‘ม.มหิดล’บริการประเมินภาวะ‘สมองเสื่อม’ สำหรับ‘ผู้สูงวัย’ภายใต้การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764843

‘ม.มหิดล’บริการประเมินภาวะ‘สมองเสื่อม’  สำหรับ‘ผู้สูงวัย’ภายใต้การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ

‘ม.มหิดล’บริการประเมินภาวะ‘สมองเสื่อม’ สำหรับ‘ผู้สูงวัย’ภายใต้การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ

วันพุธ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ตามที่ “กระทรวงสาธารณสุข”ได้ประกาศให้ “ปี 2566 เป็นปีแห่งสุขภาพสูงวัยไทย” โดยกำหนดให้มี“คลินิกสูงอายุ” รองรับในโรงพยาบาลทุกระดับ ทำให้ทุกภาคส่วนเกิดการขับเคลื่อนเพื่อสุขภาวะผู้สูงวัยในวงกว้างซึ่งเครื่องมือที่สำคัญในการให้บริการของคลินิกผู้สูงอายุ คือ การประเมินภาวะสมองเสื่อม ซึ่งเป็นหนึ่งใน 9 ด้านของแบบประเมินผู้สูงอายุแบบบูรณาการในชุมชน

รศ.ดร.ขวัญใจ อำนาจสัตย์ซื่อ หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล บอกเล่าถึง “การสำรวจผู้สูงวัยในเขตราชเทวี กรุงเทพฯ” ในโครงการวิจัยของ ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า ในพื้นที่เขตราชเทวีทั้งหมด 21 ชุมชน พบร้อยละ 50.18 ของผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป มีความผิดปกติทางด้านสมอง

นอกจากนั้น จากการคัดกรองโดยใช้แบบประเมิน (The Montreal Cognitive Assessment, MoCA Test)ยังพบว่า ร้อยละ 22.02 ของผู้สูงอายุมีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment : MCI) ซึ่งเป็นสัญญาณถึงแนวโน้มของการเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมในอีกไม่ช้า ทำให้ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงเปิด “ศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ (Senior Wellness) และ Pre-ageing clinic” เพื่อประเมินภาวะสมองเสื่อมผู้สูงวัยมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผู้สูงอายุแบบองค์รวม

รศ.ดร.ขวัญใจ กล่าวต่อไปว่า ศูนย์ส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุ เป็นการบูรณาการบริการวิชาการ งานวิจัยและการเรียนการสอน ภายใต้การดูแลของคณาจารย์ของภาควิชาฯ ซึ่งจากการประยุกต์ใช้ “โปรแกรมประเมินภาวะสมองเสื่อมผู้สูงวัยในชุมชน (The Montreal Cognitive Assessment, MoCA Test)” โดยนักศึกษาพยาบาลในหลักสูตรอบรมระยะสั้นสาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติสูงอายุ พบว่า เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้คัดกรองคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โปรแกรมประเมินภาวะสมองเสื่อมผู้สูงวัยในชุมชน ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2539 หรือเกือบ 3 ทศวรรษก่อนโดย ดร.เซียด นัสเรดดิน (Dr.Ziad Nasreddine) นักประสาทวิทยาชาวแคนาดา ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ใช้คัดกรองภาวะสมองเสื่อมในระยะต้นๆ ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก โดยใช้เวลาเพียงไม่เกิน 10 นาที เพื่อดูกระบวนการทางความคิดในด้านต่างๆ อาทิ ความจำ ความตั้งใจ สมาธิ การบริหารจัดการความคิด การใช้ภาษา การเชื่อมโยง การใช้ความคิดรวบยอด และการเปิดรับสิ่งรอบตัว ตามเกณฑ์มาตรฐานการประเมินโรคสมองเสื่อม

การประยุกต์ใช้ MoCA Test ในกลุ่มผู้สูงวัยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเข้ารับการทดสอบด้วยความสมัครใจ และพบว่าเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด “ในการทดสอบจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นนักจิตวิทยา และพยาบาลร่วมด้วย” เพื่อช่วยในการสื่อสารกับผู้เข้ารับการทดสอบซึ่งเป็นผู้สูงวัยไม่ให้เกิดความวิตกกังวล หรือสภาวะทางอารมณ์ เนื่องจากเป็นการทดสอบที่ต้องอาศัยแรงจูงใจในการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในการทดสอบด้านต่างๆ ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการจดจำ และการคิดเป็นหลัก ภายใต้การจัดสิ่งแวดล้อมที่เป็นส่วนบุคคล

