เมียบุก ศธ.ร้องผัว‘ผอ.โรงเรียน’แอบคบชู้พยาบาล จี้สอบด่วนใน 7 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766233

เมียบุก ศธ.ร้องผัว‘ผอ.โรงเรียน’แอบคบชู้พยาบาล จี้สอบด่วนใน 7 วัน

เมียบุก ศธ.ร้องผัว‘ผอ.โรงเรียน’แอบคบชู้พยาบาล จี้สอบด่วนใน 7 วัน

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.43 น.

‘กัน จอมพลัง’พาแม่ค้าก๋วยเตี๋ยว บุก ศธ.ร้องผัว‘ผอ.โรงเรียน’คบชู้พยาบาล ด้าน สพฐ.จี้เขตฯ สืบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

31 ตุลาคม 2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) “กัน จอมพลัง” พร้อมด้วยนางสีดา ภรรยาหลวง อาชีพแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเดินทางยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อขอความเป็นธรรม และดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดกับสามี ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี หลังพบว่าแอบคบชู้กับพยาบาล

ขณะที่สาวคู่กรณีโฟนอินเข้ามาในรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 ชี้แจงว่า มีประสบการณ์ทำงานหลายอย่าง ดูแลสุขภาพ สภาพจิตใจให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ไปโรงแรมด้วยกันเพราะฟื้นฟูร่างกาย ไปโรงแรมเพราะสถานที่นั้นปลอดภัย มีกล้องวงจรปิด ส่วนเรื่องคดีขอให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล โดยมีนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พร้อมด้วย นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้รับเรื่อง

นายกัน กล่าวว่า ตนพานางสีดา มายื่นหนังสือร้องเรียนสามีซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อมาดูเรื่องจริยธรรม ว่าสมควรหรือไม่ ที่มีภรรยาแล้ว ยังมีภรรยาน้อย ซึ่งสามีได้ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นที่ปรึกษา ก็ต้องมาดูว่าปรึกษากันเรื่องใด โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูนได้มอบหมายให้ รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นผู้มารับหนังสือ ถึงวันนี้แล้วเชื่อว่า นางสีดาไม่ยอมความอย่างแน่นอน

นางสีดา กล่าวว่า ตนอยากให้ดำเนินการวินัยขั้นสูงสุด และไม่อยากให้มีโอกาสได้เป็นครูอีกต่อไป โดยอยากให้สามีลองมาใช้ชีวิตแบบบ้านๆ ว่าลำบาก ขณะที่สามีกล่าวหาว่าตนเอง มีคนอื่น ก็อยากให้ลองมาใช้ชีวิตแบบนี้ดู ตนใช้ชีวิตร่วมกับสามีมากว่า 30 ปี จนอายุขนาดนี้ ยังจะเลิกกับตน แต่ไม่ใช้วิธีพูดกันดีๆ กลับฟ้องทิ้งร้าง 1 ปี เป็นวิธีหมาลอบกัด หลังตนป่วยจนจะต้องเข้าผ่าตัด และต้องพักฟื้น ซึ่งตามกฎหมายหากไม่มาสู้คดี ภายใน 1 เดือน เขาสามารถเซ็นหย่าได้แต่เพียงลำพัง จึงอยากถามว่า ทำได้อย่างไร

“เมื่อวานสามีให้สัมภาษณ์ว่า ดิฉันมีคนอื่น ถ้าคดีจบก็บอกว่า จะไม่เอาดิฉัน และพร้อมที่จะมีคนอื่นทันที ทำให้ดิฉันเสียใจมาก ส่วนที่บอกว่ามีคลิปเป็นหลักฐานว่าดิฉันมีคนอื่น ก็ขอให้เอามาเปิดให้ทุกคนได้เห็น ยืนยันว่า ดิฉันไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนั้น และอยากถามว่า ถ้ามีคลิปว่าดิฉันอยู่กับคนอื่นทำไมไม่เอาคลิปดังกล่าวมาฟ้อง แต่มาฟ้องทิ้งร้างทำไม ถ้ามีหลักฐานขนาดนั้น อยากถามว่าดิฉันเป็นคนธรรมดา มีสามีเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน จะต้องไปหาสามีแบบไหนอีก” นางสีดา กล่าว

นางสีดา กล่าวต่อว่า ส่วนตัวไม่กังวลในเรื่องคดีที่ถูกสามีและฝ่ายหญิงแจ้งความ หากศาลตัดสินมาอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เพราะทราบว่า สามีจะมีการแจ้งความกลับอีก ซึ่งตนไม่ได้สนใจและไม่ได้ทำแบบที่เขาว่า ทั้งนี้ ตนไม่สามารถติดต่อสามีได้กว่า 4 เดือนแล้ว เพราะสามีออกจากบ้านไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หาเหตุออกไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น

ส่วนที่บอกว่า พยาบาลเป็นที่ปรึกษา ตนไม่เชื่อ ในสำนวนฟ้องก็ระบุว่า ผู้หญิงคนดังกล่าว เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา อยากถามว่า เป็นบุคลากรในส่วนใด ถึงจะมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของสามีตน ขณะที่ผ่านมา ตนเห็นสามีและหญิงรายดังกล่าว ไปโรงแรมหลายที่ มาศาลมาด้วยกัน สามีเป็นพยานให้ผู้หญิงอื่นฟ้องภรรยาตัวเอง ทั้งที่สามีเป็นคนผิด ถ้ายอมรับก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ยอม คิดจะเอาเป็นเอาตาย เอากฎหมายมาบีบ ทั้งที่ตนเจ็บช้ำน้ำใจ แต่ก็ยังไปมาหาสู่แทนที่จะรอให้จบเรื่องไปก่อน ขณะที่หญิงคู่กรณีก็ประกาศว่ามีสามี เป็นนายพล มีลูกด้วยกัน และยืนยันว่า เป็นแค่ที่ปรึกษากัน

นางสีดา กล่าวต่อว่า ในส่วนของตนเองมีการฟ้องชู้ สามี 1 คดี โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 5 แสนบาท แต่สามี และหญิงคู่กรณีฟ้องตนหลายคดี โดยสามีฟ้องทิ้งร้าง 1 คดี ทำร้ายร่างกาย เอาผิดจนถึงที่สุด 1 คดี ฝ่ายหญิงฟ้องดูหมิ่นซึ่งหน้า โดยสามีสามารถแคปข้อความที่ตนต่อว่าหญิงรายดังกล่าวในไลน์ส่วนตัวของสามีไปให้หญิงรายดังกล่าว เพื่อใช้เป็นหลักฐานฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา อีก 1 คดี

“จึงอยากถามว่า สามีเป็นอะไรกับผู้หญิงคนนั้น ถึงต้องแคปข้อความของภรรยาตัวเองไปให้ผู้หญิงอื่นฟ้อง ใจดำเกินไปหรือไม่ การมาวันนี้อยากเป็นตัวแทนของเมียหลวง ที่มีหน้าที่การงานไม่ได้ทัดหน้าเทียมตาสามี อยากให้ลุกขึ้นสู้ อย่าอยู่เฉย ยอมเขาทุกอย่าง” นางสีดา กล่าว

ด้านนายพัฒนะ กล่าวว่า สพฐ.พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยล่าสุดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เพชรบุรี เขต 2 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2553 ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ในส่วนของ สพฐ.ก็ได้ขอเร่งรัดให้ดำเนินการสืบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง ตามข้อเท็จจริงต่อไป

ทั้งนี้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการโรงเรียนรายนี้ยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการในโรงเรียนเช่นเดิม เนื่องจากคู่กรณีไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนเดียวกัน และไม่ได้เป็นข้าราชการครู จึงไม่มีโอกาสไปข่มขู่หรือยุ่งกับพยานหลักฐาน

“เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นความผิดส่วนตัว ความผิดทางวินัย และอาญาก็ต้องว่าไปตามขั้นตอน ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนถ้ามีเรื่องอื้อฉาว ถือว่ามีความผิด ถือว่าเป็นผู้มีความประพฤติชั่ว ส่วนจะร้ายแรงหรือไม่ ก็ต้องว่าไปตามรูปคดี ถ้าร้ายแรงมีโทษปลดออก กับไล่ออก” นายพัฒนะ กล่าว

ด่วนจี๋!! ลูกหนี้’กยศ.’4.6 หมื่นราย รีบติดต่อสำนักงานบังคับคดีใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766118

ด่วนจี๋!! ลูกหนี้'กยศ.'4.6 หมื่นราย รีบติดต่อสำนักงานบังคับคดีใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

ด่วนจี๋!! ลูกหนี้’กยศ.’4.6 หมื่นราย รีบติดต่อสำนักงานบังคับคดีใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.09 น.

กรมบังคับคดี วอนลูกหนี้ กยศ.4.6 หมื่นราย ติดต่อสำนักงานบังคับคดีใกล้ที่ไหนให้แสดงตนที่นั่น เพื่อทำหนังสือยินยอมให้หยุดบังคับคดีด่วน!! เพื่อรับสิทธิ์ลดดอกมโหฬาร 7.5% เหลือ 0.5%ต่อปี พร้อมลดเบี้ยปรับ ขณะที่ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นภาระอีกด้วย

วันที่ 30 ต.ค.66 เวลา 14.00 น. ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายเสกสรร สุขแสง ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมบังคับคดี และ ดร.ขจร ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าว เรื่องกระทรวงยุติธรรมกับการแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

โดยนายสมบรูณ์ กล่าวว่า  ตามที่กระทรวงยุติธรรม ได้กำหนดโครงการ Quick Win ของแต่ละหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม โดยกรมบังคับคดีดำเนินการในเรื่อง การบังคับคดีเชิงรุก แก้ไขปัญหาหนี้สินพัฒนากลไกการบังคับใช้กฎหมายในคดีแพ่งผ่านการทำงานของกรมบังคับคดี ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้ ก.ย.ศ.เป็นหนึ่งในภารกิจของกรมบังคับคดี ที่ต้องเร่งดำเนินการ เนื่องจาก พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2566 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 นั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ กยศ.มีลูกหนี้ทั้งหมดกว่า 3.7 แสนคดี  ที่อยู่ระหว่างหมายยึด อายัดทรัพย์อยู่ที่กรมบังคับคดี 46,000 คน ซึ่งมีผลต่อการดำเนินงานของกรมบังคับคดี เนื่องจากพ.ร.บ.ดังกล่าวบัญญัติให้กองทุนฯ อาจผ่อนผันการชำระหนี้ ระยะเวลา การลดหย่อนหนี้ การชำระคืน  ตลอดจนการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ได้นั้น ลูกหนี้จะต้องมาแสดงตนทำหนังสือยินยอมให้งดการบังคับคดี

ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก่อน ในช่วงที่การบังคับใช้กฎหมายใหม่ ยังไม่มีผลสมบรูณ์  เนื่องจากอยู่ในระหว่างกองทุนฯดำเนินการออกข้อบังคับ หลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไขตาม พ.ร.บ.กองทุนฯ (ฉบับที่ 2) ทั้งนี้ นอกจากลูกหนี้กยศ.จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการปรับโครงสร้างหนี้ที่ลดดอกเบี้ยเงินกู้  ลดเบี้ยปรับผิดนัดชำระ รวมทั้งยังมีผลถึงผู้ค้ำประกันที่หลุดพันภาระด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะที่คดีที่ใกล้หมดระยะเวลาบังคับคดีอีก 1,400 คดี กรมบังคับคดีต้องดำเนินกาตามกฎหมายไปก่อน เช่นเดียวกับกรณีที่ชำระเกินจากการคำนวณหนี้ใหม่ ของกยศ. จะได้รับคืนหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบในขณะนี้ เพราะต้องไปหารือกันก่อน เนื่องกฎหมายกำหนดว่า เงินที่ใช้ชำระหนี้ ไม่สามารถเรียกคืนได้

ดร.ขจร ระบุว่า ปัญหาหนี้ กยศ.มีประชาชนเกี่ยวข้องจำนวน 6.4 ล้านคน โดยเป็น ผู้กู้ 3.6 ล้านคน แบ่งเป็นอยู่ระหว่างผ่อนชำระหนี้และยังไม่ได้ฟ้องคดี  2.4 ล้านคน  ขณะที่พิพากษาแล้วอยู่ระหว่างบังคับคดี 1.2 ล้านคน และผู้ค้ำประกัน 2.8 ล้านคน ทั้งนี้ มองย้อนกลับไปประวัติศาสตร์ไทยช่วง 20 ปี ไม่เคยมีหนี้เสียสูง 60-70 % ซึ่งปกติปัญหาการไม่ใช้หนี้สินเกิดจากลูกหนี้ แต่อาจมีกรณีที่ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งในส่วนของหนี้กยศ.มีปัญหา เดิมกยศ.กำหนดดอกเบี้ย15 ปี เริ่มจากอัตรา 1.5 %ต่อปี และในที่ปีที่ 5 สูง 5% โดยจะขยับขึ้นถึง15 % ในปีที่ 13 หากมีหนี้ต้องชำระ 1 แสนบาทนั้นในปีที่ 5จะมีอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ5,000 บาท  และประการถัดมาอัตราเบี้ยปรับผิดนัดชำระเดิมสูง 18% ต่อมาภายหลังปรับลดลงเหลือ7.5% แต่จากผลแก้ไขกฏหมายใหม่ทำให้ปัจจุบันอัตราเบี้ยปรับลดลงเหลือเพียง 0.50%ต่อปี นอกจากนี้ ตามกฎหมายใหม่จะนำไปหักเงินต้นก่อน ระยะต่อไปจึงเป็นการนำไปชำระดอกเบี้ย และสุดท้ายจึงจะนำไปจ่ายเบี้ยปรับ

“ขอยกตัวอย่างลูกหนี้กยศ. ในรายก่อนหน้านี้บางรายที่มีเบี้ยปรับสูง 1.1 ล้านบาท ขณะที่เจ้าตัวเงินต้นกู้มา 7 แสนบาท หรืออีกรายกู้ 2.6 แสนบาท ซึ่งใช้หนี้ไปแล้วรวม 7 แสนบาท แต่ปรากฏว่าขณะนี้หนี้ยังเหลือคงค้าง 1.5 แสนบาท  จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นปัญหาที่ทำให้ลูกหนี้ที่ไม่สามารถจะออกจากวังวนหนี้”ดร.ขจร กล่าว

ด้านนายเสกสรร กล่าวว่า หลักเกณฑ์การบังคับใช้เพื่อให้เป็นไปตามกฏหมายพ.ร.บ.กองทุน กยศ. ที่แก้ไขใหม่แล้วนั้น คณะกรรมการกองทุนฯ ต้องออกหลักเกณฑ์กำหนด และอยู่ระหว่างดำเนินการของกองทุนฯ แต่เนื่องจากกรมบังคับคดีมีลูกหนี้กองทุนฯ ที่อยู่ระหว่างการบังคับคดีในปัจจุบันเป็นจำนวน 46,004 คดี ทุนทรัพย์ 6,633,172,319.77 บาท แบ่งเป็น คดียึดทรัพย์ จำนวน 22,312 คดี ทุนทรัพย์ 3,156,435,215.75 บาท คดีอายัด จำนวน 23,692 คดี ทุนทรัพย์  3,476,172,319.77บาท ซึ่งได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ไปแล้ว จึงให้ระงับการยึดและประกาศขายทอดตลาดชั่วคราวไว้ก่อน  ส่วนการอายัดทรัพย์เป็นก้อนหรือเงินเดือน ก็จะให้ชะลอบังคับคดีเช่นกัน  เนื่องจากกลุ่มลูกหนี้ดังกล่าวต้องได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.กองทุนฯ (ฉบับที่2) ซึ่งกรมบังคับคดีมีความกังวลว่าผลการคำนวณจำนวนหนี้แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีลูกหนี้กยศ.จำนวน 1,400 คดี ที่ใกล้จะหมดเวลาบังคับคดีก็จะไม่นำทรัพย์มาขายทอดตลาด

“สิ่งที่ลูกหนี้กองทุน ฯ ต้องดำเนินการ โดยลูกหนี้ต้องยื่นหนังสือยินยอมให้งดการบังคับคดี เพื่อให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ ที่ website : led.go.th > banner กยศ. หรือ ติดต่อที่กรมบังคับคดี สายด่วน 1111 กด 79 หรือติดต่อสำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ นอกจากนี้ ส่งหนังสือยินยอมให้งดการบังคับคดี ทาง e- mail ของสำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ”นายเสกสรร กล่าว

ผสานพลังภาคีเครือข่าย ใช้องค์ความรู้ด้าน ววน. พาประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero emission ภายในปี 2065

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766103

ผสานพลังภาคีเครือข่าย ใช้องค์ความรู้ด้าน ววน. พาประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero emission ภายในปี 2065

ผสานพลังภาคีเครือข่าย ใช้องค์ความรู้ด้าน ววน. พาประเทศมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero emission ภายในปี 2065

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 19.14 น.

สกสว. ร่วมมือ สอวช. เสนอจัดตั้ง SRI (Science Research and Innovation) Consortium for Net Zero เป็นเครือข่ายหลักของประเทศ บูรณาการการทำงานกับทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ด้วยกลไกของระบบ ววน. 

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดการประชุม “SRI (Science Research and Innovation) Consortium for Net Zero ครั้งที่ 1/2566” เพื่อส่งเสริมและผลักดันการใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเกิดผลกระทบเชิงบวกด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมจากการใช้ ววน. บูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน โดยมีหน่วยบริหารและจัดการทุน (Program Management Unit: PMU) ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน จากกว่า 30 หน่วยงาน เข้าร่วมประชุมหารือ ดังกล่าว 

รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึง แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (แผนด้าน ววน.) พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งมีแผนงาน และผลสัมฤทธิ์สำคัญสอดคล้องกับการดำเนินการด้าน Net Zero ประกอบด้วย P4: แผนงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและพลังงานสะอาด P7: แผนงานด้านยานยนต์ไฟฟ้า P15: แผนงานด้านการบริโภคอย่างยั่งยืน และ P16: แผนงานด้านการลดผลกระทบต่อภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคาดหวังว่าเมื่อสิ้นสุดแผนด้าน ววน. ในปี 2570 จะเป็นกลไกสำคัญในการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ช่วยให้ประเทศมีศักยภาพในการก้าวเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า บทบาทของการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) สามารถหนุนเสริมการดำเนินการในภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อพาประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้ด้วย การเชื่อมต่อกลไกระดับนานาชาติ การวิจัยและสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาพื้นที่นำร่องด้านนวัตกรรมด้วยการบูรณาการแต่ละสาขาและภาคส่วนด้วยนวัตกรรมและกลไกนานาชาติ รวมถึงการสร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศให้มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวเสริมว่า การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศนั้น สามารถใช้องค์ความรู้ด้าน ววน. มาช่วยสนับสนุนได้ ทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน ที่สอดคล้องกันในระดับประเทศอย่างเป็นระบบ อีกทั้ง การทำงานที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศ ยังช่วยเพิ่มความการดำเนินการเพื่อตอบเป้าหมายประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในการหารือเพื่อขับเคลื่อน SRI Consortium for Net Zero ซึ่งได้รับฟังข้อเสนอทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ อย่างไรก็ตามจะนำความเห็นในวันนี้ ไปออกแบบการทำงานเพื่อให้เกิดการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเพื่อให้การลงทุนด้าน ววน. สามารถสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ และสิ่งสำคัญคือต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน” รอง ผอ.สกสว. กล่าวสรุป

สำหรับ บทบาทหน้าที่ของ SRI Consortium for Net Zero นั้น จะเป็นคณะทำงานกลางของประเทศด้าน ววน. ที่ครอบคลุม 4 ประเด็น ดังนี้ 1) เรื่องแผนและนโยบาย 2) เป็นแหล่งข้อมูลด้าน ววน. (Stock of knowledge) 3) ด้าน Foresight และ 4) การใช้ประโยชน์จาก ววน. เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายร่วมกันในทุกภาคส่วนของประเทศด้าน Net Zero emission ผ่านการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน พร้อมช่วยผลักดันให้เกิดการสร้างกลไกสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เช่น มาตรการและกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อการสนับสนุนและส่งเสริมการนำ ววน. ไปใช้ได้จริงทั้งภาครัฐ และเอกชน และจะต้องพัฒนาเครือข่ายทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับความสามารถด้าน ววน. ของบุคลากรในสายงานที่เกี่ยวข้องในด้าน Climate change 

“สกสว. เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ ’ จัดงานสัมมนา ‘นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ 5 มิติ ที่สังคมเมืองศิวิไลซ์อยากเห็น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766069

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ ’ จัดงานสัมมนา 'นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ 5 มิติ ที่สังคมเมืองศิวิไลซ์อยากเห็น'

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ ’ จัดงานสัมมนา ‘นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ 5 มิติ ที่สังคมเมืองศิวิไลซ์อยากเห็น’

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.53 น.

