ต่อยอดงานวิจัยปูทะเลแก้จน‘ม.อ.ปัตตานี-บพท.’ เสนอบูรณาการความร่วมมือพัฒนาประมงชายฝั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765885

ต่อยอดงานวิจัยปูทะเลแก้จน‘ม.อ.ปัตตานี-บพท.’ เสนอบูรณาการความร่วมมือพัฒนาประมงชายฝั่ง

ต่อยอดงานวิจัยปูทะเลแก้จน‘ม.อ.ปัตตานี-บพท.’ เสนอบูรณาการความร่วมมือพัฒนาประมงชายฝั่ง

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ปัญหาการขาดแคลนแม่พันธุ์ปูที่มีไข่นอกกระดองเพื่อใช้ในการเพาะพันธุ์และอนุบาล เป็นเงื่อนไขอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้การเพาะและขยายพันธุ์ปูทะเลในประเทศไทย เนื่องจากโดยปกติปูทะเลจะอาศัยบริเวณชายฝั่งป่าชายเลน แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องปล่อยไข่ให้ออกไปอยู่นอกกระดอง ปูจะว่ายน้ำในช่วงที่ไข่ยังอยู่ในตัวเพื่อไปหาแหล่งที่เหมาะสมที่ระดับความลึกราว 30-50 เมตร บริเวณนอกชายฝั่ง

แต่เมื่อคณะนักวิจัย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดปัตตานีสามารถพัฒนาเทคโนโลยีระบบการกระตุ้นแม่พันธุ์ปูทะเลให้ปล่อยไข่ออกนอกกระดอง ภายในศูนย์เพาะฟักลูกปู ทำให้เราสามารถก้าวข้ามเงื่อนไขอุปสรรคไปได้”

รศ.ดร.ซุกรี หะยีสาแม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) กล่าวถึงความก้าวหน้าของ “การพัฒนาการเพาะพันธุ์และเพาะเลี้ยงปูทะเล” กระทั่งยกระดับขึ้นมาเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีบทบาทอย่างสูงในการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ แก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จแม่นยำ แก่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ซึ่งโครงการดังกล่าว ที่ รศ.ดร.ซุกรีนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรี สมศักดิ์เทพสุทิน ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ซึ่งลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ม.อ.ปัตตานี เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นดอกผลจาก “งานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงปูทะเลให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศสู่เมืองปูทะเลโลก” โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุน ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ซึ่งกำหนดโจทย์วิจัยที่มุ่งให้เกิดการค้นคว้าหาความรู้ในการเพาะฟักลูกปู จากแม่พันธุ์ปูที่มีไข่นอกกระดอง เพื่อขยายพันธุ์ปูทะเล และเพิ่มปริมาณปูทะเลให้เพียงพอที่จะส่งเสริมเป็นอาชีพที่มั่นคง สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า “ระบบการกระตุ้นแม่พันธุ์ปูทะเลให้ปล่อยไข่ออกนอกกระดอง” สามารถกระตุ้นให้แม่ปูที่มีไข่ในกระดองให้ปล่อยไข่ออกนอกกระดองและฟักออกมาเป็นลูกปู เพื่อนำไปอนุบาลได้ถึงร้อยละ 75-85

“ปัจจุบันแม่ปูทะเลที่มีไข่นอกกระดองหรือลูกปูที่ผลิตได้จากโครงการวิจัย ได้ถูกส่งมอบให้แก่หน่วยงานที่สนใจ นำเอาลูกปูไปอนุบาลต่อไปเพื่อให้บริการแก่เกษตรกรและการเพิ่มปริมาณปูทะเลในแหล่งน้ำธรรมชาติ บนหลักการที่เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ จ.ปัตตานี เป็นเมืองปูทะเลโลก” รศ.ดร.ซุกรี ระบุ

รศ.ดร.ซุกรี ยังได้มีข้อเสนอแนะต่อรองนายกฯ ว่า อยากให้ภาครัฐส่งเสริมและบูรณาการการทำงานต่อเนื่องเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปูทะเล โดยสนับสนุนการพัฒนาการผลิตแม่ปูและพัฒนาพันธุ์ปูของ ม.อ.ปัตตานี ตลอดจนการดำเนินงานของโรงเพาะฟักสัตว์น้ำให้สมบูรณ์เพื่อให้สามารถพัฒนาเทคนิคและผลิตลูกปูได้อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีส่วนร่วมในการผลิตลูกปูและส่งเสริมการเลี้ยงปูให้แก่เกษตรกร

พร้อมทั้งสนับสนุนให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่มการนำพื้นที่ป่าชายเลนมาใช้ประโยชน์นอกจากนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนและต่อยอดการดำเนินงานธนาคารปูม้าชุมชนที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง กำหนดมาตรการช่วยเหลือด้านราคาปลากะพงขาว สร้างระบบนิเวศทางเลือกอาชีพใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนชายฝั่งที่โยงกับฐานทรัพยากร เช่น การท่องเที่ยวรอบอ่าวปัตตานี เพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาแก่ชุมชนชายฝั่งทะเล

บวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765920

บวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

บวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.44 น.

รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เป็นประธาน พิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนการแสดงโขนตอน‘กุมภกรรณทดน้ำ’

เมื่อเวลา 09.09 น.วันที่ 29 ตุลาคม 2566 พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง เป็นประธาน พิธีบวงสรวงกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ ร่วมพิธีสรงน้ำใบมะตูม เจิมหน้าผาก กรรมการครูผู้เชี่ยวชาญ นักร้องนักดนตรี นักแสดง ฉาก อุปกรณ์การแสดงโขน และผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2566 ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นผู้ประกอบพิธี

พิธีบวงสรวงจัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนที่การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ”จะเริ่มแสดงบนเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือร่วมใจจากคณะกรรมการ ครูผู้เชี่ยวชาญ ศิลปิน นักแสดง และผู้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการแสดงโขนทุกฝ่ายร่วมกันดำเนินงาน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดต่อไป โดยมีกำหนดจัดแสดงขึ้นในระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยในการแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยจะเลือนหายไป จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปินหลายท่าน ศึกษาค้นคว้าศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของการจัดแสดงโขน โดยให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯร่วมฟื้นฟูโดยจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขนและเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงามปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป การจัดแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แต่ละครั้งต้องมีการจัดเตรียมความพร้อมหลายด้าน

