ซัมมิท แคปปิตอล และพันธมิตร สนับสนุนโรงเรียนวัดบ้านพร้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760318

ซัมมิท แคปปิตอล และพันธมิตร  สนับสนุนโรงเรียนวัดบ้านพร้าว

ซัมมิท แคปปิตอล และพันธมิตร สนับสนุนโรงเรียนวัดบ้านพร้าว

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะผู้บริหารและพนักงานบริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลีสซิ่ง จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและทีมงานห้างหุ้นส่วน โคราชยินดีทรัพย์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถจักรยานพันธมิตรทางธุรกิจในจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกันบริจาคสิ่งของ เครื่องอุปโภค-บริโภค อุปกรณ์กีฬา และอุปกรณ์การเรียน เพื่อสนับสนุนการศึกษาและสุขภาพที่ดีให้แก่นักเรียนและครูโรงเรียนวัดบ้านพร้าว อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเร็วๆ นี้

การจัดกิจกรรมบริจาคในครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายการช่วยเหลือสังคมตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ของบริษัทฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน ด้วยความตั้งใจที่จะส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมไทย

ม.สวนดุสิต สุพรรณบุรี รับมอบเกียรติบัตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760309

ม.สวนดุสิต สุพรรณบุรี รับมอบเกียรติบัตร

ม.สวนดุสิต สุพรรณบุรี รับมอบเกียรติบัตร

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี เข้ารับมอบเกียรติบัตร ประกาศยกย่ององค์กร คุณธรรมต้นแบบ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 จากนายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี โดยคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติตามโครงการส่งเสริมชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ภายใต้แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2559-2565) เมื่อวันก่อน ณ ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี

รับรางวัลนานาชาติด้านต่อต้านทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760313

รับรางวัลนานาชาติด้านต่อต้านทุจริต

รับรางวัลนานาชาติด้านต่อต้านทุจริต

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอร์รัปชั่น” สนับสนุนโดย กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) รับรางวัล  Best International Drama for Education Awards โดยมี นายธนกฤษ เรือทอง และ นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ เป็นผู้แทน เข้ารับมอบ ณ Syphony Hall Kawasaki ประเทศญี่ปุ่น

‘ซีเอ็ด’ มอบหนังสือมูลค่า 6.8 ล้าน สนับสนุน ‘ห้องสมุดประชาชน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760316

‘ซีเอ็ด’ มอบหนังสือมูลค่า 6.8 ล้าน  สนับสนุน ‘ห้องสมุดประชาชน’

‘ซีเอ็ด’ มอบหนังสือมูลค่า 6.8 ล้าน สนับสนุน ‘ห้องสมุดประชาชน’

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) “ซีเอ็ด” มอบหมายให้ นายนิวัฒน์ วัฒนสิริมนต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด มอบหนังสือให้แก่ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 32,785 เล่ม รวมมูลค่า 6,826,355 บาท เพื่อร่วมส่งต่อให้แก่ศูนย์การเรียนรู้ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ห้องสมุดประชาชน ใน 7 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมี รศ.ดร.ทัศนา หาญพล นายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย นางสุจิตร สุวภาพ กรรมการและเลขานุการสมาคม หัวหน้าโครงการศูนย์เรียนรู้ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยคณะบรรณารักษ์จาก 7 จังหวัดร่วมรับมอบหนังสือ

โครงการมอบหนังสือ จัดขึ้นเพื่อมอบให้แก่ห้องสมุดสำหรับศูนย์เรียนรู้ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ใน 7 จังหวัด ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ห้องสมุดประชาชน จังหวัดอุตรดิตถ์ ห้องสมุดประชาชน จังหวัดอุบลราชธานี ห้องสมุดประชาชน จังหวัดลำปาง ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” จังหวัดเพชรบูรณ์ ห้องสมุดประชาชน จังหวัดขอนแก่น ห้องสมุดประชาชน จังหวัดสมุทรสงคราม

