‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788875

'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 18.02 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพระราชทานลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” เพื่อเชิญไปมอบแก่ศิลปินช่างทอผ้าและหัตถกรรมไทยทั่วประเทศ ไปถักทอผสมผสานกับลวดลายภูมิปัญญาพื้นถิ่นตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 12.45 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ หอประชุมไพรพะยอม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางทรงลักษณ์ วรภัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี รองศาสตราจารย์ธรรมรักษ์ ละอองนวล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ภริยานายกรัฐมนตรี นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางปรียาพรรณ ละอองนวล ภริยาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ข้าราชการและประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ

เมื่อเสด็จถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเข้าสู่บริเวณนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีกลุ่มผู้เฝ้ารับเสด็จขอพระราชทานคำแนะนำ จำนวน 30 กลุ่ม ได้แก่ ผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์, ชุมชนภูไทดำ จังหวัดกาฬสินธุ์, แพรวาโสภารักษ์ จังหวัดกาฬสินธุ์, ไหมสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์, ไชยมหา ไหมแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์, ไหมมีชัย จังหวัดชัยภูมิ, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติหนองบัวแดง ไหมมีชัย จังหวัดชัยภูมิ, วิสาหกิจชุมชนสหกรณ์จักสานกกเหล่าพัฒนา จังหวัดนครพนม, กลุ่มหัตถกรรมจากกกเหล่าพัฒนา จังหวัดนครพนม, นางจิระภา ด่านเจ้าแดง (แฝดสาว88) จังหวัดนครพนม, กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ จังหวัดบึงกาฬ, กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านดงสาร จังหวัดบึงกาฬ, กลุ่มแปรรูปฝ้ายธรรมมือ จังหวัดมุกดาหาร, กลุ่มทอผ้ายกดอกลายโบราณ จังหวัดร้อยเอ็ด, กลุ่มทอผ้าลัลณ์ลลิล จังหวัดร้อยเอ็ด, กลุ่มย้อมสีธรรมชาติลักษณ์พิน จังหวัดร้อยเอ็ด, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าไหมวัยรุ่น Thai young silk จังหวัดศรีสะเกษ, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านน้อยนาเจริญ จังหวัดศรีสะเกษ, กลุ่มจักสานหวายบ้านทับทิมสยาม 07 จังหวัดศรีสะเกษ, กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านคำประมง จังหวัดสกลนคร, กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านอูนดง – หนองไชยวาลย์ จังหวัดสกลนคร, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง จังหวัดสกลนคร, กลุ่มทอผ้าหัสดินทร์ จังหวัดสุรินทร์, กลุ่มจักสานวัสดุธรรมชาติ จังหวัดหนองคาย, กลุ่ม THORR’s จังหวัดอำนาจเจริญ, กลุ่มเฮือนไหมมนัสวรรณ ไหมแท้ที่แม่ทอ จังหวัดอุดรธานี, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตลาดน้ำริมโขงเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี, กลุ่มต้นเทียนไหมไทย จังหวัดอุบลราชธานี, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตลาดน้ำริมโขงเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มศิลปาชีพ ซึ่งทุกกลุ่มใช้สีและวัตถุดิบมาจากธรรมชาติตามแนวพระดำริแฟชั่นยั่งยืน (Sustainable Fashion) ที่พระราชทานแนวทางไว้ในการเสด็จเยี่ยมเยียนในปีที่ผ่านมา อันเป็นการลดปัญหาภาวะโลกร้อน โดยผลงานทุกชิ้นมีตราสัญลักษณ์ Sustainable Fashion ที่ทรงออกแบบและพระราชทานให้กระทรวงมหาดไทยเชิญไปมอบให้ทุกกลุ่มที่ดำเนินการพัฒนาผลงานตามพระดำริ นอกจากนี้ พระองค์ทรงมีพระดำรัสให้รื้อฟื้นผ้าอัญญานาง ผ้าโบราณอำเภอบุญฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งการศึกษาค้นคว้าประวัติและเทียบเคียงกับผ้ากาบบัวซึ่งเป็นผ้าทอโบราณของจังหวัดอุบลราชธานี และภายหลังจากทรงมีพระวินิจฉัยและพระราชทานคำแนะนำเสร็จสิ้นแล้ว เสด็จไปทอดพระเนตรการแสดงชุด กังวานก้องฆ้องทรายมูล โดยวงโปงลางบัวอุบล มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ผลงานโดยนักศึกษาและคณาจารย์ สาขาวิชานาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่ได้นำเอาผลิตภัณฑ์ชุมชนอันเป็นเอกลักษณ์ของตำบลทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มานำเสนอในรูปแบบนาฏศิลป์สร้างสรรค์ในการแสดงโปงลาง

