‘เอลนีโญ’พลังบวก‘ผันนํ้ายวม’เติมเขื่อนภูมิพล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764451

‘เอลนีโญ’พลังบวก‘ผันนํ้ายวม’เติมเขื่อนภูมิพล

‘เอลนีโญ’พลังบวก‘ผันนํ้ายวม’เติมเขื่อนภูมิพล

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)” หรือ “ภาวะโลกร้อน” ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม แผ่นดินไหวดินถล่ม และภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่รุนแรงและถี่ขึ้น พื้นที่ที่ไม่เคยประสบภัยก็ประสบภัยทางธรรมชาติ เช่น หายนะที่เกิดจากน้ำท่วมประเทศลิเบีย ภัยแล้งคุกคามยุโรปแม่น้ำไรน์ตื้นเขินจนถึงจุดวิกฤต

ธารน้ำแข็งของเทือกเขาแอลป์และธารน้ำแข็งอีกหลายแห่งละลายตัวและหดสั้นลง แผ่นดินไหวรุนแรงที่ตุรกีและซีเรีย ผู้เสียชีวิตกว่า 40,000 รายไฟไหม้ป่าที่มลรัฐฮาวาย น้ำท่วมนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ภัยแล้งรุนแรงในทวีปอเมริกาใต้ เป็นต้น ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ (El Nino)” ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่มีผลมาจากภาวะโลกร้อนเช่นกัน ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทั้งที่ในปี 2565ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ “ลานีญา (La Nina)” ฝนตกมากกว่าค่าปกติ เรียกว่า เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างรวดเร็ว

ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่า ฝนจะไม่ตกในฤดูฝน ฝนก็ตกปกติ เนื่องจากประเทศไทยภูมิประเทศตั้งอยู่ในเขตมรสุม ทำให้ในบางพื้นที่ฝนตกหนักเกิดภาวะน้ำท่วมด้วยซ้ำ ส่งผลดีต่อปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักไว้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่จะมีปริมาณน้ำต้นทุนรับมือฤดูแล้งปี 2566/67 และสภาวะเอลนีโญที่เกิดขึ้น ถึงกระนั้น เมื่อพิจารณาเฉพาะ “ลุ่มเจ้าพระยา” ซึ่งเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศแล้ว

ปริมาณน้ำต้นทุนของเขื่อนหลักขนาดใหญ่ 4 แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แล้ว ปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย กรมชลประทานได้คาดการณ์ว่า หลังสิ้นสุดฤดูฝน ณ วันที่1 พ.ย. 2566 จะมีปริมาณน้ำที่ใช้การได้รวมกันประมาณ 9,673 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 53 ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้ในขณะที่ในช่วงเดียวกันของปี 2565มีปริมาณน้ำที่ใช้การได้ถึง 14,074 ล้าน ลบ.ม.ดังนัั้นคาดว่าในปีนี้ปริมาณน้ำต้นทุนที่ใช้การได้ในลุ่มเจ้าพระยา อาจจะน้อยกว่าปีที่แล้วถึง 4,391 ล้าน ลบ.ม. หรือหายไปเกือบ 1 ใน 3

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้สั่งการให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยได้วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างปราณีตครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อลดผลกระทบจากสภาวะฝนตกหนักในช่วงปลายฤดูฝนควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังได้ขอความร่วมมือให้เกษตรกรที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว งดปลูกนาปีต่อเนื่องพร้อมทั้งให้กักเก็บน้ำในแหล่งเก็บน้ำของตนเองให้ได้มากที่สุด และรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด

“กรมชลประทานได้วางแผนจัดสรรน้ำสอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยาทั้ง 4 แห่งดังกล่าว เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างยั่งยืน ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ ไม้ยืนต้นและพืชที่ใช้น้ำน้อย ตลอดช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 อย่างแน่นอน” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ปรากฏการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยา และในอนาคตเชื่อว่าจะต้องเกิดขึ้นและรุนแรงกว่านี้อย่างแน่นอน ผนวกกับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งหาแนวแก้ปัญหาดังกล่าวเพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับลุ่มเจ้าพระยา ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศ รศ.ดร.เสรีศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัย พิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เคยกล่าวไว้ว่า

“…อนาคตข้างหน้าแล้งหนักแน่ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญต่างบอกว่ามันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว มันเร็วกว่านั้น อัตราเร่งมันใกล้ตัวมากขึ้น อนาคตหนีไม่พ้นเรื่องแล้ง อย่าไปบอกว่าจะไม่เจอ เพราะมันมีแน่ๆ คำถามคือจะแก้ปัญหายังไงมันมีความจำเป็นที่เราต้องปรับตัว และเรื่องของน้ำยวมก็เป็นหนึ่งในมาตรการเพื่อการนี้…”

ที่ผ่านมา กรมชลประทานดำเนินการมาตรการต่างๆ ที่จะสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับลุ่มเจ้าพระยามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของระบบชลประทานที่มีอยู่ เพิ่มปริมาณการกักเก็บน้ำของแหล่งน้ำต่างๆ หรือแม้แต่การรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัดและใช้ให้ประโยชน์สูงสุด แต่ก็ไม่เพียงพอกับความต้องการโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตหากไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน

“โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล” เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะตอบโจทย์แก้ปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดเสถียรภาพและความมั่นคงในการใช้น้ำในลุ่มเจ้าพระยา ตลอดจนยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่รอบโครงการอีกด้วย และที่สำคัญจะทำให้การใช้ประโยชน์จากเขื่อนภูมิพลได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ซึ่งเขื่อนภูมิพลมีความจุทั้งสิ้น 13,462 ล้านลบ.ม. แต่มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนเฉลี่ยปีละประมาณ 5,900ล้านลบ.ม.เท่านั้น และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นในปี 2566 นี้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนก็น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ในขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน และจ.ตาก แต่ละปีมีปริมาณน้ำจำนวนมากทว่าไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ ไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำสาละวิน และออกทะเลที่ประเทศเมียนมา

รวถมึงปีนี้ก็เช่นเดียวกันฝนตกหนัก เกิดน้ำท่วม ปริมาณน้ำท่าที่เกิดขึ้นไหลออกนอกประเทศทั้งหมดน่าเสียดายหากปริมาณน้ำเหล่านี้ถูกผันมาเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพลใช้ภายในประเทศ ซึ่งนอกจากจะสร้างผลประโยชน์ให้ลุ่มเจ้าพระยา ชาวนาสามารถทำนาปรังได้แล้ว ยังจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมให้กับลุ่มน้ำยวม และลุ่มน้ำสาขา รวมทั้งยังได้พลังงานไฟฟ้าที่สะอาดแถมมาอีกด้วย

จากผลการศึกษาพบว่า หากสามารถดำเนินโครงการแล้วเสร็จจะสร้างประโยชน์อย่างมหาศาล ทั้งในด้านเกษตร เกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 70,000 ครัวเรือน ด้านอุปโภค-บริโภคจะมีการจัดสรรน้ำเฉลี่ยปีละ 300 ล้าน ลบ.ม.ได้รับประโยชน์ กว่า 1.3 ล้านครัวเรือนด้านการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนภูมิพล ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น426 ล้านหน่วย ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับประโยชน์100,000 ครัวเรือน รวมทั้งยังสร้างประโยชน์ด้านประมงในเขื่อนน้ำยวม ด้านการท่องเที่ยว ด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมรวมถึงยังช่วยการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศอีกด้วย

ทั้งนี้ “โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ย่อมมีผลกระทบเป็นธรรมดาแต่ได้มีการศึกษาและวางแผนลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น” โดยเฉพาะต่อสิ่งแวดล้อม จะมีการการปลูกป่าทดแทนเป็นจำนวน 2 เท่า หรือ 7,284 ไร่พร้อมทำแนวกันไฟและดูแลรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 9 ปี ส่วนสัตว์ป่าในพื้นที่จะมีการช่วยเหลือหรือผลักดันให้โยกย้ายออกตามธรรมชาติอย่างปลอดภัย ในส่วนของสัตว์น้ำ ก็จะมีการใช้งานนวัตกรรมอุโมงค์สั่นสะเทือนคัดแยกพันธุ์ปลาเพื่อป้องกันปลาเข้ามาในบริเวณสูบน้ำ ส่วนประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็จะได้รับการทดแทนอย่างคุ้มค่าสมเหตุสมผล

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล ประกอบด้วยงานหลักๆ คือ งานสร้างอ่างเก็บน้ำในแม่น้ำยวม ความจุ69 ล้านลบ.ม. งานสร้างสถานีสูบน้ำที่บ้านสบเงา งานสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ ความยาวประมาณ 62 กิโลเมตร และงานปรับปรุงลำน้ำแม่งูด ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรเมื่อแล้วเสร็จจะผันน้ำมาเติบเขื่อนภูมิพลได้ปีละประมาณ 1,800 ล้านลบ.ม.

สำหรับความคืบหน้าของโครงการขณะนี้อยู่ระหว่างการขับเคลื่อน สร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน หลังจากผ่านความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่เข้มข้นจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว ล่าสุด นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ ได้ให้ความสนใจ สอบถามความคืบหน้าและประโยชน์ที่ได้รับโครงการดังกล่าว

ถ้ามีแรงผลักดันจากรัฐบาล ผนวกกับปรากฏการณ์ เอลนีโญ ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ น่าจะเป็นพลังบวกเร่งที่จะขับเคลื่อน “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” ให้เป็นจริงเสียที!!!

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรป.เอก ‘ศัลยกรรมผิวหนัง’ครบวงจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764448

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรป.เอก  ‘ศัลยกรรมผิวหนัง’ครบวงจร

‘ม.มหิดล’เปิดหลักสูตรป.เอก ‘ศัลยกรรมผิวหนัง’ครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยยอมเก็บหอมรอมริบเพื่อทำตามความใฝ่ฝันที่จะเดินทางไป “เสริมความงาม” ที่ต่างประเทศ แต่หารู้ไม่ว่า ชาวต่างประเทศกลับมีความใฝ่ฝันที่จะเดินทางมาเสริมความงามที่ประเทศไทย ด้วยเชื่อมั่นในศักยภาพของแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ อย่างไรก็ดี วิทยาการแห่งการเสริมความงามที่ยั่งยืน จะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับศักยภาพของการทำหัตถการเพื่อการรักษา

มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทยที่พร้อมเปิดหลักสูตรปริญญาเอกนานาชาติ ตจศัลยศาสตร์ (ศัลยกรรมผิวหนัง) ครบวงจรสู่ความเป็นเลิศในระดับโลก เพิ่มเติมจากหลักสูตรปริญญาโทที่ได้เปิดรับนักศึกษาไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งนับตั้งแต่ได้มีการเปิดหลักสูตรปริญญาโทตจศัลยศาสตร์ (นานาชาติ) ขึ้นที่ ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็ได้รับความสนใจจากผู้เรียน โดยมีนักศึกษาไทยและต่างชาติในอัตราส่วนครึ่งถึงครึ่งต่อครึ่ง

ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา ประธานหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์ (นานาชาติ) ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดเผยถึงการเปิดหลักสูตรปริญญาเอก เพื่อผลิตตจศัลยแพทย์ครบวงจรระดับโลกครั้งแรก เกิดขึ้นเนื่องจากชื่อเสียงของศิริราช ในฐานะโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 135 ปี

“เหตุที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สามารถยกระดับวิชาการด้านการผลิตตจศัลยแพทย์ผิวหนังครบวงจรถึงหลักสูตรระดับปริญญาเอก เนื่องจากมีความพร้อมทั้งทางด้านคณาจารย์ที่จบการศึกษาและผ่านการฝึกอบรมมาจากสถาบัน
ระดับโลก และมีผลงานทางวิชาการที่โดดเด่นทั้งทางด้านการทำหัตถการทางผิวหนัง เพื่อการรักษาและเพื่อความงาม โดยมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติมากถึง 10 เรื่องต่อปี” ศ.ดร.พญ.รังสิมา กล่าว

จุดเด่นของหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาตจศัลยศาสตร์ (นานาชาติ) ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ที่การออกแบบให้เป็นไปตามแนวโน้มการศึกษาโลกที่มีความยืดหยุ่น มีทางเลือกหลากหลาย ทั้งการเรียนและการฝึกอบรมที่ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และการเรียนตามอัธยาศัยผ่านระบบออนไลน์ในภาคทฤษฎี

พร้อมเปิดโอกาสให้เก็บหน่วยกิตในภาคปฏิบัติตามเป้าหมายที่วางไว้ของผู้เรียนแต่ละราย ซึ่งตอบโจทย์วิกฤตทางการศึกษาต่อของบัณฑิตแพทย์ไทยในปัจจุบัน ที่ในแต่ละปีมีบัณฑิตแพทย์ต้องการเรียนต่อด้านผิวหนังและหัตถการทางผิวหนังเป็นจำนวนมาก แต่ยังหาที่เรียนไม่ได้ นอกจากนี้ การเปิดหลักสูตรปริญญาเอก จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับการประกอบการทำหัตถการทางผิวหนังเพื่อการรักษา และความงามของประเทศไทย ให้เกิดการยกระดับทางเศรษฐกิจ สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศได้มากขึ้น

และนำพาประเทศไทยสู่ความเป็นเลิศในระดับโลกที่สร้างพลังดึงดูดได้ไม่แพ้กัน!!!

มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยในทวีปยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764434

มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยในทวีปยุโรป

มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยในทวีปยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.28 น.

มอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดไทยในทวีปยุโรป

21 ตุลาคม 2566 พระเดชพระคุณพระวิมลศาสนวิเทศ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโป (ส.ธ.ย.) เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ เป็นประธานพิธีมอบตราตั้งเจ้าอาวาสวัดที่เป็นสมาชิกของสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรปในเขต 4 จำนวน 17 วัด ณ วัดศรีนครินทรวราราม  เมืองเกรทเซ่นบาค รัฐโซโลธูร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีพระธรรมทูตไทยจาก 6 ประเทศในทวีปยุโรป พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนจากหลายประเทศเข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้พิธีมอบตราตั้งเจ้าอาวาสดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้น 4 ครั้งตามเขตการบริหาร ซึ่งสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรปแบ่งการบริหารเป็น 4 เขต ประกอบด้วย เขต 1 ได้แก่วัดไทยในประเทศฝรั่งเศส ,เบลเยี่ยม ,เนเธอร์แลนด์ ,ลักแซมเบิร์ก มีพระครูไพโรจน์ภาวนาวิเทศ วิ. เจ้าอาวาสวัดมหาพุทธารามกรุงปารีส เป็นประธาน เขต 2 ได้แก่วัดไทยในประเทศเยอรมนี มีพระโพธิคุณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธวิหาร กรุงเบอร์ลิน เป็นประธาน เขต 3 ได้แก่วัดไทยในประเทศประเทศฟินแลนด์ ,สวีเดน ,นอร์เวย์ ,เดนมาร์ก มีพระครูศรีญาณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพุทธราม ฟินแลนด์เป็นประธาน และเขต 4 ได้แก่วัดไทยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ,ออสเตรีย ,อิตาลี ,สาธารณรัฐเช็ก ,กรีซ ,ฮังการี มีพระครูวิเทศวิหารธรรม เจ้าอาวาสวัดพุทธวิหารเอชาลองส์ เป็นประธาน

นายกฯแสดงความอาลัย‘นายอาศิส พิทักษ์คุมพล’จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764413

นายกฯแสดงความอาลัย‘นายอาศิส พิทักษ์คุมพล’จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม

นายกฯแสดงความอาลัย‘นายอาศิส พิทักษ์คุมพล’จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 12.30 น.

นายกฯแสดงความอาลัย‘นายอาศิส พิทักษ์คุมพล’จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม

22 ต.ค.2566 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความอาลัยต่อการถึงแก่อนิจกรรมของนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี เมื่อเวลา 10.32 น. วันนี้ (22 ตุลาคม 2566)

ทั้งนี้ สำนักจุฬาราชมนตรี ได้โพสต์ผ่านเพจสำนักจุฬาราชมนตรี ว่า ประกาศสำนักจุฬาราชมนตรี เรื่อง การถึงแก่อนิจกรรมของจุฬาราชมนตรี انا لله وانا اليه راجعون “แท้จริงเราเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์และเราต้องกลับไปสู่พระองค์” ตามที่ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ได้เข้ารับการรักษาอาการป่วยเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

สำนักจุฬาราชมนตรีขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี คนที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย ได้กลับสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์ (ถึงแก่อนิจกรรม) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2566 เวลา 10.32 น. และจะจัดพิธีละหมาดญะนาซะห์ (ละหมาดขอพร) ในวันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2566 เวลา 10.00 น. ณ มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา เลขที่ 352 ถนนลพบุรีราเมศวร์ ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ด่วน!‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764409

ด่วน!‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม

ด่วน!‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 11.40 น.

ด่วน!‘อาศิส พิทักษ์คุมพล’จุฬาราชมนตรี ถึงแก่อนิจกรรม

22 ตุลาคม 2566 สำนักจุฬาราชมนตรี ออกประกาศเรื่อง “การถึงแก่อนิจกรรมของจุฬาราชมนตรี” ว่า ตามที่ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ได้เข้ารับการรักษาอาการป่วย เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

สำนักจุฬาราชมนตรีขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี คนที่ 18 แห่งราชอาณาจักรไทย ได้กลับไปสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์ (ถึงแก่อนิจกรรม) แล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2566 เวลา 10.32 น. และจะจัดพิธีละหมาดญะนาชะห์ (ละหมาดขอพร) ในวันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม 2566 เวลา 10.00 น. ณ มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา เลขที่ 352 ถนนลพบุรีราเมศวร์ ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

‘ปลัด มท.’ เปิดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ สนามที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764275

‘ปลัด มท.’ เปิดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ สนามที่ 3

‘ปลัด มท.’ เปิดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ สนามที่ 3

วันเสาร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 12.17 น.

‘ปลัด มท.’ เปิดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงถ้วยพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ สนามที่ 3 ประจำปี 2566 (Thailand Balance Bike Championships 2023) เน้นย้ำ น้อมนำพระราชดำริทั้งปวงเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป

วันที่ 21 ตุลาคม 2566 ที่สนามจักรยานขาไถ ภายในสวนกีฬากมล เอฟบีที ถนนสุวินทวงศ์ กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2566 สนามที่ 3 (Thailand Balance Bike Championships 2023) โดยมี พลเอก เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา นายกมล โชคไพบูลย์กิจ ประธานกรรมการ บริษัท โรงงานฟุตบอลล์ไทยสปอร์ตติ้งกู๊ดส์ จำกัด คณะบริหารสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยฯ นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ปกครองนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันฯ และหนูน้อยนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน จำนวนกว่า 500 คน เข้าร่วมในพิธี 

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้เข้าร่วมพิธีถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมนำผู้ร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และลงนามถวายพระพรชัยมงคล แล้วเป็นประธานเปิดการแข่งขัน พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมให้กำลังใจนักกีฬาและครอบครัว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กีฬาจักรยานเป็นกีฬาที่ได้รับความสนใจจากทุกเพศทุกวัย และเป็นกีฬาสากลที่มีในมหกรรมกีฬาสำคัญ ๆ อาทิเช่น กีฬาโอลิมปิคเกมส์ กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ และกีฬาซีเกมส์ การจัดแข่งขันครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างพื้นฐานของกีฬาจักรยาน ย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่ความเป็นเลิศและในระดับกีฬาอาชีพต่อไป การที่สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ สนามที่ 3 ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนากีฬาจักรยานตั้งแต่เยาว์วัย โดยเริ่มตั้งแต่เด็กอายุ 1 ขวบ 8 เดือน ไปจนถึง 10 ขวบ เพื่อเป็นการพัฒนาในระดับขั้นพื้นฐานของกีฬาจักรยาน 

นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาชนิดเดียวที่อนุญาตให้เด็กเล็ก ตั้งแต่อายุ 1 – 2 ขวบ ได้มีเเข่งขันในระดับเยาวชน ไปจนถึงระดับประเทศ และในระดับโลก ซึ่งเกิดผลดีทั้งในแง่ของการที่จะมีนักกีฬาจักรยานที่ต่อเนื่อง ได้มีโอกาสฝึกฝนทักษะการเล่นกีฬา จนกระทั่งถึงการเป็นตัวแทนที่จะเข้าร่วมแข่งขัน และสร้างชื่อเสียงให้แก่ครอบครัว โรงเรียน สังคม และประเทศชาติ โดยรวมของพวกเรา ที่ผ่านมาสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้พิสูจน์ผลงานในการที่มีกิจกรรมในหลาย ๆ เวทีที่ต่อเนื่อง สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติของเรามาโดยตลอด

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ได้กล่าวต่อว่า และในส่วนของการแข่งขันจักรยานหนูน้อยขาไถ ยิ่งมีประโยชน์มากกว่าความเป็นเลิศทางด้านกีฬา อีกส่วนหนึ่ง คือ ด้านการพัฒนาร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ที่จะเป็นส่วนเสริมจากการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน สิ่งที่จะช่วยพัฒนาส่งเสริมการสร้างเยาวชนของชาติที่ดีที่สุด คือ กีฬา สิ่งที่ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการอยู่ในวันนี้ เป็นการส่งเสริมให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกหลานมาออกกำลังกาย โดยใช้จักรยานขาไถ หรือมีทั้งล้อ มีทั้งขา และเด็กมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน ให้เด็กสามารถบังคับใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญจะได้มีลูกหลานที่เติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่มีความกล้าหาญ มีการตัดสินใจที่ดี เป็นพื้นฐานสู่การต่อยอดด้านอื่น ๆ ต่อไป

“ในวันนี้ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มาร่วมพิธีเปิดกิจกรรมด้วย เพื่อนำตัวอย่างกิจกรรมไปขยายผลร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ส่งเสริมให้เด็ก ๆ ที่อยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเด็กที่อยู่ในศูนย์พัฒนาชุมชน ได้จักรยานขาไถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาร่างกาย พัฒนาจิตใจ อารมณ์ การอยู่ร่วมกันในสังคม และทำให้เด็กมีวินัย เพราะว่าการเล่นกับคนอื่น ถ้าไม่มีระเบียบวินัย กฎกติกา ไม่มีการเคารพซึ่งกันและกัน อาจจะเกิดอุบัติเหตุ หรืออาจมีการทะเลาะกัน ได้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้น เพราะเด็ก ๆ เยาวชนไทยของเรา ล้วนมีสภาพจิตใจพื้นฐานดี ยิ่งรู้จักใช้กีฬา ควบคู่กับการดำรงชีวิต จะทำให้เยาวชนของเราเป็นเด็กที่มีระเบียบวินัยเป็นคนดียิ่ง ๆ ขึ้น

“นอกจากนี้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้แจ้งว่า ขณะนี้มี 11 จังหวัด มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มี Balance Bike หรือจักรยานขาไถ เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้ออกกำลังกาย โดยในปีนี้มีเป้าหมายขยายผลให้มีการจัดตั้งศูนย์กีฬา อย่างน้อย 100 ศูนย์ เพื่อให้ลูกหลานของเราได้มีโอกาสคุ้นชินการออกกำลังกายในกีฬาประเภทอื่น ๆ รวมถึงการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่ที่สามารถใช้ศึกษาเรียนรู้ตามหลักอารยเกษตร ที่นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ การสร้างความมั่นคงทางอาหารตามโครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เเละโครงการ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ทุกพื้นที่สาธารณะมีทั้งสนามกีฬา สำหรับคนทุกเพศทุกวัยได้ชื่นชมธรรมชาติ ซึ่งในขณะนี้ได้รับความอนุเคราะห์พื้นที่สาธารณะจากวัดระฆังโฆสิตาราม ที่จังหวัดปทุมธานี จำนวน 150 ไร่ และได้รับการสนับสนุนด้านการออกแบบจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกเพศทุกวัย นำความสุขมาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง สมดังพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราโชบายในการทำให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานพระราชปณิธาน ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอขอบคุณท่านนายกสมาคมอีกครั้งหนึ่งในการจัดกิจกรรมในวันนี้ โดยจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ หรือการ Change for Good เพื่อสังคมโดยรวม ทำให้เด็กได้มีพัฒนาการที่ดี ส่งเสริมความเข้มเเข็งของสถาบันครอบครัว ทำให้มีความรัก ความอบอุ่น และมีกิจกรรมด้วยกันทำให้มีความเเน่นเเฟ้นกันยิ่งขึ้น ซึ่งในวันนี้มีเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ จำนวน 12 คน มาเข้าร่วมแข่งขัน และเด็ก ๆ ที่อายุต่ำกว่า 10 ขวบ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก เป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมกิจกรรมกีฬาให้เป็นที่สนใจแก่คนทุกเพศทุกวัย นำไปสู่ความเป็นเลิศหรือการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ ทั้งในกีฬาแห่งชาติหรือกีฬาชิงแชมป์แห่งประเทศไทย ทั้งกีฬาชิงแชมป์แห่งอาเซียน เอเชีย และท้ายที่สุดคือกีฬาในระดับโลกหรือโอลิมปิกต่อไปในอนาคต ขอขอบคุณท่านผู้ปกครองของลูกหลานทุกคนที่ท่านมีส่วนร่วมกับ หลานของท่านในการสร้างความรักความอบอุ่น และก็ส่งเสริมให้ลูกหลานของท่านมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ดีงาม และเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป 
 

สพฐ. สั่งสอบ คณะครูนำเงินค่ายลูกเสือ-เงินคลังโรงเรียน ซื้อทัวร์เที่ยวเวียดนาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764241

สพฐ. สั่งสอบ คณะครูนำเงินค่ายลูกเสือ-เงินคลังโรงเรียน ซื้อทัวร์เที่ยวเวียดนาม

สพฐ. สั่งสอบ คณะครูนำเงินค่ายลูกเสือ-เงินคลังโรงเรียน ซื้อทัวร์เที่ยวเวียดนาม

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.40 น.

สพฐ. สั่งสอบข้อเท็จจริง คณะครูนำเงินค่ายลูกเสือ-เงินคลังโรงเรียน ซื้อทัวร์เที่ยวเวียดนาม

วันที่ 20 ตุลาคม 2566 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และโฆษก สพฐ. เปิดเผยว่า ด้วยปรากฏในสื่อออนไลน์ว่ามีคณะครูโรงเรียนแห่งหนึ่งนำเงินค่าจัดค่ายลูกเสือของนักเรียน เงินเบิกเด็กต่างด้าว รวมถึงเงินสะสมในคลังโรงเรียน ไปซื้อทัวร์เพื่อท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์เป็นอย่างมากนั้น

นางเกศทิพย์ กล่าวว่า ในประเด็นดังกล่าว วันนี้ (20 ตุลาคม 2566) ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รักษาราชการตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้เรียกประชุมข้าราชการและคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. สำนักนิติการ และศูนย์สารนิเทศฯ เข้าร่วมประชุมเพื่อมอบแนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว โดยได้มอบหมายให้ศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. ทำการติดตามและตรวจสอบข้อมูลในกรณีดังกล่าว โดยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเชิงลึก และมอบหมายศูนย์สารนิเทศฯ ทำการสื่อสารประชาสัมพันธ์ชี้แจงความคืบหน้าการดำเนินการของ สพฐ. ให้สาธารณชนรับทราบโดยเร็ว

“เมื่อทราบข่าวที่เกิดขึ้น รักษาการเลขาธิการ กพฐ. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ จึงได้สั่งการให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน หากพบการกระทำผิดจริงก็จะดำเนินการตามกระบวนการทางวินัยต่อไป ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน รวมถึงสาธารณชน ได้วางใจว่าเราจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะแจ้งผลความคืบหน้าให้สาธารณชนรับทราบโดยเร็ว” โฆษก สพฐ. กล่าว

อ่านรายละเอียด : ลากไส้หนัก! ร.ร.หลอกนักเรียนเซ็นชื่อไปค่าย กลับโยกเงินพาคณะครูไปเที่ยวเวียดนาม

กสศ. หารือ รมว.ศธ.จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคให้ผู้เรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764199

กสศ. หารือ รมว.ศธ.จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคให้ผู้เรียน

กสศ. หารือ รมว.ศธ.จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคให้ผู้เรียน

วันศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 18.48 น.

กสศ. หารือ รมว.ศธ.จับมือสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาคให้ผู้เรียน เชื่อว่าการเรียนรู้คือการสร้างโอกาสสร้างทางเลือกที่เหมาะสม ผ่านโครงการต่างๆของ กสศ.-ศธ.

วันที่ 20 ตุลาคม 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) และคณะผู้บริหารระดับสูงของศธ. ได้ร่วมหารือและประสานการทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)เมื่อเร็วๆนี้ โดยมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการบริหาร กสศ. ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. และคณะเข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันระหว่าง 2 หน่วยงาน โดยผู้จัดการ กสศ. ได้รายงานข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปีการศึกษา 2566 และผลการบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนในสังกัด สพฐ. สอศ. และ สช. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ครัวเรือนมีรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา ให้สามารถศึกษาต่อทั้งในและนอกระบบการศึกษาจนเต็มศักยภาพเพื่อเป็นกำลังคนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต

ดร.ไกรยส กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสศ.ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6 สังกัดดูแลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษในระบบการศึกษาประมาณ 1.2 ล้านคน และพัฒนาการค้นหาและป้องกันเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมทั้งช่วยให้เด็กกลุ่มเป้าหมายกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนภายใต้เครือข่ายข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนการผลิตพัฒนาครูให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารมากกว่า 1,500 แห่ง พร้อมทั้งส่งเสริมการระดมความร่วมมือจากชุมชนและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างยั่งยืน รวมทั้งการระดมทรัพยากรจากภาคเอกชน และการเสนอโครงการเพื่อออกสลากการกุศล เป็นต้น

ทั้งนี้ ภายหลังจากการรับฟังข้อมูล พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ศธ. และ กสศ. ให้ร่วมกันบูรณาการทรัพยากรเพื่อสนับสนุนมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาร่วมกัน เช่น การสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่กลุ่มเป้าหมายในสถานศึกษาสังกัด ศธ. โดยเฉพาะเยาวชนจากครัวเรือนยากจนที่ต้องการศึกษาต่อสายอาชีพในสังกัด สอศ. ทั้งหลักสูตร ปวช. ปวส. และหลักสูตรระยะสั้นที่เน้นจบการศึกษาในเวลาสั้น เพราะเห็นร่วมกันว่าเป็นรูปแบบการเรียนที่ตอบโจทย์ความต้องการของเด็กกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีความยากจนพิเศษเรียนเพื่อมีงานทำได้ และหาแนวทางสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อให้เยาวชนได้เข้าเรียนสายอาชีพให้มากขึ้นตามความต้องการของตลาดแรงงาน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า  ครูเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณภาพทางการศึกษา จำเป็นที่จะต้องหามาตรการและแนวทางต่าง ๆ มาพัฒนาคุณภาพครู เช่น การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือครู ช่วยแบ่งเบาภาระงานด้านการดูแลนักเรียนโดยกรณีนี้ ดร.ไกรยส ได้รายงานเพิ่มเติมว่า กสศ. ได้ทำงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาบูรณาการฐานข้อมูลความเสี่ยงของนักเรียน จัดทำ Data Catalogue แนวทางและกระบวนการ ดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างครอบคลุมทุกมิติปัญหา ผ่านระบบ OBEC Care ให้สอดคล้องกับแนวทางการดูแลช่วยเหลือเด็กตามความต้องการเป็นรายบุคคล ซึ่งได้ดำเนินการเป็นโครงการนำร่องแล้วใน 28 เขตพื้นที่การศึกษา ในปีการศึกษา 2566 มีสถานศึกษา 1,050 แห่งทั่วประเทศ โดย สพฐ และ กสศ มีแผนจะขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หรือ ระบบ OBEC Care ให้ครอบคลุม 245 เขตพื้นที่ทั่วประเทศในปีการศึกษา 2567

ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน จึงได้มอบหมายให้ สพฐ. สรุปตัวเลขจำนวนครูที่ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการทำงานส่วนนี้เพื่อนำมาออกแบบ วางแผนและวางแนวทางการขยายผลเพิ่มเติมจากพื้นที่นำร่องที่ได้ดำเนินการไปแล้วต่อไป

ขณะเดียวกัน ยังได้ร่วมกันหารือประเด็นอื่นๆ เช่น แนวทางการสร้างระบบแนะแนวของโรงเรียน ซึ่งนอกจากจะต้องมีครูแนะแนวที่ดีแล้ว ควรนำระบบรุ่นพี่มาช่วยแนะแนวและสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนและการทำงาน การผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น พิจารณานำโครงการคุรุทายาทที่เคยทำมาแล้ว 13 รุ่น เพื่อให้มีรุ่นพี่คุรุทายาทช่วยสนับสนุนการทำงานต่อในโรงเรียนพื้นที่เป้าหมาย หรือโรงเรียนปลายทาง ซึ่งอาจรวมเป็นโครงการเดียวกัน โดยควรหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใน ศธ. เพื่อทำงานร่วมกัน โดยมีข้อเสนอให้ใช้ชื่อคุรุทายาทเพื่อให้ครอบคลุมการผลิตครูในระบบปิดประชุมยังได้หารือด้านการแก้ปัญหาต่างๆ ของโรงเรียนขนาดเล็กโดยเฉพาะการเดินทางโดยเสนอให้ทดลองนำร่องการจัดการขนส่งให้นักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Stand Alone) เพื่อให้เด็กมีโอกาสไปเรียนในโรงเรียนคุณภาพ โดยสร้างแรงจูงใจในการทำงานของระบบขนส่งให้เพียงพอ เช่น เพิ่มเติมงบประมาณด้านการเดินทาง ฯลฯ

ชงบอร์ด สกสค.เพิ่มมูลค่าที่ดินพัฒนาองค์การค้าฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/764000

ชงบอร์ด สกสค.เพิ่มมูลค่าที่ดินพัฒนาองค์การค้าฯ

ชงบอร์ด สกสค.เพิ่มมูลค่าที่ดินพัฒนาองค์การค้าฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.30 น.

ผลงานองค์การค้า ของ สกสค. ปีงบฯ 66 ไม่ขาดทุน เตรียมสรุปทรัพย์สินที่ดินอสังหาริมทรัพย์เสนอบอร์ด สกสค.เคาะแนวทางสร้างรายได้เพิ่ม พร้อมรวมรายชื่อร้านค้า -โรงแรม-โรงพยาบาลครูเข้าใช้บริการได้ส่วนลด

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานขององค์การค้าของ สกสค. ว่าในปีงบประมาณ 2566 ที่ผ่านมาองค์การค้าฯ ของ สกสค. สามารถจำหน่ายอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงเครื่องหมายลูกเสือ เครื่องแบบนักเรียน ทั้งแบบจำหน่ายหน้าร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ และศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ออนไลน์ และสามารถจัดพิมพ์หนังสือเรียนประจำปีการศึกษา 2566 ได้แล้วเสร็จ ทันตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยในภาพรวมปีงบประมาณ 2566 องค์การค้าของ สกสค. ธุรกิจมีผลกำไร ไม่ขาดทุน สามารถชำระหนี้สินที่มีอยู่เดิมได้บางส่วน และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเตรียมแผนการจัดพิมพ์หนังสือเรียนประจำปีการศึกษา 2567 อย่างไรก็ตามตนได้มอบหมายให้ผู้บริหารองค์การค้าฯ สรุปทรัพย์สิน ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ขององค์การค้าฯ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและไม่ได้มีการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน เพื่อพิจารณาว่าจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง เพื่อนำรายได้มาแก้ปัญหาที่ค้างอยู่ควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์การค้าของ สกสค. รวมถึงนำมาจัดสวัสดิการ สวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่น และยกย่องเชิดชูเกียรติให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น

ดร.พิเชฐ กล่าวด้วยว่า การจัดสวัสดิการฯ ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา นั้น สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้มีการมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษามาตลอด โดยปัจจุบันมีความร่วมมือกับภาคธุรกิจจัดโปรโมชั่นส่วนลดร้านค้า สินค้าอุปโภค บริโภค ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม และการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล เพื่อเป็นสวัสดิการพิเศษให้แก่ครูในราคาพิเศษ ซึ่งบางแห่งลดราคาให้ครูสูงถึง 20-30% จากราคาปกติ นอกจากนี้สำนักงาน สกสค. จังหวัดทั่วประเทศก็ได้มีการประสานงานกับภาคธุรกิจในพื้นที่ ลดราคาให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อเข้าใช้บริการด้วยเช่นกัน แต่ครูและบุคลากรทางการศึกษาอาจจะยังไม่รู้ทั่วถึงกัน ดังนั้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการเข้าใช้บริการและให้ครูได้รับรู้อย่างกว้างขวางมากขึ้น จะมีการรวบรวมรายชื่อร้านค้า สถานที่ที่ทำข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. และสำนักงาน สกสค. จังหวัดทั่วเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับรู้ว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง.

