มทร.ล้านนาร่วมสถาบันการศึกษาจีน ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782395

มทร.ล้านนาร่วมสถาบันการศึกษาจีน  ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

มทร.ล้านนาร่วมสถาบันการศึกษาจีน ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มทร.ล้านนา เข้าร่วมโครงการพัฒนาบุคลากรในด้าน S Curve และ New S Curve ร่วมกับวิทยาลัยในสาธารณรัฐประชาชนจีน เปิดหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และระดับปริญญาตรีหลักสูตรต่อเนื่องด้วยโมเดล 2+2 และ หลักสูตรระยะสั้น ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ (New Energy Vehicle, EV) การวิเคราะห์และจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การซ่อมบำรุงขนส่งระบบราง (Railway maintenance) และแพทย์ทางเลือก (Chinese Medicine)

ผศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ ทองปรอน รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ล้านนา กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการของบุคลากร แรงงานในตลาดแรงงาน ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่บุคลากรไทยสามารถไปทำงานในประเทศต่างๆ ได้ ดังนั้น มทร.ล้านนา ซึ่งมุ่งผลิตบัณฑิต บุคลากรตอบโจทย์ตลาดแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรม S Curve และ New S Curve อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จึงได้สร้างเครือข่าย ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศจีน และญี่ปุ่น ซึ่งมีนักลงทุนจำนวนมาก และมีนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่

การร่วมโครงการพัฒนาบุคลากรในด้าน S Curve และ New S Curve ร่วมกับวิทยาลัยในสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนา Associate Degree ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และระดับปริญญาตรีหลักสูตรต่อเนื่องด้วยโมเดล 2+2 และหลักสูตร จำนวนหลักสูตรระยะสั้น (Non-Degree) โดยมุ่งเป้าที่สาขาที่เป็นที่นิยมและมีความต้องการของตลาดได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ (New Energy Vehicle, EV) การวิเคราะห์และจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การซ่อมบำรุงขนส่งระบบราง (Railway maintenance) และแพทย์ทางเลือก (Chinese Medicine ซึ่งทั้ง 4 สาขามีความต้องการกำลังคนจำนวนมาก

ผศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือระหว่าง มทร.ล้านนา และวิทยาลัยในประเทศจีน มีดังต่อไปนี้ 1.หลักสูตรด้าน EV มทร.ล้านนา ได้ร่วมมือกับวิทยาลัย Nanjing Vocational Institute of Transport Technology และวิทยาลัย Guizhou Light Industry Technical College ซึ่งจะเปิดรับนักศึกษาจำนวน 80-90 คน 2.หลักสูตร Big Data จะมีความร่วมมือกับ วิทยาลัย Guizhou Light Industry Technical College 3.หลักสูตรแพทย์ทางเลือก Chinese medicine จะเป็นการนำสมุนไพรเข้ามาใช้ในการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก แพทย์แผนจีน โดยจะร่วมมือกับ Jiangsu Food and Pharmaceutical Science College และ 4.หลักสูตร Railway maintenance (หลักสูตรการซ่อมบำรุงระบบรถไฟฟ้า) และเทคโนโลยีการสื่อสาร ร่วมมือกับ วิทยาลัย Liuzhou Railway Vocational Technical College

“หลักสูตรโมเดล 2+2 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างมทร.ล้านนากับวิทยาลัยในประเทศจีนนั้น ขณะนี้ได้มีการจัดส่งครูและนักเรียนไปอบรมที่วิทยาลัยในประเทศจีนแล้ว โดยนักศึกษาจะได้ไปเรียนที่วิทยาลัยในประเทศจีนประมาณปีครึ่ง จะได้วุฒิหลักสูตรการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และมาเรียนที่มทร.ล้านนา อีกทั้งทางวิทยาลัยในประเทศไทยได้มีการลงทุนด้านครุภัณฑ์ และห้องแล็บ ที่ มทร.ล้านนาร่วมด้วย ดังนั้น นักศึกษาไทยที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว จะได้มีโอกาสในการเรียนในหลักสูตรร่วมและได้คุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศ และสามารถศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในหลักสูตรต่อเนื่อง ที่จะเป็นโอกาสในการจ้างงานและการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการพัฒนาการเรียนการสอนและการพัฒนาบุคลากรในด้านวิชาชีพ เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีร่วมสมัย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผ่านความร่วมมือกับวิทยาลัยที่มีความพร้อมทั้งด้านห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยี และจะเป็นการพัฒนาความร่วมมือระดับนานาชาติแก่ มทร.ล้านนาและสถาบันการศึกษาระดับนานาชาติต่อไปในอนาคต” ผศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สกสว. – ศมส. จัดเสวนาระดมสมอง ยกระดับงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782396

สกสว. – ศมส. จัดเสวนาระดมสมอง  ยกระดับงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์

สกสว. – ศมส. จัดเสวนาระดมสมอง ยกระดับงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์

วันอังคาร ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หรือ ศมส.จัดงานเสวนาวาระการวิจัยสังคมศาสตร์ และเครือข่ายนักวิจัยสังคมศาสตร์ของประเทศไทย ครั้งที่ 1 : “ภูมิทัศน์สังคมศาสตร์ไทย สถานะ คุณค่า และทิศทางการพัฒนา” เพื่อระดมสมอง และกำหนดแนวทางการภูมิทัศน์ใหม่ของงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ โดยมี ผู้บริหารหน่วยงานระดับนโยบาย หน่วยบริหารและจัดการทุน และหน่วยรับงบประมาณในระบบ ววน. และเครือข่ายนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์ จำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วมการประชุม

แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนาที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีความสำคัญในการพัฒนาประเทศ แต่การสร้างสังคมที่ผู้คนอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสันตินั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจทางสังคมศาสตร์ ซึ่งมีหลักคิดที่ต่างไปจากความรู้แบบวิทยาศาสตร์มาช่วยให้เห็นที่มาที่ไปและเข้าใจความแตกต่างทางสังคม การวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่มีคุณค่าจึงเป็นการวิจัยที่สร้างและส่งมอบองค์ความรู้ที่สามารถสะท้อนปัญหา อธิบายปรากฏการณ์ ชี้ทิศทาง
และวางเป้าหมายการพัฒนาของประเทศให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการให้กับผู้คนและบริบทของแต่ละพื้นที่ ที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเครือข่ายนักสังคมศาสตร์จะเป็นส่วนสำคัญที่ร่วมผลักดันให้เกิดการปรับปรุงระบบสนับสนุนการวิจัยสังคมศาสตร์และระบบวิจัยของประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว. ส่งเสริมการขับเคลื่อนการวิจัยและการพัฒนาบุคลากรด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ของประเทศไทยไปสู่การสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ของชาติร่วมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการจัดทำแผน ววน. ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ร่วมกับการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศ 2 แผนงาน ได้แก่

แผนด้าน ววน. พ.ศ.2563-2565 : “แพลตฟอร์มที่ 1” การพัฒนากำลังคน ยกระดับสถาบันความรู้และระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โปรแกรมที่ 5 ส่งเสริมการวิจัยขั้นแนวหน้า และการวิจัยพื้นฐานที่ประเทศไทยมีศักยภาพ “แพลตฟอร์มที่ 2” การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์

ท้าทายของสังคม โปรแกรมที่ 9 แก้ไขปัญหาท้าทายและยกระดับการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านสังคมและความมั่นคงทุกมิติ

แผนด้าน ววน. พ.ศ.2566-2570: “ยุทธศาสตร์ที่ 2” การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เป็นยุทธศาสตร์หลักๆที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสังคมศาสตร์อีกทั้ง“ยุทธศาสตร์ที่ 3” ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนางาน Frontier Research ด้านสังคม และ “ยุทธศาสตร์ที่ 4” การพัฒนากำลังคน ด้าน ววน. รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาสถาบันความรู้ด้านสังคมศาสตร์

อย่างไรก็ตาม สกสว.พบว่าสถานภาพของงานวิจัยไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความไม่สมดุลระหว่างความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กับด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ไม่ว่า
จะเป็นการเปลี่ยนแปลง การกระจายตัวพัฒนาการของประเด็นวิจัย ความก้าวหน้าในเชิงเนื้อหาและช่องว่างประเด็นที่ยังขาดแคลน รวมถึงระบบและเครือข่ายวิชาการ รวมทั้งศักยภาพของนักวิจัยและสถาบันวิจัยที่เป็นแกนหลักในการยกระดับสถานะความรู้และคุณูปการของงานวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง จึงเปิดพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนของเครือข่ายนักวิจัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ครั้งนี้ขึ้น เพื่อกำหนดภูมิทัศน์ใหม่ของงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ของสังคมไทย เพื่อพัฒนาระบบสนับสนุนการวิจัยสังคมศาสตร์ในภูมิทัศน์ใหม่ของสังคมไทย และเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ในภูมิทัศน์ใหม่ของสังคมไทย

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า งานวิจัยที่ได้ศึกษาอย่างเป็นระบบ และผ่านการค้นคว้ามาอย่างกว้างขวางจะช่วยให้เกิดการคิดและวิเคราะห์ว่า วิชาทางด้านสังคมศาสตร์จะช่วยสร้างสังคมที่มีคุณค่า ที่ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว เพราะวิชาความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ที่หลากหลายทั้งเศรษฐศาสตร์ ปรัชญา ศิลปกรรมศาสตร์สังคมวิทยา มนุษยวิทยา ล้วนมีส่วนช่วยสร้างสังคมที่มีคุณภาพ มีความเจริญรุ่งเรือง ช่วยให้คนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ วิชาด้านสังคมศาสตร์ยังก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้การมองหาคุณค่าจากความรู้ด้านสังคมศาสตร์ไม่ถูกจำกัดด้วยวิธีการประเมินแบบวิทยาศาสตร์ที่มุ่งวัดแค่เพียงตัวเลขอย่างเดียว แต่จะเป็นการวัดในด้านของการสร้างความเข้าใจ เรียนรู้ความแตกต่างที่หลากหลายเพื่อลดอคติและช่วยให้คนมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อความแตกต่างในสังคม

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 12 ร่วมกับภาครัฐและเอกชน จัดถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 106 วัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782368

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 12 ร่วมกับภาครัฐและเอกชน จัดถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 106 วัด

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 12 ร่วมกับภาครัฐและเอกชน จัดถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 106 วัด

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 17.14 น.

โครงการธรรมยาตรา ปีที่ 12 ร่วมกับภาครัฐและเอกชน จัดถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 106 วัด มอบทุนการศึกษาสถานศึกษา 10 แห่ง สนับสนุนเครือข่าย บ้าน วัด โรงเรียน ให้เข้มแข็งมั่นคง

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2567 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า โครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชา มหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 12 พิธีถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 106 วัด และมอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียน 10 แห่ง ในเขตพื้นที่อำเภอบางกรวย จ.นนทบุรี ณ วัดตะเคียน จังหวัดนนทบุรี โดยได้รับความเมตตาจากพระครูวิสุทธินนทคุณ (ดร.) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี เจ้าอาวาสวัดไทรใหญ่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ได้รับเกียรติจากนายจตุพร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา สมาชิกสภาเทศบาลตำบลปลายบาง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

นอกจากนี้ พระธรรมยาตรา 1,140 รูป พร้อมด้วยนายคม ภัทรกุลประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนนทบุรี นายวิรัตน์ พุ่มพวง ปลัดอำเภองานสำนักงานอำเภอบางกรวย และนายบัญชา ยิ้มถิน สารวัตรกำนัน ต.บางคูเวียง ประชาชนในพื้นที่ อ.บางกรวย ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และเจริญจิตตภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศล และถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี พร้อมทั้งประกอบพิธีจุดประทีป บูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ณ วัดโบสถ์บน บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี อนุสรณ์สถานลำดับที่ 4 สถานที่เกิดด้วยกายธรรม ของพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

