่น เหยียดหยามศิษย์หรือผู้รับบริการ เช่น การทำให้ศิษย์อับอาย หรือเกิดปมด้อย

4.เปิดเผยความลับของศิษย์หรือผู้รับบริการ เป็นผลให้ได้รับความอับอาย หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง

5. จูงใจโน้มน้าว ยุโยงส่งเสริมให้ศิษย์หรือผู้รับบริการปฏิบัติขัดต่อศีลธรรมหรือกฎระเบียบ เช่น กรณีเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีเด็ก เป็นต้น

6.ชักชวน ใช้ จ้างวาน ศิษย์หรือผู้รับบริการให้จัดซื้อ จัดหาสิ่งเสพติด หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุข

และ7.เรียกร้องผลตอบแทนจากศิษย์หรือผู้รับบริการในงานตามหรือที่ที่ต้องให้บริการ เช่น กรณีการเรียกรับเงิน หรือสิ่งตอบแทนอื่นจากศิษย์เพื่อแลกเกรด เป็นต้น

“คุรุสภา ขอเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพครู นักศึกษาวิชาชีพครูและอาจารย์ในสถาบันผลิตครูทุกคนได้ให้ความสำคัญและเคร่งครัดกับการปฏิบัติตนต่อลูกศิษย์ และฝากให้ทุกคนได้ปฏิบัติงานอย่างมีสติ ทบทวนและตรวจสอบตนเองว่าเคยมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่อผู้รับบริการหรือไม่ หากเคยก็จะต้องปรับปรุงวิธีการและแนวปฏิบัติของตนเองให้เป็นไปตามแบบแผนพฤติกรรมที่พึงประสงค์ และไม่ปฏิบัติพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อีกต่อไป  ส่วนกรณีการลงโทษนักเรียนไม่เหมาะสม ขัดต่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์นั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้เรียน ขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกคนได้ตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวด้วย “ ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

อย่างไรก็ตามคุรุสภาได้ตั้งวอร์รูม เพื่อติดตามข่าวของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกวัน โดยจัดทำเผยแพร่ในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งทั้งข่าวดี และข่าวไม่ดี ถ้าพบครูดี บุคลากรทางการศึกษาดี โดดเด่น ก็จะดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ หากพบผู้ใดกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ก็จะดำเนินการพิจารณาโทษทางจรรยาบรรณอย่างเร่งด่วน เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของเด็ก เยาวชน และประชาชน รวมถึงพิทักษ์เกียรติศักดิ์ศรีของวิชาชีพให้สมกับความเป็นวิชาชีพชั้นสูงด้วย

คนดังคนบันเทิง ตบเท้าเพียบ นั่งคกก.พิจารณาภาพยนต์และวิดิทัศน์ คณะที่ 2-10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789247

คนดังคนบันเทิง ตบเท้าเพียบ นั่งคกก.พิจารณาภาพยนต์และวิดิทัศน์ คณะที่ 2-10

คนดังคนบันเทิง ตบเท้าเพียบ นั่งคกก.พิจารณาภาพยนต์และวิดิทัศน์ คณะที่ 2-10

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.07 น.

“ปลดล็อคเสรีภาพคนทำหนัง” คนทำงานมีเสียงกว่าราชการ ตั้งเอกชนคุมบอร์ดพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตัวจริงนั่งแท่นพรึ่บ “อุ๋ย นนทรีย์ – สนานจิตต์ บางสะพาน – หมู ไบโอสโคป

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เฟซบุ๊ก Thailand creative culture Agency (THACCA) เปิดเผยความเคลื่อนไหวนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล ล่าสุด ได้มีการอัพเดทว่า รัฐบาลเดินหน้าก้าวแรกของการ “ปลดล็อคเสรีภาพคนทำหนัง” ด้วยการปรับสัดส่วนในคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ โดยกำหนดให้ “เอกชนมีเสียงมากกว่าข้าราชการ” เพื่อให้บทบาทนำในการจัดเรตติ้งทั้งหมดอยู่ในมือของเอกชน ไม่ใช่รัฐอีกต่อไป

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ คณะที่ 2-10 ที่ลงนามโดย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

โดยคณะกรรมการแต่ละชุด จะมีเอกชนเป็นประธาน และเป็นเสียงข้างมากในคณะกรรมการ ซึ่งมีตัวแทนจากเอกชน 3 ท่าน ตัวแทนฝ่ายรัฐ 2 ท่าน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้เอกชนเป็นผู้กำกับดูแลกันเอง (Self-regulation) ในการจัดเรตติ้งอย่างเต็มระบบ

รายชื่อคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ ได้แก่

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ คณะที่ 2

1. นนทรีย์ นิมิบุตร – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. วรัญญู ศิริเคารพ – กรรมการ (เอกชน)   3. จิระชัย กุลละวนิช – กรรมการ (เอกชน)  4. กิตติ ศรมณี – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. อนุกุล ใบไกล – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ 3

1. เกษมศักดิ์ วงศ์รัฐปัญญา – ประธานกรรการ (เอกชน)  2. พิสัณห์ สารถวัลย์แพศย์ – กรรมการ (เอกชน) 3. นิพันธ์  โอฬารนิเวศน์ – กรรมการ (เอกชน)  4. สุรเชษฐ์ งามวงศ์ – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. อารียา สุภาพ – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 4

1. กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. โชคชัย ชยวัฑโฒ – กรรมการ (เอกชน) 3. นิโรธ รื่นเจริญ – กรรมการ (เอกชน) 4. พิมพ์ภัสสร ณ นคร – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)
5. กฤตกร รุ่งพรทวีวัฒน์ – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 5

1. ประวิทย์ แต่งอักษร – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. ศุภชัย พรหมพันธุ์ – กรรมการ (เอกชน) 3. สุเทพ ตันนิรัตน์ – กรรมการ (เอกชน) 4. สมศักดิ์ เวทย์วิไล – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. สาวลิปิการ์ กำลังชัย – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 6

1. อดิเรก วัฏลีลา – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. นภสร ลิ้มไชยาวัฒน์ – กรรมการ (เอกชน) 3. ภาณุ อารี – กรรมการ (เอกชน) 4. พ.ต.ท.ชาญชัย ลิขิตคันทะสร – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)
5. จักรินทร์ ทองบพิตร – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 7

1. สมเดช สันติประชา – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. กรรณิการ์ กาญจนาคาร – กรรมการ (เอกชน) 3. จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา – กรรมการ (เอกชน) 4. แดนชัย ไชวิเศษ – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. ปฏิญญา สันติชาติงาม – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 8

1. พีรชัย เกิดสินธุ์ – ประธานกรรมการ (เอกชน)  2. สุรชัย เที่ยงธรรม – กรรมการ (เอกชน) 3. พิมพกา โตวิระ – กรรมการ (เอกชน) 4. ศาสวัฒ บุญศรี – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. นางสาวปราณิสา เตียวพิพิธพร – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 9

1. สักกพล สวาคฆพรรณ – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. กุมภฤทธิ์ พุฒิภิญโญ – กรรมการ (เอกชน) 3. บัญญพล พูลสวัสดิ์ – กรรมการ (เอกชน) 4. วรพล ยวงเงิน – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. วิโรจน์ มาง้าว – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ 10

1. ปัณณ์วิชช์ ธนสุวรรณเกษม – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. ทักษพล ศรีวชิราวัฒน์  – กรรมการ (เอกชน) 3. พรยศ มณีโชติปีติ – กรรมการ (เอกชน) 4. อติเทพ แจ้ดนาลาว – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. ภัทร วงศ์ทองเหลือง – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

มภน.-ว.ภ.น. จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 65-66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789237

มภน.-ว.ภ.น. จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 65-66

มภน.-ว.ภ.น. จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 65-66

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.03 น.

มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 2565-2566 

เมื่อวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 นายพลากร  สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตรและมอบประกาศนียบัตร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2565-2566 ณ หอประชุมประภากรคอนเวนชั่นฮอลล์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น  

ดร.ฉันทวิทย์  สุชาตานนท์ นายกสภามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ขณะนี้ มหาวิทยาลัยมีดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิต ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว จำนวน 31 รุ่น และรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 32 และ 33 มหาวิทยาลัยมีความภาคภูมิใจที่ดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิตและบัณฑิต ที่สำเร็จการศึกษาออกไป สามารถเข้าทำงานในสถานประกอบการต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้เป็นอย่างดี มีคุณภาพและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ให้บัณฑิตรุ่นหลังได้ประจักษ์เห็นถึงความสำเร็จเหล่านี้ ที่เกิดจากความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย เพื่อให้มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาค เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณวุฒิ คุณธรรม และคุณภาพต่อไป 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร บุญมี อธิการบดีมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า พิธีประสาทปริญญาบัตรและมอบประกาศนียบัตรครั้งนี้ มีผู้ที่สำเร็จการศึกษา รวมทั้งสิ้น 706 คน ทั้งนี้ ในรอบปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยฯ ได้มีการดำเนินการด้านต่างๆ ของวิทยาลัยด้วยความมุ่งมั่น อาทิ ด้านการจัดการศึกษา โดยสนับสนุนทุนการศึกษาประเภทต่างๆ ทั้งสิ้น จำนวน 456 ทุน  ได้ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ให้มีความทันสมัย เป็นสากล สอดคล้องกับนโยบายการผลิตบัณฑิตของประเทศ สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต จำนวน 13 หลักสูตร  และเปิดหลักสูตรใหม่ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการจัดการองค์กรและชุมชนยุคใหม่ สาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยวและโรงแรม  และสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า วิชาเอก วิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และได้จัดตั้งคณะใหม่ 1 คณะ คือ คณะพยาบาลศาสตร์ เปิดสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต โดยคาดการณ์ว่าจะพร้อมเปิดรับนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 2567 นี้ 

โอกาสนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้กล่าวให้โอวาท แสดงความยินดี และชื่นชม แก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2565-2566 ความตอนหนึ่งว่า ปริญญาบัตรที่ท่านได้รับ เป็นสิ่งที่มีความหมายและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องรับรองวิทยฐานะ ของแต่ละคน ว่าตนเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ในสาขาวิชาการต่างๆ ตามที่ได้อุตสาหะ ศึกษาเล่าเรียน บัณฑิตทุกคนจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่จะต้องนำความรู้ ความสามารถ ที่มีอยู่ไปสร้างสรรค์ให้เกิดความสำเร็จแก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ  ทั้งในด้านอาชีพ การงาน ในด้านเกียรติคุณความดี ในด้านการทำประโยชน์เกื้อกูล และในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมส่วนรวมและประเทศชาติ

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789227

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.34 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว

24 กุมภาพันธ์ 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว และเริ่มประกอบพิธีสงฆ์ สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

เทศกาลง่วนเซียว เป็นเทศกาลแรกของปีตามปฏิทินจันทรคติของจีน โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย จัดให้มีพิธีสวดชัยมงคลคาถา มีพิธีบูชาเทพเจ้าด้วยขนมหวาน และ ขนมที่ทำด้วยน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลผสมถั่วลิสง ขึ้นรูปเป็นสิงโตขนาดต่าง ๆ บ้างก็เป็นรูปเจดีย์ ให้ผู้มีจิตศรัทธานำกลับไปบูชา ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ มีการแลกเปลี่ยน โดยมารับ ขนมรูปสิงโต จากมูลนิธิฯ พร้อมทั้งจัดให้มีการยืมเงินขวัญถุงแก่ผู้ที่ทำมาค้าขาย และผู้มีจิตศรัทธา ให้ร่ำรวยเฮงๆ ตลอดปี มีเงินมีทองพอกินพอใช้ไม่ขาดมือ นอกจากนี้ยังจัดให้มีสาคูสิริมงคล บริการศิษยานุศิษย์และสาธุชน ได้รับประทานเพื่อเป็นสิริมงคลตลอดปี 

กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทยร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ปี67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789201

กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทยร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ปี67

กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทยร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ปี67

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 09.39 น.

กระทรวงมหาดไทยและสมาคมแม่บ้านมหาดไทยร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2567 พร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ วันที่ 24 ก.พ. – 3 มี.ค. 2567 ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 06:30 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2567 โดยมี นายสมคิด จันทมฤก นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสมภพ สมิตะสิริ นายณรงค์ จีนอ่ำ นายอลงกต วรกี ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายวัชรเดช เกียรติชานน ที่ปรึกษาด้านการปกครอง นายชยชัย แสงอินทร์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุเมธ มีนาภา รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเอกวิทย์ มีเพียร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายบุญธรรม หอไพบูลย์สกุล รองอธิบดีกรมที่ดิน นายบูรณิศ ยุกตะนันท์ ผู้อำนวยการองค์การตลาด นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย ผู้แทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผศ.ดร.ศศิธร จันทมฤก นางปวีณ์ริศา เกิดสม นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่ายกว่า 300 คน ร่วมในพิธี โดยได้รับเมตตาจากท่านเจ้าคุณพระเทพวัชรเมธี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รองเจ้าคณะภาค 6-7 (ธ) ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นำพระภิกษุสงฆ์ และสามเณร รับบิณฑบาต