“ตัวอย่างเช่น ในการทดสอบบวกลบเลข เพื่อดูศักยภาพเบื้องต้นในการคิดคำนวณ อาจลองให้ผู้สูงวัยที่เข้ารับบริการได้ลองจินตนาการนึกถึงการบวกลบเลขในใจที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การจ่ายตลาด -ซื้อของ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนโดนบังคับให้ทำตามแบบประเมิน กรณีที่ได้ผลการทดสอบเข้าข่ายโรคสมองเสื่อม ผู้สูงวัยจะได้รับคำแนะนำและประสานงานส่งต่อไปยังสถานพยาบาลที่พร้อมให้การดูแล” รศ.ดร.ขวัญใจ ยกตัวอย่าง

แม้แบบทดสอบ MoCA Test จะใช้เวลาในการทดสอบและทราบผลเพียงระยะสั้นไม่เกิน 10 นาที แต่ยังมีข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับระดับการศึกษาของผู้เข้ารับการทดสอบเป็นตัวแปรสำคัญ นอกจากนี้ ผลการทดสอบอาจคลาดเคลื่อนได้กรณีมีปัจจัยอื่นๆมาทำให้ผู้เข้ารับการทดสอบเกิดความไม่พร้อม ขาดสมาธิ หรือมีสภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น กำลังอยู่ในภาวะความดันโลหิตขึ้นสูง หรือลดลงต่ำโดยฉับพลัน ตลอดจนข้อจำกัดจากการขาดการติดตามการทดสอบอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

ทั้งนี้ ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุขแห่งแรกของประเทศไทย ที่ก่อตั้งขึ้นด้วยการสนับสนุนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ผลิตพยาบาลสาธารณสุขและพยาบาลเวชปฏิบัติ ทั้งระดับปริญญาโท และปริญญาเอกเพื่อพัฒนาวิชาการ และองค์ความรู้ด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน มาอย่างต่อเนื่องกว่า 75 ปีและมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นคนไทยห่างไกลภาวะสมองเสื่อม ซึ่งกำลังกลายเป็นวิกฤตที่คอยคุกคามสุขภาวะผู้สูงวัยในปัจจุบัน

ซึ่ง รศ.ดร.ขวัญใจ ได้กล่าวถึงก้าวต่อไปว่า เตรียมขยายผลผลักดันสู่ระดับนโยบายเชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพในชุมชน ด้วยบัตรประจำตัวประชาชน หรือสมาร์ทการ์ดของผู้สูงอายุ ซึ่งความสำเร็จในการประยุกต์ใช้โปรแกรมการจัดการภาวะสมองเสื่อมแบบบูรณาการในผู้สูงวัย เป็นผลงานการวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ “Pacific RimInternational Journal of Nursing Research” ล่าสุด

ผู้สูงอายุท่านใดที่มีความประสงค์จะเข้ารับการประเมินภาวะสมองเสื่อมมาตรฐานสากล ภายใต้การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สามารถติดต่อขอเข้ารับบริการได้ทุกวันพุธที่ 2 และ 4 ของเดือน ณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดได้ที่โทร.02-3548542

ช่วยเหลือนักเรียนประสบอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764584

ช่วยเหลือนักเรียนประสบอุทกภัย

ช่วยเหลือนักเรียนประสบอุทกภัย

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผู้อำนวยงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 1 พร้อมคณะ ลงพื้นที่มอบเครื่องอุปโภค-บริโภค เงินกองทุนช่วยเหลือนักเรียน แก่ครอบครัวนักเรียนที่ประสบอุทกภัย โรงเรียนบ้านแจ่งจูงนาง และโรงเรียน

วัดบางสะพานประพันธ์ชนานุสรณ์ รวม 3 ราย โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา และคณะครู ร่วมลงพื้นที่ เมื่อวันก่อน

มจธ.จัดแสดงผลงานคนพิการ ครบรอบ10 ปี โครงการฝึกอบรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764587