โรงเรียนในพื้นอำเภอบางกรวย จ.นนทบุรี ที่เข้ารับมอบทุนการศึกษา 10 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียนเทศบาลปลายบางวัดโบสถ์ โรงเรียนอนุบาลบางกรวย (วัดศรีประวัติ) โรงเรียนชุมชนวัดบางโค (แม่นางวิทย์อุปการี) โรงเรียนเทศบาลปลายบางวัดสิงห์ (แจ่มชื่นวิทยาคม) โรงเรียนวัดบางรักใหญ่ (สายอักษรศรี) โรงเรียนเจริญรัฐอุปถัมภ์ โรงเรียนนุ่มประสงค์วิทยา โรงเรียนคล้ายสอนศึกษา โรงเรียนชุมชนวัดสมรโกฏิ (อยู่นราษฎร์บำรุง) และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 58 กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีส่วนร่วมกันในชุมชน และปลูกฝังให้เยาวชนรักวัด และเข้าใจประเพณีในพระพุทธศาสนา ได้มาร่วมกันทำนุบำรุง ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป อีกทั้ง ยังส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่าย บ้าน วัด โรงเรียนให้เกิดความเข้มแข็ง และมั่นคงยิ่งขึ้นด้วย

“กิจกรรมธรรมยาตราวันนี้ เป็นสร้างความสัมพันธ์ ร่วมใจคณะสงฆ์และประชาชน เพื่อร่วมกันเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตตภาวนา ถวายพระพรแด่พระองค์ท่าน อีกทั้งประชาชนได้ร่วมกันฟื้นฟูประเพณีทางพระพุทธศาสนา คือ การตักบาตร เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ประชาชนได้ทำทาน รักษาศีล ทำใจให้ผ่องใส ตามหลักพระพุทธศาสนาด้วย” พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าว

กิจกรรมธรรมยาตราจัดขึ้นอีกในวันที่ 24 ม.ค. พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และเจริญจิตตภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศล และถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี พร้อมทั้งประกอบพิธีจุดประทีป บูชาธรรมมหาปูชนียาจารย์ ณ อนุสรณ์สถานบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม เวลา 16.00 – 19.30 น. และ วันที่ 25 ม.ค. พิธีตักบาตรพระธรรมยาตรา 1,140 รูป ณ อนุสรณ์สถานบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม เวลา 06.30-08.00 น.โดยติดตามรายละเอียดโครงการที่ http://www.ธรรมยาตรา.com, http://www.dhammakaya.net, http://www.gbnus.com หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร.02-831-1234 การนี้ คณะกรรมการดำเนินงานโครงการธรรมยาตรา ฯ ปีที่ 12 ต้องขออภัยในความไม่สะดวกในบริเวณเส้นทางถนนหมายเลข 3049 และขอความร่วมมือหลีกเลี่ยงเส้นทางในวันและเวลาดังกล่าว

– 006

กยศ.ยืนยัน! อนุมัติเงินกู้ครบทุกรายแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782341

กยศ.ยืนยัน! อนุมัติเงินกู้ครบทุกรายแล้ว

กยศ.ยืนยัน! อนุมัติเงินกู้ครบทุกรายแล้ว

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 15.28 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่เป็นข่าวนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งใน จ.ศรีสะเกษ ร้องต่อสื่อมวลชนว่า กองทุนฯ ตัดสิทธิ์เงินกู้ยืมจากกองทุนฯ นั้น ในกรณีดังกล่าวกองทุนฯ ได้ตรวจสอบแล้วพบว่า นักศึกษารายนี้เป็น 1 ใน 5 ราย ที่มาร่ำไห้กราบวิงวอนขอไม่ให้ตัดสิทธิ์การกู้ยืมเงิน และรายนี้เพิ่งยื่นแบบยืนยันเบิกเงินกู้ยืมในระบบเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2567 ทั้งนี้ กองทุนได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อสถานศึกษาส่งแบบเบิกเงินกู้ยืมเสร็จเรียบร้อย ผู้กู้ยืมจะได้รับเงินค่าครองชีพภายใน 7 วัน และกองทุนจะโอนเงินค่าเล่าเรียนให้กับสถานศึกษาต่อไป

“ขอยืนยันว่า นักศึกษาชั้นปีที่ 4 รายนี้ เป็นผู้กู้ยืมรายเก่าที่เคยได้รับอนุมัติเงินกู้ยืม จะได้กู้ยืมเรียนจนจบการศึกษาอย่างแน่นอน กองทุนขอยืนยันว่า กองทุนเป็นหน่วยงานที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลน ซึ่งผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามที่กองทุนกำหนดจะได้รับสิทธิ์ในการกู้ยืมทุกราย หากนักเรียน นักศึกษารายใดอยากเรียน ต้องได้โอกาสในการเรียนอย่างแน่นอน เพราะความยากจนจะไม่ใช่อุปสรรคของการเข้าถึงการศึกษาอีกต่อไป” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าว

นักวิ่งร่วมงาน’วิ่ง สสส.จอมบึงมาราธอน ครั้งที่ 37′ คึกคัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782324

นักวิ่งร่วมงาน'วิ่ง สสส.จอมบึงมาราธอน ครั้งที่ 37' คึกคัก

นักวิ่งร่วมงาน’วิ่ง สสส.จอมบึงมาราธอน ครั้งที่ 37′ คึกคัก

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.54 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ร่วมกับจังหวัดราชบุรี และภาคีเครือข่ายจัดงานวิ่ง สสส.จอมบึงมาราธอน ครั้งที่ 37 ปี 2567 ชิงถ้วยพระราชทาน ภายใต้แนวคิด  Run Your Style ก้าวไปในแบบฉบับของคุณ ยกระดับสนามจอมบึงสู่มาตรฐานโลก มีนักวิ่งเข้าร่วมงานจำนวนมาก มีกิจกรรมโชว์ว่าวไทยที่ได้รับความสนใจจากเด็กจำนวนมาก

ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 21 ม.ค.67 ที่ผ่านมา นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีปล่อยตัวนักวิ่งประเภทมาราธอนงาน สสส.จอมบึงมาราธอน ครั้งที่ 37 ปี ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ พระรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย พล.ท.มนิต ศิริรัตนากุล เจ้ากรมการทหารช่าง พ.ต.อ.นฤดม มารศรี รองผู้บังคับการตำรวจธรจังหวัดราชบุรี ผศ.ดร.ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง รศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. ร่วมพิธีในการปล่อยตัวนักวิ่งและในการปล่อยตัวนักวิ่งประเภทฮาร์ฟมาราธอนและประเภท 10 k นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานการพิธีการปล่อยตัวนักวิ่ง พร้อมด้วยนายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงและหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย มูลนิธิวิทยาลัยหมู่บ้านจอมบึงร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมีนักวิ่งเข้าร่วมงานจำนวนมาก

สำหรับการจัดงานวิ่ง สสส.จอมบึงมาราธอน ครั้งที่ 37 ปี 2567 เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี การก่อตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ร่วมกับมูลนิธิวิทยาลัยหมู่บ้านจอมบึง หน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนในอำเภอจอมบึงและจังหวัดราชบุรี และสำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายและสนใจเรื่องสุขภาพ ซึ่งนักวิ่งจะได้สัมผัสเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของงาน สสส.จอมบึง มาราธอน ภายใต้กลิ่นไอ “งานวิ่งประเพณีของชาวบ้านที่มีมาตรฐานสากล” และเป็นหนึ่งในสนามมาตรฐานของ World Athletics (WA) ที่ได้รับการรับรองทั้ง 3 ระยะการแข่งขันอีกด้วย และภายในงานยังมีกิจกรรมวิ่งเดิน เพลินพุงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มหาวิทยาลัยได้มีส่วนร่วมสนับสนุนส่งเสริมมาจำหน่ายสินค้าชุมชน และจัดแสดงโชว์ว่าวไทยเป็นว่าวสายธงชาติ ทรงพระเจริญ และว่าวอื่น ๆ จากกลุ่มคนรักว่าวภาคกลาง ชมรมการอนุรักษ์ว่าวไทยวัดพระศรีอารย์ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี โดยนายพนัส เทียนศิริ หรือ เม่นมหาชัย และคุณพันธุ์ แก้วนุ้ย ซึ่งได้รับความสนใจจากเด็ก ๆ เยาวชนมาเล่นกันอย่างคึกคัก – 003

สพฐ.เผยเป็นปีทองของครู-บุคลากรในการขอย้าย พร้อมเตรียมเปิดสอบหลายตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782279

สพฐ.เผยเป็นปีทองของครู-บุคลากรในการขอย้าย พร้อมเตรียมเปิดสอบหลายตำแหน่ง

สพฐ.เผยเป็นปีทองของครู-บุคลากรในการขอย้าย พร้อมเตรียมเปิดสอบหลายตำแหน่ง

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 12.56 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารงานบุคคล มีครูอยู่ในสังกัดกว่า 4 แสนราย ซึ่งถือว่าเป็นปีทองของข้าราชการครูตั้งแต่เรื่องการย้าย การช่วยราชการ ซึ่งมีช่องทางเพิ่มขึ้นอีก 2 แนวทาง คือ การช่วยราชการในโรงเรียนตามนโยบายของ ศธ.และ สพฐ.ช่วยให้ข้าราชการครูทำงานด้วยความอบอุ่น ไปดูและครอบครัวโดยการเปิดโอกาสให้ครูที่มีสามี มีลูกที่เจ็บป่วย สามารถขอย้ายไปช่วยราชการ โดยที่ผ่านมา สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) ได้รายงานผลว่า ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา มีข้าราชการครูขอไปช่วยราชการประมาณ 100 กว่าราย ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อข้าราชการครูอย่างยิ่ง

“ปีนี้ถือเป็นปีทองของข้าราชการครู เพราะนอกจากจะเปิดโอกาสให้ขอย้ายไปช่วยราชการได้แล้ว  ยังเป็นปีที่สพฐ.จะมีการสอบคัดเลือกในหลายตำแหน่ง ทั้งข้าราชการพลเรือนที่เปิดรับสมัครไปแล้ว การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยว14/2566 ซึ่งสพฐ.วางแผนจะดำเนินการสอบในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม เนื่องจากบัญชีที่ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) สอบขึ้นบัญชีไว้ เมื่อปี 2565 ครบกำหนดแล้ว จึงต้องดำเนินการจัดสอบเพื่อขึ้นบัญชีใหม่ และนอกจากนั้นยังมีการสอบแข่งขันบุคลากร ทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ หลังจากมีการห่างหายจากการสอบในตำแหน่งดังกล่าวมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ส่งผลให้เขตพื้นที่ฯ ขาดบุคลากรในการสนับสนุนการทำงานในส่วนต่างๆ” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นายพัฒนะ กล่าวต่อว่า จะมีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ (ว16) และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว17) และจะมีสอบผู้บริหารการศึกษา โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญ คือ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ซึ่งจะหมดบัญชีในเดือนกันยายน นี้ โดยคาดว่าจะดำเนินการคัดเลือกภายในเดือนสิงหาคม – กันยายน นี้

สำหรับปฏิทินการบริหารงานบุคคล สพฐ.ปีงบประมาณ 2567 ดังนี้ การย้าย ตำแหน่งครู (กรณีย้ายปกติ ) ประจำปี 2567 ว18/2566 รอบที่ 1 ตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน รอบสอง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม การสอบแข่งขัน ตำแหน่ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สพฐ.(ส่วนกลาง) มกราคม-เมษายน สอบแข่งขันบุคลากร ทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) เดือนมกราคม-พฤษภาคม การสอบครูผู้ช่วย ว16 และ17 เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม การคัดเลือกศึกษานิเทศก์ เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม การสอบแข่งขันครูผู้ช่วยรอบทั่วไป ว14 เดือนมีนาคม – พฤษภาคม การคัดเลือก ผู้บริหารสถานศึกษา ว16/2565 เดือนมีนาคม-เมษายน การสอบคัดเลือกผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ เดือนมิถุนายน-สิงหาคม และการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ประจำปี 2567 ตาม ว7/2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เดือนกรกฎาคม – กันยายนนี้

เปิด 12 รายชื่อนิสิตเก่า’สิงห์ดำ’จุฬาฯดีเด่น ปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782258

เปิด 12 รายชื่อนิสิตเก่า'สิงห์ดำ'จุฬาฯดีเด่น ปี 2567

เปิด 12 รายชื่อนิสิตเก่า’สิงห์ดำ’จุฬาฯดีเด่น ปี 2567

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 11.13 น.

นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย การยกย่อง 12 นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดีเด่น ประจำปี 2567 พร้อมเชิญชวน “สิงห์ดำ” ทุกรุ่น ร่วมงานสิงห์ดำสัมพันธ์ 27 ม.ค.67 นี้

วันนี้ (22 ม.ค.67) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า นับเป็นระยะเวลากว่า 76 ปี ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคณะรัฐศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ได้ผลิตบัณฑิตออกมารับใช้ประเทศชาติและสังคมไทยอย่างยาวนาน เป็นแหล่งความรู้ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ของประเทศไทย นำมาซึ่งการสร้างคุณค่าแห่งสังคมไทยทั้งภายในและระหว่างประเทศ บ่มเพาะ ปลูกฝัง ให้ชาว “สิงห์ดำ” สามารถครองตนได้อย่างมีคุณธรรมและเป็นผู้นำสังคมในการพัฒนาสังคมไทยไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พิจารณาคัดเลือกนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดีเด่น ประจำปี 2567 ผู้ซึ่งใช้วิชาความรู้ในการประกอบอาชีพโดยสุจริตจนได้รับความสำเร็จอย่างสูงในหน้าที่การงาน มีความประพฤติดี้ ได้รับการยกย่องนับถือจากสังคมทั่วไปในฐานะของนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อันเป็นการนำชื่อเสียงมาสู่สถาบันการศึกษา ตอบแทนพระคุณของสถาบันการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ มีความเสียสละและอุทิศตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ได้รับการคัดเลือกเป็น “นิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดีเด่น ประจำปี 2567” จำนวน 12 ท่าน ได้แก่

สาขาข้าราชการประจำ 1) นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ (รุ่นที่ 35) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ 2) นางอุรีรัชต์ เจริญโต (รุ่นที่ 35) อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ 3) นายขจร ศรีชวโนทัย (รุ่นที่ 36) อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 4) นายสุธี ทองแย้ม (รุ่นที่ 36) ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี 5) นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ (รุ่นที่ 37) ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สาขาข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือผู้นำชุมชน นายณัฐพงศ์ ดิษยบุตร (รุ่นที่ 34) รองปลัดกรุงเทพมหานคร

สาขานักวิชาการ 1) ศาสตราจารย์ สำเรียง เมฆเกรียงไกร (รุ่นที่ 24) ศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2) ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร (รุ่นที่ 30) อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สาขาธุรกิจเอกชน หรือวิชาชีพอิสระ หรือองค์กรเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ 1) นายเอนก นาวิกมูล (รุ่นที่ 25) ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ 2) ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน (รุ่นที่ 41) ผู้ผลิตรายการ 8 Minute History

สาขาองค์กรอิสระของรัฐและองค์การมหาชน รองศาสตราจารย์ ดร.สายทิพย์ สุคติพันธ์ (รุ่นที่ 28) ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

กรณีเชิดชูเกียรติเป็นพิเศษ นายศิริพงษ์ ห่านตระกูล (รุ่นที่ 26) อดีตอธิบดีกรมการปกครองและอธิบดีกรมที่ดิน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงความยินดีกับพี่-น้องนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกท่าน ที่ได้รับคัดเลือกเป็นนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดีเด่น ประจำปี 2567 และขอเชิญชวนพี่น้อง “สิงห์ดำ” ทุกรุ่น ร่วมแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ที่ได้รับคัดเลือกรับรางวัลในครั้งนี้ พร้อมทั้งร่วมงานวันคืนสู่เหย้า “สิงห์ดำสัมพันธ์ ประจำปี 2567” ในวันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2567 ตั้งแต่เวลา 07.00 – 12.00 น. ณ อาคารเกษมอุทยานิน (รัฐศาสตร์ 60 ปี) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีกิจกรรมในงาน อาทิ การประกอบพิธีทางศาสนา พิธีคารวะอาจารย์ พิธีประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัลนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาฯ ดีเด่น การประชุมใหญ่สามัญ ส.ร.จ. และร่วมรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยพร้อมเพรียงกัน

รัฐบาลย้ำนักเรียน-นักศึกษามีคุณสมบัติครบ ได้รับสิทธิกู้ยืม‘กยศ.’ทุกราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782240

รัฐบาลย้ำนักเรียน-นักศึกษามีคุณสมบัติครบ ได้รับสิทธิกู้ยืม‘กยศ.’ทุกราย

รัฐบาลย้ำนักเรียน-นักศึกษามีคุณสมบัติครบ ได้รับสิทธิกู้ยืม‘กยศ.’ทุกราย

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 08.52 น.