สิ่งที่คณะกรรมการและผู้ทำงานทุกฝ่ายยึดถือเป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงานคือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน ” นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ต่อนาฏศิลป์โขน ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดศิลปวัฒนธรรมของชาติไว้ให้คงอยู่สืบไป

สำหรับปี 2566 นี้นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา71 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 91 พรรษา มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯจึงร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ ด้วยการจัดการแสดงโขนตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” โดยยึดแนวบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จับตอนตั้งแต่ หลังจากที่กุมภกรรณทำศึกโมกขศักดิ์กับพระลักษมณ์แต่ไม่สำเร็จ ยังไม่สามารถสังหารพระลักษมณ์ได้ จึงคิดหาวิธีทำกลศึกนิมิตกายลงไปใต้น้ำทำพิธีทดน้ำนอนขวางแม่น้ำไว้ เพื่อชัดขวางกองทัพพระราม ผลการต่อสู้และจุดจบของเรื่องราวกุมภกรรณทดน้ำจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน กุมภกรรณทดน้ำ

นอกจากการแสดงที่วิจิตรงดงามที่แสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือก และฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ จนมีฝีมือการร่ายรำอันงดงามถูกต้องตามจารีตแล้ว ผู้ชมจะได้รับฟังการบรรเลงดนตรีและขับร้องเพลงไทยอันไพเราะ รับชมความวิจิตรของเครื่องแต่งกายอันประณีต พบกับความพิเศษของการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ของกุมภกรรณทดน้ำเพื่อไม่ให้ไหลไปสู่พลับพลา ฉากหนุมานแปลงกายเป็นเหยี่ยวใหญ่ ฉากหนุมานดำลงสู่ใต้น้ำและอีกมากมาย ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อการแสดงโขนที่ยิ่งใหญ่บนเวที ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน – วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บัตรราคา 2,000บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาท และ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 180 บาท) เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456

ปลัดมท.นำพุทธศาสนิกชน ตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765893

ปลัดมท.นำพุทธศาสนิกชน ตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2566

ปลัดมท.นำพุทธศาสนิกชน ตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2566

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.37 น.

ปลัดมหาดไทย นำพุทธศาสนิกชน “ตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2566” ร่วมสืบสานประเพณีชาวไทยเชื้อสายรามัญ วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร พร้อมชวนเชิญพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรม “เข้าวัดทำบุญ” ในวันสำคัญทางศาสนา

วันนี้ (29 ต.ค.66) เวลา 13.30 น.ที่วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ประจำปี 2566 และพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานยังบุษบกภายในพิพิธภัณฑ์ โดยได้รับเมตตาจาก พระครูพิพิธเจติยาภิบาล (บัวทอง ถาวโร) ป.ธ.5 เจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมี นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายอภิชัย อร่ามศรี นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย พลโท ชาติวัฒน์ งามนิยม ไวยาวัจกรวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร นายบรรหาญ เนาวรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโก่งธนู หัวหน้าส่วนราชการ คณะอุบาสก อุบาสิกา พุทธศาสนิกชน ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ถวายสักการะพระบรมสารีริกธาตุ  จากนั้น เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล เจ้าหน้าที่อาราธนาธรรม พระสงฆ์แสดงธรรมเทศนารามัญ เสร็จแล้วนำผู้ร่วมพิธี ร่วมถวายจตุปัจจัยไทยธรรม กรวดน้ำรับพร เป็นอันเสร็จพิธี จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เข้าอุโบสถพระอารามหลวงเพื่อเข้าพิธีถอดธูป และนำคณะสงฆ์ลงรับบิณฑบาตรดอกไม้จากอุบาสกอุบาสิกา พุทธศาสนิกชน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ที่มาร่วมทำบุญตักบาตรดอกไม้ในวันออกพรรษา

โอกาสนี้ พระครูพิพิธเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ได้แสดงธรรมเทศนารามัญ โดยมีใจความสำคัญว่า วันนี้เป็นวันมหาปวารณา เป็นวันที่พระสงฆ์สามารถตักเตือนซึ่งกันและกันได้ หากทำสิ่งใดล่วงเกินไปหรือคิดสิ่งไม่ดี พระสงฆ์หมู่ใหญ่ต่างคนต่างความคิด แต่เมื่อถึงวันมหาปวารณาเราได้มาอดทนงดโทษซึ่งกันและกัน ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าให้อภัยซึ่งกันและกัน ไม่ถือโทษโกรธเคือง อยู่ด้วยหลักธรรมะ 4 ประการ คือ ฉันทะ วิริยะ อุตสาหะ จิตตะ เป็นหลักธรรมที่ทำให้เราอยู่กันด้วยความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน เช่นผู้น้อยก็เคารพนับถือผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็ให้ความเมตตาต่อผู้น้อย หรือผู้บังคับบัญชามีคุณธรรมเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชา เหล่านี้เป็นต้น เรียกว่าอยู่ด้วยกัน เรียกว่าประพฤติธรรม มีความอ่อนน้อมถ่อมตนซึ่งกันและกัน ทั้งพระสงฆ์และญาติโยมก็อยู่ในหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา ธรรมะทั้ง 4 ประการนี้สามารถนำไปพัฒนา นำไปต่อยอดเพื่อความเจริญในสังคม เราท่านทั้งหลายผู้เป็นเหล่าพุทธศาสนิกชน ธรรมะทั้งหลายทั้งปวงถ้าเรานำไปใช้ นำมาประพฤติปฏิบัติ จะประจักษ์แก่ตัวเองว่าให้คุณประโยชน์มากมายมหาศาล เช่น การให้ทาน มีคุณธรรม มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ตั้งอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ คือ ทานมัย ศีลมัย และภาวนามัย ทานมัย คือ การแบ่งปันสิ่งของ ให้แก่ผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ เป็นการกำจัดมัจฉริยะความตระหนี่ถี่เหนียวในจิตในใจให้มีใจโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อน ประการที่ 2 ก็คือ ศีลมัย ทุกท่านได้สมาทานศีลเป็นเบื้องต้นที่เราท่านทั้งหลาย เราพุทธศาสนิกชนได้สมาทานศีล 5 ประการ แต่ละข้อมีความหมายยิ่งยวด ถ้าเราได้ฝึกฝนฝึกปฏิบัติตนเองให้อยู่ในศีลในธรรม ประเทศชาติประชาชนก็มีแต่ความมั่นคงถาวร และประการที่ 3 เรียกว่าภาวนามัย คือ เราได้ยินพระสงฆ์หรือเสียงสวดธรรมะหรือเสียงสวดมนต์เหล่านี้เป็นต้น หรือแม้กระทั่งเราภาวนาในใจก็เกิดเป็นบุญเป็นกุศลเรียกว่าภาวนามัย ภาวนามัยนี้เป็นเครื่องกำจัดความมืดก็คือความหลง เมื่อเรามีการภาวนาทำให้เกิดการยั้งคิด ทำให้เกิดสติปัญญาสามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ล่วงเลยไปด้วยความสวัสดิภาพ ฉะนั้น 3 ประการนี้ถือว่าเป็นหลักใหญ่ใจความในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ

“การแสดงธรรมเทศนาในวันนี้ซึ่งอาตมาภาพได้แสดงตั้งแต่ต้นเป็นภาษาไทยเพื่อให้ญาติโยมได้เข้าใจความหมายได้ง่าย ๆ ก็คือ ทานมัย ศีลมัย และภาวนามัย ตอนท้ายจะได้สรุปเป็นภาษารามัญซึ่งเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร แห่งนี้ ซึ่งในบรรพกาลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็เป็นที่เรื่องที่ปรากฏชัดในญาติโยมทั้งหลายทั้งที่อยู่ที่เกาะเกร็ดหรือทั่วโลก คือ การรักษาวัฒนธรรมประเพณีของชาวบ้าน ซึ่งเราท่านทั้งหลายก็ถือว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษตั้งแต่สมัยบรรพกาล แล้วก็วันนี้วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ซึ่งได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้มีความคุ้นเคยมีความเคารพในอดีตบูรพาจารย์ทั้งหลายทั้งปวง แล้วก็มีความศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา และได้อุปถัมภ์บำรุงตลอดทั้งให้ความสงเคราะห์สาธารณประโยชน์หลายสิ่งหลายประการ โดยเฉพาะวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหารแห่งนี้ก็ได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงขอให้บุญกุศลที่ญาติโยมตั้งใจฟังธรรมเทศนาจงเป็นปัจจัยให้ชีวิตของญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย จงมีแต่ความสุขความเจริญคิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ชอบประกอบด้วยธรรม ขอสิ่งนั้นจงพลันสำเร็จในที่สุด” พระครูพิพิธเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร แสดงธรรมเทศนารามัญเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขออนุโมทนาบุญแก่พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคนผู้มีจิตศรัทธา ที่มาร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทย-รามัญ ในพิธีตักบาตรดอกไม้เนื่องในเทศกาลวันออกพรรษา ซึ่งวันนี้ได้รับเมตตาจาก พระครูพิพิธเจติยาภิบาล เจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์แสดงธรรมเทศนารามัญ โดยพระคุณท่านมีแนวคิดในการแสดงธรรมแบบ “ไทยค่อนมอญครึ่ง” หรือแบบกึ่งไทยกึ่งมอญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้เข้าใจในหลักธรรมศาสนาในแบบฉบับพุทธศาสนาแบบไทย ได้ศึกษาธรรมะ ได้ร่วมกันทำความดี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของตนเองและครอบครัว พร้อมได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรดอกไม้ในเทศกาลวันออกพรรษา ร่วมกันสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของคนไทยรามัญ (มอญ) ซึ่งเป็นการปฏิบัติบูชาเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร (วัดปากอ่าว) ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2417 โดยรักษารูปแบบมอญไว้ แล้วพระราชทานนามวัดปากอ่าวขึ้นใหม่ว่า “วัดปรมัยยิกาวาส” ซึ่งเป็นคำสนธิระหว่างคำว่า บรมมหัยยิกา และ อาวาส แปลว่า วัดของสมเด็จพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ หรือ วัดของยาย เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร หรือ พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ในรัชกาลที่ 5 ที่ได้ทำนุบำรุงรักษาสถานที่สำคัญทางศาสนา ไว้ให้ลูกหลานอย่างพวกเราได้มีหลักชัยคือ “วัด” อันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของคนชาวไทยรามัญ (มอญ) ที่อาศัยอยู่ที่พื้นที่เกาะเกร็ดแห่งนี้ และพื้นที่ใกล้เคียงมาตั้งแต่โบราณกาล

“ประเพณีทำบุญตักบาตรดอกไม้ เป็นประเพณีที่ชาวไทยรามัญ (มอญ) บนเกาะเกร็ด จัดขึ้นในวันออกพรรษา วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ณ วัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร แต่เดิมเน้นถวายเฉพาะธูป ต่อมาภายหลังได้ถวายดอกไม้และเทียนเพิ่มขึ้น ชนรุ่นหลังจึงเรียกว่าตักบาตรดอกไม้ อันมีคติความเชื่อมาจากพุทธประวัติ เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จฯ กลับจากโปรดพุทธมารดาบนเทวโลก พระมหากษัตริย์และประชาชนจึงพากันนำดอกไม้และเครื่องสักการะบูชาต่าง ๆ มาถวายการต้อนรับ เมื่อพระสงฆ์รับดอกไม้ธูปเทียน และเดินเข้าสู่อุโบสถแล้ว พระสงฆ์จะทำพิธีปวารณาออกพรรษา ซึ่งถือเป็นกิจของสงฆ์ เล่ากันว่าในอดีตจะมีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมด้วยคัมภีร์พระไตรปิฎกพระราชทานลงมาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธและพระธรรม โดยภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีการแสดงพระธรรมเทศนาเป็นภาษารามัญแล้ว พระสงฆ์จากทุกอารามในเกาะเกร็ด รวมทั้งในอารามใกล้เคียงจะมาประชุมพร้อมกันบนศาลาการเปรียญวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร โดยมีอุบาสกอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุพระราชทาน นำขบวนพระสงฆ์ออกบิณฑบาตรรับดอกไม้ธูปเทียนตั้งแต่ศาลาการเปรียญไปจนถึงพระอุโบสถ หลังจากเสร็จพิธีจะนำดอกไม้ทั้งหมดมารวมกันเพื่อบูชาพระรัตนตรัยแล้วทำสังฆกรรมปวารณาออกพรษา และนำพุทธศาสนิกชนเจริญบทธัมมจักรกับปวัตตนสูตร เพื่อเป็นพุทธบูชา อันเป็นมหาบุญกุศลแห่งความเป็นสิริมงคลแก่ประชาชนชาวเกาะเกร็ด และชาวจังหวัดนนทบุรี รวมถึงผู้เดินทางมายังวัดปรมัยยิกาวาส วรวิหาร ที่จะมีแต่ความสุขสวัสดิ์” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน มาร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของพุทธศาสนิกชนคนไทย ด้วยการทำปฏิบัติบูชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันสำคัญทางศาสนา โดยการเชิญชวนครอบครัวลูกหลานมาเข้าวัด ฟังเทศน์ฟังธรรม ทำบุญตักบาตร ปลูกต้นไม้ ปล่อยปลา ทำกิจกรรมจิตอาสา สร้างการมีส่วนร่วมในการทำสิ่งที่ดี สร้างเสริมความรักสามัคคี พร้อมถ่ายทอดไปยังเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้น้อมนำเอาหลักศาสนาไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เมื่อทุกคนในสังคมปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีก็จะทำให้สังคมดี คนในสังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนำไปสู่ความสงบสุขของประเทศชาติต่อไป

– 006

ปลัดมท.ร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน’กุมภกรรณทดน้ำ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765853

ปลัดมท.ร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน'กุมภกรรณทดน้ำ'

ปลัดมท.ร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน’กุมภกรรณทดน้ำ’

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.57 น.

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ปลัด มท.ร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” เพื่อสืบทอดศิลปวัฒนธรรมล้ำค่าให้คงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป เปิดจองบัตรชมการแสดงแล้ววันนี้ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา

วันนี้ (29 ต.ค.66) เวลา 09.09 น.ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ถ.เทียมร่วมมิตร กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมประกอบพิธีบวงสรวงกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และร่วมพิธีสรงน้ำใบมะตูม เจิมหน้าผาก กรรมการครูผู้เชี่ยวชาญ นักร้อง นักดนตรี นักแสดง ฉาก อุปกรณ์การแสดงโขน และผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประจำปี 2566 ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” โดยมี พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธี พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ เป็นผู้ประกอบพิธี โดยคณะผู้บริหารสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง ข้าราชบริพาร นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยข้าราชการ คณะกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และคณะนักแสดง ร่วมในพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่มั่นคง ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงโขน ที่ถือเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย เพื่อให้เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ได้เกิดความรักและความภาคภูมิใจในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมสำคัญของชาติ ดังพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยทรงเล็งเห็นว่า หากไม่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ก็จะทำให้สูญหายไปตามกาลเวลา

“สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยในการแสดงโขนซึ่งเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยจะเลือนหายไป จึงทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้รวบรวมครูผู้เชี่ยวชาญและศิลปินหลายท่าน ศึกษาค้นคว้าศาสตร์และศิลป์ที่เป็นภูมิปัญญาของการจัดแสดงโขน โดยให้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ร่วมฟื้นฟูโดยจัดสร้างเครื่องแต่งกาย ศิราภรณ์ หัวโขนและเครื่องประดับทุกชนิดของโขนขึ้นมาใหม่อย่างสวยงาม ปรับปรุงวิธีการแต่งหน้าโขน และส่งเสริมให้ครูผู้เชี่ยวชาญโขน ฝึกฝนเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อสืบทอดการแสดงโขนต่อไป การจัดแสดงโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แต่ละครั้งต้องมีการจัดเตรียมความพร้อมหลายด้าน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับปี 2566 นี้นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 71 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมพรรษา 91 พรรษา มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ ด้วยการจัดการแสดงโขนตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” โดยยึดแนวบทละครเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จับตอนตั้งแต่หลังจากที่กุมภกรรณทำศึกโมกขศักดิ์กับพระลักษมณ์แต่ไม่สำเร็จ ยังไม่สามารถสังหารพระลักษมณ์ได้ จึงคิดหาวิธีทำกลศึกที่มิตกายลงไปใต้น้ำทำพิธีทดน้ำนอนขวางแม่น้ำไว้ เพื่อชัดขวางกองทัพพระราม ผลการต่อสู้และจุดจบของเรื่องราวกุมภกรรณทดน้ำจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ”

“พิธีบวงสรวงในวันนี้ จัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนที่การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ”จะเริ่มแสดงบนเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือร่วมใจจากคณะกรรมการ ครูผู้เชี่ยวชาญ ศิลปิน นักแสดง และผู้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการแสดงโขนทุกฝ่ายร่วมกันดำเนินงาน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดต่อไป โดยมีกำหนดจัดแสดงขึ้นในระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “กุมภกรรณทดน้ำ” จะจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน – วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยผู้สนใจสามารถซื้อบัตรชมการแสดงได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่เคาน์เตอร์ Thaiticketmajor ทุกสาขา หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2262-3456

– 006

‘เพิ่มพูน’นั่งหัวโต๊ะหาแนวทางขับเคลื่อนกม.-ทิศทางพัฒนาการศึกษาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765601

'เพิ่มพูน'นั่งหัวโต๊ะหาแนวทางขับเคลื่อนกม.-ทิศทางพัฒนาการศึกษาไทย

‘เพิ่มพูน’นั่งหัวโต๊ะหาแนวทางขับเคลื่อนกม.-ทิศทางพัฒนาการศึกษาไทย

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.13 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2566 โดยมี ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา กรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาการศึกษาเข้าร่วมประชุม ณ ห้องกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

รมว.ศธ.เปิดเผยผลการประชุมสภาการศึกษาในครั้งนี้ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นสำคัญ ดังนี้ แนวทางการขับเคลื่อน (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. กระทรวงศึกษาธิการยืนยันตาม (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ที่มีสาระมุ่งดำเนินการแก้ไข ได้แก่ คุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเพื่อความคล่องตัวในการรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา และสร้างธรรมาภิบาล ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ต่อคณะรัฐมนตรีตามความเห็นของอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อน (ร่าง) พระราชบัญญัติดังกล่าวสู่กระบวนการตรากฎหมายต่อไป โดยให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองความสอดคล้องของ กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายลำดับรองให้มีความสอดคล้องกับสาระของ (ร่าง) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. และขับเคลื่อนกฎหมายลำดับดังกล่าวเข้าสู่กระบวนตรากฎหมายให้สอดรับกับระยะเวลาการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

ฉากทัศน์แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาการศึกษา พ.ศ.2570 คณะกรรมการสภาการศึกษาเสนอแนะฉากทัศน์แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาการศึกษา พ.ศ.2570 โดยใช้วิธีการคาดการณ์อนาคตในรูปแบบฉากทัศน์ (Scenario) เพื่อคาดการณ์แนวโน้มและทิศทางการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยในอนาคต พ.ศ.2570 และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการศึกษา จากเข็มทิศฉากทัศน์การศึกษาในอนาคตสามารถคาดการณ์ฉากทัศน์ 4 รูปแบบ ได้แก่ ฉากทัศน์ที่ 1 เรียนดี มีความสุข แข่งขันได้ เป็นฉากทัศน์ที่พึงประสงค์ คือ ครูและผู้บริหารได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น และเน้นสมรรถนะเป็นหลัก นโยบายและแผนทางการศึกษามีความต่อเนื่องจะได้รับการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่ ตลอดจนมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา

ฉากทัศน์ที่ 2 ลดเหลื่อมล้ำ ลดคุณภาพ ลดทักษะ เป็นไปได้กรณีที่ 1 คือ ครูและผู้บริหารไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ หลักสูตรการศึกษามีความแข็งตัว และเน้นความรู้เป็นหลัก ขณะที่นโยบายและแผนทางการศึกษามีความต่อเนื่องจะได้รับการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่ ตลอดจนมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา ฉากทัศน์ที่ 3 เชิงพื้นที่ เชิงนวัตกรรม เชิงโอกาส เป็นไปได้กรณีที่ 2 คือ ครูและผู้บริหารได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ และมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น และเน้นสมรรถนะเป็นหลัก ขณะที่นโยบายและแผนทางการศึกษาไม่มีความต่อเนื่องและไม่ได้รับการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่ ตลอดจนไม่มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา

ฉากทัศน์ที่ 4 ไม่ยืดหยุ่น ไม่ปลอดภัย ไม่มีงานทำ เป็นฉากทัศน์ที่ไม่พึงประสงค์ คือ ครูและผู้บริหารไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ และหลักสูตรการศึกษามีความแข็งตัว และเน้นความรู้เป็นหลัก นโยบายและแผนทางการศึกษาไม่มีความต่อเนื่องและไม่ได้รับการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเต็มที่ ตลอดจนไม่มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษา

– 006
 
 
 

รมว.ศธ.เผยผลประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เห็นชอบ 3 เรื่องหลัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765626

รมว.ศธ.เผยผลประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เห็นชอบ 3 เรื่องหลัก

รมว.ศธ.เผยผลประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เห็นชอบ 3 เรื่องหลัก

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.17 น.

ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 10/2566 เมื่อเร็วๆ นี้ โดย ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม

รมว.ศธ.ได้เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาและมีมติเห็นชอบ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ เรื่องให้การรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรทางการศึกษา จำนวน 2 สถาบัน รวมจำนวน 10 หลักสูตร ที่คุรุสภาให้การรับรองของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นไปตามมาตรฐานที่คุรุสภากำหนด รวมทั้งเห็นชอบการรับรองผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู จำนวน 1,273 ราย และ เห็นชอบหลักการในการดำเนินการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กับสภาสถาบันพัฒนาครูเฮย์หลงเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาและมีมติในเรื่องต่างๆ รายละเอียด ดังนี้ 1.ให้การรับรองปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) ของสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 2 แห่ง รวมจำนวน 10 หลักสูตร ที่คุรุสภาให้การรับรองของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นไปตามมาตรฐานที่คุรุสภากำหนด ซึ่งผ่านการประเมินจากคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว

1.1 มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 9 หลักสูตร ประกอบด้วย ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตรศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2565) และปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรม เทคโนโลยีและวิทยาการเรียนรู้ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2565) จำนวน 8 กลุ่มวิชาเฉพาะ 1.2 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น จำนวน 1 หลักสูตร ได้แก่ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย (หลักสูตรใหม่ พุทธศักราช 2565)

2.เห็นชอบการรับรองผลการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 8/2566 ตามมติคณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ในการประชุมครั้งที่ 10/2566 เมื่อวันอังคารที่ 3 ตุลาคม 2566 และเห็นชอบ ร่าง ประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง รายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 8/2566 จำนวน 1,273 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างศึกษาในหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา ประกอบด้วย 1) หลักสูตรปริญญาตรีทางการศึกษา จำนวน 404 คน 2) หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 647 คน และ 3) หลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา (วิชาชีพครู) จำนวน 222 คน และมอบสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

3.เห็นชอบหลักการในการดำเนินการทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum Of Understanding – MOU) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กับสภาสถาบันพัฒนาครูเฮย์หลงเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมอบหลักการให้เลขาธิการคุรุสภาเป็นผู้พิจารณารายละเอียด ลงนามความร่วมมือ และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

4.เห็นชอบการอุทธรณ์คำวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ซึ่งตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ให้สิทธิแก่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับโทษของการประพฤติผิดจรรยาบรรณฯ ตามมาตรา 54 (2) (3) (4) หรือ (5) ได้แก่ ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินห้าปี หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยฯ ต่อคณะกรรมการคุรุสภา ได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยฯ ตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติสภาครูฯ จำนวน 1 ราย ในกรณีผู้ถูกร้องเรียนด้านจรรยาบรรณผู้ถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู (ลับ)

5. รับทราบการให้ศูนย์การศึกษาพิเศษเป็นสถานศึกษาสำหรับฝึกปฏิบัติวิชาชีพระหว่างเรียนและการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ตามหลักสูตรที่คุรุสภาให้การรับรองของสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 2 สถาบัน รวมจำนวน 9 คน ดังนี้ 5.1 มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้แก่ ศูนย์การศึกษาพิเศษ จำนวน 3 แห่ง จำนวน 7 คน ประกอบด้วย ศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดสงขลา จำนวน 3 คน จังหวัดปัตตานี จำนวน 3 คน และจังหวัดสตูล จำนวน 1 คน 5.2 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครสวรรค์ ได้แก่ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 2 คน

6.รับทราบรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการจัดทำสารานุกรมการศึกษาร่วมสมัย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมองค์ความรู้เฉพาะทางด้านวิชาชีพทางการศึกษา จัดทำเป็นหนังสือสารานุกรมวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยดำเนินการต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2566 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ.2567

7.รับทราบรายงานการดำเนินงานโครงการแลกเปลี่ยนครูในภูมิภาคอาเซียน โดยความร่วมมือกับสมาคมครูรัฐบรูไนดารุสซาลาม (Brunei Malay Teachers’ Association: BMTA) ประจำปี พ.ศ. 2566 ระหว่างครูไทยและครูบรูไนดารุสซาลาม สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้ดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนครูในภูมิภาคอาเซียน ณ ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ประจำปี พ.ศ. 2566 กำหนดระยะเวลาแลกเปลี่ยนในแต่ละประเทศ จำนวน 2 สัปดาห์ และได้ดำเนินการคัดเลือกครูแลกเปลี่ยนจากประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ ซึ่งได้คัดเลือกครูและสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 2 คน

พร้อมทั้งต้อนรับและจัดกิจกรรมสำหรับครูแลกเปลี่ยนจากประเทศบรูไนฯ จำนวน 2 คน ซึ่งเดินทางมาแลกเปลี่ยนระหว่างวันที่ 25 กันยายน – 9 ตุลาคม 2566 มีการจัดปฐมนิเทศก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนวัดเชิงเลน (นครใจราษฎร์) และ โรงเรียนบ้านดงเกตุ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 2 เยี่ยมชมสถานที่สำคัญระหว่างการเข้าร่วมโครงการ รับฟังรายงานผลการเข้าร่วมโครงการ ปัจฉิมนิเทศและเดินทางกลับประเทศบรูไนฯ

8.รับทราบรายงานผลการเข้าร่วมประชุมสภาครูอาเซียน+1 ครั้งที่ 37 (The 37th ASEAN Council of Teachers Convention) หัวข้อ “Leading the Future of Education” ระหว่างวันที่ 15 – 17 กันยายน 2566 ณ โรงแรมดิ เอเวอร์ลี่ ปูตราจายา (The Everly Putrajaya) กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย โดยประกอบด้วยประเทศสมาชิก 8 ประเทศ ได้แก่ ประเทศบรูไนดารุสซาลาม สาธารณรัฐอินโดนีเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประเทศไทย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สหพันธรัฐมาเลเซีย (เจ้าภาพจัดประชุมฯ) และสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) 
ในการประชุมสภาครูอาเซียน+1 ครั้งที่ 38 ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ โดยเลขาธิการคุรุสภา เป็นผู้แทนรับมอบธงสภาครูอาเซียนในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมฯ ในปี 2567

9.รับทราบการดำเนินงานจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างสำนักงานเลขาธิการคุรุสภากับหน่วยงานอื่น ในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 จำนวนทั้งสิ้น 4 ฉบับ ดังนี้ 1) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนางานเข้าสู่ระบบดิจิทัล ระหว่างสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กับบริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) 2) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ Strengthening Teachers Education Program (STEP) 4 ฝ่าย ระหว่างสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาวิทยาลัย จำนวน 12 แห่ง 3) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู บุคลากรทางการศึกษา และร่วมขับเคลื่อนสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครูระหว่างสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา 4) บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) ระหว่าง มหาวิทยาลัยบูรพา และ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

10.รับทราบข้อมูลผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาในรูปแบบรายงานสรุปผลในภาพรวม (Dash Board) ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เพื่อสามารถดูข้อมูลของผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่เข้าใจง่าย และช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปบริหารจัดการกระบวนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มท.ร่วมผู้ว่าฯทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรวมพลังพสกนิกรชาวไทย ‘ปฏิบัติบูชา’ เฉลิมพระเกียรติ ‘ในหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765597

มท.ร่วมผู้ว่าฯทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรวมพลังพสกนิกรชาวไทย'ปฏิบัติบูชา'เฉลิมพระเกียรติ'ในหลวง'

มท.ร่วมผู้ว่าฯทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรวมพลังพสกนิกรชาวไทย’ปฏิบัติบูชา’เฉลิมพระเกียรติ’ในหลวง’

วันศุกร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.01 น.

“ปลัดมหาดไทย”เผย กระทรวงมหาดไทยร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรวมพลังพสกนิกรชาวไทย”ร่วมคิด ร่วมพูดคุย ร่วมทำ” เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

วันนี้ (27 ต.ค.66) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามการขับเคลื่อนงานตามภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับอธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บริหารกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยที่ประชุมได้มีการหารือถึงการขับเคลื่อนกิจกรรมเนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ 72 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 อันเป็นโอกาสสำคัญที่ข้าราชการตลอดจนกลไกกระทรวงมหาดไทยผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นขุนนางต่างพระเนตรพระกรรณในทุกอณูพื้นที่ของประเทศไทยทั้ง 76 จังหวัด 878 อำเภอ จะได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็น “ราชสีห์ผู้จงรักภักดี” หลอมรวมพลังความรู้รักสามัคคี หลอมรวมดวงใจแห่งความจงรักภักดี หัวใจแห่งการเป็นพสกนิกรใต้ร่มพระบารมีของพี่น้องประชาชนคนไทยกว่า 66 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันน้อมนำพระบรมราโชวาท พระราชปณิธาน พระราชดำริ และพระราชดำรัส มาเป็นแนวทางในการก่อเกิดโครงการเฉลิมพระเกียรติเพื่อให้เกิดคุณประโยชน์กับพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี อันประกอบด้วย ภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ  ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎรตลอดไป” มาเป็นแสงนำใจในการมุ่งมั่นขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพระปฐมบรมราชโองการที่พระองค์ได้พระราชทานเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2562 องค์ดังกล่าว เป็นเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นำทางให้ข้าราชการตลอดจนพี่น้องประชาชนได้ทำสิ่งที่ดีให้กับผืนแผ่นดินไทย เพื่อเป็นแผ่นดินทอง เป็นสุวรรณภูมิที่ประชาชนมีความอยู่ดี กินดี มีชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สำหรับแนวทางการจัดโครงการ/กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยนั้น ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการดำเนินโครงการ/กิจกรรม โดยมีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และได้มีการประชุมหารือการขับเคลื่อนกิจกรรมในเบื้องต้นของกรม รัฐวิสาหกิจส่วนกลาง โดยมีกิจกรรมที่สำคัญ เช่น การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 การฟื้นฟูและพัฒนาลำน้ำ คู คลอง เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 การจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยได้มีการส่งเสริมการต่อยอดขับเคลื่อน “หมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)” ในอีกว่า 75,000 หมู่บ้านให้ครบทุกหมู่บ้านของประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ จะเป็นผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคีในพื้นที่แบบบูรณาการ ทั้งทีมจังหวัด ทีมอำเภอ ทีมตำบล และทีมหมู่บ้าน เพื่อทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างโครงการ/กิจกรรมที่เกิดจากการระดมความคิดเห็นในชั้นต้นของส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทยในส่วนกลางเท่านั้น แต่ชาวมหาดไทยที่ทำหน้าที่เป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในทุกภูมิภาค ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ และข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัด พื้นที่อำเภอ รวมถึงพี่น้องผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องคาพยพต่าง ๆ ทั่วประเทศ ต่างล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และมีความปรารถนาที่จะนำสิ่งที่เกิดเป็นมรรคผล เกิดความสุข ความร่มเย็น ในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด อันเป็นความสุขใต้ร่มพระบารมี มาเป็นแสงนำใจ หลอมรวมพลังแห่งความสุขใต้ร่มพระบารมี คิด ริเริ่ม สร้างสรรค์ โครงการ/กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ของจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เพื่อถวายความจงรักภักดีร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิ สถานศึกษา ศูนย์การค้า ห้าง ร้าน หรือสถานที่ต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของภูมิสังคมในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจ สถานที่อันเนื่องด้วยพระนาม เช่น โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ ต้นไม้ทรงปลูก รวมถึงพื้นที่ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริมาขับเคลื่อนพัฒนาจนเกิดมรรคเกิดผล ด้วยการน้อมนำแนวทางตามหลักการทรงงาน “ร่วมคิด ร่วมพูดคุย ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์” มาจัดทำโครงการ/กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ตลอดทั้งปี 2567 เพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและความปรารถนาที่อยากจะปฏิบัติบูชาเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลดังกล่าว

“การรวมพลังความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของพี่น้องประชาชนชาวไทยและภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยทั่วประเทศเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในครั้งนี้ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ จะได้ระดมความคิดเห็นในการก่อกำเนิดเกิดกิจกรรมจากพี่น้องประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พลังของคนรุ่นใหม่” ที่ล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและน้อมนำพระราชจริยวัตร พระราชกรณียกิจ ที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญนานัปการ มาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์กิจกรรม โดยน้อมนำพระราชปณิธานที่สะท้อนผ่านพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และพระราชปณิธาน “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นหลักชัยในการคิดริเริ่มกิจกรรม ซึ่งทุกจังหวัด ทุกอำเภอ จะได้เริ่มต้นในการระดมพลังความคิด พลังสติปัญญา พลังแห่งความมุ่งมั่นทำสิ่งที่ดีให้กับพื้นที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ปวงชนชาวไทยจะได้ร่วมกันปฏิบัติบูชาเพื่อน้อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงเสียสละ ทุ่มเท อุทิศพระองค์เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดโดยมิทรงเหน็ดเหนื่อย เพราะลมหายใจของพระองค์ท่านคือ “พสกนิกรของพระองค์” ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่พวกเราคนไทยผู้เป็น “พสกนิกรใต้ร่มพระบารมี” จะได้ลุกขึ้นมาแสดงออกซึ่งพลังแห่งการ “รู้ รัก สามัคคี” พลังแห่งการเป็นจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ด้วยการช่วยกันคิด ช่วยกันกำหนดรูปแบบ กำหนดกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ ในตลอดทั้งปี 2567 เพิ่มเติม โดยให้ทุกกรม ทุกรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ช่วยกันพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่มีการกำหนดไว้ ซึ่งในแต่ละจังหวัด/อำเภอ จะได้มีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนภาคีเครือข่ายร่วมการดำเนินการดังกล่าว ณ สถานที่ และเวลาที่กำหนดตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ เพื่อหลอมรวมดวงใจแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรไทยทั่วประเทศต่อไป

– 006

อว.ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานเปิดตัวทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศรุ่น 4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765303

อว.ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานเปิดตัวทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศรุ่น 4

อว.ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานเปิดตัวทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศรุ่น 4

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 21.26 น.

อว.ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานเปิดตัวทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศรุ่น 4 เพิ่มโอกาสการแข่งขันในระดับนานาชาติ

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2566 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐฯ (US Space & Rocket Center – USSRC), สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และ บริษัท ซิกเนเจอร์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด (ZMT) เปิดตัวทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศ หรือ Discover Astronauts’ Scholarship – DAS รุ่นที่ 4 โดยมีองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ NASA ส่งผู้แทนจากศูนย์การบินอวกาศนายพลมาร์แชลล์ (NASA’s Marshall Space Flight Center) เข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิด ณ Plenary 1 – 2 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.ศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล รองผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า GISTDA พร้อมสนับสนุนกิจกรรมนี้อย่างเต็มที่ และเราได้ทำ DAS มาอย่างต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 4 แล้ว และรับทราบจากคุณกฤษณ์ คุนผลิน ผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ และผู้ก่อตั้งทุน DAS ว่า ทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศรุ่นที่ 4 แตกต่างจากรุ่นที่ผ่านมา 2 ประการ คือ มีการตัดคำว่า “ไทย” ออก เพื่อเปิดให้เป็นการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนไทยได้มีโอกาสเข้าแข่งขันกับนักเรียนจากชาติต่างๆ ทั่วโลกและมีการวางแผนให้มีทุนในระดับภูมิภาคที่แยกออกจากการแข่งขันในระดับประเทศ เนื่องจาก 8 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนที่ชนะการแข่งขันในระดับชาติมักจะอยู่ในกลุ่มโรงเรียนเดิมๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนที่เก่งด้าน STEM ในจังหวัดระยองเท่านั้น เราจึงได้แก้ไขระบบเพื่อให้เกิดการกระจายโอกาส และสร้างความเท่าเทียมให้กับกลุ่มเยาวชนที่สนใจด้านอวกาศ สำหรับรายละเอียดโครงการฯ จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะ และสามารถติดตามได้ทางเพจ GISTDA

รองผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ทั้งนี้ ทุนการศึกษาค้นพบนักบินอวกาศ หรือ DAS ก่อตั้งขึ้นด้วยทุนจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2558 การคัดเลือกมี 2 ขั้นตอน โดยในขั้นตอนแรก ผู้สมัครต้องสอบแข่งขันในระบบการสอบที่ปัจจุบันมีชื่อว่า STEM Standard Test (SST) ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 24 คนแรกจะได้รับโอกาสให้แข่งขันในรอบสุดท้ายใน STEAM CAMP โดยแข่งขันด้าน STEAM-Space ที่วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ (IAAI) ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยการคัดเลือกในรอบสุดท้ายจะใช้ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยนักเรียนที่ได้คะแนนเลือกตั้งสูงที่สุดจากผู้แข่งขันและกรรมการจะได้รับทุนการศึกษาตามลำดับในการไปเรียนด้านการสำรวจอวกาศเบื้องต้นที่ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (U.S. Space & Rocket Center and NASA Visitor Center) ในมลรัฐแอละแบมา สหรัฐอเมริกา เป็นเวลาทั้งหมด 11 วัน

– 006

ปลื้มยอดสมัครสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษตามเป้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765316

ปลื้มยอดสมัครสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษตามเป้า

ปลื้มยอดสมัครสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษตามเป้า

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.01 น.

สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ปลื้มได้ยอดผู้สมัครสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ ฉลองครบรอบ 20 ปี ทะลุ 5.4 พันคน สั่งรณรงค์ดึงครูสมัครสมาชิกใหม่ กางแผนอัดฉีดเพิ่มสวัสดิการให้สมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. ได้รับมากขึ้นในทุกด้าน

นายเฉลิมชนม์ แน่นหนา รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. เปิดรับสมัครสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครู และบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) เป็นกรณีพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. “2 ทศวรรษ ครอบครัวครู เราดูแล ” โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก เปิดรับสมัครสมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. ที่ถูกถอนชื่อกลับเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งได้เปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม – 20 กันยายน 2566 ปรากฏว่ามีผู้ขอกลับเข้าเป็นสมาชิก ช.พ.ค. จำนวน 2,723 คน ขอกลับเข้าเป็นสมาชิก ช.พ.ส. จำนวน 478 คน รวม 3,205 คน และช่วงที่ 2 เปิดรับสมัครสมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. จนถึงอายุ 65 ปี พร้อมทั้งลดเงินค่าสมัคร ลดการเก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าเพื่อสำรองไว้เป็นค่าจัดการศพลง โดยเปิดรับสมัครกรณีพิเศษระหว่างวันที่ 7 กันยายน – 19 ตุลาคม 2566 ผลปรากฏว่า มีผู้สมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค. จำนวน 1,377 คน   สมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ส. จำนวน 1,252 คน รวม 2,269 คน ซึ่งการรับสมัครกรณีพิเศษ 2 ช่วง ได้สมาชิกเพิ่มขึ้นรวมทั้งสิ้น 5,474 คน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดว่าจะมีผู้สมัครประมาณ 5,000 กว่าคน

“พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มีนโยบายให้จัดสวัสดิการแก่สมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. กำลังพิจารณาหาลู่ทางให้สมาชิกได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มากกว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น ได้รับส่วนลดในการเข้าใช้บริการหอพักของ สกสค.มากกว่า, ได้รับส่วนลดในการเข้าใช้บริการร้านค้า ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย โรงแรม โรงพยาบาล ที่มีข้อตกลงความร่วมมือกับ สกสค. มากกว่า และให้มีสิทธิได้เข้ารับการอบรมในโครงการต่าง ๆ เป็นต้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อและทำเป็นอีบุ๊ค เพื่อเป็นคู่มือให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าใช้บริการอย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการช่วยประหยัด ลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพที่เชื่อมโยงกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการด้วย ทั้งนี้ ข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ 19 ตุลาคม 2566 มีสมาชิก ช.พ.ค. จำนวน 937,420 คน มีสมาชิก ช.พ.ส. จำนวน 388,025 คน เมื่อมีจำนวนสมาชิก ช.พ.ค. เพิ่มขึ้น 4,104 คน และ ช.พ.ส. เพิ่มขึ้น 1,730 คน ก็จะทำให้ความมั่นคงของสมาชิกสามารถเก็บเงินสงเคราะห์รายศพเพิ่มเสริมจากเดิมที่ได้รับอยู่แล้ว และหลังจากนี้จะมีการรณรงค์ให้ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และคู่สมรส สมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. ในกรณีปกติอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ ให้มากยิ่งขึ้น”  รองเลขาธิการ สกสค. กล่าว

นายเฉลิมชนม์ กล่าวด้วยว่า เพื่อเป็นการสนองนโยบาย รมว.ศธ. เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ในปี 2567 สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. จะร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ดำเนินโครงการอบรมครูที่บรรจุมาแล้วไม่เกิน 5 ปี เกี่ยวกับวินัยการเงินการคลัง , อบรมครูประจำการ กลุ่มอายุ 55 ปี ให้เตรียมตัวก่อนเกษียณอายุราชการ วางแผนการเงิน อบรมเสริมอาชีพสมัยใหม่ และอาชีพที่ครูถนัด ส่วนกลุ่มครูนอกประจำการ ก็จะจัดอบรมส่งเสริมอาชีพ ออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ เป็นต้น นอกจากนี้จะร่วมกับกรมอนามัยดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เจ็บป่วย ติดเตียง โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ไปเป็นพี่เลี้ยงสอนวิธีดูแลผู้ป่วย และเยี่ยมให้คำแนะนำที่บ้านเป็นระยะ

ด้าน นางณัฐมน ไทยประสิทธิ์เจริญ นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า ตนเองเป็นสมาชิก ช.พ.ค. มา 10 กว่าปี ตั้งใจว่าจะเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูก เป็นอะไรไปครอบครัวจะได้ไม่เดือดร้อนมากนัก อย่างน้อยก็มีเงินค่าทำศพแล้ว ซึ่งก็อยากให้สามีสมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ส. โชคดีที่มีเปิดรับสมาชิกกรณีพิเศษจึงไม่รีรอ รีบให้สามีมาสมัครเลย เพราะมีทั้งการขยายอายุผู้สมัคร ลดการเก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าลงมากกว่าอัตราที่เก็บในช่วงที่รับสมัครปกติมาก ซึ่งตนเห็นว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เราไม่มีทางรู้ว่าวันไหนใครจะจากไปก่อน และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่คนในครอบครัวจะต้องดูแลกัน ตอนนี้ก็เป็นสมาชิกกันเรียบร้อยทั้งตนและสามี คงต้องใช้คำว่าตายตาหลับแล้ว.

ต้อนรับ สพป.ยะลา 2 ศึกษาดูงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765025

ต้อนรับ สพป.ยะลา 2 ศึกษาดูงาน

ต้อนรับ สพป.ยะลา 2 ศึกษาดูงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 ผู้บริหารและบุคลากร ร่วมต้อนรับ นายตอฮีรนหะยีเลาะแม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลา เขต 2 ในโอกาสศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการบริหารจัดการภายในองค์กร ที่สำนักงาน สพป.พิษณุโลก เขต 2