Sea เปิดตัวเกมการเงิน‘Wishlist’ วางรากฐานความรู้การเงินเด็กม.ต้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767579

Sea เปิดตัวเกมการเงิน‘Wishlist’ วางรากฐานความรู้การเงินเด็กม.ต้น

Sea เปิดตัวเกมการเงิน‘Wishlist’ วางรากฐานความรู้การเงินเด็กม.ต้น

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Sea (ประเทศไทย) เปิดตัว“บอร์ดเกมการเงิน Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” ออกแบบและพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการเรียนรู้แห่ง Wizards of Learning, สถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้, และ The Money Coach ฯลฯ ร่วมปลูกฝังความรู้ เสริมทักษะ และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดีให้แก่เยาวชน ผ่านเกมที่สนุกสนานผสานสาระด้านการวางแผนทางการเงินด้วยบอร์ดเกม เพื่อวางรากฐานและสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดีต่อตัวเองในอนาคต ใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอน วางแผนการเงิน นำร่องผลิตบอร์ดจำนวน 500 กล่อง วางแผนกระจายไปยังโรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ทั่วประเทศไทย และคาดหวังกระจายให้เข้าถึงโรงเรียน คุณครูและกลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

นางพุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า การพัฒนาบอร์ดเกม “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” คือการต่อยอดคอนเทนต์ให้ความรู้เรื่องการเงินดิจิทัลบนเว็บไซต์ SeaAcademy.co ไปสู่การให้ความรู้ด้านการวางแผนทางการเงินระดับพื้นฐานที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่เข้าถึงนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ได้ตั้งแต่ยังเด็ก โดยข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ยังระบุว่าการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเงินควรเริ่มต้นให้เร็วที่สุด และควรนำไปเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียนในระบบการศึกษา ดังนั้น จึงร่วมมือกับพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการศึกษา และด้านการออกแบบบอร์ดเกม สร้างบอร์ดเกมการเงินสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นมา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์ทางการเงินและสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ปลูกฝังพฤติกรรมทางการเงินที่ถูกต้อง สามารถใช้ความรู้และทักษะด้านการจัดการเงินมายกระดับคุณภาพชีวิตในอนาคตต่อไป

ด้าน นายจักรพงษ์ เมษพันธุ์ (โค้ชหนุ่ม Money Coach) เผยว่า การให้ความรู้ด้านการเงินแก่เยาวชน เสมือนเป็นการเตรียมภูมิคุ้มกันให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ฉะนั้น บอร์ดเกมนี้จึงถูกออกแบบเพื่อให้รู้จักวิธีคิดและบริหารจัดสรรการเงินของตนเองให้ไปถึงเป้าหมายของตัวเองด้วยวิธีต่างๆ ทั้งการเก็บเงินออม การใช้สินเชื่อ การซื้อเงินสด และ การซื้องินผ่อน ดังนั้นหากรู้จักวางแผนทางการเงินให้ดีก็จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองในอนาคต เพราะฉะนั้น เกมนี้จึงเป็นการปูพื้นฐานให้กับน้องๆ ในวัยมัธยมเพื่อปลูกฝังวิธีการคิด การใช้จ่าย จึงเป็นรากฐานที่ดีในอนาคตได้อย่างแน่นอน

ผู้สนใจ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และดาวน์โหลดบอร์ดเกม Wishlist ในเวอร์ชั่น Print & Play ได้ฟรีทาง https://seaacademy.co/program_type/finance-boardgame/

ม.ศรีปทุม-ดีโหวต เผยผลโพลล์ การแจก‘เงินดิจิทัล‘ของรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767578

ม.ศรีปทุม-ดีโหวต เผยผลโพลล์  การแจก‘เงินดิจิทัล‘ของรัฐบาล

ม.ศรีปทุม-ดีโหวต เผยผลโพลล์ การแจก‘เงินดิจิทัล‘ของรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ร่วมกับดีโหวต (D-vote) เปิดบล็อกเชนโพล เงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่สำรวจระหว่างวันที่ 15-23 ต.ค. 2566 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกช่วงอายุ ภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และระดับรายได้ทั่วประเทศ จำนวน 1,158 ตัวอย่าง พบว่า เห็นด้วยกับการแจกเงินดังกล่าวหากไม่กู้ 49% เห็นด้วยแม้ต้องกู้ 33% และหวังใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 56%

ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักโพลศรีปทุม-ดีโหวตชี้ว่า จุดเริ่มต้นความสำเร็จของโครงการรัฐบาลคือการฟังเสียงและตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของประชาชนแต่ละกลุ่มให้ได้มากที่สุด ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นแนวทางที่อาจสามารถลดปริมาณการกู้ได้ เช่น การแบ่งเฟส โดยให้เฟสแรกเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยกว่า 40,000-50,000 บาท เพราะคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะนำเงินไปใช้จ่ายในสิ่งที่ขาด และทำให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจก่อนได้ระดับหนึ่ง และเฟสสองให้กลุ่มผู้มีรายได้มากกว่า โดยกลุ่มนี้อาจกำหนดหรือสนับสนุนให้ใช้ในการลงทุนหรือการรวมกลุ่มกัน เพื่อลดการใช้จ่ายกับสิ่งที่หาซื้อได้อยู่แล้วจนกลายเป็นเพียงการออมเงินที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเทคโนโลยีบล็อกเชนสามารถใช้เพื่อสนับสนุนการจัดการข้อกำหนดต่างๆ รวมถึงการวัดผลตัวคูณทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ สามารถทำได้ง่ายและโปร่งใส

เปิดบ้านDPUม.ธุรกิจบัณฑิตย์จัดใหญ่ในธีม LEVEL UP : Game Day ท้า Dek67-68-69 มาออกแบบอนาคตไปด้วยกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767491

เปิดบ้านDPUม.ธุรกิจบัณฑิตย์จัดใหญ่ในธีม LEVEL UP : Game Day ท้า Dek67-68-69 มาออกแบบอนาคตไปด้วยกัน

เปิดบ้านDPUม.ธุรกิจบัณฑิตย์จัดใหญ่ในธีม LEVEL UP : Game Day ท้า Dek67-68-69 มาออกแบบอนาคตไปด้วยกัน

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.45 น.