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จไปยังบ้านคำปุน ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทอดพระเนตรนิทรรศการบ้านคำปุน แล้วเสด็จไปทรงสักการะปราสาทประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปไม้โบราณปางห้ามสมุทร ศิลปะล้านช้าง จากนั้น เสด็จไปพระราชทานลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” แก่แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ภริยานายกรัฐมนตรี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเชิญไปมอบแก่ศิลปินช่างทอผ้าและหัตถกรรมไทยทั่วประเทศ ซึ่ง “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” นี้ เป็นลายที่ได้ทรงศึกษาค้นคว้าลวดลายผืนผ้าจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และทรงนำมาออกแบบลายพระราชทานเนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ 72 พรรษา โดยมีลายพระราชทานหลักจำนวน 4 ลาย ได้แก่ “ลายวชิรภักดิ์” ที่ได้รับแรงบันดาลพระทัยจากอักษร “ว” ซึ่งเป็นอักษรพระปรมาภิไธยตัวแรกในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ 2567” ที่ทรงออกแบบต่อยอดจากลายพระราชทานลำดับแรก “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”, “ลายหัวใจ” สื่อถึงความรักและความห่วงใยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยในทุกภาคทั่วประเทศ และ “ลายดอกรักราษฎร์ภักดี” โดยทรงออกแบบต่อยอดจากลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” สื่อถึงความรักและความภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยพระราชทานแบบตั้งต้นไว้ 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทผ้ากาบบัว, ประเภทผ้ายก, จก, ขิด, แพรวา, ประเภทผ้ามัดหมี่ และประเภทผ้าบาติก ซึ่งสามารถนำลายพระราชทานหลักทั้ง 4 ลายนี้ ไปถักทอผสมผสานกับลวดลายภูมิปัญญาพื้นถิ่นตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง ยังผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ก่อนเสด็จกลับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทอดพระเนตรการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น ชุด สิริวชิรายุ – อุบลราษฎร์ภักดี (Siri Vajirayu Ubonrathbhakdi) ที่เป็นการรวมพลังความรู้รักสามัคคีของเด็กและเยาวชนชุมชนบ้านหนองบ่อ นำเสนอการฟ้อนกลองตุ้มในชุดผ้าเมืองอุบลดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ ติดตามด้วยการฟ้อนผ้ากาบบัวของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ศิลปินหมอลำวัยรุ่น เต๋า ภูศิลป์ อีกทั้งคณะฟ้อนถวายการต้อนรับของช่างทอผ้าบ้านคำปุน ทั้งมาลัยสาย และธงอีสานประกอบความงามของชุดการแสดงนี้ โดยนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีทุกคน ล้วนมีความปลื้มปีติยินดีและสำนึกในพระกรุณาคุณในการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จฯ มาพระราชทานลายผ้า “สิริวชิราภรณ์” ที่บ้านคำปุน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ด้วยความจงรักภักดีอย่างสูงสุด

– 006

เปิด TOP 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่นักเรียนอยากเข้าเรียนมากที่สุดในปี 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788767

เปิด TOP 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่นักเรียนอยากเข้าเรียนมากที่สุดในปี 2023

เปิด TOP 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่นักเรียนอยากเข้าเรียนมากที่สุดในปี 2023

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.56 น.

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เว็บไซต์ Thailand Education Ranking (TER) จัดอันดับมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ยอดนิยมในปี 2023 ที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุด ดังนี้

อันดับ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

อันดับ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

อันดับ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

อันดับ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

อันดับ 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎณ์ธานี

อันดับ 6 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

อันดับ 7 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

อันดับ 8 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

อันดับ 9 มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

อันดับ 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ขอบคุณข้อมูล : Thailand Education Ranking (TER)

‘ผู้ค้ำ กยศ.’เฮ!ถอนบังคับคดีทันทีทุกราย หลัง‘ผู้กู้ยืม’เข้าปรับโครงสร้างหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788703

‘ผู้ค้ำ กยศ.’เฮ!ถอนบังคับคดีทันทีทุกราย หลัง‘ผู้กู้ยืม’เข้าปรับโครงสร้างหนี้

‘ผู้ค้ำ กยศ.’เฮ!ถอนบังคับคดีทันทีทุกราย หลัง‘ผู้กู้ยืม’เข้าปรับโครงสร้างหนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 10.32 น.

กยศ.เผยผู้กู้ยืมเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วกว่า 5,000 ราย ‘ผู้ค้ำประกัน’จะหลุดพ้นความรับผิดทันทีหลังลูกหนี้ทำสัญญา พร้อมถอนการบังคับคดีทุกรายที่ผู้กู้ยืมปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ผู้กู้ยืมลงทะเบียนนัดหมายวันเข้าทำสัญญาล่วงหน้าทางเว็บไซต์ พร้อมทยอยทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทั่วประเทศ

22 กุมภาพันธ์ 2567 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า กองทุนฯได้เปิดให้ผู้กู้ยืมที่ลงทะเบียนนัดหมายเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้กู้ยืมเข้ามาทำสัญญาแล้วกว่า 5,000 ราย หลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดทันที โดยกองทุนฯจะดำเนินการถอนการบังคับคดีผู้ค้ำประกันทุกรายที่ผู้กู้ยืมได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว

ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมที่มีสิทธิ์เข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ได้แก่ ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระทุกกลุ่ม โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้กู้ยืมผ่อนชำระเงินคืนกองทุนฯเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันทุกเดือน ผู้กู้ยืมต้องชำระภายในวันที่ 5 ของทุกเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี และในการชำระเงินงวดสุดท้าย ผู้กู้ยืมต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ เมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้น กองทุนฯจะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด

สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว กองทุนฯรีบดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกดำเนินคดีหรือบังคับคดีให้ได้มีโอกาสผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาใหม่ และเพื่อปลดภาระผู้ค้ำประกันทุกรายหลังจากที่มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว

“ผู้กู้ยืมสามารถลงทะเบียนนัดหมายเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทางเว็บไซต์ http://www.studentloan.or.th โดยจะเปิดให้เข้ามาทำสัญญาทุกวันไม่เว้นวันหยุด เวลา 09.00 – 20.00 น. และสำหรับผู้กู้ยืมตามจังหวัดต่างๆ กองทุนฯจะทยอยดำเนินการและประกาศให้ทราบผ่านทางเว็บไซต์ กยศ. ต่อไป ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้ผู้กู้หลายแสนคนสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ปลดภาระผู้ค้ำประกัน รวมถึงลดกระบวนการดำเนินคดี/บังคับคดี โดยจะมีเงินกลับเข้ามาที่กองทุนฯอย่างต่อเนื่อง และทำให้มีเงินหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา รุ่นน้องต่อไป” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’ พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788565

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’  พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’ พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.10 น.

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ชายหาดบางแสนเกิดความเปลี่ยนแปลงในระยะกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง สสส. เทศบาลเมืองแสนสุข และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สร้างชายหาดบางแสนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย ปลอดแอลกอฮอล์ และบุหรี่ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย ผ่านการสร้างความร่วมมือของผู้ประกอบการ เครือข่ายเยาวชน และนักท่องเที่ยว ที่ให้ความสำคัญและร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าปัญหาสำคัญถ้าไม่ปลูกฝังเยาวชนให้ห่างจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ คุณภาพชีวิตพวกเขาก็จะไม่ดี แต่หากตัวเยาวชนเองสามารถเป็นต้นแบบที่ดีจะทำให้คนรอบข้างดีขึ้นด้วย จากผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบเยาวชน คนรุ่นใหม่ อายุ 15-24 ปี ดื่มแอลกอฮอล์ 20% หรือ 1.9 ล้านคน ถือว่าลดลง เช่นเดียวกับบุหรี่ที่พบการสูบเหลือแค่ 12%

“การเปลี่ยนแปลงที่ชายหาดบางแสน ไม่เพียงสร้างสุขภาวะที่ดีให้เกิดในพื้นที่ แต่ยังนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกคน ทุกเพศทุกวัย ลดปัญหาจากคนเมาและปราศจากควันบุหรี่ ทำให้เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวที่มาพักผ่อนได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ไม่มีกลิ่นสุราหรือควันบุหรี่ หาดบางแสนจึงเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมในการสร้างชุมชนท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและปลอดภัย ทั้งนี้ ในเทศกาลสงกรานต์นี้ยาวนานถึง 21 วัน อาจต้องดูแลพื้นที่เป็นพิเศษเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความปลอดภัย และอยากให้ทุกจังหวัดพิจารณาการจัดโซนนิ่ง พื้นที่สำหรับครอบครัวเพื่อให้คนไทยคนต่างชาติได้เข้ามาท่องเที่ยวและจดจำวัฒนธรรมที่ดีกลับไป” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

นายสวัสดิ์ หอมปลื้ม รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ชายหาดบางแสนเปลี่ยนแปลงทั้งกายภาพและพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น เช่น นักท่องเที่ยวเริ่มมีคุณภาพมากขึ้นการทะเลาะวิวาทที่เป็นผลมาจากการบริโภคเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ลดลง และจะพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการท่องเที่ยวให้ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้นอีกหลายมิติ เช่น การขยายพื้นที่รองรับจุดจอดรถ ยกระดับมาตรฐานชายหาดให้เป็นสากล Universal Beach การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ในทุกมิติ ทั้งนี้ ในปีนี้เทศบาลเตรียมจัดกิจกรรม งานวันไหลสงกรานต์ ปี 2567 ที่ชายหาดบางแสน ซึ่งเป็นกิจกรรมปลอดเหล้าและบุหรี่ เพื่อร่วมมอบความสุขให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ และร่วมอนุรักษ์เทศกาลปีใหม่ของไทยอีกด้วย

ผศ.ดร.เกศรา สุกเพชร อาจารย์ประจำคณะจัดการท่องเที่ยวนิด้า กล่าวว่า การสร้างเครือข่ายเยาวชนจะทำให้เกิดการร่วมปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของบางแสนได้มากขึ้น ซึ่งได้ดึงเยาวชน 395 คน เข้าร่วมกิจกรรม 5 ฐานปลูกฝังการเรียนรู้ในวัยที่อาจสุ่มเสี่ยงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่หรือแอลกอฮอล์ให้รู้ถึงพิษภัยเหล่านี้ และสร้างเป็นเครือข่ายช่วยทำให้พื้นที่ชายหาดบางแสนปลอดเหล้าและบุหรี่ นำไปสู่การลดปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ได้อย่างดี โดยในปัจจุบัน 90% ของชายหาดบางแสน ไม่พบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ในจุดที่ห้ามขาย ขณะที่นักท่องเที่ยวให้ความร่วมมืออย่างดี ส่วนอีก 10% อาจพบพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามกฎ จะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและให้ข้อมูล

ดร.บุญเกิด กลมทุกสิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนแสนสุข กล่าวว่า โรงเรียนแสนสุขได้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นปีที่ 2 แล้ว เด็กนักเรียนมีบทบาทช่วยสร้างความตระหนักปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติด เป็นพลังให้กับชุมชนแสนสุข ส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแลชายหาดบางแสนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการเรียนรู้จากฐานกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและส่งเสริมจิตสำนึกร่วมกัน ในการสร้างสังคมที่ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ ตลอดจนบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ นับเป็นบทบาทสำคัญของสถานศึกษา

