‘สพฐ.’แจงดราม่าครูคนเดียวสอนเด็กทั้งโรงเรียน ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ยันมีครบตามเกณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783167

‘สพฐ.’แจงดราม่าครูคนเดียวสอนเด็กทั้งโรงเรียน ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ยันมีครบตามเกณฑ์

‘สพฐ.’แจงดราม่าครูคนเดียวสอนเด็กทั้งโรงเรียน ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ยันมีครบตามเกณฑ์

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 12.19 น.

‘สพฐ.’แจงดราม่า ครู 1 คน สอนเด็กทั้งโรงเรียน ชี้เขตพื้นที่ฯส่งพนักงานราชการครูผู้ช่วย-ธุรการช่วย พร้อมจัดงบประมาณให้ตามเกณฑ์แล้ว

26 มกราคม 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งหนึ่งใน จ.นครพนม มีครูผู้ช่วย 1 คน ต้องสอนเด็กทุกชั้น และได้งบประมาณไม่เพียงพอ จากการตรวจสอบพบว่าการนำเสนอข่าวที่ออกไปนั้น มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ที่อาจทำให้สังคมเกิดความสับสนและมองว่าหน่วยงานต้นสังกัดไม่ได้ให้ความสำคัญต่อโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่าเทียมกันทุกคน โดย สพฐ. ไม่ได้ทอดทิ้งโรงเรียนให้อยู่ตามลำพัง ตามที่มีการนำเสนอข่าวแต่อย่างใด

นายธีร์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริง คือ โรงเรียนดังกล่าวมีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล จนถึง ป.6 รวมจำนวน 19 คน และมีบุคลากรทางการศึกษา ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา 1 คน ข้าราชการครูตำแหน่งครูผู้ช่วย 1 คน พนักงานราชการตำแหน่งครูผู้สอน 2 คน และธุรการโรงเรียน 1 คน ซึ่งตามเกณฑ์อัตรากำลังของกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับสถานศึกษาที่มีนักเรียนไม่เกิน 40 คน สามารถมีตำแหน่งครูได้ 1-4 คน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางเขตพื้นที่ฯได้มีการพูดคุยกับทางโรงเรียนและชุมชน ในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก อาทิ การยุบหรือควบรวม หรือเรียนรวมกับโรงเรียนขนาดใหญ่อื่นๆ แต่ทางชุมชนไม่ต้องการให้ยุบรวม ต้องการให้ยังคงอยู่เป็นสถานศึกษาต่อไป ทางเขตพื้นที่ฯ จึงได้สนับสนุนโดยการจัดสรรพนักงานราชการตำแหน่งครูผู้สอน จำนวน 2 อัตรา เข้ามาช่วยสอนนักเรียนด้วย

นอกจากนั้น ยังมีการใช้ระบบการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม DLTV ในการช่วยจัดการเรียนการสอน โดยได้รับจัดสรรอุปกรณ์ DLTV ในปี 2557 เป็นโทรทัศน์ 32 นิ้ว จำนวน 6 เครื่อง ในปี 2566 เป็นโทรทัศน์ 43 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง และขอรับจัดสรรอุปกรณ์ DLTV ในปี 2568 จำนวน 3 ชุด เพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้ครบชั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่ใช่เพียงโรงเรียนที่ปรากฏในข่าวเท่านั้น แต่ได้ให้การสนับสนุนทุกโรงเรียนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน และมีการตรวจเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ในส่วนของการนำเสนอข่าวที่บอกว่าโรงเรียนแห่งนี้ ได้รับงบประมาณ จำนวน 30,000 บาท/ปีนั้น ขอเรียนว่า ในการจัดสรรงบประมาณงบอุดหนุนรายหัวนักเรียน มีเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้เหมือนกันหมดทุกแห่ง โดยเพิ่มขึ้นทุกปี คือ ในระดับก่อนประถมศึกษา เดิมหัวละ 2,630 บาท ในปี 2566 ได้เพิ่มเป็น 2,787 บาท ปี 2567 เพิ่มเป็น 2,915 บาท  ในระดับประถมศึกษา เดิมหัวละ 3,130 บาท ในปี 2566 ได้เพิ่มเป็น 3,267 บาท ปี 2567 เพิ่มเป็น 3,410 บาท ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  เดิมหัวละ 5,250 บาท ในปี 2566 ได้เพิ่มเป็น 5,487 บาท ปี 2567 เพิ่มเป็น 5,750 บาท และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เดิมหัวละ 5,710 บาท ในปี 2566 ได้เพิ่มเป็น 5,915 บาท และปี 2567 เพิ่มเป็น 6,200 บาท ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้

“ขณะนี้ได้มอบให้เขตพื้นที่ฯไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่โรงเรียนดังกล่าวแล้ว ไปทำความเข้าใจและไปช่วยเหลือในสิ่งที่จำเป็นต้องช่วยก่อนเป็นหลัก และให้ทางเขตพื้นที่ฯสอบต่อที่บอกว่าโรงเรียนได้งบ 30,000 ต่อปีเพราะเหตุใด รวมถึงผอ.โรงเรียน และพนักงานราชการ 2 คนไม่ได้ช่วยสอนเด็กหรืออย่างไร จึงทำให้เข้าใจว่าครู 1 คนสอนเด็กทั้งโรงเรียน เพราะถ้าไม่ช่วยสอนก็มีเรื่องระเบียบปฏิบัติ และโทษเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งโรงเรียนดังกล่าวมีอัตรากำลังครูเป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด แต่ทาง สพป.นครพนม เขต 1 เห็นความสำคัญของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้มีการควบรวม ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการ กพฐ. ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกระดับ จึงได้จัดให้มีพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน ไปช่วยทำการสอนอีก 2 อัตรา เพื่อให้สอนเด็กได้ครบชั้น และธุรการ จำนวน 1 อัตรา มาช่วยดูแลในเรื่องงานธุรการต่างๆของโรงเรียน ส่วนงบประมาณก็เป็นไปตามเกณฑ์การจัดสรร ตามจำนวนนักเรียนที่มีในแต่ละปี ซึ่งหลังจากนี้ทาง สพป.นครพนม เขต 1 จะดำเนินการให้ข้อมูลกับผู้นำชุมชนในพื้นที่ เพื่อได้รับรู้รับทราบข้อเท็จจริงและทำความเข้าใจที่ตรงกันต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

รัฐบาลย้ำ‘ครู’ไม่อยู่เวรโรงเรียน ไม่มีความผิด ปัดโยนภาระ‘ตำรวจ’เข้าแทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783128

รัฐบาลย้ำ‘ครู’ไม่อยู่เวรโรงเรียน ไม่มีความผิด ปัดโยนภาระ‘ตำรวจ’เข้าแทน

รัฐบาลย้ำ‘ครู’ไม่อยู่เวรโรงเรียน ไม่มีความผิด ปัดโยนภาระ‘ตำรวจ’เข้าแทน

วันศุกร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2567, 08.13 น.