เปิดบ้านมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ DPU OPEN HOUSE LEVEL UP : Game Day ดินแดนแห่งการเรียนรู้พร้อมเปิดประตูต้อนรับ Dek67-68-69 เข้ามาสัมผัสบรรยากาศจริงของมหาวิทยาลัย สนุกไปกับเกมค้นหาตัวตน DPU Career Quiz และกิจกรรมเด็ดๆ ที่ช่วยแมทช์คาแรคเตอร์กับคณะหรือวิทยาลัยที่ใช่ พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองการเรียนต่อกับรุ่นพี่อินฟลูเอนเซอร์ผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อให้ทุกคนได้เริ่มสะสมสกิลเทพสู่การเป็น MVP ในสายงานแห่งอนาคต พร้อมรับเกียรติบัตรทันที! และยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ Nintendo Switch Lite ห้ามพลาดความสนุกแบบจัดเต็มตลอดทั้งวัน พบกันวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อจองสิทธิ์เข้าร่วมงาน DPU OPEN HOUSE พิเศษ! มอบตัวภายในงานจ่ายเพียง 2,000 บาท พร้อมรับสิทธิพิเศษทุนการศึกษามูลค่ารวม 38,000 บาท (ฟรี iPad Gen 10) อย่ารอช้ารีบลงทะเบียนแล้วมาไต่ Rank ไปด้วยกัน https://bit.ly/45Q2EgS

จัดเต็ม 11 กิจกรรม ตอบโจทย์ทุกความชอบ สายวิทย์ สายศิลป์ และสายอาชีวะ

●     สายบริหาร สายบัญชี : กิจกรรม CIBA Biz Day สร้างนักธุรกิจพิชิตพันล้าน จากวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA)

●     สายวิศวะ สายเทคฯ สายไอที : กิจกรรม LEGO World เมืองนักประดิษฐ์ จากวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE)

●     สายความงามและสุขภาพ แพทย์ทางเลือก : กิจกรรม THE Running man ตะลุยดินแดนสายสุขภาพ จากวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ (CIM)

●     สายธุรกิจการบิน แอร์ สจ๊วต : กิจกรรม Air Transport Game สุดยอดการขนส่งทางอากาศฉบับเด็กการบิน จากวิทยาลัยการพัฒนาและฝึกอบรมด้านการบิน (CADT)

●     สายดิจิทัลอาร์ต สายออกแบบเกม สร้างตัวละคร 3 มิติ : กิจกรรม Pixel Carnival [Unlock Your Imagination] สร้างโลกเหนือจินตนาการ จากวิทยาลัยครีเอทีฟ ดีไซน์ & เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี (ANT)

●     สายภาพยนตร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ : กิจกรรม DIRECTOR GAME ZONE ทดลองเป็นผู้กำกับพร้อมปลุกความเป็นครีเอเตอร์ในตัวคุณ จากคณะนิเทศศาสตร์

●     สายออกแบบกราฟิก อินทีเรีย และแฟชั่น : กิจกรรม The SIM จำลองการออกแบบห้อง เสื้อผ้า และไลฟ์สไตล์ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์

●     สายบริการท่องเที่ยวและโรงแรม : กิจกรรม Hunter Journey ล่า ท้า เที่ยว จากคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม

●     สายกฎหมายยุคใหม่ : กิจกรรม Spy by LawPri นักกฎหมายเทคโนโลยี จากคณะนิติศาสตร์

●     สายบริหารภาครัฐ นักออกแบบนโยบายยุคดิจิทัล : กิจกรรม Create digital government leaders for sustainable society สร้างผู้นำภาครัฐดิจิทัลเพื่อสังคมที่ยั่งยืน จากคณะรัฐประศาสนศาสตร์

●     สายภาษา สายอินเตอร์ : กิจกรรม Where the world comes to learn, grow and connect โลกแห่งการเรียนรู้และเติบโตเพื่อก้าวสู่จุดหมายระดับสากล จากวิทยาลัยนานาชาติ (IC) และคณะศิลปศาสตร์

‘อว.’ คุย ‘ญี่ปุ่น’ ผนึกพัฒนากำลังคนผ่าน ‘สถาบันโคเซ็น’ สร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767488

‘อว.’ คุย ‘ญี่ปุ่น’ ผนึกพัฒนากำลังคนผ่าน ‘สถาบันโคเซ็น’ สร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

‘อว.’ คุย ‘ญี่ปุ่น’ ผนึกพัฒนากำลังคนผ่าน ‘สถาบันโคเซ็น’ สร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.41 น.

‘อว.’ คุย ‘ญี่ปุ่น’ ผนึกพัฒนากำลังคนผ่าน ‘สถาบันโคเซ็น’ สร้างนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ดันสังคมเข้มแข็งของทั้ง 2 ประเทศ

6พ.ย.2566 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. รศ.ดร.พาสิทธิ์ หล่อธีรพงศ์ รองปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารกระทรวง อว. ให้การต้อนรับ นายนิชิมูระ ยาซูโตชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Ministry of Economic, Trade and Industry – METI)  และคณะ ณ ห้องรับรองพระจอมเกล้า ชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. (โยธี)

