สอศ.ประกาศสุดยอดผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติอาชีวศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788358

สอศ.ประกาศสุดยอดผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติอาชีวศึกษา

สอศ.ประกาศสุดยอดผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับชาติอาชีวศึกษา

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานพิธีปิดงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา การประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปี 2566 โดยมีนายอาคม จันทร์นาม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายนิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา นายอิทธิพล ภู่โกสีย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซียร์ พร๊อพเพอร์ตี้ จํากัด (มหาชน) ผู้แทนมูลนิธิ
อาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับภาค 5 ภาค คณะกรรมการดำเนินงาน ผู้แทนสถานประกอบการ ผู้บริหารสำนัก ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากร นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต จ.ปทุมธานี

นายยศพล กล่าวว่า งานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา การประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2566 เป็นความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของคณะกรรมการฯและระดับภาค 5 ภาค ตลอดจนคณะกรรมการดำเนินงานทุกท่าน ซึ่งงานสุดยอดนวัตกรรมฯ นำมาสู่ผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับชาติ ประจำปีการศึกษา2566 จำนวน 30 ผลงาน ใน 6 ประเภทการแข่งขัน โดยมีสถานศึกษาและผลงานที่ได้รับรางวัล ดังนี้

ประเภทที่ 1 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร อุตสาหกรรมสมัยใหม่ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานเครื่องคั่วกาแฟด้วยโอ่งดินชนิดไร้ควันระบบอัตโนมัติ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงานเครื่องกรอเส้นฝ้ายสำหรับถักทอด้วยระบบไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคลำพูน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานเครื่องใส่คอถุงและฝาจุกก้อนเชื้อเห็ดแครงระบบกึ่งอัตโนมัติ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ ผลงานอุปกรณ์วัดความอ่อน-แก่ ของทุเรียน NIR KTL-TC01 วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ รางวัล HONOR AWARD ได้แก่ ผลงานเครื่องคั่วกาแฟด้วยโอ่งดินชนิดไร้ควันระบบอัตโนมัติ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี

ประเภทที่ 2 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานแคชเชียร์อัจฉริยะ วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงานระบบแจ้งเตือนเพลิงไหม้อัจฉริยะ เวอร์ชั่น 2.0 วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานชุดเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นอัจฉริยะ วิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ ผลงานเครื่องระบุตำแหน่งถนนชำรุดด้วยเทคโนโลยีประมวลผลภาพระบบ AI วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี รางวัล HONOR AWARD ได้แก่ ผลงานเครื่องระบุตำแหน่งถนนชำรุดด้วยเทคโนโลยีประมวลผลภาพระบบ AI วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี

ประเภทที่ 3 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี พลังงาน สิ่งแวดล้อม รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานชุดเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้าระบบอัตโนมัติ วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงานตู้อบและรมควันประหยัดพลังงานสำหรับแปรรูปปลาเม็ง วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานเครื่องพ่นไอน้ำกรองอากาศอัตโนมัติด้วยระบบเทคโนโลยีพลังงานโซลาร์เซลล์ วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ ผลงานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ตัดแปลง EV Green Energy วิทยาลัยการอาชีพร้อยเอ็ด รางวัล HONOR AWARD ได้แก่ ผลงานตู้อบและรมควันประหยัดพลังงานสำหรับแปรรูปปลาเม็ง วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี

ประเภทที่ 4 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอาหาร รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานยำหยา ข้าวยำใบยอกึ่งสำเร็จรูป วิทยาลัยอาชีวศึกษาปัตตานี รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงานเพรทเซลโพสไบโอติก วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานเครื่องดื่มเยลลี่ข้าวไรซ์เบอร์รี่ผสมเม็ดบีดส์จุลินทรีย์โพรไบโอติกวิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ ผลงานผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวจากแป้งปลายข้าวหอมไชยาพันสาหร่ายเทียมจากใบชะคราม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี รางวัล HONOR AWARD ได้แก่ ผลงานเพรทเซลโพสไบโอติก วิทยาลัยอาชีวศึกษายะลา

ประเภทที่ 5 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Health Care) รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานลุคล้ม วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน วีลแชร์ แอนด์ วอล์คเกอร์ (Wheelchair and walker) วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน เครื่องฝึกสหสัมพันธ์ของมือและตา วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ รางวัลรองชนะเลิศอันคับ 3 ได้แก่ ผลงาน สมาร์ท บ๊อกซ์ เฮลแคร์ (Smart Box Health care) วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา รางวัล HONOR AWARD ได้แก่ ผลงาน วีลแชร์ แอนด์ วอล์คเกอร์ (Wheelchair and walker) วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา

ประเภทที่ 6 สิ่งประดิษฐ์ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์สู่เชิงพาณิชย์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แผ่นแว็กซ์กำจัดขนจากน้ำผึ้งชันโรงเสริมสารเหนียว ด้วยไมโครคริสตัลไลน์แว็กซ์ วิทยาลัยเทคนิคสตูล รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน แฮร์โทนิค เอ็กซ์ตร้า 6 พลัส (HAIR TONIC EXTRA 6 PLUS) วิทยาลัยการอาชีพพิชัย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานผลิตภัณฑ์มูสโฟมล้างมือเสริมยูจีนอลสกัดจากสมุนไพร วิทยาลัยการอาชีพเกาะสมุย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ ผลงาน ผลิตภัณฑ์ผ้าคลุมกระเป๋าเดินทางจากผ้าทอเกาะยอ (รักษ์ยอ Bag) วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา รางวัล HONOR AWARD ได้แก่ ผลงาน SUPANNIKA COSMETICS การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางน้ำหอม จากน้ำนมข้าวและสารสกัดธรรมชาติ วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด

“นับเป็นเรื่องดีๆ ที่นักเรียน นักศึกษาอาชีวะ ได้ใช้ความรู้ทางความสามารถจากการเรียนในสายวิชาชีพ รวมทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทางวิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ STEM ศึกษา มาพัฒนาผลงานนวัตกรรม และการแก้ปัญหาจากภูมิปัญญา เพื่อขับเคลื่อนสู่ชุมชน สู่เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกรางวัล ทุกสิ่งประดิษฐ์ที่เข้าร่วมการแข่งขัน ให้เราร่วมกันพัฒนา และส่งต่อถึงรุ่นน้องๆ ให้ช่วยกันชูผลงานจากสิ่งประดิษฐ์ ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ และภาพลักษณ์ที่ดีของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งการเรียนสายอาชีวะจะเป็นกำลังสำคัญเพื่อการพัฒนาภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศให้อย่างยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

ศธ.เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อความเสมอภาค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788359

ศธ.เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อความเสมอภาค

ศธ.เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาเพื่อความเสมอภาค

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ โครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ PISA แห่งชาติ ว่า มีมติแต่งตั้ง ดร.ธงชัย ชิวปรีชา อดีตผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เป็นประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการยกระดับ PISA โดยมีหน่วยงานต่างๆเข้าร่วม และจะมีคณะทำงาน ในมิติ ศธ.อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กรุงเทพมหานคร และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ฯลฯ ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการทำงาน ทั้งนี้ ในส่วนของ สช. เท่าที่ดูผลคะแนนประเมินค่อนข้างต่ำ จึงต้องไปดูรายละเอียดในการทำงานให้รอบด้าน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในการทำงานจะมีทั้ง ระยะสั้น และระยะยาว โดยระยะสั้น คือ การรับมือกับการสอบ PISA ในปี 2025 ให้มีผลการประเมินที่ดี ส่วนระยะยาว จะต้องมีการวางแผนในการยกระดับคุณภาพ สร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้มากขึ้น เพราะจากการประเมิน จะเห็นได้ชัดเจนว่า โรงเรียนสายวิทยาศาสตร์ต่างๆ จะได้คะแนนสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก ในขณะที่โรงเรียนขยายโอกาส หรือโรงเรียนสังกัดท้องถิ่น จะมีคะแนนประเมินPISA และคะแนนการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ค่อนข้างต่ำดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวมทั้งระบบ

“การประเมิน PISA ทำให้เห็นว่ามาตรฐานการศึกษาของประเทศไทยยังไม่เท่าเทียมกัน โดยจะมีการกำหนดระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจนเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ทุกหน่วยงานต้องเร่งดำเนินการ ส่วนการสอบในปี 2025 คะแนน PISA จะขยับมากขึ้นหรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจ แต่จะทำเต็มความสามารถ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่ตัวเด็กดังนั้นเราต้องทำให้เด็กเห็นความสำคัญของการสอบ PISA ซึ่งจากการลงไปตรวจเยี่ยมพื้นที่โรงเรียนต่างๆ ผมก็พยายามบอกกับเด็กๆ ให้เห็นความสำคัญและบอกเด็กเก่งๆ ต้องไปสอบ PISA เพื่อให้ตัวชี้วัดการสอบ PISA ของกระทรวงฯและของประเทศดีขึ้น เพราะนักลงทุนจะมาลงทุน ดังนั้น ผมก็หวังว่าผลการสอบ PISA ครั้งหน้าจะดีขึ้นแน่นอน” รมว.ศธ. กล่าว

‘ศุภมาส’ สั่งวิจัย ‘ปลาพญานาค’ พร้อมจัดแสดงนิทรรศการสัตว์ทะเลหายาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788360

