มมส เปิดศูนย์วิจัยฯก๊าซเรือนกระจก เป็นแหล่งบูรณาการความรู้ภูมิอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782842

มมส เปิดศูนย์วิจัยฯก๊าซเรือนกระจก  เป็นแหล่งบูรณาการความรู้ภูมิอากาศ

มมส เปิดศูนย์วิจัยฯก๊าซเรือนกระจก เป็นแหล่งบูรณาการความรู้ภูมิอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด ร่วมเปิดศูนย์วิจัยและปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจก โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดโครงการ มี ดร.สมิทธ เหลี่ยมมณี ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจก ผู้แทนจากบริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด กล่าวถึงความคืบหน้าและการขยายผลของศูนย์วิจัยและปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจก ณ ศูนย์วิจัยและปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.ธีรวงศ์ เหล่าสุวรรณ หัวหน้าคณะทำงานศูนย์วิจัยและปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์ มมส และ บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาคมโลก และเล็งเห็นถึงโอกาสในการผลักดันพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ส่งเสริมการวิจัย และผลิตบุคลากรด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ คาร์บอเครดิตภาคป่าไม้และเกษตรกรรม และภาคพลังงาน เพื่อการพัฒนาอย่ายั่งยืน จึงได้เกิดความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ และจัดตั้งศูนย์วิจัยและปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจกขึ้น เพื่อเป็นแหล่งบูรณาการความรู้และประสบการณ์ด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้และเกษตรกรรม และภาคพลังงาน และสร้างความยั่งยืนให้แก่ประเทศไปด้วยกัน

คณะวิทยาศาสตร์ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยทางด้านคาร์บอนเครดิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 โดยโครงการแรกที่ดำเนินการ คือ A/R Pilot Projects in Thailand “Advanced methods for measuring and monitoring CO2 Emissions, Reduction in Afforestation and Reforestation Projects.” เป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยมิชิแกน สเตทสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยมี ดร.อุษา กลิ่นหอม ดร.เจ เอช ซาเม็ก คุณเชษฐพงษ์บุตรเทพ เป็นหัวหน้าคณะนักวิจัย ลงพื้นที่ป่าชุมชนอินแปง จ.สกลนคร ในขณะนั้น และถือเป็นความสำเร็จจากโครงการแรกในการวิจัยการตรวจวัดชีวมวลของต้นไม้ ที่นำเข้าสู่กระบวนการเชิงพาณิชย์ในปี 2553-2554 ทำให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และมีการมอบเงินมูลค่ากว่า 30,000 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 900,000 บาท ให้แก่ชุนชนอินแปง จ.สกลนคร จ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี และ จ.นครสวรรค์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

จากนั้น คณะวิทยาศาสตร์ มมส และมหาวิทยาลัยมิชิแกน สเตท สหรัฐอเมริกา ได้จัดทำข้อตกลงความร่วมมือทางการวิจัยร่วมกันถึง 2 ฉบับในปี พ.ศ. 2553 และ พ.ศ.2558 เพื่อผลิตงานวิจัยด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ หรือส่งเสริมการปลูกป่า เพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย และความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก,กรมวิชาการเกษตร, กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช, กรมป่าไม้, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), National University of Laos,National Agricultural and Forestry Extension Service, Laos, National Agriculture and Forestry Research Institute, Policy Research Institute, Laos,Ministry of Agriculture and Rural Dev.,Vietnam, Vietnam Forestry University,

นักเรียนไทย ได้รองชนะเลิศอันดับ 2 ไอเดียข้อคิดทางการเงินระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782840