ภายในงานห้องสมุดประชาชนทั้ง 7 แห่ง มีการแสดงผลงานในการขับเคลื่อน ศูนย์เรียนรู้ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน บทบาทและผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อชุมชนในวงกว้าง ตั้งแต่การอบรมหลักสูตรอาชีพที่สอง จนกลายเป็นอาชีพหลัก สร้างความรู้สู่ทักษะ เสริมรายได้ ให้ความสุขอย่างยั่งยืน จนสามารถนำมาถอดบทเรียนแห่งความสำเร็จได้ งานมอบหนังสือดังกล่าว จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา ณ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร

ม.อ. ร่วมกับ IPF จัดปาฐกถาพิเศษ โดยนักวิชาการรางวัลโนเบล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760314

ม.อ. ร่วมกับ IPF จัดปาฐกถาพิเศษ  โดยนักวิชาการรางวัลโนเบล

ม.อ. ร่วมกับ IPF จัดปาฐกถาพิเศษ โดยนักวิชาการรางวัลโนเบล

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ในวาระครบรอบ 55 ปี แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปี 2566 ม.อ. ร่วมกับ International Peace Foundation (IPF) ได้เชิญนักวิชาการที่ได้รับรางวัลโนเบล(Nobel Laureate) ร่วมจัดปาฐกถาพิเศษภายใต้กิจกรรมJAPAN-ASEAN BRIDGES Event Series ซึ่งเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อาเซียนเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ แบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์หลากหลายด้านวิชาการ ทั้งวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เภสัชศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมความรู้ให้แก่ครู นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา

การปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ ม.อ. ดำเนินการจัดขึ้น ได้แก่ คณะเทคนิคการแพทย์ จัดปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ Spreading peace through science and commerce in emerging economies โดย Dr.Sir Richard J.Roberts เป็นผู้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์,คณะวิทยาศาสตร์ หัวข้อ The importance of science for peace-building โดย Prof. Takaaki Kajita ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์,คณะเภสัชศาสตร์ หัวข้อ Personalized medicine renovation : Are we going to cure all diseases and at what price? โดย Prof. Aaron Ciechanover ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี และคณะเศรษฐศาสตร์ ดำเนินการจัดการปาฐกถาพิเศษขึ้นภายใต้หัวข้อ The prospects for global financial stability โดย Prof. Robert F. Engle III ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ บรรยายภายใต้หัวข้อ The role of basic science in biotechnology โดย Prof.Randy W.Schekman ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์

การปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้จะเริ่มตั้งแต่ 15 พฤศจิกายน 2566 จนถึง 27 มีนาคม 2567 ผู้สนใจลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.psu.ac.th/?page=bridges

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ ม.รังสิต ปั้น ‘Digital Content Creator’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760311

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ ม.รังสิต  ปั้น ‘Digital Content Creator’

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ ม.รังสิต ปั้น ‘Digital Content Creator’

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แม็คโคร ธุรกิจค้าส่ง ภายใต้ซีพี แอ็กซ์ตร้า สนับสนุนนวัตกรรมและการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต จัดโครงการเฟ้นหานักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงาน รับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีนโยบายสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพการศึกษาเชิงรุกในทุกมิติ ด้วยเป้าหมายสร้างงานสร้างอาชีพรวม 400,000 รายภายในปี 2573 และเราเห็นความสำคัญของการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับธุรกิจ จึงร่วมมือกับสาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต พัฒนาการเรียนการสอนแบบบูรณาการ มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษานำองค์ความรู้สมัยใหม่มาปฏิบัติจริง รวมทั้งการทำคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ในหัวข้อ “เริ่มต้นความสุขที่แม็คโคร” (Makro Journey of Happiness) ต่อยอดสู่การเป็นนักสร้างสรรค์คอนเทนต์มืออาชีพ และเปิดโอกาสในการร่วมงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ กับแม็คโครในอนาคต

ด้าน รศ.ดร.เชฎฐเนติ ศรีสอ้าน รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ม.รังสิต กล่าวว่า ความร่วมมือเพื่อพัฒนาคุณภาพของนักศึกษาทั้งด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในสาขานักสร้างสรรค์คอนเทนต์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติงานจริงระหว่างการเรียนการสอน พร้อมเปิดประสบการณ์ในการทำงานผ่านสื่อออนไลน์ที่กำลังเติบโตและเป็นช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงคนจำนวนมาก เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ด้วยวิธีการและกลยุทธ์การสื่อสารที่สอดรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

โดยงานนี้ ผศ.ดร.ปถมาพร สุกปลั่ง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดี และ รศ.ดร.เชฏฐเนติ ศรีสอ้าน รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต พร้อมด้วยนางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร และนางสาวชลพินทุ์ เจริญพัฒนาสถิตย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้

จุฬาฯ ครองที่ 1 มหาวิทยาลัยไทย โหวตโดยสถาบันหลักของโลก 2 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760317

จุฬาฯ ครองที่ 1 มหาวิทยาลัยไทย  โหวตโดยสถาบันหลักของโลก 2 แห่ง

จุฬาฯ ครองที่ 1 มหาวิทยาลัยไทย โหวตโดยสถาบันหลักของโลก 2 แห่ง

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกมประจำปี 2024 โดย Times Higher Education World University Rankings (THE WUR) 2024 ซึ่งมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 2,673 แห่ง เมื่อพิจารณาจากคะแนนรวม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอันดับที่ 1 ของไทย และอยู่ในอันดับที่ 601-800 ของโลก

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยครั้งนี้ใช้เกณฑ์การจัดอันดับจาก 5 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย Teaching (the learning environment) 29.5% Research environment 29% Research quality 30% International outlook 7.5% Industry 4%

ทั้งนี้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา QS World University Rankings 2024 จัดโดย QS Quacquarelli Symonds สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
อีกแห่งหนึ่งได้จัดอันดับสถาบันอุดมศึกษา 2,963 แห่ง จากทั่วโลก โดยจุฬาฯ ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทยเป็นปีที่ 15 ติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2009) และติดอันดับ 211 ของโลก

วอลโว่ คาร์ มอบอุปกรณ์ อะไหล่รถไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760310

วอลโว่ คาร์ มอบอุปกรณ์ อะไหล่รถไฟฟ้า  วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

วอลโว่ คาร์ มอบอุปกรณ์ อะไหล่รถไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย มอบอุปกรณ์และอะไหล่รถปลั๊กอินไฮบริดและรถไฟฟ้าวอลโว่แก่สาขาวิชาเทคนิคยานยนต์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เพื่อใช้ประกอบเป็นสื่อการเรียนการสอน โดยมี นายประสงค์ ชะอุ่มใบ ผู้จัดการรถใหม่และอะไหล่ และนายพิเชษฐ์ ทีโส, ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค เป็นตัวแทนจาก วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ส่งมอบแก่ นางอรทัย โยธินรุ่งเรือง สุดสงวน, ผู้อำนวยการชำนาญ, ผู้บริหารและอาจารย์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อเร็วๆ นี้ ณ คลังสินค้าและศูนย์จัดอบรมแบบครบวงจร Volvo Car Thailand Central Distribution & Training Center

วอลโว่ คาร์ได้ส่งมอบชิ้นส่วนประกอบของรถปลั๊กอินไฮบริดและรถไฟฟ้าวอลโว่ ได้แก่ โมดูลแบตเตอรี่ รถปลั๊กอินไฮบริด, อุปกรณ์ On Board Charger (OBC), อุปกรณ์ Inverter, มอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนล้อ และคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ทั้งเพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของวอลโว่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาทักษะให้แก่นักเรียนนักศึกษายกระดับมาตรฐานวิชาชีพยานยนต์และพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

‘Re-Fill City’หาจุดเติมนํ้าดื่มฟรี-ลดขยะพลาสติก นวัตกรรมฝีมือ‘ทีมคนไทย’คว้ารางวัลระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760124

‘Re-Fill City’หาจุดเติมนํ้าดื่มฟรี-ลดขยะพลาสติก นวัตกรรมฝีมือ‘ทีมคนไทย’คว้ารางวัลระดับนานาชาติ

‘Re-Fill City’หาจุดเติมนํ้าดื่มฟรี-ลดขยะพลาสติก นวัตกรรมฝีมือ‘ทีมคนไทย’คว้ารางวัลระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) และสตาร์ทอัพ สยามอินโนซิตี้ คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีการแข่งขัน Presidential Hackathon 2023 ที่ไต้หวัน ท่ามกลาง 60 ทีมจากนานาประเทศ ด้วยผลงานนวัตกรรม “Re-Fill City” แอปพลิเคชั่นต้นแบบ หาจุดเติมน้ำฟรี-ลดขยะพลาสติก รณรงค์ให้ทุกคนในเมืองนำขวดน้ำพกพาของตนเองเพื่อเติมน้ำดื่มได้รอบเมือง นำร่องใช้จริงในพื้นที่เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช หนึ่งในเมืองอัจฉริยะต้นแบบ คาดเป็นโมเดลสำหรับเมืองอื่นๆ ของไทยในอนาคต

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)กล่าวว่า ทีมซึ่งประกอบด้วย ผศ.ดร.รัชนีกุลยานนท์ จาก สจล., ภาสกร ประถมบุตรและ นน อัครประเสริฐกุล จาก Depa,พรชัย เอี่ยมสุกใส และ สถาพร จุลศิลป์จากสตาร์ทอัพ บริษัท สยามอินโนซิตี้ จำกัด คิดค้นนวัตกรรมแอปพลิเคชั่น Re-Fill City ภายใต้แนวคิด Green and Sustainable City เพื่อส่งเสริมการใช้ขวดน้ำพกพาเพื่อลดปริมาณขยะแทนการซื้อน้ำดื่มที่บรรจุในขวดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง

ซึ่งแนวคิดนี้เป็นโครงการที่ริเริ่มจากความต้องการของผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองนครศรีธรรมราช และเป็นการสร้างธุรกิจแบบ Social Enterprise ที่สามารถส่งเสริมมีรายได้อย่างมั่นคง ในขณะที่เมืองและประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้คว้ารางวัลชนะเลิศระดับนานาชาติในการแข่งขันแฮกกาธอน “Presidential Hackathon International Track 2023” ที่จัดโดยกระทรวงดิจิทัลแห่งไต้หวัน นับเป็นเวทีการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่และทรงเกียรติที่สุด

โดยงานปีนี้ภายใต้ธีม Free the Future: Open, Digital and Green มุ่งตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 (Sustainable Development Goals, SDGs) โดยมีจำนวน 60 ทีมจาก 30 ประเทศทั่วโลกเข้าแข่งขัน ความสำเร็จของทีมไทยสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจแก่ประเทศ ตอกย้ำถึงศักยภาพของคนไทยในเวทีโลก สะท้อนพลังความมุ่งมั่นของ สจล. สู่ผู้นำแห่งนวัตกรรมระดับโลก (The World Master of Innovation)

เพื่อแก้ปัญหาการพัฒนาของประเทศในพื้นที่ต่างๆ และสนองตอบความต้องการทางสังคม กระตุ้นโอกาสความร่วมมือระหว่างประเทศ ระหว่างวงการ และระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ได้มีโอกาสสื่อสารแลกเปลี่ยนและสร้างประโยชน์แก่ชุมชน คนไทย และมนุษยชาติ ทั้งเติมเต็มคุณค่าของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นแนวโน้มการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) กล่าวว่าจุดเด่นของนวัตกรรม แอปพลิเคชั่น Re-Fill City นี้เป็นฐานข้อมูลให้ผู้บริโภคสามารถหาตำแหน่ง “จุดเติมน้ำดื่มสะอาดฟรี” ซึ่งโครงการติดตั้งให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงร้านค้าได้มากขึ้น รวมถึงสถานที่ขายเครื่องดื่มน้ำตาลต่ำในเมือง และให้คะแนนกับห้างร้านต่างๆ ที่เติมน้ำดื่มสะอาดฟรีแก่ผู้บริโภค

โดยคะแนนเหล่านี้ร้านค้าสามารถนำไปแลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้จากเมืองและพันธมิตรภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงทางร้านค้าที่ให้บริการน้ำดื่มฟรี อาจจะให้ส่วนลดสำหรับอาหารและบริการแก่ผู้ที่เข้ามารับบริการ เป็นแรงจูงใจให้มาซื้อสินค้าและใช้บริการ เป็นการเพิ่มรายได้ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ อีกทั้งส่งเสริมการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพิ่มพลังความเกื้อกูลและร่วมมือ ลดปริมาณขยะจากขวดพลาสติกเพื่อเมืองที่น่าอยู่ของทุกคนได้อีกด้วย

สจล. Depa และสยามอินโนซิตี้ได้สร้างต้นแบบนวัตกรรม “Re-Fill City” มิใช่เพื่อคนไทยเท่านั้นแต่เพื่อโลกของเราด้วย เกิดประโยชน์กับทั้งผู้บริโภคและการส่งเสริมความเป็นเมืองอัจฉริยะ พร้อมไปกับผลดีต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญและใช้พหุศาสตร์หลายสาขา ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิทยาการคอมพิวเตอร์ มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม การออกแบบ และความยั่งยืน

สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและมีความยืดหยุ่น ขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความสำคัญของประเด็นการจัดการขยะพลาสติกและส่งเสริมสุขภาพ ซึ่ง “Re-Fill City” ตอบโจทย์ได้อย่างดี ปัจจุบันโครงการได้นำร่องใช้จริงในพื้นที่เทศบาลเมืองนครนครศรีธรรมราชหนึ่งในเมืองอัจฉริยะต้นแบบของไทย และคาดว่าในอนาคตจะสามารถขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ของประเทศ

ทั้งนี้แผนงาน เฟสที่ 1 เทศบาลเมืองจะมีโปรแกรมคืนกำไรให้กับร้านค้าที่ให้บริการน้ำดื่ม เฟสที่ 2 ใช้เทคโนโลยี และ เอไอวิเคราะห์ปริมาณน้ำดื่มที่แจกได้ ส่วนเฟสที่ 3 จัดทำ QR Code สมาชิกผู้มาใช้บริการ และต่อยอดโครงการอื่นๆ อีกด้วย!!!

‘อดิเรก แสงใสแก้ว’มุมมองภาคเอกชน ‘ที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย’ดีต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760122

‘อดิเรก แสงใสแก้ว’มุมมองภาคเอกชน ‘ที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย’ดีต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

‘อดิเรก แสงใสแก้ว’มุมมองภาคเอกชน ‘ที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย’ดีต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

(หมายเหตุ : ถอดความจากคำกล่าวของ อดิเรก แสงใสแก้ว เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยในวงเสวนาหัวข้อ “แนวทางการพัฒนานโยบายที่อยู่อาศัยเช่าราคาถูก” ในเวทีขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่อาศัยเช่าราคาถูกสำหรับผู้มีรายได้น้อยในเมือง ซึ่งร่วมจัดโดย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสวันที่อยู่อาศัยสากล ประจำปี 2566 ซึ่งตรงกับวันจันทร์แรกในเดือนตุลาคมของทุกปี โดยปีนี้คือวันที่ 2 ต.ค. 2566

อดิเรก : จะเล่าให้ฟังว่าประเทศไหนเขาดันคนไปนอกเมืองแล้ว ที่ดิน-บ้านเขาแพงมากจนต้องดัน แล้วมันเหมือนว่าแก้อะไรยากแล้ว อย่าง สหรัฐอเมริกา จริงๆ ในแต่ละรัฐเขาจะมีการพัฒนารอบสถานีรถไฟฟ้าแล้วก็มีธุรกิจ จริงๆ แล้วตามบรรทัดฐาน ปทัสถาน หรือ Norm พอมีธุรกิจต้องมีคนหมุนเมืองมากกว่า 10% ก็คือไปอยู่ ไปใช้ชีวิต เพื่อที่จะตอบโจทย์ธุรกิจในนั้นด้วย อันนี้คือ Norm ของโลก

ซึ่งปัจจุบันอย่าง ปีเตอร์ คาร์ทอฟ เขาเตือนตั้งแต่ปี 2013 (2556) ว่าที่อยู่อาศัยในแหล่งงาน ใน TOD (Transit Oriented Development-การพัฒนาเมืองควบคู่ระบบขนส่งมวลชน) จำเป็นนะแต่วันนี้วิกฤตแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ พื้นที่ธุรกิจไม่สามารถมีพื้นที่ในการสร้างที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยได้ ทำให้คนต้องเดินทางไกล 4 ชั่วโมง งานวิจัยบอก 70-100 กิโลเมตร ไป 2 ชั่วโมง กลับ 2 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงพอดีไม่ต้องเลี้ยงลูก ไม่ต้องดูแลพ่อแม่

ทีนี้พอเดินทางเยอะ เรามักจะฟังเรื่องคาร์บอนเครดิต เรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เดินทางเยอะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะ อเมริกาวิกฤตเรื่องนี้ เรื่องคาร์บอนฟุตปรินท์ อันนี้ส่งผลกระทบโดยตรง นี่ประเทศเจริญแล้ว แต่ทีนี้มา สิงคโปร์ เนื่องจากสมัยก่อนเขาทำการบ้านดี มาดูบ้านเรา ที่แห่งแรกๆ ที่เขาไปดูคือการเคหะ แฟลตดินแดง เมื่อ 50 ปีก่อน พอเขาดูเสร็จก็เอาไปวางแผนประเทศเขา

“เขาทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ50 ปี ทำมาแล้วเหลือเวลาอีก 10 กว่าปีเขาทำตามแผนเขาได้ 90% ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย 90%ในสิงคโปร์ เขาหนุนให้คนเช่าบ้านได้พอคนเช่าบ้านมีสตางค์ซื้อบ้านได้ สมมุติเช่า 2,500 บาท ต่อมาซื้อบ้านราคาล้านกว่าบาท ต่อไปจากล้านกว่าขึ้นเป็น 3 ล้านบาทได้ อันนี้คือบันไดขั้นแรก เพราะฉะนั้นสิงคโปร์คือเวลาไปสถานีไหนเราก็จะเห็นบ้านผู้มีรายได้น้อยอยู่รอบๆ เต็มไปหมด มีอยู่2 อย่าง คือนั่งรถไฟฟ้าออกไปนอกเมืองมีบ้านอากาศดีๆ อีกอย่างหนึ่งคืออยู่ในเมือง อยู่ดาวน์ทาวน์เลย

อย่างย่านเศรษฐกิจเขา วันนี้มารินาเบย์เต็มแล้ว ปรากฏเขาไปทำที่จูร่ง นี่เป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ เขาเตรียมบ้านผู้มีรายได้น้อยล้อมเลยก่อนธุรกิจจะไป ฉะนั้นการเตรียมการล่วงหน้าสิงคโปร์ส่วนหนึ่งถ้าเป็นของผู้มีรายได้น้อยเขาไม่ได้ถือว่าเป็นสินค้า แต่เขาถือเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่เขาทำบ้านขนาดไม่เห็นว่าเป็นสินค้าดูแล้วไม่มีกำไร แต่จริงๆ มันตอบโจทย์เศรษฐกิจ เขาใช้โมเดลนี้หมุนประเทศ การสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อยมันเกิดหมุนรอบเศรษฐกิจ 5 รอบ มันมาเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอกำไร”