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เนื่องในวันมาฆบูชา 24 กุมภาพันธ์ 2567 เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โปรดเมตตาประทานพระคติธรรม ความว่า “เหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ดิถีเพ็ญเดือน 3 หลังสมเด็จพระบรมศาสดาตรัสรู้และประกาศพระศาสนาแล้ว 9 เดือน เมื่อพิจารณาจากประวัติการณ์แห่งวันจาตุรงคสันนิบาต ย่อมเห็นประจักษ์ว่า พระภิกษุผู้มาประชุมกันเป็นมหาสังฆสันนิบาตนั้น ต่างพรั่งพร้อมกันมา ณ เวฬุวันมหาวิหาร ด้วยอานุภาพแห่ง “คารวธรรม” พุทธบริษัททั้งหลายผู้เป็นอนุชน จึงพึงเทิดทูนจริยาของพระอรหันต์ทั้งนั้นขึ้นเป็นแบบอย่างทางประพฤติแห่งตน โดยสำนึกว่า ถึงแม้พระสาวกทุกรูปได้บรรลุถึงคุณธรรมสูงสุด ดับกิเลสเพลิงทุกข์ได้สิ้นเชิงแล้ว แต่ก็ยังคงเคารพนอบน้อมอย่างยิ่งต่อพระบรมศาสดา และพระธรรม เพราะฉะนั้น พุทธบริษัทผู้มุ่งหมายความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม จึงจำเป็นต้องมี “นิวาตธรรม” คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นพื้นอุปนิสัย ขอจงระลึกไว้ว่า คุณธรรมแห่งพระอรหันต์นั้น สูงส่งเหนือกว่าอิสริยยศทั้งปวงในโลก หากแต่พระอรหันต์กลับปราศจากความอวดดื้อถือดี ปราศจากความเนรคุณลบหลู่ดูหมิ่น เพราะทุกรูปต่างมีความคารวะนอบน้อมอย่างมั่นคง ต่อพระรัตนตรัย ต่อการศึกษา ต่อความไม่ประมาท และต่อการปฏิสันถาร ดังนี้ บรรดาผู้ยังมีธุลีในดวงตา มีกิเลสเครื่องเศร้าหมองครอบงำใจอยู่ จึงพึงเพียรหมั่นเพิ่มพูนคารวธรรม ให้งอกงามขึ้นในตนอยู่เสมอ ให้สมด้วยธรรมภาษิตที่ว่า “มหตฺตปตฺโตปิ นิวาตวุตฺติ” แปลความว่า “ถึงแม้จะดำรงตำแหน่งใหญ่ คือ อิสริยยศที่กว้างขวาง แต่ก็ไม่ผยองด้วยยศ ถ่อมตน ทำตามโอวาทของบัณฑิต” เพื่อความผาสุกร่มเย็นในจิตใจตน ตลอดจนประเทศชาติ และโลกนี้ได้อย่างยั่งยืน ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอสาธุชนทั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความรุ่งเรืองสถาพรสืบไป เทอญ”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา ประจำปี 2567 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กำหนดจัดพิธี โดยในวันเสาร์ที่ 24 ก.พ. 2567 เวลา 09.30 น. พระสงฆ์ทำวัตรเช้า เวลา 10.00 น. พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ เวลา 19.00 น. พระสงฆ์ทำวัตรเย็น สวดโอวาทปาฏิโมกข์ พุทธศาสนิกชนเวียนเทียนถวายเป็นพุทธบูชา และพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา 13 กัณฑ์ จากนั้นย่ำรุ่งของวันอาทิตย์ที่ 25 ก.พ. 2567 เวลา 09.30 น. เป็นการถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ 30 รูป โดยพุทธศาสนิกชนทุกท่านสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดกิจกรรมวันมาฆบูชาได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “สมโภช 150 ปี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน พุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมทำความดี สร้างบุญ สร้างกุศล ลด ละ เลิกการทำบาปทั้งปวง พร้อมชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต โดยทุกท่านสามารถร่วมพิธีเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2567 ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และท่านนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ และภาคีเครือข่าย ได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์ จัดพิธีในทุกวัดทั่วประเทศ กระทรวงมหาดไทยขออนุโมทนากับทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ 

“นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งนับเป็นมหามงคลอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ที่จะได้ร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ โดยรัฐบาลไทยและอินเดียร่วมกับภาคีเครือข่ายอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดีย และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากพิพิธภัณฑสถานเมืองสาญจี ประเทศอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะบูชา ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. – 3 มี.ค. 2567 เวลา 09.00 – 20.00 น. จากนั้น จะมีการอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในส่วนภูมิภาค 3 จังหวัด คือ ภาคเหนือ วันที่ 5 – 8 มี.ค. 2567 ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 10 – 13 มี.ค. 2567 ณ วัดมหาวนาราม จ.อุบลราชธานี และภาคใต้ วันที่ 15 – 18 มี.ค. 2567 ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล (วัดบางโทง) จ.กระบี่ เพื่อพี่น้องพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ได้ร่วมสักการะบูชาเป็นมหามงคลของชีวิต” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘เทพ โพธิ์งาม’ ซึ้งใจ ม.ขอนแก่น ยกให้เป็น ‘ศิลปินมรดกอีสาน’ ด้านนักแสดงตลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789196

'เทพ โพธิ์งาม' ซึ้งใจ ม.ขอนแก่น ยกให้เป็น 'ศิลปินมรดกอีสาน' ด้านนักแสดงตลก

‘เทพ โพธิ์งาม’ ซึ้งใจ ม.ขอนแก่น ยกให้เป็น ‘ศิลปินมรดกอีสาน’ ด้านนักแสดงตลก

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 09.03 น.

ป๋าเทพ ยอมรับงงกับรางวัลที่ได้ พร้อม ขอบคุณ ม.ขอนแก่น ที่มอบรางวัล “ยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดงตลก)” เผยตนก็มีเชื้อสายลาวพวน ตระกูลเป็นคนอีสาน ตอนนี้ขอเกษียณอยู่บ้านแล้ว ด้วยวัย 74 แถมป่วยโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์ให้พักผ่อน ไม่ถือโกรธคนที่เสียงแตก วางมือทุกอย่างแล้ว ขอใช้ชีวิตบันปลายอย่างมีความสุข

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 จากกรณีที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินมรดกอีสาน แห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี พุทธศักราช 2567 เนื่องในโอกาสมหามิ่งมงคล วันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และวันอนุรักษ์มรดกไทย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมเทิดพระเกียรติ โดยการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินมรดกอีสาน โดยรางวัลเชิดชูเกียรติศิลปินมรดกอีสาน มอบแด่ ศิลปิน ผู้เป็นต้นแบบศิลปะพื้นถิ่นอีสาน เปี่ยมล้นคุณธรรม จริยธรรม เป็นจุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดศาสตร์ศิลป์ จนเป็นองค์ความรู้อันมีค่ายิ่ง มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนคนรุ่นหลังอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นทุ่มเท สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าต่อแผ่นดินอีสาน ก่อคุณูปการด้านศิลปวัฒนธรรมต่อแผ่นดินไทย

โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มอบรางวัลศิลปินมรดกอีสาน ประกอบด้วยสาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง ซึ่งในรางวัลดังกล่าวปรากฏรายชื่อของ นายสุเทพ โพธิ์งาม หรือ ป๋าเทพ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดงตลก)

จนกลายเป็นที่พูดถึงกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่หน้าเพจของ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น KKU Art&Culture Center มีผู้เข้าไปคอมเม้นในประเด็นนี้กันอย่างดุเดือด กันเรียกได้ว่า รถทัวน์ลงจอดเป็นที่เรียบร้อย อาทิ ทบทวนหน่อยครับมันทำให้ท่านอื่นๆที่ได้รับการยกย่องเชิดชูดูไร้ค่า *สาขาศิลปะการแสดง (3)นายสุเทพ โพธิ์งาม (นักแสดงตลก) หรือ มรดกอีสาน เคยใช้ภาษาอีสาน ในการแสดง เชิดชู ภาษาถิ่นบ้านเกิดในการแสดง เคยนำอะไรที่เกี่ยวกับอีสานไปใช้ในการแสดงหรือไม่ ผลงานเด่นเกี่ยวกับภาคอีสานคืออะไร ถึงเอามาเชิดชูว่าเป็น ศิลปินมรดกอีสาน(เทพ โพธิ์งาม)