นักเรียนไทย ได้รองชนะเลิศอันดับ 2  ไอเดียข้อคิดทางการเงินระดับนานาชาติ

นักเรียนไทย ได้รองชนะเลิศอันดับ 2 ไอเดียข้อคิดทางการเงินระดับนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) “FWD ประกันชีวิต” โดยนางสาวปวริศา ชุมวิกรานต์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร พร้อมด้วย Ms.Stif Hoy ผู้แทนจากมูลนิธิจูเนียร์อะชีฟเม้นท์ ประเทศไทย และนายวัชรวีร์ ธีระเดชโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดอุทัยธาราม ร่วมมอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ทีมนักเรียนโรงเรียนวัดอุทัยธาราม กรุงเทพมหานคร ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากการแข่งขันระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในโครงการ JA SparktheDream Social Challenge 2023 นำเสนอไอเดียสร้างสรรค์ในการให้ข้อคิดทางการเงินในรูปแบบวีดีโอความยาว 2 นาที โดยมีทีมที่เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 12 ทีม จาก 6 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

การประกวดโครงการ JA Sparkthe Dream Social Challenge 2023 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ JA SparktheDream โดยความร่วมมือระหว่างมูลนิธิจูเนียร์อะชีฟเม้นท์ เอเชียแปซิฟิก กับกลุ่มบริษัท FWD มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งต่อความรู้ทางการเงินทักษะทางสังคม และทักษะการใช้ชีวิตที่จำเป็นพื้นฐานให้แก่เยาวชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการเงินได้อย่างรอบคอบ ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ตัวเองและครอบครัว ในปีพ.ศ.2566 อาสาสมัครพนักงาน FWD ประกันชีวิต ได้ลงพื้นที่จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านการเงิน ในโรงเรียนต่างๆ มาแล้ว 4 โรงเรียน มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาเข้าร่วมโครงการกว่า 645 คน

มวล.-บพข.-กระบี่-มิตซูบิชิ ขับเคลื่อน ท่องเที่ยวกระบี่ให้คาร์บอนเป็นศูนย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782844

มวล.-บพข.-กระบี่-มิตซูบิชิ ขับเคลื่อน  ท่องเที่ยวกระบให้คาร์บอนเป็นศูนย์

มวล.-บพข.-กระบี่-มิตซูบิชิ ขับเคลื่อน ท่องเที่ยวกระบให้คาร์บอนเป็นศูนย์

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พร้อมด้วย รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.) Mr.Hiroyasu Sato (มร.ฮิโรยาสุ ซาโต้) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศไทย จำกัด รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศ ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ประธานอนุกรรมการแผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ผศ.อนพัทย์ หนองคู ผู้ประสานแผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. นายอมฤต ศิริพรจุฑากุล ที่ปรึกษาสมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ และนายสมเกียรติ ขยันการ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวอ่าวนาง ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ The Study for the Roadmap of Krabi Carbon Neutral Tourism 2040 Project เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ให้เป็นรูปธรรมภายในปี 2040 ณ ศาลากลางจังหวัดกระบี่

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ The Study for the Roadmap of Krabi Carbon Neutral Tourism 2040 มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันศึกษาการสร้างโรดแมปคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ จัดกิจกรรมขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ รวมทั้งการสร้างความร่วมมือในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้จังหวัดกระบี่บรรลุเป้าหมายการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2040 ซึ่งบันทึกข้อตกลงดังกล่าว มีระยะเวลา 3 ปี

ม.ศรีปทุมมุ่งปั้นเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ ป้อนสู่ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782839

ม.ศรีปทุมมุ่งปั้นเจ้าของธุรกิจยุคใหม่  ป้อนสู่ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล

ม.ศรีปทุมมุ่งปั้นเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ ป้อนสู่ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปรับเปลี่ยนชื่อคณะสหวิทยาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เป็น “คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ” มุ่งสร้างบัณฑิตให้ตอบโจทย์สายงานด้านธุรกิจในอนาคตที่หลากหลายและปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดยมีจุดแข็งกระบวนการคิดตามแนวทาง 5s ได้แก่ Start เริ่มต้นธุรกิจใหม่ภายใต้นวัตกรรมแห่งอนาคต Smart หลักในการตั้งเป้าหมาย Speed คิดเร็ว ทำเร็ว บนพื้นฐานของข้อมูล Synergy สร้างความเชื่อมโยงเครือข่ายนักธุรกิจรุ่นใหม่ และ Success ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเรียน คาดหวังว่าจบมาพร้อมเป็น Talent ขององค์กร หรือเป็นสตาร์ทอัพ สร้างธุรกิจส่วนตัว รับเทรนด์ Purpose-driven business model ที่มีทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.เกรียงไกร สัจจะหฤทัย คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า ทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่ให้ความสนใจในการสร้างแบรนด์ของตัวเองมากขึ้น ทำให้สายงานด้านนี้เติบโตเป็นที่ต้องการของตลาดงาน ทางคณะสหวิทยาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เล็งเห็นความสำคัญของคนรุ่นใหม่อย่างสตาร์ทอัพ และศาสตร์ด้านนี้ถือเป็นรากฐานของคณะ จึงเกิดแนวคิดที่จะพัฒนาสกิลนักศึกษาให้ตอบโจทย์อาชีพในอนาคต ด้วยการบูรณาการข้ามศาสตร์และประยุกต์การเรียนการสอนในศาสตร์ใหม่ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงได้เปลี่ยนชื่อคณะใหม่เป็น “คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ (School of Entrepreneurship)” ซึ่งมาพร้อมกับหลักสูตรใหม่ ที่เน้นการเรียนกับเจ้าของธุรกิจที่มีประสบการณ์จริง ผลักดันให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกงานกับผู้บริหารทั้งในและต่างประเทศ โดยเลือกได้ถึง 2 รูปแบบ คือ มุ่งที่จะเป็น “เจ้าของธุรกิจ” เจาะลึกเรียนกับเจ้าของธุรกิจชั้นนำของประเทศ ศึกษาดูงานตามธุรกิจที่สนใจกับผู้บริหารตัวจริง ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ส่วนอีกรูปแบบ คือ“ตามความชอบ” นักศึกษาจะได้เลือกเรียนตามสิ่งที่ตนเองสนใจจากทุกคณะในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลุ่มวิชาเรียนกับผู้บริหารในสายงานต่างๆ เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ใหม่ๆ นำไปต่อยอดได้ในอนาคต

นอกจากนี้ ทางคณะยังมีโค้ชเฉพาะด้านเป็นที่ปรึกษาเพื่อให้นักศึกษาได้ทำโปรเจกท์ที่สนใจ โดยเริ่มตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 1 ไปจนถึงภาคการศึกษาสุดท้าย เพื่อให้ได้พัฒนา Project อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการฝึกทักษะตามความสามารถของนักศึกษา ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์การสื่อสารสมัยใหม่ การจัดการอย่างเป็นระบบ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในแต่ละชั้นปี นักศึกษาจะได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการของหลักสูตรที่ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานประกอบการ เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สมาพันธ์ SME ไทย บริษัท Living Insider จำกัด และอีกกว่า 30 สถานประกอบการ ที่ร่วมจัดการเรียนรู้กับหลักสูตรและเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง เพื่อบ่มเพาะบัณฑิตพันธุ์ใหม่ให้ตอบโจทย์การทำธุรกิจแบบไร้ขีดจำกัด

สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตรของคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม สามารถเข้ามาสมัครเรียน พร้อมรับทุนการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง โดยดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB : คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม หรือ http://www.spu.ac.th

ศึกษาดูงานด้านการติดตามและประเมินผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782838

ศึกษาดูงานด้านการติดตามและประเมินผล

ศึกษาดูงานด้านการติดตามและประเมินผล

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 (ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2) ต้อนรับ นายนิรันดร สุขสุวรนนท์ รอง ผอ.สพป.นครสวรรค์ เขต 1 และคณะ ในโอกาสศึกษาดูงานด้านการติดตามการประเมินผล และการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของ สพป.พิษณุโลก เขต 2 เมื่อวันก่อน

‘เพิ่มพูน’ลั่นไม่ถือเป็นความผิด ‘ครู’ไม่ต้องเข้าเวรโรงเรียน ประสาน‘ตร.-มท.’ดูแลสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782720

‘เพิ่มพูน’ลั่นไม่ถือเป็นความผิด ‘ครู’ไม่ต้องเข้าเวรโรงเรียน ประสาน‘ตร.-มท.’ดูแลสถานศึกษา

‘เพิ่มพูน’ลั่นไม่ถือเป็นความผิด ‘ครู’ไม่ต้องเข้าเวรโรงเรียน ประสาน‘ตร.-มท.’ดูแลสถานศึกษา

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 11.54 น.