มจธ.จัดแสดงผลงานคนพิการ  ครบรอบ10 ปี โครงการฝึกอบรม

มจธ.จัดแสดงผลงานคนพิการ ครบรอบ10 ปี โครงการฝึกอบรม

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดกิจกรรม “ครบรอบ 10 ปีโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ. เติม…เต็ม Empower” ในวันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม 2566 เวลา 08.30-16.30 น. ณ ห้อง Auditorium ชั้น 3 อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ถนนประชาอุทิศ กรุงเทพฯ

ภายในงานจะได้พบกับผลงานนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการและผู้สูงอายุ การแสดงนิทรรศการภาพถ่ายโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ การแสดงดนตรีและกิจกรรมจากคนพิการ การฝึกทักษะอาชีพคนพิการ และการประกวดนวัตกรรมเชิงความคิดเพื่อคนพิการ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเสวนา“เติม…เต็ม Empower” โดย นายสนั่นอังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้ริเริ่มโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ มจธ.,ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ, นายบุญชัยหล่อพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทมาราธอน (ประเทศไทย) จำกัด,อาจารย์สุชาติ เพริดพริ้ง ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และการนำเสนอผลงานเทคโนโลยีสู่สังคมสำหรับทุกคน(Technology for Inclusive Society) เป็นต้น

ผู้สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/DhVS9ve8TTrrgdK6A หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-4709630-5

Creative Plaza มอบทุนการศึกษา ม.ศิลปากร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764586

Creative Plaza มอบทุนการศึกษา ม.ศิลปากร

Creative Plaza มอบทุนการศึกษา ม.ศิลปากร

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวาริท ไชยกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ครีเอทีฟ พลาซ่า จำกัด นำทีมพนักงานมอบทุนการศึกษา ให้นักศึกษาในชั้นปีที่ 3 จำนวน 3 ทุน คณะวิทยาการจัดการ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (การจัดการงานนิทรรศการและงานอีเว้นท์) มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายใต้กิจกรรม “ครอบครัวครีเอทีฟ ปันความสุขสู่สังคม” โดยมี ผศ.ดร.จิตพนธ์ ชุมเกตุ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร ต้อนรับ ณ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อเร็วๆ นี้

เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) และ โอ้กะจู๋ สนับสนุนโครงการน้ำหยดเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764580

เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) และ โอ้กะจู๋  สนับสนุนโครงการน้ำหยดเกษตรกร

เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) และ โอ้กะจู๋ สนับสนุนโครงการน้ำหยดเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO นำซอสพริกห่านบิน (Flying Goose) ร้านอาหาร “โอ้กะจู๋” ส่งมอบเงินสนับสนุน จากแคมเปญพิเศษ “ห่านบินบินกลับไทย Summer landing ห่านบินชวนกินผัก ทำความดี กับ โอ้กะจู๋” โดยมี พญ.ศิริวรรณ ตั้งเจริญชัยชนะ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ดจำกัด (มหาชน) และ นายชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (โอ้กะจู๋) ร่วมลงพื้นที่ นำเงินและสิ่งของที่ได้จากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ของ เอ็กโซติค ฟู้ด รวมเป็นจำนวนเงิน 350,000 บาท มอบให้กับเกษตรกรผู้ปลูกพริกปลอดสาร จังหวัดเชียงราย

นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนการศึกษาให้กับลูกหลานเกษตรกรในโครงการระบบน้ำหยดอีกด้วย จำนวน 60 ทุน เพื่อให้ลูกหลานเกษตรกรมีโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขั้นต่อไป

SPU – Hotel Plus -โรงแรมมณเฑียร MOU ต่อยอดสหกิจศึกษานานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764592

SPU - Hotel Plus -โรงแรมมณเฑียร  MOU ต่อยอดสหกิจศึกษานานาชาติ

SPU – Hotel Plus -โรงแรมมณเฑียร MOU ต่อยอดสหกิจศึกษานานาชาติ

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะศิลปศาสตร์ และ ศูนย์สหกิจศึกษาและพัฒนาอาชีพ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับ เครือข่ายโรงแรม H+ Hotel Plus และโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพมหานคร โดยมี ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี พร้อมด้วย ผศ.ดร.ไพบูลย์สุขวิจิตร บาร์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์นายปราบ เอื้อพัชรพล กรรมการผู้จัดการ Hotel Plus Asia  และนายสุชานนท์ มงคลธง ผู้จัดการโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพมหานครร่วมลงนาม