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ ’ จัดงานสัมมนา “นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ 5 มิติ ที่สังคมเมืองศิวิไลซ์อยากเห็น” พร้อมขน 
นวัตกรรมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแน่นห้องประชุมฯ – ‘ภณวัชร์นันท์’ (พะ-นะ-วัด- นัน) เผยภาครัฐมีบทบาทเป็น ‘พาร์ทเนอร์’ ในการขับเคลื่อนสินค้านวัตกรรมให้ได้มาตรฐาน เพื่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ – ‘อลงกรณ์’ ฝากรัฐบาลให้สนับสนุนนวัตกรรมที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย พร้อมเผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรมให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมวายุภักษ์ 5 ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ ชั้น5โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ สมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดงานสัมมนาในหัวข้อ “นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์ 5 มิติ ที่สังคมเมืองศิวิไลซ์อยากเห็น” โดยภายในงานสัมมนา ได้มีการออกบูธจากหน่วยงานและบริษัทต่างๆ เพื่อมาแสดงนวัตกรรมให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนและผู้สนใจ ได้มาสัมผัสและเรียนรู้ถึงความก้าวหน้าทางนวัตกรรมของประเทศไทย เช่น นวัตกรรมด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การแสดงนวัตกรรมทางสังคมที่ช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพ เทคโนโลยี “alpinefilte” Electrostatic Field Media Filter ระบบ สร้างอากาศบริสุทธิ์ ที่มีคุณสมบัติเด่นที่สามารถจับอนุมูลได้ระดับนาโนเมตร และยังสามารถตัดตอนพันธุกรรมหรือหยุดยั้งระบบอาหารแบบห่วงโซ่ของเชื้อโรคทุกชนิด นวัตกรรมยายับยั้งไวรัสไข้เลือดออกสำเร็จเป็นรายแรกของโลก ที่ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. นายสัตวแพทย์พงศ์ราม รามสูต หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยแอนติบอดี ภาควิชาเวชศาสตร์สังคมและสิ่งแวดล้อม คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้คิดค้นและพัฒนา NAD+ หรือ Nicotinamide adenine dinucleotide ซึ่งเป็นนวัตกรรมต่อต้านวัยชราและการสร้างเซลล์ใหม่ให้แข็งแรง อุปกรณ์ สายรัดห้ามเลือดชนิดกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automatic Tourniquet) จากมหาวิทยาลัยสยาม เครื่อง Heat Stroke Protection System และ เครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวเบื้องต้น จากโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นต้น นวัตกรรม “AUTOMATIC FIRE FIGHTING BALL” หรือ ลูกบอลดับเพลิงอัตโนมัติ ของ บริษัท อิไลด์ไฟร์บอล โปร จำกัด เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence หรือ AI “อาษาเฟรมเวิร์ค”รองรับการก้าวเข้าสู่ยุค 5G สามารถเชื่อมโยงไทยและโลก รวมทั้ง นวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ เตรียมใช้ VR ที่จำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปให้เสมือนจริง ซึ่งในแต่ละบูธที่มาจัดแสดงนั้น ก็มีผู้ร่วมงานสัมมนาฯ เข้าไปสอบถามถึงผลงานนวัตกรรมและร่วมสนุกกันเป็นจำนวนมาก 

โดยนายภณวัชร์นันท์ (พะ-นะ-วัด- นัน) ไกรมาตย์ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันนั้น มีความรุนแรงในการแข่งขันกันมากขึ้นอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางระบบการค้าเข้าสู่ความเป็นเสรีและตลาดทั่วโลกเปิดกว้างถึงกันทั้งในตลาดแบบเดิม และตลาดอีคอมเมิร์ซ จึงทำให้ “นวัตกรรม” เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ” ทั้งนี้ แม้ว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฉบับหลังๆ จะเร่งรัดผลักดันการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการผลิตสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดย “นวัตกรรม” และมุ่งสู่การ “พัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่เน้นการสร้างคุณค่าให้แก่สินค้า และบริการเชิงคุณภาพ พร้อมกับให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการยกระดับภาคการผลิตสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต โดยเร่งต่อยอดอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ และมีความได้เปรียบ ประยุกต์ผสมผสานกับเทคโนโลยีในการยกระดับผลิตภาพในภาพรวมให้สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้ในระยะเวลาที่สั้นลง โดยการลงทุนวิจัยและพัฒนาต่อยอดจาก องค์ความรู้เดิมเพื่อสร้างนวัตกรรมให้เกิดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่เน้นคุณค่าและความยั่งยืน พร้อมไปกับการสร้างอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้ากับทิศทาง การเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก ผลักดันให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรม ให้มีความสอดคล้องกับเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนสู่อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตที่สร้าง มูลค่าเพิ่มสูง 

นายภณวัชร์นันท์ (พะ-นะ-วัด- นัน) กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาเรื้อรังของอุตสาหกรรมนวัตกรรมของประเทศไทย คือ ปัญหาในเรื่องของมาตรฐานสินค้า จากกระบวนการเข้าสู่การตรวจสอบและรับรองเพื่อให้ได้รับเครื่องหมายมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม ยังมีความไม่เข้าใจระหว่างผู้ประกอบการอุตสาหกรรม กับการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้สินค้านวัตกรรมหลายรายการยังไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับรองเพื่อให้ได้รับเครื่องหมาย มอก.ได้ ซึ่งสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทยจึงได้จัดสัมมนาเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนัก และให้ความสำคัญต่อการผลักดันให้สินค้านวัตกรรมไทยทุกรายการเข้าสู่มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการแข่งขัน ซึ่งเป็นภารกิจที่หน่วยงานภาครัฐจะต้องทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนด้านมาตรฐาน สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมนวัตกรรมในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามหลักการสากล ต้องทำให้การผลิต หรือผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานที่เป็นสากล ต้องใส่ใจกับสภาพแวดล้อม คำนึงถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน มีกระบวนการที่ทุกคนเข้าถึงได้ มีสถาบันที่มีประสิทธิภาพ ตรวจสอบได้ และเปิดกว้างในทุกระดับ
“เรื่องนี้สมาคมมองว่าภาครัฐมีบทบาทสำคัญมากต่อการขับเคลื่อน และสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นได้ด้วยการเป็น “พาร์ทเนอร์” หรือ “หุ้นส่วนความยั่งยืน” ร่วมกับภาคเอกชนและประชาสังคม มันเป็นโจทย์ที่ท้าทายของประเทศไทย หากเราจะมุ่งเน้นการก้าวสู่ความยั่งยืน โดยการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และสอดคล้องกับขีดความสามารถในการรองรับระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างไร สมาคมจึงต้องจัดเวทีสัมมนาเพื่อพูดคุยกันในประเด็นนี้” นายภณวัชร์นันท์ 
(พะ-นะ-วัด- นัน) กล่าว

ทางด้าน นายอลงกรณ์ ได้กล่าวเปิดงานว่า ทางสมาคมฯ ได้ร่วมแรงร่วมพลังคนหนุ่มสาว ผู้มีประสบการณ์ในด้านต่างๆ มาร่วมกันผลักดันงานนวัตกรรมภายในประเทศ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของโลกที่สำคัญในด้านนวัตกรรม เกิดขึ้นเมื่อหลายกว่าปีมาแล้ว ก็คือ 
การเปลี่ยนแปลงจากเครื่องมือสื่อสาร ทำให้คนทั่วโลกได้พัฒนานวัตกรรมอื่นๆ อย่างกว้างขวาง จะเห็นได้ว่า มีผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์จำนวนมาก ได้คิดค้นนวัตกรรมมากมาย อย่างไรก็ตาม การที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ จะต้องมีหัวคิดในเชิงผู้ประกอบการ เพื่อพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบสนองผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง โดยจะต้องมีมาตรฐานควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ในฐานะที่ตนทำงานอยู่กับประชาชนมาอย่างยาวนาน ตนจึงอยากให้รัฐบาลปัจจุบัน ให้สนับสนุนนวัตกรรมที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย โดยอาจจะสานต่อในสิ่งที่เคยทำมาแล้วก็คือ การให้ภาครัฐดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามรายชื่อบัญชีนวัตกรรมไทย และเผยแพร่ความรู้ด้านนวัตกรรมให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด 

จากนั้น นายภณวัชร์นันท์
(พะ-นะ-วัด- นัน) ไกรมาตย์ สมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้เพื่อให้การผลิตสินค้าคำนึงถึง คุณภาพ สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่เกิดขึ้นกับประชาชนเนื่องจากปัจจุบันเราประสบกับปัญหาการหลอกลวง สินค้าไม่ตรงปก ซึ่งถูกปล่อยปละละเลยมานาน จึงอยากให้เราคำนึงถึงปัญหานี้รวมถึงต้องการเพิ่มศักยภาพคุณภาพมาตรฐานสินค้าให้เอสเอ็มอีสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ ทั้งประเทศในสหภาพยุโรปตะวันออกกลางและในอาเซียน 


ขณะเดียวกัน ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้สร้างนวัตกรรมเพื่อศักยภาพในการส่งออกและแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งหากผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานในระดับโลก ก็จะทำให้สินค้าไทยไม่ถูกกีดกันทางการค้าจากนานาประเทศ และเป็นไปตาม มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมระดับโลก ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ทั้งนี้ ในแง่ของผู้บริโภคก็สามารถมั่นใจได้ถึงมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน โดยสังเกตสัญลักษณ์ มอก. ป้องกันการถูกหลอกลวงจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ตรงปก เพราะการที่จะได้รับตรามาตรฐาน มอก. นั้น ผู้ผลิตต้องได้รับการทดสอบและผลิตสินค้าให้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งถือเป็นการรับรองถึงมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค

สำหรับผลต่อเนื่องของการจัดงานในครั้งนี้ ต้องการให้เกิด การสร้างการรับรู้กับประชาชน และความตื่นตัวในการใช้สินค้าที่มีมาตรฐานและมีความปลอดภัย ไม่ให้ถูกหลอกลวง รวมถึงส่งเสริมให้ เอสเอ็มอีได้ให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐาน มอก. โดยเฉพาะเอสเอ็มอีในท้องถิ่นที่ต้องการเข้าร่วมงานกับรัฐเพราะมาตรฐาน มอก. เป็นสิ่งที่อยู่ในข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้สามารถทำมาค้าขายได้ นอกจากนี้ จะมีการนำผลงานนวัตกรรมที่นำมาจัดแสดงในวันนี้ไปต่อยอดซึ่งก็มีผลงานในหลายด้านทั้งเรื่องของสุขภาพและอาหาร เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นภายใต้สินค้าที่มีคุณภาพ

