‘อุเทนถวาย’ล่า 5 หมื่นชื่อยกร่างพรบ. ลั่นไม่ย้ายไปไหน-‘อว.’ตั้งคณะทำงานหาทางออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766589

'อุเทนถวาย'ล่า 5 หมื่นชื่อยกร่างพรบ. ลั่นไม่ย้ายไปไหน-'อว.'ตั้งคณะทำงานหาทางออก

‘อุเทนถวาย’ล่า 5 หมื่นชื่อยกร่างพรบ. ลั่นไม่ย้ายไปไหน-‘อว.’ตั้งคณะทำงานหาทางออก

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.18 น.

“อุเทนถวาย”ยังอึมครึม ไม่ชัดเจนว่าจะย้ายหรือขยายพื้นที่ ด้านกลุ่มนศ.ประกาศลั่นจะไม่ย้ายไปไหนแน่นอน ประกาศเตรียมล่า 5 หมื่นรายชื่อยกร่างพ.ร.บ.ของตัวเองเช่นเดียวกับที่จุฬาฯ ด้าน รมต.อว.เตรียมตั้งคณะทำงานหาทางออก

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 1 พ.ย.2566 ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย ถนนพญาไท กทม. รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดี มทร.ตะวันออก แถลงข่าวภายหลังหารือผู้บริหาร ศิษย์เก่า และศิษย์ ปัจจุบัน ว่า เป็นการมาพูดคุย ปรับความเข้าใจ โดยงานนี้ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เจ้ากระทรวงเป็นแกนหลักในการเปิดโต๊ะเจรจา

ทั้งนี้ การพูดคุยมีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่นักศึกษาไม่สบายใจ จะทำให้กระทบกับการเรียน การทำงานของบุคคลากร ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯยืนยันว่า จะต้องมีการดูแลให้เรียบร้อย ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ รัฐมนตรีว่าการอว. ลงมาดูแลด้วยตัวเอง โดยเปิดโอกาสให้ตัวแทนนักศึกษา ศิษย์เก่า และบุคลากร ร่วมเป็นคณะกรรมการขับเตลื่อนเรื่องดังกล่าว ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการอว. ให้ความสำคัญกับอุเทนถวาย เพราะ อยู่คู่สังคมมากว่า 90 ปี

“รัฐมนตรีว่าการ อว.ไม่ได้พูดถึงการย้าย แต่พูดถึงการขยายและยกระดับอุเทนถวายเป็นสถานบันที่มีศักดิ์ศรี เชื่อว่าจะมีทางออกที่ทุกคนสบายใจ โดยรัฐมนตรีว่าการ อว.จะตั้งคณะกรรมการ โดยมีปลัด อว.เป็นประธาน กรรมการ มีอธิการบดีจุฬาฯ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก อัยการสูงสุด สำนักงบประมาณ นายกสมาคมนักศึกษาเก่าและปัจจุบัน นายกสมโสรนักศึกษาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้”รศ.ดร.ฤกษ์ชัย

ส่วนจะได้ข้อสรุปเมื่อใดนั้น ขณะนี้ยังไม่เริ่มต้นจคงตอบไม่ได้ว่าจะเดินไปทางไหน ส่วนคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ทางรัฐมนตรีว่าการ อว.มองไกลกว่านั้น เพราะไม่เหมือนกับการย้ายบ้าน ไม่อยากให้ฟันธง แต่วันนี้เรามาคุยกันเรื่องอุเทนถวายเป็นสมบัติของชาติ  นักศึกษาปัจจุบัน จะได้เรียนจนจบการศึกษาที่นี่ เชื่อว่าทุกอย่างจะมีทางออก และไม่ได้บอกว่าจะย้าย แต่เป็นการขยาย ตนมาเป็นอธิการบดี 6 เดือน ทราบว่ามีปัญหาตรงส่วนนี้ ก็พร้อมรับฟัง และขณะนี้ยังมีการรับนักศึกษาปี 2567 เข้าเรียนตามปกติ ส่วนปีต่อไปต้องดูว่าจะเดินไปอย่างไร รัฐมนตรีว่าการอว.พูดไว้เป็นคีย์เวิร์ดสำคัญว่าอุเทนฯ ดำรงค์ไว้ซึ่งศักดิ์ศรี ส่วนจะอยู่ต่อ อยู่รวมกันหรือขยายอย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งยังไม่มีความชัดเจน เรื่องนี้ต้องมองหลายมิติ ทั้งด้านการศึกษา และมิติด้านสังคม อุเทนฯ มีประวัติมายาวนาน เป็นเรื่องมรดกวัฒนธรรม เป็นซอฟต์เพาเวอร์ และเป็นมรดกของชาติ

รศ.ดร.ฤกษ์ชัย กล่าวต่อว่า ยืนยันว่า อุเทนถวาย มีความสำคัญในตัวเองอยู่แล้ว ส่วนแนวทางดำเนินการจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องรอผลการหารือกับคณะกรรมการฯ ส่วนเรื่องกรอบเวลาว่าจะได้ข้อสรุปและแล้วเสร็จเมื่อไรนั้นยังคงบอกไม่ได้ เพราะเรื่องนี้มีหลายมิติ กับทางจุฬาฯเราก็พี่น้องกันพูดคุยกันได้

“ส่วนการร่วมตัวคัดค้านการย้ายของนักศึกษานั้น เราเป็นประชาธิปไตยการแสดงออกโดนสันติ ก็น่าจะสามารถทำได้ และอะไรที่ไม่เข้าใจผมเชื่อว่าอุเทนฯ เป็นลูกผู้ชายพอ เรื่องความขัดแย้งไม่น่ามี ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของข้อมูลที่ไม่ชัดเจน แต่วันนี้รัฐมนตรีว่าการ อว. ทำให้มีความชัดเจนแล้ว“ อธิการบดีมทร.ตะวันออก กล่าว

ด้านนายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา กล่าวว่า ได้แจ้งอธิการบดีฯ ยืนยันว่าเราจะไม่ย้าย และจะตั้งทีมเพื่อประชุมรวมกับรัฐมนตรีว่าการ อว. รวมทั้งจะรวบรวมรายชื่อศิษย์เก่า กว่า 50,000 รายชื่อ เพื่อยกร่างพ.ร.บ.ของตัวเองเช่นเดียวกับที่จุฬาฯดำเนินการร่าง พ.ร.บ.มาแล้ว