‘ศธ.-สอวน.’ประกาศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763853

'ศธ.-สอวน.'ประกาศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ

‘ศธ.-สอวน.’ประกาศไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมวิชาการนานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.29 น.

ศธ.-สอวน.ประกาศ ไทยพร้อมเป็น เจ้าภาพ จัดประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ฯ เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ดึงนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล นักการศึกษาชั้นนำของโลกเข้าร่วม โดย “กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุม

19 ตุลาคม 2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธาน แถลงข่าวการจัดงาน “การประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์หลังภาวะการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี วันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ในฐานะที่ UNESCO ยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี รศ.ดร.พินิติ ระตนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์(สอวน) และ Ms.Soohyun Kim ผอ.สำนักงานยูเนสโก ประจำกรุงเทพฯ พร้อมผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

รมว.ศธ. กล่าวว่า ตามที่ UNESCO ได้ประกาศยกย่องสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม และร่วมเฉลิมฉลองพระเกียรติคุณของพระองค์ ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบวันประสูติ 100 ปี รัฐบาลไทยจึงได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับมูลนิธิ สอวน. จัดการประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์หลังภาวะการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 International Conference on Mathematics and Science Education in the Post COVID-19 Era: Global Issues Awareness ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2566 

“ถือเป็นการประกาศศักยภาพของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพงานนานาชาติ ที่ระดมสมองของบุคลากรชั้นแนวหน้า ทั้งนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์และนักการศึกษาชั้นนำของโลก โดยมีผู้ร่วมงานในประเทศและจากนานาประเทศจำนวน 500 คน เพื่อร่วมกัน หาแนวทางเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 เพิ่มคุณภาพการศึกษาให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรค สู่การพัฒนาที่ต่อเนื่องและยั่งยืน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดการประชุม พระราชทานปาฐกถาพิเศษ ทรงร่วมรับฟังการบรรยายระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2566 และทอดพระเนตรนิทรรศการทางวิชาการ” รมว.ศธ. กล่าว

รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการ สอวน. กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผลกระทบของโควิด19 ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อการเรียนการสอนทั่วโลก แม้จะใช้การเรียนการสอนออนไลน์ทดแทนการสอนแบบเผชิญหน้า แต่ก็ยังมีช่องว่างในการสร้างคุณภาพการเรียนรู้ เนื่องจากวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นฐานความรู้ในการสร้างคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนอนาคต งานนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่ดึงดูดนักคิด นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้า ร่วมพิจารณาปัญหาการเปลี่ยนแปลงต่อระบบการศึกษาที่นานาประเทศต้องเผชิญ หาแนวทางต่อยอดพัฒนาหลังการระบาดของโรค ซึ่งภายในงานมีการบรรยายงานวิจัยแนวหน้า เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบการศึกษาเข้าสู่ยุคดิจิทัล

ด้าน Ms.Soohyun Kim ผอ.สำนักงานยูเนสโก ประจำกรุงเทพฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า  การประชุมระดับนานาชาติครั้งนี้เป็นการเชิดชูพระกรุณาธิคุณของพระองค์ ในด้านการศึกษา โดยเฉพาะสาขา STEM ทั้งยังเป็นโอกาสในการทำความเข้าใจผลกระทบของ การเปลี่ยนแปลง ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยใช้ความรู้ด้าน STEM เพื่อเอาชนะความท้าทายหลังสถานการณ์โควิด 19 ร่วมจัดสรรการศึกษาที่มีคุณภาพให้แก่เยาวชนของเรา เพื่อความเจริญรุ่งเรือง ความอยู่ดีมีสุข สันติภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน 

สำหรับกำหนดการประชุมฯ ในวันที่ 30-31 ตุลาคม 2566 เป็นการสัมมนาแบบพบหน้า (On-site)  ณ ห้อง 208 – 209 ชั้น 2 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ประกอบด้วย

-พิธีเปิดการประชุมและปาฐกถาพิเศษ โดย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยผู้ร่วมปาฐกถา Ms.Soohyun Kim ผอ.สํานักงาน UNESCO ประจํากรุงเทพฯ 

– Plenary lectures โดย Professor Ada Yonath (สถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มาน อิสราเอล) นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 2009, Professor Drew Weissman (มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา) นักวิทยาศาสตร์รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ ปี 2023 และ Professor Sir Tom Blundell (มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร) 

– Invited lectures โดย นักวิทยาศาสตร์นักคณิตศาสตร์และนักการศึกษาชั้นนำ ได้แก่ Professor Manjula Sharma (มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย), Professor Masami Isoda (มหาวิทยาลัยซุคุบะ ญี่ปุ่น), Professor Young-Hoon Kim (มหาวิทยาลัยการศึกษาแห่งชาติเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี), รศ.ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศไทย), ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ (บริษัท อบาคัส ดิจิทัล จํากัด ประเทศไทย) และนางสาวกล่อมจิต ดอนภิรมย์ (โรงเรียนกมลาไสย ประเทศไทย) 

ในส่วนของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 เป็นการประชุมปฏิบัติการแบบพบหน้า (On-site) ณ ห้อง  208 – 209 ชั้น 2 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์การประชุม http://imsed.ipst.ac.th/ หรือเฟซบุค https://www.facebook.com/imsed2023.012