‘ศุภมาส’ สั่งวิจัย ‘ปลาพญานาค’  พร้อมจัดแสดงนิทรรศการสัตว์ทะเลหายาก

‘ศุภมาส’ สั่งวิจัย ‘ปลาพญานาค’ พร้อมจัดแสดงนิทรรศการสัตว์ทะเลหายาก

วันพุธ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 05.30 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานจาก ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ว่า NSM ได้รับซาก “ปลาออร์” (Oarfish) หรือ “ปลาพญานาค” ตัวที่ 2 หลังจากพบซากติดอวนเรือประมง จ.ภูเก็ต เมื่อช่วงวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมาและ NSM ได้เดินทางไปรับซากปลาพญานาคเมื่อวันที่ 18 ก.พ.โดยตนได้กำชับให้ ผศ.ดร.รวิน ศึกษาวิจัยทั้งด้านอนุกรมวิธานและพันธุกรรม ซึ่งถือว่ามีความสำคัญทางวิชาการอย่างยิ่งเพราะปลาพญานาค ถือเป็นตัวอย่างสัตว์ทะเลหายาก ดังนั้น เป็นโอกาสที่ดีที่นักวิชาการด้านธรรมชาติวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญของNSM จะได้ทำการศึกษาปลาชนิดนี้เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูล จะได้เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต และที่สำคัญจะได้มีโอกาสนำไปจัดแสดงให้กับประชาชนและเยาวชนได้ดูสัตว์ทะเลหายากที่พบในทะเลไทยด้วย

ขณะที่ ดร.วีระ วิลาศรี ผอ.กองวิชาการสัตววิทยา สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา NSM เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งที่ 2 ในการพบ “ปลาออร์” (Oarfish) ในประเทศไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ซากปลาดังกล่าวเนื้อหนังอยู่ในสภาพดี แต่ส่วนหัวมีความเสียหายเล็กน้อยอาจจะเกิดจากตอนเก็บซากขึ้นมา แต่โดยรวมซากมีความสมบูรณ์ประมาณ 70% ซึ่งวัดขนาดความยาวได้ 2.85 เมตรน้ำหนัก 8.6 กิโลกรัม นับว่าเป็นการพบปลาชนิดนี้ตัวแรกที่ จ.ภูเก็ต โดยไต๋เล็ก เรือ ป.มัสยานำโชค 4 หน่วยงานประมงจังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยเเละพัฒนาประมงทะเลจังหวัดภูเก็ต และศูนย์ PIPO ได้ทำการตรวจสอบและนำมาส่งมอบให้กับ NSM เพื่อให้ทำการศึกษา โดยก่อนหน้านี้เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา NSM ก็เพิ่งได้รับซากตัวแรกมาจาก จ.สตูล แต่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์มากนักและถูกนำมาเก็บรักษาด้วยเทคนิคการดองเพื่อการศึกษาด้านอนุกรมวิธาน ซึ่งครั้งนี้เราได้รับมาอีก 1 ตัว ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่นักวิชาการด้านธรรมชาติวิทยาจะได้ทำการศึกษาปลาชนิดนี้ โดยเราจะศึกษาในแง่ลักษณะกายภาพของปลา สัณฐานวิทยา ลักษณะการกินอาหารของปลาชนิดนี้

ด้าน ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.NSM กล่าวว่า หลังจากทำการศึกษาซาก“ปลาออร์” เสร็จ ทั้ง 2 ตัว NSM จะนำไปเก็บรักษาด้วยวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เพราะถือเป็นสมบัติของชาติ และเตรียมนำไปจัดแสดงผ่านนิทรรศการเพื่อให้คนไทยได้เห็นตัวจริงกันต่อไป

‘นายกสภาทนายความ’จัดงานวันทนายความประจำปี 2567 มอบโล่ทนายความดีเด่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788398

'นายกสภาทนายความ'จัดงานวันทนายความประจำปี 2567 มอบโล่ทนายความดีเด่น

‘นายกสภาทนายความ’จัดงานวันทนายความประจำปี 2567 มอบโล่ทนายความดีเด่น

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 18.51 น.

“นายกสภาทนายความ”จัดงานวันทนายความประจำปี 2567 มอบโล่ทนายความดีเด่น มอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความรุ่นที่ 60 และมอบโล่รางวัลชนะเลิศให้แก่นักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันโต้วาทีภาคภาษาอังกฤษ

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถ.พหลโยธิน ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ เป็นประธานจัดงานวันทนายความ โดยในช่วงเช้าได้จัดพิธีสงฆ์ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ทนายความผู้ล่วงลับและได้มีการมอบโล่เกียรติคุณให้แก่ นายธีระศักดิ์ ชึขุนทด อดีตกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ ผู้มีจิตศรัทธา มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 103116 ต.พันชนะ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา จำนวน 1 ไร่ 1 งานเศษ ให้แก่สภาทนายความ

พร้อมทั้งได้มอบโล่ให้แก่ทนายความดีเด่น ประจำปี 2567 และมอบโล่รางวัลชนะเลิศให้แก่นักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันโต้วาทีภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งในปีนี้ ผู้ชนะเลิศได้แก่ นางสาวทอปัด พยุงธรรม นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากคณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ , นางสาวปัณฑารีย์ รัตนสัมพันธ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากคณะรัฐศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ และนายอาร่อน ลู้ค เรเยส นูกี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากคณะบริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ ทีมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรนานาชาติ

รองชนะเลิศอันดับหนึ่งได้แก่ นายธนกิตต์ แซ่จู นักศึกษาชั้นปีที่ 3 นางสาวกานต์พิชชา ราชสีหา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 และนางสาวอินจิน ไชย นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ (ทีมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ)

รองชนะเลิศอันดับสองได้แก่ นางสาวปัณฑารีย์ รัตนสัมพันธ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จาก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรนานาชาติ และนายอาร่อน ลู้คเรเยสนูกี นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากคณะบริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรนานาชาติ

สำหรับการจัดงานวันทนายความปีนี้ ได้จัดพิธีมอบใบอนุญาตให้เป็นทนายความ รุ่นที่ 60 โดย ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ ซึ่งถือว่าเป็นการจัดพิธีมอบใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทนายความเป็นครั้งแรก

– 006

สานฝันของเยาวชนคนรักดนตรี ในงานTHE GRAND STAGE AKARAKITA ปราจีนบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788258

สานฝันของเยาวชนคนรักดนตรี ในงานTHE GRAND STAGE AKARAKITA ปราจีนบุรี

สานฝันของเยาวชนคนรักดนตรี ในงานTHE GRAND STAGE AKARAKITA ปราจีนบุรี

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 13.43 น.

‘ร.ร.ดนตรีอัครคีตา-โรบินสัน ไลฟ์สไตล์’สานฝันของเยาวชนคนรักดนตรี ในงานTHE GRAND STAGE AKARAKITA ปราจีนบุรี

อาจารย์อัครพงษ์  รัตนวราห ผู้อำนวยการโรงเรียนดนตรีอัครคีตา จังหวัดปราจีนบุรี และสนับสนุนโดยโรบินสันไลฟ์สไตล์ จังหวัดปราจีนบุรี  เมื่อช่วงวันที่ 17 -18 กุมภาพันธ์  2567 ณ ลานกิจกรรม หน้าศูนย์อาหาร ชั้น 2 ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์จังหวัดปราจีนบุรี THE GRAND STAGE AKARAKITA ได้เปิดเวทีทำ กิจกรรมดนตรีดีๆ เพื่อเยาวชน ชุมชน และท้องถิ่น ในจังหวัดปราจีนบุรี  โดยมีการแสดงความสามารถทางดนตรีของคุณครูโรงเรียนดนตรีอัครคีตา จังหวัดปราจีนบุรี คุณครูหนึ่ง เปียโน  คุณครูป่าน ซอด้วง  คุณครูมะปราง ไวโอลีน   คุณครูโอ๋ ไวโอลีน  “บรรเลงเพลง….ในบทเพลงพระจันทร์แทนใจ” เล่นผสมผสานเครื่องดนตรีสากลกับเครื่องดนตรี

ทั้งนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนดนตรีอัครคีตา จังหวัดปราจีนบุรี เป็นบุคคลสำคัญที่มุ่งหวังจะทำให้ดนตรีเข้าถึงเยาวชนทุกคน  และทำให้ทุกคนเข้าถึงดนตรี  ซึ่งผ่านการเรียนการสอนจากผู้รู้เกี่ยวกับดนตรี และมีประสบการณ์ เล่นเครื่องดนตรี จากโรงเรียนดนตรีอัครคีตา จังหวัดปราจีนบุรี

นอกจากนี้ ทางโรงเรียนดนตรีอัครคีตา จังหวัดปราจีนบุรี ได้เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้แสดงความสามารถทางดนตรีที่ หลากหลายรูปแบบ ทั้งการเล่น การบรรเลง การขับร้อง  และการเต้น  อาทิ   กีต้าร์ ไวโอลิน กลอง เปียโน  แซกโซโฟน  ขับร้อง  เต้น โดยนักเรียนโรงเรียนดนตรีอัครคีตา จังหวัดปราจีนบุรี  จำนวน 350 ท่าน และทีมคุณครูผู้สอนทุกท่าน คือความฝันอันยิ่งใหญ่ ของคนรุ่นใหม่ในอนาคต ที่พร้อมเปิดโลกความสุขสู่ประตูแห่งเสียงดนตรีไทย

ปลัด มท.เชิญชวนคนไทยแสดงความจงรักภักดี แชร์เพลง’ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788221

ปลัด มท.เชิญชวนคนไทยแสดงความจงรักภักดี แชร์เพลง'ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง'

ปลัด มท.เชิญชวนคนไทยแสดงความจงรักภักดี แชร์เพลง’ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง’

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 10.02 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เชิญชวนคนไทย แชร์ Music Video เพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง” ทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