ขณะที่ นายเดชา เดชะตุงคะ อุปนายกสมาคมนักศึกษาเก่าอุเทนถวาย ยืนยันว่า เราจะอยู่ที่นี่ไม่ย้ายไปไหน เพราะอุเทนฯ จุฬาฯ อยู่รั้วติดกันมากว่า 93 ปี แล้วทำไมต้องมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะมีการใช้อำนาจพิเศษ ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ดึง 2 สถาบันมาเป็นโฉนดเดียวกัน ทั้งที่ ร.6 ให้ใช้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่การศึกษา ไม่ใช่พื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยตนเสนอที่ประชุมว่า ควรมีการทำประชามติ ในระบบประชาธิปไตยผ่านกระบวนการรัฐสภาฯ

“ยืนยันว่าอุเทนถวายยังคงอยู่ตรงนี้คู่สังคมไทย จะไม่ย้ายไปไหนแน่นอน นักศึกษาอุเทนถวายจะต้องได้เรียนและจบที่นี่โดยมีพี่ๆศิษย์เก่าคอยดูแล ดังนั้นทุกคนไม่ต้องกังวล ส่วนการขยาย นั้น เป็นเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีการขยายไปรังสิต แต่ที่ตั้งเดิม อุเทนฯ ยังต้องอยู่ตรงนี้สร้างบุคลากรไปจนชั่วลูกชั่วหลานจะไม่ย้ายไปไหนแน่นอน”นายเดชา กล่าว

-001

ท่าจะจบยาก?! ‘ศิษย์เก่า-ใหม่’รวมตัวค้านย้าย’อุเทนถวาย’ออกจากพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766464

ท่าจะจบยาก?! 'ศิษย์เก่า-ใหม่'รวมตัวค้านย้าย'อุเทนถวาย'ออกจากพื้นที่

ท่าจะจบยาก?! ‘ศิษย์เก่า-ใหม่’รวมตัวค้านย้าย’อุเทนถวาย’ออกจากพื้นที่

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.09 น.

ย้ายอุเทนถวายจบยาก! ศิษย์ปัจจุบัน-ศิษย์เก่าอุเทนฯ รวมตัวค้านย้ายออกจากพื้นที่ อธิการฯเร่งประชุมชี้แจง

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ที่มหาวิทยาลัยเทคโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน รวมตัวคัดค้านการย้าย มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ออกจากพื้นที่เดิม หลังศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้กำหนดให้ย้ายออก เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยมีการเปิดตั้งโต๊ะให้ลงชื่อคัดค้าน และร่วมสนับสนุนผลักดันให้เกิดการทบทวนหาแนวทางพัฒนาพื้นที่เดิมของ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ให้ยังคงเป็นสถานศึกษาภายใต้ชื่อ อุเทนถวาย สืบต่อไป แทนการย้ายสถานศึกษาไปยังที่ตั้งใหม่ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 นาย ตรึงกำลังรักษาความปลอดภัย

จากนั้น รศ.ดร.ฤกษ์ชัย ฟูประทีปศิริ อธิการบดี มทร.ตะวันออก ประชุมร่วมกับผู้บริหารอุเทนฯ นายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา ตัวแทนศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ ถึงการย้ายออกจากพื้นที่เดิม โดยภายในวิทยาเขตอุเทนถวาย มีนักศึกษา กว่า 150 คน ยืนเรียงแถวบริเวณทางเข้า ตลอดสองข้างทางถือป้ายคัดค้านการย้ายวิทยาเขตอุเทนถวาย

ด้าน นายศิลป์ชัย จันทร์กระจ่าง ศิษย์เก่าอุเทนทวาย ที่มาร่วมคัดค้าน กล่าวว่า ทางศิษย์เก่าอุเทนฯ ยืนยันไม่ย้ายออกจากพื้นที่เดิมอย่างแน่นอน เพราะกฎหมายที่ออกมาให้จุฬาฯ ได้ที่ดินคืน เป็นกฎหมายที่ไม่มีความเป็นธรรม เหมือนการออก พ.ร.บ.ลักหลับ ทั้งที่ศิษย์อุเทนฯ ที่จบออกไป ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติจำนวนมาก ส่วนกรณีที่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ออกมาระบุว่า อุเทนฯ ต้องย้ายออกตามคำสั่งศาลนั้น คิดว่า รมว.อว.ทำไปตามหน้าที่ ซึ่งกลุ่มศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันเอง ก็ต้องทำตามหน้าที่ คือคัดค้านการย้ายอุเทนเช่นเดียวกัน

“ทางศิษย์เก่าไม่เห็นด้วย และยืนยันไม่ย้ายออกจากพื้นที่เดิมอย่างแน่นอน ซึ่งในทางกฎหมายเราอาจสู่ไม่ได้ ก็คงต้องขอความเป็นธรรม และขอความเห็นใจ ซึ่งหากทางผู้ที่เกี่ยวข้องยังยืนยันให้ย้ายออก ก็คงต้องมาดูว่าจะกำหนดท่าทีอย่างไรต่อไป” นายศิลป์ชัย กล่าว

ด้านกลุ่มตัวแทนนักศึกษาปัจจุบัน กล่าวว่า นักศุกษาที่มาเรียนที่วิทยาเขตอุเทนถวาย มาจากต่างจังหวัด มาจากพื้นที่ห่างไกล ตั้งใจมาเรียนที่นี่ด้วยความศรัทธาสถาบัน เพราะมีประวัติมาอย่างยาวนาน อยู่กันแบบครอบครัวหนึ่งจึงมีความผูกพัน และผลิตวิศวกรที่ดีออกมามากมาย หากจะย้ายสถาบันไปอยู่ที่อื่นพวกเราไม่สบายใจ

“ถ้าอยากพัฒนาก็ให้พัฒนาตรงนี้ให้ดีขึ้น ถ้าย้ายไปอยู่ที่อื่นนักศึกษาที่มาเช้าบ่ายอยู่แถวนี้ ก็จะกระทบหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านจิตใจ เพราะเราอยู่ที่นี่กันมานาน ผูกพันลึกซึ้ง สภาพแวดล้อมก็ดี ที่ใหม่ก็ไม่รู้จะดีเท่าที่นี้หรือไม่ ถ้าจะบอกว่าให้ย้ายตามคำสั่งศาล พวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่อยากขอความเมตตาเอ็นดูจากทุกฝ่าย ให้เห็นใจให้วิทยาเขตอยู่ที่เดิม และได้รับการพัฒนาต่อไป” กลุ่มนักศึกษาปัจจุบัน กล่าว

– 006

รับเปิดเทอม! รองผู้ว่าฯกทม.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ย้ำความปลอดภัยจราจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766427

รับเปิดเทอม! รองผู้ว่าฯกทม.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ย้ำความปลอดภัยจราจร

รับเปิดเทอม! รองผู้ว่าฯกทม.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ย้ำความปลอดภัยจราจร

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.31 น.