วัตถุประสงค์การลงนามในครั้งนี้เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการ วิชาชีพ และการส่งเสริมสนับสนุนนักศึกษาในการออกปฏิบัติงานสหกิจศึกษาแบบเชิงรุก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและปูทางให้นักศึกษาในหลากหลายคณะได้มีโอกาสต่อยอดในการรับและส่งนักศึกษาออกไปสหกิจศึกษานานาชาติต่อไป ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน) เมื่อวันก่อน

เอ็นไอเอ-พันธมิตรไทยและต่างประเทศ จัดประกวดนวัตกรรมระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764595

เอ็นไอเอ-พันธมิตรไทยและต่างประเทศ  จัดประกวดนวัตกรรมระดับประเทศ

เอ็นไอเอ-พันธมิตรไทยและต่างประเทศ จัดประกวดนวัตกรรมระดับประเทศ

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์การศึกษาประเทศนิวซีแลนด์ (Education New Zealand) และมหาวิทยาลัย Canterbury สานต่อการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย 2566 หรือ THAILAND INNOVATION AWARDS 2023 (TIA) ผู้ชนะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมเงินรางวัล ศึกษาดูงานในต่างประเทศ และทุนสนับสนุนสำหรับทดลองผลิตและจำหน่ายจริงตามกลไกการสนับสนุนของ NIA

โครงการประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ปี 2566 นี้มีผลงานนวัตกรรมที่สมัครเข้ามาทั้งหมด 453 ผลงาน แบ่งเป็น ปริญญาตรี/ปวส. จำนวน 37 ผลงานและมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. จำนวน 416 ผลงาน ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบเพื่อเข้าค่ายพัฒนาผลงาน จำนวน 40 ทีม แบ่งเป็น ปริญญาตรี/ปวส. จำนวน 10 ผลงาน และ มัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. จำนวน 30 ผลงาน การตัดสินเน้นการพิจารณาจากความเป็นนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจของผลงาน รวมถึงความเป็นไปได้ในการนำออกสู่การผลิตและจำหน่ายจริงเชิงพาณิชย์

ผลการตัดสินรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 23 ระดับปริญญาตรี-ปวส. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ผลงาน รถปลูกต้นหอมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ผลงานโปรตีนทดแทนจากหอยเชอรี่และแป้งข้าวสังข์หยด สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์และผลงาน แวววาล์ว อุปกรณ์ช่วยยึดติดลิ้นหัวใจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ระดับมัธยมปลาย-ปวช.รางวัลชนะเลิศ ผลงานแพลตฟอร์มเพื่อช่วยคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดจากกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ผลงาน SVMR ตู้ยาเพื่อแจ้งเตือนและดูแลผู้สูงอายุโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย,ผลงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพทนต่อน้ำจากเปลือกทุเรียน และชะลอการเติบโตของแบคทีเรียด้วยสารสกัดจากสมุนไพรไทย พร้อมตัวบ่งชี้การเน่าเสียของอาหารสด จากดอกต้อยติ่ง โรงเรียนกำเนิดวิทย์, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ผลงานเครื่องเลี้ยงกบอัตโนมัติ All in One โรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัย  และรางวัลชมเชย ผลงานN-SPR : นวัตกรรมของเล่นเพื่อการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้เรื่อง “Chemistry for Forensic Science” โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี

รางวัลพิเศษ Best Pitching Awards ได้รับสนับสนุนเงินรางวัลและการจัดอบรมพัฒนาการสื่อสารภาษาอังกฤษภาคธุรกิจ โดย Education New Zealandรางวัลชนะเลิศ ผลงานแพลตฟอร์มเพื่อช่วยคัดกรองโรคหัวใจและหลอดเลือดจากกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยปัญญาประดิษฐ์ โรงเรียน
ปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย,รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ผลงานบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพทนต่อน้ำจากเปลือกทุเรียน และชะลอการเติบโตของแบคทีเรียด้วยสารสกัดจากสมุนไพรไทย พร้อมตัวบ่งชี้การเน่าเสียของอาหารสด จากดอกต้อยติ่ง โรงเรียนกำเนิดวิทย์,รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ผลงาน SVMR ตู้ยาเพื่อแจ้งเตือนและดูแลผู้สูงอายุ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