สำหรับบรรยากาศภายในงานมีบูธกิจกรรมจาก นักเรียน นักศึกษา และบริษัทเอกชนร่วมจัดแสดงโชว์เกี่ยวกับนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย ซึ่งมีจำนวนกว่า 10 นวัตกรรม เช่น ผลงานจากบูธของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก ได้นำเครื่องตรวจจับวัดความอันตรายของฮีทสโตรกมาจัดแสดง โดยเครื่องนี้จะใช้วัดอุณหภูมิความชื่น และค่าฝุ่น pm2.5 ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเกิดฮีทสโตรก โดยการทำงานของเครื่องจะใช้วิธีวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์และนำค่าที่วัดได้มาคำนวณผ่านตาราง ซึ่งหากมีความเสี่ยงเกิดฮีทสโตรกมากเลเวลก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญนวัตกรรมนี้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการเพิ่มเพื่อนในไลน์ เมื่อจุดไหนมีความเสี่ยงก็จะมีข้อความแจ้งเตือนให้กับประชาชน สำหรับเครื่องนี้จะถูกนำไปติดในสถานที่เสี่ยงต่างๆ เช่น ตลาดสดและสถานที่แออัด หรือสวนสาธารณะ เป็นต้น อีกทั้งภายในงานยังมีหุ่นยนต์ระบบ AI อนาคต และความรู้ทางวิชาการ และยังมีพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่นวัตกรรมที่เข้าร่วมจัดแสดงภายในงานอีกด้วย 

 ส่วนในเวทีสัมมนา ฯ ก็ได้วิทยากรชั้นนำที่มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงานด้านที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมด้วยมุมมองที่หลากหลาย ได้แก่ พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ดร.ประสงค์ ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายบรรจง สุขกรีฑา รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย นายโสภณ พงษ์โสภณ กรรมการบริหารและผู้จัดการสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงานฯ ในพระราชูปถัมภ์ฯ และนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ด้านสิ่งแวดล้อม) โดยวิทยากรทั้งหมดได้มีความเห็นร่วมกันที่ต้องการให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันขจัดปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาวงการนวัตกรรมไทยให้ก้าวหน้าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมทั้ง ต้องการให้สื่อมวลชนช่วยกันเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมของคนไทยให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง เพราะทุกวันนี้ ผลงานนวัตกรรมของไทย มีชื่อเสียงในต่างประเทศ แต่กลับไม่เป็นที่รับรู้ของคนไทยส่วนใหญ่ จึงจำเป็นที่ต้องให้สื่อมวลชนเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญ ในการให้คนไทยรับรู้และสร้างความเข้าใจแต่นวัตกรรมของไทย ที่เริ่มมีบทบาทต่อการใช้ชีวิตมากขึ้น

อว. ชู ‘ธรรมศาสตร์’ โมเดลจัดการศึกษา เปิดช่องทยอยเก็บเครดิต-จัดระบบโค้ชชิ่ง สร้างแพลทฟอร์มเรียนทุกที่-ทุกเวลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766045

อว. ชู ‘ธรรมศาสตร์’ โมเดลจัดการศึกษา เปิดช่องทยอยเก็บเครดิต-จัดระบบโค้ชชิ่ง สร้างแพลทฟอร์มเรียนทุกที่-ทุกเวลา

อว. ชู ‘ธรรมศาสตร์’ โมเดลจัดการศึกษา เปิดช่องทยอยเก็บเครดิต-จัดระบบโค้ชชิ่ง สร้างแพลทฟอร์มเรียนทุกที่-ทุกเวลา

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.34 น.

“ธรรมศาสตร์” จัดกิจกรรม “TU Open House 2023 ประตูสู่การเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัด” เปิดบ้านต้อนรับนักเรียน-ผู้ปกครองทั่วประเทศ อัดแน่นสาระ-ความสนุกตลอด 2 วันเต็ม พร้อมจัดเวทีพูดคุยการศึกษาแห่งอนาคต ‘เลขานุการ รมว.อว.’ ชี้ มธ. เปิดช่องทยอยเก็บเครดิตควบคู่ไปกับ ‘โค้ชชิ่ง’ ตามความต้องการของนักศึกษา จัดแพลทฟอร์มเรียนทุกที่-ทุกเวลา คือภาพการจัดการศึกษาที่ควรขยายไปยังสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดกิจกรรม Thammasat Open House 2023 : Space of Limitless Education” เปิดบ้านธรรมศาสตร์ ประตูสู่การเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัด เมื่อวันที่ 27 – 28 ต.ค. 2566 เพื่อร่วมเปิดประสบการณ์ให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง ก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาของการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ภายใต้กิจกรรมที่อัดแน่นตลอด 2 วันเต็ม ทั้งการแสดง สันทนาการ ควบคู่ไปกับเวทีเสวนาความรู้ที่น่าสนใจมากมายตลอดทั้งวัน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

คุณศุภมาส อิศรภักดี  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานในพิธี ได้กล่าวเปิดงานว่า กิจกรรมเปิดบ้านของสถาบันอุดมศึกษา ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เปิดพื้นที่ให้แก่นักเรียนและบุคคลทั่วไปที่สนใจได้รู้จักสถาบันการศึกษามากยิ่งขึ้น  สามารถเข้าถึงข้อมูลการรับเข้าศึกษา หลักสูตร การเรียนการสอน รวมถึงได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงในแต่ละคณะ  และได้เห็นบรรยากาศการใช้ชีวิตเป็นนักศึกษา เพื่อก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยในการเสวนาหัวข้อ “Future Education : ทิศทางการศึกษาแห่งอนาคต ตอบโจทย์โลกยุคใหม่” ตอนหนึ่งว่า เมกะเทรนด์ต่างๆ ของโลก ที่กำลังจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถาบันการศึกษา และ

ระบบการเรียนน้อยลง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ การพัฒนาระบบสุขภาพที่คนหันมาใส่ใจกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว รวมไปถึงประเด็นของการสร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยจะต้องมีการปรับตัว ปรับหลักสูตร ตลอดจนรูปแบบการศึกษาที่จะต่อยอดไปสู่อาชีพการทำงานได้มากขึ้น

น.ส.สุชาดา กล่าวว่า นโยบายของผู้บริหาร อว. เองต้องการปรับสิ่งต่างๆ ให้ตรงจุด บนเป้าหมายสำคัญคืออยากให้เด็กได้รับการศึกษาที่ดีในไทย โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปต่างประเทศ จึงกำหนดออกมาเป็นนโยบายทั้งในเชิงของการพัฒนาทางวิชาการ ความเป็นเลิศ แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มนโยบายในด้านความมั่นคงทางชีวิตและเศรษฐกิจด้วย เพราะไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะมีพื้นฐานทางฐานะเพียงพอที่จะเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรชั้นนำได้

“สำหรับบางคนกว่าที่จะเรียนจบหลักสูตรอาจใช้เวลานานเกินไป เพราะแต่ละคนเขามีภาระไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเราจึงพยายามพัฒนาให้ระบบอุดมศึกษาเพิ่มความยืดหยุ่นในการเรียนได้มากขึ้น สามารถค่อยๆ เก็บเป็นเครดิตเอาไว้ได้ อย่างที่ มธ. ทำไปแล้ว พร้อมมีระบบโค้ชชิ่ง ที่จะเข้าไปช่วยแนะแนวทางให้บนความต้องการของเด็ก ว่าอยากเป็นอะไร มีแนวทางไหนที่จะทำได้ แล้วจัดแพลทฟอร์มการเรียนรู้ให้สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงเพิ่มโอกาสในการมีรายได้ระหว่างเรียนไปด้วย ซึ่งเราอยากให้ภาพแบบนี้ขยายไปในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศได้” น.ส.สุชาดา กล่าว

รศ.ดร.พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวว่า ปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่ความรู้มีอายุสั้น แต่คนมีอายุยาว ซึ่งความรู้จากสถาบันการศึกษาไม่มีทางเพียงพอที่จะใช้ในชีวิตการทำงานได้ตลอดไป ฉะนั้นทางสถาบันการศึกษาเองก็จะต้องปรับตัว ให้ผู้เรียนได้เรียนเท่าที่จำเป็น แล้วรีบออกไปเผชิญโลกการทำงานจริงได้เร็วที่สุด และเมื่อเขารู้ตัวว่าขาดอะไร จะต้องเติมอะไร ก็ทำให้เขาสามารถกลับเข้ามาเรียนเพิ่มเติมได้โดยง่าย ไม่ใช่ให้เรียนเผื่อไว้มากมาย แต่กว่าจะเรียนจบออกไปแล้วความรู้นั้นก็ล้าสมัย หรือไม่ได้ใช้

รศ.ดร.พิภพ กล่าวว่า ปัจจุบันไม่ว่าใครก็สามารถเริ่มเรียนและเป็นศิษย์ของ มธ. ได้ ตั้งแต่ก่อนที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผ่านแพลทฟอร์ม เช่น TUXSA โดยหากเรียนจบครบถ้วน สอบผ่าน ก็สามารถสะสมหน่วยกิตเหล่านี้เอาไว้ และโอนมาได้เมื่อสมัครเข้าเรียน ช่วยให้เรียนจบได้เร็วขึ้น หรือแม้แต่ทิศทางที่คนรุ่นใหม่สนใจอย่างการเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งหากมีโปรเจค มีไอเดีย ก็สามารถนำมาใช้สมัครเข้าเรียนในรอบ Portfolio ได้ในทุกคณะ และหากสตาร์ทอัพนั้นประสบผลสำเร็จ สามารถระดมทุนหรือขายได้ตามเงื่อนไข มธ. ก็พร้อมมอบให้ทันที 15 หน่วยกิต นับเป็นมหาวิทยาลัยเดียวที่มอบให้ เทียบเท่ากับการเรียนวิชาโท

“นอกจากนี้ใครก็ตามที่สอบเข้า มธ. ได้ จะไม่มีคำว่าไม่มีเงินเรียน เพราะ มธ. มีการจัดสรรทุนให้หลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์ว่าใครเข้าได้ก็ต้องเรียนจนจบได้ทุกคน เพราะรายได้ไม่ควรเป็นอุปสรรคในการ