ตรวจ รร.กทม.เปิดเทอม 2 เน้นมาตรการรับภัยฝุ่น ปรับเกณฑ์วัดค่าเฉลี่ยมาตรฐานโลก ชักธงสีทุก 3 ชม. / ย้ำความปลอดภัยจราจร-ทางข้าม-ใส่หมวกกันน็อก / เผยได้รับความนิยม! ให้นร.แต่งชุดไปรเวท1วัน เดินหน้าต่อ รร.สังกัดอื่นอยากทำบ้างก็ได้

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมสถานศึกษาวันเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ณ โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย เขตสายไหม ว่า ในภาคเรียนที่ 2 จะเน้นเตรียมความพร้อมมาตรการเรื่องของภัยฝุ่น รวมถึงความปลอดภัยเบื้องต้น เรื่องของจราจร การเดินทางของเด็กนักเรียน ซึ่งต้องกวดขันกันอีกครั้งทั้งการข้ามทางม้าลาย การสวมหมวกกันน็อก การขับรถความเร็วตามกฎหมายกำหนด และ เมาไม่ขับ ซึ่งน้องๆ นักเรียนเป็นส่วนสำคัญที่จะส่งสารไปถึงครอบครัว พ่อแม่จะเชื่อเด็กๆ จะทำให้การปลุกจิตสำนึกสำเร็จได้ ในส่วนของหมวกกันน็อก เราได้รับการสนับสนุนมา 1 แสนกว่าใบ ให้ทุกโรงเรียน แต่ก็ยังพบเห็นเด็กที่ยังไม่ใส่หมวกกันน็อกอยู่ ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เน้นย้ำผู้อำนวยการโรงเรียนรณรงค์เรื่องนี้ให้ชัดเจนต่อเนื่อง ปัจจุบันบางโรงเรียนทำได้ดีแล้ว แต่ที่ยังพบไม่ใส่หมวกกันน็อก อาจเพราะผู้ปกครองเห็นว่าอยู่ใกล้โรงเรียนมากไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่อุบัติเหตุอาจจะเกิดขึ้นได้ไม่เลือกเวลาโรงเรียนก็ต้องกวดขันให้ใส่หมวกกันน็อกทุกครั้ง และกทม.กำลังออกแบบมาตรการรณรงค์เพิ่มมาช่วยทางโรงเรียน โดยอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจะมาช่วยออกแบบ เช่น ให้เด็กติดสติ๊กเกอร์ที่ชอบให้รู้สึกเป็นเจ้าของ มีการอวดกันใส่ถ่ายรูปลงโซเชี่ยล เป็นต้น

สำหรับเรื่องภัยฝุ่น จะมีการปรับเกณฑ์การวัดค่าเฉลี่ยฝุ่นให้เป็นไปตามมาตรฐานโลก โดย กทม.ได้ประชุมร่วมเครือข่ายอากาศสะอาด และกระทรวงสาธารณสุข ทั้งโลกไม่ได้วัดค่า 24 ชม.แล้ว เพราะฝุ่นอาจเข้ามาระหว่างวัน เราจึงปรับการวัดค่าฝุ่นให้เหมาะสม เป็นวัดค่าเฉลี่ยทุก 3 ชม. การปักธงคุณภาพอากาศของโรงเรียนจะถี่ขึ้นตามค่าฝุ่นเรียลไทม์ และมาตรการจะเป็นไปตามสีธง 5 สี สีฟ้า (ดีมาก) สีเขียว (ดี) สีเหลือง (ปานกลาง) สีส้ม (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) และสีแดง (มีผลกระทบต่อสุขภาพ) จะละเอียดมากขึ้น ซึ่งถ้าเริ่มสีส้ม ก็จะให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง

ในส่วนของการแต่งกายจากที่กทม. อนุญาตให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวทได้อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ก็ให้ทุกโรงเรียนประเมิน หัวใจของเรื่องนี้คือ การลดค่าใช้จ่าย และเรื่องสิทธิเสรีภาพ ปัจจุบันผลตอบรับค่อนข้างดี โรงเรียนสังกัดอื่นก็อยากทำบ้าง ซึ่งตนเชื่อว่าโรงเรียนในสังกัดและนอกสังกัดน่าจะไปด้วยกันได้ อนาคตจะมีการปรับเพิ่มวันหรือไม่ก็ต้องค่อยๆดูไป เพราะตนเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กอยากมาโรงเรียน เพราะเด็กเห็นว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย และได้แสดงออกความเป็นตัวเองจากการแต่งกาย

ทั้งนี้ โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย รายงานผลประเมินการใส่ชุดไปรเวท ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษาที่ 1 ได้เริ่มให้นักเรียนแต่งชุดไปรเวททุกวันพุธ ซึ่งโรงเรียนได้ทำแบบสอบถามผู้ปกครอง 80% ให้แต่งชุดไปรเวทเหมือนเดิม ถือว่าได้รับความนิยมจากผู้ปกครอง ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดนักเรียน และเด็กมีอิสระในการแต่งตัว โดยเด็กไม่ได้แต่งมาแข่งกัน แต่งตามความพร้อมของแต่ละคน และอยู่ในระเบียบวินัยดี ซึ่งจะต้องมีการประเมินทุกภาคเรียน

– 006

เปิดเทอมวันแรก! ‘เสมา 1’เข้มสถานศึกษา ปกป้องเด็กจากสภาพแวดล้อมอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766416

เปิดเทอมวันแรก! ‘เสมา 1’เข้มสถานศึกษา ปกป้องเด็กจากสภาพแวดล้อมอันตราย

เปิดเทอมวันแรก! ‘เสมา 1’เข้มสถานศึกษา ปกป้องเด็กจากสภาพแวดล้อมอันตราย

วันพุธ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.46 น.

เปิดเทอมวันแรก! “เสมา 1″เข้มสถานศึกษาทั่วประเทศ ตรวจตราบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติด ปกป้องเด็กจากสภาพแวดล้อมอันตราย สอดรับนโยบาย”เรียนดี มีความสุข”

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อห่วงใยรับเปิดเทอม 2/2566 คือเรื่องของสิ่งเสพติดในสถานศึกษา โดยได้กำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ และหน่วยงานในกำกับทุกสังกัด ตรวจตราบุหรี่ไฟฟ้าและยาเสพติดอย่างเข้มข้นทั้งภายในและบริเวณรอบสถานศึกษา เพื่อป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในกลุ่มเด็กและเยาวชน เพิ่มมาตรการที่เข้มแข็งปกป้องเยาวชนจากสิ่งเสพติด ตลอดจนสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายและผลกระทบของยาเสพติด ให้เกิดการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของ นักเรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

รมว.ศธ.กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำและกำกับสถานศึกษามาโดยตลอดว่าจะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยจากสารเสพติดทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สารเสพติด รวมถึงสารอื่นที่ทำให้มึนเมา แต่ปัจจุบันเด็กเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้ง่ายขึ้น จึงต้องทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ที่สำคัญมีบูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ผลักดันจนเกิดนโยบาย “โรงเรียนปลอดบุหรี่” โดยสถานศึกษามีส่วนร่วมสำคัญในการสร้างมาตรการจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 ที่ได้กำหนดให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาต้องเป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด

ดังนั้น ครูผู้อยู่ใกล้ชิดเด็กมากที่สุดในโรงเรียนจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการปลูกฝังค่านิยม ปรับทัศนคติที่ถูกต้อง สร้างการเห็นคุณค่าในตัวเอง ให้เยาวชนตระหนักรู้ถึงโทษและพิษภัยจากการสูบบุหรี่และสิ่งเสพติดชนิดอื่น ให้นักเรียนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนปลอดบุหรี่ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่อาจเป็นประตูเชื่อมให้เยาวชนไปสู่สิ่งเสพติดชนิดอื่นได้

“กระทรวงศึกษาธิการ จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรณรงค์ป้องกันเด็กและเยาวชนในการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติดทุกชนิด ที่สำคัญคือครูและผู้ปกครองซึ่งเป็นด่านแรกที่คลุกคลีใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด เป็นแบบอย่างที่ดี คอยสอดส่องสร้างภูมิคุ้มกันอย่างใกล้ชิดไม่ให้อบายมุขเข้ามาส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สภาพจิตใจ และอารมณ์ รวมถึงปลูกฝังให้เยาวชนมีทักษะในการปฏิเสธบุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติด ช่วยกันสร้างเยาวชนที่เข้มแข็งมีความสุขในการเรียนและการใช้ชีวิต” รมว.ศธ.กล่าว

อึ้ง!ผลสำรวจ 10 มหาวิทยาลัยดัง พบร้านกระท่อม 9-กัญชา 3 แห่งต่อสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766390

อึ้ง!ผลสำรวจ 10 มหาวิทยาลัยดัง พบร้านกระท่อม 9-กัญชา 3 แห่งต่อสถานศึกษา

อึ้ง!ผลสำรวจ 10 มหาวิทยาลัยดัง พบร้านกระท่อม 9-กัญชา 3 แห่งต่อสถานศึกษา

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 22.27 น.

‘เมืองลวง เด็กหลอน’สำรวจ 10 มหาวิทยาลัยดัง พบร้านกระท่อม 9-กัญชา 3 แห่งต่อสถานศึกษา

31 ต.ค.2566 เวลาประมาณ 17.00 น. ที่ลานกิจกรรมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายละครเฉพาะกิจเธียเตอร์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในโอกาสวันฮาโลวีน 2566 “HALLOWEEN CITY เมืองลวง เด็กหลอน”

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า ผลกระทบเกิดจากปัจจัยเสี่ยงทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน บุหรี่ และยาเสพติด ถือเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย ที่มักพบว่ามีเด็ก เยาวชนจำนวนมากเข้าไปอยู่ในวงจรเหล่านี้ จากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากรไทย ปี 2564 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบเยาวชนอายุ 15-24 ปี สูบบุหรี่ 12.7% เป็นนักสูบหน้าใหม่ที่เพิ่งสูบไม่เกิน 1 ปี 211,474 คน ในจำนวนนี้มี 73.7% เริ่มสูบบุหรี่ช่วงอายุ 15-19 ปี และยังพบคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง 78,742 คน คิดเป็น 0.14% ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป

ส่วนการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ในปี 2547-2558 มีการดื่มเพิ่มขึ้น 23.5-29.5% และลดเหลือ 20.9% หรือประมาณ 1.9 ล้านคน ในปี 2564 โดยกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี เป็นกลุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากที่สุด และเกิดเหตุในช่วงเวลากลางคืนสูงถึง 44% จากสถานการณ์การพนันปี 2564 มีเด็กและเยาวชนอายุ 15-25 ปีเล่นการพนัน 4.3 ล้านคน ฮาโลวีนนี้ ระวังอย่าให้ผีพนันเข้าสิง เพราะช่องทางที่เข้าถึงการพนันมีหลากหลายช่องทาง พร้อมอำนวยความสะดวกให้เล่นพนันได้ง่ายขึ้น ยิ่งเล่นยิ่งติด ทำให้ถอนตัวหรือเลิกได้ยาก กว่าจะรู้ตัวก็แทบจะหมดตัว

“ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องใส่ใจและจริงจังกับการป้องกัน แก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนเข้าถึงสิ่งเสพติด ต้องมีนโยบายปกป้องเด็ก มีมาตรการจัดการกับคนที่หาประโยชน์กับเด็กและเยาวชนอย่างเด็ดขาด รับฟังเสียงเด็ก เยาวชนให้มากขึ้น เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นทางเลือกให้เยาวชนได้ร่วมกันออกแบบอนาคตของเขาเอง กิจกรรมฮาโลวีนซิตี้เมืองลวง เด็กหลอน จึงเหมือนการสะท้อนปัญหาที่เด็กและเยาวชนไทยต้องเผชิญและสื่อสารเพื่อป้องกันเยาวชนไม่ตกเป็นเหยื่อการตลาดร้านเหล้าผับบาร์ ที่โหมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในวันฮาโลวีน”  น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

น.ส.ปาลิณี ต่างสี ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า เทศกาลวันฮาโลวีนคือช่วงเวลาที่ร้านเหล้าผับ บาร์ต่างฉวยโอกาสในการจัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เยาวชนเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลรอบมหาวิทยาลัย 10 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มหาวิทยาลัยธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม พบร้านจำหน่ายกระท่อม 90 แห่ง ร้านกัญชา 32 แห่ง และร้านที่ขายทั้งกระท่อมและกัญชา 11 แห่ง เฉลี่ยในหนึ่งมหาวิทยาลัยมีร้านขายกระท่อม 9 แห่ง ขายกัญชา 3 แห่ง และขายทั้งกระท่อมและกัญชา 1 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นร้านประจำ แผงลอย คาแฟ่ และรถเก๋ง กระบะ

ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ยังได้สำรวจความเห็นเยาวชนอายุ 13-25 ปี ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1,200 คน ระหว่างวันที่ 20-27 ต.ค. ที่ผ่านมา พบว่า เคยใช้กัญชา 28.33% ไม่เคยใช้ 71.67%  เคยใช้กระท่อม 28.42% ไม่เคยใช้ 71.58% ที่สำคัญ 73.83% เห็นว่าควรปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มมาตรการป้องกันการเข้าถึงกัญชากับกระท่อมของเด็กและเยาวชน มีเพียง 26.17% ที่ไม่เห็นด้วย ส่วนนโยบายขยายเวลาเปิดผับบาร์ 04.00 น. นั้น ไม่เห็นด้วย 52.08 % โดยให้เหตุผลว่าทำให้เกิดเสียงดัง ทะเลาะวิวาท อุบัติเหตุอาชญากรรม และเสียสุขภาพ

“นี่คือความพยายามของเราในฐานะเด็ก เยาวชน ที่ต้องการส่งเสียงสะท้อนความจริงต่อผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ให้เร่งทบทวนนโยบายกัญชาและพืชกระท่อม เป็นการด่วน รวมถึงทุกนโยบายที่จะเป็นการเพิ่มพื้นที่เสี่ยง เพิ่มพื้นที่อบายมุข ที่ยังไม่มีมาตรการปกป้องเด็ก เยาวชน และครอบครัวที่ดีพอ ทั้งเหล้า บุหรี่ไฟฟ้า การพนันในรูปแบบต่าง ๆ หวังว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะได้ยินเสียงของเรา เยาวชนที่ตื่นรู้และไม่เพิกเฉยต่อความผิดปกติของบ้านเมือง” น.ส.ปาลิณี กล่าว

ด้าน นายลิขิต จวนสวัสดิ์ หรือ ตั้ม ฮาล้าน เน็ตไอดอล กล่าวว่า หลังจากตนไม่ได้ทำงานที่ผับแล้วมีเวลาว่างเยอะ การปลดล็อกกัญชา กระท่อม ทำให้หาซื้อกัญชา กระท่อมได้ง่าย ตนกับเพื่อนต้มน้ำกระท่อมกินเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน กินเยอะ กินบ่อยจนกระทั้งเกิดอาการเสพติดน้ำกระท่อม ต้องต้มดื่มแทนน้ำ แต่เพียงระยะเวลาไม่นานก็เกิดผลกระทบกับสุขภาพ เกิดภาวะท้องเสียอย่างรุนแรง อาเจียนอย่างหนัก จนต้องไปพบแพทย์และถูกส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดตรัง แพทย์ให้ยามารับประทาน ให้ดื่มน้ำสะอาดเพื่อเป็นการชะล้างพิษจากกท่อม และนัดตรวจติดตามผลอีกครั้ง

“สิ่งที่อยากจะบอกกับทุกคนคือ การดื่มน้ำกระท่อม สูบกัญชา ไม่ทำให้ดูดีดูเท่เลย มีแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ” นายลิขิต กล่าว

‘สมเด็จพระมหาวีรวงศ์-ปลัดมท.’นำชาวปทุมธานี ร่วมพิธีเททองหล่อพระประธานยิ้มรับฟ้า และพระพรหม วัดบางหลวงหัวป่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766414

'สมเด็จพระมหาวีรวงศ์-ปลัดมท.'นำชาวปทุมธานี ร่วมพิธีเททองหล่อพระประธานยิ้มรับฟ้า และพระพรหม วัดบางหลวงหัวป่า

‘สมเด็จพระมหาวีรวงศ์-ปลัดมท.’นำชาวปทุมธานี ร่วมพิธีเททองหล่อพระประธานยิ้มรับฟ้า และพระพรหม วัดบางหลวงหัวป่า

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.03 น.

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นประธานสงฆ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นำชาวปทุมธานี ร่วมพิธีเททองหล่อพระประธานยิ้มรับฟ้า และพระพรหม ประดิษฐาน ณ วัดบางหลวงหัวป่า ปทุมธานี และพิธีฉลองกฐินสามัคคี พร้อมร่วมพิธีฉลองอายุวัฒนมงคลพระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ด้วยความเป็นสิริมงคล โดยมีพุทธศาสนิกชนผู้ร่วมงานอย่างเนืองแน่น

วันนี้ (31 ต.ค.66) เวลา 08.30 น.ที่วัดบางหลวงหัวป่า สาขาวัดระฆังโฆสิตาราม ตำบลสวนพริกไทย อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเททองหล่อพระประธานยิ้มรับฟ้า หน้าตัก 31 นิ้ว และพระพรหม 62 นิ้ว พร้อมทั้งประกอบพิธีสมโภชกฐินสามัคคี และพิธีฉลองอายุวัฒนมงคลพระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า ที่ปรึกษาสมัชชาสงฆ์ในญี่ปุ่น โดยได้รับเมตตาจาก พระเทพประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร และพระมงคลวโรปการ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดชินวราราม ร่วมพิธี มีคณะสงฆ์วัดบางหลวงหัวป่า ประกอบพิธี โดยมี นายพงศ์รัตน์ ภิรมรัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายอดิเทพ กลมเวชช์ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายคมสัน ญาณวัฒนา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปทุมธานี นายมนัส สุวรรณรินทร์ ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี และเจ้าภาพร่วม อาทิ พลตำรวจเอก ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 13 คุณวทันยา บุนนาค ภาคีเครือข่ายภาคธุรกิจ นายสมศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา นายกฤษฎา ไทยสำราญ นายยุทธภูมิ โอกิวารา เซียนพระชื่อดัง หัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วยประชาชนผู้มีจิตศรัทธา และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมพิธีกว่า 1,000 คน

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นำผู้ร่วมพิธีประกอบพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โปรยข้าวตอกดอกไม้ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และถวายสักการะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จากนั้น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า นำผู้ร่วมพิธีร่วมเททองหล่อพระประธานยิ้มรับฟ้า หน้าตัก 31 นิ้ว และพระพรหม 62 นิ้ว พระสงฆ์ 9 รูป เจริญพระพุทธมนต์ เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธี ถวายเครื่องไทยธรรม ถวายภัตตาหารเพล กรวดน้ำรับพร ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ กราบลาพระรัตนตรัย เป็นอันเสร็จพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “พระประธานยิ้มรับฟ้า” เป็นพระประธานประจำพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสำริด ปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ 4 ศอก เบื้องพระพักตร์มีรูปพระสาวก 3 องค์ นั่งประนมมือดุจรับพระพุทธโอวาท โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามพระประธานองค์นี้ว่า “พระประธานยิ้มรับฟ้า” เมื่อครั้นทรงเสด็จมาถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ทรงมีพระราชดำรัส “ไปวัดไหนไม่เหมือนวัดระฆัง พอเดินเข้าประตูโบสถ์คราใด พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที” ด้วยเหตุนี้จึงทรงถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์ และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือกแด่พระประธานองค์นี้เป็นพิเศษ ซึ่งวัดบางหลวงหัวป่าแห่งนี้ เป็นสาขาของวัดระฆังโฆษิตาราม โดยพระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า จึงได้ใช้โอกาสอันเป็นมงคลฤกษ์วันทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2566 นี้ ประกอบพิธีเททองหล่อพระประธานยิ้มรับฟ้า และพระพรหม เพื่ออัญเชิญประดิษฐาน ณ วัดบางหลวงหัวป่า ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งการเป็นสาขาของวัดระฆังโฆสิตาราม และเป็นสรรพสิริมงคลของพุทธศาสนิกชน

“นับเป็นมงคลฤกษ์อันดียิ่งที่ได้มาร่วมประกอบพิธีเททองหล่อพระประธานยิ้มรับฟ้า พระพรหม และพิธีทอดกฐินสามัคคี ประจำปี 2566 ที่วัดบางหลวงหัวป่า สาขาวัดระฆังโฆสิตาราม พร้อมพุทธศาสนิกชนทุกท่านในวันนี้ อันถือเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความสำคัญที่หล่อหลอมรวมจิตใจอันศรัทธา แสดงถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา และหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีนัยสำคัญ และมีความหมายอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของพวกเราทุกคน จึงได้พร้อมใจมาร่วมกันปฏิบัติบูชา ด้วยจิตปรารถนาที่จะทำนุบำรุง รักษา และสืบสานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงอยู่ไว้ให้แก่ลูกหลานของเรา สอดคล้องกับที่กระทรวงมหาดไทยได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ของฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม กระทรวงมหาดไทย และภาคีเครือข่าย ซึ่งมีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ประธานฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม ผู้เป็นหลักชัย อันเป็นการส่งเสริมทำให้วัดซึ่งเป็นศาสนสถาน ได้เป็นสถานที่ศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนและประชาชน เป็นสถานที่ศึกษาหาความรู้ เป็นสัปปายะสถานสำหรับประชาชน ด้วยการบูรณาการความร่วมมือ ในรูปแบบของพลัง “บวร” คือ บ้าน วัด ราชการ อันจะทำให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปได้มีความสุขกาย สุขใจ มีความสุขในการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า สาขาวัดระฆังโฆสิตาราม กล่าวว่า วัดบางหลวงหัวป่าแห่งนี้ เป็นวัดร้างตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นสถานที่ที่อาตมาภาพได้ร่วมกับนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ผู้ขอบูรณปฏิสังขรณ์ และขอยกวัดร้างแห่งนี้ให้เป็นวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์อยู่จำพรรษา ซึ่งเป็นวัดสาขาของวัดระฆังโฆสิตาราม มีเนื้อที่ 23 ไร่ 64 ตารางวา โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาวัดบางหลวงหัวป่าได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สมาคมแม่บ้านมหาดไทย จังหวัดปทุมธานี และภาคีเครือข่าย ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมประกอบพุทธศาสนกิจ อีกทั้งกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา อาทิ ปลูกต้นไม้ ปล่อยปลา อย่างต่อเนื่องตลอดเรื่อยมา เพื่อพัฒนาพื้นที่อดีตวัดร้างแห่งนี้ให้เป็นรมณียสถาน สถานที่แห่งความร่มเย็น และเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการบูรณปฏิสังขรณ์ หากเสร็จสมบูรณ์จะเป็นพุทธสถานสาธารณสงเคราะห์ ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ป่วยยากไร้ และชาวบ้านในพื้นที่ ให้ได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ตามนโยบายด้านการสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคมอีกด้วย

– 006

‘ศุภมาส’ส่งหนังสือสำนักเลขาฯครม. หารือแนวปฏิบัติแต่งตั้ง‘อธิการบดี มสธ.’คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766282

‘ศุภมาส’ส่งหนังสือสำนักเลขาฯครม. หารือแนวปฏิบัติแต่งตั้ง‘อธิการบดี มสธ.’คนใหม่

‘ศุภมาส’ส่งหนังสือสำนักเลขาฯครม. หารือแนวปฏิบัติแต่งตั้ง‘อธิการบดี มสธ.’คนใหม่

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.08 น.

‘ศุภมาส’ส่งหนังสือสำนักเลขาฯครม. หารือแนวปฏิบัติแต่งตั้ง‘อธิการบดี มสธ.’คนใหม่

31 ตุลาคม 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(รมว.อว.) เปิดเผยกรณีนายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งกระทู้ถามความคืบหน้าการแต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ว่า กระทรวง อว. และตนไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ติดตามความคืบหน้าการแต่งตั้งอธิการบดี มสธ.มาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความเป็นห่วงต่อการบริหารงานศึกษาในมหาวิทยาลัย และผลกระทบที่จะเกิดต่อนักศึกษา

รมว.อว. ระบุว่า ขณะนี้กระบวนการแต่งตั้งอธิการบดี มสธ. มีขั้นตอนการถอดถอนอธิการบดีรายเดิมของ มสธ. ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ขณะเดียวกันสภา มสธ. ได้มีการรวบรวม ตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติของผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี มสธ. คนใหม่ ไปพร้อมๆกัน เพื่อประกอบการดำเนินการเสนอขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีตามลำดับขั้นตอน

“เพื่อให้การเสนอเรื่องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดี มสธ. เป็นไปตามแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระกรุณา กระทรวง อว.ได้มีการหารือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีหนังสือถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) เพื่อขอหารือแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องดังกล่าวแล้ว เพื่อให้เกิดความรอบคอบ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สลค. หากผลการพิจารณาเป็นอย่างไรจะได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอนของกฎหมายต่อไป” รมว.อว. กล่าว

‘หมอธีระวัฒน์’พ้อถูกสั่งสอบสวน เพราะยุติการเอา’ไวรัส’จากค้างคาวมาศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766251

'หมอธีระวัฒน์'พ้อถูกสั่งสอบสวน เพราะยุติการเอา'ไวรัส'จากค้างคาวมาศึกษา

‘หมอธีระวัฒน์’พ้อถูกสั่งสอบสวน เพราะยุติการเอา’ไวรัส’จากค้างคาวมาศึกษา

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.53 น.