รัฐบาลย้ำ‘กยศ.’มุ่งให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน-นักศึกษาที่ขาดแคลน ยืนยันผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามที่กองทุนฯ กำหนดจะได้รับสิทธิในการกู้ยืมทุกราย ขออย่าหลงเชื่อข่าวระงับการกู้ยืมฯ

22 มกราคม 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการส่งต่อเรื่อง กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ. ) ระงับการให้กู้ยืมของนักศึกษา และแจ้งว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลการให้กู้ยืมนั้น ขอย้ำว่าข้อมูลดังกล่าว ไม่เป็นความจริง ทางกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้ตรวจสอบข้อมูลพร้อมชี้แจงว่าขณะนี้ได้อนุมัติเงินกู้ให้แก่นักศึกษาครบถ้วนแล้ว ซึ่งนักศึกษาที่ยื่นกู้ในระบบและแนบเอกสารถูกต้องตามสิทธิของผู้กู้นั้น ได้รับอนุมัติครบถ้วนแล้วทุกราย

“รัฐบาล โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ขอยืนยันว่ากองทุนฯ เป็นหน่วยงานที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลน โดยผู้ที่มีคุณสมบัติครบตามที่กองทุนฯ กำหนดจะได้รับสิทธิในการกู้ยืมทุกราย หากนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการเรียนจะได้รับโอกาสในการเรียนอย่างแน่นอน เพราะความยากจนจะไม่ใช่อุปสรรคของการเข้าถึงการศึกษาอีกต่อไป โดยขณะนี้ไม่มีผู้กู้ค้างรออนุมัติในระบบแล้ว” นายคารม กล่าว

นายคารม กล่าวว่า ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)  สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://www.studentloan.or.th/home หรือโทร. 0-2016-2600

รายงานพิเศษ : ‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ภารกิจ‘กรมการข้าว’ปี’67มุ่งทำงานเชิงรุก พัฒนาเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้เกษตรสมัยใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782142

รายงานพิเศษ : ‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ภารกิจ‘กรมการข้าว’ปี’67มุ่งทำงานเชิงรุก พัฒนาเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้เกษตรสมัยใหม่

รายงานพิเศษ : ‘ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์’ ภารกิจ‘กรมการข้าว’ปี’67มุ่งทำงานเชิงรุก พัฒนาเมล็ดพันธุ์-ให้ความรู้เกษตรสมัยใหม่

วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“งานวิจัยเรื่องข้าวมันเป็นเรื่องสำคัญ ปีนี้ ปี’67 ผมก็เลยมุ่งเน้นเรื่องของงานวิจัยด้านข้าว ของเราผลผลิตต่อไร่ผมว่ามันไม่แพ้ต่างประเทศ มันติดอยู่ตรงที่ระยะเวลาในการปลูกของเรามากกว่าของเวียดนาม ของเขา 90 วัน ของเรา 100-105 วัน นี่มันแค่เป็นการโฆษณาให้กับพี่น้องเกษตรกร ว่าในระหว่าง 15 วัน ผมคิดว่ามันเป็นปลายฤดูของการเก็บเกี่ยว การใช้น้ำไม่มีผล แต่มันมีผลทางด้านจิตวิทยา”

ณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงแผนงานของกรมการข้าวในปี 2567 นี้ ซึ่งจะเน้นเรื่องของ “การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ” พร้อมกับหยิกยกสถานการณ์ “ข้าวเวียดนาม” ที่ถูกนำมาปลูกในท้องนาของประเทศไทยอย่างแพร่หลายในช่วงไม่กี่ปีล่าสุด ด้วยคำโฆษณาที่ว่าใช้ระยะเวลาจากการปลูกถึงเก็บเกี่ยวน้อยกว่าพันธุ์ข้าวของไทย ซึ่งในปีนี้ กรมการข้าวเตรียมเปิดตัวพันธุ์ข้าวเพิ่มถึง 10 พันธุ์ มีทั้งข้าวขาวพื้นแข็ง ข้าวขาวพื้นนุ่ม ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่นและข้าวสาลี

สำหรับ “โจทย์ใหญ่” ที่กรมการข้าวตั้งเป้าหมายไปให้ถึงคือ “ทำอย่างไรจะทำให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพและในปริมาณที่เพียงพอ” เนื่องจากที่ผ่านมากรมการข้าวได้รับงบประมาณจำนวนน้อย และแม้จะได้งบประมาณมาก็ใช่ว่าผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพพร้อมใช้งานได้ทันทีในเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ต้องมีการวางแผนระยะยาวในภาคการผลิต โดยกว่าจะพัฒนาเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาได้ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ฤดูกาล

ทั้งนี้ กรมการข้าวเพิ่งได้รับงบประมาณ 1,256 ล้านบาทสำหรับจัดหาเครื่องจักรสำหรับพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวตั้งแต่ต้นน้ำ เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา ขณะที่อยู่ในระหว่างการจัดสร้าง คาดว่าภายใน 1 ปี จะมีครบทั้งเครื่องอบ เครื่องคัด เครื่องร่อน ฯลฯ เพื่อทำเมล็ดพันธุ์ข้าวในชั้นพันธุ์คัดและพันธุ์ขยาย สำหรับศูนย์วิจัยข้าว 16 แห่ง ขณะที่ในปีงบประมาณ 2567 ได้ของบประมาณไปประมาณ 900 ล้านบาท สำหรับศูนย์วิจัยข้าวอีก 12 แห่ง ดังนั้นคาดว่าภายในปี 2568 เกษตรกรน่าจะมีเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้อย่างเพียงพอ

“เราอย่าลืมว่ากรมการข้าวเป็นต้นน้ำในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้กับส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นภาคสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้าวชุมชนและนาแปลงใหญ่ ถ้าต้นน้ำผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัดพันหลักไม่ได้ มันก็ไม่สามารถเอาเมล็ดพันธุ์พวกนี้ไปสู่ชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายได้ ฉะนั้นต้นน้ำกำลังดำเนินการอยู่ ที่ผ่านมาเราทำปลายน้ำ มันต้องทำตั้งแต่ต้นน้ำ ในยุคที่ผมมาเป็นอธิบดีผมก็เลยต้องศึกษาว่าผมจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร”ณัฏฐกิตติ์ กล่าว

ในประเด็นการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรมการข้าวเรื่องไม่ยอมรับรองพันธุ์ข้าวให้โดยง่ายทั้งที่มาจากเอกชนและจากมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่กรมการข้าวเองก็มีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการเรื่องนี้ ณัฏฐกิตติ์ อธิบายว่า “การรับรองต้องทำอย่างรอบคอบ” กรมการข้าวไม่ได้ปิดกั้น แต่คณะกรรมการรับรองพันธุ์ข้าวก็ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดถึงที่มาของสายพันธุ์ เนื่องจากกังวลว่าอาจนำพันธุ์ข้าวเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งหากรับรองไปแล้วเมื่อส่งออกก็อาจเกิดปัญหากับประเทศเจ้าของสายพันธุ์ได้