บรรลุความฝัน ขณะเดียวกันเราก็ต้องระลึกว่าเมื่อเข้าเรียนแล้ว จบออกไปต้องวางเป้าหมายทำอะไรเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองเสมอ เพราะสิ่งที่ มธ. ปลูกฝังนักศึกษา คือการทำเพื่อสังคม ชุมชน และมีโจทย์เหล่านี้ให้ได้เรียนรู้ตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย” รศ.ดร.พิภพ กล่าว

ว่าที่เรือตรี ธนวรรธน์ สุวรรณปาล หรือครูทิว คุณครูโรงเรียนราชดำริ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันทุกคนจะให้ความสำคัญกับความรู้ทางเทคโนโลยี และมองว่าโรงเรียนเริ่มไม่จำเป็น เพราะใครก็สามารถเข้าถึงความรู้ได้จากในมือ แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรย้อนกลับมาดูคือรากฐานที่มั่นคง โดยเฉพาะทักษะพื้นฐานอย่างการคิด อ่าน เขียน เพื่อที่เราจะวิเคราะห์ วิพากษ์ หรือแยกแยะความรู้มากมายเหล่านั้นได้ ขณะเดียวกันด้วยต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน ก็ยังมีเด็กอีกบางส่วนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ซึ่งรัฐและโรงเรียนควรทำหน้าที่สนับสนุนสิ่งเหล่านี้

“เราเหมารวมไปเองว่าเด็กรุ่นใหม่เขาเก่งเทคโนโลยีหมด แต่ความจริงแล้วพบว่าเด็กนักเรียนหลายคนยังไม่มีคอมพิวเตอร์ที่บ้าน เขามีโอกาสได้ใช้เพียงคาบเดียวในโรงเรียน แล้วจะให้มีทักษะเหล่านี้ได้อย่างไร ขณะเดียวกันนอกจากจะทำให้เข้าถึงได้แล้ว เรายังต้องฝึกให้มีความรู้เท่าทันด้วย เพราะปัจจุบันภัยคุกคามไม่ได้มีเพียงทางกายภาพ แต่ยังมีภัยคุกคามทางดิจิทัลอีกมาก” ครูทิว กล่าว

ในขณะที่เวทีการเสวนาหัวข้อ “INCLUSIVE SOCIETY : แตกต่างอย่างเท่าเทียม สู่สังคมเพื่อคนทั้งมวล” รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิตด้านกายภาพ มธ. กล่าวว่า ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าความแปลกแยก ความเหลื่อมล้ำของกลุ่มคนที่มีเงื่อนไขความแตกต่าง ไม่ว่าจะทางร่างกาย จิตใจ หรือความเชื่อ ยังคงมีอยู่ไม่น้อยในสังคม โดยหากมองในส่วนของคนพิการจะพบว่ายังเข้าถึงการศึกษาได้น้อย อย่างใน มธ. เองแม้จะมีการเปิดโควตาให้ทุกคณะรับนักศึกษาพิการเข้าเรียนในสัดส่วน 1% แต่กลับพบปัญหาว่ามีคนพิการเข้ามาเรียนได้ไม่ถึงจำนวนดังกล่าว

“มหาวิทยาลัยท็อป 5 ในเยอรมนี มีนักศึกษาพิการเรียนอยู่ 5% ส่วนของเราแม้จะเป็นมหาวิทยาลัย ท็อป 3 แต่กลับมีนักศึกษาพิการเพียง 0.03% เท่านั้น ขณะที่คนพิการทั้งประเทศมีไม่ถึง 5% ที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โอกาสในการทำงานจึงน้อยตามไปด้วย และแม้จะมีการเปิดรับคนพิการเข้าทำงานมากขึ้น แต่ทางเลือกอาชีพของเขาก็มีให้น้อยเช่นกัน ฉะนั้นตั้งแต่ต้นทางมหาวิทยาลัย จึงควรเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกันผลักดันให้คนพิการได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในแขนงต่าง ๆ มากขึ้น” รศ.ดร.ชุมเขต กล่าว

รศ.ดร.ชุมเขต กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันภาพรวมของประเทศ เรามุ่งหวังให้เด็กไทยได้รับการศึกษาในระบบอย่างน้อย 12 ปี คือถึงระดับชั้นมัธยมปลาย แต่ค่าเฉลี่ยจริงของเด็กไทยกลับอยู่ที่เพียง 9 ปีเท่านั้น ดังนั้นจึงยังมีผู้คนอีกมากที่อาจเข้าสู่วัยทำงานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนในระบบ รวมไปถึงผู้สูงอายุที่อยู่ในยุคของการ

รศ.ดร.ชุมเขต กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันภาพรวมของประเทศ เรามุ่งหวังให้เด็กไทยได้รับการศึกษาในระบบอย่างน้อย 12 ปี คือถึงระดับชั้นมัธยมปลาย แต่ค่าเฉลี่ยจริงของเด็กไทยกลับอยู่ที่เพียง 9 ปีเท่านั้น ดังนั้นจึงยังมีผู้คนอีกมากที่อาจเข้าสู่วัยทำงานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้เรียนในระบบ รวมไปถึงผู้สูงอายุที่อยู่ในยุคของการ

เรียนรู้ตลอดชีวิต ฉะนั้นผู้คนจำนวนหนึ่งจึงกำลังต้องการโอกาสกลับเข้ามาในระบบการศึกษา ซึ่ง มธ. ก็ได้เปิดตลาดวิชา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสะสมเครดิตไว้ และเทียบโอนไปสู่การเป็นใบปริญญาได้

รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ในส่วนของ กทม. เองได้มีการรับข้าราชการที่เป็นคนพิการด้วยเช่นกัน แต่อาจยังรับได้ในจำนวนไม่มาก ซึ่งจากเดิมจะให้สอบรวมกับคนทั่วไป   แต่เมื่อปีที่ผ่านมาเพิ่งมีการจัดการสอบที่เหมาะสมและเอื้อให้กับคนพิการมากขึ้น โดยในส่วนของปัญหาที่คนพิการอาจยังเข้าทำงานได้ไม่หลากหลายมากนัก นับเป็นโจทย์ที่เราจะต้องมาร่วมกันออกแบบการศึกษาให้ตอบโจทย์การทำงานของคนพิการด้วย และเราก็จะไม่โยนให้เป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยซึ่งทำหน้าที่ผลิตอย่างเดียว แต่หน่วยงานเองก็จะต้องเป็นส่วนที่สะท้อนสิ่งต่างๆ เป็นข้อมูลกลับไปด้วย

รศ.ดร.ทวิดา กล่าวว่า อีกหนึ่งสถานการณ์คือสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันพบว่าพื้นที่บางเขตใน กทม.  มีจำนวนผู้สูงวัยมากถึง 28-31% แล้ว นับเป็นโจทย์ท้าทายให้กับการออกแบบเมืองที่รองรับความหลากหลาย ให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ขณะเดียวกันแม้สังคมผู้สูงอายุจะเกิดจากการที่คนมีอายุยืนยาวขึ้น เราเองก็ยังต้องเดินหน้าพัฒนาความก้าวหน้าทางการแพทย์ต่อไป ทว่าควบคู่กันนั้นคือต้องทำอย่างไรให้คนแก่ ไม่ชรา ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิต ติดเพื่อน ติดสังคม ได้ในเมืองที่ออกแบบสำหรับทุกคน

ด้าน บุญรอด อารีย์วงษ์ ศิษย์เก่า มธ. และยูทูบเบอร์จากช่อง Poocao Channel กล่าวว่า แม้ปัจจุบันคนพิการในสังคมจะเริ่มมีสิทธิมีเสียงเพิ่มมากขึ้นจากเมื่อก่อน แต่ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งในสังคมที่ไม่เข้าใจคนพิการ ทำให้ยังคงได้รับการโจมตีอยู่เสมอ ขณะที่โอกาสทางการศึกษาแม้จะมีเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มากด้วยเช่นกัน

“คนพิการต้องเจอกับปัญหาการทำงาน ทั้งเรทเงินเดือนที่น้อยกว่าคนทั่วไป หรือตำแหน่งงานที่มักจะวนอยู่เพียงแค่ให้รับโทรศัพท์ คีย์ข้อมูล ฯลฯ แบบนี้แล้วจะเรียนจบปริญญาตรีมาเพื่ออะไร เพราะแม้จะเรียนมาในสิ่งที่อยากทำ แต่สายงานนั้นก็อาจไม่รองรับให้คนพิการได้ ซึ่งขณะนี้ มธ. เองก็เปิดรับนักศึกษาพิการจากหลากหลายคณะที่แตกต่างกัน เชื่อว่าเขามีศักยภาพอยู่มาก ขอเพียงแค่สังคมเปิดโอกาสให้” บุญรอด กล่าว

นศ.อุเทนฯลุกฮือค้านย้ายออกจากพื้นที่ นัดระดมพลใหญ่ศิษเก่า-ศิษย์ปัจจุบัน 1 พ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766030

นศ.อุเทนฯลุกฮือค้านย้ายออกจากพื้นที่ นัดระดมพลใหญ่ศิษเก่า-ศิษย์ปัจจุบัน 1 พ.ย.นี้

นศ.อุเทนฯลุกฮือค้านย้ายออกจากพื้นที่ นัดระดมพลใหญ่ศิษเก่า-ศิษย์ปัจจุบัน 1 พ.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.57 น.

นศ.อุเทนถวายฯลุกฮือแสดงจุดยืนคัดค้านการย้ายออกจากพื้นที่ เผยแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการหารือระหว่างผู้บริหารของจุฬาฯ-มหาวิทยาลัยฯแต่ทางศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันไม่เคยทราบมาก่อน และไม่เคยเข้าร่วมประชุมหารืออะไรมาก่อนทั้งสิ้น ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม นัดระดมพลใหญ่อีกครั้ง 1 พ.ย.นี้

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 30 ต.ค.66 ที่บริเวณลาดด้านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย พ.ต.อ.นพดล เทียมเมธา ผกก.สน.ปทุมวัน,พ.ต.ท.ณัฐกิตต์ ปิ่นทองดี รอง ผกก.ป.สน.ปทุมวัน พ.ต.ท.ปรีชากรณ์ เหมาอำพมาตร์ รองผกก.สส.สน.ปทุมวัน พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 ราย ได้ลงพื้นที่ดูแลความปลอดภัยในกิจกรรมแสดงจุดยืนคัดค้านการย้ายออกจากพื้นที่ของอุเทนถวาย โดยมีนักศึกษาศิษย์ปัจจุบัน ระดับปริญญาตรี ปริญาโท และปริญาเอก ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย นัดรวมตัวกัน บริเวณฟุตบาทหน้าสถาบันกว่า 100 คนเพื่อคัดค้านการย้ายออกจากพื้นที่ โดยได้อ่านแถลงการณ์ขอความเห็นใจไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

โดยนายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนอ่าน กล่าวว่า ต้องการขอให้ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันได้มีส่วนร่วมเข้าไปหารือ หาทางออกร่วมกันโดยไม่ใช่การให้ย้ายออกจากพื้นที่แบบนี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการหารือระหว่างผู้บริหารของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย แต่ทางศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันไม่เคยทราบมาก่อน และไม่เคยเข้าร่วมประชุมหารืออะไรมาก่อนทั้งสิ้น ซึ่งทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด จึงนัดรวมตัวยืนยันไม่ขอย้ายออกจากพื้นที่ เพราะ พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 5

นอกจากนี้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เวลาบ่ายโมงตรง ศิษย์เก่าทั่วประเทศ และศิษย์ปัจจุบัน จะรวมตัวกันหารือเรื่องดังกล่าว เพื่อเรียกร้องคืนความยุติธรรมให้ศิษย์อุเทนถวาย

ด้านนายธนัช วชิระบงกช ศิทษ์ปัจจุบัน ป.โทที่ร่วมคัดค้าน กล่าวว่า เมื่อเช้านี้ทางนักศึกษาได้นำหนังสือไปยื่นให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาตาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง ขอคัดค้านการย้าย มหาวิทยาลัยเทดโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย โดยมีนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขารัฐมนตรี และนางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรี และศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง เป็นตัวแทนมารับหนังสือ พร้อมระบุว่าจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยจะให้มีตัวแทนของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของอุเทนถวายเข้าร่วมประชุมซึ่งจะมีการประชุมให้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ในการหาทางออกของเรื่องดังกล่าว

นายธนัช กล่าวอีกว่า หากผลการประชุมมีผลให้นักศึกษาอุเทนถวายต้องออกจากพื้นที่เชื่อว่าทางทางจุฬาลงกรณ์จะนำพื้นที่ดังกล่าวไปแสวงหาผลประโยชน์อย่างแน่นอนจึงอยากเรียกร้องขอความเป็นธรรมและต้องการที่จะให้นักศึกษาได้อาศัยเรียนอย่างปกติเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น

ขณะที่การดูแลความปลอดภัยนะมีตำรวจจาก สน. ปทุมวันและกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 มา ดูแลความปลอดภัยและการจราจรเนื่องจากกลุ่มนักศึกษาได้ยืนประท้วงกันที่บริเวณฟุตบาทหน้าวิทยาเขตไม่ได้ล้ำลงไปบนพื้นถนนกีดขวางการจราจร ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบและเหตุความวุ่นวาย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ค้านย้าย’อุเทนถวาย’ อว.ยันให้ความเป็นธรรม จ่อตั้งคณะทำงานหาทางออก)

ขอบคุณข้อมูล POLICETV, สถานีโทรทัศน์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ความปลอดภัยต้องมาก่อน! ‘เพิ่มพูน’สั่งเร่งสำรวจอาคารในสถานศึกษาทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766015

ความปลอดภัยต้องมาก่อน! ‘เพิ่มพูน’สั่งเร่งสำรวจอาคารในสถานศึกษาทั่วประเทศ

ความปลอดภัยต้องมาก่อน! ‘เพิ่มพูน’สั่งเร่งสำรวจอาคารในสถานศึกษาทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.31 น.

ความปลอดภัยต้องมาก่อน! “เพิ่มพูน”สั่งเร่งสำรวจอาคารในสถานศึกษาทั่วประเทศ หากชำรุดขั้นวิกฤตให้แจ้งเขตพื้นที่ฯด่วน

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีข้อห่วงใยเป็นอย่างมากเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาทั่วประเทศ จากกรณีที่มีข่าวอาคารในโรงเรียนบ้านบุดี ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา เกิดความชำรุดเสียหาย อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อเด็กนักเรียน จึงเน้นย้ำโรงเรียนและหน่วยงานในสังกัดทุกภาคส่วนสำรวจอาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในสถานศึกษา หากชำรุดทรุดโทรมให้รีบรายงานเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขโดยด่วน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุดของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครอง ถึงความปลอดภัยในการส่งบุตรหลานมาเรียนเข้าใช้อาคารเรียนได้อย่างคลายความกังวลใจ

ทั้งนี้ ได้กำชับเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา ให้แต่ละพื้นที่สำรวจความชำรุดเสียหายของอาคารเรียนขั้นวิกฤต และแจ้งรายชื่อของสถานศึกษามายังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณจาก สพฐ.ในการดำเนินการก่อสร้างและซ่อมแซมทดแทนอาคารเรียนหลังเก่าที่ชำรุด ตามอายุการใช้งานเป็นเวลานาน

โดยระหว่างที่รองบประมาณ ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเร่งติดตามดูแลการแก้ปัญหาเบื้องต้น ให้สถานศึกษาบริหารจัดการสถานที่เรียนอย่างเหมาะสม อำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนและผู้สอน ใช้อาคารที่มีความปลอดภัยแทนชั่วคราว ปิดกั้นพื้นที่บริเวณอาคารเรียนที่ชำรุดระหว่างการรื้อถอนเพื่อความปลอดภัย หรือหากเป็นโรงเรียนขนาดเล็กไม่มีพื้นที่เอื้ออำนวย ให้ประสานไปยังชุมชนเพื่อหาพื้นที่เหมาะสมใช้ในการเรียนการสอนไปพลางก่อน

กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้เรียนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการตรวจสอบรอบโรงเรียนให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง ตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของอาคาร โครงสร้าง อุปกรณ์ต่างๆ ในโรงเรียนอย่างเข้มงวด หากพบส่วนชำรุดเสียหายต้องเร่งซ่อมแซมให้เสร็จโดยเร็วที่สุด โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสิ่งแรก ในการนี้สามารถแจ้งเหตุความเสียหายผ่าน “ศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ” (MOE Safety Center) ได้ตลอดเวลา ร่วมมือกันทำให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน สอดรับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

ค้านย้าย’อุเทนถวาย’ อว.ยันให้ความเป็นธรรม จ่อตั้งคณะทำงานหาทางออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766011

ค้านย้าย'อุเทนถวาย' อว.ยันให้ความเป็นธรรม จ่อตั้งคณะทำงานหาทางออก

ค้านย้าย’อุเทนถวาย’ อว.ยันให้ความเป็นธรรม จ่อตั้งคณะทำงานหาทางออก

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.13 น.

ยันกระทรวง อว.ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายหลัง นายกสโมสรนักศึกษาฯ อุเทนถวายยื่นหนังสือคัดค้านการย้ายออกจากพื้นที่เดิม เผยสัปดาห์นี้ได้รายชื่อคณะทำงานพิจารณาหาทางออกร่วมกัน

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 นายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย พร้อมคณะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องขอคัดค้านการย้ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย โดยมี พ.ญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. , น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. , ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว.รักษาการราชการแทนปลัดกระทรวง อว.และ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และกิจการพิเศษ มารับหนังสือ

โดย นายทักษิต ระบุว่า สโมสรนักศึกษาและนักศึกษาปัจจุบัน ถือเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมติเห็นชอบดำเนินการตามคำตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้ย้ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวายออกจากพื้นที่ปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอคัดค้านการย้ายพื้นที่ตั้ง และขอให้มีการทบทวนการย้ายสถานศึกษาไปยังที่ตั้งแห่งใหม่ รวมทั้งให้พิจารณาหาทางออกและแนวทางการพัฒนาพื้นที่เดิม ให้ยังคงเป็นสถานศึกษาภายใต้ชื่ออุเทนถวายต่อไป

ด้าน น.ส.สุชาดา กล่าวหลังรับหนังสือว่า น.ส.ศุภมาส มีนโยบายอยากให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกัน การจัดประชุมหารือเพื่อดำเนินการตามคำตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำเนินแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด โดยตนขอยืนยันว่า รมว.กระทรวง อว.จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าเป็นหลัก ตามนโยบายยึดนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง การจัดประชุมฯ ก็เพื่อให้เกิดความเป็นกลาง โดยกระทรวง อว.จะเป็นเจ้าภาพตั้งคณะทำงานโดยมีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นคณะทำงานชุดนี้ ซึ่งรวมทั้งผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่คัดค้านเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะเห็นรายชื่อของคณะทำงานชุดดังกล่าว

กสศ.จุดประกายทักษะอาชีพเสริม เยาวขนแรงงานสู้ชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765996

กสศ.จุดประกายทักษะอาชีพเสริม เยาวขนแรงงานสู้ชีวิต

กสศ.จุดประกายทักษะอาชีพเสริม เยาวขนแรงงานสู้ชีวิต

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 11.26 น.

“กสศ.”จัดกิจกรรมจุดประกาย”ทักษะอาชีพเสริม” เส้นทางสู่นักธุรกิจชุมชนแก่เยาวชนแรงงานสู้ชีวิต เพิ่มรายได้ระหว่างทำงานประจำในโรงงาน หรือต่อยอดเป็น“อาชีพหลัก”ในอนาคต “สหภาพแรงงาน”อาสาเจรจาผู้ประกอบการโรงงาน”ไฮเออร์” เปิดพื้นที่“โรงอาหารโรงงาน”เป็นแหล่งหารายได้เสริมนำสินค้าและผลิตภัณฑ์จากฝีมือเยาวชนแรงงานไปจัดจำหน่าย

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โครงการพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566 สนับสนุนโครงการส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่เยาวชนนอกระบบการศึกษาจังหวัดปรจีนบุรี ประสานภาคีเครือข่าย “สหภาพแรงงานปราจีนบุรี” จัดกิจกรรมจุดประกาย “ทักษะอาชีพเสริม” ระหว่างทำงานประจำในโรงงานหรือต่อยอดอาชีพอิสระที่เยาวชนแรงงาน อายุระหว่าง 15 – 24 ปี ประกอบอาชีพอยู่แล้วในชุมชนโดยรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่ต้องการมีรายได้เพิ่มและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพื่อเตรียมความพร้อมปัญหาเศรษฐกิจเปราะบางและการจ้างงานในอนาคตที่อาจสุ่มเสี่ยงตกงาน