วันที่ 10 ตุลาคม 2566 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า หมอถูกสั่งสอบสวน วันที่ 1 พ.ย. 2566 ที่ตึกรัตนวิทยพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาฯ เวลา 11.00 น.

เพราะเรายุติการเอาไวรัสจากค้างคาวมาศึกษา เนื่องจากจะเป็นอันตรายอย่างร้ายแรง และต่อต้านการเอาไวรัสเหล่านี้ไปตัดต่อพันธุกรรม รวมกระทั่งถึงเราทำลายตัวอย่างไวรัสเหล่านี้จนหมดสิ้น

เห็นจดหมาย นึกว่าจะเป็นบันทึกยกย่องการทำงานรับผิดชอบอย่างสูง ของศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ และในฐานะที่เป็นศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ด้านค้นคว้าและอบรมไวรัสสัตว์สู่คน ที่หมอเป็นคนรับผิดชอบ และรวมความปลอดภัย กลับเป็นถูกสอบว่าบริหารไม่รัดกุม ก่อให้เกิดผลกระทบ และความเสียหาย จากใจหมอ และครอบครัวและน้องๆ หมอ และนักวิทย์ในศูนย์

อ่านเปลี่ยนโลก! ‘Reading group’เชิญชวนมิตรรักนักอ่านเข้ามาแลกเปลี่ยน ขยับมุมมอง สะท้อนคิดกับหนังสือคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766239

อ่านเปลี่ยนโลก! 'Reading group'เชิญชวนมิตรรักนักอ่านเข้ามาแลกเปลี่ยน ขยับมุมมอง สะท้อนคิดกับหนังสือคุณภาพ

อ่านเปลี่ยนโลก! ‘Reading group’เชิญชวนมิตรรักนักอ่านเข้ามาแลกเปลี่ยน ขยับมุมมอง สะท้อนคิดกับหนังสือคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.17 น.

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เพจเฟซบุ๊ก “Common School” องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ได้โพสต์ข้อความระบุว่า [ กลับมาพบกันอีกครั้งกับ Reading Group #อ่านเปลี่ยนโลก ]

Reading group กลุ่มอ่านของโครงการอ่านเปลี่ยนโลกกลับมาอีกครั้ง ขอเชิญชวนมิตรรักนักอ่านเข้ามาแลกเปลี่ยน ขยับมุมมอง สะท้อนคิดกับหนังสือคุณภาพจากห้องสมุดอ่านเปลี่ยนโลก

วันศุกร์ ที่ 3 พฤศจิกายน เวลา 18:30-20:00 น.
อ่านเกิดมาขบถ : ส่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านชีวิตจรัล ดิษฐาอภิชัย
วิทยากร : ปิยบุตร แสงกนกกุล และธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
ผู้ดำเนินรายการ : รักชนก ศรีนอก

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม เวลา 13:00-15.00 น.
อ่านเสนีย์ เสาวพงศ์ ย้อนพินิจสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย
วิทยากร : ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และธร ปีติดล
ผู้ดำเนินรายการ : รักชนก ศรีนอก

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม เวลา 13:00-15.00 น.
อ่าน 100 นวัตกรรมสร้างฟินแลนด์ : ย้อนมองสังคมไทยดีกว่านี้ได้
วิทยากร : กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ และเดชรัตน์ สุขกำเนิด
ผู้ดำเนินรายการ : รักชนก ศรีนอก

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ 13:00-15.00
อ่านเศรษฐศาสตร์กินได้ : ท่องโลกเศรษฐศาสตร์ผ่านอาหาร
วิทยากร : วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และศิริกัญญา ตันสกุล
ผู้ดำเนินรายการ : รักชนก ศรีนอก

เพราะเราเชื่อว่าสังคมอุดมปัญญาจะเกิดขึ้นได้จริงจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ที่ก้าวหน้าพร้อมๆ กับเสรีภาพในการแสวงหาความรู้และวิพากษ์วิจารณ์ไปพร้อมกัน

#อ่านเปลี่ยนโลก

เมียบุก ศธ.ร้องผัว‘ผอ.โรงเรียน’แอบคบชู้พยาบาล จี้สอบด่วนใน 7 วัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/766233

เมียบุก ศธ.ร้องผัว‘ผอ.โรงเรียน’แอบคบชู้พยาบาล จี้สอบด่วนใน 7 วัน

เมียบุก ศธ.ร้องผัว‘ผอ.โรงเรียน’แอบคบชู้พยาบาล จี้สอบด่วนใน 7 วัน

วันอังคาร ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.43 น.

‘กัน จอมพลัง’พาแม่ค้าก๋วยเตี๋ยว บุก ศธ.ร้องผัว‘ผอ.โรงเรียน’คบชู้พยาบาล ด้าน สพฐ.จี้เขตฯ สืบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

31 ตุลาคม 2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) “กัน จอมพลัง” พร้อมด้วยนางสีดา ภรรยาหลวง อาชีพแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเดินทางยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เพื่อขอความเป็นธรรม และดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดกับสามี ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบุรี หลังพบว่าแอบคบชู้กับพยาบาล

ขณะที่สาวคู่กรณีโฟนอินเข้ามาในรายการโหนกระแส เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 ชี้แจงว่า มีประสบการณ์ทำงานหลายอย่าง ดูแลสุขภาพ สภาพจิตใจให้ผู้อำนวยการโรงเรียน ไปโรงแรมด้วยกันเพราะฟื้นฟูร่างกาย ไปโรงแรมเพราะสถานที่นั้นปลอดภัย มีกล้องวงจรปิด ส่วนเรื่องคดีขอให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล โดยมีนายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พร้อมด้วย นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้รับเรื่อง

นายกัน กล่าวว่า ตนพานางสีดา มายื่นหนังสือร้องเรียนสามีซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อมาดูเรื่องจริยธรรม ว่าสมควรหรือไม่ ที่มีภรรยาแล้ว ยังมีภรรยาน้อย ซึ่งสามีได้ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นที่ปรึกษา ก็ต้องมาดูว่าปรึกษากันเรื่องใด โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูนได้มอบหมายให้ รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นผู้มารับหนังสือ ถึงวันนี้แล้วเชื่อว่า นางสีดาไม่ยอมความอย่างแน่นอน