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นเป็นทั้งมิตรและหุ้นส่วนความร่วมมือที่สำคัญต่อกัน ในปี 2566 นี้ เป็นปีที่ทั้งสองประเทศได้ประสานความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-ญี่ปุ่น ครบรอบ 50 ปี ซึ่งประเทศไทยได้รับมอบหมายให้เป็น Country Coordinator ระหว่างปี 2564-2567 โดยได้มีการจัดกิจกรรมขึ้นหลากหลายโครงการ เช่น  การประชุมเชิงปฏิบัติการ ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม การประชุม JASTIP Session เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น สู่ปี 2050 การประชุม ASEAN Space Workshop ภายใต้หัวข้อ Space Weather และ การจัดงาน ASEAN Innovation Week ในหัวข้อที่เกี่ยวกับ Carbon Neutrality และ ASEAN Green Economy เป็นต้น ที่สำคัญ เมื่อช่วงเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ตนยังได้มีโอกาสพบปะกับหน่วยงานภาคเอกชนและหน่วยงานพันธมิตรด้านอวกาศของประเทศญี่ปุ่นในงาน Thailand Space Week 2023 โดยได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรมด้านอวกาศ รวมทั้งด้านอื่น ๆ ร่วมกันอีกด้วย

รมว.การอุดมศึกษาฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ หน่วยงานของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ องค์การพัฒนาพลังงานและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมใหม่ (NEDO) ยังได้มีการลงนามความร่วมมือภายใต้กรอบ BCG Model ของประเทศไทยและ Green Growth Strategy ของประเทศญี่ปุ่น เป็นการสร้างเครือข่ายร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิจัย และภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อมุ่งหวังไปสู่การพัฒนานวัตกรรม ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงด้านการศึกษาร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต 

“ขณะที่ ในด้านการพัฒนากำลังคน กระทรวง อว. ยังได้จัดตั้งสถาบันไทยโคเซ็นในประเทศไทย ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ สถาบันโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิตวิศวกรนักปฎิบัติโคเซ็น ที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทั้งนี้ นักศึกษารุ่นแรกกำลังจะจบการศึกษาในปี 2567 นี้ ซึ่งตนเชื่อว่าบัณฑิตจากสถาบันโคเซ็นจะเป็นที่ต้องการและได้ทำงานในภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ และพวกเขาเหล่านี้จะเป็นความหวังในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศไทยต่อไป” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ด้านนายนิชิมูระ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทยานยนต์ของญี่ปุ่นจำนวนมากเข้ามาลงทุนดำเนินธุรกิจในไทยนับเป็นห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญและนำไปสู่การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน โดยนโยบายของญี่ปุ่นมุ่งเน้นการร่วมสร้างสรรค์ (Co-creation) ผ่านโครงการความร่วมมือ เชิงนวัตกรรมในลักษณะที่เป็น flagship program อาทิ การใช้ดิจิทัลเพื่อความก้าวหน้าด้านการเกษตร AI การแพทย์ยุคใหม่ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว. ทั้งนี้ ขอขอบคุณ รมว.กระทรวง อว. ที่เชื่อมั่นในนวัตกรรมและองค์ความรู้ของประเทศญี่ปุ่น รวมถึงให้การต้อนรับเป็นอย่างดีเสมอมา ประเทศญี่ปุ่นยินดีสร้างนวัตกรรม เพื่อนำไปสู่การร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่และสร้างสังคมที่เข้มแข็งของทั้งสองประเทศ  

‘ซีพี ออลล์’จัดประกวดสุนทรพจน์ภาษาเขมร ในโครงการ‘สานสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-กัมพูชา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767440

‘ซีพี ออลล์’จัดประกวดสุนทรพจน์ภาษาเขมร ในโครงการ‘สานสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-กัมพูชา’

‘ซีพี ออลล์’จัดประกวดสุนทรพจน์ภาษาเขมร ในโครงการ‘สานสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-กัมพูชา’

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 12.24 น.

‘ซีพี ออลล์’จัดประกวดสุนทรพจน์ภาษาเขมร ในโครงการ‘สานสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-กัมพูชา’

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์  และโรงเรียนศรีไผทสมันต์ จ.สุรินทร์   จัดกิจกรรมประกวดสุนทรพจน์ภาษาเขมรสำหรับนักศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษา ในโครงการ “สานสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย -กัมพูชา” เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ และสร้างความตื่นตัวในการเรียนรู้ภาษาเพื่อนบ้านในกลุ่มเยาวชน อันจะนำมาซึ่งความเข้าใจอันดีระหว่างกันในระดับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียน

นายประสิทธิ์ ฉกาจธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์ ได้ร่วมเป็นเกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดสุนทรพจน์ภาษาเขมรระดับชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งจัดขึ้นที่โรงเรียนศรีไผทสมันต์ จ. สุรินทร์ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนทั้งในพื้นที่ จ.สุรินทร์ และจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งการประกวดครั้งนี้จัดในรูปแบบทีม ทีมละ 2 คน โดยมี 3 หัวข้อให้เลือก ได้แก่ ความผูกพันสองแผ่นดิน สิ่งดี ๆ ในเมืองไทย และเชิญมาเที่ยวชมเมืองไทย

ทั้งนี้ ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนสิรินธร จ.สุรินทร์ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนศรีไผทสมันต์ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ โรงเรียนโรงเรียนวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์ ซึ่งทั้งหมดได้รับรางวัลเป็นทุนการศึกษา พร้อมเกียรติบัตร

นอกเหนือจากการประกวดสุนทรพจน์ภาษาเขมรสำหรับเยาวชนไทยแล้ว บมจ.ซีพี ออลล์ โดยบริษัท ซีพี ออลล์ (กัมพูชา) จำกัด ยังได้จัดกิจกรรมประกวดสุนทรพจน์ภาษาไทยสำหรับประชาชนกัมพูชาที่อายุไม่เกิน 30 ปี โดยได้เริ่มเปิดให้ส่งผลงานเข้าประกวดตั้งแต่วันที่ 1-30 พ.ย. 2566 ก่อนจะประกาศผลในช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2566 ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในระดับสังคม ประชาชน  และเป็นการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชนตามปณิธาน Giving and Sharing ของซีพี ออลล์ ด้วย 

6 พฤศจิกายน : วันกอบกู้เอกราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767423

6 พฤศจิกายน : วันกอบกู้เอกราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

6 พฤศจิกายน : วันกอบกู้เอกราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

วันจันทร์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.48 น.


วันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 เพจเฟซบุ๊ก “โฆษกกระทรวงกลาโหม” ได้โพสต์ ถึงวันที่  6 พฤศจิกายน : วันกอบกู้เอกราช โดยระบุว่า  ….กว่าจะเป็นไทยได้อย่างทุกวันนี้ บรรพบุรุษของเราต้องสละชีวิตและเลือดเนื้อ เพื่อรักษาแผ่นดินผืนนี้ไว้ให้ลูกหลาน…

สงคราม กอบกู้เอกราชครั้งนั้น เริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงยกกองทัพเรือจากจันทบุรี เข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าโจมตีข้าศึกที่เมืองธนบุรี ทรงยึดเมืองธนบุรีคืนได้ และประหารคนไทยที่เป็นไส้ศึก แล้วจึงเคลื่อนทัพต่อไปที่กรุงศรีอยุธยา เข้ายึดค่ายโพธิ์สามต้น ปราบข้าศึกจนราบคาบ กอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้เมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุน นพศก เวลาบ่ายโมงเศษ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๑๐ เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. ใช้เวลา ๗ เดือน หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาในการทรงกอบกู้เอกราช

สำหรับ วันที่  6 พฤศจิกายน : วันกอบกู้เอกราช เป็นวันกู้ชาติ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้กอบกู้เอกราชจากพม่าให้แก่ประเทศไทย และเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี จึงขอนำประวัติของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มาบอกเล่า เพื่อร่วมรำลึกถึงวีรกรรม ความกล้าหาญของพระองค์ ที่ช่วยให้คนไทยได้มีชาติไทยอาศัยอยู่มาจนถึง ณ ทุกวันนี้

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยกรุงธนบุรี ที่มาจากสามัญชนคนธรรมดา เกิดวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2277 ในสมัยช่วงปลายแผ่นดินกรุงศรีอยุธา พระองค์ทรงเป็นสามัญชนคนธรรมดา เป็นลูกคนจีน กำเนิดในตระกูลแต้ มีชื่อเดิมว่า สิน มีพ่อเป็นคนจีนชื่อ ไหฮอง เดินทางจากประเทศจีนมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย แล้วได้แต่งงานกับหญิงไทยชื่อ นางนกเอี้ยง มีหลักฐาน บันทึกว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเคยเป็นพ่อค้าเกวียนผู้มี ปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความสามารถด้าน กฎหมายเป็นพิเศษ ได้ช่วยกรมการเมืองชำระถ้อยความของราษฎรทางภาคเหนืออยู่เนือง ๆ เนื่องจากได้ทำ ความดีมีความชอบต่อแผ่นดิน จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น เจ้าเมืองตาก ในเวลาต่อมา

กระทั่งปี พ.ศ.2301 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร ขึ้นครองราชย์ต่อได้เพียง 3 เดือนเศษ ก็ถวายราชสมบัติให้สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้นายสินเป็นมหาดเล็กรายงาน เชิญท้องตราราชสีห์ขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือ นายสินมหาดเล็กสร้างผลงานได้รับความดีความชอบ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสินมหาดเล็กรายงานเป็นหลวงยกบัตรเมืองตาก จนกระทั่งพระยาตากถึงแก่กรรม หลวงยกบัตรเมืองตากจึงได้เลื่อนเป็นพระยาตาก ให้ปกครองเมืองตาก

ต่อมาพม่าได้ยกทัพมารุกรานกรุงศรีอยุธยาทางตอนใต้ เมื่อปี พ.ศ.2307 โดยมีมังมหานรธาเป็นแม่ทัพ พระยาตากยกทัพไปช่วยรักษาเมืองเพชรบุรี และตีทัพพม่ากลับไปอย่างง่ายดาย ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2308 พม่าได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง พระยาตากก็สามารถช่วยรักษาพระนครไว้ได้อีก ความดีความชอบนี้ ทำให้ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยาตากเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร แต่ยังไม่ทันที่พระยาวชิรปราการจะได้ครองเมืองกำแพงเพชร พม่าก็ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง พระยาวชิรปราการจึงต้องเข้ากรุงศรีอยุธยา เพื่อป้องกันพระนคร

ระหว่างทำการสู้รบอยู่นั้น พระยาวชิรปราการเกิดท้อแท้ใจที่แม้จะตีค่ายพม่าได้ แต่พระนครกลับไม่ส่งกำลังไปหนุน จนทำให้พม่ายึดค่ายกลับคืนได้ อีกทั้งยังเห็นว่า ทัพพม่ามีกำลังมากกว่า หากออกไปรบคงพ่ายแพ้อย่างหมดทางสู้ และตนเองยังถูกภาคทัณฑ์ที่ยิงปืนใหญ่ใส่ทัพพม่าโดยไม่ได้ขออนุญาต ด้วยเหตุนี้ พระยาวชิรปราการจึงเห็นว่า คงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่ป้องกันพระนคร และเชื่อว่า กรุงศรีอยุธยาคงจะต้องเสียกรุงเสียครานี้ เพราะกษัตริย์ที่เป็นผู้นำ นั้นอ่อนแอ พระยาวชิรปราการจึงนำไพร่พล 500 คน ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกจากค่ายพิชัย ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และยึดเมืองระยองได้สำเร็จ ระหว่างนั้น ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ พายุหมุนอย่างรุนแรงจนบิดต้นตาลเป็นเกลียวโดยไม่คลายตัว ชาวบ้านจึงเรียกว่า “ตาลขด” ขณะที่เหล่าเสนาบดีทหารทั้งหลายก็ยกย่องพระยาวชิรปราการเป็น “เจ้าตาก”