20 กุมภาพันธ์ 2567  นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากกรณีปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้มีการเสนอเรื่องที่มีบุคคลได้ขับรถยนต์บีบแตรรถยนต์ลากยาวระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะเสด็จผ่านทางร่วมต่างระดับมักกะสัน โดยมีพฤติการณ์ขับรถยนต์ด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทันขบวนเสด็จซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดกั้นรถยนต์คันดังกล่าวจนได้มีการโต้เถียง ซึ่งต่อมาได้เกิดการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 ศาลอาญาได้ออกหมายจับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว

“กระทรวงมหาดไทยและสมาคมแม่บ้านมหาดไทยจึงได้จัดทำ Music Video เพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง” ถวายกำลังใจด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งคำร้อง ทำนอง เรียบเรียงเสียงประสานโดย ดร.จุมพล ทองตัน หรือโกไข่ มี คุณไก่ พรรณนิภา จิระศักดิ์ เป็นผู้ขับร้อง และรับการสนับสนุนอำนวยการผลิตโดย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และคุณคนคีตา พรหมสุวรรณ ในการช่วยร้อยเรียงตัดต่อวิดีโอ ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดูแลการผลิตทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแสดงออกในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2567 โดยสามารถดูคลิปได้ที่ลิงก์ https://youtu.be/BPoLGRE0088?si=A_PZBi_OzTN9xxLj พร้อมทั้งขอเชิญชวนให้คนไทยช่วยเผยแพร่เพลงผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ และทุกช่องทาง และขอให้ช่วยกันสนองแนวพระราชดำริในโครงการต่าง ๆ อาทิ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชจริยาวัตรที่ประชาชนทั่วไปได้เห็นประจักษ์ คือ พระเมตตาและความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงมีพระราชปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากเดือดร้อนโดยเท่าเทียมทุกหมู่เหล่า ไม่เลือกเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา พสกนิกรต่างยกย่อง และชื่นชมในพระบารมี พระองค์ทรงได้รับการขนานนามว่า “เจ้าฟ้านักพัฒนา” ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการศึกษาเล่าเรียน ทรงเป็นทั้งทูลกระหม่อมอาจารย์ และมีโครงการในพระราชดำริเพื่อการพัฒนาหลายโครงการ ใส่ใจการศึกษาโดยการมอบทุนแก่เด็กนักเรียน โครงการส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน สร้างป่า สร้างรายได้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและพื้นที่ถิ่นทุรกันดาร หน่วยแพทย์พระราชทาน ความร่วมมือกับต่างประเทศ และอีกมากมาย เพื่อการพัฒนาในทุกมิติแก่พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ทั่วโลก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนประเทศไทยที่ยั่งยืน พระองค์ทรงให้ความสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เเละยารักษาโรค ด้วยการส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนปลูกผักสวนครัว ตามโครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง และส่งเสริมให้ทุกพื้นที่สาธารณะมีพืชผลที่สามารถรับประทานได้ ตามโครงการทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน ด้วยเหตุนี้กระทรวงมหาดไทย จึงขอพระราชทานน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และขอแสดงจุดยืนด้วยชีวิต ในการพิทักษ์ รักษา ปกป้องมิให้บุคคลใดมาดูหมิ่นพระเกียรติของพระองค์ผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งในประเทศ เเละต่างประเทศได้รวมพลังกันในการแสดงความจงรักภักดี ด้วยการเผยแพร่คลิป Music Video เพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง” ที่กระทรวงมหาดไทยจัดทำเพื่อถวายกำลังใจด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผ่านลิงค์ https://youtu.be/BPoLGRE0088?si=A_PZBi_OzTN9xxLj ทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง พร้อมทั้งขอเชิญชวนให้คนไทยช่วยกันสนองแนวพระราชดำริในโครงการต่าง ๆ อาทิ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน และขยายผลต่อ ๆ ไปด้วยการทำผ่านมือเล็ก ๆ ทั้งสองมือของพวกเราให้เกิดพลังการเปลี่ยนเเปลงอันยิ่งใหญ่่ ร่วมกันทำความดีถวายพระพร ทำให้แนวพระราชดำริเกิดผลลัพธ์ที่ทวีความสมบูรณ์พูนสุข สร้างคุณภาพชีวิต สร้างรอยยิ้ม สร้างความรัก ความสามัคคีให้แก่ชาติบ้านเมือง อันเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยไปด้วยกัน.012

สกร.ดันจัดสอบเทียบเด็กอัจฉริยะ เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788131

สกร.ดันจัดสอบเทียบเด็กอัจฉริยะ เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม

สกร.ดันจัดสอบเทียบเด็กอัจฉริยะ เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำโครงสร้างใหม่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ว่า ขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าหน่วยงานภายใน สกร. ในส่วนกลาง มี 12 กอง ประกอบด้วย 1.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร 2.กลุ่มตรวจสอบภายใน 3.กลุ่มกฎหมายและนิติการ 4.สำนักงานเลขานุการกรม 5.กองบริหารการคลัง 6.กองบริหารทรัพยากรบุคคล 7.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ 8.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง 9.กองยุทธศาสตร์และแผนงาน 10.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 11.กองมาตรฐานความรู้และรับรองวุฒิ และ 12.ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนรู้ และ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์  

รักษาราชการแทนอธิบดี สกร. กล่าวต่อว่า สำหรับระดับพื้นที่จะมีหน่วยงานการศึกษา/สถานศึกษา กระจายอยู่ทั่วประเทศประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาค สถาบันการศึกษาและพัฒนาต่อเนื่องสิรินธร สถาบันการศึกษาทางไกล และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายพิเศษ โดยภายใต้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด จะมีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ ศูนย์หรือสถาบันการเรียนรู้เฉพาะด้านหรือเฉพาะกิจการ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล และศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ โดยมีการกำหนดกรอบอัตรากำลังของ สกร.ทั้งหมด ดังนี้ เป็นข้าราชการ 4,980 อัตรา พนักงานราชการ 15,139 อัตรา และ ลูกจ้างประจำ 248 อัตรา ซึ่งโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ และการกำหนดกรอบอัตรากำลังใหม่นี้จะแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายนนี้

นายธนากร กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันก็เร่งดำเนินการในส่วนของกฎหมายลำดับรองที่ต้องออกตามความใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 และได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วส่วนหนึ่ง เช่น การกำหนดสถานที่ตั้งของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร/ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอและเขต (กทม.)/ศูนย์การเรียนรู้ตำบลและแขวง (กทม.) การกำหนดอำนาจหน้าที่ของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” การประกาศให้จัดตั้งศูนย์หรือสถาบันการเรียนรู้เฉพาะด้านหรือเฉพาะกิจการ ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานศึกษาไปแล้วจำนวน 39 แห่ง และการกำหนดให้หน่วยจัดการเรียนรู้มีอำนาจในการรับรองคุณวุฒิให้แก่ผู้เรียนเมื่อสำเร็จการศึกษา โดยมีการออกเป็นประกาศนียบัตร หรือ วุฒิบัตร หรือ หนังสือรับรองความรู้ เพื่อนำไปสะสมในการได้รับการรับรองคุณวุฒิ

“ในส่วนของการจัดการศึกษาเพื่อเด็กอัจฉริยะ สกร.กำลังดำเนินการพัฒนาหลักสูตรสอบเทียบ เพื่อรองรับเด็กกลุ่มนี้ และเพื่อให้การศึกษาขั้นพื้นฐานมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สกร.จึงได้ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสถาบันพัฒนาหลักสูตรและการเรียนรู้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการจัดทำหลักสูตรมาตรฐานของชาติมาจัดสอบ และมอบสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นผู้ออกข้อสอบ นอกจากนี้จะหารือกับมหาวิทยาลัย ให้ช่วยจัดทำหลักสูตรนักส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อให้ครูและบุคลากรเข้ารับการอบรม โดยเรียนที่มหาวิทยาลัยเพียง 1-2 วัน และศึกษาทำงานในพื้นที่ให้มาก 3-6 เดือน จบแล้วได้รับหน่วยกิตไปสอบเทียบระดับปริญญาโทได้ เพื่อเตรียมบุคลากรได้ปรับตัวและพร้อมปฏิบัติงานใหม่ๆ ตามภารกิจในกฎหมายและโครงสร้างใหม่ของ สกร.ซึ่งผมมองว่างานของ สกร. คือ แผนที่เพิ่มโอกาสคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย” นายธนากร กล่าว

มจพ.จัดประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 8

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788132

มจพ.จัดประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 8

มจพ.จัดประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 8

วันอังคาร ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้จัดการประชุมใหญ่เครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 8 ภายใต้ “Theme : Actions toward a carbon neutral society” โดยมี ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นประธานกล่าวต้อนรับ โดยได้รับเกียรติจาก นายอภิชัย อร่ามศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการประจำปีเครือข่ายฯ พร้อมด้วย ดร.ชนะ ภูมี Vice President Sustainability SCG นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) นายชัยวุฒิ หลักเมือง ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ผศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.กิตติคุณ รุ่งเรือง ประธานคณะกรรมการบริหารเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย 2566 ผศ.ดร.กฤษชัย ศรีบุญมา รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนากิจการมหาวิทยาลัยเพื่อความยั่งยืน ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคาร 50 ปี การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จ.นนทบุรี

ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มจพ. กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย และเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างเครือข่ายและความร่วมมือในการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภาคส่วนการศึกษา โดยเป็นต้นแบบให้กับภาคส่วนอื่นๆ ในสังคมไทย และการประกาศเจตนารมณ์ของสมาชิกเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทยในการขับเคลื่อนนโยบาย Carbon Neutrality โดยตั้งเป้าหมายการดำเนินการภายในปี ค.ศ.2040 ร่วมกัน

“ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมลงมาก และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและขยะ ส่งเสริมการผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มพื้นที่ป่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงถือกำเนิดเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2558 โดยในขณะนั้น มีมหาวิทยาลัยจำนวน 16 แห่ง เป็นสมาชิกและเป็นมหาวิทยาลัยผู้ก่อตั้ง ปัจจุบันมีเครือข่ายรวมทั้งหมด 47 มหาวิทยาลัยที่ผ่านมาเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนได้ร่วมกันดำเนินกิจกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง” อธิการบดี มจพ. กล่าว

ศ.ดร.สุชาติ กล่าวต่อไปว่า การจัดประชุมเครือข่ายฯ ครั้งนี้ทีมงาน Green KMUTNB และเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้เกิดการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ มีกิจกรรมจัดการประชุมเครือข่ายและนำเสนอผลงานด้านความยั่งยืน การประกวดโครงงานและนวัตกรรมความยั่งยืนของ นิสิต นักศึกษา กิจกรรมการบรรยายเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมการพัฒนาที่ยั่งยืนจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และกิจกรรมการศึกษาดูงานตามเส้นทาง “โครงการ 3 คลอง 3 ราชธานี” และมีพิธีปิดการประชุม เพื่อส่งมอบธงให้กับเจ้าภาพการจัดประชุมวิชาการประจำปีเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 9 เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ของชาติ และ Sustainable Development Goals, SDGs ขององค์การสหประชาชาติ และยังเป็นการช่วยให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero CO2 2050) ตามนโยบายของประเทศไทยและสหประชาชาติ ในปีค.ศ.2050 เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่สังคมและประเทศชาติต่อไป

‘รมช.สุรศักดิ์’ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี เกาะติดการศึกษา รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาอุปสรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788122

'รมช.สุรศักดิ์'ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี เกาะติดการศึกษา รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาอุปสรรค

‘รมช.สุรศักดิ์’ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี เกาะติดการศึกษา รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาอุปสรรค

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 17.12 น.

“รมช.สุรศักดิ์”ลงพื้นที่เกาะติดการศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี รับฟังเสียงสะท้อนปัญหาอุปสรรค ลั่นเรื่องไหนขับเคลื่อนเร่งด่วนได้ ทำทันที พร้อมเปิด“อาคารหิรัญราษฎร์” ชี้ออกแบบสอดคล้องบริบทพื้นที่ ตอบโจทย์นโยบาย“เรียนดี มีความสุข”

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดอาคารเรียนแบบพิเศษ “อาคารหิรัญราษฎร์” ณ โรงเรียนวัดศรีสุวรรณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี นายพิชัย ชมภูพล ส.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 นายบุญยิ่ง ย้งลี สมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เขตอำเภอท่าชนะ นายโชคดี ศรัทธากาล ศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายศิริ ศักดิ์ศรี ที่ปรึกษารมว.แรงงาน นางสุชาดา ลิ่มสวัสดิ์ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุราษฎร์ธานี เขต 2 ผอ.โรงเรียนทุกโรงเรียน บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียน ร่วมให้การต้อนรับ

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนมีความยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดอาคารเรียนแบบพิเศษ “อาคารหิรัญราษฎร์”ของโรงเรียนวัดศรีสุวรรณในวันนี้ จากการรับฟังคำกล่าวรายงาน จะเห็นได้ว่าอาคารและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเรียนการสอน เนื่องจากสภาพแวดล้อมในโรงเรียนที่ดีจะส่งผลที่ดีต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้เรียนเป็นอย่างมาก สำหรับอาคารเรียนแบบพิเศษหลังนี้ มีความพิเศษเพราะมีการออกแบบที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ มีความเหมาะสมต่อการใช้งาน โดยอาคารเรียนแบบพิเศษเป็นอาคารหลังแรกของ สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 2 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้อนุมัติงบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนแห่งนี้ นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานด้วยว่า อาคารเรียนแห่งนี้ กระแสไฟฟ้าที่จะใช้ยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีการขยายหม้อแปลงไฟฟ้าและโรงเรียนยังขาดงบประมาณอีกจำนวนหนึ่ง ในฐานะ รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.ให้มารับฟังเสียงสะท้อนต่างๆเมื่อรับทราบถึงปัญหาก็พร้อมที่จะให้การดูแลช่วยเหลือเพื่อทำให้ลูก ๆ นักเรียนของเราทุกคนได้ใช้อาคารเรียนอย่างเต็มศักยภาพ

“ผมได้เห็นอาคารเรียนแล้ว รู้สึกยินดีกับทางโรงเรียนวัดศรีสุวรรณเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้ใช้ประโยชน์จากอาคารเรียน ในการแก้ไขปัญหาการจัดการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขอขอบคุณคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้ ทั้งยังหวังว่าอาคารเรียนหลังนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน มีความสะดวกสบาย ปลอดภัยสำหรับผู้เรียน ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ทั้งนี้ขอเป็นกำลังใจให้กับท่านผู้บริหาร คณะครูตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกคน ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ผมยินดีที่จะสนับสนุนการทำงานของท่านในทุกโอกาส จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” รมช.ศธ.กล่าว