TPCX-ม.เชียงใหม่-พาร์ทเนอร์ Bitkub พัฒนาระบบตรวจสอบเอกสารตัวจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764588

TPCX-ม.เชียงใหม่-พาร์ทเนอร์ Bitkub พัฒนาระบบตรวจสอบเอกสารตัวจริง

TPCX-ม.เชียงใหม่-พาร์ทเนอร์ Bitkub พัฒนาระบบตรวจสอบเอกสารตัวจริง

วันอังคาร ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ทีพีซีเอกซ์ จำกัด ภายใต้เครือสหพัฒน์ โดย นายธวัชชัยตั้งวรกิจถาวร กรรมการบริษัท ร่วมกับ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (College of Arts, Media, and Technology, Chiang Mai University : CAMT) โดย ผศ.ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีและ บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยีจำกัด โดย นายภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ Certifile ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันก่อน

โครงการ Certifile จัดทำขึ้นมาเพื่อสนับสนุนด้านเทคโนโลยีตรวจสอบความถูกต้องเอกสารรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ของโครงการต่างๆ เพื่อประโยชน์ของนักศึกษา โดยสามารถตรวจสอบและยืนยันว่า เอกสารนั้นมีความถูกต้องหรือถูกปลอมแปลงได้ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาและผู้เกี่ยวข้องของคณะ เช่น การจัดคอร์สอบรม รวมถึงเอกสารการเข้าร่วมการฝึกงานที่ CAMT ร่วมมือกับบริษัทพาร์ทเนอร์ของ Bitkub โดยการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ในรูปแบบของ NFT (Non-Fungible Token) ผ่านมาตรฐาน KAP-721 บนเครือข่ายBitkub Chain ที่มีคุณสมบัติขั้นต่ำเทียบเท่ากับ ERC-721 ของเครือข่ายEthereum ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในระดับสากล อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบเอกสารได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง และตรวจสอบธุรกรรมได้บน BKC Scan

ผศ.ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดี กล่าวว่าทาง CAMT มีความสนใจและมีแนวคิดที่จะนำแพลตฟอร์ม Certifile มาใช้ในการทำ Activity
Transcript NFT ของนักศึกษา,ใบอบรมต่างๆ ของคณะ รวมถึงโครงการด้านเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งยังมีแนวคิดที่จะนำไปต่อยอดเป็นมาตรฐานการทำงานร่วมกับคณะอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

นายธวัชชัย ตั้งวรกิจถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีพีซีเอกซ์จำกัด ได้กล่าวเสริมถึงมุมมองของภาคเอกชนและธุรกิจในเครือสหพัฒน์ว่า มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ จากเทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และเป็นโอกาสอันดีในการสร้างสะพานระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถคัดเลือกบุคลากรได้อย่างมั่นใจผ่านการยืนยันเอกสารด้วยระบบ Certifile ซึ่งจะต่อยอดไปสู่การใช้กับเอกสารต่างๆระหว่างภาคธุรกิจด้วยกัน

นายภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ บล็อคเชนเทคโนโลยี จำกัด มีมุมมองว่าการพัฒนาโครงการที่ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานนี้ ทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมและก้าวเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในเวทีโลกอีกทั้ง ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน และ NFT รวมถึงเทคโนโลยีอื่นที่เกี่ยวเนื่องของโครงการ Certifile นำมาประยุกต์ใช้กับเอกสารสำคัญของนิสิตนักศึกษา หรือมหาวิทยาลัย เพื่อให้นิสิต นักศึกษา มหาวิทยาลัย หน่วยงานรัฐ บริษัทเอกชน หรือบุคคลหรือองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสําคัญทางการศึกษาดังกล่าว รวมถึงความร่วมมือในการดําเนินกิจกรรมด้านอื่นๆ โดยจะสามารถสร้างประสิทธิภาพสูงสุดให้กับเทคโนโลยีบล็อกเชนได้

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ปลื้ม’นร.-นศ.-ปชช.’ สอบถามกิจกรรมภายในสัมมนาฯจำนวนมาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764616

'สมาคมนักประดิษฐ์ฯ'ปลื้ม'นร.-นศ.-ปชช.' สอบถามกิจกรรมภายในสัมมนาฯจำนวนมาก

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ปลื้ม’นร.-นศ.-ปชช.’ สอบถามกิจกรรมภายในสัมมนาฯจำนวนมาก

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.51 น.

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ปลื้ม ‘นร.-นศ.-ปชช.’ สอบถามกิจกรรมภายในสัมมนาฯ จำนวนมาก ‘นายกสมาคมฯ’ ย้ำมีนวัตกรรมต่างๆ ที่สร้างทั้งความรู้และแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมของไทย – ด้าน ‘เลขาฯสมาคม’ เชิญชวนมาสะท้อนปัญหาของอุตสาหกรรมนวัตกรรม เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง 

นายภณวัชร์นันท์ ไกรมาตย์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดงานสัมมนา “มาตรฐานผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่” ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ณ โรงแรมเซนทารา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ว่า เป็นที่น่ายินดีว่า ขณะนี้มีนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่สนใจในงานด้านนวัตกรรม ต่างเข้ามาสอบถามถึงกิจกรรมภายในงานและยืนยันที่จะเข้ามาร่วมงานสัมมนาเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ หน่วยงานที่ออกบูธจัดแสดงนวัตกรรมภายในงานสัมมนาฯ ที่อยู่ไม่น้อยกว่า 10 บูธ เช่น บูธของอิไลด์ไฟร์บอล ที่ได้คิดนวัตกรรมการดับเพลิงที่ง่าย สะดวก และทุกคนสามารถใช้ได้โดยที่ไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมมาก่อน แต่มีประสิทธิภาพในการควบคุมเพลิง เพื่อลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้งาน โดยมีการพัฒนาจากลูกบอลดับเพลิงที่ติดตั้งไว้ตามสำนักงานและภายในบ้าน สู่การใช้งานลูกบอลภายในห้องเครื่องยนต์ และยังมีการพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านสาธารณภัยต่างๆ พร้อมกับการช่วยเหลือผู้รอดชีวิต

หลังจากเกิดเหตุประสบภัยได้ ต่อมา นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี AI แพลตฟอร์ม อาษาเฟรมเวิร์ค โดยบริษัท อาษา โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งคิดค้นโดย รศ.ดร.อาษา ตั้งจิตสมคิด อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมข้อมูล (DSI) วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเฟรมเวิร์คหรือซอฟต์แวร์สำหรับสร้างแอปพลิเคชันในยุค 5G ที่สามารถเชื่อมโยงและรองรับการประมวลผล การแสดงผล การติดต่อสื่อสารผ่านระบบคลาวด์ (Cloud) ได้แบบครบวงจร (One Stop Service) ทั้งการนำไปสร้างปัญญาประดิษฐ์ด้วยอัลกอริทึม นำไปสร้างแผนการตลาดและวิเคราะห์ข้อมูลทางการ (Data Science) ซอฟต์แวร์โปรแกรมสร้างเกมส์ รวมทั้ง อาษาเฟรมเวิร์ค ยังได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เช่น รางวัล IP Champion 2562 จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ 2562 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รางวัลชนะเลิศการประกวด Thailand ICT Awards 2018 จากสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) และรางวัลชนะเลิศการประกวดซอฟต์แวร์ดีเด่น 2561 จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นต้น สำหรับ โรงเรียนอัสสัมชัญ (บางรัก) ก็ถือเป็นสถานศึกษาที่มีหลักสูตรที่ก้าวหน้าในการพัฒนาด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีการบินและอวกาศ และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยทางโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้มีวิสัยทัศน์ว่า จะมุ่งไปสู่ การเป็น Learning Hubของเยาวชนไทย โดยจะจัดระบบนิเวศทางด้านเทคโนโลยีการบินและอวกาศ เพื่อศึกษา ค้นคว้า วิจัย และต่อยอด ให้มีความเจริญรุดหน้า เพื่อให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการบินและอวกาศ โรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเยาวชนไทย และ เพื่อประเทศไทยได้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีการบินและอวกาศ อันจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางด้านศักยภาพคน รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ รวมทั้ง ยังมีนวัตกรรมต่างๆ ที่มาสร้างความรู้และความน่าตื่นตาตื่นใจ และรอให้มาสัมผัสประสบการณ์และค้นหาแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมของไทยในอนาคต 

ทางด้าน ว่าที่ ร.ต.สรายุทธ์ บุญเลิศกุล เลขาธิการสมาคมฯ กล่าวว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับปัจจุบัน ประเทศไทยเรามุ่งการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีให้เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทย ยังขาดบุคลากรที่มีทักษะในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ถึงแม้ว่าจะพยายามปรับกระบวนทัศน์ในการขับเคลื่อนการส่งเสริมการเรียนรู้ในด้านดังกล่าว ที่สำคัญที่สุดก็คือ ขาดการเชื่อมโยงระหว่างระหว่างสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นศูนย์กลางการคิดค้นพัฒนา กับอุตสาหกรรมซึ่งเป็นศูนย์การกลางผลิตในทางการค้า เรียกได้ว่า ประเทศไทยเรามีปัญหาในการบูรณาการ และความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน กลายเป็นว่างานการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมกลายเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างทำในพื้นที่การทำงานของตนเอง ทำให้สุดท้าย เราเดินหน้าไม่ได้เพราะข้อจำกัดในด้านเงินทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งการสนับสนุนเชิงนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งการอนุญาต การจดทะเบียน มาตรฐานต่างๆ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องเร่งแก้ไข ดังนั้น เพื่อการแสวงแนวทางในการแก้ไขปัญหาของนวัตกรรมแต่ละประเภท หรือแต่ละด้าน ให้ออกจากปัญหา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมนวัตกรรมของประเทศไทยให้มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ทางสมาคมฯ จึงจัดเวทีสัมมนาเพื่อระดมนักคิด นักวางแผน นักบริหารแถวหน้าจากทุกภาคส่วนมามองหาทางออก และมองอนาคตไปข้างหน้าว่าเราจะยกระดับอุตสาหกรรมนวัตกรรมบ้านเราให้พ้นจากปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร

“สมาคมขอเชิญชวนนักวิจัย นักออกแบบนวัตกรรม หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการพื้นที่สะท้อนปัญหาของอุตสาหกรรมนวัตกรรม หรือต้องการเรียนรู้เส้นทางการออกแบบนวัตกรรมสู่การผลิตเป็น Mass Product ที่ได้มาตรฐาน มอก. ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในด้านความปลอดภัย การดูแลรักษาสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมไม่ควรพลาดเวทีนี้” ว่าที่ ร.ต.สรายุทธ์ กล่าว

หนุน‘รพ.ราชพิพัฒน์’หน่วยเก็บ‘DNA’ ช่วย‘คนไทยมีปัญหาทางทะเบียน’เข้าถึงสิทธิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764449

หนุน‘รพ.ราชพิพัฒน์’หน่วยเก็บ‘DNA’  ช่วย‘คนไทยมีปัญหาทางทะเบียน’เข้าถึงสิทธิ

หนุน‘รพ.ราชพิพัฒน์’หน่วยเก็บ‘DNA’ ช่วย‘คนไทยมีปัญหาทางทะเบียน’เข้าถึงสิทธิ

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย หนุน “โรงพยาบาลราชพิพัฒน์” เป็นเป็นหน่วยเก็บสิ่งส่งตรวจสารพันธุกรรม (DNA) โซนธนบุรี พื้นที่ กทม. เพื่อพัฒนาการเข้าถึงบริการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้กับกลุ่มคนไทยที่มีปัญหาสิทธิสถานะในพื้นที่ กทม. โดยจัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ไปเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2566 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เดิมทีในการพิสูจน์ตัวตนนั้น ประชาชนอาจจะต้องกลับไปดำเนินการตามภูมิลำเนาเดิม แต่ปัจจุบันกรมการปกครองได้อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถพิสูจน์ตัวตนในพื้นที่ กทม. ได้ ผ่านหน่วยตรวจ DNA ใน กทม. ที่มี 2 แห่ง คือ 1.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งให้บริการทั้งในรูปแบบเดินทางเข้ามาตรวจที่สถาบัน กับรูปแบบการลงพื้นที่หรือใช้เครือข่ายหน่วยเก็บสิ่งส่งตรวจส่งให้สถาบันฯ กับ 2.โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งให้บริการตรวจที่โรงพยาบาลเท่านั้น

