‘กิจกรรมทางกาย’เพื่อสุขภาพดี พิสูจน์แล้ว!เริ่มได้ตั้งแต่‘อยู่ในท้องแม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760123

‘กิจกรรมทางกาย’เพื่อสุขภาพดี พิสูจน์แล้ว!เริ่มได้ตั้งแต่‘อยู่ในท้องแม่’

‘กิจกรรมทางกาย’เพื่อสุขภาพดี พิสูจน์แล้ว!เริ่มได้ตั้งแต่‘อยู่ในท้องแม่’

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์บอกต่อกันมาอย่างไม่ถูกต้อง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ในเรื่องกิจกรรมทางกายที่มักมีข้อห้ามไม่ให้แม่ตั้งครรภ์เคลื่อนไหวมาก เพื่อไม่ให้เกิดการแท้งบุตร” ขณะที่ในทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า หากแม่ตั้งครรภ์มีการเคลื่อนไหว หรือกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งส่งผลให้คลอดง่าย และได้บุตรที่แข็งแรง

รศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมหิดล โดย TPAK สถาบันวิจัยประชากรและสังคมได้มีการลงนามความร่วมมือกับ กระทรวงสาธารณสุข ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลักดันนโยบายเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายในแม่ตั้งครรภ์และแม่หลังคลอด โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งสำหรับแม่ตั้งครรภ์เอง และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

โดยมุ่งหวังให้มีการฝากครรภ์ และเตรียมคลอดอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นก้าวต่อไปจากการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กเล็กและเยาวชน ก่อนการต่อยอดสู่ทุกช่วงวัย ครอบคลุมประชากรตั้งแต่กลุ่มแม่ตั้งครรภ์ จนถึงผู้สูงวัย ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดล โดย TPAK สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ประสบความสำเร็จจากการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พร้อมสร้างเครือข่ายมาแล้ว 162 ประเทศทั่วโลก

ซึ่งการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในแม่ตั้งครรภ์และแม่หลังคลอด ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่ท้าทาย เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ว่า “สุขภาพที่ดีที่สุดเกิดขึ้นได้จากการส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้เด็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่” หากแม่ตั้งครรภ์มีการออกกำลังกายที่ดี จะส่งผลให้บุตรที่อยู่ในครรภ์ได้เคลื่อนไหวและมีสุขภาพที่แข็งแรงไปด้วย โดยประโยชน์ของกิจกรรมทางกายในแม่ตั้งครรภ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงระยะครรภ์ ได้แก่

“1-3 เดือนแรก” เพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ จากรูปร่างปกติ สู่การมีน้ำหนักตัวมากขึ้นจากการเจริญเติบโตของทารกที่อยู่ในครรภ์ “ช่วงระยะครรภ์ 4-6 เดือน” เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น โดยครอบคลุมถึงการควบคุมระดับน้ำตาล และความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะปกติ ต่อเนื่องถึง “ช่วงระยะครรภ์ 7-9 เดือน” สู่การคลอดอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ การให้แม่ตั้งครรภ์ได้มีกิจกรรมทางกายที่ต่อเนื่องและเหมาะสม นอกจากจะช่วยลดอาการปวดหลังระหว่างตั้งครรภ์ได้แล้ว ยังทำให้การคลอดปลอดภัย อีกทั้งช่วยลดภาวะซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นระหว่างและหลังตั้งครรภ์ได้อีกด้วย เพียงใช้เวลา 10 นาทีก่อนเข้านอน ออกกำลังกายเบาๆ พร้อมเปิดเพลงคลอ จะช่วยให้แม่ตั้งครรภ์รู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งสามารถทำได้ทั้งท่านอน และท่านั่ง เริ่มต้นจากการออกกำลังในส่วนแขน โดยการยกแขนขนานข้างลำตัวขึ้น-ลงช้าๆ ให้ได้ข้างละ 5-10 ครั้งต่อ 1 เซต และทำต่อไปจนครบ 3-5 เซต

สลับกับการออกกำลังในส่วนขา โดยการชันเข่าดึงขาขึ้น-ลงช้าๆ ให้ได้จำนวนครั้ง และเซตที่เท่ากัน สำหรับการบริหารอุ้งเชิงกรานสำหรับแม่ตั้งครรภ์ หากทำได้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ดระหว่างตั้งครรภ์ และทำให้คลอดง่ายเนื่องจากมีอุ้งเชิงกรานที่แข็งแรงด้วยการเคลื่อนไหวที่ใช้หลักการเกร็งบริเวณลำตัวและอุ้งเชิงกราน หายใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยควรฝึกภายใต้การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญในครั้งแรก

มหาวิทยาลัยมหิดล โดย TPAK สถาบันวิจัยประชากรและสังคม พร้อมสานต่อองค์ความรู้กิจกรรมทางกายเพื่อประชาชนในทุกช่วงวัยเข้าถึงได้ สร้างสุขภาพที่ดี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้าด้วยตัวเองต่อไปอย่างยั่งยืน!!!

‘เพิ่มพูน’ห่วงโรงเรียน‘ภาคเหนือ-อีสาน’ถูกน้ำท่วม เตรียมเปิดศูนย์ Fix it center ช่วยปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760048

‘เพิ่มพูน’ห่วงโรงเรียน‘ภาคเหนือ-อีสาน’ถูกน้ำท่วม เตรียมเปิดศูนย์ Fix it center ช่วยปชช.

‘เพิ่มพูน’ห่วงโรงเรียน‘ภาคเหนือ-อีสาน’ถูกน้ำท่วม เตรียมเปิดศูนย์ Fix it center ช่วยปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 09.42 น.

‘เพิ่มพูน’ห่วงโรงเรียน‘ภาคเหนือ-อีสาน’ถูกน้ำท่วม สั่ง‘ผอ.’รายงานความเสียหายต่อ‘ศธจ.-สพท.’ พร้อมเตรียมเปิดศูนย์ Fix it center บรรเทาความเดือนร้อนประชาชน

1 ตุลาคม 2566 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (โฆษก ศธ.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ห่วงใยสถานการณ์​ฝนตกหนัก​ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำป่าไหลหลาก​ ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร​ ซึ่งในหลายพื้นที่มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มสูงและรุนแรงขึ้น เช่น อ.เกาะคา จ. ลำปาง , อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร, อ.เมือง จ.เลย , อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร และอาจจะขยายวงกว้างไปในหลายจังหวัดของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย รมว.ศธ. มีความห่วงใย​ต่อสถานการณ์​ดังกล่าว​ รวมถึง​ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสถานศึกษา นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จึงขอให้ช่วยกันติดตามข่าวสารจากทางราชการ หากสถานศึกษาใดที่ประสบภัย ขอให้รายงานไปยังศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่ทันที

“ขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากเกิดน้ำท่วมขังหรือได้รับผลกระทบ ให้เร่งสำรวจความเสียหายและรายงานมายังสำนักงาน​ศึกษาธิการ และสำนักงาน​เขต​พื้นที่​การศึกษา​ เพื่อเตรียม​ให้ความช่วยเหลือ​ในเบื้องต้น ขณะเดียวกัน​ขอให้สถานศึกษาในพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่ใกล้เคียงที่ไม่ได้รับผลกระทบ จัดเตรียมความพร้อมเพื่อให้การช่วยเหลือ​สถานศึกษาและประชาชน เช่น​ ศูนย์ Fix it Center จิตอาสา (สอศ.)​ ในการขนย้ายสิ่งของ การตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ที่น้ำยังไม่ท่วมถึง การจัดเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น อาหารกล่อง น้ำดื่ม เพื่อร่วมกันบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน​ที่ได้ผลกระทบจากอุทกภัยครั้ง​นี้อย่างเร่งด่วน” โฆษ ศธ. กล่าว

โฆษก ศธ. กล่าวอีกว่า กรณี จ.ลำปาง ขณะนี้ รมว.ศธ.ได้สั่งการให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง​ เร่งสำรวจความเสียหายของอาคาร สถานที่ ครุภัณฑ์ สื่อการเรียนการสอน ของหน่วยงานและสถานศึกษาทุกสังกัด ศธ. (สพฐ. สอศ. สกร. สช.) โดยให้สถานศึกษารายงานข้อมูลมาที่ศูนย์รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในสถานศึกษา สป. และศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. เพื่อจะได้ประมาณการในการเสนอของบประมาณ​ซ่อมแซม และให้ความช่วยเหลือด้านอื่น ๆต่อไป

ถอดบทเรียนเด็กเคลื่อนย้ายแก้ปัญหาการศึกษาเด็กไร้รัฐภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760007

ถอดบทเรียนเด็กเคลื่อนย้ายแก้ปัญหาการศึกษาเด็กไร้รัฐภาคเหนือ

ถอดบทเรียนเด็กเคลื่อนย้ายแก้ปัญหาการศึกษาเด็กไร้รัฐภาคเหนือ

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.14 น.