‘เพิ่มพูน’ลั่นไม่ถือเป็นความผิด ‘ครู’ไม่ต้องเข้าเวรโรงเรียน ประสาน‘ตร.-มท.’ดูแลสถานศึกษา

24 มกราคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารศธ. ว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีที่ประชุมคระรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกการอยู่เวรที่โรงเรียนของครูในสังกัด ศธ. ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) , สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ รวมถึงสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ จากข้อมูลแม้จะมีกล้องวงจรปิด ก็ไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ ดังนั้นการให้ครูอยู่เวรนอกเวลาราชการ ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยง ซึ่ง ครม.ได้พิจารณาถึงความเสียหายในชีวิตและร่างกายเป็นสำคัญ ที่จะต้องพยายามรักษาป้องกันไม่ให้เกิดภัยต่อชีวิตและร่างกายของครู ซึ่งครูมีภาระงานในการสอนหนังสืออยู่แล้ว

“หลังครม.ยกเลิกมติเก่าดังกล่าวแล้ว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) และฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย(มท.) เข้ามาช่วยดูแล ส่วนที่มีกระแสว่าเป็นการเพิ่มภาระให้ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนั้น จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะเป็นหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองอยู่แล้วในการดูแลความสงบเรียบร้อย เช่น ธนาคาร ร้านทอง ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยดูแลเป็นพิเศษ เพียงแต่อาจจะเพิ่มจุดเน้นเข้ามา ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องการดูแลความปลอดภัยของสถานที่” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในส่วนของ ศธ. ได้มีหนังสือประสานไปยัง ตร. และ มท. เรียบร้อยแล้ว เพื่อบูรณาการดูแลความปลอดภัย ส่วนในระดับจังหวัดได้มอบหมายให้สำนักปลัด ศธ. แจ้งให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ในการเข้ามาดูแล การประสานงานดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วขึ้น ทั้งในระดับ ส่วนกลาง และพื้นที่ ขณะที่ในส่วนของสถานศึกษาได้สั่งการให้มีการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา โดยให้มีการเชิญตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาหารือถึงมาตรการป้องกันความปลอดภัยให้กับสถานที่ราชการ เพื่อเป็นการรองรับมติครม.ดังกล่าว

“ส่วนเรื่องการอยู่เวร เมื่อ ครม.มีมติดังกล่าวออกมาแล้ว ครูที่ไม่อยู่เวรก็ถือว่าไม่มีความผิดทางวินัย เพราะได้รับการยกเว้นแล้ว จากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สพฐ. จะต้องไปปรับแก้ระเบียบต่าง ๆ เพื่อรองรับมติครม. หากครูจะมาทำงานที่โรงเรียนนอกเวลาราชการ ให้เป็นไปตามความสมัครใจ โดยขอให้ระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัยส่วนบุคคลด้วย เช่น เข้ามาในห้องทำงานแล้วก็ควรล็อกประตูให้เรียบร้อย หรือมีเพื่อนมาอยู่ด้วย เพราะเราห่วงเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งไม่มีสิ่งที่จะมาทดแทนได้ ไม่เหมือนความเสียหายต่อทรัพย์สิน ที่บางทียังหาทดแทนได้ จึงอยากให้ประชาชนได้เข้าใจ” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า มติดังกล่าว มีผลในทางปฏิบัติทันที โดยที่ผ่านมาได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาอยู่แล้ว แต่เมื่อมีมติครม. เป็นสภาพบังคับหน่วยงานที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศก็จะต้องดำเนินการด้วยความเข้มข้นมากขึ้น นอกจากนี้จะมีการสำรวจโรงเรียนทั่วประเทศว่ามีกล้องวงจรปิดกี่แห่ง ส่วนจะต้องเพิ่มกล้องวงจรปิดให้กับโรงเรียนที่ยังไม่มีหรือไม่นั้น ต้องหารือร่วมกับอีกครั้ง เพราะแม้จะมีกล้องวงจรปิด แต่การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น ขณะที่บางโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต การมีกล้องวงจรปิดก็อาจไม่ได้ช่วยในการป้องกันเหตุ การดำเนินการดังกล่าว จะเป็นลักษณะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจเยี่ยม คล้ายโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ เพียงแต่เพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมและชุมชนที่จะต้องช่วยกันดูแลทรัพย์สินของส่วนรวม