วศ.อว. เตือนภัย ‘ภาวะฝนกรด’ กระทบสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788562

วศ.อว. เตือนภัย ‘ภาวะฝนกรด’ กระทบสุขภาพ

วศ.อว. เตือนภัย ‘ภาวะฝนกรด’ กระทบสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตามที่มีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล สื่อโซเชียลได้โพสต์ภาพฟองสีขาวที่บริเวณต้นไม้ริมทางเท้าภายหลังฝนตก โดย กรณีฟองที่เกิดริมทางเท้านั้นสามารถอธิบายได้ว่า เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นจากอากาศที่ถูกดักจับโดยของเหลวที่มีแรงตึงผิวสูงมาก โดยการเกิดฟองอากาศจะประกอบด้วย 1.ของเหลว คือ ฝนกรด 2.อากาศที่แทรกอยู่ในรูพรุนขนาดเล็กของพื้นดินหรือพื้นยางมะตอย 3.สารลดแรงตึงผิว บนพื้นผิวถนน และบรรยากาศ ประกอบไปด้วยสารจำพวกน้ำมัน (โดยเฉพาะพวกน้ำมันปิโตรเลียม) เช่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันจากสารทำความเย็น น้ำมันเบรก และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดจากฝนและมลพิษ ในรูปของฝนกรดนั่นเอง 

ปรากฏการณ์ฝนกรดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันมีสาเหตุสำคัญมาจากกิจกรรมของมนุษย์โดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะการเผาไหม้ถ่านหินในอุตสาหกรรมไฟฟ้า การปล่อยควันพิษและของเสียจากโรงงานต่างๆ รวมไปถึงมลพิษจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ โดยกระบวนการเผาไหม้ถ่านหินและน้ำมันดังกล่าว มีการปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) รวมถึงฝุ่นละอองออกสู่บรรยากาศ และทำปฏิกิริยากับไอน้ำหรือน้ำฝน เปลี่ยนรูปไปเป็นกรดซัลฟิวริก (H2SO4) กรดไนตริก (HNO3) และกรดชนิดอื่นๆ ตกลงมาบนพื้นผิวโลก ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ผืนดิน ป่าไม้และสิ่งก่อสร้างอย่างมาก มากไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรงอีกด้วย นั่นคือฝนกรดสร้างความระคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตาและระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงระบบทางเดินอาหารเนื่องจากการบริโภคน้ำฝนที่เพิ่งตกลงมาใหม่ๆ อาจเสี่ยงต่อการดื่มน้ำที่มีสภาวะเป็นกรดและมีสารพิษปนเปื้อน

อธิบดี วศ. แนะนำประชาชนควรหลีกเลี่ยงการตากฝน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ทั้งโรคระบบทางเดินหายใจและโรคผิวหนัง หากโดนฝนเมื่อกลับบ้านควรรีบอาบน้ำ สระผมเพื่อชำระสิ่งสกปรกแล้วเช็ดตัวเป่าผมให้แห้ง นอกจากนั้นไม่ควรรองรับน้ำฝนที่ตกในช่วงแรกๆ เพื่อการอุปโภคและบริโภค ควรปล่อยให้ฝนตกสักระยะหนึ่งก่อนเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกในอากาศและหลังคาให้สะอาดเสียก่อน

การแก้ไขการเกิดฝนกรดอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การลดจำนวนปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ที่จะเข้าสู่บรรยากาศจากโรงงานไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปและยานพาหนะ โดยทางโรงงานจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการเกิดก๊าซมลพิษเหล่านี้ โดยการจัดให้มีอุปกรณ์ในการดักจับอย่างถูกต้องนอกจากนั้นการแก้ไขที่ต้นตอนั่นคือ ตัวเราเอง โดยเราสามารถช่วยกันประหยัดพลังงานไฟฟ้าให้เกิดการเผาไหม้น้อยที่สุดได้ เช่น การเปิดเครื่องปรับอากาศให้น้อยลงปิดไฟเมื่อไม่ใช้ ใช้รถยนต์ให้น้อยลงเพียงแค่เราร่วมมือกันคนละนิด ไม่ก่อให้เกิดการผลิตของเสียและการเผาไหม้ การเกิดฝนกรดก็จะลดน้อยลงไปโดยปริยาย

สวทช.พัฒนาสีลดอุณหภูมิ ล็อก..‘ความเย็น-ลดค่าไฟ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788564

สวทช.พัฒนาสีลดอุณหภูมิ  ล็อก..‘ความเย็น-ลดค่าไฟ’