“ในวันนี้ทาง กทม. เราได้ทำการ Kick off ให้โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เป็นหน่วยเก็บสิ่งส่งตรวจให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในพื้นที่ กทม. ที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับการพิสูจน์ตัวตน โดยเฉพาะประชาชนที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนในโซนธนบุรี ซึ่งหวังว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนกลุ่มนี้ได้เข้ารับการพิสูจน์ตัวตน เพื่อให้ได้รับบัตรประชาชน และสามารถมีสิทธิเข้ารับบริการสุขภาพได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป” รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สิทธิบัตรทองถือเป็นกลไกหลักของประเทศไทยที่ช่วยดูแลประชาชนให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างครอบคลุมและทั่วถึง อย่างไรก็ตามยังคงมีประชากรจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธินี้ได้ อันเนื่องมาจากการมีปัญหาสถานะทางทะเบียน ด้วยปัจจัยสาเหตุต่างๆ เช่น ไม่ได้รับแจ้งเกิดเอกสารบุคคลสูญหาย เป็นต้น ส่งผลให้ไม่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก จึงไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้เฉกเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป

ซึ่งบุคคลที่มีปัญหาสถานะเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเปราะบาง กลุ่มคนไร้บ้าน กลุ่มคนไร้สิทธิ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแก้ปัญหาเพื่อให้คนเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองสิทธิ โดยนำมาสู่การลงนามบันทึกความร่วมมือ “การดำเนินงานพัฒนาการเข้าถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน” ระหว่าง9 หน่วยงาน ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2563 เพื่อเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ และบูรณาการพัฒนาระบบข้อมูลของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนร่วมกัน

“9 หน่วยงาน ที่ลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าว ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กทม. สสส. สปสช. องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยที่ผ่านมาหน่วยงานทั้ง 9 ต่างขับเคลื่อนการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่และภารกิจของแต่ละแห่งเพื่อแก้ปัญหาสิทธิของคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน” รองเลขาธิการ สปสช. ระบุ

พญ.ปานใจ โวหารดี ผู้อำนวยการกองนิติวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า กระบวนการพิสูจน์และสืบข้อมูลบุคคลที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน สำหรับในพื้นที่ กทม. นั้นทางเจ้าหน้าที่เขตจะทำการพูดคุยและรวบรวมหลักฐานที่มี หรือที่สำนักงานเขตหาได้ ซึ่งหากการพิสูจน์ผ่านไปได้ด้วยดี ก็จะนำไปสู่การทำบัตรประชาชนและสามารถใช้สิทธิต่างๆ ได้ทันที แต่หากกรณีที่มีหลักฐานไม่มากเพียงพอ ตามระบบจะมีการเก็บสิ่งส่งตรวจสารพันธุกรรม หรือ DNA เป็นอีกช่องทางในการพิสูจน์ตัวตน

“การตรวจ DNA จะเป็นขั้นตอนที่ช่วยพิสูจน์ทราบจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถออกบัตรให้กับผู้ที่เข้ารับการตรวจได้ หากพบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับผู้ที่มีสัญชาติไทย ซึ่งกระบวนการเข้ารับการตรวจนั้น จะดำเนินการร่วมกับโรงพยาบาลในพื้นที่ที่เข้าร่วม โดยที่ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด” พญ.ปานใจ กล่าว

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ผู้ที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน
นับเป็นหนึ่งในประชากรกลุ่มเฉพาะที่ สสส. ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิสูจน์สัญชาติเพื่อให้เกิดการเข้าถึงสิทธิ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การส่งเสริมสุขภาวะด้านอื่นๆ โดยบทบาทของสสส. จะเข้าไปสนับสนุนองค์ความรู้ การพัฒนาต้นแบบ กระบวนการแก้ไขปัญหาคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายในการช่วยเหลือให้คนไทยเหล่านี้ได้เข้าถึงการมีสุขภาวะที่ดี

“ที่ผ่านมาเราเป็นส่วนหนึ่งที่ได้หนุนเสริมให้กระบวนการพิสูจน์สัญชาติมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น เอื้อให้เกิดการเก็บข้อมูลที่แม่นยำขึ้น และสนับสนุนหลายองค์กรในการทำข้อมูลของกลุ่มคนไร้สัญชาติเพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ และสนับสนุนในด้านต่างๆ ซึ่งการ Kick off หน่วยเก็บ DNA เพิ่มขึ้นในพื้นที่ กทม. นี้จะช่วยให้กระบวนการพิสูจน์สัญชาติและคืนสิทธิ์นี้สามารถทำได้มากขึ้นอีกระดับ” ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว