‘สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า’คิกออฟ‘ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน PROUD TO BE NIDA 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761369

‘สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า’คิกออฟ‘ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน PROUD TO BE NIDA 2023

‘สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า’คิกออฟ‘ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน PROUD TO BE NIDA 2023

วันศุกร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.18 น.

‘สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า’คิกออฟ‘ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน PROUD TO BE NIDA 2023

สมาคมนักศึกษาเก่าสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดยนายดุสิต ปิยะทัต นายกสมาคม และนายนิกร ศิรโรจนานนท์ รองอธิบดีกรมป่าไม้,นายสันติ โคตรมี ผช.ผอ.เขตบางกะปิ,เบญจพร ศักดิ์เรืองแมน ผช.ผอ.เขต วังทองหลาง และ อ.คหัฏฐา อักกะวิเนต ผู้จัดการ รร.วัฒนานนท์วิทยา ร่วมกับเครือข่ายประชาคมนิด้า ทั่วประเทศ จัดงาน Kick off โครงการ “ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน PROUD TO BE NIDA 2023” ในวันที่ 5 ตุลาคม 2566 เวลา 9.09 น.เพื่อเป็นการน้อมรำลึกและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเตชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ด้วยการปลูกต้นราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำชาติและประจำสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2566 จำนวน 99,999 ต้น ครอบคลุมไปทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้

อีกทั้งยังเป็นการช่วยรณรงค์ส่งเสริมธรรมชาติและสร้างสิ่งแวดล้อมให้มีความร่มรื่นร่มเย็นงดงาม ด้วยการปลูก ต้นราชพฤกษ์ทั้งแผ่นดินและร่วมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เนื่องในวาระครบ 42 ปี การก่อตั้งสมาคมในปี 2566 นี้

สกสว.ร่วมมือCEA หารือการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ด้วยการใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761188

สกสว.ร่วมมือCEA หารือการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ด้วยการใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

สกสว.ร่วมมือCEA หารือการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ ด้วยการใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 20.59 น.

สกสว. เดินหน้าหารือสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) มุ่งเน้นการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุดใหม่ (New Engines of Growth) เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สกสว. ร่วมประชุมหารือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ด้วยการใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึง บทบาทและหน้าที่ของ สกสว. ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ โดยมีแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (แผนด้าน ววน.) รวมถึงงบประมาณเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนฯ ขณะที่ รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเสริมว่า ในปีงบประมาณ 2567 สกสว. ได้เพิ่มแผนงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และแผนงานย่อย (Non Flagship) “พัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เน้นคุณค่า สร้างความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ของประเทศ”  ภายใต้แผนงาน “พัฒนาระบบเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG) ในด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นระบบเศรษฐกิจมูลค่าสูง มีความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ของประเทศ” และ CEA เป็นหนึ่งใน Strategic partner ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

นายชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการ CEA กล่าวถึง บทบาทและทิศทางของ CEA ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และปัจจัยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมให้แก่ชุมชน สาธารณชนและสถาบันการศึกษา พัฒนาผู้ประกอบการและส่งเสริมให้เกิดการนำกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างนวัตกรรม ตลอดจนส่งเสริมและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านความคิดสร้างสรรค์ที่จะนำไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม 15 สาขา ดังนี้ กลุ่มรากฐานทางวัฒนธรรม (Creative Originals) เป็นทุนทางสังคม วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่มีรากเหง้าความเป็นไทย อาทิ งานฝีมือและหัตถกรรม ดนตรี ศิลปะการแสดง และทัศนศิลป์ 2. กลุ่มเนื้อหาและสื่อสร้างสรรค์ (Creative Content /Media) เป็นการถ่ายทอดข้อมูลผ่านการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ อาทิ ภาพยนตร์ การพิมพ์ การกระจายเสียง และซอฟต์แวร์ (เกมและแอนิเมชัน) 3. กลุ่มบริการสร้างสรรค์ (Creative Services) การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในกระบวนการออกแบบ อาทิ การโฆษณา การออกแบบ และสถาปัตยกรรม 4. กลุ่มสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Goods /Products) เป็นการออกแบบเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า อาทิ อุตสาหกรรมแฟชั่น และ 5. กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ อาหารไทย แพทย์แผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

“โดยแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะประกอบด้วยทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม นำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป้าหมายงานวิจัยในปี 2567 – 2570 จะมีการศึกษาผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ (GDP) และสังคมของประเทศ 3 ด้าน คือ Creative People, Creative District, และ Creative Business นอกจากจะเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยแล้ว CEA ต้องการที่จะเป็นผู้วิจัยด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจในสิ่งที่ต้องการและให้การสนับสนุนได้อย่างตรงจุดอีกด้วย” ผู้อำนวยการ CEA กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบัน CEA ได้เร่งเดินหน้าการผลักดันแผนพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กลุ่ม Creative Contents  4 สาขา ได้แก่ สาขาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ สาขาการพิมพ์ สาขาการกระจายเสียง และสาขาซอฟต์แวร์ (เกมและแอนิเมชัน) ซึ่งมีประเด็นที่ต้องผลักดันเร่งด่วน คือ การยกระดับเนื้อหา ได้แก่ บทภาพยนตร์ ละคร ซีรีย์ เกม และสิ่งพิมพ์ให้มีความหลากหลาย เป็นสากล สามารถตอบการบริโภคสมัยใหม่และส่งออกสู่ตลาดโลก รวมทั้งผลักดันยุทธศาสตร์ “Soft Power” และมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมภาคธุรกิจ SME และผู้เล่นสำคัญรายใหญ่ ในการนำทรัพยากรเชิงวัฒนธรรมที่มีศักยภาพของประเทศ มาพัฒนาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ เพื่อส่งออกคอนเทนต์ไทยไปสู่ตลาดอาเซียนและตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งจะเดินหน้า นโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power หรือ One Family One Soft Power :OFOS โดยมุ่งเน้นการยกระดับทักษะคนไทยให้เป็นแรงงานทักษะสูง 20 ล้านคน สร้างรายได้อย่างน้อย 200,000 บาทต่อปี สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง สร้างอุตสาหกรรมให้เติบโต สร้างเงินเข้าประเทศและสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศชั้นนำของโลกด้านซอฟท์พาวเวอร์

นอกจากนี้ ได้มีการเยี่ยมชม Studio Virtual Production ห้องปฏิบัติการสื่อดิจิทัลและโลกเสมือน โดย CEA และ TCDC Resource Center Services แหล่งข้อมูลด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย และยังเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และแหล่งค้นคว้าข้อมูลด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์สำหรับนักออกแบบ นักศึกษา ผู้ประกอบการ ประชาชนทั่วไป และได้มีการเปิดหลักสูตรคอร์สออนไลน์บุกตลาด Virtual Production (VP) ให้กับสายครีเอเตอร์และคอนเทนต์ได้ต่อยอดองค์ความรู้ พร้อม Up-skill & Re-skill ผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ให้เติบโตอย่างไรขีดจำกัด รวมทั้งเยี่ยมชมศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ Thailand Creative & Design Center (TCDC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ CEA โดยได้เยี่ยมชมทั้งในส่วนของ Material & Design Innovation Center ที่ให้บริการให้คำปรึกษาด้านวัสดุและนวัตกรรม และ Material Submission ที่ผู้ประกอบการสามารถนำวัสดุที่มีนวัตกรรมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมานำเสนอ เพื่อคัดเลือกเข้าบรรจุในฐานข้อมูลวัสดุ Material ConneXion® ทั่วโลก รวมทั้งเยี่ยมชม Trend Corner ที่ให้บริการข้อมูลเจาะลึกแนวโน้มกระแสสังคมและการออกแบบในงานสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ของโลก จาก Trend Book และนิตยสารเทรนด์ชั้นนำ อาทิ Carlin, Nelly Rodi และ Mix Trend นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชม Material ConneXion แหล่งรวบรวมข้อมูลวัสดุที่น่าสนใจและนวัตกรรมระดับโลกกว่า 8,000 รายการ ด้วยบริการฐานข้อมูลออนไลน์ที่ให้สืบค้นได้อย่างไม่จำกัด อีกทั้งตัวอย่างวัสดุให้ได้สัมผัสจริงกว่า 2,000 รายการ

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงพื้นที่ภาคอีสาน มอบทุนการศึกษาเยาวชน 53 สถาบัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761109

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงพื้นที่ภาคอีสาน มอบทุนการศึกษาเยาวชน 53 สถาบัน

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงพื้นที่ภาคอีสาน มอบทุนการศึกษาเยาวชน 53 สถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.55 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ลงพื้นที่ภาคอีสาน มอบทุนการศึกษาเยาวชน 53 สถาบัน

5 ตุลาคม 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล  รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ และนายบวรสินธุ์ ตันธุวนิตย์ กรรมการ  ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2566 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์จังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร บึงกาฬ โดยมีจังหวัดนครพนมเป็นศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้  สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง  โดยมีนายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี และคณะนายกสมาคมพ่อค้าจังหวัดนครพนม เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ  หอประชุมโรงเรียนนครพนมวิทยาคม อำเภอเมือง  จังหวัดนครพนม

การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของงานสังคมสงเคราะห์ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี โดยในปี พ.ศ. 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761099

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.33 น.

‘สมาคมนักประดิษฐ์ฯ’ ร่วมหารือกับ ม.สยาม ผลักดันกรอบความร่วมมือเพื่อพัฒนานวัตกรรมของประเทศไทย พร้อมเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาฯ เผยปลายเดือนนี้ทางสมาคมฯ เตรียมจัดงานสัมมนา ที่ รร.เซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ 

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 ที่ มหาวิทยาลัยสยาม นายภณวัชร์นันท์ (พะ-นะ-วัด-นัน) ไกรมาตย์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายพลศักดิ์ ปิยะทัต อุปนายกสมาคมฯ  ว่าที่ ร.ต. สรายุทธ์ บุญเลิศกุล  กรรมการและเลขาธิการฯ นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด กรรมการสมาคมฯ และคณะ เข้าพบปะหารือกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไตรทศ ขําสุวรรณ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม เพื่อหารือถึงกรอบความร่วมมือในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมไทย ให้เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของคนไทยและคนทั้งโลก 

นายภณวัชร์นันท์ กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากทางมหาวิทยาลัยสยาม ให้มาร่วมกันวางกรอบความร่วมมือในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมของไทย ซึ่งตนในฐานะนายกสมาคมฯ มีความยินดีที่จะร่วมมือกันกับทางมหาวิทยาลัยสยาม ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯ ได้ระบุในแผนยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยสยาม ปีการศึกษา 2564-2566 โดยวางวิสัยทัศน์เอาไว้ว่า เป็นสถาบันชั้นนำในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน (Leading Institution Creating Innovation for Sustainable Future) โดยมุ่งเน้นความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเพื่อสร้างนวัตกรรม และทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม มีความสามารถในการเสริมสร้างนวัตกรรมที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติต่างๆ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ ที่ระบุว่า ปลูกฝัง เสริมสร้างและ ส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีต้นทุนสังคมของความเป็นนักประดิษฐ์คิดค้น และดําเนินการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยให้มีมาตรฐาน คุณภาพและประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยเพื่อออกสู่ตลาดในประเทศและสู่สากลได้ อย่างเต็มภาคภูมิทัดเทียม นานาอารยประเทศ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ความเจริญและความมั่นคงของประเทศ พร้อมทั้งแสวงความร่วมมือระหว่างสมาคม ฯ กับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  รวมทั้ง ในฐานะที่ตนเป็นนายกสมาคมฯ ตั้งใจมาเรียนเชิญผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไตรทศ เข้าเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของสมาคมฯ ซึ่งจะได้ง่ายต่อการประสานงานในอนาคต โดยหลังจากนี้ตนจะเดินทางไปเข้าพบผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ภายหลังที่สมาคมฯ ได้ร่วมหารือกับทางมหาวิทยาลัยสยามเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ลงมาเยี่ยมชมผลงานนวัตกรรมของนักศึกษา อาทิ เครื่องกลึง ซึ่งใช้ประดิษฐ์เชิงเทียนบูชาพระ เป็นหนึ่งในวิศวกรรมเชิงวัฒนธรรม โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ทางสมาคมฯ ได้ให้ความสนใจและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงให้คำแนะนำต่างๆกับนักศึกษาอีกด้วย

“ทางสมาคมฯ ขอชื่นชมและให้กำลังใจกับน้องๆนักศึกษาที่สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ ดังนั้น ขอเชิญชวนเยาวชน สื่อมวลชน และประชาชน ที่สนใจนวัตกรรมต่างๆ มาร่วมงานสัมมนา “มาตรฐานผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม การคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่” ในวันเสาร์ที่ 28 ตุลาคมนี้ ณ โรงแรมเซนทารา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ โดยทางสมาคมฯ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ จะจัดแสดงนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์กว่า 10 บูท รวมทั้ง ยังเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาถกปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งด้านความปลอดภัย ด้านสุขภาพ ด้านสิ่งแวดล้อม และแนวทางในการแก้ปัญหาในอนาคต” นายภณวัชร์นันท์กล่าว

‘ปลัดศธ.’คิดตกแล้ว!! เปลี่ยนใจไม่ลาออก ไม่ยึดติดหัวโขน ขอฮึดสู้ทำงานเพื่อบ้านเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761041

'ปลัดศธ.'คิดตกแล้ว!! เปลี่ยนใจไม่ลาออก ไม่ยึดติดหัวโขน ขอฮึดสู้ทำงานเพื่อบ้านเมือง

‘ปลัดศธ.’คิดตกแล้ว!! เปลี่ยนใจไม่ลาออก ไม่ยึดติดหัวโขน ขอฮึดสู้ทำงานเพื่อบ้านเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 15.02 น.

เปลี่ยนใจไม่ลาออกแล้ว!!! “ปลัดศธ.” ฮึดสู้ต่อเดินหน้าขับเคลื่อน พ.ร.บ.การศึกษา 1 ปีที่เหลือขอทำงานเพื่อบ้านเมือง หลังจากก่อนหน้านี้ประกาศเตรียมไขก๊อกกรณีโดนย้ายไปนั่งเลขาฯสกศ. ยอมรับพูดไปตอนนั้นเพราะน้อยใจ แต่ตอนนี้คิดตกแล้วไม่ยึดติดหัวโขน

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  (ศธ.)  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ให้ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษา ( สกศ.) เพื่อไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ซึ่งยังไม่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ว่า สิ่งที่ตนจะต้องทำมี 2 เรื่อง  เรื่องแรก คือ การจัดทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…ที่ต้องขับเคลื่อนต่อไปให้ได้ ซึ่งจะต้องทำประชาพิจารณ์สอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องว่าร่างฉบับเดิมที่ไม่ผ่านสภาฯเป็นอย่างไรบ้าง  หรือต้องนำมาแก้ไขปรับปรุงใหม่ หรือต้องมาทำใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับการศึกษาในอนาคตด้วย แต่สิ่งที่รมว.ศธ.กังวล คือ แนวทางที่จะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนในอนาคต จะเป็นอย่างไร จะออกแบบกันแบบไหน

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สอง คือ แผนการศึกษาแห่งชาติ 20 ปี ซึ่งปีนี้เข้าสู่ปีที่หก เมื่อการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปด้วยโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้น ทำให้การศึกษาที่เคยทำแผนการศึกษาแห่งชาติไว้ยังสามารถดำเนินการตามกรอบเดิมได้หรือไม่ หรือจะต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ แต่โดยหลักทุก 5 ปี ก็จะต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ ดังนั้น เมื่อเข้าปีที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงของรัฐบาลใหม่ รัฐมนตรีใหม่ ก็จะนำแนวนโยบายของรัฐบาลใหม่และรัฐมนตรีหใม่มาขับเคลื่อนในแผนการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาได้เกิดการขับเคลื่อนด้วยการตั้งกรรมการขึ้นมาดำเนินการ

“ส่วนเรื่องที่ผมถูกย้ายไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา ผมไม่อยากพูดถึงแล้ว ขอทำงานอย่างเดียว ผมเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เงินเดือนที่ผมได้รับมาจากภาษีประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องการเมืองก็คือการเมือง  เขาให้เราไปทำงาน ก็มีหน้าที่ไปทำงานให้มีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลตามที่ประชาชนเสียภาษีและสมกับเป็นข้าราชการ ผมรักในวิชาชีพข้าราชการ ผมรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แน่นอนความน้อยใจเกิดขึ้นตามอารมณ์ของคนปกติ แต่เมื่อเรานำมาไตร่ตรอง ทบทวนด้วยตัวเราเองก็เห็นว่ากว่าเราจะเป็นข้าราชการเติบโตมาจากครูน้อย ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปัจจุบัน 40 ปีที่เรามาด้วยความยากลำบาก เราต่อสู้กับอะไรมาเยอะ หากเราจะใช้อารมณ์ความน้อยใจไปยึดติดกับหัวโขนตรงนั้น มันก็ไม่มีประโยชน์ ผมจึงมองที่บ้านเมืองเป็นสำคัญ ดังนั้น หนึ่งปีที่เหลือก็เพื่อบ้านเมือง” ปลัดศธ. กล่าว (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ปลัดศธ.’เตรียมลาออก-ฟ้องศาลปกครอง มองถูกลดศักดิ์ศรีหลังถูกเด้งเป็น‘เลขาฯสกศ.’)

ครูไทยในวันครูโลก! ความท้าทาย-สิ่งที่ควรปฏิบัติในยุคเปลี่ยนแปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760961

ครูไทยในวันครูโลก! ความท้าทาย-สิ่งที่ควรปฏิบัติในยุคเปลี่ยนแปลง

ครูไทยในวันครูโลก! ความท้าทาย-สิ่งที่ควรปฏิบัติในยุคเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 08.16 น.

วันที่ 5 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันครูโลก (World Teacher’s Day) เพื่อยกย่องครูเนื่องจากมีบทบาทในการขับเคลื่อนการศึกษาให้เจริญก้าวหน้า “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ครูไทยในวันครูโลก 2023” สำรวจระหว่างวันที่ 27 กันยายน – 2 ตุลาคม 2566 กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประชาชนทั่วไป จำนวน 943 คน และกลุ่มครู จำนวน 645 คน รวม 1,588 คน สรุปผลได้ ดังนี้

ความท้าทายของครู ณ วันนี้ กลุ่มประชาชนทั่วไปมองว่า เป็นเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนยุคใหม่ ร้อยละ 65.32 ส่วนกลุ่มครูมองว่าความท้าทาย คือ การมีงานนอกเหนือจากการสอนจำนวนมาก ร้อยละ 80.87

สิ่งที่ครูควรปฏิบัติในยุคของการเปลี่ยนแปลง กลุ่มประชาชนทั่วไปมองว่า ครูควรพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถ คิดสร้างสรรค์ ร้อยละ 58.45 ส่วนกลุ่มครูมองว่า ครูควรพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ร้อยละ 71.58

ในเรื่องเงินเดือนค่าตอบแทนของครู ทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไป และกลุ่มครู ต่างก็มองว่า เงินเดือนของครู ณ วันนี้ยังไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มครูมองว่าไม่เหมาะสมสูงถึงร้อยละ 81.40 กลุ่มประชาชนทั่วไปมองว่าไม่เหมาะสม ร้อยละ 57.90

หลังจากที่รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการแถลงนโยบายทั้งกลุ่มประชาชนทั่วไปและกลุ่มครูมองตรงกันว่า นโยบายที่ควรดำเนินการเร่งด่วนที่สุด คือ การปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดขั้นตอน เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา กลุ่มประชาชนทั่วไป ร้อยละ 58.96 และกลุ่มครู ร้อยละ 77.52

สิ่งที่อยากบอกครูไทยในวันครูโลก กลุ่มประชาชนทั่วไปอยากบอกว่า ขอบคุณครูที่อบรมสั่งสอน ร้อยละ 25.16 และกลุ่มครูอยากบอกว่า ครูเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ เป็นกำลังใจให้ครูทุกคน ร้อยละ 28.88

ในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว นับเป็นช่วงเวลาสำคัญแห่งการปรับตัวของครูไทย และระบบการศึกษาไทย ที่ต้องอาศัย “ครู…คุณภาพ” ที่มีประสบการณ์และทักษะบนพื้นฐานความเชี่ยวชาญ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง มีศาสตร์และศิลป์ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และที่สำคัญต้องมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพครู เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายที่สำคัญ สอดคล้องกับผลการสำรวจที่มองว่าความท้าทายของครู คือ การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ดีขึ้น ภายใต้บริบทของการสร้างความก้าวหน้าในวิชาชีพ และอีกอุปสรรคหนึ่งที่ทำให้ครูไม่มีเวลาค้นคว้าหาความรู้ หรือการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ๆ ส่งผลให้ครูไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความถนัดและการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศไทย ควรเริ่มจากการเชื่อมั่น เชื่อใจครู และประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ตัวเด็ก ลดภาระการประเมินด้วยเอกสาร รวมถึงการพิจารณาค่าตอบแทน และเพิ่มสวัสดิการเพื่อให้ครูมีแรงจูงใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น “ขอเวลาในห้องเรียน…คืนให้ครูได้เรียนรู้เด็ก”

ลงนามร่วมมือสร้างอาชีพและรายได้นักศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760836

ลงนามร่วมมือสร้างอาชีพและรายได้นักศึกษา

ลงนามร่วมมือสร้างอาชีพและรายได้นักศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ในเครือ ชาริช โฮลดิ้ง นำโดย ประทีป สังวาลย์ ตัวแทนผู้บริหาร ร่วมกับ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการ ส่งเสริมให้นักศึกษาประกอบอาชีพและมีรายได้ โดยได้พัฒนาเรียนรู้ทักษะวิชาชีพจากประสบการณ์ตรง ที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เมื่อเร็วๆ นี้

ม.วลัยลักษณ์ขึ้นอันดับ 1201-1500 โลก และอันดับ 6 ร่วมของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760841

ม.วลัยลักษณ์ขึ้นอันดับ 1201-1500 โลก  และอันดับ 6 ร่วมของไทย

ม.วลัยลักษณ์ขึ้นอันดับ 1201-1500 โลก และอันดับ 6 ร่วมของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ขยับขึ้นอันดับ 1201-1500 ของโลก จากการจัดอันดับ World University Rankings2024 โดย Times Higher Educationที่มหาวิทยาลัยที่เข้ารับการจัดอันดับโลกทั้งหมด 1,904 แห่งทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 6 ร่วมของประเทศไทยจากมหาวิทยาลัย 19 แห่ง

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งมั่นทำงานกันอย่างหนัก ทำให้ภาพรวมในมิติต่างๆ มหาวิทยาลัยมีคะแนนที่สูงขึ้น สามารถขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 1201+ อันดับ 6 ร่วมของประเทศไทย ม.วลัยลักษณ์ถือเป็นน้องใหม่ (Young University)ที่มีความก้าวหน้าในด้านวิชาการมากและทำให้ได้รับการจัดอันดับโลก ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้มีนักเรียนและผู้ปกครองเชื่อมั่นในคุณภาพและศักยภาพและสนใจสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มากขึ้น

ทั้งนี้ การได้รับการจัดอันดับโลกที่ดีขึ้นมีผลต่อการสร้างความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย เช่น เมื่อปีที่แล้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีผู้สนใจสมัครเข้าศึกษาต่อมากถึง 39,000 คนปีก่อนหน้านี้ 31,000 คน แต่ปีนี้หลังจากประกาศรับสมัคร TCAS รอบที่ 1เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่ามีนักเรียนมาสมัครแล้ว 9,000 กว่าคนมากกว่าปีที่แล้วเป็น 3 เท่า

“มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ Scopus Q1,Q2 กว่า 88% อยู่ในกลุ่มอันดับ 1 ของประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.ย. 2566) การขยับอันดับโลกที่ดีขึ้นในปีนี้ ซึ่งอันดับที่ 1,201-1,500 ของโลกเป็นอันดับที่คิดว่าเรายังพัฒนาตัวเองได้และเราจะพัฒนาให้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีอันดับโลกที่ดีมากขึ้นกว่านี้ในอนาคต” ศ.ดร.สมบัติ กล่าวในตอนท้าย

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนางานวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Global & Frontier Research) เน้นการวิจัยขั้นสูง และผลิตบัณฑิตนักวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษา พร้อมมุ่งค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างความรู้ทฤษฎี และข้อค้นพบใหม่ๆ ในสาขาวิชาต่างๆ โดยก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เคยได้รับการจัดอันดับโลกจาก Times Higher Education ปี 2023 อยู่ในอันดับที่ 1501+ ของโลก อันดับที่ 11 ของไทย การจัดอันดับกลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่ Young University Rankings 2023 อยู่อันดับ 501+ ของโลก อันดับ 3 ร่วมของไทย ได้รับการจัดอันดับ THEImpact Ranking ปี 2023 อยู่ในอันดับที่401-600 ของโลก อันดับที่ 10 ร่วมของประเทศไทย และได้รับการจัดอันดับจาก QS Asia University Rankings 2023 ในอันดับที่ 551-600 ของเอเชียมาแล้ว

ประกวดเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760837

ประกวดเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

ประกวดเล่าเรื่องจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) “ซีเอ็ด” ร่วมกับ “OXFORD UNIVERSITY PRESS” รับสมัครเด็กไทยตั้งแต่ระดับอนุบาล-มัธยมศึกษา ที่มีใจรักการอ่าน หนังสือภาษาอังกฤษ เข้าร่วมประกวดในโครงการ“OXFORD BIG READ 2023” พร้อมลุ้นชิงรางวัล เฟ้นหาผู้ชนะ เป็นสมาชิกOXFORD READING CLUB 1 ปี พร้อมรับของรางวัลต่างๆ อีกมากมาย

ผู้สนใจส่งคลิป VDO เข้าร่วมแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้-30 พฤศจิกายน 2566 ประกาศผลการแข่งขันในวันที่ 15 มกราคม 2567 ทางแฟนเพจSE-ED BOOK CENTER และ www.se-ed.com พิเศษในปีนี้ ผู้ที่ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการ จะได้รับ “E-CERTIFICATE OF PARTICIPATION” จาก OXFORD UNIVERSITY PRESS (OUP) ซึ่งจะได้รับผ่านทางอีเมล หลังจากจบกิจกรรม

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มอบทุนเด็กไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 31

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760838

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย  มอบทุนเด็กไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 31

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มอบทุนเด็กไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 31

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย และบริษัทกลุ่ม Mitsubishi Electric ในประเทศไทย จัดพิธีมอบทุนทางการศึกษา เป็นจำนวน 1,200,000 บาท เพื่อสานต่อโอกาสการศึกษาแก่นิสิตนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นจำนวนทั้งหมด 20 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย ต่อเนื่องเป็น ปีที่ 31

นายเทสึยะ ชิโนะฮารา รองประธานกรรมการ มูลนิธิมิตซูบิชิอิเล็คทริคไทย กล่าวว่า ในมุมมองระยะยาว มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย เชื่อว่าการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เนื่องจากแนวคิดภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ที่จะไม่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) เป็นสิ่งที่มูลนิธิของเรามุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายมาโดยตลอด การเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยถือเป็นความรับผิดชอบหลักของนิสิตนักศึกษา แต่ถ้ามีโอกาสโปรดพยายามตอบแทนสังคมทุกครั้งที่ทำได้ เพราะเราเชื่อว่าทุนการศึกษาที่เราได้มอบให้กับทุกคนในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนทางการเงินให้กับทุกคนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยพัฒนาสังคมที่ดี และสามารถร่วมกันทำประโยชน์ต่อไปในอนาคต

การมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น 1,200,000 บาท ให้นิสิตนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์จาก จำนวน 20 คน จาก 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเป็นโครงการแรกนับตั้งแต่มีการเริ่มการก่อตั้งมูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ.2536 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 31 ปี