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ไร่ของป๋าเทพ อยู่ที่ ต.เขาขลุง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  พบกับ ป๋าเทพ หรือ นายสุเทพ โพธิ์งาม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้คัดเลือกตนได้รับมอบรางวัลมรดกอีสาน สาขาการแสดงตลก ซึ่งตนได้ทราบจากทางมหาวิทยาลัย เมื่อประมาณเดือนก่อน ตนก็ไม่ทรายรายละเอียดในรางวัลดังกล่าว ตนก็ไม่เคยคิดว่าจะได้รับรางวัลอะไร ที่ผ่านมาศิลปินตลกทั่วๆไป และก็เป็นตลกมานานแบบว่าอยู่วงการตลกจนแก่ แต่ตอนนี้อายุ 74 ปีแล้วก็วางมือจากทุกๆอย่างแล้ว ตนก็ต้องขอบคุณทางมหาวิทยาลัยที่มอบรางวัลให้

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัลนี้ ภูมิใจไหมในฐานะคนอีสาน ตนก็ตอบได้ว่า ตนก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะว่าอยู่ดีๆเขาก็โทรมาบอกเราจะมีโล่รางวัลเกี่ยวกับมรดกอีสานตนเองก็ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้จริงๆ อยู่ที่ทางผู้ใหญ่เขาว่าจะมอบให้ในเรื่องอะไรตนไม่รู้จริงๆ แต่เมื่อเขาเอามาให้ก็รู้สึกขอบคุณ เขาให้ไปรับเราก็ไปรับ และก็ภูมิใจที่สังคมยังเห็นคุณค่าของเรา ถ้าจะสอบถามว่าได้เรื่องอะไรก็ต้องถามทางมหาวิทยาลัยซึ่งตนเองก็ไม่รู้รายละเอียดมาก

ในส่วนเรื่องที่มีคนเข้ามาคอมเมนต์ในทำนองที่ว่าป๋าเทพไม่เหมาะสมกับรางวัลนี้เพราะไม่ใช่คนอีสานแท้ ไม่เคยพูดอีสาน ประเด็นนี้ ป๋าก็ตอบได้ชัดเลยว่า ป๋าเป็น “คนลาวพวน” ไม่ได้เป็นลาวอีสาน แต่ปู่เป็นคน จ.ร้อยเอ็ด ตาเป็นคน จ.ศรีสะเกตุ ย้ายกันมาอยู่ที่ปาจีนบุรี มาได้เมียที่นี่เป็นลาวพวน ป๋าก็มาเกิดที่นี่ จะให้ป๋าพูดลาวเลยก็ไม่ถนัดหลอก แต่พอพูดได้ไม่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรามันก็เชื้อสายอีสานนี่แหละ

ป๋าเทพ ยังเล่าต่อว่า ตอนนี้อายุ 74 ปีแล้ว ป่วยเป็นหลายโรค เป็นทั้งโรคหลอดเลือดสมอง มีอาการวูบมาแล้ว 2 ครั้ง หมอต้องให้ทานยาอย่างเคร่งครัด ต้องคุมในการกิน การพักผ่อน ต้องเลี่ยงเรื่องเครียดๆ ตามแพทย์สั่ง อีกทั้งตอนนี้วางมือทุกอย่างแล้ว ทังการแสดงรับไม่ได้แล้ว เพราะป๋าเริ่มจำบทไม่ได้ พูดบางทียังพูดแบบเร็วๆ ความคิดก็เริ่มช้าลง ธุรกิจขนมเปี๊ยะ ก็ให้ลูกๆดูแลทั้งหมด ตอนนี้ไม่ได้หวังอะไรมาก ก็อยู่ตามประสาคนแก่แล้ว อยู่ในไร่ทุกๆวัน บางครั้งก็ออกไปเที่ยวพักผ่อนบ้าง ไปครัวลุงรงค์บ้าง ไปต่างจังหวัดบ้าง แต่ก็ยังมีสื่อเป็นของตนเองคือช่อง TikTok ที่ทำ โดยมีคนในครอบครัวช่วยกัน ในช่วงวันหยุดก็จะนำสินค้าไปขายที่ร้านครัวลุงรงค์

ในส่วนการโยงในเรื่องประเด็นทางการเมืองตรงนี้ ป๋าก็ไม่รู้ เพราะป๋าไม่ได้ยุ่ง หรือ เข้าไปพูดเกี่ยวกับการเมืองแล้วยุติบทบาทไปนานแล้ว เราห้ามคนที่จะคิด หรือ พูดได้ก็ต้องปล่อยให้เขาพูดกันไป ตนก็ยังขอบคุณแฟนคลับ คนที่คอยสนับสนุนอุดหนุนสินค้าของครอบครัวของตนเอง ตอนนี้ป๋าอายุมากแล้ว จะอยู่หรือไปก็ไม่รู้วันไหน เพื่อนๆตลกก็ไปกันหลายคนแล้ว ส่วนรางวัลที่ได้มานี้ ตนก็ขอบคุณทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นอีกครั้งที่เห็นถึงความสามารถที่ตนเคยเป็นศิลปินตลกมาเกือบชั่วชีวิต

สำหรับประวัติของป๋าเทพ หรือ ชื่อจริง สุเทพ โพธิ์งาม ชื่อเล่น เทพ เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2492 เกิดที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด แต่ไปเติบโตที่นราธิวาส เรียนจบประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนบ้านยะบะ(อุปการวิทยา) อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ก่อนย้ายมาอยู่สะเดา หาดใหญ่ เคยทำงานกับหน่วยฉายหนังกลางแปลง ได้เงินค่าจ้างวันละ 5 บาท ซึ่งได้มีโอกาสเป็นนักพากย์การ์ตูนในหนังกลางแปลงเพราะขาดนักพากย์พอดี ทำอยู่ 7 ปี หนังกลางแปลงถูกยุบ จึงหันเหไปเป็น กรรมกรในโรงถ่าน และได้ไปสมัครงานกับวงดนตรีเพลิน พรมแดน ประมาณ พ.ศ. 2512 นับเป็นการเริ่มต้นในวงการจึงได้เจอกับ เด่น ดอกประดู่ให้มาเล่นตลกหน้าเวที หลังจากเด่น ออกจากวงดนตรีเพลินพรมแดน เด่นได้ชวนเขาเข้าร่วม คณะ เด่น เด๋อ เทพ ประมาณ พ.ศ. 2520 จากนั้น 2 ปี ได้แยกมาตั้งคณะ “เทพเพชรธงจิ๋ม” ต่อมาได้น้อย โพธิ์งาม แฉ่ง ช่อมะดัน หม่ำ จ๊กม๊ก มาร่วมคณะกลายเป็นคณะ เทพ โพธิ์งาม จนถึงประมาณปี 2538 จึงได้เลิกเล่นคาเฟ่รับงานทีวี ละคร ภาพยนตร์ อย่างเดียว

ชีวิตครอบครัว ใช้ชีวิตคู่ร่วมกับ ภัสราวรรณ ทรงพีระพัฒน์ (จุ๋ม) มีบุตรธิดา 2 คนคือ “ทอฟฟี่” นิชาภา โพธิ์งาม อดีตนักร้องค่าย “ลักษ์มิวสิก” และไทค์ ธนพล โพธิ์งาม (ภัทร โพธิ์งาม) ในปี พ.ศ. 2558 ทั้งคู่ก็ได้ประกาศแยกทางกันหลังจากอยู่กินกันมานานถึง 35 ปี และในปี พ.ศ. 2559 ได้ประกาศว่ากลับมาคืนดีกันอีกครั้ง[1] และมีน้องสาวอีกคนที่เป็นนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน คือ น้อย โพธิ์งาม