รัฐบาลย้ำ‘ครู’ไม่อยู่เวรโรงเรียน ไม่มีความผิด ปัดโยนภาระ‘ตำรวจ’เข้าแทน

26 มกราคม 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้หน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการดูแลความเดือดร้อนของประชาชนภายในประเทศ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณสถานศึกษา เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรักษาความสงบ ไม่ใช่ให้เจ้าหน้าตำรวจเข้าเวรแทนครู

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของโรงเรียน ครู และนักเรียนให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เช่นเดียวกับกระทรวงมหาดไทยที่มีแนวทางให้ฝ่ายปกครองในพื้นที่ร่วมกันป้องกันความปลอดภัยให้กับครู นักเรียน และสถานที่ราชการด้วย

“กรณีที่ครูมีความกังวลว่าไม่อยู่เวรโรงเรียนแล้วจะมีความผิดนั้น ขอให้ครูสบายใจได้ หลังจาก ครม. มีมติ ถือว่าการไม่อยู่เวรของครูไม่มีความผิด แต่หากเป็นความสมัครใจก็สามารถทำได้ แต่ขอให้ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ระมัดระวังเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยในชีวิตไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกโรงเรียน ตามข้อห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” นายคารม กล่าว

ปลัด มท. นำคณะร่วม Kick off ประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783057

ปลัด มท. นำคณะร่วม Kick off ประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

ปลัด มท. นำคณะร่วม Kick off ประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.17 น.

ปลัด มท. นำคณะร่วม Kick off ประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ในพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมมอบแนวทางขับเคลื่อนงานอารยเกษตรสู่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SA to SEDZ) เน้นย้ำ ผู้นำภาคราชการต้องเป็นต้นแบบที่ดี นำภาคีเครือข่ายร่วมกันน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การสร้างพื้นที่และการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน 

25 ม.ค.2567 เวลา 09.00 น. ที่วัดวชิราลงกรณวราราม วรวิหาร ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ จังหวัดนครราชสีมา พร้อมมอบแนวทางขับเคลื่อนงานอารยเกษตรสู่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SA to SEDZ) โดยได้รับความเมตตาจากพระราชวชิราลังการ  เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธ) เจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณวราราม วรวิหาร ร่วมพิธี โดยมี รองศาสตราจารย์วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเชฐ โสวิทยสกุล ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย อาจารย์คณิต ธนูธรรมเจริญ ที่ปรึกษาเครือข่ายลุ่มน้ำแม่กวง/หัวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าขุนแม่กวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายบรรจบ จันทรัตน์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายวสันต์ สุภาภา รองอธิบดีกรมที่ดิน ว่าที่ร้อยเอก ธีรพงศ์ ครุธดิลกานันท์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมในงาน โอกาสนี้ นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดนครราชสีมา นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา หัวหน้าส่วนราชการ  นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ

พระราชวชิราลังการ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธ) เจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณวราราม วรวิหาร กล่าวสัมโมทนียกถาความว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้พระราชทานก่อสร้างวัดวชิราลงกรณวราราม วรวิหาร ขึ้น โดยมีพระราชประสงค์ให้เป็นวัดเพื่อเด็ก เยาวชน และประชาชนในชุมชน ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงมีพระราชปณิธานในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โดยทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเพื่อให้คนไทยได้มีวัดเป็นหลักชัย เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ นำไปสู่การทำสิ่งดีเพื่อสังคม ซึ่งคณะสงฆ์วัดวชิราลงกรณวราราม วรวิหาร ได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริสู่การพัฒนาพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา เริ่มตั้งแต่การใช้พื้นที่ว่างสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชน พร้อมทั้งได้นำนโยบายของมหาเถรสมาคมและกระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนพลัง “บวร” โดยการมีส่วนร่วมของคณะสงฆ์กับฝ่ายบ้านเมือง โดยมีชุมชนเป็นส่วนสำคัญ วันนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการที่เราได้มาร่วมกันประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่มาร่วมกันพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ จึงขออนุโมทนาทุกท่านและทุกหน่วยงานที่ได้สนับสนุนการขับเคลื่อนงานของวัดวชิราลงกรณวราราม วรวิหาร มาโดยตลอด

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาสู่การขับเคลื่อนให้พี่น้องประชาชนได้ปฏิบัติจนเป็นวิถีชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ อันเป็นพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นแน่วแน่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” โดยทรงสืบสานต่อยอดพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และต่อมาได้มีพระราชดำรัส ความว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำมาเป็นหลักปฏิบัติโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอทั่วประเทศ ได้อัญเชิญพระราชดำรัสองค์ดังกล่าว ประดับไว้บริเวณศาลากลางจังหวัดและที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง เพื่อเตือนใจข้าราชการให้ตระหนักอยู่เสมอว่า เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนในฐานะพสกนิกรผู้จงรักภักดีที่ต้องช่วยกันสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างมุ่งมั่นและตั้งใจ เพื่อทำให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข 

“”ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข” เป็น 2 สิ่งที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน อันมีนัยสำคัญและมีความลึกซึ้งอย่างยิ่งควบคู่กับการ “แก้ไขในสิ่งผิด” เพราะที่ผ่านมาแผ่นดินไทยของเราเคยมีความอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ทุกคนมีจิตใจดี มีความรัก ความสามัคคี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ที่ในปัจจุบันเริ่มเลือนรางจางหายไป จึงต้องช่วยกันแก้ไขในสิ่งผิดด้วยการเชิญชวนให้พวกเราได้ร่วมกันเป็นจิตอาสาพระราชทาน ที่ “ทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ยุยงให้คนในสังคมช่วยกันคิดคำนึงถึงการเป็นจิตอาสา เพื่อทำสิ่งที่ดีให้กับสังคม นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทยได้ขับเคลื่อนการแก้ไขในสิ่งผิดในการดำรงชีวิตผ่านกลไกในระดับพื้นที่ด้วยระบบ ThaiQM โดยมีนายอำเภอ ปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่ไปค้นหาปัญหาครัวเรือนแบบพุ่งเป้า ไม่ว่าจะเป็นการแก้จน การช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย หรือเรื่องอื่น ๆ ซึ่งการจะทำให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุขได้ต้องแก้ไขในสิ่งผิดที่อยู่ในสังคม ซึ่งเป็นการบำบัดทุกข์ ที่จะต้องทำภารกิจบำรุงสุขควบคู่ไปด้วย ดังพันธกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ซึ่ง “เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่” ถือเป็นการบำรุงสุขเพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดทรงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า เราทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขในสิ่งผิด และช่วยกันสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างผ่านโครงการพระราชดำริมากกว่า 5,151 โครงการ และทฤษฎีใหม่กว่า 40 ทฤษฎี ซึ่งพระองค์ได้รวบรวมโดยการสังเกตแล้วมาวิเคราะห์ประมวล โดยมีเป้าหมาย คือ การแก้ไขในสิ่งผิดทั้งสิ้น เช่นเดียวกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มนุษย์ทุกคนต้องหาสาเหตุในการดับทุกข์ เพื่อหาวิธีการทำให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้อย่างมีคุณภาพ และเพื่อให้มีชีวิตอยู่ยืนยาว มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ท่านใช้หลักการ “สังเกต” จากความเป็นจริงและสิ่งที่เห็น รวมทั้งการการถามไถ่ชาวบ้านในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อทำให้ประชาชนแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนด้วยตนเอง และทำให้ทุกคนมีความสุข ภายใต้การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เช่นเดียวกันกับ โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่ภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยน้อมนำแนวพระราชดำริมาสู่การปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อให้มีต้นแบบกระจายไปสู่พื้นที่จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน พื้นที่อื่นได้มาศึกษาเรียนรู้และสามารถขยายผล ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนดัง “ภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี” ตามศาสตร์พระราชา ที่เป็นส่วนสำคัญนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

“ขอให้นายอำเภอทุกคนช่วยกันนำพา 7 ภาคีเครือข่ายไปทำให้เกิด “หมู่บ้านยั่งยืน” (Sustainable Village) ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานพระดำริและพระดำรัสว่า “หน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยคือการทำให้เกิดหมู่บ้านยั่งยืน” โดยมีแนวทางที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการให้ความสำคัญกับ “คน” ที่ต้องเป็นผู้นำต้นแบบ และเป็นผู้นำต้องทำก่อน โดยเฉพาะผู้นำของพี่น้องประชาชนผู้เป็นข้าราชการ ต้องช่วยกันทำให้เกิดปัจจัย 4 พร้อมกับทำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ เช่น การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้มีเพียงพอสำหรับรับประทานได้ในทุกวัน  กระทรวงมหาดไทยจึงได้ให้ทุกจังหวัดดำเนินการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้เด็กนักเรียนได้มีไข่ไก่รับประทานอย่างน้อยวันละ 2 ฟอง โดยสนับสนุนให้มีไก่ไข่อย่างน้อย 2 ตัวต่อคน ดังหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เราได้สรุปจากบันได 9 ขั้น คือ “พออยู่ พอกิน พอใช้ พอร่มเย็น” และเมื่อมีพอกินพอใช้แล้วก็ให้แบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นอกจากนี้ต้องทำให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง รวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มบ้าน คุ้มบ้าน หย่อมบ้าน โดยมีผู้นำชุมชนไปร่วมกันพูดคุย ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมรับประโยชน์ เริ่มจากจุดเล็กขยายไปสู่จุดใหญ่ ทำให้ทุกพื้นที่เกิดความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดเป็นหน้าที่ของพวกเรา” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า การประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ในวันนี้ เรามีความมุ่งมั่นทำให้เกิดผลดีขึ้นโดยรวมทั้งประเทศ ดังนั้น หากผู้เข้าร่วมโครงการได้ปฏิบัติลงมือทำ ได้ร่วมกันน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักบันได 9 ขั้น ไปทำให้ครบทุกขั้นตอนและในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครัวเรือน หมู่บ้าน ชุมชน อำเภอ ก็จะสามารถต่อยอดขยายผลไปสู่ภาคธุรกิจได้ และหากได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ตลอดจนมีการขับเคลื่อนร่วมกันในพื้นที่อย่างมุ่งมั่น ก็จะยิ่งส่งผลให้เกิดคุณประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ และเป็นการร่วมกันปฏิบัติบูชาเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ด้วยการช่วยกันทำให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จ และขอให้ความตั้งมั่นตั้งใจจริงและเจตนาที่ดีของทุกคนได้ดลบันดาลให้โครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ มีความเจริญรุ่งเรืองขยายไปเต็มแผ่นดิน ช่วยกันทำให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข” อย่างยั่งยืน

ด้านนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา กล่าวว่า สมาคมสถาบันทิวาได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ระหว่าง กระทรวงมหาดไทย และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจชุมชน โดยการประสานบูรณาการความร่วมมือจาก 7 ภาคีเครือข่าย ทั้งภาคราชการ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและภาคสื่อสารมวลชน ในการขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง (SEDZ) ด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ อันจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการทั้งภาครัฐและเอกชนให้มีประสิทธิผลอย่างยั่งยืน ด้วยหลักของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งวันนี้เราทำสำเร็จได้เพราะมีคณะสงฆ์วัดวชิราลงกรณวราราม วรวิหาร และผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วนช่วยกัน ทำให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย มีที่ดินทำกิน มีอาชีพ มีรายได้มั่นคง มีความสุขกาย และสุขใจ

ก.ค.ศ.ไฟเขียว! ปรับปฏิทินย้ายครู เปิดช่อง รร.หาครูทดแทนได้ทันเปิดเทอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782964

ก.ค.ศ.ไฟเขียว! ปรับปฏิทินย้ายครู เปิดช่อง รร.หาครูทดแทนได้ทันเปิดเทอม

ก.ค.ศ.ไฟเขียว! ปรับปฏิทินย้ายครู เปิดช่อง รร.หาครูทดแทนได้ทันเปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.26 น.

ก.ค.ศ.ไฟเขียว!!! ปรับปฏิทินย้ายครู มีผล 1 เม.ย. เปิดช่อง รร.หาครูทดแทนได้ทันเปิดเทอม

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัด ศธ.ทั้งนี้ ตามที่ ก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบหลักการและกรอบแนวคิดในการจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้สำนักงาน ก.ค.ศ.เป็นผู้จัดทำระบบการย้ายทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น ก.ค.ศ.ได้ดำเนินการพัฒนาหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าว เพื่อให้การย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษา มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อรองรับการดำเนินการย้ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ Teacher Rotation System หรือ TRS โดยการย้ายทุกกรณีต้องยื่นคำร้องขอย้ายผ่านระบบ TRS เท่านั้น สถานศึกษาที่รับย้ายต้องมีอัตรากำลังสายงานการสอนในภาพรวมไม่เกินเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ.กำหนด และเป็นตำแหน่งที่ไม่มีเงื่อนไขในการใช้ตำแหน่ง

“นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบปรับปฏิทินการย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษา จากเดิมที่ให้การย้ายมีผลวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นให้การย้ายมีผลวันที่ 1 เมษายน เพื่อแก้ปัญหา บางโรงเรียนเมื่อครูย้ายแล้ว ไม่สามารถบรรจุครูใหม่มาทดแทนได้ทัน ดังนั้น จึงปรับปฏิทิน เป็นวันที่ 1 เมษายน เพื่อให้มีอัตราว่างและโรงเรียนสามารถหาครูมาบรรจุทดแทนได้ทันเปิดเทอมวันที่ 16 พฤษภาคม พร้อมสำหรับการเรียนการสอน แต่ก็ให้เป็นอำนาจของผู้มีอำนาจบรรจุแต่งตั้งในการชะลอการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ยังสถานศึกษาใหม่ หากครูมีภาระงานอยู่ก็ให้ดำเนินการให้เรียบร้อย ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อราชการ” รมว.ศธ.กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1 การย้ายกรณีปกติ คือ การย้ายตามคำร้องขอย้าย เพื่อกลับภูมิลำเนา หรือเพื่อดูแล บิดา มารดา ผู้อุปการะเลี้ยงดู หรือเพื่ออยู่รวมกับคู่สมรส หรือการย้ายสับเปลี่ยน หรือการย้ายด้วยเหตุผลอื่น กรณีที่ 2 การย้ายกรณีพิเศษ คือ การย้ายตามคำร้องขอย้าย เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือถูกคุกคามต่อชีวิต หรือเพื่อดูแลบิดา มารดา ผู้อุปการะเลี้ยงดู คู่สมรส บุตร ซึ่งเจ็บป่วยร้ายแรง หรือทุพพลภาพ หรือเพื่อติดตามคู่สมรส และกรณีที่ 3 การย้ายกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ คือ การย้ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือการย้ายเพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการในสถานศึกษา หรือการย้ายเพื่อเกลี่ยอัตรากำลังของสถานศึกษา ทั้งนี้ การดำเนินการย้ายตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายการศึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น โดยให้ครูโยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบ การกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการคัดเลือกฯ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 16/2557 และ ว 17/2557 สำหรับสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เพื่อให้สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) สามารถคัดเลือกผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในการดูแลนักเรียนที่มีคุณลักษณะพิเศษ ตรงตามความต้องการจำเป็นพิเศษของสถานศึกษา อนุมัติให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ใช้กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เดิม) ไปพลาง เพื่อบรรจุและแต่งตั้งผู้ผ่านการคัดเลือกตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ปี พ.ศ. 2566 เข้ารับราชการเป็นครูผู้ช่วย จำนวน 5 อัตรา โดยอัตราดังกล่าว รวมอยู่ในจำนวน 4,598 อัตรา ตามมติ ก.ค.ศ.ครั้งที่ผ่านมา เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับเงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งบุคลากร ทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ  และเห็นชอบร่างการจัดกลุ่มตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2)

‘เพิ่มพูน’ยืนยัน! ยกเลิกการอยู่เวรของครู ไม่เกี่ยวข้องการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782954

'เพิ่มพูน'ยืนยัน! ยกเลิกการอยู่เวรของครู ไม่เกี่ยวข้องการเมือง

‘เพิ่มพูน’ยืนยัน! ยกเลิกการอยู่เวรของครู ไม่เกี่ยวข้องการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.40 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงการยกเลิกการอยู่เวรของครู ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง เป็นเรื่องที่ ศธ.ตั้งใจทำเพื่อเป็นการลดภาระครู โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีครูจำนวนน้อย และส่วนใหญ่จะมีแต่ครูผู้หญิง ซึ่งก่อนหน้านั้น ก็ได้มีการประสานที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และอาสาต่างๆ เข้าไปช่วยดูแลความปลอดภัยในโรงเรียน ประกอบกับเกิดเหตุการณ์ครูอยู่เวรแล้วถูกทำร้ายที่ จ.เชียงราย ขึ้นมา จึงเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณายกเว้นการอยู่เวรของครู เพราะเห็นว่าเรื่องชีวิตและร่างกายของคนสำคัญกว่าทรัพย์สิน ที่ไม่อาจจะทดแทนได้

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า เมื่อ ครม.มีมติยกเลิกการอยู่เวรของครูแล้ว ก็มีมาตรการมาทดแทน เพื่อป้องกันความเสียหายของทรัพย์สิน โดยประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และชุมชน เข้าไปช่วยตรวจตรา แต่ไม่ได้ให้ไปเฝ้าอยู่ประจำ เป็นการเข้าไปตรวจตรา เช่นเดียวกันโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ ในช่วงเทศกาลต่างๆ ทั้งนี้ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ มีระบบ และเป็นเรื่องที่ชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยส่วนตัวคิดว่า บางทีไม่จำเป็นต้องมีคนไปอยู่เฝ้าประจำ เพราะประชาคม และชุมชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสถานที่ราชการต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะโรงเรียน ที่ต้องเข้ามาช่วยกันดูแล ขณะที่การปรากฎกายของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่สามารถช่วยดูแลความปลอดภัยได้อย่างมาก

“ส่วนตำแหน่งนักการภารโรงที่จะเสนอของบมาจัดจ้างเพิ่ม จะต้องเข้ามาอยู่เวรแทนครูด้วยหรือไม่นั้น ตรงนี้ต้องไปดูภาระงาน แต่ก็อาจจะเป็นหน้าที่หนึ่งในการดูแลความปลอดภัยของโรงเรียนด้วย แต่คงไม่ใช่เรื่องเข้าเวรแทนครู ดังนั้น ต้องไปดูในรายละเอียดว่า ธุรการ ภารโรงมีหน้าที่ใดบ้าง เช่น การทำความสะอาด ดูแลความปลอดภัย การดูแลความเรียบร้อย เปิด-ปิดอาคารเรียน ไฟฟ้า ภายในสถานศึกษา เป็นต้น ผมไม่อยากให้เอาการเมืองมาเกี่ยวข้องกับการศึกษา การเมืองก็คือการเมือง แต่เรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา เป็นการลดภาระครู ซึ่ง ศธ.พยายามทำ ไม่ใช่แค่การยกเลิกอยู่เวรอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย เพื่อให้ครูมีเวลาทุ่มเทให้กับการสอนหนังสือมากที่สุด ส่วนจะส่งผลให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นหรือไม่นั้น ดูได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กเป็นหลัก ถือเป็นการวัดผลที่ดีที่สุด ซึ่งต้องใช้เวลา ไม่สามารถบอกได้เร็ววันนี้ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า ครูจะมีความสุข เชื่อว่าคุณภาพการศึกษาจะดีขึ้นแน่นอน” รมว.ศธ.กล่าว

รองรับปลดประจำการ! ‘ทบ.-อว.’จับมือทำเอ็มโอยู พัฒนาความรู้‘ทหาร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782934

รองรับปลดประจำการ! ‘ทบ.-อว.’จับมือทำเอ็มโอยู พัฒนาความรู้‘ทหาร’

รองรับปลดประจำการ! ‘ทบ.-อว.’จับมือทำเอ็มโอยู พัฒนาความรู้‘ทหาร’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 11.40 น.

ทบ.-อว.จับมือทำเอ็มโอยู พัฒนาความรู้ ทหาร ร้อยตรี-พันเอกพิเศษ และทหารชั้นประทวน-ลูกจ้างประจำ รองรับปลดประจำการ

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ที่กองบัญชาการกองทัพบก น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผบ.ทบ.ร่วมเป็นประธานงานแถลงข่าวความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างกองทัพบก กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังพล ทบ.ด้วยระบบออนไลน์ Thai Mooc Platform

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า กำลังพลของกองทัพบกเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ อว.ส่งเสริมพัฒนาความรู้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศต่อไป โดยคัดเลือก 700 กว่าวิชา ที่ อว.มี โดยจะเน้นวิชาที่สอดคล้องการทำงาน เช่น ภาษาอังกฤษ การวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมจับคู่สถาบันกับวิชากำลังพลเรียนรู้ ซึ่งเป็นที่ต้องการตลาด และฝึกเป็นผู้ประกอบการ รองรับการปลดประจำการ รองรับทักษะกำลังพลเรียนรู้ ให้ผู้ประกอบการจ้างงาน จัดทำเทียบโอนหน่วยกิจ เพื่อลดเวลาศึกษาต่อ พร้อมยืนยัน หน้ารั้วมหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ของคุณทุกช่วงวัยที่จะไปเรียนรู้หาความรู้เพิ่มเติม เพื่อยกระดับความรู้นำมาพัฒนางานขององค์กรรวมถึงช่องทางการทำงานได้หลากหลาย เพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่สังคมอื่นอย่างมีคุณภาพและมีความรู้สามารถประกอบอาชีพ เลี้ยงตนเองได้ ขอชื่นชม ผบ.ทบ.ที่มีแนวคิดเช่นนี้ และทาง อว.พร้อมสนับสนุนเต็มที่ ทหารถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศหากได้รับการปลูกฝังในกองทัพด้วยวิธีการที่ดี เชื่อว่าวิธีคิดวิชาความรู้ต่างๆที่ติดตัวในวันที่ไม่ได้อยู่ในกองทัพ

ด้าน พล.อ.เจริญชัย กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่ากองทัพบกมีภาระกิจหลากหลาย และยุทโธปกรณ์ที่มีสมรรถนะสูง และมีกำลังพลที่ประจำการและหมุนเวียนเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เมื่อจบภารกิจแล้วคนเหล่านี้จะต้องเอาไปเป็นทรัพยากรภูมิคุ้มค่าให้กับสังคม รวมทั้งการสร้างการเรียนรู้ภารกิจความมั่นคงให้เยาวชนของชาติในรูปแบบของการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต การขับเคลื่อนเหล่านี้ต้องอาศัยกำลังพลที่มีศักยภาพมีความรู้ทันสมัยและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการพัฒนากำลังพลทุกระดับด้วยการศึกษาโดยการสร้างโอกาสการเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งจะดำเนินการโดยกองทัพบกเพียงลำพังคงไม่เพียงพอการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาระบบการเรียนการสอนในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้กับกำลังพล เพื่อให้สามารถพัฒนาต่อยอดความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับ RTA MOOC เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังพลของกองทัพบกอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้กำลังพลแสวงหาความรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาการนำคนของกองทัพบกให้มีความรู้ทางวิชาการพลเรือนที่ทันสมัยทันต่อวิทยาการ สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ดียิ่งขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายการเรียนรู้นายทหารชั้นสัญญาบัตรยศร้อยตรี ถึงพันเอกพิเศษ นายทหารชั้นประทวน ลูกจ้างและพนักงานราชการ

– 006

ตะลึงทั้ง รร.มีครูคนเดียว ต้องดึงฝ่ายธุรการสวมบทครู วอน ศธ.ให้ความสำคัญ รร.เล็กๆ ด้วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782917

ตะลึงทั้ง รร.มีครูคนเดียว ต้องดึงฝ่ายธุรการสวมบทครู วอน ศธ.ให้ความสำคัญ รร.เล็กๆ ด้วย

ตะลึงทั้ง รร.มีครูคนเดียว ต้องดึงฝ่ายธุรการสวมบทครู วอน ศธ.ให้ความสำคัญ รร.เล็กๆ ด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 09.29 น.

โรงเรียนของหนู! ตะลึงทั้ง รร.มีครูคนเดียว ผอ.แก้สถานการณ์ คว้าธุรการสวมบทครู วอน ศธ.ให้ความสำคัญ รร.เล็กๆ ด้วย

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานเรื่องราวเกี่ยวกับการศึกษาของไทย ว่า พัฒนาก้าวไกลมากน้อยแค่ไหน เพราะยังมีหลงเหลือเหมือนอยู่ในยุคกระดานชนวน กล่าวคือในพื้นที่จังหวัดนครพนม พบโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลตัวจังหวัดมากนัก แต่คล้ายอยู่ห่างไกลปืนเที่ยง ได้แก่ โรงเรียนบ้านดงโชค หมู่ 1 ต.หนองญาติ อ.เมือง จ.นครพนม เพราะทั้งโรงเรียนมีครูสอนอยู่คนเดียว  รับผิดชอบการเรียนการสอนนักเรียน ตั้งแต่ระดับอนุบาล 2 ถึงระดับประถม 6 รวมทั้งสิ้น 19 คน

โดยนายสุนทร ผูนา ผู้ใหญ่บ้านดงโชคหมู่ 1 เปิดเผยว่าโรงเรียนแห่งนี้ชาวบ้านร่วมกันบริจาคที่ดินก่อสร้าง เริ่มจากปี 2484-2548 มีครูใหญ่ 6 คน จากนั้นก็เปลี่ยนผู้บริหารมาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน(ผอ.) ถึงขณะนี้มี 3 คน ปัจจุบันมีนายศุภมาศ กุลตังวัฒนา เป็น ผอ. ขณะที่นักเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานที่พ่อแม่มาฝากปู่ย่าตายายเลี้ยง หรือมาจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ที่มีอาชีพเป็นเกษตรกร ดังนั้นผู้ปกครองจึงนำลูกหลานมาฝากครู ขณะออกไปทำงานในไร่นา

นายสุนทร ยังกล่าวถึงเรื่องการขาดแคลนอีกว่า งบประมาณที่ได้มีไม่มาก ชาวบ้านจึงลงขันกัน เช่น จัดผ้าป่าสามัคคี ได้เงินมาก็มอบให้ ผอ. ไปซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน เหมือนกล้องวงจรปิดก็เป็นเงินที่ได้จากการตั้งผ้าป่า ถ้ารอเงินจากหลวงตกมาคงยาก

ด้านนายศุภมาศ กุลตังวัฒนา ผอ.โรงเรียนบ้านดงโชค กล่าวว่า เป็นเรื่องจริงที่ทั้งโรงเรียนมีครูคนเดียว คือ น.ส.ธัญลักษณ์ ดีจันทร์ อายุ 23 ปี ตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่เพิ่งบรรจุเป็นข้าราชการครู เมื่อเดือนพฤศจิกายน 66 ที่ผ่านมา ส่วนคนเก่าย้ายไปสอนโรงเรียนใหม่ เพราะสอบบรรจุได้ วิธีแก้ไขก็เอาพนักงานราชการที่ปกติทำหน้าที่อื่นมาช่วยสอน รวมถึงการทำความสะอาดห้องน้ำ ยอมรับว่าทุลักทุเลพอสมควร ทุกคนแทบไม่มีสิทธิ์ลา หากคนใดคนหนึ่งป่วย ความโกลาหลจะเกิดขึ้นทันที เคยให้ผู้เรียนจบปริญญาตรีในหมู่บ้านมาช่วยสอน ก็ถูกดราม่าจนต้องยกเลิกไป ในขณะที่งบประมาณได้มาเพียงปีละ 3 หมื่นบาทเศษเท่านั้น

ส่วนกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2542 กรณีครูไม่ต้องเข้าเวรแล้ว หลังเกิดเหตุรุนแรงกับครูถูกทำร้ายในพื้นที่ จ.เชียงราย ต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างมาก และเห็นว่ารัฐบาลควรยกเลิกมตินี้นานแล้ว ที่ผ่านมาครูต้องมาอยู่เวรในวันหยุด โดยครูผู้หญิงอยู่เวรกลางวัน และครูผู้ชายอยู่เวรกลางคืน

ขณะที่น.ส.ธัญลักษณ์ ดีจันทร์ ครูผู้ช่วย กล่าวว่า ชั้นอนุบาล 2-3 ทาง ผอ.มอบให้ น.ส.สุภาพร อินคง เจ้าหน้าที่ธุรการดูแล ตนเองรับผิดชอบชั้น ป.1-ป.3 ส่วนนายสมบัติ โสมี พนักงานราชการที่ขอตัวมาสอนชั้น ป.4-ป.6 การสอนจะดูที่แต่ละวิชาว่าสามารถสอนรวมกันได้หรือไม่ ถ้ารวมได้ก็จะเอานักเรียนมาเรียนรวมกัน ยอมรับว่าเหนื่อย แต่เห็นหน้าน้องๆ แล้วรู้สึกมีพลัง เป็นไปได้อยากให้มีครูมาเพิ่ม การเรียนการสอนก็จะมีประสิทธิภาพ

ด้านนายสมบัติ โสมี อายุ 33 ปี เปิดเผยว่าเด็กที่นี่ขาดโอกาส จึงเพิ่มทักษะการเรียนรู้ เพราะคำนึงถึงอนาคตของพวกเขา แม้ทางโรงเรียนได้รับงบประมาณมาน้อยนิด แต่ต้องการให้ลูกหลานเปิดโลกทัศน์กว้างขึ้น จึงจัดทัศนะศึกษาไปยังจังหวัดใกล้เคียง ค่าจ้างเหมารถตกประมาณ 1 หมื่นบาท เป็นเงินงบประมาณที่ได้จากรัฐ แต่ทุกคนต้องกินจึงให้นักเรียนห่อข้าวจากบ้านไปด้วย ส่วนกับข้าวช่วยกันควักกระเป๋าคนละเล็กละน้อย และอีกส่วนหนึ่งได้จากงบอาหารกลางวันของเทศบาลตำบลหนองญาติ ที่ช่วยเหลืออยู่ก่อนแล้ว ตนได้เห็นน้องๆ ตื่นเต้นกับบันไดเลื่อนห้างสรรพสินค้า เพราะพวกเขาไม่เคยเจอมาก่อน จึงอยากให้เขาได้รับการพัฒนาการที่ดีกว่านี้

นอกจากนี้ นายศุภมาศ กุลตังวัฒนา ผอ. ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยงบประมาณมีน้อย จึงต้องไปขอความอนุเคราะห์จากหลายหน่วยงาน เช่น กรมทางหลวง ทหาร ตำรวจ ฯลฯ ด้านอุปกรณ์ทางการกีฬา หรือสิ่งของที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ยังดีที่มีผู้ปกครองของน้องๆ มาช่วยกันทำความสะอาด จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการเหลียวมอง และให้ความสำคัญโรงเรียนขนาดเล็ก น้องๆ เหล่านี้ต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ

—017

รมว.ศธ.ชี้ไม่ผิด ครูไม่ต้องเข้าเวร ประสานตร.-มท. ดูแลสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782861

รมว.ศธ.ชี้ไม่ผิด  ครูไม่ต้องเข้าเวร  ประสานตร.-มท.  ดูแลสถานศึกษา

รมว.ศธ.ชี้ไม่ผิด ครูไม่ต้องเข้าเวร ประสานตร.-มท. ดูแลสถานศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

รมว.ศธ.ชี้ไม่ผิด ครูไม่ต้องเข้าเวร ประสานตร.-มท. ดูแลสถานศึกษา

รมว.ศึกษาธิการ ระบุ ไม่ถือเป็นความผิด “ครู” ไม่ต้องเข้าเวรโรงเรียน ประสานตำรวจ-มหาดไทย ดูแลสถานศึกษา

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหาร ศธ. ว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีที่ประชุมคระรัฐมนตรี (ครม.) มีมติยกเลิกการอยู่เวรที่โรงเรียนของครูในสังกัด ศธ. ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) , สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศ รวมถึงสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ทั้งนี้ จากข้อมูลแม้จะมีกล้องวงจรปิด ก็ไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้ ดังนั้นการให้ครูอยู่เวรนอกเวลาราชการ ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยง ซึ่ง ครม.ได้พิจารณาถึงความเสียหายในชีวิตและร่างกายเป็นสำคัญ ที่จะต้องพยายามรักษาป้องกันไม่ให้เกิดภัยต่อชีวิตและร่างกายของครู ซึ่งครูมีภาระงานในการสอนหนังสืออยู่แล้ว

“หลังครม.ยกเลิกมติเก่าดังกล่าวแล้ว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) และฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย(มท.) เข้ามาช่วยดูแล ส่วนที่มีกระแสว่าเป็นการเพิ่มภาระให้ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนั้น จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะเป็นหน้าที่หลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองอยู่แล้วในการดูแลความสงบเรียบร้อย เช่น ธนาคาร ร้านทอง ที่ต้องมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยดูแลเป็นพิเศษ เพียงแต่อาจจะเพิ่มจุดเน้นเข้ามา ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องการดูแลความปลอดภัยของสถานที่” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวว่า ในส่วนของ ศธ. ได้มีหนังสือประสานไปยัง ตร. และ มท. เรียบร้อยแล้ว เพื่อบูรณาการดูแลความปลอดภัย ส่วนในระดับจังหวัดได้มอบหมายให้สำนักปลัด ศธ. แจ้งให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ในการเข้ามาดูแล การประสานงานดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วขึ้น ทั้งในระดับ ส่วนกลาง และพื้นที่ ขณะที่ในส่วนของสถานศึกษาได้สั่งการให้มีการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา โดยให้มีการเชิญตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มาหารือถึงมาตรการป้องกันความปลอดภัยให้กับสถานที่ราชการ เพื่อเป็นการรองรับมติครม.ดังกล่าว

“ส่วนเรื่องการอยู่เวร เมื่อ ครม.มีมติดังกล่าวออกมาแล้ว ครูที่ไม่อยู่เวรก็ถือว่าไม่มีความผิดทางวินัย เพราะได้รับการยกเว้นแล้ว จากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สพฐ. จะต้องไปปรับแก้ระเบียบต่าง ๆ เพื่อรองรับมติครม. หากครูจะมาทำงานที่โรงเรียนนอกเวลาราชการ ให้เป็นไปตามความสมัครใจ โดยขอให้ระมัดระวัง คำนึงถึงความปลอดภัยส่วนบุคคลด้วย เช่น เข้ามาในห้องทำงานแล้วก็ควรล็อกประตูให้เรียบร้อย หรือมีเพื่อนมาอยู่ด้วย เพราะเราห่วงเรื่องความปลอดภัยในชีวิต ซึ่งไม่มีสิ่งที่จะมาทดแทนได้ ไม่เหมือนความเสียหายต่อทรัพย์สิน ที่บางทียังหาทดแทนได้ จึงอยากให้ประชาชนได้เข้าใจ” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า มติดังกล่าว มีผลในทางปฏิบัติทันที โดยที่ผ่านมาได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาอยู่แล้ว แต่เมื่อมีมติครม. เป็นสภาพบังคับหน่วยงานที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศก็จะต้องดำเนินการด้วยความเข้มข้นมากขึ้น นอกจากนี้จะมีการสำรวจโรงเรียนทั่วประเทศว่ามีกล้องวงจรปิดกี่แห่ง ส่วนจะต้องเพิ่มกล้องวงจรปิดให้กับโรงเรียนที่ยังไม่มีหรือไม่นั้น ต้องหารือร่วมกับอีกครั้ง เพราะแม้จะมีกล้องวงจรปิด แต่การมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดูแลก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้น ขณะที่บางโรงเรียนที่อยู่ห่างไกล ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต การมีกล้องวงจรปิดก็อาจไม่ได้ช่วยในการป้องกันเหตุ การดำเนินการดังกล่าว จะเป็นลักษณะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจเยี่ยม คล้ายโครงการฝากบ้านไว้กับตำรวจ เพียงแต่เพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมและชุมชนที่จะต้องช่วยกันดูแลทรัพย์สินของส่วนรวม

“ส่วนการของบประมาณจัดจ้างธุรการ ภารโรง เพิ่มนั้น เป็นเรื่องที่ยังต้องดำเนินการต่อเพราะเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีครูน้อย หากมีเจ้าหน้าที่อยู่ประจำเข้ามาช่วยดูแลความเรียบร้อยภายในโรงเรียน ก็จะเป็นการลดภาระครู คืนครูสู่ห้องเรียน เพื่อให้ครูสอนหนังสือได้เต็มที่ โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีธุรการ ภารโรงครบทุกโรงเรียน ซึ่งนายกฯ ก็รับปากว่า จะดูแลเรื่องนี้ให้” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

พัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782836

พัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา

พัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 เป็นประธานพิธีเปิด และบรรยายพิเศษการอบรมหลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ด้านการนิเทศภายใน โดยมีวิทยากร ได้แก่ นายทรงยศ จารุสมบัติ, น.ส.ทิพวรรณ พรประเสริฐนุกูล มีผู้บริหารสถานศึกษาและศึกษานิเทศก์ จำนวน 110 คน เข้ารับการอบรม เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ สพป.พิษณุโลก เขต 2

มมส เปิดศูนย์วิจัยฯก๊าซเรือนกระจก เป็นแหล่งบูรณาการความรู้ภูมิอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782842

มมส เปิดศูนย์วิจัยฯก๊าซเรือนกระจก  เป็นแหล่งบูรณาการความรู้ภูมิอากาศ

มมส เปิดศูนย์วิจัยฯก๊าซเรือนกระจก เป็นแหล่งบูรณาการความรู้ภูมิอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด ร่วมเปิดศูนย์วิจัยและปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจก โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดโครงการ มี ดร.สมิทธ เหลี่ยมมณี ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจก ผู้แทนจากบริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด กล่าวถึงความคืบหน้าและการขยายผลของศูนย์วิจัยและปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจก ณ ศูนย์วิจัยและปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.ธีรวงศ์ เหล่าสุวรรณ หัวหน้าคณะทำงานศูนย์วิจัยและปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์ มมส และ บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของประชาคมโลก และเล็งเห็นถึงโอกาสในการผลักดันพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ ส่งเสริมการวิจัย และผลิตบุคลากรด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ คาร์บอเครดิตภาคป่าไม้และเกษตรกรรม และภาคพลังงาน เพื่อการพัฒนาอย่ายั่งยืน จึงได้เกิดความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ และจัดตั้งศูนย์วิจัยและปฏิบัติการก๊าซเรือนกระจกขึ้น เพื่อเป็นแหล่งบูรณาการความรู้และประสบการณ์ด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ คาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้และเกษตรกรรม และภาคพลังงาน และสร้างความยั่งยืนให้แก่ประเทศไปด้วยกัน

คณะวิทยาศาสตร์ ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยทางด้านคาร์บอนเครดิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 โดยโครงการแรกที่ดำเนินการ คือ A/R Pilot Projects in Thailand “Advanced methods for measuring and monitoring CO2 Emissions, Reduction in Afforestation and Reforestation Projects.” เป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยมิชิแกน สเตทสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยมี ดร.อุษา กลิ่นหอม ดร.เจ เอช ซาเม็ก คุณเชษฐพงษ์บุตรเทพ เป็นหัวหน้าคณะนักวิจัย ลงพื้นที่ป่าชุมชนอินแปง จ.สกลนคร ในขณะนั้น และถือเป็นความสำเร็จจากโครงการแรกในการวิจัยการตรวจวัดชีวมวลของต้นไม้ ที่นำเข้าสู่กระบวนการเชิงพาณิชย์ในปี 2553-2554 ทำให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และมีการมอบเงินมูลค่ากว่า 30,000 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 900,000 บาท ให้แก่ชุนชนอินแปง จ.สกลนคร จ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี และ จ.นครสวรรค์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553

จากนั้น คณะวิทยาศาสตร์ มมส และมหาวิทยาลัยมิชิแกน สเตท สหรัฐอเมริกา ได้จัดทำข้อตกลงความร่วมมือทางการวิจัยร่วมกันถึง 2 ฉบับในปี พ.ศ. 2553 และ พ.ศ.2558 เพื่อผลิตงานวิจัยด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ หรือส่งเสริมการปลูกป่า เพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย และความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก,กรมวิชาการเกษตร, กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช, กรมป่าไม้, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), National University of Laos,National Agricultural and Forestry Extension Service, Laos, National Agriculture and Forestry Research Institute, Policy Research Institute, Laos,Ministry of Agriculture and Rural Dev.,Vietnam, Vietnam Forestry University,