นางสีดา กล่าวว่า ตนอยากให้ดำเนินการวินัยขั้นสูงสุด และไม่อยากให้มีโอกาสได้เป็นครูอีกต่อไป โดยอยากให้สามีลองมาใช้ชีวิตแบบบ้านๆ ว่าลำบาก ขณะที่สามีกล่าวหาว่าตนเอง มีคนอื่น ก็อยากให้ลองมาใช้ชีวิตแบบนี้ดู ตนใช้ชีวิตร่วมกับสามีมากว่า 30 ปี จนอายุขนาดนี้ ยังจะเลิกกับตน แต่ไม่ใช้วิธีพูดกันดีๆ กลับฟ้องทิ้งร้าง 1 ปี เป็นวิธีหมาลอบกัด หลังตนป่วยจนจะต้องเข้าผ่าตัด และต้องพักฟื้น ซึ่งตามกฎหมายหากไม่มาสู้คดี ภายใน 1 เดือน เขาสามารถเซ็นหย่าได้แต่เพียงลำพัง จึงอยากถามว่า ทำได้อย่างไร

“เมื่อวานสามีให้สัมภาษณ์ว่า ดิฉันมีคนอื่น ถ้าคดีจบก็บอกว่า จะไม่เอาดิฉัน และพร้อมที่จะมีคนอื่นทันที ทำให้ดิฉันเสียใจมาก ส่วนที่บอกว่ามีคลิปเป็นหลักฐานว่าดิฉันมีคนอื่น ก็ขอให้เอามาเปิดให้ทุกคนได้เห็น ยืนยันว่า ดิฉันไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนั้น และอยากถามว่า ถ้ามีคลิปว่าดิฉันอยู่กับคนอื่นทำไมไม่เอาคลิปดังกล่าวมาฟ้อง แต่มาฟ้องทิ้งร้างทำไม ถ้ามีหลักฐานขนาดนั้น อยากถามว่าดิฉันเป็นคนธรรมดา มีสามีเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน จะต้องไปหาสามีแบบไหนอีก” นางสีดา กล่าว

นางสีดา กล่าวต่อว่า ส่วนตัวไม่กังวลในเรื่องคดีที่ถูกสามีและฝ่ายหญิงแจ้งความ หากศาลตัดสินมาอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เพราะทราบว่า สามีจะมีการแจ้งความกลับอีก ซึ่งตนไม่ได้สนใจและไม่ได้ทำแบบที่เขาว่า ทั้งนี้ ตนไม่สามารถติดต่อสามีได้กว่า 4 เดือนแล้ว เพราะสามีออกจากบ้านไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หาเหตุออกไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้น

ส่วนที่บอกว่า พยาบาลเป็นที่ปรึกษา ตนไม่เชื่อ ในสำนวนฟ้องก็ระบุว่า ผู้หญิงคนดังกล่าว เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา อยากถามว่า เป็นบุคลากรในส่วนใด ถึงจะมาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของสามีตน ขณะที่ผ่านมา ตนเห็นสามีและหญิงรายดังกล่าว ไปโรงแรมหลายที่ มาศาลมาด้วยกัน สามีเป็นพยานให้ผู้หญิงอื่นฟ้องภรรยาตัวเอง ทั้งที่สามีเป็นคนผิด ถ้ายอมรับก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ยอม คิดจะเอาเป็นเอาตาย เอากฎหมายมาบีบ ทั้งที่ตนเจ็บช้ำน้ำใจ แต่ก็ยังไปมาหาสู่แทนที่จะรอให้จบเรื่องไปก่อน ขณะที่หญิงคู่กรณีก็ประกาศว่ามีสามี เป็นนายพล มีลูกด้วยกัน และยืนยันว่า เป็นแค่ที่ปรึกษากัน

นางสีดา กล่าวต่อว่า ในส่วนของตนเองมีการฟ้องชู้ สามี 1 คดี โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 5 แสนบาท แต่สามี และหญิงคู่กรณีฟ้องตนหลายคดี โดยสามีฟ้องทิ้งร้าง 1 คดี ทำร้ายร่างกาย เอาผิดจนถึงที่สุด 1 คดี ฝ่ายหญิงฟ้องดูหมิ่นซึ่งหน้า โดยสามีสามารถแคปข้อความที่ตนต่อว่าหญิงรายดังกล่าวในไลน์ส่วนตัวของสามีไปให้หญิงรายดังกล่าว เพื่อใช้เป็นหลักฐานฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา อีก 1 คดี

“จึงอยากถามว่า สามีเป็นอะไรกับผู้หญิงคนนั้น ถึงต้องแคปข้อความของภรรยาตัวเองไปให้ผู้หญิงอื่นฟ้อง ใจดำเกินไปหรือไม่ การมาวันนี้อยากเป็นตัวแทนของเมียหลวง ที่มีหน้าที่การงานไม่ได้ทัดหน้าเทียมตาสามี อยากให้ลุกขึ้นสู้ อย่าอยู่เฉย ยอมเขาทุกอย่าง” นางสีดา กล่าว

ด้านนายพัฒนะ กล่าวว่า สพฐ.พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยล่าสุดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เพชรบุรี เขต 2 ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2553 ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ในส่วนของ สพฐ.ก็ได้ขอเร่งรัดให้ดำเนินการสืบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง ตามข้อเท็จจริงต่อไป

ทั้งนี้ ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการโรงเรียนรายนี้ยังทำหน้าที่ผู้อำนวยการในโรงเรียนเช่นเดิม เนื่องจากคู่กรณีไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนเดียวกัน และไม่ได้เป็นข้าราชการครู จึงไม่มีโอกาสไปข่มขู่หรือยุ่งกับพยานหลักฐาน

“เบื้องต้นได้มีการพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นความผิดส่วนตัว ความผิดทางวินัย และอาญาก็ต้องว่าไปตามขั้นตอน ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนถ้ามีเรื่องอื้อฉาว ถือว่ามีความผิด ถือว่าเป็นผู้มีความประพฤติชั่ว ส่วนจะร้ายแรงหรือไม่ ก็ต้องว่าไปตามรูปคดี ถ้าร้ายแรงมีโทษปลดออก กับไล่ออก” นายพัฒนะ กล่าว