กรุงศรีอยุธยาแตก ในเมื่อวันที่ 7เมษายน พ.ศ.2310 พระเจ้าตากตีฝ่าวงล้อมพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา ก่อนกรุงแตกไปเเล้ว ได้ทำการรวบรวมผู้คนทางเมืองชายทะเลตะวันออก เดินทัพจากระยองผ่านแกลงเข้าบางกระจะ มุ่งยึดจันทบุรี ไว้เป็นฐานที่มั่น จึงสั่งทหารทุกคนว่า “เราจะตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้ เมื่อหุงข้าวเสร็จแล้วก็กินให้อิ่ม แล้วสั่งทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้ง ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ ก็ต้องพากันตายทั้งหมด ” ซึ่งเป็นกุศโลบายปลุกใจทหาร จากนั้นพระเจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ยิงปืนคาบศิลาเป็นสัญญาณ ไสช้างเข้าพังประตูเมือง นำทหารเข้าตีเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 ในเวลาตี 3

เมื่ออยู่ที่เมืองจันทบุรี ก็ได้สั่งสมกำลังพล อาวุธ และเสบียง ครั้นได้นายทัพนายกองเพิ่มเติมมากขึ้น พอถึงเดือน 11 ปี กุน พ.ศ. 2310 สิ้นฤดูมรสุมพระเจ้าตาก ต่อเรือรบได้ 100 ลำ รวบรวมไพร่พล รวมทหารทั้งไทยจีนได้ประมาณ 5,000 นาย จึงได้ยกทัพเรือออกจากจันทบุรี เข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วเข้าโจมตีข้าศึกพม่ารามัญ ที่เมืองธนบุรี

6 พ.ย พ.ศ. 2310 เมื่อเจ้าตากยกทัพเข้าตียึดเมืองธนบุรีและปราบนายทองอินได้แล้ว จึงได้เคลื่อนทัพต่อไปที่กรุงศรีอยุธยาเข้าตียึดค่ายโพธิ์สามต้น นำทัพรบพุ่งปราบพม่าจนราบคาบ โดยสามารถกอบกู้เอกราชได้สำเร็จภายในเวลา 7 เดือน นับตั้งแต่ที่เสียกรุงเมื่อปี พ.ศ. 2310 หลังจากนั้น พระองค์ได้ยกทัพกลับมาที่ธนบุรี ตั้งเมืองราชธานีใหม่ ณ ที่แห่งนี้ ขนานนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” และทรงปราบดาภิเษก จากสามัญชน ขึ้นไปเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2310 ในพระชนมายุ 34 พรรษา ทรงเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 

ตลอดรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระองค์ได้ทำสงครามกับพม่าถึง 9 ครั้งและทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง รวมทั้งทรงทำศึกกับเขมร 3 ครั้ง ส่วนพระราชกรณียกิจด้านอื่น ๆ นอกจากการเมืองและการศึกสงครามแล้ว พระองค์ทรงฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม การบำรุงการศึกษาตามวัด การรวบรวมพระไตรปิฎก บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม

พระเจ้าตากสิน ทรงรบทำศึก ปราบปรามขุนศึก พิชิต ก๊กต่าง ๆ เพื่อที่จะรวบรวมผนวกแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น เป็นอาณาจักร ปกครองดินแดน มีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ของการสร้างชาติไทย ดร.รัตติกร ทองเนตร กล่าวต่อไปว่า ดิฉันขอแสดงความยินดีกับทุกโรงเรียนนการประเมินคุณภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อรับตราพระราชทาน “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย” ในปีการศึกษา 2562 นับเป็นเกียรติประวัติของโรงเรียนทั้ง 57 แห่ง ที่ผ่านการประเมินรอบที่ 1 รอบที่ 2 และรอบที่ 3 การผ่านการประเมินเป็นการแสดงถึงศักยภาพของคุณครูปฐมวัยที่ตั้งใจ การพัฒนาการจัดกิจกรรมการทดลองตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย” ปีการศึกษา 2562 การจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ปฐมวัย ซึ่งกิจกรรมการทดลองและการทำโครงงานวิทยาศาสตร์นั้นจะได้ช่วยส่งเสริมพัฒนาการต่างๆ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และสติปัญญา และยังเป็นการพัฒนา ทักษะ กระบวนการ และคุณลักษณะจิตวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัยที่จะเป็นรากฐานที่ดีของการพัฒนาคุณภาพของพลเมืองไทยในอนาคต ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป และประสบผลสำเร็จในการพัฒนาความก้าวหน้าด้านวิชาชีพ และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยสืบไป

ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : สุรศักดิ์  สร้อยเพชร

ผู้เรียบเรียง : ธัญญารัตน์ ธีรหิรัญวัฒน์

แหล่งที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ , สำนักงานประชาสัมพันธ์

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fpermalink.php%3Fstory_fbid%3Dpfbid02MmqT69UwMy4HsyhR1gsh9YZLUZjux4Gi4oow7F967cfikNE65MniBKqHjbPWcf2Dl%26id%3D100066650978706&show_text=true&width=500

‘อว.’ตั้งคณะทำงานดึงศิษย์เก่า-ปัจจุบันหาทางออกย้าย-ไม่ย้าย’อุเทนถวาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767274

'อว.'ตั้งคณะทำงานดึงศิษย์เก่า-ปัจจุบันหาทางออกย้าย-ไม่ย้าย'อุเทนถวาย'

‘อว.’ตั้งคณะทำงานดึงศิษย์เก่า-ปัจจุบันหาทางออกย้าย-ไม่ย้าย’อุเทนถวาย’

วันเสาร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.51 น.

“อว.”ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการยุติข้อพิพาทของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย” มีปลัดกระทรวง อว.เป็นประธาน ดึงศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบันอุเทนถวาย ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นคณะทำงาน “ศุภมาส” กำชับให้ดำเนินการด้วยความเป็นธรรม ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาและบุคลากร

เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2566 นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และโฆษกกระทรวง อว. เปิดเผยว่า จากการประชุมหารือเพื่อดำเนินการตามคำตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก(มทร.ตะวันออก) วิทยาเขตอุเทนถวาย ย้ายออกจากพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์วิทยาลัย โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.กระทรวง อว. เป็นประธาน และมีสำนักงานปลัดกระทรวง อว. สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงบประมาณ กรมธนารักษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออกเข้าร่วม เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่ง รมว.กระทรวง อว. มีนโยบายให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกัน ในที่ประชุมจึงได้มีมติให้ตั้ง “คณะทำงานขับเคลื่อนการยุติข้อพิพาทของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย” โดยมีกระทรวง อว.เป็นหน่วยงานกลาง เพื่อให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนในการดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

โฆษกกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า ขณะนี้ กระทรวง อว.มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานชุดดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อดีตปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นที่ปรึกษา นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธาน คณะทำงานประกอบไปด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนกรมธนารักษ์ ผู้แทนสำนักงบประมาณ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิการบดี มทร.ตะวันออก นายกสมาคมศิษย์เก่า มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย นายกสโมสรนักศึกษา (เขตพื้นที่อุเทนถวาย) มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ผู้ช่วยปลัดกระทรวง อว. ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และผู้อำนวยการกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวง อว.

“คณะทำงานชุดนี้จะมีอำนาจหน้าที่ในการหาแนวทางยุติข้อพิพาทในพื้นที่ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย รวมถึงสร้างความเข้าใจ สนับสนุนการดำเนินการและให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการจัดการศึกษาของ มทร.ตะวันออก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยคำนึงถึงความเป็นอัตลักษณ์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งวิทยาเขตอุเทนถวาย ซึ่ง รมว.กระทรวง. อว. ได้กำชับให้คณะทำงานดำเนินการทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม รอบคอบ และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อนักศึกษาและบุคลากร” นางสาวสุชาดา กล่าว

‘ปลัดมท.’ นำถวายผ้าพระกฐินประทาน (จุลกฐิน) ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767227

‘ปลัดมท.’ นำถวายผ้าพระกฐินประทาน (จุลกฐิน) ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

‘ปลัดมท.’ นำถวายผ้าพระกฐินประทาน (จุลกฐิน) ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

วันเสาร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.19 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานพิธีถวายผ้าพระกฐินประทาน (จุลกฐิน) ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ณ วัดโนนสว่าง จังหวัดอุดรธานี พร้อมถวายจตุปัจจัยยอดเงินรวม 2,300,160 บาท

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2566 เวลา 12.30 น. ที่วิหารเฉลิมพระเกียรติ วัดโนนสว่าง ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีถวายผ้าพระกฐินประทาน (จุลกฐิน) ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ โดยมี นายสุรศักดิ์ อักษรกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายกัมปนาทจักรวาล วิเวศ ศรีพุทธา หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน นายวุฒิพงษ์ ใจยศ นายอำเภอหนองวัวซอ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ่อค้า และประชาชน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถวายความเคารพพระรูปพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ และเปิดกรวยกระทงดอกไม้ แล้วยกผ้าจุลกฐินขึ้นอุ้มประคองไว้ตรงอก แล้วเดินเข้าภายในวิหารเฉลิมพระเกียรติ วางผ้าพระกฐินที่พานแว่นฟ้าด้านข้างพระสงฆ์รูปที่ 2 จากนั้น จุดธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่พิธีอาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีลจบแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย หยิบผ้าห่มพระประธานที่วางอยู่บนผ้าพระกฐินส่งให้ เจ้าหน้าที่ และประกอบพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระสงฆ์กระทำพิธีกฐินกรรม เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประเคนครื่องบริวารพระกฐินทั้งหมดแด่พระเถระองค์ครอง แล้วประเคนใบปวารณาจตุปัจจัยไทยธรรมแด่ประธานสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนา นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กรวดน้ำ รับพร กราบพระรัตนตรัย เป็นอันเสร็จพิธี โดยยอดเงินพระกฐินประทานในครั้งนี้ เป็นเงินทั้งสิ้น 2,300,160 บาท

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงพระกรุณาประทานผ้าพระกฐิน (จุลกฐิน) เพื่อน้อมนำไปถวายแด่พระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดโนนสว่าง ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ด้วยทรงเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสศรัทธาทรงมุ่งมั่นในการอุปถัมภ์ค้ำจุนบวรพระพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นที่เคารพสักการะ เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของพสกนิกรชาวไทย ยังผลทำให้คนไทยได้มีแต่ความเป็นมิ่งมงคลและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“วัดโนนสว่าง เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย มี พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (พระอาจารย์เจริญ ฐานยุตฺโต) เป็นเจ้าอาวาส ในปี 2565 มีพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส 40 รูป สามเณร 1 รูป ซึ่งวัดโนนสว่างนั้นแต่เดิมเป็นสำนักสงฆ์ มีที่ดิน จำนวน 17 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา ถวายโดย นายยอด เชยงูเหลือม ต่อมาได้รับอนุญาตให้สร้างวัด เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2531 เดิมชื่อว่า วัดศรีสว่าง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ตามชื่อหมู่บ้านว่า “วัดโนนสว่าง” โดยภายหลังจากเจ้าอาวาสรูปแรกคือ พระครูพุทธศาสโนวาท (ชาลี ถาวโร) ได้มรณภาพลง ชาวบ้านโนนสว่าง จึงพร้อมใจกันอาราธนา พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (พระอาจารย์เจริญ ฐานยุตฺโต) มาเป็นเจ้าอาวาส และได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2532 และได้พัฒนาวัดสืบมาโดยลำดับ กระทั่งวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2539 และต่อมาพระครูพิพัฒน์วิทยาคม ได้ทำการก่อสร้างศาสนวัตถุอีกหลายประการ เป็นต้นว่า ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ จำนวน 1 หลัง สร้างหอระฆัง จำนวน 1 หลัง สร้างศาลาปฏิบัติธรรม จำนวน 1 หลัง สร้างกุฎีที่พักสงฆ์ จำนวน 14 หลัง สร้างศาลาหอฉันภัตตาหารพระภิกษุสามเณร จำนวน 1 หลัง โดยเมื่อปี 2548 พระครูพิพัฒน์วิทยาคม ได้ซื้อที่ดินขยายเนื้อที่วัดออกไปอีกจำนวน 46 ไร่ รวมปัจจุบันวัดมีเนื้อที่ 66 ไร่” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า วัดโนนสว่าง ได้รับพระมหากรุณาจากพระบรมวงศานุวงศ์พระราชทานและประทานอุปถัมภ์ในมงคลโอกาสหลายวาระ โดยเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2548 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นประธานพิธีเททองหล่อองค์พระประธานวัดโนนสว่าง (พระศรีรัตนสักยมุณี หรือหลวงพ่อบุษราคัม) ซึ่งมีพุทธลักษณะเป็นพระเนื้อสัมฤทธ์ทรงเครื่องกษัตริย์ เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนโดยทั่วไป เพื่อความเป็นสิริมงคลและความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต และเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2559 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในยอดฉัตรทองคำอุโบสถ ทรงตัดหวายลูกนิมิตอุโบสถจัตุรมุข และทรงยกช่อฟ้าวิหารเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นต้น

‘สถาบันอุดมศึกษา-นักวิจัย’เฮ! ‘อว.-คลัง’ออกประกาศปลดล็อกจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/767177

‘สถาบันอุดมศึกษา-นักวิจัย’เฮ! ‘อว.-คลัง’ออกประกาศปลดล็อกจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยฯ

‘สถาบันอุดมศึกษา-นักวิจัย’เฮ! ‘อว.-คลัง’ออกประกาศปลดล็อกจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยฯ

วันเสาร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 12.10 น.

‘สถาบันอุดมศึกษา-นักวิจัย’เฮ! ‘อว.’ร่วมกับกระทรวงการคลัง ออกประกาศจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาและเพื่อการให้บริการทางวิชาการ ‘สอวช.’ชี้ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดการจัดซื้อจัดจ้าง เพิ่มความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ

4 พฤศจิกายน 2566 สืบเนื่องจากที่ผ่านมาการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาและการให้บริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาใช้หลักเกณฑ์กลางตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีข้อจำกัดและไม่คล่องตัวในการวิจัยและพัฒนาที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง พัสดุที่ใช้เพื่องานวิจัยมีข้อจำกัดทางเทคนิคเฉพาะ มีเทคโนโลยีสูง และมีกระบวนการซื้อจ้างที่ซับซ้อน หรือจำเป็นต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษของผู้รับจ้าง ส่งผลต่อการส่งมอบงานวิจัยตามแผนงานล่าช้า และไม่สามารถดำเนินโครงการวิจัยและนวัตกรรมตามพันธกิจของหน่วยงานหรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการวิจัยและนวัตกรรม จนอาจทำให้สูญเสียโอกาสในการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่จำเป็นต่องานวิจัยและนวัตกรรม หรือการจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูงมาถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือให้บริการทางวิชาการต่อสถาบันอุดมศึกษา

ดังนั้น เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)  ร่วมกับ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันพัฒนาหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา และเสนอต่อสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา และเพื่อการให้บริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา ที่ไม่สามารถดำเนินการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยประกาศฉบับนี้ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวทำให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถปลดล็อกข้อจำกัดในการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อการวิจัยและพัฒนา และเพื่อการให้บริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งนับเป็นคุณูปการให้กับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ที่จะสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งต้องขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี หน่วยงานต่าง ๆ และผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมดำเนินการผลักดันให้มีประกาศฉบับนี้ขึ้น ทั้งกระทรวงการคลัง สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย กรมบัญชีกลาง หน่วยงานของรัฐ ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ รวมทั้งผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัย

ประกาศฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดในการจัดซื้อจัดจ้างให้เหมาะสมกับการวิจัยพัฒนาและการบริการวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาในหลายประการ เช่น กำหนดวิธีการและเงื่อนไขการซื้อหรือจ้างพัสดุเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา เพิ่มวงเงินสำหรับวิธีเฉพาะเจาะจง และลดขั้นตอนให้สะดวกขึ้น กำหนดการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุชีวภาพหรือพัสดุท้องถิ่นที่มีลักษณะเฉพาะตามข้อกำหนดของงานวิจัย หรือปลดล็อกข้อกำหนดให้จ่ายเงินล่วงหน้า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุจากต่างประเทศ

รวมทั้งสามารถโอนพัสดุให้หน่วยงานภาคเอกชนตามข้อตกลงความร่วมมือหรือสัญญาได้ เพื่อให้เกิดกลไกการบริหารจัดการพัสดุด้านการวิจัย การบริการวิชาการ และการสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ มุ่งเป้าสู่การนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยหลังจากนี้ จะเร่งดำเนินการซักซ้อมทำความเข้าใจให้กับสถาบันอุดมศึกษาทราบต่อไป

สกสว.เปิดเวทีถกแนวทาง หนุนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศ ตั้งเป้าลดพึ่งพิงการนำเข้า มุ่งสร้างศักยภาพและพัฒนาเทคโนโลยีได้เองภายในปี 2570

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766907

สกสว.เปิดเวทีถกแนวทาง หนุนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศ ตั้งเป้าลดพึ่งพิงการนำเข้า มุ่งสร้างศักยภาพและพัฒนาเทคโนโลยีได้เองภายในปี 2570

สกสว.เปิดเวทีถกแนวทาง หนุนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศ ตั้งเป้าลดพึ่งพิงการนำเข้า มุ่งสร้างศักยภาพและพัฒนาเทคโนโลยีได้เองภายในปี 2570

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 20.31 น.

