สุดเจ๋ง!!! ‘นศ.อาชีวศึกษาเสาวภา’ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779323

สุดเจ๋ง!!! ‘นศ.อาชีวศึกษาเสาวภา’ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ

สุดเจ๋ง!!! ‘นศ.อาชีวศึกษาเสาวภา’ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 21.12 น.

สุดเจ๋ง!!! นศ.อาชีวศึกษาเสาวภา ชนะเลิศรับรางวัลที่ 1 ในการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ณ เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2567 นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา ได้จัดส่งทีมนักศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 3 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติประจำปี พ.ศ.2567 ระหว่างวันที่ 4 – 7 มกราคม 2567 ซึ่ง Harbin Engineering University (HEU) และ China-Harbin International Ice and Snow Festival ร่วมสนับสนุนและเป็นเจ้าภาพจัดงาน ณ เมือง Harbin สาธารณรัฐประชาชนจีน ผลปรากฏว่า ทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ชนะเลิศได้รับรางวัลที่ 1 ส่วนทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัลที่ 3 โดยทั้ง 3 ทีม ได้รับโล่รางวัลพร้อมประกาศนียบัตรสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ มีตัวแทนจาก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน รัสเซีย อังกฤษ อิตาลี ออสเตรเลีย และไทย รวมทั้งหมด 58 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันด้วย

สำหรับรางวัลที่ 1 โดยทีมนักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ประกอบด้วย นายองศา ยุทธสะอาด ระดับชั้น ปวช.3 นายกวินท์ ศตะภัค ระดับชั้น ปวช.3 นางสาวสุดากาญจน์ จาดแก้ว ระดับชั้น ปวช.3 และนายณัฐวุฒิ แสงภูระดับชั้น ปวช.3 โดยมี นายศรชัย ชนะสุข เป็นครูควบคุมทีม ชื่อผลงาน “ตุ๊กๆ ออนทัวร์” โดยนำรถตุ๊กๆ มาเป็นสื่อตัวกลางในการพาตัวละครต่างๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีในประเทศไทย เพื่อให้ชาวโลกได้เห็นศิลปะไทยในรูปแบบร่วมสมัย

ส่วนรางวัลที่ 3 ได้แก่ ทีมนักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย นางสาวเซอิระ สุวรรณไตรย์ ระดับชั้น ปวช.3 นายวีระชาติ เผือกเดช ระดับชั้น ปวช.3 นายสีรวิชญ์ พันธุ์บุญ ระดับ ปวช.1 และนายวายุ มีบุญ นักเรียนระดับ ปวช.1 โดยมี นายพฤติพงษ์ วงศ์วรรณา เป็นครูผู้ควบคุมทีม ชื่อผลงาน มนุษย์ กับ ธรรมชาติ ซึ่งความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษย์ ในบางครั้งได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ความเจริญก้าวหน้านั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม ซึ่งให้คุณและโทษ เทคโนโลยีสร้างความสะดวกสบายก็จริง แต่แฝงไว้ซึ่งผลกระทบที่รุนแรงในภายหลัง จากข่าวสารที่ปรากฏขึ้นทั่วโลกในปัจจุบันทำให้ทราบว่าธรรมชาติได้ส่งผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติแล้ว เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมที่รุนแรง พายุ ไฟไหม้ป่ารวมทั้งอาคารบ้านเรือน ถึงเวลาแล้วที่มนุษยชาติจะได้หันมาตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ ร่วมกันดูแล และนำกลับมาใช้ใหม่อย่างรู้คุณค่าเพื่อต่อไปในอนาคตเราจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติตลอดไป

และทีมนักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ประกอบด้วย นางสาวรัชดาภรณ์ ศรีสุข ระดับชั้น ปวช.3 นายวันนุวรรตน์ โสภาพงษ์ ระดับชั้น ปวช.1 นางสาวอศิรวรรณ ตะกรุดแก้ว ระดับชั้น ปวช.1 นายภัทรภูมิ เจียรนิมิต ระดับชั้น ปวช. 3 โดยมี นายบุญญฤทธิ์ อุตทนัน เป็นครูผู้ควบคุม ชื่อผลงาน โลกแห่งสันติภาพ World of peace ผ่านผลงานแกะสลักหิมะ เพื่อให้ทุกคนบนโลก ตระหนักถึงความสำคัญ และงดใช้ความรุนแรง ร่วมมือร่วมใจในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานชีวิตที่สำคัญของวัฒนธรรม ที่จะทำให้เกิดความสวยงามภายในจิตใจของแต่ละคน เป็นเครื่องนำทางแห่งสันติสุขแก่ตนเองและแบ่งปันสิ่งดีงามให้กับผู้อื่น โดยถ่ายทอดเรื่องราวเป็นนกพิราบขาวที่กำลังโอบกอดโอบอุ้มกุหลาบภายในปีก 2 ข้าง เป็นกุหลาบ จำนวน 6 ดอก เป็นสัญลักษณ์สื่อความหมาย ดังนี้ นกพิราบขาว : มวลมนุษย์บนโลกนี้เชื่อว่า นกพิราบขาว เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธ์ และยังถูกกำหนดให้เป็นสัญลักษณ์ของของสันติภาพโลก (World peace day) สองปีกกำลังโอบอุ้ม โอบกอด ดอกกุหลาบ /ดอกกุหลาบขาว : จำนวนของดอกกุหลาบ ทั้ง 6 แทนของความรักของ มวลมนุษย์ ทั้ง 6 ทวีป บนโลก ที่จะมีความรักอันบริสุทธิ์ และสง่างาม และจะเป็นความรักอันชั่วนิรันดร์ จากผลงานจึงเป็นสื่อกลาง ที่จะปลูกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่ที่จะก้าวผ่านสู่อนาคตอย่างมั่นคง ด้วยความรัก ความร่วมมือ เพื่อให้เกิดสันติภาพบนโลกใบนี้

รองเลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า โดยการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ถือเป็นการแสดงศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา อาชีวศึกษาให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เห็นถึงศักยภาพ ทั้งยังเป็นการนำความรู้และทักษะวิชาชีพมาฝึกประสบการณ์จริงผ่านการแข่งขัน เพื่อที่จะได้นำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมานักศึกษาอาชีวะสามารถชนะเลิศมาอย่างต่อเนื่อง นำชื่อเสียงและความภาคภูมิใจมาสู่ สอศ.และประเทศไทย ทั้งนี้ ตนและคณะมีกำหนดการเดินทางกลับในวันที่ 8 ม.ค.67 เที่ยวบิน CA 979 โดยจะเดินทางถึงประเทศไทย ประมาณเที่ยงคืนกว่าของเช้าวันที่ 9 มค.67

– 006

ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้อง‘สืบพงษ์’ ฟ้องสภาม.ราม จำหน่ายคดีออกจากสารบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779278

ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้อง‘สืบพงษ์’ ฟ้องสภาม.ราม จำหน่ายคดีออกจากสารบบ

ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำฟ้อง‘สืบพงษ์’ ฟ้องสภาม.ราม จำหน่ายคดีออกจากสารบบ

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.42 น.

‘ม.รามคำแหง’เผยศาลปกครองสูงสุด ไม่รับคำฟ้อง‘สืบพงษ์’ฟ้องสภา ม.ราม กับพวก 27 คน ขอเพิกถอนมติแต่งตั้ง‘รักษาการอธิการ’ ชี้ใช้อำนาจตามกฎหมาย พร้อมเปิดหลักฐานวุฒิ ป.เอกไร้การรับรอง

7 มกราคม 2567 มหาวิทยาลัยรามคำแหงเผยแพร่เอกสารข่าว กรณีศาลปกครองสูงสุด ไม่รับคำฟ้องของนายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงไว้พิจารณา และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โดยเมื่อวันที่ 4 มกราคม 67  ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารงานบุคคลมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้รับทราบคำสั่งศาลปกครองสูงสุดในคำร้องที่ 407/2566 คำสั่งที่1787/2566 ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2566 โดยสรุปว่า ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งถึงที่สุดเป็นไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดี คือ นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ ไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

คดีนี้ นายสืบพงษ์  ได้ฟ้องสภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ 1 กับพวกรวม27 คน โดยขอให้ศาลปกครองเพิกถอนมติและคำสั่งที่แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี และ รองอธิการบดีเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 โดยอ้างว่าศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองผู้ฟ้องคดีที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งอธิการบดีตามมติสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงในการประชุมครั้งที่ 21/2565 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน2565  แล้ว คดีดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดจนนำมาสู่คำสั่งของศาลปกครองสูงสุด คำสั่งที่ 1787/2566 ที่ส่งถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อวันที่20 ธันวาคม 2566โดยผลของการพิจารณามีสาระสำคัญ ดังนี้

ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งว่าให้จำหน่ายคำฟ้องข้อหาที่ 1 และข้อหาที่2  และไม่รับคำฟ้องข้อหาที่3  และข้อหาที่4 ไว้พิจารณา กับให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความ

ต่อมานายสืบพงษ์   อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา

ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า  การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเป็นการแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีเพื่อให้การบริหารงานในมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 21/2565 ถอดถอนผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง  และภายหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 15 พฤศจิกายน2565 บอกเลิกสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดี จากการเป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว จึงเป็นกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีในขณะนั้น   ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการประชุมครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 13กุมภาพันธ์ 2566 จึงมีมติแต่งตั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 25 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2541 และอาศัยอำนาจตามมาตรา18 (4) มาตรา 22 และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่งตั้งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมาย

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีมติดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลอันมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา  5แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่คำสั่งดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อบุคคล ผู้ได้รับแต่งตั้งให้รักษาราชการแทนอธิการบดี และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองอธิการบดี เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดี นำคดีนี้มาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 10 มีนาคม2566 ผู้ฟ้องคดีได้พ้นจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตามมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้วคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีและคำสั่งแต่งตั้งรองอธิการบดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี จึงไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ฟ้องคดีแต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งดังกล่าว

การที่ศาลปกครองขั้นต้น มีคำสั่งจำหน่ายคำฟ้องข้อหาที่หนึ่งและข้อหาที่สอง และไม่รับคำฟ้องข้อหาที่สามและข้อหาที่สี่ไว้พิจารณา กับให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วนจึงมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น  เป็นไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

กรณีนี้เกิดจากการที่สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง ตรวจสอบพบว่า   นายสืบพงษ์  ใช้วุฒิการศึกษาปริญญาเอกจากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน(กพ.) ไม่รับรองมาสมัครงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่ปี2554และเป็นเหตุที่ทำให้มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีคำสั่งถอดถอนนายสืบพงษ์   ออกจากตำแหน่งอธิการบดี  ด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรง 3 ประการ คือ1. ใช้วุฒิการศึกษาปริญญาเอก สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ โดยวุฒิการศึกษาดังกล่าวไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน ก.พ.    2. ปกปิดหรือไม่รายงานประวัติการถูกยึดทรัพย์ที่เกี่ยวพันกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ 3.ทูลเกล้าฯ ถวายฎีการ้องขอความเป็นธรรม ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ

ทั้งนี้มหาวิทยาลับรามคำแหง ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่นายสืบพงษ์ นำวุฒิการศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรองจาก ก.พ. สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งอาจารย์ ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติของการเป็นอาจารย์มาตั้งแต่ต้น อันเป็นการผิดเงื่อนไขสัญญาจ้างและผิดระเบียบและข้อบังคับมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่เกี่ยวข้อง มหาวิทยาลัยจึงได้บอกเลิกสัญญาจ้าง(หนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างที่ 0601/2851 ลงวันที่15 พฤศจิกายน 2565 )กับนาย.สืบพงษ์แล้ว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2565และมหาวิทยาลัยจะได้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายในประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป และกรณีนี้นับเป็นกรณีแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ใช้มติเลิกจ้างผู้บริหารมหาวิทยาลัยเพราะดำเนินการผิดกฎหมายและขัดจริยธรรมร้ายแรง

คณะอนุกรรมการด้านการพิจารณาคุณวุฒิผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้พิจารณาข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศ  สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและการสืบค้นข้อมูลจากองค์การที่มีหน้าที่รับรองวิทยฐานะระดับหลักสูตรด้านบริหารธุรกิจ พบว่า Accrediting Council for Independent Colleges and schools (ACICS) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การรับรองวิทยฐานะของสถาบันอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกา ให้การรับรองวิทยฐานะระดับสถาบันของ Pacific Stater University ให้จัดมีการเรียนการสอนในระดับชั้นปริญญาตรีและปริญญาโท แต่ไม่ปรากฏข้อมูลการได้รับการรับรองวิทยฐานะเพื่อให้จัดการเรียนการสอนระดับปริญญาเอก ในช่วงระยะเวลาที่ผู้ฟ้องคดีศึกษาและไม่ปรากฏข้อมูลการรับรองวิทยฐานะระดับหลักสูตร ของหลักสูตร Doctor of Business Administration จากองค์การที่มีหน้าที่รับรองด้านบริหารธุรกิจ

ดังนั้น จึงมีมติว่า ไม่สามารถพิจารณาคุณวุฒิ Doctor of Business Administration จาก Pacific Stater University ประเทศสหรัฐอเมริกา ของผู้ฟ้องคดีได้เนื่องจากไม่ปรากฏข้อมูลการได้รับการรับรองวิทยฐานะของคุณวุฒิดังกล่าวในช่วงระยะเวลาที่ผู้ฟ้องคดีศึกษา

พระธรรมยาตราเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพร ร.10 ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779256

พระธรรมยาตราเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพร ร.10 ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา

พระธรรมยาตราเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพร ร.10 ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.50 น.

‘พระธรรมยาตรา’ 1,140 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 ถวายสังฆทาน 140 วัด มอบทุนการศึกษา จุดประทีปถวายพุทธบูชา ส่งเสริมศีลธรรมบ้าน-วัด-โรงเรียน

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2567 ว่า วันนี้พระธรรมยาตรา 1,140 รูป ในโครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชา มหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 12 ร่วมกับพุทธศาสนิกชนจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญสมาธิภาวนา จุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยพระเดชพระคุณพระปริยัติวรคุณ เจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้อง เป็นประธานสงฆ์ ณ มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) โลตัสแลนต์ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี อนุสรณ์สถานลำดับที่ 1 สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ การนี้ ได้รับเกียรติ จากนายไพทูรย์ วงศ์วีรกูล นายอำเภอสองพี่น้อง นายนาวาวิน ชัยโม รองนายกเทศมนตรีอำเภอสองพี่น้อง ร่วมพิธีด้วย

ในวันเดียวกัน พระธรรมยาตรา พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน จัดพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 140 วัด พิธีมอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนในจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 10 แห่ง โดยมีนายบรรพชา อมรไตรภพ ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีอำเภอสองพี่น้อง เป็นประธานในพิธี สำหรับโรงเรียน 10 แห่งที่มารับทุน ประกอบด้วย โรงเรียนวัดดอนสำโรง โรงเรียนเทศบาล 1 ตลาดบางสี่ (พานิชอุทิศ) โรงเรียนวัดบ้านสระ โรงเรียนบางแม่หม้ายรัฐราษฎร์รังสฤษฏ์ โรงเรียนวัดป่าพฤกษ์ โรงเรียนบ้านคลองชะอม โรงเรียนบางสี่วิทยา โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 5 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี และ โรงเรียนวชิรธรรมศึกษา

“กิจกรรมธรรมยาตราวันนี้ เป็นกิจกรรมส่งเสริมศีลธรรมระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีส่วนร่วมกันในชุมชน และปลูกฝังให้เยาวชนรักวัด และเข้าใจประเพณีในพระพุทธศาสนา ได้มาร่วมกันทำนุบำรุง ฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง สอดคล้องกับหลัก “บวร” และการรณรงค์รักษาศีล 5 ในหมู่ประชาชน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ ตามหลักพระพุทธศาสนาด้วย” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว

ทั้งนี้ ท่านสามารถร่วมกิจกรรมธรรมยาตราได้ตลอดเดือนมกราคม 2567 เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง ประเทศชาติ รวมถึงเผยแพร่วัฒนธรรมชาวพุทธแก่ชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ดังนี้ พิธีต้อนรับพระ 7 ครั้ง ในวันที่ 2, 3, 7, 11, 15, 21, 28  พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และจุดประทีป 7 ครั้ง วันที่ 6, 10, 14, 20, 24, 26, 31 พิธีตักบาตร 5 ครั้ง วันที่ 7, 11, 15, 21, 25 พิธีถวายมหาสังฆทาน และมอบทุนการศึกษา จำนวน 3 ครั้ง วันที่ 6, 10 , 20 มกราคม พ.ศ. 2567 โดยติดตามรายละเอียดโครงการที่ http://www.ธรรมยาตรา.com, http://www.dhammakaya.net, http://www.gbnus.com หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร.02-831-1234

ปลัดมหาดไทย เผยทั่วประเทศจัดกิจกรรม World Soil Day ของกระทรวงมหาดไทย แล้วกว่า 1,200 พื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779102

ปลัดมหาดไทย เผยทั่วประเทศจัดกิจกรรม World Soil Day ของกระทรวงมหาดไทย แล้วกว่า 1,200 พื้นที่

ปลัดมหาดไทย เผยทั่วประเทศจัดกิจกรรม World Soil Day ของกระทรวงมหาดไทย แล้วกว่า 1,200 พื้นที่

วันเสาร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2567, 09.34 น.

ปลัดมหาดไทย เผยทั่วประเทศจัดกิจกรรม World Soil Day ของกระทรวงมหาดไทย แล้วกว่า 1,200 พื้นที่ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน (Sustainable Soil and Water for better life) เพื่อโลกใบเดียวนี้ของเรา

วันที่ 6 มกราคม 2567 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึง ความคืบหน้าจากการดำเนินกิจกรรมวันดินโลกของกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน” หรือ “Sustainable Soil and Water for better life” ภายหลังจากการจัดกิจกรรม Kick off เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ อำเภอแม่เเจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ผลการจัดกิจกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 – 4 มกราคม 2567 พบว่า รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,778 กิจกรรม ใน 1,200 พื้นที่ พร้อมปรากฏใน FAO World Map จำนวน 485 พื้นที่ (ข้อมูลจาก FAO website: https://www.fao.org/world-soil-day/worldwide-events/en/ ) มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 239,268 คน โดยมีกลุ่มผู้เข้าร่วมสูงสุด 3 กลุ่มตามลำดับ คือ กลุ่มประชาชนทั่วไป 79,988 คน กลุ่มเกษตรกร 27,413 คน และกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา 21,795 คน

“ การจัดกิจกรรมวันดินโลก ประจำปี 2566 ของกระทรวงมหาดไทย ภายใต้แนวคิด Sustainable Soil and Water for better life หรือ ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน พบว่า แต่ละพื้นที่ร่วมกันจัดกิจกรรมครบทั้ง 18 ประเภทกิจกรรมตามที่ FAO ได้กำหนด รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,778 กิจกรรม ใน 1,200 พื้นที่ ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก FAO World Map จำนวน 485 พื้นที่ ข้อมูล ณ วันที่ 4 มกราคม 2567 โดยพบว่า มากสุด 3 ลำดับแรกคือ 1) ภาคสนาม/เฉลิมฉลอง (Field work/celebration) 461 กิจกรรม 2) นิทรรศการเกี่ยวกับดิน (Exhibition on soil) 249 กิจกรรม และ 3) กิจกรรมร่วมกับเกษตรกร (Activities with farmers) 241 กิจกรรม ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 239,268 คน ประกอบด้วย กลุ่มประชาชนทั่วไป 79,988 คน กลุ่มเกษตรกร 27,413 คน กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา 21,795 คน กลุ่มองค์การมหาชน 7,492 คน กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 5,005 คน กลุ่มนักสื่อสารมวลชน 1,753 คน กลุ่มภาคประชาสังคม 1,607 คน กลุ่มพระและผู้นำทางด้านศาสนา 1,339 คน และกลุ่มอื่น ๆ 92,876 คน (ข้อมูลจากระบบ MOI WAR ROOM https://moiwarroom.dopa.go.th/soil/ )และมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์กิจกรรมวันดินโลก ประจำปี 2566 ภายใต้หัวข้อ ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน มากถึง 2,313 ครั้ง ผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย ทั้งสื่อมวลชน หอกระจายข่าว ระบบ MOI WAR ROOM และสื่อสังคมออนไลน์ จึงขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมวันดินโลกของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาคนเพื่อให้คนไปพัฒนาพื้นที่ พัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร และรู้จักช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมกลุ่มกัน Change for Good สร้างสรรค์สิ่งที่ดี ๆ เกิดความรักใคร่กลมเกลียวสามัคคีกันในชุมชน สร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้เองจะนำมาซึ่งการบรรลุเป้าหมายของกระทรวงมหาดไทย คือ การขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงภายในทุกมิติ เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทำให้ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขโดยถ้วนหน้า” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันดินโลกของกระทรวงมหาดไทย ปี 2566 ภายใต้ธีม “ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน” หรือ “Sustainable Soil and Water for better life ในทุกพื้นที่ที่ได้มีการจัดกิจกรรมได้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทำแบบประเมินเพื่อวัดความพึงพอใจ พบว่าจำนวนผู้เข้าร่วมทำแบบประเมินการสร้างการรับรู้และความตระหนักในเรื่องดินและน้ำ “MOI World Soil Day” จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 9,322 คน มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมเป็นอย่างมากที่สุด 6,508 คน คิดเป็นร้อยละ 69.81 พึงพอใจมาก 2,421 คน คิดเป็นร้อยละ 25.97 และอื่น ๆ รวม 403 คน คิดเป็นร้อยละ 4.32 จึงขอชื่นชมทุกพื้นที่ที่มีการจัดกิจกรรมและสามารถนำไปสู่การมีส่วนร่วมที่แท้จริง และขอให้ทุกพื้นที่มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดความหลากหลาย และปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่กลุ่มเป้าหมายและผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้มีความตระหนักถึงทรัพยากรดิน น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ อย่างแท้จริง เพื่อทำให้คนและธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ทำให้โลกใบเดียวนี้ของเราใบนี้เป็นที่อยู่และแหล่งผลิตอาหาร น้ำ อากาศที่บริสุทธิ์ มีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกได้อาศัยอยู่ร่วมกันไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถรับชมคลิปเปิดตัวกิจกรรมของกระทรวงมหาดไทยที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของคนต้นน้ำได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/QQ35JpxbHSaFenuP/?mibextid=MC4RXT

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า เป้าหมายของการขับเคลื่อนกิจกรรมวันดินโลกของกระทรวงมหาดไทยในปีนี้ ตนได้กล่าวเน้นย้ำไปยังผู้บริหารของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ว่าเป้าหมายที่แท้จริง คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความยั่งยืนในทุกมิติ บนพื้นฐานการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของดินเเละน้ำ ด้วยเเนวคิด “ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างรากฐานของการพัฒนาคน ให้คนไปพัฒนาพื้นที่ เกิดความมั่นคงทางอาหาร พืชสมุนไพร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม เเละที่อยู่อาศัย อันเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญ ต้องทำงานเชิงรุก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ถ้า “เข้าใจ เข้าถึง” พี่น้องประชาชนแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนความต้องการของพี่น้องประชาชนในทุกเรื่องก็จะสามารถพัฒนาและดำเนินการได้ทันที อะไรที่ยังแก้ไขไม่ได้ก็ต้องมีการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชน ต่อสาธารณชน สอดคล้องกับหลักปฏิบัติที่คนมหาดไทยได้รับการบ่มเพาะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาโดยตลอดว่า “รอบรู้ รวดเร็ว ริเริ่ม และเร่งรัด” ดังที่ท่านวิญญู อังคณารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เคยกล่าวไว้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนภารกิจในปี พ.ศ. 2566 – 2570 ว่า “ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนเข้มแข็ง เมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน บนฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นคงในการดำรงชีวิต ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะกลาง และระยะยาว โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำให้กระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกับทุกภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนมีการพัฒนาคุณภาพชีวิต สามารถสร้างรายได้ และมีการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงมหาดไทยนั้นมีภาระหน้าที่อันหนักหน่วง นั่นคือทุกปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน คือ หน้าที่ของคนมหาดไทย งานของทุกกระทรวง ทบวง กรมที่ลงสู่พื้นที่ ก็คืองานของคนมหาดไทย ดังนั้น พวกเราในฐานะข้าราชการประจำจะต้องมุ่งมั่นทุ่มเททำงานแบบรองเท้าสึกก่อนกางเกงขาด มีใจ มี Passion ในการทำงานโดยไม่ยึดถือเรื่องเวลาเป็นข้อจำกัดของการทำงาน เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี คือ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นำเสนอสิ่งที่ดี เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้เห็นชอบตามที่เราได้คิด ได้เสนอ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า การนำนโยบายที่กล่าวมานี้ไปขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ต้องเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ตั้งเเต่ในระดับชุมชน จังหวัด เเละต่อมาคือในระดับประเทศ โดยต้องยึดหลัก “ผู้นำต้องทำก่อน” ต้องรู้ลึก รู้กว้าง ถึงเรื่องที่จะขับเคลื่อน เพื่อนำไปสื่อสารกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ในฐานะผู้นำของพื้นที่ ซึ่งมีนัยว่า “ผู้นำทำงานต่าง ๆ ลำพังคนเดียวไม่ได้” ต้องมีทีมงานจาก 7 ภาคีเครือข่าย ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ช่วยขับเคลื่อนงาน และที่สำคัญ “ต้องเร่งรัด ติดตามการขับเคลื่อนงาน” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วนได้ช่วยกันทำหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืนได้อย่างถูกต้องตามหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ ร่วมคิด ร่วมพูดคุย ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมรับประโยชน์ ทำให้ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขโดยถ้วนหน้า ท้ายนี้ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยมาร่วมจัดกิจกรรมและเป็นส่วนหนึ่งของวันดินโลก ภายใต้แนวคิด “ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน” ด้วยการอนุรักษ์ดิน อนุรักษ์น้ำ ร่วมกันทำความดี เพื่อสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ อาทิ การสร้างความมั่นคงทางอาหารตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตามโครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง การบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมักธรรมชาติหรือถังขยะเปียกลดโลกร้อน และการทิ้งขยะให้ลงถังพร้อมคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อลดมลพิษที่เกิดต่อเเหล่งน้ำ และกลิ่นเน่าเหม็นในชุมชน เพื่อช่วยกันทำให้ทุกชุมชนของเรายั่งยืนไปด้วยกัน

กองทุน กยศ.แจ้งถอนยึดและอายัด รวมทั้งบังคับคดีลูกหนี้ 3,000 รายแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779038

กองทุน กยศ.แจ้งถอนยึดและอายัด รวมทั้งบังคับคดีลูกหนี้ 3,000 รายแล้ว

กองทุน กยศ.แจ้งถอนยึดและอายัด รวมทั้งบังคับคดีลูกหนี้ 3,000 รายแล้ว

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.47 น.

กรมบังคับคดี เผยกองทุน กยศ.แจ้งให้ถอนยึดและอายัด รวมทั้งบังคับคดีลูกหนี้ 3,000 รายแล้ว แต่ยกเว้นรายที่ผู้มีส่วนได้เสียประสงค์จะบังคับคดีต่อไป

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2567 นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า ในวันนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กองทุนฯ) แจ้งว่า จากคำนวณยอดหนี้ ตาม พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2566 พบว่ามีผู้กู้ยืมเงินมากกว่า 3,000 ราย ที่ชำระหนี้ครบถ้วนและไม่มีภาระผูกพันกับกองทุนฯแล้ว พร้อมขอให้กรมบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์ และถอนการบังคับคดีสำหรับผู้กู้ยืมเงิน หรือผู้ค้ำประกัน ซึ่งกรมบังคับคดีจะได้เร่งดำเนินการเพื่อถอนการยึด หรือถอนการอายัด และถอนการบังคับคดี ในกรณีดังกล่าวโดยเร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกัน เว้นแต่พบว่าผู้มีส่วนได้เสียในคดี ได้แก่ ผู้รับจำนอง หรือผู้ร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ และผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวประสงค์จะบังคับคดีต่อไป จึงไม่สามารถที่จะถอนการยึด หรือถอนการอายัดได้ จึงขอแจ้งให้ลูกหนี้กองทุนฯ ทราบในเบื้องต้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 0 2881 4999 หรือสายด่วนกรมบังคับคดี 1111 ต่อ 79 และสำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ

‘เศรษฐา’นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบาย‘อววน.’ เคาะกรอบวงเงินปี68 รวม 1.5 แสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/779000

‘เศรษฐา’นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบาย‘อววน.’ เคาะกรอบวงเงินปี68 รวม 1.5 แสนล้าน

‘เศรษฐา’นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบาย‘อววน.’ เคาะกรอบวงเงินปี68 รวม 1.5 แสนล้าน

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.47 น.

‘เศรษฐา’นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบาย‘อววน.’ ย้ำเร่งยกระดับการศึกษา ผลิตบุคลากรทักษะสูง รองรับอุตสาหกรรมอนาคต หนุนปั้นธุรกิจสตาร์ทอัพ พร้อมเคาะกรอบวงเงินด้าน อววน. ปี 68 รวม 1.5 แสนล้านบาท

5 มกราคม 2567 ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 1/2567 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย (มท.) รองประธานคนที่หนึ่ง และ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รองประธานคนที่สอง พร้อมด้วยรัฐมนตรี ผู้บริหารจากกระทรวง หน่วยงานต่าง ๆ และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการสภานโยบาย กล่าวภายหลังการประชุมว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ของประเทศไทยที่กำลังเผชิญปัญหาต่าง ๆ ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดด ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับยกระดับการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักในการเสริมสร้างแรงงานที่มีทักษะสูง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน และยังช่วยสร้างอุตสาหกรรมที่ทันสมัย ที่จะเป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ ช่วยยกระดับรายได้ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายกรัฐมนตรียังให้ความสำคัญกับธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่ต้องมีความรู้เชิงลึก เชื่อว่ามียูนิคอร์นจำนวนมากที่รอคอยการถูกค้นพบในมหาวิทยาลัย หากได้รับการบ่มเพาะทักษะที่เหมาะสม เชื่อว่าจะก่อให้เกิดผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูงอีกมาก นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต้องสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) ก่อให้เกิดการ upskill reskill ในทุกระดับ โดยได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญมากกับประเด็นด้านการศึกษา ฝากให้มหาวิทยาลัยปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และความต้องการของตลาดแรงงาน

ในด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รัฐบาลมุ่งเน้นให้เกิดงานวิจัยที่ตรงกับนโยบายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ไฮโดรเจน พลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ การคำนวณเชิงควอนตัม เทคโนโลยีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เทคโนโลยีการวิจัยเรื่องอาหารแห่งอนาคต โดยกองทุนที่มีอยู่จะเข้าไปสนับสนุนกลายเป็นสปริงบอร์ดที่ติดจรวดสร้างความเติบโตให้กับประเทศได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำให้ทุกคนช่วยกันระดมความคิด ทำรายละเอียดออกมาเป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจน เพื่อให้ประเทศเราพัฒนาเติบโตไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ ในการประชุมสภานโยบาย ที่ประชุมยังได้พิจารณาเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณด้านการอุดมศึกษา ปี 2568 จำนวน 108,149.7273 ล้านบาท และด้าน ววน. จำนวน 42,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 150,149.7273 บาท โดยจะครอบคลุมทั้งในส่วนการพัฒนาบุคลากร พัฒนาความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย รวมถึงเป็นงบประมาณด้านการวิจัย นวัตกรรม และโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

‘มท.’MOUร่วม’รร.สตรีวัดระฆัง-ภาคีเครือข่าย’ ขับเคลื่อนโครงการ’สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778960

'มท.'MOUร่วม'รร.สตรีวัดระฆัง-ภาคีเครือข่าย' ขับเคลื่อนโครงการ'สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข'

‘มท.’MOUร่วม’รร.สตรีวัดระฆัง-ภาคีเครือข่าย’ ขับเคลื่อนโครงการ’สถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข’

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 14.19 น.

กระทรวงมหาดไทย MOU ร่วมโรงเรียนสตรีวัดระฆัง และภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อน “โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข” พร้อมเตรียมขยายผลสู่ทุกจังหวัด เพื่อมุ่งมั่นดูแลลูกหลานเยาวชนให้มีความรู้คู่คุณธรรม ปลอดภัยห่างไกลยาเสพติด เติบโตไปเป็นอนาคตของชาติอย่างยั่งยืน

วันนี้ (5 ม.ค.67) เวลา 09.00 น.ที่โรงเรียนสตรีวัดระฆัง ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี เฉลิมรัฐ ติ่งอ่วม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวัดระฆัง นายอนุเทพ เลิศสกุลทอง ผู้อำนวยการสายพัฒนาธุรกิจ โรงพยาบาลธนบุรี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข โดยได้รับเมตตาจากพระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า จังหวัดปทุมธานี สาขาวัดระฆังโฆสิตาราม เป็นสักขีพยาน โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง ดร.วรชล ถาวรพงษ์ ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อย พลเรือตรี ภาณุพันธุ์ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพ พันตำรวจโท ฐิติวุธ ร่อนแก้ว รองผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย รองศาสตราจารย์ พญ.ธันยารัตน์ วงศ์วนานุรักษ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและองค์กรสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นางอารีรัตน์ ประเมิน ประธานเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยคณะผู้บริหาร ครู และคณะกรรมการสภานักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง และโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมให้การต้อนรับและร่วมในพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ในวันนี้ได้มีโอกาสมาเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างพลังความร่วมมือภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้เติบโตเป็นพลเมืองที่ดี ผู้รู้เท่าทันต่อภัยรอบตัวที่มีอยู่มากมายในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยาเสพติด” ภัยร้ายใกล้ชิดที่ใครคิดจะไปข้องเกี่ยวก็จะต้องพบเจอแต่สิ่งที่ไม่ดีในชีวิต จนกว่าจะสามารถหลุดออกมาจากวงเวียนของความชั่วร้ายเหล่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญและมุ่งมั่นดำเนินการมาตรการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดฟื้นฟู อย่างเข้มข้นต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง

“การลงนามบันทึกข้อตกลงในวันนี้เป็นหลักประกันให้ประเทศชาติว่าบุตรหลานของเราจะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการดูแลประเทศชาติ สังคม และครอบครัวให้มีความมั่นคงและยั่งยืน อันถือเป็นเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของพวกเราทุกคนผู้เป็นพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ และผู้ใหญ่ ในการดูแลกุลบุตร กุลธิดาให้เติบโตไปโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้พวกเราได้ประสบพบแต่ความสุขจากสิ่งที่ดีที่เราตั้งใจทำ ในการส่งเสริมให้เด็กเยาวชนได้มีการศึกษา ได้รับการพัฒนาตนเอง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา พร้อมทั้งเสริมสร้างการมีคุณธรรมจริยธรรม อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข โดยมีภาคีเครือข่ายผู้นำภาคศาสนา คือ “พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร” ผู้เป็นหลักชัยในการหนุนเสริมหนุนนำโอกาสที่ดีให้แก่นักเรียนโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ตลอดจนเด็ก เยาวชน โดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดกิจกรรมมหาดไทยภิรมย์ ชมดนตรีในสวน ซึ่งพระครูต้นและคณะผู้บริหารโรงเรียนสตรีวัดระฆัง ได้นำนักเรียนไปแสดงความสามารถด้านการเล่นดนตรีไทย ที่บริเวณสวนมหาดไทย เป็นการเสริมสร้างความรู้ความสามารถให้เด็กนักเรียนได้เก่งยิ่ง ๆ ขึ้นไป” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า การประกาศเจตนารมณ์ในครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยมุ่งมั่นตั้งใจในการสนับสนุนการดำเนินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข เพื่อเป็นภาคีเครือข่ายและกิจกรรมแลกเปลี่ยนระหว่างนักเรียนกับนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม นำไปสู่การบรรลุความสำเร็จในการปลอดจากยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นการวางระบบให้ลูกหลานได้มีข้อมูลหน่วยงานรับแจ้งเบาะแสยาเสพติด เพื่อให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองได้เข้ามาปราบปรามยาเสพติดและอบายมุขต่าง ๆ รวมถึงสถานบริการที่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งน้อง ๆ นักเรียนเป็นกำลังสำคัญในการที่จะเป็นพลเมืองดีผู้แจ้งเบาะแสการกระทำผิดทั้งปวงเพื่อระงับยับยั้งและหยุดสิ่งที่ไม่ดีไม่งามให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย นอกจากนี้ ขอฝากผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวัดระฆัง และคณะผู้บริหาร ได้ขยายผลทำให้โรงเรียนสตรีวัดระฆังเป็นโรงเรียนต้นแบบในการนำวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและจริยธรรม โดยให้ความสำคัญนำ 3 วิชานี้เป็นกิจกรรมนอกเวลา ซึ่งจะช่วยหนุนเสริมเป้าหมายโรงเรียน ทำให้เด็กรู้หน้าที่ มีศีลธรรมและจริยธรรม เรียนรู้หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งล้วนเกี่ยวกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เด็กไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุขได้ ทั้งนี้ ขอขอบพระคุณพระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร และขอขอบคุณ ว่าที่ร้อยตรีเฉลิมรัฐ ติ่งอ่วม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวัดระฆัง โรงพยาบาลธนบุรี สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ได้เป็นภาคีเครือข่ายร่วมกับกระทรวงมหาดไทยในการทำสิ่งที่ดีและยั่งยืนให้กับสังคมไทย

“การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในวันนี้ จะเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนในพื้นที่ต่าง ๆ ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เพื่อทำให้สิ่งที่ดีเช่นนี้เกิดประโยชน์กับเด็ก เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน และท้ายที่สุดเกิดสิ่งที่ดีงามต่อประเทศชาติของเราทุกคนตลอดไป” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