กลับมาบ้านเรา ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น วันนี้บ้านเราขอพูดตรงๆไม่อ้อมค้อม ยุทธศาสตร์ที่เราทำเรื่องที่อยู่อาศัย 20 ปีที่ผ่านมา ผ่านไป 6 ปี เราทำได้แค่ร้อยละ 2 แต่เราอย่าไปโยนภาระให้การเคหะฯ หรือโยนภาระให้ พอช. อย่างเดียว มันขาดเรื่องหนึ่งคือการทำแบบ Inclusive คือการร่วมพลังกันของภาครัฐ เอกชน ประชาชน วิชาการ มันเป็นภาระของทุกคน ทุกประเทศเขาเป็นภาระระดับรัฐระดับประเทศ แต่บ้านเรามักจะผลักภาระ ยิ่งช้าเท่าไรที่ดินราคามันยิ่งสูงขึ้น

ทีนี้มาดูฝั่งภาคเอกชนบ้าง ผมอยู่บอร์ดดำเนินงานศูนย์ข้อมูลอสังหาไทยด้วย ตัวเลขที่เป็นตลกร้าย เราทำที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ประกอบการ 3,000 บริษัททั่วประเทศ ทำที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ณ วันนี้ไม่ถึง 5% นั่นคือเกินกว่า 95% เป็นระดับกลางและระดับสูงผู้ประกอบการ 3,000 กว่าบริษัทเขามีพลังในการทำอสังหาฯมโหฬาร แต่ว่าไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อย แล้วในส่วนนี้ก็ทำให้ไม่มี Supply (การจัดหา) เรื่องสินค้าผู้มีรายได้น้อยออกมา แต่ตลาดกลางกับตลาดบนตอนนี้ก็เริ่มอืดหน่อยๆ แล้ว

จริงๆ ถ้าย้อนไปเหมือนสิงคโปร์ เราทำบ้านผู้มีรายได้น้อยทั้งเช่าและซื้อเป็นฐานไว้ พอเขามีสตางค์-มีงาน เพราะว่าแน่นอนอยู่ใกล้แหล่งงาน เดิน 10 นาทีถึงงาน คุณภาพชีวิตดี เงินเดือนขึ้นมีรายได้ เขาขึ้นมาได้ไม่ยาก อันนี้คือบันไดขั้นแรก จริงๆ ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าต้องหนุนพวกเขา หนุนคนหมุนเมือง ถ้าจริงๆ แล้วมันมีโมเดล วันนี้ผมชวนคุย ถ้าเรามองเขาเป็นสินค้า จริงๆ บ้านเช่าระดับราคาถูกหรือบ้านที่คนซื้อได้ในระดับต้นๆ มันไม่ควรเป็นสินค้า ถ้าเป็นสินค้าผมจะเล่าให้ฟัง ทุกพันบาทต้องมีกำไร 300-400 บาท จากต้นทุน 600 บาท

ยังไม่พอนะ สินค้าพันบาทนี่การก่อสร้างเราโดนดอกเบี้ย ทำบ้านผู้มีรายได้น้อยกับทำโรงแรม 5 ดาว ดอกเบี้ยเท่ากันนะ ดอกเบี้ย 6-7 บาทเท่ากันต่อแรกซื้อบ้านไปถูกดอกเบี้ย 6-7 บาท ไป-กลับ 14 บาทแล้ว กำไร 25 บาท บวกถึง 40 บาท เอา 40 บาทเต็มๆ บวกดอกเบี้ยไปอีก 15 บาท เป็นเท่าไรแล้ว? 55 บาท ของราคา 100 บาท ต้นทุนจริงๆ ถ้าหักพวกนี้ออกมันเหลือแค่ 40-50 บาท