“ป๋าเทพ” มีผลงานการแสดงละคร 38 เรื่อง และภาพยนตร์จำนวน 85 เรื่อง และยังเป็นผู้กำกับ 1 เรื่อง และเขียนบทภาพยนตร์อีกด้วย โดยผลงานทางด้านละคร อาทิ พ.ศ. 2526 เธอกับฉัน , ตามจับตามจีบ และ หลวงตา , กองร้อย 501 ตอน แผ่นดินข้าใครอย่าแตะ และ นายฮ้อยทมิฬ , คมแฝก และ ปีสุดท้าย พ.ศ. 2561 เรื่องตี๋ใหญ่ 2 ดับ เครื่อง ชน

“ป๋าเทพ” นอกจากการเป็นนักแสดงตลกแล้ว ยังเคยประกอบธุรกิจหลายอย่าง จนเป็นหนึ่งชื่อเสียงของเจ้าตัว เพราะบ่อยครั้งที่ “ป๋าเทพ” ทำธุรกิจ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร อู่ซ่อมรถ ร้านเสริมสวย บ้านจัดสรร ร้านหมูกระทะ ฯลฯ ก่อนจะผันตัวมาทำแบรนด์น้ำข้าวกล้อง ยี่ห้อ “โพธิ์งาม” แต่ก็ทำได้ไม่นาน เพราะมีปัญหาการขึ้นทะเบียน อย. จนต้องล้มเลิกไป

และนอกเหนือจากการทำหน้าที่พิธีกร หรือคอมเมนเตเตอร์รายการเพลงลูกทุ่ง “เทพ โพธิ์งาม” ยังมีกิจการ “ขนมเปี๊ยะขั้นเทพ” ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2560 หลังเจ้าตัวประกาศลาออกจากวงการบันเทิงในปี 2557 และมาใช้ชีวิตอยู่ที่ไร่ในหมู่บ้านไผ่สามเกาะ ต.เขาขลุง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยใช้การโปรโมทผ่านแฟนเพจ รวมถึงกลุ่มแฟนคลับพากันอุดหนุนอยู่เสมอ รวมถึงยังมีร้าน “ภักดีคาเฟ่” ที่ตั้งอยู่ที่ไร่ป๋าเทพด้วย

พสกนิกรทั่วไทย รวมพลังแสดงจุดยืนสวมใส่ชุดสีม่วงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789167

พสกนิกรทั่วไทย รวมพลังแสดงจุดยืนสวมใส่ชุดสีม่วงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

พสกนิกรทั่วไทย รวมพลังแสดงจุดยืนสวมใส่ชุดสีม่วงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 20.13 น.

พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ รวมพลังแสดงจุดยืนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และร่วมใจสวมใส่ชุดสีม่วง ถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย 

23 ก.พ.67 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากกรณีปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้มีการเสนอเรื่องที่มีบุคคลได้ขับรถยนต์บีบแตรรถยนต์ลากยาวระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะเสด็จผ่านทางร่วมต่างระดับมักกะสัน โดยมีพฤติการณ์ขับรถยนต์ด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทันขบวนเสด็จซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดกั้นรถยนต์คันดังกล่าวจนได้มีการโต้เถียง ซึ่งต่อมาได้เกิดการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 ศาลอาญาได้ออกหมายจับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้วนั้น โดยในห้วงระหว่างวันที่ 21 – 23 ก.พ. 2567 พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศพร้อมใจสวมใส่ชุดสีม่วง รวมพลังแสดงจุดยืนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อาทิ

1. จังหวัดชัยนาท ที่บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท นายนที มนตริวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นำส่วนราชการและประชาชนชาวจังหวัดชัยนาท กว่า 1,000 คน พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดโทนสีม่วง และร่วมกันแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี โดยได้ทำพิธีเปิดกรวยกระทงดอกไม้ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมกล่าวถวายความจงรักภักดี ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าเสมอมา

2. จังหวัดมหาสารคาม ที่บริเวณลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาด นำหัวหน้าส่วนราชการ และชาวจังหวัดมหาสารคามทุกหมู่เหล่า พร้อมใจกันใส่เสื้อสีม่วง ร่วมกิจกรรมถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามถวายความเคารพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และนำผู้ร่วมกิจกรรมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมกล่าว “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้ง และผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมแปรแถวเป็นคำว่า “เรารักพระเทพ” เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี เทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

3. จังหวัดกาญจนบุรี ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี ร้อยโททศพล ไชยโกมินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่าย และพสกนิกรชาวกาญจนบุรีทุกหมู่เหล่า พร้อมใจสวมเสื้อโทนสีม่วงร่วมแสดงพลังถวายความจงรักภักดี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมโบกธงพระปรมาภิไธยย่อ สัญลักษณ์ประจำพระองค์ สธ.ทั่วทั้งบริเวณการจัดงาน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมร้องเพลงในอุ่นอ้อมอกมั่นคง และเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างกึกก้องทั่วบริเวณ เพื่อถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

4. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อาคารศูนย์กลางการสัมมนาภาคใต้ตอนบน ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนถึงคณะครู สามเณรนักเรียน โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ปัญญาทีปวิทยานุสรณ์ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกหมู่เหล่า พร้อมใจเข้าร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียงกันกว่า 2,000 คน

5. จังหวัดปัตตานี ที่ลานอเนกประสงค์ หน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นำผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ผู้นำศาสนา นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวอำเภอโคกโพธิ์กว่า 3,000 คน เข้าร่วมกิจกรรมแสดงพลังความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมถวายแจกันดอกไม้ กล่าวถวายพระพร และนำผู้เข้าร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงในอุ่นอ้อมอกมั่นคง ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

6. จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่หอประชุมโรงเรียนดงขุยวิทยาคม ตำบลดงขุย อำเภอชนแดน นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบหมายให้ นางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ของอำเภอชนแดน โดยมีผู้ร่วมพิธีฯ 1,250 คน นอกจากนี้ยังได้เปิดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” มอบทุนการศึกษาจากกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ฯ มอบเงินช่วยเหลือประชาชน มอบสิ่งของจำเป็นจากเหล่ากาชาดฯ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ประชาชน จำนวน 200 ชุด และได้มอบพันธุ์ปลาพวง 10,000 ตัว ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป 

7. จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ลานหน้าสำนักงานองค์การบริหารจังหวัดสุพรรณบุรี นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการ พนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี รวมพลังสวมเสื้อสีม่วงเพื่อแสดงความจงรักภักดีถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยได้นำกล่าวถวายกำลังใจ และคำปฏิญาณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นสถาบันหลักของชาติไทย เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน 

8. อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ที่วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ตำบลหนองละลอก นายทศพล บวรโมทย์ นายอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง นำหัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน คุณครู นักเรียน และพี่น้องประชาชนบ้านค่าย พร้อมใจกันใส่เสื้อสีม่วง ประกอบพิธีเฉลิมพระเกียรติถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยได้นำกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างกึกก้อง

9. อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยนายธีรเมธ เทพวิชัยศิลปกุล นายอำเภอวังน้อย ตลอดจนนายกเทศมนตรีเมืองลำตาเสา ข้าราชการ นักธุรกิจ พ่อค้า และประชาชนในอำเภอวังน้อย พร้อมใจสวมใส่เสื้อสีม่วง สีเหลือง และเสื้อนักศึกษา ถือป้าย ถือรูป ถือธงสัญลักษณ์ และข้อความ เรารักพระเทพฯ ร่วมกิจกรรมถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยความจงรักภักดี

10. อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอไพรบึง นายฉลาด ชิดชม นายอำเภอไพรบึง นำหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีถวายความรักและความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผู้เข้าร่วมพิธีสวมใส่เสื้อสีม่วงและร่วมกันทำเป็นรูปหัวใจอย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม เพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา และความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงมีพระราชปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก เดือดร้อน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา อำนวยประโยชน์สุข เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ขจัดปัดเป่าเภทภัยให้แก่อาณาประชาราษฎร์ในทุกถิ่นที่ของผืนแผ่นดินไทย ก่อเกิดประโยชน์อันไพศาลแก่พสกนิกรชาวไทย จึงขอเชิญชวนให้คนไทยช่วยกันสนองแนวพระราชดำริในโครงการต่าง ๆ อาทิ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน และขยายผลต่อไปด้วยการทำผ่านมือเล็ก ๆ ทั้งสองมือของพวกเราให้เกิดพลังการเปลี่ยนเเปลงอันยิ่งใหญ่ ร่วมกันทำความดีถวายพระพร ทำให้แนวพระราชดำริเกิดผลลัพธ์ที่ทวีความสมบูรณ์พูนสุข สร้างคุณภาพชีวิต สร้างรอยยิ้ม สร้างความรักความสามัคคีให้แก่ชาติบ้านเมือง อันเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยไปด้วยกัน 

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ด้วยการเผยแพร่คลิป Music Video เพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง” ที่กระทรวงมหาดไทยจัดทำเพื่อถวายกำลังใจด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผ่านลิงก์ https://youtu.be/BPoLGRE0088?si=A_PZBi_OzTN9xxLj ทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำ

โพล‘วันมาฆบูชา’ กิจกรรมยอดฮิต! ทำบุญทำทาน ตักบาตร ลดละเลิกอบายมุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788995

โพล‘วันมาฆบูชา’ กิจกรรมยอดฮิต! ทำบุญทำทาน ตักบาตร ลดละเลิกอบายมุข

โพล‘วันมาฆบูชา’ กิจกรรมยอดฮิต! ทำบุญทำทาน ตักบาตร ลดละเลิกอบายมุข

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.07 น.

เผยผลโพลวันมาฆบูชาปี 67 กิจกรรมยอดฮิตทำบุญ ทำทาน ตักบาตร ลด ละ เลิก อบายมุข นำหลักคำสอนมีสติ ศีลห้า ทำดี

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน ที่มีต่อ “วันมาฆบูชา ปี 2567” (24 กุมภาพันธ์ 2567) จากกลุ่มตัวอย่างเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วประเทศจำนวน 21,094 คน ครอบคลุมทุกภูมิภาค ซึ่งมีผลสรุปว่าเด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 85.82 ทราบว่าวันมาฆบูชาปีนี้ ตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 และคิดว่าวันมาฆบูชา มีความสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรกในวันเพ็ญเดือน 3 ร้อยละ 64.76 อันดับ 2 เป็นวันพระสงฆ์ล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้นมาชุมนุมพร้อมกัน จำนวน 1,250 รูป โดยมิได้นัดหมาย ร้อยละ 62.79 อันดับ 3 มีการเผยแผ่หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ร้อยละ 51.55 อันดับ 4 พระสงฆ์ที่มาประชุมล้วนเป็นพระสงฆ์ที่ได้รับการอุปสมบทโดยพระพุทธเจ้า เรียกว่า “เอหิภิกขุสัมปทา” ร้อยละ 43.90 อันดับ 5 มีเหตุอัศจรรย์พร้อมกัน 4 ประการ เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต”ร้อยละ 37.45

รมว.วธ.กล่าวอีกว่า ปีนี้เด็ก เยาวชน และประชาชนกว่าร้อยละ 58.77 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชา รองลงมา คือ ร้อยละ 34.10 ไม่แน่ใจแล้วแต่โอกาส และ ร้อยละ 7.13 ไม่สนใจเข้าร่วมงาน เนื่องจากนับถือศาสนาอื่น อยากพักผ่อน โดยพ่อ แม่/ปู่ย่า ตายาย/ญาติพี่น้อง พาลูกหลาน เข้าร่วมกิจกรรมวันมาฆบูชา คือวิธีหรือสิ่งที่จูงใจหรือเชิญชวนให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันมาฆบูชามากขึ้น ร้อยละ 69.52 เป็นอันดับ 1 ซึ่งอาจบ่งชี้ได้ว่าครอบครัวเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมหากครอบครัวเข้มแข็ง สังคมก็จะเข้มแข็งไปด้วย อันดับ 2 เปิดแหล่งเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมหรือเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีออนไลน์ ร้อยละ 46.51 อันดับ 3 ผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ผ่านโซเชียลมีเดีย ร้อยละ 45.12

รมว.วธ.กล่าวด้วยว่า เด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมระลึกถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันมาฆบูชา เนื่องจากต้องการไปทำกิจกรรม 5 อันดับแรก คือ อันดับ 1 ทำบุญ ทำทาน ร้อยละ 53.49 อันดับ 2 ตักบาตรพระสงฆ์ ร้อยละ 51.60 อันดับ 3 ลด ละ เลิก อบายมุข ร้อยละ 41.84 อันดับ 4 เวียนเทียนร้อยละ 39.58 และอันดับ 5 ถวายสังฆทาน ร้อยละ 30.76  และในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนจะนำหลักคำสอนข้อใดมายึดถือปฏิบัติและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน 5 อันดับแรก คือ อันดับ 1 สติ ความรู้สึกตัว ความระลึกได้ ความรับรู้ การเอาจิตไปรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือปรากฏขึ้นในปัจจุบันร้อยละ 64.30 อันดับ 2 ศีล 5 ศีลพื้นฐานที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ชาวพุทธทุกคนยึดถือปฏิบัติเป็นหลักของชีวิต ร้อยละ 46.71 อันดับ 3 หลักการ 3  ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ร้อยละ 46.30 อันดับ 4  พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ร้อยละ 34.59 อันดับ 5 มัชฌิมาปฏิปทา ยึดมั่นในทางสายกลางร้อยละ 34.48

นายเสริมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันผลสำรวจครั้งนี้ได้สอบถามเด็ก เยาวชน และประชาชน คิดว่าภาครัฐควรส่งเสริมกิจกรรมใดเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามมีข้อเสนอแนะให้จัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร ฟังธรรม เวียนเทียน ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งรณรงค์ให้ ลด ละ เลิก อบายมุข โดยนำศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง บุคคลที่มีชื่อเสียง มาร่วมรณรงค์ เชิญชวน ผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ ใช้ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น เครือข่ายสังคมออนไลน์ เกมส์ การ์ตูน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เพราะในปัจจุบันเครือข่ายสังคมออนไลน์ มีอิทธิพลในชีวิตประจำวันอย่างมาก จัดกิจกรรมค่ายคุณธรรมจริยธรรม เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน มีคุณธรรมมากขึ้น กิจกรรมท่องเที่ยวในเส้นทางสายบุญ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ซึ่ง วธ.จะนำความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดมาประกอบการพิจารณาในการจัดกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาในปีต่อไปเพื่อให้การจัดกิจกรรมมีความน่าสนใจ ส่งเสริมการเรียนรู้พระพุทธศาสนาและการท่องเที่ยวเชิงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น ช่วยสร้างรายได้แก่ชุมชนและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ

– 006

บอลจุฬาฯ-มธ.คึกคัก ‘ทีมธรรมศาสตร์’เปิดตัวนักเตะ พร้อมสู้ศึกฟุตบอลสานสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788992

บอลจุฬาฯ-มธ.คึกคัก  ‘ทีมธรรมศาสตร์’เปิดตัวนักเตะ  พร้อมสู้ศึกฟุตบอลสานสัมพันธ์

บอลจุฬาฯ-มธ.คึกคัก ‘ทีมธรรมศาสตร์’เปิดตัวนักเตะ พร้อมสู้ศึกฟุตบอลสานสัมพันธ์

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 11.56 น.

ทีมธรรมศาสตร์แถลงข่าวใหญ่งาน “TU TURN เพราะเวลา…ไม่เยียวยา” พร้อมเปิดตัวเทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ CU -TU Unity Football Match2024 ซึ่งจะมีการแข่งขันฟุตบอลสองสถาบัน 31 มีนาคมนี้

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) จัดงาน TU TURN เพราะเวลา…ไม่เยียวยา ที่สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เปิดตัวนักฟุตบอลทีมธรรมศาสตร์ และเสื้อธรรมศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายไปสู่การเปิดตัวเทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 ที่กําลังจะเกิดขึ้นนี้

รองศาสตราจารย์ เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า งาน TU TURN เพราะเวลา…ไม่เยียวยา ได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณและความร่วมมือร่วมใจของประชาคมชาวธรรมศาสตร์ที่มีต่องานฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 ซึ่งทั้งสองมหาวิทยาลัยมีการจัดเตรียมความพร้อม ทั้งการซักซ้อม ของนักกีฬาฟุตบอล ขบวนพาเหรด ที่สะท้อนประเด็นทางสังคมซึ่งถือเป็นสิ่งสําคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ยืนหยัดอย่างเข้มแข็งเคียงข้างสังคม โดยเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความพร้อมของประชาคมชาวธรรมศาสตร์จะพาคว้าชัยชนะในครั้งนี้อย่างแน่นอน

ภายในงาน TU TURN ประกอบไปด้วยการแสดงจาก ชุมนุมคัลเลอร์การ์ดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU COLORGUARD) ตามมาด้วย การเดินแบบโชว์จากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และนักฟุตบอล เพื่อเปิดตัวเสื้อทีมธรรมศาสตร์ที่มาใน ชื่อว่า “Golden Seed” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากชุดของนักรบ ซึ่งมีแนวคิดมาจากความสามัคคีของนักรบจะนํามาส่ชู ัยชนะ และการเกิดสิ่งใหม่ที่เต็มไปด้วยความสุข และมิตรภาพเสมือนเทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 ที่จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและมิตรภาพจากทั้งสองสถาบัน พร้อมเปิดตัวทีมฟุตบอลฝั่งธรรมศาสตร์ ในช่วงค่ําพบกับการสัมภาษณ์แขกรับเชิญที่มาร่วมแชร์ความเป็นธรรมศาสตร์ในฉบับของตัวเอง อาทิ น้ําหนึ่ง-มิลิน ดอกเทียน ศิษย์เก่าจากคณะวิทยาศาสตร์, คอปเปอร์-ภูริวัจน์ โชติรัตนศักดิ์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์, พริกขิง สุรีย์ญะเรศ ยะคะเรศ, เทอร์โบ-ชนกชนม์ บุญมานะวงศ์, ฟลุ๊ค-ณัฐนนท์ ทองแสง และ เซียงเซียง-พรสรวง รวยรื่น จากนั้นรับชมการแสดงจาก TPC MUSIC และปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตสุดพิเศษจากวง COCKTAIL

นายปิยวิทย์ หวังชูธรรม นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 ประธานโครงการฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 ฝั่งธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้จัดงาน TU TURN เพราะ เวลา…ไม่เยียวยา เพื่อเป็นการเปิดตัวนักฟุตบอลทีมธรรมศาสตร์และเสื้อธรรมศาสตร์ และเรียกพลังความพร้อมของทีม ธรรมศาสตร์ หลังจากที่องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) ได้เปิดตัวทีมจุฬาฯ ไปแล้วกับงาน CHULA BAKA BEGINS สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งภายในงาน TU TURN เพราะเวลา…ไม่เยียวยา ทีมธรรมศาสตร์ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และความพร้อมก่อนจะลงสนามจริงในงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬา – ธรรมศาสตร์ 2024”

สําหรับงาน TU TURN เพราะเวลา…ไม่เยียวยา ถือเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 หรือ CU – TU Unity Football Match 2024 ที่กําลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 มีนาคม 2567 นี้ ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย เทศกาลสุดยิ่งใหญ่จากความร่วมมือร่วมใจของนักศึกษาและนิสิตสองสถาบัน ที่จะกลายเป็นปรากฎการณ์ครั้งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันฟุตบอลจากทีมนักกีฬามากฝีมือ ขบวนพาเหรดมหาวิทยาลัย และขบวนล้อการเมือง รวมไปถึงการแปรอักษรที่รอคอยให้ทุกคนมาลุ้นไปด้วยกัน มากไปกว่านั้นทุกคนจะได้พบกับ การแสดงจากชุมนุมที่หลากหลายและมากด้วยความสามารถ พร้อมกับศิลปินสุดพิเศษ ที่จะมาทําให้งานครั้งนี้สนุกสนาน และน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น

ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เตรียมพบกับเซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่จากฝั่งจุฬาฯ กับงาน CU READY ที่กําลังจะเกิดขึ้น ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 ณ สามย่านมิตรทาวน์ และงาน TU BOOM จากฝั่งธรรมศาสตร์ ในวันที่ 22 มีนาคม 2567 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่มาเพิ่มความน่าตื่นเต้นก่อนเข้าสู่เทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024

ผู้ที่สนใจเป็นส่วนหนึ่งของงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 สามารถสั่งซื้อเสื้อ Golden Seed พร้อมกัน ในวันที่ 4 มีนาคมนี้ ได้ที่ Warrix Lifestyle Siam Square สยามสแควร์ BLOCK

Fort Warrix โครงการสเตเดี้ยมวัน จุฬา ซ.4 (BTS สนามกีฬาฯ) The Mall Lifestyle Bangkae เดอะมอลล์ บางแค ชั้น 1 Warrix Sport & Lifestyle Shop, The Mall Bangkapi เดอะมอล์ บางกะปิ ชั้น 1 และช่องทางออนไลน์ http://www.warrix.co.th

สําหรับนิสิต นักศึกษา ศิษย์เก่า และบุคคลภายนอกที่สนใจเข้าร่วมงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬา – ธรรมศาสตร์ 2024 ซื้อบัตรได้ที่ Ticketmelon: https://www.ticketmelon.com/thammasatsu/teamthammasat หรือรับชมการถ่ายทอดสดในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬา – ธรรมศาสตร์ 2024 วันที่ 31 มีนาคม 2567 ได้ฟรีผ่านทาง AIS PLAY ทุกช่องทาง

พสกนิกรทั่วประเทศ รวมพลังปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมใจสวมใส่ชุดสีม่วง ถวายกำลังใจแด่’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788923

พสกนิกรทั่วประเทศ รวมพลังปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมใจสวมใส่ชุดสีม่วง ถวายกำลังใจแด่'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

พสกนิกรทั่วประเทศ รวมพลังปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมใจสวมใส่ชุดสีม่วง ถวายกำลังใจแด่’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 20.13 น.

พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ รวมพลังแสดงจุดยืนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และร่วมใจสวมใส่ชุดสีม่วง ถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย 

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากกรณีปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้มีการเสนอเรื่องที่มีบุคคลได้ขับรถยนต์บีบแตรรถยนต์ลากยาวระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะเสด็จผ่านทางร่วมต่างระดับมักกะสัน โดยมีพฤติการณ์ขับรถยนต์ด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทันขบวนเสด็จซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดกั้นรถยนต์คันดังกล่าวจนได้มีการโต้เถียง ซึ่งต่อมาได้เกิดการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 ศาลอาญาได้ออกหมายจับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้วนั้น โดยในห้วงระหว่างวันที่ 20 – 22 ก.พ. 2567 พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศพร้อมใจสวมใส่ชุดสีม่วง รวมพลังแสดงจุดยืนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อาทิ

1. จังหวัดกำแพงเพชร ที่ลานกิจกรรมลานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สิริจิตอุทยาน ต.ในเมือง อ.เมืองกำแพงเพชร นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร พร้อมด้วยประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกำแพงเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ประชาชน และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมกิจกรรมรวมพลังถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นคนดีและพลังของแผ่นดิน และร่วมถวายกำลังใจสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กว่า 10,000 คน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สวมใส่เสื้อสีม่วงพร้อมยืนเป็นรูปหัวใจสีม่วง ภายใต้กรอบสีเหลืองและสีขาว สะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรยังได้นำกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมกล่าวคำว่า “ชาวกำแพงเพชรรักสมเด็จพระเทพ” พร้อมกัน 3 ครั้ง และร่วมกันร้องเพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง”

2. จังหวัดระยอง ที่ลานกิจกรรมกองการบินทหารเรือ กองทัพเรือ ต.พลา อ.บ้านฉาง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในการนำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชาวระยองทุกหมู่เหล่ากว่า 2,000 คน ร่วมกันใส่เสื้อโทนสีม่วง ประกอบพิธีเฉลิมพระเกียรติถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมนำกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี นอกจากนี้ยังมีการแปรอักษรรูปหัวใจ และเกือกม้าล้อมรอบ เพื่อสื่อให้เห็นถึงการปกป้องดวงใจของปวงชนชาวไทย 

3. จังหวัดยะลา ที่บริเวณวงเวียนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองยะลา หน้าศาลากลางจังหวัดยะลา นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดยะลา นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และพสกนิกรจังหวัดยะลา ร่วมกิจกรรมรวมพลังแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาได้เปิดกรวยถวายราชสักการะ พร้อมทั้ง ประกาศเจตนารมณ์แห่งความจงรักภักดี นำผู้เข้าร่วมกิจกรรมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชันเสียงดังกึกก้อง เพื่อถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

4. จังหวัดหนองบัวลำภู ที่บริเวณลานหน้าเสาธง ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู นายสุวิทย์ จันทร์หวร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดหนองบัวลำภู ร่วมใจกันสวมใส่เสื้อสีม่วง วางพานพุ่มสักการะ ถวายราชสดุดี ถวายบังคม ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องและถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย และร้องเพลงชาติไทย เพลงสรรเสริญพระบารมี โดยเปล่งเสียงร้อง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณพิธี

5. จังหวัดสตูล ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลางจังหวัดสตูล นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสตูล รองผู้ว่าราชการจังหวัด นำหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการตุลาการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ภาคเอกชน และประชาชนจำนวนมาก กล่าวถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

6. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ลานด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ลานหน้าศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดร.ธวัชชัย นิมา นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 25 จังหวัดภาคกลาง นำกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสารวัตรกำนัน จาก 16 อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กว่า 1,600 คน รวมพลังน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 

7. อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ณ หอประชุมอำเภอทับสะแก นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอทับสะแก พร้อมด้วยนายกเทศมนตรีตำบลทับสะแก นายก อบต.เขาล้าน นายก อบต.นาหูกวาง ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ตลอดจนภาคีเครือข่าย และพสกนิกรชาวอำเภอทับสะแก พร้อมใจแต่งชุดโทนสีม่วง แสดงพลังแห่งความจงรักภักดี ถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมร่วมกันกล่าวคำถวายพระพร “ทรงพระเจริญ” และร่วมร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

8. อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย หมู่ที่ 9 ตำบลไทร นางสาวสุภาพ แสนมี นายอำเภอคลองหาด เป็นประธานในพิธีกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เพื่อถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอคลองหาด ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ และจิตอาสาพระราชทาน ร่วมกันจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” กิจกรรมประกอบด้วย การปลูกต้นไม้ กวาดใบไม้ และทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมจำนวน 100 คน

9. อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบุรีรัมย์ นายกันวลินทร์ เมืองแก้ว นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นำหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พสกนิกรชาวอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ร่วมกิจกรรมปกป้องสถาบัน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี เทิดทูนต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย โดยได้พร้อมใจกันร่วมแปรอักษรเป็นรูปหัวใจ 2 ดวงชนกัน เป็นรูปหัวใจสีม่วงกับหัวใจสีเหลือง อย่างพร้อมเพรียง และสวยงาม เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา และความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงมีพระราชปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก เดือดร้อน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา อำนวยประโยชน์สุข เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ขจัดปัดเป่าเภทภัยให้แก่อาณาประชาราษฎร์ในทุกถิ่นที่ของผืนแผ่นดินไทย ก่อเกิดประโยชน์อันไพศาลแก่พสกนิกรชาวไทย จึงขอเชิญชวนให้คนไทยช่วยกันสนองแนวพระราชดำริในโครงการต่าง ๆ อาทิ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน และขยายผลต่อไปด้วยการทำผ่านมือเล็ก ๆ ทั้งสองมือของพวกเราให้เกิดพลังการเปลี่ยนเเปลงอันยิ่งใหญ่ ร่วมกันทำความดีถวายพระพร ทำให้แนวพระราชดำริเกิดผลลัพธ์ที่ทวีความสมบูรณ์พูนสุข สร้างคุณภาพชีวิต สร้างรอยยิ้ม สร้างความรักความสามัคคีให้แก่ชาติบ้านเมือง อันเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยไปด้วยกัน 

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ด้วยการเผยแพร่คลิป Music Video เพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง” ที่กระทรวงมหาดไทยจัดทำเพื่อถวายกำลังใจด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผ่านลิงก์ https://youtu.be/BPoLGRE0088?si=A_PZBi_OzTN9xxLj ทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำ