CMG ร่วมกับ CENTRAL THAM มอบเครื่องคิดเลขให้สอศ.ส่งต่อนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777424

CMG ร่วมกับ CENTRAL THAM  มอบเครื่องคิดเลขให้สอศ.ส่งต่อนักเรียน

CMG ร่วมกับ CENTRAL THAM มอบเครื่องคิดเลขให้สอศ.ส่งต่อนักเรียน

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้จัดจำหน่าย CASIO แบรนด์เครื่องคิดเลขจากประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ร่วมกับ เซ็นทรัลทำ (CENTRAL THAM) บริจาคเครื่องคิดเลขและเครื่องพิมพ์ฉลาก จำนวน 2,700 เครื่อง มูลค่ากว่า 729,676 บาท ให้กับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อสนับสนุนการศึกษาและใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพในการเรียนของนักเรียนโรงเรียนอาชีวศึกษาใน 3 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ อุบลราชธานี อุดรธานี และสระบุรี โดยนางสาวจิตรฤดีพนิตพล รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มสินค้าแฟชั่นและนาฬิกา (CMG),ดร.ชาติชาย นรเศรษฐาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มเซ็นทรัล และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นตัวแทนรับมอบการบริจาค ณ กระทรวงศึกษาธิการ

เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์รุ่นfx-991CW CLASSWIZ ที่มอบแก่สอศ.ได้รับการออกแบบเพื่อการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน โดยมีการจัดวางปุ่มแบบใหม่และไอคอนขนาดใหญ่ทำให้ใช้งานง่าย หน้าจอปรับระดับความเข้มได้ถึง 4 ระดับมีฟังก์ชั่นใหม่ MathBox ซึ่งเป็นคุณสมบัติการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ และสามารถเชื่อมต่อกับ ClassPad.net เพื่อสนับสนุนห้องเรียนเทคโนโลยี คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน

มทร.ล้านนา จัด‘ตระกร้ามงคล’ปีใหม่ บรรจุ 19 ผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777427

มทร.ล้านนา จัด‘ตระกร้ามงคล’ปีใหม่  บรรจุ 19 ผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยฯ

มทร.ล้านนา จัด‘ตระกร้ามงคล’ปีใหม่ บรรจุ 19 ผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยฯ

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.จัตตุฤทธิ์ ทองปรอน รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ล้านนา กล่าวว่าปี 2567 ได้จัดกระเช้าของขวัญพิเศษกว่าทุกๆ ปี เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันสถาปนาครบรอบ20 ปี การเป็นมหาวิทยาลัยในปี 2568 โดยจัดเป็น “ตะกร้ามงคล” ภายในประกอบด้วยผลิตภัณฑ์จากผลงานศึกษาวิจัย ผลิตและออกแบบโดยอาจารย์และนักศึกษา มทร.ล้านนาทั้ง 5 พื้นที่ ได้แก่ เชียงราย ลำปาง น่าน ตาก พิษณุโลก ภายใต้แนวคิดกินได้ ใช้ได้ ขายได้ อยู่ได้ ซึ่งตะกร้ามงคลนี้ออกแบบโดยคณะอาจารย์สาขาเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ การออกแบบเป็นการผสานกันระหว่างนวัตกรรมผนวกเข้ากับภูมิปัญญาล้านนาบรรจุภัณฑ์ทำมาจากกระดาษ ช่วยรักษ์สิ่งแวดล้อมตัวตะกร้าออกแบบลายฉลุ มีแนวคิดมาจาก ลายจักสานของล้านนา แสดงถึงอัตลักษณ์ล้านนาได้อย่างลงตัว

“คณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยจะมีการพัฒนานวัตกรรม และผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยเหลือชุมชน พาณิชย์จังหวัดในแต่ละพื้นที่ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ สร้างอาชีพ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้แก่คนในชุมชน ซึ่งมีผลงานกว่า 139 รายการ และในตะกร้ามงคล ได้มีการคัดเลือก 19 ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เพื่อนำรายได้กลับไปคืนสู่ชาวบ้าน หรือชุมชน และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ รวมถึงเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์ความรู้ให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย ในปี 2567 นี้ มทร.ล้านนา จะสามารถมอบตะกร้ามงคลให้ผู้ทรงคุณวุฒิผู้สนับสนุนมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพราะหลังจากที่ทางมหาวิทยาลัยได้ไปเปิดตัวผลิตภัณฑ์จัดบูธที่ จ.เชียงใหม่ ปรากฏว่ามียอดสั่งจองเข้ามาจำนวนมาก และมหาวิทยาลัยไม่สามารถผลิตได้ทัน แต่ในปีถัดไป มทร.ล้านนา ได้วางแผนเตรียมความพร้อมเอาไว้แล้ว จะผลิตตะกร้ามงคล เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ดีๆ ให้กับผู้ที่สนใจได้อย่างแน่นอน” รักษาราชการแทนอธิการบดีมทร.ล้านนา กล่าว

สำหรับ 19 ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดเลือกนั้น มีดังนี้ ผงโรยข้าวจากกากงาดำ จ.ตาก, สโตรปวาฟเฟิลอะโวคาโด จ.ตาก, น้ำพริกปลาย่างไข่เค็ม จ.ตาก, ผงชงดื่มจากกากงาดำ จ.ตาก, คาราเมลคอนแฟลกซ์ จ.ตาก, เฟรนช์ฟรายส์ผลไม้ (มะม่วง สตรอว์เบอร์รี่ และสับปะรด) จ.พิษณุโลก, ผักแผ่นอบกรอบ (ผักเหลียงแผ่นอบกรอบและผักกวางตุ้งฮ่องเต้อบกรอบรสต้มยำ), บานาน่าอัลตรา (กล้วยตากหวานน้อยด้วยเทคโนโลยีอัลตราโซนิก) จ.พิษณุโลก มาสรูมบิวตี้เจลลี่จากน้ำพันซ์ เสริมคอลลาเจน วิตามินซี และซิงค์ จ.พิษณุโลก, บะหมี่ผักปลังอบแห้ง จ.พิษณุโลก,ซอสมะแข่น (MAKEAN SAUCE) จ.น่าน, แยมส้มกระปุกแก้วหกเหลี่ยมฝาเกลียวล็อก จ.น่าน, คุกกี้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ (CASHEW NUT COOKIE)จ.น่าน, แคบหมูอบกรอบ (Crispy pork rinds) จ.ลำปาง,กาแฟอาราบิก้าแท้ จ.ลำปาง, ข้าวเหนียวทุเรียนอบแห้ง สถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร (สวก.) มทร.ล้านนา, เซตน้ำผลไม้พร้อมดื่ม (มะม่วง มะเกี๋ยง หม่อนและฟักทอง) สวก., เครื่องดื่มผักเชียงดาแห้ง สวก. และ ปลานิลหยองขนาด บรรจุ 80 กรัม จ.เชียงราย

มมส จัด MSU Open House 2023 นักเรียนทั่วอีสานมาร่วมงานคับคั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777428

มมส จัด MSU Open House 2023  นักเรียนทั่วอีสานมาร่วมงานคับคั่ง

มมส จัด MSU Open House 2023 นักเรียนทั่วอีสานมาร่วมงานคับคั่ง

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งาน MSU Open House 2023 “เลือกแนวทาง วางอนาคต” ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นไปอย่างคึกคัก มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ครูแนะแนว ผู้ปกครอง และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมงานจำนวนมากในครั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวต้อนรับและนำเสนอภาพรวมของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เกี่ยวกับมาตรฐานการจัดการเรียนการสอนในระดับนานาชาติ แนะนำรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี และคณบดีทั้ง 19 คณะ พร้อมร่วมเปิดตัวคลังหน่วยกิต (MSU WiSDOM) กับทีมงานกองทะเบียนและประมวลผล มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก่อนจะเยี่ยมชมบูธ การจัดแสดงผลงานแต่ละคณะณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

นอกจากนี้ ได้เปิดคณะให้นักเรียนได้เข้าเยี่ยมชม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ประกอบการตัดสินใจในการเข้าศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคามกิจกรรม 2 วันเต็ม พบกับอาจารย์ รุ่นพี่นิสิต เล่นเกมส์ รับรางวัล ฟังเทคนิค พิชิต TCAS เตรียมตัวก่อนสมัครทุกรอบเลือกสาขาที่ใช่ คณะที่ชอบ ค้นหาคำตอบในงานนี้