ว่าที่ร้อยตรี เฉลิมรัฐ ติ่งอ่วม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวัดระฆัง กล่าวว่า พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเป็นภาคีเครือข่ายและกิจกรรมแลกเปลี่ยนระหว่างนักเรียนกับนักเรียน ในการดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างองค์กรภาคีเครือข่ายในการร่วมพัฒนาให้นักเรียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มีคุณธรรม จริยธรรมและมีวิถีชีวิตที่เป็นสุข เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ 2) เพื่อร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติด การสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สื่อลามกอนาจาร การพนัน การทะเลาะวิวาท ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง และความสงบสุขของนักเรียนในสถานศึกษา 3) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับผู้ปกครองในการดูแลนักเรียนให้ปลอดภัยจากอบายมุข 4) เพื่อร่วมกันคิดค้น หาวิธีการ แนวปฏิบัติในการสนับสนุนกิจกรรมตามมาตรการป้องกัน ค้นหา เฝ้าระวัง และบำบัดรักษาปัญหายาเสพติดและอบายมุข ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามจุดประสงค์การดำเนินงานโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด และอบายมุข 5) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เครือข่าย ตามโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด และอบายมุข ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการทำงานอันจะนำไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรม และยั่งยืนต่อไป

“โดยพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเป็นภาคีเครือข่ายในวันนี้ มีโรงเรียน หน่วยงาน และองค์กรให้การตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร สำนักงานเขตบางกอกน้อย สถานีตำรวจนครบาลบางกอกน้อย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลธนบุรี โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ โรงเรียนวัดราชโอรส โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที เครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนสตรีวัดระฆัง ชุมชนวังหลัง ชุมชนวัดระฆัง” ว่าที่ร้อยตรีเฉลิมรัฐฯ กล่าว

– 006

สพฐ.สั่งสอบ’รองผอ.’แชตหื่น 7 วัน รู้ผล ไล่ออก-ปลดออก ชงพักตั๋วผู้บริหารโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778940

สพฐ.สั่งสอบ'รองผอ.'แชตหื่น 7 วัน รู้ผล ไล่ออก-ปลดออก ชงพักตั๋วผู้บริหารโรงเรียน

สพฐ.สั่งสอบ’รองผอ.’แชตหื่น 7 วัน รู้ผล ไล่ออก-ปลดออก ชงพักตั๋วผู้บริหารโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.36 น.

สพฐ. สั่งสอบ รองผอ.หื่น 7 วันรู้ผลไล่ออก-ปลดออก พร้อมสั่งออกนอกพื้นที่ รายงานตัวส่วนกลางด่วนพรุ่งนี้  หากพบผู้อำนวยการ ร.ร.ละเลยโดนด้วย   

วันที่ 5 มกราคม 2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยจากกรณีรองผู้อำนวยการโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในพื้นที่จ.ตาก กระทำการอนาจารเชิงไม่เหมาะสมกับนักเรียนหญิง นั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับทราบข้อมูลจากศูนย์ความปลอดภัย และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) เบื้องต้นตนได้รายงานดังกล่าวให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. รับทราบแล้ว และได้สั่งการให้ สพฐ.ดำเนินการเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เพราะเป็นเรื่องที่ครูกระทำต่อนักเรียน ซึ่งตามนโยบายของศธ. เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง และเคยแจ้งเป็นแนวปฏิบัติไปแล้ว ว่า ถ้าครูและบุคลากรทางการศึกษากระทำความไม่เหมาะสมกับนักเรียน ต้องนำเนินการตรวจสอบและลงโทษอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว  

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวปฏิบัติหากพบว่ามีมูล จะดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง คือ ปลดออก และไล่ออกเท่านั้น โดยกรณีนี้เบื้องต้นเมื่อได้ทราบเหตุ สพฐ. ได้ออกคำสั่งให้รองผู้อำนวยการรายดังกล่าว มาประจำอยู่ที่สพฐ. เพื่อให้ออกนอกพื้นที่ เพราะหากปล่อยให้อยู่ในพื้นที่เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคในการสอบสวนข้อเท็จจริง และได้ออกคำสั่งแต่ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ตามขั้นตอนทางวินัย 

ทั้งนี้ ในส่วนของโรงเรียนได้ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงไปแล้วชั้นหนึ่ง แต่เพื่อความรอบคอบเพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจ สพฐ.จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง หากพบว่ามีมูล มีโทษวินัยร้ายแรง ปลดออก หรือไล่ออกสถานเดียว โดยจะต้องรู้ผลการสอบข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน หากพบว่ามีมูลก็จะแจ้งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาทันที เพื่อไม่ให้มีสิทธิเป็นผู้บริหาร ทั้งนี้ที่กำหนดให้สอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพราะเท่าที่ดูหลักฐานค่อนข้างชัดเจน แต่เพื่อความถูกต้องตามกระบวนการ ก็ต้องลงไปสอบสวนในพื้นที่อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นไปตามหลักเกณฑ์

“ส่วนสภาพจิตใจของเด็กนั้นสพฐ. รับทราบปัญหา จึงได้สั่งการให้รองผู้อำนวยการดังกล่าวออกนอกพื้นที่ทันที และจะกำชับผู้อำนวยการสศศ.ให้เร่งแจ้งโรงเรียนให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าว ออกนอกพื้นที่ และเข้ามารายงานตัวที่สพฐ.ภายในวันที่6 มกราคม แม้จะเป็นวันหยุดก็ต้องมา เพราะถือว่า เรื่องความปลอดภัยของนักเรียนเป็นนโยบายที่สำคัญ หากยังให้อยู่ในพื้นที่ก็อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนของคณะกรรมการ ส่วนตัวนักเรียนเองก็อาจจะลำบาก รวมถึงจะส่งนักจิตวิทยา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงไปเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้นักเรียนรู้สึกว่ามีความปลอดภัยและได้รับการคุ้มครองสิทธิ ส่วนนักเรียนที่ลาออกไปแล้วนั้น ก็ได้กำชับให้ผู้อำนวยการสศศ. และทีมนิติกรลงไปดูแลตรวจสอบเชิงลึก ว่าที่ผ่านมามีการข่มขู่ ทำให้เด็กไม่กล้าให้ข้อมูลหรือไม่  รวมถึงจะเชิญนักเรียนที่ลาออกไปแล้วมาให้ข้อมูล และเป็นพยานในการสอบสวนในครั้งนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นและไม่เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้อื่น ” ว่าทีร้อยตรีธนุ กล่าว

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม โดยข้อเท็จจริงสพฐ. มีมาตรการเชิงป้องกัน ปราบปรามและให้ความรู้ พัฒนาเรื่องคุณธรรมจริยธรรมครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ทุกปี แต่ด้วยเพราะสพฐ. มีบุคลากรจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปล่อยปละละเลยเมื่อทราบข่าวก็เร่งแก้ปัญหาทันทีเพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับผู้อื่น รวมถึงให้เห็นว่า ศธ. โดยสพฐ.เอาจริงเอาจัง หากตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นเรื่องจริงก็จะได้รับการลงโทษอย่างร้ายแรง  อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่ สพฐ. ยังไม่พบข้อร้องเรียนรองผู้อำนวยการรายดังกล่าว ซึ่งคงต้องรอดูผลการสอบสวนข้อเท็จจริงว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือเคยเกิดขึ้นมานานแล้ว มีการปกปิดกันอยู่ เป็นหน้าที่ของกรรมการสอบสวนข้อเท็จจจริงที่ต้องเร่งดำเนินการ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยหรือไม่ เลขาธิการกพฐ. กล่าวว่า หากสืบสวนแล้ว พบว่ามีส่วนช่วยเหลือหรือปกปิด ก็อาจะต้องดำเนินการตรมกฎหมายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะถือว่าไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เพราะสพฐ.มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้บังคับบัญชาเบื้องต้น ถ้าปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ผู้อำนวยการโรงเรียนก็อาจจะต้องรับผิด ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้น 

ศธ.จัดยิ่งใหญ่‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ภายใต้แนวคิดเรียนดี มีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778936

ศธ.จัดยิ่งใหญ่‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ภายใต้แนวคิดเรียนดี มีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

ศธ.จัดยิ่งใหญ่‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ภายใต้แนวคิดเรียนดี มีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 13.10 น.

ศธ.จัดยิ่งใหญ่‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ภายใต้แนวคิดเรียนดี มีความสุข จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ‘บิ๊กอุ้ม-ครูเอ’สั่งหน่วยงานในสังกัด 76 จังหวัดปูพรมฉลอง พร้อมมอบสารพัดของขวัญทั้งฝึกอาชีพ ชมท้องฟ้าจำลองฟรี ศึกษาภัณฑ์กระหน่ำลดราคาสินค้า 

5 มกราคม 2567 ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ผู้บริหารองค์กรหลักศธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวกิจกรรมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ปี 2567 และกิจกรรมมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่เด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ  โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า  ศธ.จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2498 ซึ่งวันเด็กปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 

โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ให้คำขวัญวันเด็กปีนี้ ว่า “มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย” และในเวลา 08.30 น.ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงานเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติ 2567 ที่ศธ. ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กและเยาวชนทั้งทางร่างกายและจิตใจ สร้างความตระหนักในสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบและระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม รวมทั้งยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมบูรณาการเชื่อมโยงกับนโยบายการศึกษา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า งานวันเด็กแห่งชาติครั้งแรกของประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อวันที่  3 ตุลาคม พ.ศ. 2498   และในปี พ.ศ. 2499 สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีคำขวัญวันเด็กขึ้นครั้งแรก “จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม” และถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชน นับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ และเป็นกำลังสำคัญของสังคมในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า ศธ.เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อเด็กและเยาวชนไทยทั้งประเทศ ในการเสริมองค์ความรู้ และการพัฒนาให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า มีความสำคัญของประเทศ โดยยึดแนวปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ สร้างชาติ (พ.ศ. 2561-2580) ในประเด็นที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์และการพัฒนาเด็ก การจัดงานวันเด็กแห่งชาติ

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความยึดมั่น ในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็กและเยาวชน ตลอดจนให้เด็กได้รู้จักหน้าที่ของตน และอยู่ในระเบียบวินัยอันดี พร้อมทั้ง เป็นการเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีสุขภาพที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจ

“การจัดงานวันเด็กในปีนี้จะมีศิลปิน ดารา นักร้องชื่อดังมากมาย และนักแสดงจากละครเรื่องพรมลิขิต มาร่วมให้ความบันเทิงจำนวนมาก ทั้งนี้ศธ. และหน่วยงานราชการต่างๆ ยังเปิดรับผู้ใหญ่ใจดีที่จะมาร่วมจัดกิจกรรม โดยหวังว่าการจัดงานวันเด็กปีนี้จะมีความแปลกใหม่มากขึ้น และคาดหวังว่าการจัดงานวันเด็กปี 2568 จะยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าปีนี้ รวมถึงจะเปิดห้องทำงานให้เด็กๆได้มีโอกาสนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการศธ.ด้วย นอกจากนี้ผมยังคาดหวังว่า ต่อไปเด็กๆ จะได้มีโอกาสไปเรียนในภาคอุตสาหกรรม ดูเรื่องเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้มีความฝันในการทำงาน ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไฟฟ้า ระบบการทำงานต่าง ๆ ตามสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปคือ โลกดิจิทัล เพื่อเติมเต็มทรัพยากรมนุษย์ให้ครบทุก ๆ ด้าน” พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าว

ด้านนายสุรศักดิ์  กล่าวว่า สำหรับมีกิจกรรมสำคัญ 2 กิจกรรม ได้แก่  กิจกรรมที่ 1 การคัดเลือกเด็กและเยาวชนดีเด่น เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ที่มีผลงานและความสามารถระดับชาติ เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจากนายกรัฐมนตรี พร้อมรับโล่รางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในวันพุธที่ 10 มกราคม 2567 ณ บริเวณตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเด็กและเยาวชนจากทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกจากส่วนราชการ/หน่วยงาน 17 หน่วยงาน จำนวน 1,220 คน แบ่งเป็น เด็กและเยาวชนดีเด่น จำนวน 604 คน เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ  จำนวน  279 คน  เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ (ประเภททีม) จำนวน 337 คน

กิจกรรมที่ 2 การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 วันเสาร์ที่ 13 มกราคม 2567 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเป็นเจ้าภาพหลักประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจัดงานในส่วนกลางขึ้น ณ ศธ. และสถานที่ตั้งของส่วนราชการ หน่วยงาน ส่วนกลาง ในส่วนภูมิภาค ทั้ง 76 จังหวัด ศธ.ได้มอบหมายให้ ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.)ประสานงานจัดกิจกรรมฉลองงานวันเด็กขึ้น ในทุกจังหวัด 

การจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน โดยรัฐบาลได้พิจารณาจัดสรรงบประมาณในการจัดงาน จำนวน 12 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการจัดงานให้กับส่วนราชการ เพื่อให้เด็ก ๆ เกิดกระบวนการเรียนรู้ในทุกรูปแบบการเรียน มุ่งเน้นกิจกรรม Active Learning ที่เป็นสามารถเรียนรู้ได้ในทุกสถานที่ (Anywhere Anytime) และส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียน โดยเน้นการ Coaching เป็นการแสดงออกถึงความร่วมมือร่วมใจกันของส่วนราชการ/หน่วยงาน และภาคเอกชน ที่พร้อมใจกันจัดงานเพื่อส่งมอบความสุขให้แก่เด็ก ๆ ทั้งนี้ ในงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ที่ศธ. ได้มีส่วนราชการ หน่วยงานต่าง ๆ และศิลปิน ดารา นักแสดงจากละครพรหมลิขิต น้องปีเตอร์แพน น้องซีน และพี่ติ๊ก ชีโร่ มาร่วมจัดกิจกรรม อาทิ เปิดพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย ห้อง ทำงานรัฐมนตรีว่าการศธ. และรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ให้เด็กและเยาวชนได้เยี่ยมชม หน่วยงานในสังกัดศธ. ร่วมจัดกิจกรรมสร้างความสนุกสนาน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  จัดกิจกรรมบันเทิง มุ่งเน้นความสนุกสนานฯ กระทรวงพาณิชย์ จัดกิจกรรมตอบปัญหาเชาว์ปัญญา และแจกของที่ระลึก กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมเกมเสริมทักษะความรู้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมโชว์สุนัขตำรวจ และขี่ม้า และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จัดกิจกรรมแจกลูกบอลจำนวน 4,000 ลูก เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีส่วนราชการและหน่วยงานอีกมากมายที่ร่วมจัดกิจกรรมในวันดังกล่าว ในที่ตั้งของตนเอง เช่นกระทรวงกลาโหม กรมกิจการเด็กและเยาวชน  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมป์ กรุงเทพมหานคร ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา เป็นต้น

ทั้งนี้ ศธ. ในฐานะเจ้าภาพหลักในการจัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ ได้ดำเนินการประสานขอความร่วมมือจากกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ และภาคเอกชน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมฉลองงานวันเด็กพร้อมกันในวันที่ 13 มกราคม 2567 นอกจากความสนุกสนานที่ศธ.และทุกส่วนราชการ/หน่วยงานได้เตรียมมอบให้แก่เด็ก ๆ ในวันดังกล่าวแล้ว เราได้เตรียมความพร้อมในการให้บริการ ดูแลให้ความช่วยเหลือเด็กที่พลัดหลงจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง โดยจัดให้มีเต็นท์ไว้ในแต่ละโซนกิจกรรม  มีผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ลูกเสือจิตอาสา ในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เข้าร่วมงาน รวมทั้ง มีการส่งมอบความสุขต่อยอดให้กับเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ และในโอกาสนี้ ศธ.ใต้นโยบายของรัฐบาล ได้มอบของขวัญ  วันเด็ก พ.ศ. 2567 ที่มุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาส เข้าถึงประสบการณ์อันดีผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย จากทุกหน่วยงานในสังกัดและในกำกับ และหน่วยงานระดับจังหวัดทั่วประเทศ เช่น

1.จัดกิจกรรมเพิ่มทักษะอาชีพที่สอง (หลักสูตรระยะสั้น) ให้กับเด็กและเยาวชนทั้งทั่วประเทศ จำนวน 10,000 คน ฟรี ตลอดเดือนมกราคมนี้  2.กิจกรรมท่องโลกการเรียนรู้เสมือนจริงด้วย Metaverse โดยศูนย์วิทยาศาสตร์  เพื่อการศึกษา ฟรี สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมการศึกษา 300,000 คน ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงกุมภาพันธ์ 2567 3.กิจกรรมฝึกอาชีพระยะสั้นโดย สกร.อำเภอ/เขต จำนวน 928 แห่งแก่เด็กและเยาวชนฟรี เพื่อให้เด็กและเยาวชน ที่สนใจได้เรียนรู้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครอบครัว

4.กิจกรรม สกร.ทุกจังหวัด ส่งความสุขให้น้อง ประจำปี พ.ศ. 2567 ภายใต้โครงการศึกษาธิการส่งความสุข โดยจัดคาราวานมอบของขวัญบริจาคให้แก่เด็กด้อยโอกาส 77 จังหวัดๆ ละ 20,000 คน  5.กิจกรรมฉลองครบรอบ 60 ปี เด็ก เยาวชน ชมท้องฟ้าจำลอง ฟรี 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-12 มกราคมนี้ 6.ลดราคาสินค้าราคาพิเศษสำหรับเด็ก ที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ทุกสาขา สูงสุด 10% 7.ลดราคาหนังสือ e-Book ของ สสวท. ทุกช่องทางการจัดจำหน่ายและเผยแพร่  ลดราคาสูงสุด 30% อาทิ ร้านนายอินทร์ SE-ED  CU และ e-Bookstore

8.ลดราคาสื่อเสริม และบอร์ดเกมของ สสวท. ลดราคาสูงสุด 15% โดยจัดจำหน่าย ที่ร้านหนังสือ สสวท. @IPSTbookstore และศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ suksapanmall.com 9.บริการทดสอบภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ตามแนว CEFR ระดับ A1 – A2 ให้บริการกับนักเรียน โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมสอบ จำนวน 2,000 ที่นั่งสอบ ซึ่งจะเป็นเติมเต็มความสุขให้กับผู้ปกครองเด็ก เยาวชนทั่วประเทศได้ในครั้งนี้อีกด้วย

นายกฯห่วงมหาวิทยาลัยไทยอันดับต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ลั่นต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/778932

นายกฯห่วงมหาวิทยาลัยไทยอันดับต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ลั่นต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัย

นายกฯห่วงมหาวิทยาลัยไทยอันดับต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ลั่นต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัย

วันศุกร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2567, 12.37 น.

‘นายกฯ’นั่งหัวโต๊ะประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา ลั่นต้องยกระดับการศึกษาไทย พัฒนาทักษะแรงงาน ตอบสนองตลาด รับห่วงมหาวิทยาลัยไทย อันดับต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ยันต้องปรับหลักสูตรให้ทันสมัย แบ่งงานครูให้ถูกจุด สั่งติดตามผลกระทบกับประชาชนจากเหตุสารพิษรั่วไหล เกรงฝุ่นซ้ำรอย

5 มกราคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ  โดยนายกฯกล่าวในที่ประชุมตอนหนึ่งว่า วันนี้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ และยกระดับการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักในการเสริมสร้างแรงงานที่มีทักษะสูงให้สามารถสนองตอบตลาดแรงงานในปัจจุบันได้ และยกระดับรายได้ให้สูงขึ้น สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนภายในประเทศได้สูงขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศต่อไป โดยรัฐบาลมีแนวทางในการขับเคลื่อน ด้านอุดมศึกษา หลังจากที่ได้บินไปต่างประเทศพบปะนักลงทุนนานาประเทศ เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศสิงคโปร์  ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น พบว่าปัจจัยหลักในการลงทุน คือ ทักษะของแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่มีทักษะสูง ซึ่งจะเป็นคำถามแรกๆ แต่ในขณะที่แรงงานไทยมีปัญหาในช่องว่างของทักษะ หรือแรงงานที่ไม่สามารถทำงานได้ตามความคาดหวังของนายจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์

นายกฯ กล่าวต่อว่า โดยจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัย 2022-2023 ผลปรากฏว่า การจัดอันดับของมหาวิทยาลัยประเทศไทย ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอาเซียนหลายๆ ประเทศ ซึ่งตนค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และหวังที่จะเห็นมหาวิทยาลัยไทยให้ความร่วมมือในการพัฒนาด้านต่างๆ เช่น หลักสูตรการเรียนการสอน ควรปรับปรุงให้ทันสมัย และมีมาตรฐาน และตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยไทยให้ทัดเทียมกับระดับนานาชาติ ส่วนคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ก็จำเป็นที่จะจะต้องเพิ่มพูนองค์ความรู้ในการสอนเช่นเดียวกัน โดยผู้สอนต้องให้ความสำคัญกับนิสิต นักศึกษาเป็นหลัก เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ตนทราบมาว่าอาจารย์บางคน อาจจะไม่ถนัดการสอน แต่ถนัดงานด้านวิจัยที่มีความสามารถ จึงอยากให้จัดสายงานอาชีพให้มีความเหมาะสมกับคนเก่งเหล่านี้

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยควรปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกให้ทันสมัย  เพื่อให้นิสิตศึกษาได้ใช้ รวมถึงการบ่มเพาะให้นักศึกษาเกิดความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี และโปรแกรมขั้นสูงต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำงาน โดยในโลกปัจจุบันหนึ่งในธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ คือ ธุรกิจกลุ่มสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ เชิงลึก หากมหาวิทยาลัยสามารถบ่มเพาะให้กับนักศึกษาได้ เชื่อว่าในอนาคตจะก่อให้เกิดผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทยอีกมาก และเชื่อว่าประเทศไทยจะมียูนิคอร์น ที่โตระดับโลกได้ โดยยูนิคอร์นเหล่านั้นกำลังรอคอยที่จะถูกค้นพบในมหาวิทยาลัย ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนในการนำนักลงทุน มาเจอกับว่าที่ยูนิคอร์น เหล่านี้โดยใช้กลไกที่แถลงไว้

นายกฯ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของประเด็นการศึกษา ฝากให้มหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานเรื่องดังกล่าว ปรับตัวพัฒนาตนเอง ให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ  ส่วนเรื่องของวิทยาศาสตร์  วิจัย และนวัตกรรม รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะเห็นผลงานวิจัย ที่ตรงกับ เป้าหมายของรัฐบาล เช่นเรื่องของรถยนต์อีวี อยู่แม้กระทั่งเรื่องของไนโตรเจน ที่กำลังอยู่ในการพัฒนา, พลังงานสะอาด, พลังงานหมุนเวียน, เศรษฐกิจสีเขียว, เทคโนโลยี Ai, เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี หรือการเป็นศูนย์กลางทางด้านอาหารในอนาคต อีกหลายๆ อย่าง

อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุม นายกฯ แสดงความเป็นห่วงประชาชนในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการที่มีสารเคมีรั่วไหล โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา (4 ม.ค.) สั่งการให้สาธารณสุขตรวจเช็คสภาพร่างกาย ประชาชนที่มีอาการ ดูแลรักษาทันที นอกจากนี้ เนื่องจากมีประกาศเข้าสู่สถานการณ์ฝุ่น วันแรก เกรงลมจะพัดฝุ่นเข้าทำให้สถานการณ์อากาศที่สูดดมเข้าไป ยิ่งอันตรายมากยิ่งขึ้น จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันดูแล และติดตาม พร้อมรายงานสถานการณ์ให้ทราบเป็นระยะด้วย