“ส่วนการของบประมาณจัดจ้างธุรการ ภารโรง เพิ่มนั้น เป็นเรื่องที่ยังต้องดำเนินการต่อเพราะเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีครูน้อย หากมีเจ้าหน้าที่อยู่ประจำเข้ามาช่วยดูแลความเรียบร้อยภายในโรงเรียน ก็จะเป็นการลดภาระครู คืนครูสู่ห้องเรียน เพื่อให้ครูสอนหนังสือได้เต็มที่ โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีธุรการ ภารโรงครบทุกโรงเรียน ซึ่งนายกฯ ก็รับปากว่า จะดูแลเรื่องนี้ให้” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯทั่วประเทศ ยกระดับความมั่นคงทางอาหารในสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782704

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯทั่วประเทศ ยกระดับความมั่นคงทางอาหารในสถานศึกษา

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯทั่วประเทศ ยกระดับความมั่นคงทางอาหารในสถานศึกษา

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 09.44 น.

ปลัด มท. สั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ยกระดับการสร้างความมั่นคงทางอาหารในสถานศึกษาสังกัด อปท. ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัว เลี้ยงไก่ไข่ พร้อมหนุนเสริมการบริโภคไข่ไก่วันละ 2 ฟอง เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสติปัญญาให้กับเด็กและเยาวชน ได้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติอย่างยั่งยืน

24 มกราคม 2567นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงผลสำเร็จของการดำเนินการตามแนวทางการขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับพี่น้องประชาชน ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศได้เป็นผู้นำการบูรณาการหน่วยงานและภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ทุกครัวเรือนได้มีการปลูกพืชผักสวนครัว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนลดรายจ่ายครัวเรือน และประการที่สำคัญ คือ ทุกครัวเรือนได้มีพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพรที่ปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือนโดยไม่พึ่งพาสารเคมี

“เพื่อให้การขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหารเกิดความต่อเนื่องและได้รับการยกระดับการสร้างความมั่นคงทางอาหารที่เพิ่มพูนขึ้น กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแจ้งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่ไข่หรือการปศุสัตว์อื่น เพื่อสนับสนุนให้เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียน ได้รับประทานไข่ไก่หรือเนื้อสัตว์ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะไข่ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากมาย เป็นแหล่งโปรตีน ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย อาทิ วิตามินเอ วิตามินบีและบี 12 วิตามินดี ไอโอดีน โฟเลต โอเมก้า ฯลฯ ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะในร่างกาย ช่วยให้ฟันและกระดูกแข็งแรง ลดการอักเสบของข้อต่อ ช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม ช่วยสร้างภูมิต้านทาน บำรุงสมอง ทำให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้ง นำมาประกอบอาหารได้ง่าย หลากหลายประเภททั้งต้ม ทอด หรือจะนำไปประกอบกับอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย และที่สำคัญคือ สามารถเลี้ยงสัตว์ที่ผลิตไข่ออกมาให้บริโภคได้

เช่น เป็ด ไก่ โดยไม่ได้ใช้ต้นทุนที่สูงเกินไป และเป็นวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่เนิ่นนาน โดยนายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ อาทิ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ต้องร่วมบูรณาการ ช่วยกันในการขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้เด็กปฐมวัยและเด็กนักเรียนที่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอ และเน้นย้ำให้ทุกอำเภอช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการให้ทุกครัวเรือนได้มีการเลี้ยงไก่พื้นเมืองหรือไก่พันธุ์ไข่ ให้มากกว่าจำนวนคนในครอบครัว เพื่อให้มีไข่บริโภคทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและเด็กในโรงเรียนได้มีการเลี้ยงไก่ประจำตัว อาทิ นักเรียน 1 คนต่อไก่ 2 ตัว เพื่อให้พร้อมมีไข่เป็นอาหารเสริมสำหรับมื้อกลางวันเพิ่มเติมครบถ้วนทุกคน” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า การสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนให้กับลูก ๆ หลาน ๆ นอกจากการขับเคลื่อนให้มีการปลูกพืชผักสวนครัว และจัดให้มีเลี้ยงไข่ไก่หรือปศุสัตว์อื่นแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ “การเสริมสร้างองค์ความรู้” โดยให้จังหวัดประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการให้ความรู้แก่ผู้บริหาร ครู บุคลากร เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียนในสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการรณรงค์ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวสมุนไพรปลอดสารพิษ ตลอดจนการเลี้ยงไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นสำหรับนำมาใช้ประกอบอาหารกลางวัน และสนับสนุน/ช่วยเหลือในด้านการสร้างโรงเรือนหรือการจัดพื้นที่สำหรับเลี้ยงไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพและขนาดของพื้นที่เป็นสำคัญ รวมไปถึงการจัดหาพันธุ์ไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่“ นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า คำว่า “ความยั่งยืน” จะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้นั้น ต้องขยายผลถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน เพื่อให้ได้รับการบ่มเพาะ ด้วยการส่งเสริมให้เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียน ได้เรียนรู้ แบ่งภารกิจหน้าที่ ทั้งการปลูกผักสวนครัวหรือสมุนไพรปลอดสารพิษ ตลอดจนการเลี้ยงไก่ไข่หรือปศุสัตว์อื่นจากการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) จนเกิดทักษะชีวิตในการอยู่อย่างพอเพียง และให้สถานศึกษาได้นำผลผลิตที่ได้จากการปลูกผักสวนครัว สมุนไพรปลอดสารพิษ และไข่ไก่มาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวันของสถานศึกษาอย่างน้อยคนละ 2 ฟองต่อวัน ตลอดจนรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้ปกครองช่วยกันปลูกผักสวนครัว สมุนไพรปลอดสารพิษหรือนำไข่ไก่มาใช้ประกอบอาหารที่บ้าน เพื่อให้เด็กปฐมวัย เด็กนักเรียนได้รับประทานไข่ไก่ ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและเป็นแหล่งโปรตีนอย่างสม่ำเสมอและปลอดภัย ถือเป็นการเชื่อมโยงความรู้สู่ครอบครัวและชุมชน 

“ขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ ตลอดจนผู้นำท้องถิ่นท้องที่ ได้ช่วยกันเป็นผู้นำภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคีเครือข่ายอันประกอบไปด้วย ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคสื่อสารมวลชน ร่วมกันสนับสนุนการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ของเราในสถานศึกษาทั้งสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกสังกัด ตลอดจนถึงชุมชน ได้มีแหล่งโภชนาการอันอุดมสมบูรณ์จากแร่ธาตุทางอาหาร วิตามินชนิดต่าง ๆ ด้วยพืชผักสวนครัวและโปรตีนที่สูงจากไข่ไก่ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้ลูก ๆ หลาน ๆ ของเรามีร่างกายที่แข็งแรงทั้งร่างกายและสติปัญญา พร้อมที่จะศึกษาเล่าเรียนและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม อันเป็นรากฐานสำคัญในการเป็นพลเมืองดีของประเทศชาติอย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย

ครูเลิกอยู่เวร มติครม.-ให้มท.ช่วยดูแล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782668

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

ครูเลิกอยู่เวร

มติครม.-ให้มท.ช่วยดูแล

ครม.ไฟเขียวยกเลิกอยู่เวร “อนุทิน” ประสาน อปท.-ตำรวจ ช่วยเฝ้ารร. สำหรับการจ้างภารโรง 1.4 หมื่นอัตราศธ.จะทำรายละเอียดเสนอที่ประชุม’ครม.’ครั้งต่อไป

เมื่อวันที่ 23 มกราคม2567 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกการอยู่เวรของครูในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มีความห่วงใยเรื่องความปลอดภัยของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เมื่อมีกรณีครูถูกทำร้ายระหว่างอยู่เวรในสถานศึกษาก็ได้หยิบยกเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุม ครม.เป็นเรื่องแรก โดยที่ประชุม ครม.เห็นพ้องกันว่า ควรยกเลิกการอยู่เวรของครู ซึ่งเกิดขึ้นจากมติ ครม.เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และเห็นว่าปัจจุบันมีระบบอื่นที่ทันสมัยอย่างกล้องวงจรปิดสามารถดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนได้

ที่ประชุม ครม.เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว จึงมีมติให้ยกเลิกการอยู่เวรของครูทั่วประเทศ โดยในส่วนของ ศธ.ขอให้หน่วยงานในพื้นที่ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีส่วนร่วมดูแลโรงเรียนในช่วงที่ไม่มีครูอยู่ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย (มท.) เตรียมสั่งการให้ อปท.ทั่วประเทศเข้าไปช่วยดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนด้วย ส่วนกรณีที่ ศธ.จะเสนอของบจ้างนักการ ภารโรงกว่า 1.4หมื่นอัตรานั้น ศธ.จะจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอให้ ครม.พิจารณาครั้งต่อไป

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีครูถูกทำร้ายร่างกายระหว่างเข้าเวรเฝ้าโรงเรียนวันหยุดที่ จ.เชียงราย จนเกิดเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกการอยู่เวรของครูทั่วประเทศ ว่า สนับสนุนให้ยกเลิกมติ ครม.ปี2542 หรือออกมติ ครม.ใหม่มายกเว้น ข้าราชการไม่ควรรับผิดชอบต่อความเสียหายทรัพย์สินทางราชการที่เกิดจากอาชญากรรม หากมีอาชญากรรมเกิดขึ้น เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงที่จะต้องดูแลไม่ว่าจะป้องกันหรือปราบปราม ไม่ใช่หน้าที่ครู นี่คือสิ่งที่ง่ายที่สุดในการคืนครูสู่ห้องเรียนและทำได้ทันที สวัสดิภาพและความปลอดภัยของครูมีความสำคัญเหนือสิ่งของ ต้องไม่มีเงื่อนไขใดมาเป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นการอ้างงบประมาณหรือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใดๆ หากจะฝากโรงเรียนไว้กับใคร ต้องฝากกับตำรวจ หรือ อส.ของฝ่ายปกครอง ไม่ใช่ครู

ที่หอประชุมคอซู้เจียง ศูนย์ราชการจังหวัดระนอง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเหตุการณ์คนร้าย ทำร้ายครูเวรระหว่างการเข้าเวรในพื้นที่ จ.เชียงราย ว่า ครม.ได้พิจารณายกเว้นมติ ครม.2542 ปัจจุบันมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนไป จึงให้มีการยกเลิก โดยให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหน่วยงานต่างๆจะรับพิจารณาต่อไป

จุฬาฯ ผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข สำเร็จรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782589

จุฬาฯ ผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข  สำเร็จรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุฬาฯ ผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจรั่วในสุนัข สำเร็จรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์  กิจถาวรรัตน์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับทีมสัตวแพทย์อีก 6 คน จากโรงพยาบาลสัตว์ มอนสเตอร์แคร์ โรงพยาบาลสัตว์ โมทิเว็ท และโรงพยาบาลสัตว์บางกอกฮาร์ท ประสบความสำเร็จในการรักษาลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วโดยการซ่อมลิ้นหัวใจด้วยตัวหนีบลิ้นหัวใจ mitral clamp ผ่านการผ่าตัดเป็นเคสแรกในประเทศไทย และเคสที่สองเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

โรคลิ้นหัวใจไมตรัลรั่วในสุนัข (Mitral Valve Regurgitation) หรือโรคลิ้นหัวใจไมตรัลเสื่อม ในสุนัข (Degenerative Mitral Valve Disease) เป็นโรคหัวใจที่พบได้มากที่สุดราว 70-80% ส่วนใหญ่ พบในสุนัขที่มีอายุมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขพันธุ์ขนาดเล็กและกลาง ที่ผ่านมารักษาโดยการให้ยา วิธีการผ่าตัดดังกล่าวจะทำให้มีแผลขนาดเล็กไม่ต้องใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม ทำให้สุนัขฟื้นตัวเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้หัวใจสุนัขจะปรับสภาพใหม่และช่วยชะลอการเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิต การรักษาด้วยตัวหนีบลิ้นหัวใจ Mitral clamp นี้มีการทำในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศในยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เริ่มจากการนำมาใช้ผ่าตัดในคนและใช้ในสัตว์ในเวลาต่อมา โดยในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังไม่มีการรักษาด้วยวิธีนี้มาก่อน

เจ้าของสุนัขที่สนใจจะนำสุนัขที่ป่วยด้วยโรคลิ้นหัวใจรั่วมารักษาด้วยวิธีการโดยการซ่อมลิ้นหัวใจด้วยตัวหนีบลิ้นหัวใจ mitral clamp ผ่านการผ่าตัด สามารถนำสุนัขมาตรวจว่าสามารถผ่าตัดรักษาด้วยวิธีการนี้ได้หรือไม่ โดยติดต่อได้ที่โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โทร.02-2189751, 02-2189715 หรือที่โรงพยาบาลสัตว์มอนสเตอร์แคร์ โรงพยาบาลสัตว์โมทิเว็ท และโรงพยาบาลสัตว์บางกอกฮาร์ท

สกสว.-สำนักงบประมาณตรวจเยี่ยม การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยฯ จ.ขอนแก่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782587

สกสว.-สำนักงบประมาณตรวจเยี่ยม  การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยฯ จ.ขอนแก่น

สกสว.-สำนักงบประมาณตรวจเยี่ยม การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยฯ จ.ขอนแก่น

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ คณะผู้แทนสำนักงบประมาณ นำโดย รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. ดร.สมคิด แก้วทิพย์ อนุกรรมการด้าน RU นายโกวิทย์ มีกรุณา และนางสาวนิสากรจึงเจริญธรรม ที่ปรึกษา สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ตรวจเยี่ยมชมผลงานจากการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในจังหวัดขอนแก่น

รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ปีนี้นับเป็นปีแรกที่ได้มีการจัดสรรงบประมาณโครงการการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์หรือ RU การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้เห็นการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม ที่จะช่วยสร้างผลลัพธ์และผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของหน่วยงานบริหารและจัดการทุนวิจัย (Program Management Unit : PMU) และหน่วยรับงบประมาณอื่นๆ ที่ช่วยกันผลักดันผลงาน
วิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นการขับเคลื่อนให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศด้วยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของภาคีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเป็นสำคัญ

“ขอนแก่นเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการนำงบประมาณจากกองทุนส่งเสริม ววน.มาสร้างประโยชน์ได้หลากหลายมิติ ครอบคลุมทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม การสร้างความก้าวหน้าโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยี ตลอดจนการนำนวัตกรรมมายกระดับต้นทุนและบริบทของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมีผลิตภัณฑ์และบริการที่สร้างสรรค์สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเป็นหนึ่งในจังหวัดยุทธศาสตร์ที่พร้อมรองรับการลงทุนใหม่ๆ ได้อีกมากนอกจากนี้ การใช้ประโยชน์จากกองทุนส่งเสริม ววน.ยังเป็นกลไกที่ช่วยให้ภาคการบริหารท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ช่วยปลดล็อกความต้องการคนในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด เช่น มิติการคมนาคม บริการสาธารณะสิ่งแวดล้อม และยังนำไปสู่การเปิดกว้างทางผลิตภัณฑ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” รศ.ดร.ปัทมาวดีกล่าว

สำหรับนวัตกรรมและโครงการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จในขอนแก่น เช่น การใช้แพลตฟอร์ม AI สำหรับการพัฒนาขอนแก่น Smart City การพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา หรือ Tram ไก่พื้นเมือง KKU1 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่กรดยูริกต่ำ ช่วยสร้างอาชีพและส่งเสริมอาหารที่มีคุณค่าสูง เป็นต้น