สกสว.เปิดเวทีถกแนวทางการสนับสนุนงานวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศ ตั้งเป้าลดพึ่งพิงการนำเข้า มุ่งสร้างศักยภาพและพัฒนาเทคโนโลยีได้เองภายในปี 2570

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดเสวนาในหัวข้อ “Thai Government Support Priorities for RDI in Space Science to Foster the Space Industry in 2023-2027” ซึ่งจัดขึ้นภายในงานสัปดาห์อวกาศแห่งชาติ ประจำปี 2566 (Thailand Space Week 2023) โดยมี ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สกสว. นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการ ภารกิจด้านภูมิสารสนเทศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ผศ. ดร.วิภู รุโจปการ รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ศ. ดร.เดวิด รูฟโฟโล ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.พงศธร สายสุจริต ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นดังกล่าว ณ ห้องประชุม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ กล่าวว่า กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ที่บริหารจัดการโดย สกสว. มีการสนับสนุนทุนวิจัยทางด้านเทคโนโลยีอวกาศมาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อมุ่งให้เกิดการทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วนและลดความซ้ำซ้อนในการให้ทุนวิจัย ซึ่งการหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นประเด็นการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศ ที่จะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศ 

โดยการจัดสรรงบประมาณที่มีทั้งรูปแบบการสนับสนุนหน่วยงานที่มีภารกิจพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอวกาศ ทั้งการพัฒนาทักษะกำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่อตอบพันธกิจของหน่วยงาน และรูปแบบการจัดสรรงบประมาณเชิงกลยุทธ์ที่เน้นการสนับสนุนในแผนงานที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมและบริการในอนาคต ซึ่ง สกสว. ได้จัดสรรทุนวิจัยให้กับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)  สำหรับโครงการภาคีความร่วมมืออวกาศไทย (Thai Space Consortium: TSC) ซึ่งเป็นความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่พยายามสร้างต้นแบบชิ้นส่วนดาวเทียมขึ้นมาเองในประเทศ โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2570 จะสามารถผลิต 20 ต้นแบบชิ้นส่วนย่อยของระบบดาวเทียมได้ สามารถใช้ระบบข้อมูลภูมิสารสนเทศจากดาวเทียมแก้ปัญหาด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อมได้จำนวนไม่น้อยกว่า 1 แสนไร่ พร้อมทั้งพัฒนาและสร้างความเข้มแข็งให้กำลังคนในประเทศ พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรสำคัญต่าง ๆ ให้ประเทศไทยมีความพร้อมด้านงานวิจัยทางเทคโนโลยีอวกาศเพิ่มมากขึ้น

“ในอนาคตการใช้เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมจะมีความจำเป็นมากขึ้น ทั้งในด้านการสื่อสารในยุคหลัง 5G การใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม การพัฒนาที่ดิน ป่าไม้และทรัพยากรต่างๆ รวมถึงการป้องกันภัยคุกคามทางอวกาศที่อาจเกิดขึ้นได้ อาทิ อุกกาบาต ดาวนอกโลก พายุสุริยะ ขยะอวกาศ ที่อาจเป็นภัยต่อการอยู่อาศัยบนโลก เราจึงจำเป็นต้องมีการพัฒนางานวิจัยในด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  โดยในระยะแรกของแผนด้าน ววน. ได้มุ่งสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งของกำลังคน ความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐาน และความเข้มแข็งของเทคโนโลยี ที่จะสามารถทำให้อุตสาหกรรมเกิดขึ้น รวมถึงนักลงทุนต่าง ๆ ให้ความสนใจสร้าง Space Economy ให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง โดยยอมรับว่าในปัจจุบันเรายังเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยี แต่เป้าหมายในอนาคตอันใกล้นี้เราจะสามารถสร้างเทคโนโลยีได้เอง” ดร.ณิรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ในการเสวนาได้มีการแลกเปลี่ยนในประเด็นต่าง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่รัฐบาลได้มีการลงทุนให้กับโครงการ THEOS 2 ที่นักวิจัยในประเทศไทยและภาคเอกชนสามารถนำข้อมูลจากดาวเทียมไปใช้ประโยชน์ได้ ตลอดจนการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาดาวเทียม โดยมีสถานที่ประกอบและทดสอบ รวมถึงนักวิจัยและนักพัฒนาในไทยที่มีความสนใจพัฒนาต้นแบบชิ้นส่วนดาวเทียมและ software การใช้ประโยชน์ ดังนั้นภาครัฐควรให้การสนับสนุนทุนวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างรากฐานให้กับระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศ เพราะโครงการด้านเทคโนโลยีอวกาศไม่สามารถแล้วเสร็จในระยะเวลาอันสั้น  หากทุนวิจัยมีความต่อเนื่อง เชื่อแน่ว่าเทคโนโลยีอวกาศของไทยจะสามารถก้าวหน้าในอนาคตอันใกล้ได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ การเสวนาดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งเป็นหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ระบบ ววน.) ด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนักวิจัยที่ทำงานต่อเนื่องในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงให้ภาคนโยบายได้รับทราบถึงความสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านระบบโลกและอวกาศ ต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ที่อยู่ภายใต้แผนด้าน ววน. ของประเทศ พ.ศ.2566-2570 

“สกสว. เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”