ภารกิจประการต่อมาที่กรมการข้าวจะเน้นขับเคลื่อนในปี 2567 คือ “การสื่อสารสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต” โดยอธิบดีกรมการข้าว ยกตัวอย่าง “การหว่านนาน้ำตม” วิธีการทำนาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยมีคำแนะนำให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์ 12-15 กิโลกรัมต่อไร่ และหว่านในระยะพอดี แต่เกษตรกรก็ไม่ค่อยทำเพราะกลัวจะได้ผลผลิตในปริมาณน้อย

แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยี “โดรนหว่านเมล็ด” ที่สามารถตั้งค่าระยะการโยนเมล็ดในพื้นที่นาได้อย่างพอดี ทำให้การแตกกอของข้าวดีและได้ผลผลิตข้าวในปริมาณสูง ในขณะที่การหว่านเมล็ดข้าวหากหว่านหนาเกินไปการกำจัดวัชพืชก็จะทำได้ไม่ดี เกิด “ข้าวดีด-ข้าวเด้ง” ทำให้ผลผลิตข้าวที่ได้มีคุณภาพต่ำเพราะเกษตรกรไม่สามารถลงไปในผืนนาเพื่อกำจัดวัชพืชได้“การเก็บเกี่ยว” ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณผลผลิตข้าว โดยการเก็บเกี่ยวที่ดีต้องทำในระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งเรียกว่า “ระยะพลับพลึง” หมายถึงนับจากวันที่ข้าวออกดอกไปแล้ว 28-30 วัน เป็นต้น

หรือ “การลดความถี่ในการทำนาเพื่อให้ดินได้พัก” จากเดิม 3 ครั้งต่อปี เหลือ 2 ครั้งต่อปี แต่ก็เข้าใจได้ว่าเกษตรกรจำเป็นต้องมีรายได้ ดังนั้นช่วงที่ไม่ได้ทำนา จะหาพืชชนิดใดมาปลูกได้บ้าง เช่น พืชตระกูลถั่ว หรือใช้จุลินทรีย์ หรือแหนแดงซึ่งสามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศ เบื้องต้นมีงานวิจัยรองรับแล้ว แต่ต้องสนับสนุนให้เกษตรกรใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรมีรายได้และการพักดิน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนศัตรูพืชซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนการใช้สารเคมี

นอกจากนั้น ในเดือน มี.ค. 2567 กรมการข้าว จะเปิดตัว“จุลินทรีย์ย่อยตอซังข้าว” ที่พัฒนาร่วมกับเอกชน ใช้เวลาย่อยสลาย 5-7 วัน ลดการปล่อยก๊าซมีเทน รวมถึลดปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผา แต่การไม่เผาก็ต้องหาเครื่องมือทดแทน เช่น เครื่องบดอัดฟางข้าว สำหรับนำไปขายให้ผู้เลี้ยงปศุสัตว์อย่างไรก็ตาม “ร้อยละ 70 ของธาตุอาหารในนาอยู่ในฟางข้าว”จึงเกิดแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้

“เราต้องรณรงค์ถึงวิชาการต่างๆ ให้เกษตรกรได้รับรู้-รับทราบว่า กรมการข้าวเราจะทำนาแบบสมัยใหม่ เราจะรณรงค์ผ่านสื่อสารต่างๆ แล้ววันนี้กรมการข้าวก็ได้มีตัวแทนของกรมการข้าวแล้ว มีประมาณ 140,000 คน อยู่ทั่วประเทศ พื้นที่ทำนา 6,000 กว่าตำบล เพื่อหมู่บ้านละ 2 คนบ้าง 3 คนบ้าง 4 คนบ้าง เราจะใช้แกนนำ 1-5 คนที่อยู่ในหมู่บ้าน ให้ความรู้กับเกษตรกร

เราจะรณรงค์ ฝึกอบรมและให้ความรู้ ให้เทคโนโลยีลงไป เพื่อที่เขาจะไปกระจายและฝึกอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่เขารับผิดชอบอยู่ ถ้าหมู่บ้านสูงมากกว่า 500 ไร่ เราก็ให้ 2 คน ต่ำกว่า 500 ไร่ เราก็ให้คนเดียว ถ้ามากกว่า 1,000 ไร่ขึ้นไปเราก็ให้หมู่บ้านละ 3 คน ซึ่งพวกนี้ก็จะเป็นตัวแทน เขาเรียกว่าข้าวอาสา เพื่อที่จะนำเทคโนโลยีต่างๆ ผ่านทางแอปพลิเคชั่นต่างๆ แล้วก็ไปอบรม จัดฝึกอบรมแล้วก็ให้เขากระจายความรู้ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ทำนา” ณัฏฐกิตติ์ ระบุ

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี ความท้าทายประการหนึ่งที่พูดถึงกันเสมอคือ “เกษตรกรไทยส่วนใหญ่อายุมาก” จึงกลายเป็น“ข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยน” อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า เท่าที่เริ่มผลักดันการส่งเสริมความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ได้รับความสนใจค่อนข้างดี เช่น เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2567 ตนเดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรที่ จ.ร้อยเอ็ด ได้รับเสียงสะท้อนว่าเห็นด้วยกับภารกิจของกรมการข้าวในการรณรงค์ปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา เพียงแต่ที่ผ่านมาเราขาดการสื่อสารประชาสัมพันธ์

ดังนั้นตนจึงปรับรูปแบบการทำงานของฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกรมการข้าว ให้ทำงานเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันเกษตรกรมีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน รับข้อมูลข่าวสารผ่านอินเตอร์เนตได้ รวมถึงจะมีช่องทางให้เกษตรกรที่เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครข้าวอาสา เป็นผู้เชื่อมโยงองค์ความรู้สำหรับถ่ายทอดให้เกษตรกรคนอื่นๆ ต่อไป โดยในปี 2567 กรมการข้าวจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น

ยังมีอีกปัจจัยที่อธิบดีกรมการข้าว ยอมรับว่าเป็นข้อจำกัด คือ “งบประมาณสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชน” ซึ่งปัจจุบันงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปีสามารถสนับสนุนได้เพียง 200 ศูนย์ หรือ 200 ตำบล แต่พื้นที่ทำนาทั่วประเทศมีมากถึง 6,000 ตำบล ขณะที่บุคลากรทุกประเภทในกรมการข้าวมีอยู่ 1,800 คน การดูแลชาวนาทั่วประเทศจึงไม่สามารถทำได้ทั้งหมด จึงต้องมีพันธมิตร ประกอบด้วย กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำงานวิจัย

นอกจากนั้น ยังมีกรมส่งเสริมการเกษตร ที่มีกลไกเกษตรอำเภอและเกษตรตำบลในการให้ความรู้กับเกษตรกร แต่ก็เป็นอีกกรมหนึ่งที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณรวมถึงการเดินทางไปให้ความรู้ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลที่ต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง แต่การที่มีพันธมิตรแบบนี้ ทำให้กรมการข้าวไม่จำเป็นต้องเพิ่มอัตรากำลังคนอีก โดยกรมการข้าวมีภารกิจดูแลศูนย์ข้าวชุมชน นาแปลงใหญ่ และการผลิตเมล็ดพันธุ์

“ถ้าพี่น้องเกษตรกรมีปัญหาเรื่องของการทำนา เรื่องความรู้ต่างๆ ติดต่อเข้ามาทางเว็บไซต์ของกรมการข้าวได้เลย ฉะนั้นช่องทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์ของกรมการข้าว แม้กระทั่งชาวนาอาสาที่เราอยู่ในพื้นที่ต่างๆ เราก็จะรณรงค์แล้ว เริ่มรณรงค์อย่างเต็มที่ในปี 2567 เป็นต้นไป ผมคิดว่าจะสมบูรณ์ที่สุดในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ในเรื่องของความรู้ ในปี 2568 นั่นก็จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการที่มีความสมบูรณ์พร้อม ที่จะให้มีความเพียงพอกับพี่น้องเกษตรกร” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวในตอนท้าย

คืนชีพ‘ภารโรง’!ชง ครม.ขอ 14,000 ตำแหน่งให้ทุกโรงเรียน ช่วยลดภาระครูเวร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/782092

คืนชีพ‘ภารโรง’!ชง ครม.ขอ 14,000 ตำแหน่งให้ทุกโรงเรียน ช่วยลดภาระครูเวร

คืนชีพ‘ภารโรง’!ชง ครม.ขอ 14,000 ตำแหน่งให้ทุกโรงเรียน ช่วยลดภาระครูเวร

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2567, 09.22 น.

คืนชีพ‘ภารโรง’!ชง ครม.ขอ 14,000 ตำแหน่งให้ทุกโรงเรียน ช่วยลดภาระครูเวร

21 มกราคม 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีมีคนร้ายบุกทำร้ายร่างกายครูขณะที่มาอยู่เวรรักษาการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา เหตุเกิดภายในบริเวณโรงเรียนบ้านโป่งเกลือ อ.เมือง จ.เชียงราย และมีการต่อสู้จนครูได้รับบาดเจ็บปากแตก มีแผลฟกซ้ำบริเวณใบหน้าและลำตัว ต่อมาจับคนร้ายได้แล้ว เบื้องต้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มอบหมายศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. บุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 (สพป.เชียงราย เขต 1) นักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่ พร้อมทีมสหวิชาชีพ รุดลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามอาการของคุณครูที่ได้รับบาดเจ็บ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกำชับ สพฐ. ให้ดูแลขวัญและกำลังใจของคุณครูที่ประสบเหตุ พร้อมติดตามการดำเนินคดีและกำหนดแนวทางสร้างเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาให้รัดกุมมากขึ้น ซึ่งตนได้โทรศัพท์สอบถามเหตุการณ์และส่งกำลังใจให้แก่คุณครูที่ประสบเหตุด้วยตนเอง พบว่าคุณครูมีขวัญและกำลังใจที่ดี อาการปลอดภัยดีขึ้นแล้ว

“รมว.ศธ.ทราบถึงภาระและความกังวลใจของคุณครูทั่วประเทศที่ต้องปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเวรกลางวันหรือเวรกลางคืน ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้สถานที่ราชการทุกแห่งต้องจัดให้มีเวรรักษาการณ์ เพื่อดูแลและป้องกันความเสียหายอันจะบังเกิดแก่สถานที่ราชการ จึงได้กำหนดนโยบายลดภาระครู เพื่อให้คุณครูได้ทุ่มเทเวลาเพื่อการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ และได้สั่งการ สพฐ. ให้เสนอขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติคืนอัตรานักการภารโรงกว่า 14,000 ตำแหน่ง เพื่อให้ทุกโรงเรียนมีนักการภารโรงประจำ ซึ่ง สพฐ. ได้จัดทำคำขอต่อ ครม. เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่กลางเดือนที่ผ่านมา” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในระหว่างที่รอ ครม. พิจารณาอนุมัติคืนตำแหน่งนักการภารโรง ซึ่งจะสามารถช่วยทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่โรงเรียนได้อีกแรงหนึ่ง ขอสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานปกครองในพื้นที่หรือผู้นำชุมชน ช่วยจัดเวรยามดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนและช่วยเฝ้าระวังกรณีชุมชนมีบุคคลผู้เสี่ยงมีพฤติกรรมรุนแรง ซึ่ง สพฐ. ส่วนกลางได้มีหนังสือส่งถึงกระทรวงมหาดไทยให้สนับสนุนการทำงานของโรงเรียนก่อนหน้านี้แล้ว

นอกจากนี้ สพฐ. จะได้เร่งแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางการจัดเวรยามและการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาที่เหมาะกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน รวมถึงสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเสริมสร้างความปลอดภัย เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้ ที่สร้างความสุขและความอุ่นใจให้แก่ครู นักเรียนทุกคน