สำหรับกิจกรรมโครงการ กสศ.ที่จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่  29 ตุลาคม 2566 ณ สำนักงานสหภาพแรงงานฮิตาชิแห่งประเทศไทย ด้วยการเชิญผู้เชี่ยวชาญในการประกอบธุรกิจ อาทิ น.ส.กฤษฏา นานช้า  ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนศิลปะการปรุงอาหารไอเชฟ มาให้เกร็ดความรู้เรื่อง เส้นทางสู่ “นักธุรกิจชุมชน” วิธีคิดคำนวณต้นทุน กำไร ค่าแรง หรือ ส่งเสริมการขายผ่านช่องทางออนไลน์ และ ออฟไลน์ ทำอย่างไรให้สมหวัง พร้อมแนะนำเทคนิคและสาธิตการเริ่มต้นประกอบอาชีพเสริมเครื่องดื่ม อาหารและเบเกอรี่ที่เป็นเมนูง่ายๆ เช่น พุดดิ้งนมสด กับ คุกกี้ธัญพืช เป็นเมนูของว่างที่ลงทุนต่ำแต่กำไรสูงเหมาะแก่การเริ่มต้นประกอบเป็นอาชีพเสริม และ นายไกรมิตร พงษ์นิยะกูล มาให้ความรู้เรื่อง เทคนิคการขายของออนไลน์ และทักษะการใช้โซเซียลมิเดียเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริมผ่าน “ติ๊กต็อก” ซึ่งเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง

น.ส.จุฑามาศ สมบูรณ์ เยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ทำงานอยู่ในโรงงาน กล่าวถึงสาเหตุที่ต้องการมี “ทักษะอาชีพเสริม” เพราะรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำ 340 บาทต่อวันไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ขณะเดียวกันรายได้จากการทำงานล่วงเวลา หรือ โอที ไม่มีความแน่นอน จึงอยากมี “อาชีพเสริม” เพิ่มรายได้มาประคับประคองเศรษฐกิจครอบครัว ซึ่งทักษะอาชีพที่ตัวเองสนใจ คือ เครื่องดื่มอาหารและเบเกอรี่ จึงใช้เฟสบุ๊คส่วนตัวเป็นร้านค้าเล็กๆ ขายชากาแฟทางออนไลน์ รับออเดอร์จากเพื่อนที่ทำงานในโรงงานเดียวกัน พร้อมกับรับออเดอร์จากคนรู้จักในชุมชน หลังเลิกงาน 17.00 น.หรือในช่วงวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดจากการทำงาน

สำหรับรายได้เฉลี่ยขายได้วันละ 8 – 10 แก้ว หรือคิดเป็นเงินประมาณ 300 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้วจะได้กำไรเฉลี่ยวันละ 50 บาท ซึ่งผลกำไรตัวนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.นำมาเป็นค่าอาหารมื้อเย็นของตัวเองช่วยลดรายจ่ายรายวัน หรือ 2.นำไปสะสมเป็นเงินเก็บไว้เป็นเงินลุงทุนทำธุรกิจส่วนตัวตั้งเป้าหมาย 2 – 3 แสนบาท จะเปิดร้านกาแฟและเบเกอรี่เล็ก ๆ เพราะอยากเป็นเจ้านายตัวเอง หากวันหนึ่งต้องถูกเลิกจ้างจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในอนาคต

นายภิเศรษฐ์ ป้องคำศรี กรรมการสหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย กล่าวว่าเตรียมยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ผู้ประกอบการโรงงาน “ไฮเออร์” อนุญาตเปิดพื้นที่ “ล็อคขายของ” ในโรงอาหารโรงงานเพื่อเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของน้องๆ ที่มีอาชีพเสริม อาทิ ขายเครื่องดื่มชากาแฟ , แซนวิช , ข้ามหลาม , กล้วยฉาบ ได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์ฝีมือของตัวเองมาจัดจำหน่ายเพิ่มรายได้เสริมระหว่างทำงานประจำในโรงงาน

นายปัญญา ตลุกไธสง ประธานสหภาพแรงงานฮิตาชิแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการจ้างงานในอนาคตเริ่มมีความเสี่ยงสูง เพราะผู้ประกอบการบางแห่งเริ่มใช้เครื่องจักร หรือ ระบบ Automation ทดแทนแรงงานคนมากขึ้น ดังนั้นการมีทักษะอาชีพเสริม เช่น การจำหน่ายสินค้าและผลิตที่ตัวเองผลิตให้กับร้านค้าในโรงอาหารโรงงาน สามารถช่วยให้น้อง ๆ ได้มีรายได้เพิ่มระหว่างที่ไม่มีค่าล่วงเวลา หรือ โอที นับเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

น.ส.วิไลพร แก่นปรั่ง ประธานสหภาพแรงงานอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวสนับสนุนให้น้องๆ เยาวชนแรงงานที่มี “ทักษะอาชีพเสริม” ทั้งในกลุ่มที่มีอาชีพเสริมอยู่แล้ว หรือ จุดประกายทางความคิดที่จะมีอาชีพเสริม อยากให้ตั้งใจใฝ่เรียนรู้ ด้วยการรู้จักหาวิธีใหม่ๆ ในการหารายได้เสริมนอกเหนือจากการทำงานประจำในโรงงาน เพราะในอนาคตอาจกลายเป็น “อาชีพหลัก” รองรับหากต้องเผชิญปัญหาเศรษฐกิจจากการว่างงาน

– 006

ความปลอดภัย‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ อีกเรื่องต้องตระหนัก‘ยุคเด็กเกิดน้อย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/765884

ความปลอดภัย‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ อีกเรื่องต้องตระหนัก‘ยุคเด็กเกิดน้อย’

ความปลอดภัย‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ อีกเรื่องต้องตระหนัก‘ยุคเด็กเกิดน้อย’

วันจันทร์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 07.00 น.

อีกไม่กี่วันก็จะกลับเข้าสู่ช่วง “เปิดเทอม” กันแล้ว ในภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2566 ซึ่ง “การเดินทาง” ก็จะเป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ โดยหากเป็นในเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) คงหนีไม่พ้นการจราจรติดขัด หรือไม่ก็ภาระค่าครองชีพด้านค่าเดินทางรวมถึง “อุบัติเหตุบนท้องถนน” ทั้งด้วยเด็กและเยาวชนขับขี่ยานพาหนะเองหรือพ่อแม่ผู้ปกครองพาไปส่ง และที่เกี่ยวข้องกับ “รถรับ-ส่งนักเรียน” ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นสักครั้งหนึ่งจะสร้างอันตรายให้กับเด็กจำนวนมาก ยิ่งในปัจจุบันที่เป็น “ยุคเด็กเกิดน้อย” เรื่องนี้ยิ่งสำคัญ

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) จัดประชุม (ออนไลน์) หัวข้อ “สร้างอย่างไร..? ความปลอดภัยรถรับ-ส่งนักเรียน” ซึ่ง ธชวุฒิ จาดบันดิสถ์ นักวิชาการประจำศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ศวปถ. เก็บข้อมูลอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียนมาแล้ว 6 ปี ซึ่งพบว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมา มีความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียน 30 ครั้ง แยกเป็นอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน 27 ครั้ง ภัยธรรมชาติ 2 ครั้ง และการลืมเด็กไว้ในรถ 1 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 274 รายเสียชีวิต 2 ราย

ขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2566 ยังไม่ทันครบปีก็เกิดอุบัติเหตุไปแล้ว 27 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ339 คน เสียชีวิต 2 ราย “ทั้งนี้ สถิติอุบัติเหตุรถรับ-ส่งนักเรียนลดลงอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 แต่เมื่อการใช้ชีวิตกลับสู่ภาวะปกติก็กลับมาเพิ่มสูงอีกครั้ง” ด้วยความเสี่ยง เช่นเปิดเทอมวันแรก สภาพรถไม่พร้อม ไม่ได้ขับนานหรือไม่ชินเส้นทาง เช่น สภาพการจราจรหรือเส้นทางที่เปลี่ยนไป คนขับหลับในเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ อายุและโรคประจำตัวของคนขับ ไปจนถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ

“รถนักเรียนส่วนใหญ่เราค้นพบว่าจะทำงาน 2 กะ เช้าขับรถส่งนักเรียน กลางวันทำงาน แล้วเย็นก็มารับอีกรอบหนึ่ง หรือบางจังหวัดเราค้นพบว่ารถนักเรียนทำงานกลางคืนด้วย เช่น เป็นชาวสวน ไปกรีดยางตอนกลางคืนอย่างนี้เป็นต้น ก็จะมีอาการนอนไม่พอ อีกส่วนที่พบคืออายุเยอะมีโรคประจำตัว คนขับรถนักเรียนส่วนใหญ่จะเป็นวัยเกษียณ เป็นผู้เฒ่าผู้แก่มาขับรถนักเรียน อยู่บ้านก็ขับรถส่งลูก-หลานแล้วก็มาขับรถนักเรียนพ่วงไปด้วย” ธชวุฒิ กล่าว

ธชวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องดื่มแล้วขับ ตนเองเจอเพียง 1 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่คนขับรถรับ-ส่งนักเรียนเท่าที่เคยทำงานด้วยจะไม่มีพฤติกรรมนี้เมื่อรู้ว่าต้องขับรถก็จะไม่ดื่ม แต่เมื่อพบแล้วก็ถือว่าสถานการณ์ซับซ้อนขึ้น แต่โดยสรุปแล้ว “9 เดือนแรกของปี 2566 อุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถรับ-ส่งนักเรียน เกิดจากคนมากถึง 19 ครั้ง” รองลงมาคือเกิดจากถนน 5 ครั้ง และจากรถ 3 ครั้ง และเมื่อดูย้อนหลังเกือบ 6 ปี (ช่วงปี 2560-2565 และ 9 เดือนแรกของปี 2566) อุบัติเหตุมาจากคนขับรถถึงร้อยละ 63 รองลงมาร้อยละ 21 ถูกพาหนะอื่นเฉี่ยวชน และร้อยละ 15 สิ่งแวดล้อมรอบข้าง

“ทำไมการแก้ปัญหาอุบัติเหตุรถรับ-ส่งนักเรียนถึงทำได้ยาก?” พบมีหลายสาเหตุ 1.ความหลากหลายของผู้กำกับดูแล มีทั้งกรมการขนส่งทางบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องไม่สอดคล้องกัน และหน่วยงานเหล่านี้ก็ไม่ได้บูรณาการร่วมกัน ทำให้การทำงานระดับพื้นที่เกิดความสับสน 2.การกำกับดูแลที่ไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะการขาดเจ้าภาพหลัก เช่น ขนส่งฯ จะดูแลเฉพาะการตรวจสภาพรถ ไม่ได้ดูแลตอนวิ่งอยู่บนถนน ส่วนผู้ปกครองก็จะบอกว่าเป็นหน้าที่โรงเรียน แต่โรงเรียนก็บอกว่าดูแลเฉพาะตอนรถจอดอยู่ในโรงเรียน

3.สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เช่น ถนนบางเส้นเลาะเลียบไปตามแนวคลอง แต่บริเวณริมคลองไม่มีขอบรั้วกั้น อาจทำให้รถเกิดอุบัติเหตุตกลงไปในคลองได้ หรือแม้กระทั่งสถานการณ์โควิด-19 ก็ทำให้รถโรงเรียนหายไปจากระบบเป็นจำนวนไม่น้อย และ 4.คนขับรถ พฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย อนึ่ง “นอกจากอุบัติเหตุแล้ว ยังพบว่าในทุกๆ ปี จะต้องมีเหตุลืมเด็กไว้ในรถเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งเสมอ” แต่การแก้ปัญหาก็เป็นไปอย่างสับสน เพราะตำรวจออกประกาศรถรับ-ส่งนักเรียนต้องไม่ติดฟิล์มกรองแสง แต่ขนส่งฯกลับบอกว่าสามารถติดได้ เป็นต้น

ขณะที่ สุขสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ทำงานเรื่องเมาไม่ขับ มาตั้งแต่ปี 2539 จนปัจจุบันคือ 27 ปีแล้ว ยืนยันอีกเสียงว่าพบคนขับรถรับ-ส่งนักเรียนที่มีพฤติกรรมดื่มแล้วขับน้อยมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะคนขับรถรับรู้ว่าการดื่มแล้วขับคือการทำลายอนาคตการประกอบอาชีพของตนเอง อีกทั้งส่วนใหญ่คนขับรถก็เป็นคนในชุมชนเดียวกันกับนักเรียนที่ไปรับ-ส่ง อาทิ เป็นคนวัยเกษียณที่มีรถยนต์แล้วมาทำหน้าที่ ส่วนคนขับรถที่โรงเรียนจ้างนั้นมีน้อย

“ใครจะรับผิดชอบ? ผมคิดว่าต้องรับผิดชอบร่วมกัน ผู้บริหารสถานศึกษาจะบอกว่ารถนักเรียนเมื่อออกนอกรั้วโรงเรียนแล้วไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียน ไม่ใช่! ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ขนส่งฯ ตำรวจ ผมคิดว่า 3-4 หน่วยนี้ต้องทำงานร่วมกัน ในการที่จะควบคุมผู้ขับรถนักเรียน ผมไม่แน่ใจว่าสถานศึกษามีการจัดอบรมผู้ขับขี่รถนักเรียนไหม? แต่เท่าที่ผมมีประสบการณ์ บางจังหวัดถ้าเขาเอาจริงเอาจังจะมีการอบรมทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน ขอความร่วมมือสถานศึกษาส่งคนขับรถไปเข้าคอร์สอบรม ผมก็เคยไปอบรมที่ จ.สมุทรปราการ เขาเชิญผมไป” สุขสิทธิ์ กล่าว

ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยมีนักเรียน 7.3 ล้านคน แต่ใช้บริการรถรับ-ส่งนักเรียนไม่น่าจะเกินร้อยละ 5 เพราะส่วนใหญ่พ่อแม่ผู้ปกครองจะเป็นผู้รับ-ส่งบุตรหลานเองไม่ว่าจะด้วยรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ก็ตาม คำถามคือบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งข้อกำหนดของขนส่งฯ กำหนดประเภทของรถกับจำนวนผู้โดยสาร กำหนดให้คนขับต้องมีใบขับขี่มาไม่ต่ำกว่า 3 ปี มีอุปกรณ์ฉุกเฉินในรถ ฯลฯ แต่ก็เข้าใจบริบทจริงในสังคมไทยโดยเฉพาะในชนบท อาจมีการนำรถที่มีสภาพไม่เหมาะสมมาใช้ และใช้กันจนชินไม่มีการทักท้วง

ส่วนกรณีดื่มแล้วขับ แม้จะพบได้น้อยแต่เมื่อพบก็ต้องถือเป็นกรณีศึกษา ซึ่งบางครั้งคนขับรถตัวจริงอาจไม่พร้อมด้วยสาเหตุต่างๆ จึงมอบหมายให้บุคคลอื่นมาขับแทน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการตรวจคนขับก่อนปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรมีมาตรการสุ่มตรวจ เพื่อสร้างความตระหนักว่า “งานที่ทำอยู่คือการดูแลอนาคตของชาติ” ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องหาเวลาประชุมคนขับรถรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งจำนวนมากก็เป็นผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียนอยู่แล้ว “ในเมื่อหากินกับโรงเรียนแล้วก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วย” จะขับขี่อย่างไม่ปลอดภัยไม่ได้

“หน่วยงานที่น่าจะมีส่วนช่วยได้คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผมเห็นที่ จ.นครศรีธรรมราช อปท. เขามีส่วนร่วมในการจัดหารถนักเรียนแล้วไปรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งก็ไม่ได้ผิดระเบียบ สตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ก็ไม่ได้ตรวจสอบ ทำได้! อปท. ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือดูแลลูกหลานในท้องถิ่นของตัวเอง” ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ ให้ความเห็น

ด้าน ธนัชพร เกิดผล หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า รถรับ-ส่งนักเรียนมี 2 ประเภท คือ 1.รถตามกฎหมาย พ.ร.บ.ขนส่งทางบก จะมีลักษณะเฉพาะ เช่น ต้องทาสีเหลืองคาดดำ กับ 2.รถตามกฎหมาย พ.ร.บ.รถยนต์ ซึ่งเป็นการนำรถหลากหลายประเภท ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถตู้รถสองแถว มาเป็นพาหนะรับ-ส่งนักเรียน แต่จำนวนที่นั่งจะต้องไม่เกิน 12 ที่นั่ง ต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น รถตู้ต้องมีค้อนทุบกระจกและเครื่องดับเพลิง นอกจากนั้นยังมีข้อกำหนดของคนขับรถ รวมถึงผู้ควบคุมนักเรียนระหว่างรับ-ส่ง

ทั้งนี้ “การอนุญาตให้ใช้รถเพื่อรับ-ส่งนักเรียน จะออกใบอนุญาตเป็นรายภาคการศึกษา” โดยรถจะต้องผ่านการตรวจสภาพความพร้อม “ส่วนเรื่องการติดฟิล์มกรองแสงในตอนแรกไม่อยากให้ติดแต่มีเสียงคัดค้านเพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน” จึงประนีประนอมด้วยการออกข้อกำหนดว่า “ติดได้แต่ต้องสามารถมองจากข้างนอกเห็นข้างในได้ชัดเจน” เพราะรถทุกชนิดที่วิ่งกันบนถนนในเมืองไทยล้วนติดฟิล์มทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับว่าจะติดหนาทึบเท่าใด

“การขออนุญาตไม่ใช่แค่การเอารถมาตรวจ ต้องมีเอกสารสำเนาทะเบียนรถ ใบขับขี่ผู้ขับรถ แล้วก็หลักฐานของผู้ควบคุมนักเรียน รายชื่อนักเรียนที่โรงเรียนรับรองมาว่ารับ-ส่งโรงเรียนไหน ซึ่งเราจะมีประวัติอยู่ ของนนทบุรี หลังโควิดเป็นต้นมา ตั้งแต่ปี 2564-2565พอมาดูมีมาขออนุญาตทั้งปี 10 กว่าคัน ปี 2564ประมาณ 19 คัน ปี 2565 16 คัน พอเห็นข้อมูลแบบนั้น ในปี 2565 ก็เลยพยายามให้ผู้ตรวจการของสำนักงานขนส่ง ลงพื้นที่ไปตามโรงเรียนต่างๆ ไปทำข่าว ไปแจกข้อมูลหลักเกณฑ์ ไปทำความเข้าใจกับอาจารย์หรือผู้บริหารโรงเรียน” ธนัชพร ระบุ

หัวหน้ากลุ่มวิชาการขนส่ง สำนักงานขนส่งจังหวัดนนทบุรี ยังกล่าวอีกว่า ส่วนในปี 2566 ประมาณ 8-9 เดือนล่าสุด มีการนำรถมาขออนุญาตเป็นรถรับ-ส่งนักเรียนจำนวน 89 คัน ซึ่งเป็นผลจากการทำงานขับเคลื่อนเพื่อให้นำรถเข้าสู่ระบบ ที่นอกจากจะตรวจสภาพรถแล้วยังได้ใช้โอกาสนี้อบรมคนขับรถด้วย อนึ่ง โรงเรียนยังมีบทบาทสร้างความตระหนักกับผู้ปกครองนักเรียนได้ด้วย ว่าควรให้บุตรหลานเดินทางด้วยรถประเภทใด

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า ในความเป็นจริงรถส่วนใหญ่ที่นำมาใช้รับ-ส่งนักเรียน ไม่ใช่รถตามกฎหมาย พ.ร.บ.ขนส่งทางบก แตเป็นรถประเภทอื่นหรือหมวดอื่น ดังนั้นจึงสัมพันธ์กับการตรวจสภาพ ขณะที่การมีอุปกรณ์ที่จำเป็น หากเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลซึ่งเจ้าของรถใช้งานในชีวิตประจำวัน หลายคันก็ไม่ได้ลงทุนติดตั้งอุปกรณ์เหล่านั้น นอกจากนั้น “ทัศนคติของคนขับ” ก็สำคัญ ดังกรณีดื่มแล้วขับ คนขับเชื่อว่าตนเองดื่มเพียงเล็กน้อยไม่น่าเป็นอะไร แต่สุดท้ายก็ไปเกิดอุบัติเหตุ

“จริงๆ ถ้าเราทำให้คนขับรถนักเรียนเขาถูกยกระดับว่าเขากำลังรับผิดชอบชีวิตเด็กพ่อแม่ฝากความหวัง ฝากความไว้วางใจไว้ หลายโรงเรียนหรือหลายพื้นที่ทำให้คนขับเพิ่มความตระหนักขึ้นมาทันทีเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ บางโรงเรียนผมเคยฟังในพื้นที่ ในภาคใต้อย่าง อ.ท่าศาลา (จ.นครศรีธรรมราช) เขายกระดับเรื่องรถนักเรียน บางโรงเรียนถึงขั้นวันไหว้ครู มีคนขับรถนักเรียนมาอยู่ในแถวที่ 2เลยนะ เพื่อให้คนขับรถนักเรียนรับรู้ว่าเขาเป็นคนสำคัญของเด็ก ที่จะพาเด็กไป-กลับปลอดภัย” นพ.ธนะพงศ์ กล่าว