จากนั้น รมช.ศธ.ได้เดินทางไปยังโรงเรียนไชยาวิทยา อำเภอไชยา เพื่อมอบนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” พร้อมรับฟังการขับเคลื่อนนโยบายและรับฟังปัญหาอุปสรรคต่างๆ จากตัวแทนผู้อำนวยการโรงเรียน ตัวแทนผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ตัวแทนผู้บริหารอาชีวศึกษา ตัวแทนสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

นายสุรศักดิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า รมว.ศธ.ได้มอบหมายให้ตนลงพื้นที่ เพราะเห็นว่าการลงพื้นที่เป็นเรื่องที่จำเป็น อย่างยิ่ง ที่จะทำให้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับผู้บริหาร และที่สำคัญคือได้รับฟังปัญหาอุปสรรคต่างๆจากพื้นที่ ได้เห็นสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้รับฟังสภาพปัญหาที่ตรงจุด ดังนั้นหากเรื่องไหนที่ได้รับการสะท้อนปัญหามาแล้ว สามารถขับเคลื่อนแก้ไขได้ก็พร้อมที่จะนำกลับไปดำเนินการขับเคลื่อนและแก้ไขในทันที​ เราจะร่วมใจกันจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

– 006

‘ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย’ร่วมสมโภชอุโบสถ160ปี รับประกาศจากสมเด็จพระสังฆนายกเมียนมา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788017

‘ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย’ร่วมสมโภชอุโบสถ160ปี รับประกาศจากสมเด็จพระสังฆนายกเมียนมา

‘ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย’ร่วมสมโภชอุโบสถ160ปี รับประกาศจากสมเด็จพระสังฆนายกเมียนมา

วันจันทร์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.44 น.

‘ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย’ร่วมสมโภชอุโบสถ160ปี รับประกาศจากสมเด็จพระสังฆนายกเมียนมา

เมื่อวันที่ 18 ก.พ.67 สิตากู สยาดอร์ ดร.ภัททันตะ ญานิสสระ อภิธชมหารัฐคุรุ สมเด็จพระสังฆนายกแห่งนิกายชเวจิน นายกสภาสถาบันพระพุทธศาสนานานาชาติสิตากู เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายมหาสังฆทานในโอกาสสมโภชพระอุโบสถไม้สัก ณ วัดมหาธรรมิกยามะ ชเวจิน ไตมาจี เมืองมัณฑะเลย์ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ในการนี้พระเดชพระคุณพระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในนามคณะสงฆ์ประเทศไทย เข้ารับประกาศเกียรติคุณยกย่องหลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย ในฐานะผู้บำเพ็ญคุณประโยชน์เผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก พร้อมทั้งกล่าวปสาทนียกถา จากนั้นคณะศิษยานุศิษย์ได้น้อมถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 200 รูป

พระอุโบสถไม้สักอายุกว่า 160 ปีหลังนี้ สร้างขึ้นจากพระราชดำริของพระเจ้ามินดง กษัตริย์แห่งราชวงศ์คองบอง มีพุทธศิลป์แบบเมียนมาที่งดงาม โดดเด่นด้วยลวดลายการสลักไม้อย่างวิจิตร อลังการ และได้พระราชทานถวายแด่สะยาดอร์ จาการะ พระมหาเถระผู้ก่อตั้งนิกายชเวจิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้านิกายหลักของประเทศเมียนมา

ในปี 2561 ชเวจิน สยาดอร์ ภัททันตะ ทุติวาระ เจ้าอาวาสวัดมหาธรรมิกยามะ ชเวจิน ไตมาจี รูปปัจจุบันได้เล็งเห็นถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงได้ริเริ่มโครงการบูรณะพระอุโบสถทั้งหลัง วัดพระธรรมกาย และคณะศิษย์ยานุศิษย์ ตระหนักและซาบซึ้งถึงความเมตตาของคณะสงฆ์เมียนมาที่มีต่อวัดพระธรรมกาย ประเทศไทยมาโดยตลอด จึงได้ถวายการอุปถัมภ์โครงการด้วยการถวายพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่ปลียอดพร้อมทั้งส่งอุบาสกถาวร พรหมถาวร ผู้เชี่ยวชาญงานไม้มาเป็นหัวหน้างานปฏิสังขรณ์พระอุโบสถหลังนี้ จนกระทั่งแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2566 เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา เป็นธรรมบูชา เทิดทูนพระสัทธรรม และเป็นสังฆบูชา ตอบแทนในความเมตตา ปรารถนาดี เป็นอนุสรณ์แห่งสังฆไมตรี และสังฆสามัคคีอันดีระหว่างกันและกันสืบไป