‘ซีเอ็ด’มอบหนังสือกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ให้ห้องสมุดประชาชน 923 แห่งทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777425

‘ซีเอ็ด’มอบหนังสือกรมส่งเสริมการเรียนรู้  ให้ห้องสมุดประชาชน 923 แห่งทั่วประเทศ

‘ซีเอ็ด’มอบหนังสือกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ให้ห้องสมุดประชาชน 923 แห่งทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) นำโดย นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร มอบหนังสือและสื่อการเรียนรู้ให้กับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ มูลค่า 7,680,337 บาท โดยว่าที่ร้อยเอกวิสาร ปัญญชุณห์รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย นายสังข์กาญจนเพิ่มพูน ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เป็นผู้แทนรับมอบเพื่อส่งต่อความรู้ให้แก่ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 923 แห่ง

นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า ซีเอ็ดมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมอบหนังสือให้แก่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ในครั้งนี้ ซีเอ็ดเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจไปพร้อมๆ กับการตอบแทนสังคม เรามีหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยไม่แสวงหาผลกำไร นั่นคือ “มูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น” เรามีความมุ่งหวังที่อยากจะให้อ่านหนังสืออยู่ในทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทย เรามุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ในเชิงHARD SKILL และ SOFT SKILL หรือในเชิงของสื่อด้านการบันเทิง ซีเอ็ดพร้อมร่วมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) เพื่อเป็นการกระจายองค์ความรู้ไปสู่ทั่วทุกภูมิภาค และมีความตั้งใจที่อยากสนับสนุนให้คนไทยในยุคดิจิทัลได้เรียนรู้ เพื่อพัฒนาตนเองจากการอ่านอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ว่าที่ร้อยเอกวิสาร ปัญญชุณห์รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า ในโอกาสนี้ขอขอบคุณทางซีเอ็ดและมูลนิธิคนไทยเก่งขึ้น ที่สนับสนุนหนังสือให้แก่หน่วยงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้เราเป็นหน่วยงานหนึ่งที่สนับสนุนให้คนไทยรักการอ่าน และส่งเสริมการเรียนรู้ผลักดันเพื่อให้การอ่านเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย เรามีแผนพัฒนาและปรับปรุงห้องสมุดทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยสนใจรักการอ่านมากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจองค์กรของเรา

บพค.จัดงานประชุมวิชาการ ขับเคลื่อนและเผยแพร่ววน. ของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777423

บพค.จัดงานประชุมวิชาการ ขับเคลื่อนและเผยแพร่ววน. ของไทย

บพค.จัดงานประชุมวิชาการ ขับเคลื่อนและเผยแพร่ววน. ของไทย

วันพุธ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากําลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัย และการสร้างนวัตกรรม (บพค.) สํานักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) หน่วยงานในกำกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานประชุมวิชาการ “PMU-B Brainpower Congress 2023 : Frontier Research to Future Industries by I conNEXT with U” ภายใต้แนวคิด “ร่วมกันสร้างและขับเคลื่อนงานวิจัยขั้นแนวหน้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” โดยมีนักวิจัย อาจารย์ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 80 หน่วยงาน ประมาณ 700 คน เข้าร่วมงาน เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2566 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี

รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรี อว. ด้านวิทยาศาสตร์ และ ประธานคณะกรรมการบริหาร บพค. กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “อนาคตและความท้าทายของการพัฒนาและยกระดับงานวิจัยขั้นแนวหน้าสู่เวทีระดับโลก” ว่า กระทรวง อว. มีทิศทางการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด สร้างกำลังคนให้มีแนวคิดและทักษะทางเจตคติที่ดีต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กำลังคนที่เป็นมันสมองในระดับแนวหน้าหรือกำลังคนทักษะสูงที่เรียกว่า Brainpower ซึ่งยังคงไม่เพียงพอ จึงต้องเร่งสร้างเร่งค้นหา ดึงศักยภาพของคนเหล่านี้ขึ้นมา นำมาให้ได้ และสิ่งที่ต้องสร้างสรรค์และสนับสนุนต่อยอดกันต่อไป คือ งานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบคือมีทรัพยากรที่หลากหลาย ขนาดพื้นที่ประเทศกว้างใหญ่และยังมีโครงสร้างพื้นฐานหลายประการที่ช่วยให้การทำวิจัยไปถึงจุดคานงัดหรือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประเทศได้ ตลอดจนการเปลี่ยนให้งานวิจัยขึ้นหิ้งเป็นงานวิจัยขึ้นห้าง เพื่อเปลี่ยนผ่านการทำวิจัยที่สิ้นสุดเพียงการตีพิมพ์แล้วไม่สามารถก่อให้เกิดมูลค่าทางการตลาดได้ เป็นการสร้างสรรค์งานวิจัยที่ส่งเสริมเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือ “การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน”ระหว่าง บพค. กับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เวทีเสวนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “Learning Ecosystem for Frontier Research to Future Industries” โดยมีวิทยากร ได้แก่ ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ควอนตัม เทคโนโลยี ฟาวเดชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผศ.ดร.วิภู รุโจปการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และผศ.ดร.กมล จิราพงษ์ คณบดีคณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยผศ.ดร.ปริปก พิศสุวรรณ รองผู้อำนวยการบพค. เป็นผู้ดำเนินรายการ, การเสวนาหัวข้อเรื่อง “การเพิ่มขีดความสามารถของ Soft Skill ขั้นสูงให้กับนักวิจัยทักษะสูงของ บพค. มีวิทยากรเข้าร่วม อาทิศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวงผู้อำนวยการ บพค. ดร.วิศิษฐ ทวีปรังษีพรประธานกรรมการบริหารบริษัท SKAI MED (Thailand) และ ดร.รักษ์ชัยเร่งสมบูรณ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ฟรุตต้าไบโอเมต จำกัด โดยมีนายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวแพลตฟอร์ม National Postdoctoral/Postgraduate Training System of Thailand การแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยในรูปแบบโปสเตอร์กว่า 313 ผลงานและมีโชว์การแสดงพิเศษภายในงาน เรื่อง “พลังแห่ง Film Academy เพื่อสนับสนุนการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงSoft Power ด้าน Film โดย บพค.” และการจัดแสดงผลงานวิจัยจากภาคีเครือข่ายนักวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนตั้งแต่ปี 2564-2566 อีกด้วย อาทิ Coding/AI Technology, AI/Robotics for all,Metaverse for Film, Thailand Creative Industry, Code Combat, CMU STeP, ASEAN Talent Mobility และอื่นๆ มากมายกว่า 15 นิทรรศการ

‘เลขาธิการ กพฐ.’ห่วงโรงเรียนภาคใต้น้ำท่วมหนัก ชื่นชมเขตพื้นที่ช่วยเหลือครู-นักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777366

'เลขาธิการ กพฐ.'ห่วงโรงเรียนภาคใต้น้ำท่วมหนัก ชื่นชมเขตพื้นที่ช่วยเหลือครู-นักเรียน

‘เลขาธิการ กพฐ.’ห่วงโรงเรียนภาคใต้น้ำท่วมหนัก ชื่นชมเขตพื้นที่ช่วยเหลือครู-นักเรียน

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.15 น.

26 ธันวาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์มรสุมที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ระหว่างวันที่ 22-26 ธันวาคม 2566 จนเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งกำชับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ติดตามเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดและให้การช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อไปว่า ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. ซึ่งนำโดย นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. และนายตฤณ ก้านดอกไม้ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้ติดตามสถานการณ์ เฝ้าระวังและประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่และหน่วยงานในจังหวัด เตรียมการป้องกันและรับมือตามแผนป้องกันและแผนเผชิญภัยพิบัติที่ สพฐ. มีอยู่แล้ว ซึ่งจากรายงานพบว่า จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนัก คือจังหวัดนราธิวาส มีสถานศึกษาได้รับผลกระทบ ใน 13 อำเภอ รวม 182 แห่ง รองลงมาคือจังหวัดยะลา จำนวน 52 โรงเรียน จังหวัดปัตตานี 16 โรงเรียน และมีรายงานคุณครูเสียชีวิตหนึ่งท่านที่จังหวัดนราธิวาส จากน้ำป่าพาดินโคลนถล่มบริเวณที่พักอาศัย ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 3 ได้ร่วมแสดงความเสียใจ มอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวคุณครู ไปเบื้องต้นแล้ว 

ทั้งนี้ ในหลายพื้นที่ระดับน้ำยังท่วมสูงและไหลเชี่ยวกราก ทาง สพฐ. ได้ประสานกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ เร่งให้การช่วยเหลือโรงเรียน นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยได้เน้นย้ำผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่ง ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนและครูเป็นสำคัญ หากมีความเสี่ยงในการเดินทางมาโรงเรียน ผู้บริหารสามารถสั่งปิดสถานศึกษาได้ทันที

“อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ ถือว่าหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี จึงขอให้ผู้บริหารเขตพื้นที่และสถานศึกษา ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล และสงขลา ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด สำรวจและซ่อมแซม อาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า-ประปา ให้พร้อมรับสถานการณ์ หากมีความเสียหายต้องซ่อมแซมให้เร่งดำเนินการและแจ้งต้นสังกัด นอกจากนี้ ขอชื่นชมผู้บริหารและบุคลากรของเขตพื้นที่ทุกคน ที่แม้นตนเองก็เป็นผู้ประสบภัย แต่ยังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ให้การช่วยเหลือส่งมอบถุงยังชีพบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นแก่ครูและบุคลากร รวมถึงครอบครัวของนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ จัดสถานที่ในโรงเรียนที่ไม่โดนน้ำท่วม ให้เป็นที่พักพิงให้แก่ชุมชม ซึ่งก็ขอให้รายงาน ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. ทุกระยะ เพื่อส่วนกลางจะได้ช่วยประสานพลัง สนับสนุนการช่วยเหลือเพื่อให้ทุกคนผ่านพ้นสถานการณ์นี้ได้อย่างปลอดภัยต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว.012

‘รมช.สุรศักดิ์’ห่วงน้ำท่วมภาคใต้ สั่ง สพฐ.ดูแลสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777345

'รมช.สุรศักดิ์'ห่วงน้ำท่วมภาคใต้ สั่ง สพฐ.ดูแลสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ

‘รมช.สุรศักดิ์’ห่วงน้ำท่วมภาคใต้ สั่ง สพฐ.ดูแลสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 12.22 น.

“รมช.สุรศักดิ์”ห่วงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ สั่ง สพฐ.ดูแลสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบพร้อมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ย้ำเน้นความปลอดภัย ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษาเป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ว่า ตนขอฝากความห่วงใยและขอเป็นกำลังใจให้กับ ลูกๆ นักเรียน และประชาชนทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยเบื้องต้นได้รับข้อมูลจากศูนย์ความปลอดภัย สพฐ.ซึ่งได้ทำการสำรวจข้อมูลโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดนราธิวาส พบว่า มีสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจำนวน 182 โรงเรียน ประกอบด้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส (สพป.นราธิวาส) เขต 1 มีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ 74 โรงเรียน สพป.นราธิวาส เขต 2 มีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ 45 โรงเรียน สพป.นราธิวาส เขต 3 มีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ 48 โรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานราธิวาส (สพม.นราธิวาส ) มีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ 15 โรงเรียน

“สำหรับการดูแลให้ความช่วยเหลือในระยะสั้น ได้แก่ 1.ติดตามสถานการณ์เฝ้าระวังและประสานงานกับจังหวัดเตรียมการป้องกันตามแผนป้องกัน และแผนเผชิญเหตุที่ได้เตรียมไว้แล้ว 2.สถานศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงในการเดินทางของนักเรียนโดยให้เน้นความปลอดภัยในชีวิตเป็นสำคัญ หากมีความจำเป็นต้องสั่งปิดสถานศึกษาให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารสถานศึกษา 3.จัดเตรียมที่พักพิงในกรณีจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย 4.สำรวจและซ่อมแซม อาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า-ประปา ให้มีความพร้อมต่อการรับสถานการณ์ 5.ประสานงานกับศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด 6.สำรวจข้อมูล นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบ ให้รายงานศูนย์ความปลอดภัย สพฐ.ทุกระยะ เพื่อพิจารณาให้การช่วยเหลือ และ 7.การช่วยเหลือเบื้องต้น มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับผลกระทบ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการดูแลช่วยเหลือในระยะยาว ได้แก่ สำรวจความเสียหายของอาคารสถานที่ ครุภัณฑ์ของโรงเรียนในสังกัด เสนอคำของบประมาณไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำรวจความเสียหายของบ้านพักอาศัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อพิจารณาให้การช่วยเหลือ ประสานหน่วยงานในพื้นที่ ขอความอนุเคราะห์ช่วยเหลือ ในการซ่อมแซมความเสียหาย พร้อมประสานศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ที่ใกล้เคียง เพื่อช่วยเหลือซ่อมบ้านเรือนประชาชนต่อไป

‘สมเด็จพระสังฆราช’ทรงเริ่มผ่อนพระกรณียกิจ หลังรับการรักษาพระปิตตะ (ถุงน้ำดี) อักเสบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777344

‘สมเด็จพระสังฆราช’ทรงเริ่มผ่อนพระกรณียกิจ หลังรับการรักษาพระปิตตะ (ถุงน้ำดี) อักเสบ

‘สมเด็จพระสังฆราช’ทรงเริ่มผ่อนพระกรณียกิจ หลังรับการรักษาพระปิตตะ (ถุงน้ำดี) อักเสบ

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 12.15 น.

‘สมเด็จพระสังฆราช’ทรงเริ่มผ่อนพระกรณียกิจ หลังรับการรักษาพระปิตตะ (ถุงน้ำดี) อักเสบ

26 ธันวาคม 2566 .ค.66 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โพสต์ข้อความระบุว่า…

ประกาศสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

เรื่อง แนวปฏิบัติในการขอประทานพระกรุณา

ด้วย เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้เสด็จไปประทับที่โรงพยาบาลศิริราช ตามคำกราบทูลอาราธนาของคณะแพทย์ผู้ถวายอภิบาล เนื่องจากมีพระอาการพระปิตตะ (ถุงน้ำดี) อักเสบ คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาตามพระอาการและสมุฏฐานเป็นผลสำเร็จ และเสด็จกลับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๖

การนี้ คณะแพทย์กราบทูลขอประทานให้ทรงผ่อนพระกรณียกิจลง โดยลดจำนวนและระยะเวลาในการประทานพระวโรกาสให้คณะบุคคลเฝ้า อันเนื่องมาจากพระชนมายุสูง กอปรกับพระศาสนกิจเพิ่มพูนขึ้นเป็นอันมาก สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โดยอนุวัตตามคำแนะนำของคณะแพทย์ จึงประกาศแนวปฏิบัติในการขอประทานพระกรุณา ดังนี้

๑. การขอประทานพระกรุณาทุกกรณี ให้เสนอเรื่องเป็นหนังสือถึงเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช พร้อมแนบผลการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติของผู้ขอประทานพระกรุณา ในการดังกล่าว สำนักงานจะพิจารณาเหตุผลความจำเป็น ความเหมาะสม และสวัสดิภาพแห่งพระอนามัยเป็นสำคัญ โดยสำนักงานจะขอประทานพระวโรกาสให้เฝ้าถวายสักการะไม่เกิน ๓ วันต่อสัปดาห์ และจำนวนคณะไม่เกิน ๕ คณะต่อวัน

๒. การขอรับประทานน้ำพระพุทธมนต์ในโอกาสต่าง ๆ เช่น การมงคลสมรส เมื่อเสนอเรื่องตามขั้นตอนแล้ว สำนักงานจะจัดให้เข้ารับประทานน้ำพระพุทธมนต์ที่หน้าพระรูป หรือพระเถระที่โปรดให้เชิญมา แล้วแต่กรณี

๓. ให้ผู้ถวายงานและผู้ที่ได้รับประทานพระกรุณาปฏิบัติตามประกาศนี้อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หากพบการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามประกาศนี้ สามารถแจ้งกลุ่มงานกิจการพิเศษ สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ spsa@jinavara.or.th

๔. ให้ใช้บังคับแนวปฏิบัติตามประกาศนี้ตั้งแต่วันประกาศ ยกเว้นกรณีที่ได้รับประทานพระกรุณาตามหลักเกณฑ์เดิมไว้ก่อนประกาศนี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ สำนักงานงดการพิจารณาการขอเฝ้าถวายสักการะตามแนวทางนี้จนถึงวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ เพื่อให้เป็นไปตามคำแนะนำของคณะแพทย์

ประกาศ ณ วันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖

ไทยจะไปรอดไดในสังคมยุคใหม่ ต้องมีแรงงานทักษะสูง นักเรียนเรียนสิ่งที่ตอบโจทย์ทำงาน และเรียนร่วมกันหลายศาสตร์ ้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777181

ไทยจะไปรอดไดในสังคมยุคใหม่ ต้องมีแรงงานทักษะสูง นักเรียนเรียนสิ่งที่ตอบโจทย์ทำงาน และเรียนร่วมกันหลายศาสตร์  ้

ไทยจะไปรอดไดในสังคมยุคใหม่ ต้องมีแรงงานทักษะสูง นักเรียนเรียนสิ่งที่ตอบโจทย์ทำงาน และเรียนร่วมกันหลายศาสตร์ ้

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเอสซีจี ได้มีบทบาทในการผลักดันและขยายแนวคิด Learn to Earn สู่สังคมไทยมาพักใหญ่ เพื่อเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ให้เยาวชนได้เรียนรู้ และปรับตัวเพื่อเพิ่มทักษะความรู้และทักษะชีวิต (Soft skill & Hard skill) เพื่อให้อยู่รอดให้ได้ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาอย่างเช่นทุกวันนี้ ล่าสุดได้จัดงานใหญ่ชื่อ Learn to Earn : The Forumและได้เชิญทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองผ่านการเสวนาหัวข้อ “เรียนรู้ เพื่ออยู่รอด” โดยมุ่งหวังให้มาร่วมช่วยผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรม และนำไปปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืน งานจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และได้เชิญ4 Key Drivers ของประเทศมาร่วมเสวนาจึงขอพูดถึงสิ่งที่ทั้ง 4 ท่าน ได้แสดงทรรศนะ และข้อเสนอแนะไว้ดังต่อไปนี้

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกยุคปัจจุบันว่า ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องของ Digital Transformation และการขาดแคลนแรงงานเนื่องมาจากสังคมผู้สูงวัย ทางรอดของไทยคือต้องปรับตัวและแรงงานต้องมีทักษะขั้นสูง (High skills labor) ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมทั้งเติมinnovation และ งานวิจัย ที่ใช้งานได้จริงเข้าไปช่วยเสริม ส่วนภาคอุตสาหกรรมไทยปัจจุบันได้ปรับตัวมุ่งไปสู่ Next-Gen Industries อุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต รองรับการผลิต 3  กลุ่มคือ S curves และ New S curve ทักษะที่เป็นที่ต้องการสูงสุด 3 อันดับแรก คือ วิศวกรรม ดิจิทัล และ data analytic

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชนว่า สำหรับกลุ่มที่อยู่ในระบบการศึกษาพบว่าหลักสูตรที่เรียนรู้ทุกวันนี้ไม่ตอบโจทย์ทักษะการทำงาน ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน ส่วนกลุ่มที่ออกนอกระบบการศึกษาไปแล้ว ควรหันมาพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อเพิ่มโอกาสการมีงานทำ ซึ่งตนเห็นด้วยกับการเรียนหลักสูตรอาชีพระยะสั้น ที่ใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปี จบแล้วมีงานทำแน่นอน เช่น หลักสูตรผู้ช่วยทันตแพทย์ หรือผู้ช่วยพยาบาล ซึ่งเป็นสายอาชีพที่ตลาดมีความต้องการสูง ส่วนการจัดการเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชนนั้น ตนเองมองว่า เด็กและเยาวชนที่หลุดไปจากระบบการศึกษาแล้ว ควรต้องตามกลับมาให้เรียนต่อ แต่ถ้าตามกลับมาไม่ได้ ก็ควรต้องให้โอกาสได้เรียนรู้ต่อไปได้ แม้จะหลุดออกไปนอกระบบการศึกษาแล้วก็ตาม

ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วในระบบการศึกษาอยากให้เป็นการเรียนแบบ learn on anywhere ซึ่งสถาบันการศึกษาหลายแห่งสามารถสนับสนุนการเรียนในลักษณะของ micro credential ประกาศนียบัตรฉบับจิ๋ว ใช้เวลาในการเรียนไม่นาน เน้นเรียนในสิ่งที่จะตอบโจทย์ตลาดแรงงานนอกจากจะได้งานทำแล้ว ผู้เรียนยังสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาใช้ต่อยอดหากต้องการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปได้อีกด้วย และนอกจากทักษะด้านเทคโนโลยีต่างๆ ทักษะด้านการวิเคราะห์ ด้านบริหารและความเป็นผู้นำแล้ว ทักษะที่ยังคงมีความต้องการสูง คือทักษะด้านภาษาและการสื่อสาร ซึ่งส่วนตัวมองว่า การพัฒนาหลักสูตรหรือสร้างหลักสูตรใหม่ๆ ควรต้องทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษากับองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หลักสูตรนั้นตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง และควรต้องเป็นหลักสูตรที่เป็นการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ ด้วยการนำหลายศาสตร์มาผสมผสานกัน ไม่ใช่การเรียนรู้เพียงเรื่องเดียวหรือศาสตร์เดียวเหมือนอย่างในอดีต

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือการผลิตคนที่บางครั้งไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกำลังพยายามเปลี่ยนแปลง และทำให้เป็นการเรียนแบบ anytime, anywhere ทั้งเพื่อเร่งผลิตคนให้ตอบโจทย์ตลาด อีกทั้งเพื่อตอบรับสังคมผู้สูงวัย โดยได้ทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการเรียนรู้ความต้องการตลาดแรงงานในปัจจุบันและนำมาพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้ตอบโจทย์ทักษะที่ตลาดต้องการ พบว่าปัจจุบันมีหลักสูตรใหม่ๆ ที่ออกมาผู้เรียนมีความสุขในการเรียนแล้วยังมีรายได้ในขณะเรียนด้วย เช่น หลักสูตรอี-สปอร์ต ส่วนความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ นั้น ทางกระทรวงได้ร่วมกับกระทรวงอื่นในการช่วยกันส่งเสริมการเรียนรู้ในลักษณะที่เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

บพข.-ม.ศิลปากรชู ‘ผีอาเซียน’ พัฒนาเป็นสินค้าและทรัพย์สินดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/777182

บพข.-ม.ศิลปากรชู ‘ผีอาเซียน’ พัฒนาเป็นสินค้าและทรัพย์สินดิจิทัล

บพข.-ม.ศิลปากรชู ‘ผีอาเซียน’ พัฒนาเป็นสินค้าและทรัพย์สินดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) หนุน มหาวิทยาลัยศิลปากร พัฒนาและเดินหน้าโครงการ Mythophobia โมเดลเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัล คอนเทนต์ไทยเข้าสู่เวทีโลก โดยดึงเอกลักษณ์ “ผีอาเซียน” คือ ไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเชื่อมวัฒนธรรม ต่อยอดสร้างสินค้าและทรัพย์สินดิจิทัล เพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ

“ผีอาเซียน” มีการนำเสนอ โดยการสร้างจักรวาลนฤมิตผีอาเซียน (ASEAN Ghost Metaverse) เพื่อสร้างชุมชนของผู้ที่สนใจในเรื่องราวของผีอาเซียนจากทุกมุมโลก โดยพัฒนาเป็น Native Application ด้วย Game Engine สามารถจำลองและปรับแต่งตัวละครของผู้ใช้ (Avatar) นอกจากนี้ยังได้พัฒนาธุรกิจต่อยอดเป็นสินค้าของใช้ต่างๆ (Merchandise) ทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ในโลกจริงและออกสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจให้กับประเทศ หรือเศรษฐกิจผีอาเซียน (ASEAN GhostEconomy) พร้อมพัฒนาร่วมกับพันธมิตรนานาชาติ เพื่อนำไปสู่การสร้าง Soft Powerอีกประเภทของไทยอย่างเป็นยั่งยืน