สวทช.พัฒนาสีลดอุณหภูมิ ล็อก..‘ความเย็น-ลดค่าไฟ’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โลกเดือด ร้อนระอุ จนคนเริ่มทนไม่ไหว ลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ก็เปลืองไฟ แถมยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหนักกว่าเดิมจากปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้คนเริ่มมองหาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หนึ่งในนั้นคือ “สีทาบ้านที่มีคุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้” อย่างไรก็ตามแม้ผลิตภัณฑ์สีเหล่านี้จะช่วยลดอุณหภูมิได้ดี แต่ก็ยังลดได้ไม่เต็มที่นักเนื่องด้วยคุณสมบัติบางประการของสารประกอบที่เป็นข้อจำกัด นักวิจัยไทยที่เล็งเห็นถึงปัญหานี้จึงเร่งนำความเชี่ยวชาญเฉพาะทางพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนานวัตกรรม “Nano Cool Paint” สีทาภายนอกอาคารที่ช่วยลดอุณหภูมิได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป 3-4 องศาเซลเซียส และ “สารออกฤทธิ์ (active ingredient)” สำหรับประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์สีทาวัสดุต่างๆ ที่ต้องการลดอุณหภูมิ เช่น สีสำหรับพ่นตู้บรรจุสินค้ารถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ สีสำหรับทาตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทางเรือ

ดร.ศรัณย์ อธิการยานันท์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน (INC) นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า โดยทั่วไปส่วนประกอบหลักในสีทาภายนอกที่ทำหน้าที่ลดอุณหภูมิ คือ สาร TiO2 (ไทเทเนียมไดออกไซด์) ที่มีลักษณะอนุภาคสะท้อนแสงได้ดี แต่มีจุดอ่อนด้านการดูดแสง UV และแผ่รังสีความร้อนได้ไม่ดีนัก ส่วนสารประกอบอีกอย่างหนึ่งที่มีการใช้งานมาก คือ อนุภาค เซรามิกส์ขนาดประมาณ 10 ไมครอน ที่มีจุดเด่นด้านการแผ่รังสีความร้อนได้ดี แต่มีจุดอ่อนด้านการสะท้อนแสง ทำให้ในภาพรวมสารทั้งสองชนิดนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิได้
ไม่มากเท่าที่ควร และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอนุภาคนาโนมาใช้ในการออกแบบกระบวนการผลิตสารประกอบเพื่อลดข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้

นักวิจัย INC กล่าวต่อไปว่า สารประกอบที่ทีมวิจัยเลือกใช้แก้ปัญหามี 2 ชนิด คือ BaSO4 (แบเรียมซัลเฟต) และ SiO2 (ซิลิกอนไดออกไซด์) ที่มีคุณสมบัติเด่นตามธรรมชาติ คือ
“ไม่ดูดแสง UV” จึงช่วยลดอุณหภูมิให้แก่อาคารได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมสารทั้งสองชนิดนี้ยังมีจุดอ่อนด้านการสะท้อนแสงและแผ่รังสีความร้อนได้ไม่ดีเท่าสารอีก 2 ชนิด
ที่ใช้งานอยู่ทั่วไป ทีมวิจัยจึงได้ปรับลักษณะทางกายภาพของ BaSO4 และ SiO2 ด้วยเทคโนโลยีนาโนจนมีจุดแข็งที่เทียบเท่า ทำให้ในภาพรวมสารประกอบ BaSO4 และ SiO2 ที่พัฒนาขึ้น มีคุณสมบัติด้านการช่วยลดอุณหภูมิที่เหนือกว่า โดยภายหลังการพัฒนาสารประกอบเสร็จสิ้น ทีมวิจัยได้เดินหน้าวิจัย “สูตรการผลิตสีสำหรับทาภายนอกอาคารในชื่อ Nano Cool Paint” ต่อทันที ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาจนสำเร็จแล้วเช่นกัน จากการทดสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ Nano Cool Paint ช่วยลดอุณหภูมิในช่วงร้อนสุดของวันได้มากกว่าสีประเภทเดียวกันที่จำหน่ายทั่วไป 3-4 องศาเซลเซียส โดยหากเปรียบเทียบกับอาคารที่ไม่ได้ใช้สีทาภายนอกประเภทลดอุณหภูมิ ผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ร้อยละ
10-15 (กรณีที่เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส) ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้วทั้งผลิตภัณฑ์ Nano Cool Paint และเทคโนโลยีการผลิต BaSO4 และ SiO2 ชนิดปรับอนุภาคในระดับนาโน

ดร.ศรัณย์ กล่าวเสริมว่า ผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต BaSO4 และ SiO2 ชนิดปรับอนุภาคเพื่อนำไปใช้กับสูตรการผลิตเดิมไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องการใช้งานยาก เพราะผลิตภัณฑ์ที่ทีมพัฒนาขึ้นมีลักษณะเป็นสารสีขาวซึ่งเป็นสีพื้นฐานของผลิตภัณฑ์สีทาบ้านอยู่แล้วจึงใช้ทดแทนสารชนิดเดิมได้เลย ส่วนด้านการปรับสูตรให้ลงตัว คงคุณสมบัติเด่นต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ หากผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือทีมก็พร้อมให้บริการด้านการวิจัย

“ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาสูตรการผลิตผลิตภัณฑ์สีทาภายนอกอาคารแล้ว ปัจจุบันทีมวิจัยยังสนใจที่จะร่วมงานกับภาคเอกชนพัฒนาสีสำหรับใช้งานกับวัสดุชนิดอื่นๆ เช่น สีพ่นตู้บรรจุสินค้ารถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ สีทาตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทางเรือ หรือหากผู้ประกอบการ ท่านใดสนใจพัฒนาสีเพื่อการใช้งานในวัตถุประสงค์อื่นๆ ทีมวิจัยก็พร้อมให้บริการเช่นกัน” ดร.ศรัณย์ ระบุ