“เงินค่าเช่าของเรา สมมุติว่าตึก 30 ปี เราเช่ากันครอบครัวละ 5 ปี ก็ได้ 6 ครอบครัว 6 ช่วง เอาเงิน 2,500 บาทมาต่อกัน 30 ปี ทุก 1,000 ยูนิต บวกดอกเบี้ยแค่บาทกว่าๆ เป็นเงินประมาณพันล้าน เห็นเงินพันล้านในรอบ 30 ปีไหม? แล้วจริงๆ เงินค่าก่อสร้างไม่กี่ร้อยล้านอันนี้ทำให้คิดกัน จริงๆ แล้วพอไปต่อยอด ถ้าเกิดได้มีส่วนร่วมกันคิด ภาครัฐ-เอกชน-ประชาชน ก็จะเห็นโมเดลดีๆ ได้

จริงๆ ไม่ต้องทำให้มันเก่านะ ทำให้มันเป็นคอนโดฯ เป็นที่พัก 8 ชั้นหรือว่า 30 ชั้นสวยๆ มีคอมฯ-มอลล์ (Community Mall : ศูนย์การค้าของชุมชน) หน่อย มีอะไรหน่อย” จริงๆ แล้วต้องตัดต้นทุนเรื่องดอกเบี้ย ภาษี แล้วก็ต้นทุนต่างๆ ออก เราจะเห็นตัวโครงสร้างจริงๆ แล้วพี่น้อง (ผู้มีรายได้น้อย) เขาก็มีพลังหนุนเสริมเขา หลังจากนั้นค่อยมาดูผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่กลับมา 5 เท่า สิ่งที่พี่น้องทำในคอนโดฯ 1,000 ยูนิต ถ้าเขามีรายได้กันคนละ 3 หมื่น สามารถสร้างเศรษฐกิจได้หลายพันล้านในทุก 1 จุด”

มีความเป็นไปได้เพราะปริมาณ จริงๆ มันแทรกได้ทุกจุดในเมือง ถ้าเห็นตัวเลขพันล้านของพี่น้อง ที่ดินบางแปลงในกรุงเทพฯ เรา หลายที่เรามีที่ดินว่างเยอะมาก แต่ไม่ได้ไปบังคับให้เขาทำเรื่องนี้นะ แต่บางทีเจ้าของที่ไม่เจอผู้ประกอบการ หรือเจ้าของที่บางทีเขาไม่อยากขายที่ ถ้าเกิดว่ามีการร่วมไม้ร่วมมือกันโดย กทม. เป็นโซ่ข้อกลาง แล้วก็สร้างโอกาสให้เขามาเจอกัน มี พอช. มาร่วมด้วย พอช. จะดึงพลังของพี่น้องออกมา แล้วเอกชนก็นำความถนัดของเขาคือการสร้างที่อยู่อาศัยมาร่วม แล้วก็ตัดสมการบางตัวออก

จริงๆ แล้วมันน่าตัดไหม? วันนี้ผมเอาเงินไปฝากธนาคารก็ได้ดอกเบี้ยบาทกว่า แต่พี่น้องไปกู้ดอกเบี้ย 6 บาทกว่าพอเห็นอะไรไหม? ดังนั้น กองทุนที่อยู่อาศัยสำคัญ กองทุนสำหรับพี่น้องสำคัญ แล้วกลไกของ พอช. งดงามมาก ดึงเอาพลังของพี่น้องออกมาแล้วก็หนุนเสริมอีกบางอย่างเข้าไป ผมว่าก็มีประสิทธิภาพแล้ว เพราะฉะนั้นการพัฒนามันต้องไปแบบ Inclusive แล้วอย่าเห็นเขาเป็นสินค้า

“สำหรับระดับล่างนะ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งยวดเลยว่าอย่าเห็นเป็นสินค้า และเมื่อเขาสบายแล้ว เดี๋ยวผู้ประกอบการ 3,000 บริษัท ทำบ้านป้อนเขาเอง”!!!