24 กุมภาพันธ์ คืนวันมาฆบูชา ‘ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788597

24 กุมภาพันธ์ คืนวันมาฆบูชา 'ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี'

24 กุมภาพันธ์ คืนวันมาฆบูชา ‘ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี’

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 17.46 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยคืนวันมาฆบูชา 24 กุมภาพันธ์ 2567 จะเกิดปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี” หรือ ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) ส่งผลให้ดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย สังเกตการณ์ได้ตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ สดร.เปิดเผยว่า วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา ดวงจันทร์เต็มดวงโคจรอยู่ในระยะไกลโลกที่สุดในรอบปี หรือเรียกว่า “ไมโครฟูลมูน” (Micro Full Moon) เวลาประมาณ 19:32 น. มีระยะห่างจากโลกประมาณ 405,909 กิโลเมตร คืนดังกล่าวดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเพียงเล็กน้อย เวลาที่เหมาะสมในการสังเกตการณ์ คือ ช่วงเย็นของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ตั้งแต่เวลาประมาณ 18:22 น. เป็นต้นไป ทางทิศตะวันออก

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วันขึ้น 15 ค่ำ หรือ วันเพ็ญ คือวันที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ด้านตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หันด้านที่ได้รับแสงอาทิตย์เข้าหาโลก ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์เต็มดวง เมื่อดวงอาทิตย์ลับของฟ้าทางทิศตะวันตก ดวงจันทร์เต็มดวงจะขึ้นทางทิศตะวันออก ดังนั้น ในวันที่ดวงจันทร์เต็มดวง จะไม่สามารถสังเกตดวงอาทิตย์ในเวลาเดียวกันได้ ซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน ดวงจันทร์จึงจะกลับมาเต็มดวงอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี 1 รอบ ใช้เวลา 27.3 วัน ส่งผลให้ในแต่ละเดือนจะมีทั้งวันที่ดวงจันทร์ใกล้โลกและไกลโลก แต่ทว่า ณ ขณะที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ตำแหน่งใกล้โลกที่สุด หรือไกลโลกที่สุด อาจไม่ใช่วันที่ดวงจันทร์เต็มดวงก็ได้ นักดาราศาสตร์จึงใช้ “ช่วงที่สามารถเห็นดวงจันทร์เต็มดวง” มากำหนดวันเกิดปรากฏการณ์ ที่เกี่ยวกับตำแหน่งการโคจรของดวงจันทร์ใกล้โลก และไกลโลกที่สุดซึ่งตำแหน่งที่ดวงจันทร์ใกล้โลกที่สุด เรียกว่า เปริจี (Perigee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 357,000 กิโลเมตร และตำแหน่งที่ดวงจันทร์ไกลโลกที่สุด เรียกว่า อะโปจี (Apogee) มีระยะห่างเฉลี่ยประมาณ 406,000 กิโลเมตร การที่ผู้คนบนโลกมองเห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติในคืนไกลโลกนั้น นับเป็นเหตุการณ์ปกติที่สามารถอธิบายได้ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

สำหรับปีนี้ ปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี” หรือ ซูเปอร์ฟูลมูน (Super Full Moon) จะเกิดขึ้นในคืนวันออกพรรษา 17 ตุลาคม 2567 มีระยะห่างจากโลกประมาณ 357,358 กิโลเมตร เวลา 18:28 น. ดวงจันทร์จะปรากฏสว่างเด่นเต็มดวง และมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย สามารถติดตามข้อมูลได้ทางเพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

– 006

‘เสมา 1’เร่งยกระดับคะแนน PISA พร้อมพัฒนาการจัดการศึกษาในภาพรวม ลดความเหลื่อมล้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788548

'เสมา 1'เร่งยกระดับคะแนน PISA พร้อมพัฒนาการจัดการศึกษาในภาพรวม ลดความเหลื่อมล้ำ

‘เสมา 1’เร่งยกระดับคะแนน PISA พร้อมพัฒนาการจัดการศึกษาในภาพรวม ลดความเหลื่อมล้ำ

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.16 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร ศธ.ว่า ที่ติดตามความคืบหน้าการยกระดับโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA โดยได้เร่งรัดให้คณะทำงานยกระดับคะแนน PISA ที่มี ดร.ธงชัย ชิวปรีชา อดีตผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นประธาน ให้มีการขับเคลื่อน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการตั้งคณะทำงานในแต่ละหน่วย โดยรับแนวทางการทำงาน จากคณะทำงานของ ดร.ธงชัย เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนให้เป็นเอกภาพเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแผนการดำเนินการ รวมถึงมีการวิเคราะห์แนวทางการดำเนินการ

“ที่ประชุมหารือเรื่องการยกระดับคะแนน PISA  เป็นประเด็นหลัก ทั้งนี้ PISA เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่จะมาบอกว่า มาตรฐานการศึกษาของเรายังมีความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการ เพื่อทำให้มาตรฐานการศึกษามีความใกล้เคียงกัน โดยมีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่จะต้องประสานการทำงานร่วมกัน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ในการดำเนินการยกระดับ PISA จะมีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะยาว จะต้องมีการปรับหลักสูตร ส่วนระยะสั้น จะให้มีโรงเรียนวิทยาศาสตร์เป็นพี่เลี้ยงเข้าไปช่วยโรงเรียนใกล้เคียง จัดหลักสูตรออนไลน์ เข้าไปช่วยอัพสกิล รีสกิล การจัดการเรียนการสอนให้กับครู ซึ่งโดยหลักการแล้ว ก็คงทำในลักษณะไฮบริด ทั้งระบบออนไลน์ ในภาพกว้างเพื่อให้การดำเนินการเห็นผลอย่างรวดเร็ว และหากยังมีครูกลุ่มใดที่ยังไม่แตกฉานก็อาจต้องมีการพัฒนาในรูปแบบออนไซต์อีกครั้ง ส่วนระยะสั้น คงไม่ใช่การจัดติวให้กับเด็กกลุ่มที่จะสอบในปี 2025 เป็นพิเศษ แต่จะดำเนินการพัฒนาการจัดการศึกษาในภาพรวม โดยตนพยายามย้ำมาตลอดว่า PISA เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ที่ต้องช่วยกัน คือ ทำอย่างไรให้เด็กทุกคน ได้รับการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพดีขึ้น ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ซึ่งล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้อนุมัติให้จัดทำแผนเสนอของงบประมาณในการจัดทำแพลตฟอร์ม ในปี 2568 ถือเป็นการดำเนินการระยะที่สอง หากมีความสมบูรณ์ก็คิดว่ามาตรฐานการศึกษาของเราจะดีขึ้นแน่นอน

“ผมขอย้ำเตือนผู้บริหาร ศธ.ทุกคน ช่วยกันขับเคลื่อนการจัดการศึกษา ซึ่งต้องยอมรับว่า ทุกคนมีความตื่นตัว และพยายามทำให้มีความเป็นธรรม โดยดำเนินการทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายครู ที่มีการปรับปฏิทินจากเดิมที่จะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 1 พฤษภาคม มาเป็นวันที่ 1 เมษายน เพื่อให้ครูมีเวลาเตรียมความพร้อมสำหรับจัดการเรียนการสอนทันเปิดภาคเรียนในวันที่ 16 พฤษภาคม เชื่อว่าการทำงานจะมีความเป็นระบบมากขึ้น ถือเป็นการทำงานที่เป็นระบบ และมีความเป็นเอกภาพ” รมว.ศธ.กล่าว

‘อรรถพล ใหญ่สว่าง’อดีตอัยการสูงสุด นำสมาคมนักเรียนเก่าเบญจมบพิตรฯจัดงานถวายพระพร‘ในหลวง ร.10’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788528

‘อรรถพล ใหญ่สว่าง’อดีตอัยการสูงสุด นำสมาคมนักเรียนเก่าเบญจมบพิตรฯจัดงานถวายพระพร‘ในหลวง ร.10’

‘อรรถพล ใหญ่สว่าง’อดีตอัยการสูงสุด นำสมาคมนักเรียนเก่าเบญจมบพิตรฯจัดงานถวายพระพร‘ในหลวง ร.10’

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.39 น.

“อรรถพล ใหญ่สว่าง”อดีตอัยการสูงสุด นำสมาคมนักเรียนเก่าเบญจมบพิตรฯจัดงานถวายพระพร แสดงความจงรักภักดี เนื่องในวโรกาสในหลวง ร.10 ครบ 6 รอบ 72 พรรษา

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สมาคมนักเรียนเก่าเบญจมบพิตร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนสามเสน แขวงดุสิต กรุงเทพฯ ได้จัดงานประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2567 ครบรอบ 124 ปี โดยปีนี้ ศ.พิเศษ อรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ในฐานะนายกสมาคมฯ , พล.อ.อ.วีรพงษ์ นิลจินดา อุปนายก , พล.ท.เจิมโชค ทุมมานนท์ อุปนายกฯ , นายเกษม เกียรติสูงส่ง เลขาธิการ และ รศ.ดร.นพ.พิทยา จารุพูนผล อดีตนายกสมาคมฯ นำชาวสมาคมนักเรียนเก่าเบญจมบพิตรฯ ร่วมกันถวายพระพร เนื่องในวโรกาสอันเป็นมงคล ครบ 6 รอบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ศ.พิเศษ อรรถพล เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร และสมาคมนักเรียนเก่าเบญจมบพิตร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับอนุญาตจดทะเบียนตั้งเป็นสมาคมนิติบุคคลก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2475 โดยใช้ชื่อ เบญจมบพิตรสมาคม มีวัตถุประสงค์เป็นหลักเพื่อส่งเสริม และธำรงรักษาไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ การกุศล และส่งเสริมการศึกษานักเรียนโรงเรียนเบญจมบพิตร หรือโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร , พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และให้ความช่วยเหลือต่อกัน ในระหว่างสมาชิกสมาคม นอกจากการถวายพระพรในช่วงรอบปีที่ผ่านมาทางสมาคมนักเรียนเก่าเบญจมบพิตรได้จัดกิจกรรมมากมาย ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อาทิ บันทึกเทปถวายพระพรสมเด็จพระพระราชินี , บันทึกเทปถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง , ให้การสนับสนุนกิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษาเเละวิชาการ รวมถึงแจกทุนการศึกษาจำนวนมาก และกิจกรรมทำบุญเพื่อทำนุบำรุงศาสนาตามวัดต่างๆ และกิจกรรมการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพและความสามัคคี

สำหรับ ศ.พิเศษ อรรถพล ใหญ่สว่าง เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนเก่าเบญจมบพิตร ในพระบรมราชูปถัมภ์ มาแล้ว 2 สมัย ตั้งแต่ช่วงปี 2554 – 2556 และสมัยที่ 2 ช่วงปี 2556 – 2558 โดยวาระที่ได้รับเลือกล่าสุดเป็นสมัยที่ 3 จะอยู่ในตำแหน่งตั้งแต่ปี 2566 – 2568

นอกจากนี้ ศ.พิเศษ อรรถพล เคยดำรงตำเเหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 11 และต่อมาได้รับเลือกจากอัยการทั่วประเทศให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอัยการ (ประธาน ก.อ.) จากการเลือกตั้งคนแรกตามกฎหมายใหม่ ยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการมูลนิธิอัยการ นายกสมาคมชาวฉะเชิงเทรา , นายกสภามหาวิทยาลัยพะเยา และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในหลายหน่วยงาน บุคคลดีเด่นต้านคอร์รัปชั่นประจำปี 65 จากสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หลังผลักดันร่างระเบียบสอบวินัย ระดับรอง อสส.

– 006

วศ.อว.เดินหน้าศูนย์ทดสอบ T-CAV ยกระดับความปลอดภัยยานยนต์ไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788356

วศ.อว.เดินหน้าศูนย์ทดสอบ T-CAV  ยกระดับความปลอดภัยยานยนต์ไทย

วศ.อว.เดินหน้าศูนย์ทดสอบ T-CAV ยกระดับความปลอดภัยยานยนต์ไทย

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ให้เป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ เป็นที่พึ่งของประชาชน และแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ ของประเทศโดยล่าสุดมอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) เร่งเดินหน้าผลักดันโครงการสร้างศูนย์ทดสอบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ (T-CAV) ณ EECi วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง เพื่อพร้อมให้บริการอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเป้ายกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล หวังดึงดูดการลงทุนของบริษัทชั้นนำระดับโลกทางด้านFuture mobility และเป็นตัวเร่งให้เกิดระบบนิเวศของบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวครอบคลุมการก่อสร้างสนามทดสอบ CAV สำหรับใช้ทดสอบระบบนำทางของรถอัตโนมัติ จำลองลักษณะของถนนในประเทศไทย โดยเฉพาะถนนในเขตเมือง สัญญาณจราจร ป้ายจราจร อุปกรณ์เสริมความปลอดภัย เช่น รั้วกันชน พื้นที่อับสัญญาณ เช่น อุโมงค์หรือหลังคา พื้นที่รบกวนสัญญาณภาพ เช่น พื้นที่มีเงารบกวนจากต้นไม้ พร้อมทั้งทดสอบระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV รวมไปถึงระบบสื่อสารและโทรคมนาคมแบบ WiFi, 4G LTE, 5G 2600MHz เพื่อตรวจสอบสมรรถนะการทำงานของโปรแกรมการนำทางและโปรแกรมเสริมความปลอดภัยในการขับขี่ รวมทั้งทดสอบการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างศูนย์ควบคุมกับรถอัตโนมัติหรือระหว่างรถอัตโนมัติให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมาตรฐานของสนามได้รับการรับรองจาก IDIADA ซึ่งเป็นบริษัทวิศวกรรมชั้นนำระดับโลกที่มีประสบการณ์ในการดำเนินงานทางด้านการทดสอบยานยนต์มากกว่า 25 ปี

ในปี 2566 วศ.อว. ได้ให้บริการทดสอบเพื่อยืนยันสมรรถนะระบบAutomatic Emergency Braking (AEB) ให้กับผู้ประกอบการ 3 ราย ได้แก่ BMW (Thailand), GPSC และ Horizon Plus โดยร่วมมือกับ วศ. ในการเตรียมขั้นตอนการทดสอบระบบ advance driver assistance system (ADAS) และระบบ autonomousdriving (AD) โดยการผลิตดังกล่าวจะอยู่ที่โรงงานผลิตยานยนต์ของ Horizon Plus ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ นอกจากนี้ยังได้ทดสอบยานยนต์เชื่อมต่อและขับขี่อัตโนมัติ มุ่งเน้นที่การทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัยของระบบช่วยขับขี่และระบบ ขับขี่อัตโนมัติlevel 3-4 จำนวน 4 นวัตกรรม ได้แก่ รถไฟฟ้าอัตโนมัติ (BYD e6) ของกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) รถกอล์ฟไฟฟ้าอัตโนมัติของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบบเก็บข้อมูลการเคลื่อนที่แบบใช้ GNSS แม่นยำสูง และหุ่นยนต์ส่งของระดับความอัตโนมัติ Level 4 ยี่ห้อ NEOLIX

ดังนั้น เมื่อโครงการนี้เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ วศ.อว. มั่นใจว่าจะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่และหุ่นยนต์ของประเทศให้ได้มาตรฐานระดับสากล สามารถกระตุ้นการลงทุนในพื้นที่ EEC และในประเทศโดยคาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ถึง 200,000 ล้านบาทภายในปี พ.ศ. 2573 โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของไทยให้สามารถสร้างนวัตกรรมที่ขายได้ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค มีผู้ประกอบการทางด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในไทยเพิ่มขึ้นและสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์รถอัตโนมัติ ยานยนต์ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์เสริมความปลอดภัยในการขับขี่ (ADAS) ของไทยได้เอง