วันที่ 30 ก.ย.66 ที่โรงแรมทีค การ์เด้น สปา รีสอร์ท อ.เมือง จ.เชียงราย โครงการคุ้มครองสิทธิ์เด็กไร้สัญชาติระยะที่ 3 ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และองค์กรภาคี ได้จัดให้มีการเสวนาเรื่องเด็กเคลื่อนย้ายขากบริเวณชายแดนตะวันตก การเข้าถึงสิทธิในการศึกษาและการคุ้มครองเด็ก โดยมีนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูบนิธิ พชภ.และอดีต สมาชิกวุฒิสภา(สว.) จ.เชียงราย กล่าวต้อนรับ และชี้แจงวัตถุประสงค์ โดยมีทางกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน  กลุ่มภาคีเครือข่ายมูลนิธิฯต่างๆ ภาคประชาสังคม สถาบันด้านการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและถอดบทเรียนการดำเนินงานด้านเด็กเคลื่อนย้ายโดยเฉพาะเด็กไร้รับไร้สัญชาติ พร้อมกันนี้ยังมี  น.ส.กัลยา ทาสม หรือครูปุ้ก อดีต ผอ.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง ซึ่งนำเด็กชาวเมียนมา 126 คนมาเรียนในพื้นที่ แต่ถูกดำเนินคดีฐานพาบุคคลต่างด้าว หลบหนีเข้าเมือง และข้อหาให้ที่พักพิง มาบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้ร่วมเสวนาได้รับฟังด้วย

โดยนางเตือนใจ เปิดเผยว่า การเสวนาครั้งนี้เป็นการต่อเนื่องจากเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการเสวนาเรื่องการอพยบลี้ภัยจากการสู้รบในประเทศเมียนมา แต่ครั้งนี้เน้นไปที่เด็กที่อยู่ในสถานะเคลื่อนย้าย ซึ่งสอดคล้องวกับมีกรณีของโรงเรียนไทยรัฐวิทยาที่ จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่หน่วยงานด้านความมั่นคงมองประเด็นเด็กเหล่านี้เข้าไปเรียนไกลถึงใจกลางเมือง โดยไม่มีผู้ปกครองและไม่มีใครรับผิดชอบ ทั้งที่ในอดีตเด็กเหล่านี้เข้ามาเรียนลักษณะนี้อยู่แล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนตามศูนย์ชายแดนต่างๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนหลายหมื่นคน ผนวกกับรัฐบาลไทยในปี 2542 ก็ให้ความสำคัญด้านการศึกษา โดยใช้อนุสัญญาด้านสิทธิเด็กเป็นหลัก ซึ่งสถานศึกษาจะต้องรับเด็กทุกชาติศาสนาให้ได้รับการศึกษาจะมีสถานะหรือไม่มีก็ตาม จึงเป็นที่มาของการจัดเนื่องจากสถานการในประเทศเมียนมามีการสู้รบ คงไม่มีความสงบในเร็ววันนี้ ส่วนหนึ่งก็อพยบเข้าพื้นที่ส่วนหนึ่งก็ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในประเทศไทยโดยหวังว่าจะได้มีอนาคตที่ดี 

นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า พอมีเหตุการณ์ที่ จ.อ่างทอง โรงเรียนทั้งหลายไม่กล้ารับเด็กเหล่านี้ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่จะต้องแก้ไข โดยมองที่อนาคตของเด็ก ซึ่งประเทศไทยปัจจุบันเข้าสู่ยุคสูงวัยสมบูรณ์ มีประชากรสูงสัยเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเด็กเกิดใหม่ไม่มีเพียงพอที่จะเลี้ยงดูใหญ่ในอนาคต เด็กๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน หากมีการปลูกฝังด้านศึกษาที่ดี ได้รับสิทธิ์ในการเดินทาง สิทธิด้านการศึกษา สิทธิในหลักประกันสุขภาพ ตลอดจนสิทธิในการทำงานโดยมองอนาคตของอาเซียน  ก็จะเป็นผลดีแต่ประเทศไทยและอาเซียนด้วย การรับฟังข้อมูลจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการและจากภาครัฐในวันนี้ จะเป้นสังเคราะห์ข้อมูลนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติ ระดับอาเซียน จนนำไปสู่การปฎิบัติและการกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทางด้าน นายวีระ อยู่รัมย์ ผอ.ศูนย์การเรียนไร่ส้ม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ศูนย์ไร่ส้มวิทยา จัดการศึกาษระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา นักเรียนส่วนใหย่จะเป็นลูกหลานของแรงงานเคลื่อนย้ายที่ข้ามฝั่งมาจากประเทศเมียนมา โดยมาทำงานที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 208 คน มีทั้งลูกแรงงานที่เกิดในประเทศไทย และมีเด็กที่ติดตามผู้ปกครองเข้ามา จึงมีทั้งที่เรียนตามเกณฑ์อายุ และเด็กที่เกินเกณฑ์หรือเด็กที่โตแล้ว บางคนอายุ 12-15 ปี แต่ยังอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเด็กเหล่านี้จะมีประสบการณ์อยู่แล้วเพียงแค่มาปรับการเรียนพื้นที่ฐานด้านภาษา ซึ่งปัญหาของเด็กเหล่านี้ก็อยู่ที่จะต้องเคลื่อนย้ายตามผู้ปกครองหากเปลี่ยนสถานที่ทำงานก็จะต้องย้านสถานที่รับการศึกษาไปด้วย

นายวีระ กล่าวด้วยว่า แนวโน้มของเด็กเหล่านี้จะมากหรือน้อยก็จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านแรงงานของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังขาดแรงงานจำเป็นต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อบ้านซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีเด็กเหล่านี้ตามกลุ่มแรงงาน หรือบางคนที่ทำงานนานก็มีครอบครัวและมีลูกที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งเด็กก็จะเยอะตามจำนวนแรงงานที่ประเทศไทยต้องการ และบางส่วนก็มีการเคลื่อนย้ายจากสถานการณ์สู้รบ โดยเฉพาะ จ.ตากและแม่ฮ่องสอน ที่มีค่อนข้างมาก แต่ส่วนมากจะอยู่ในตะเข็บชายแดน เด็กเหล่านี้หากไม่ได้เข้ารับการศึกษาก็จะเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งจะได้รับงานที่ยากและหากมีงานก็ได้ค่าตอบแทนต่ำ โอกาสที่เด็กเหล่านี้จะเข้าไปสู่เหตุอาชญากรรมหรือเข้าสู่การทำงานที่ผิดกฎหมายด้านอื่นๆ ก็มีโอกาสสูง ดังนั้นจึงจำเป้นที่จะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กเหล่านี้

น.ส.ลาหมีทอ ดั่งแดนวิมาน ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ศูนย์พักพิงชั่วคราว(ผู้หนีภัยความไม่สงบ) จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ปัญหาสำหรับศูนยิพักพิงคือด้านการศึกษาสำหรับเด็กๆ ยังมีเด็กกว่า 1,000 คน ที่ยังไม่ได้เรียนหนังสือ บางคนเคยเรียนกในประเทศเมียนมามาแล้ว แต่พอลี้ภัยสงครามเข้ามาก็ไม่ได้เรียนต่อ และอีกปัญหาคือเรื่องปัญหาสุขภาพที่ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝนแต่ก็ไม่ได้รับการเข้าถึงสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ เสี่ยงต่อการเป็นไข้มาเลเรีย  

อีกทั้งยังประสบกับภัยน้ำท่วมและดินสไลด์ แม้จะมีหลายหน่วยงานจะพยายามเข้าไปช่วยเลหือแต่ยังมีข้อจำกัดด้านการเดินทางเข้าพื้นที่ซึ่งยากลำบาก หรือแม้แต่การเข้าถึงพื้นที่การจะเข้าไปบริหารจัดการด้านต่างภายในศูนย์พักพิงนั้นทำได้ยากเพราะติดระเบียบของทางราชการ ภาครัฐเองควรที่จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือองค์กรที่มีศักยภาพในการช่วยเหลือด้านต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่หรือเต็มรูปแบบได้ โดยเฉพาะด้านการศึกษาของเด็กที่เคลื่อนย้ายเข้ามาก็จะเป็นการดี 

ในขณะที่ทางด้าน พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ, ผศ.ดร.อาจารย์ประจำ บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบัน จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ มีพระภิกษุสงฆ์สามเณรกว่า 1,000 รูป ที่เป็นบุคคลไร้รัฐไรัสัญชาติ ที่ทางกลุ่มเข้าดำเนินการช่วยเหลือให้มีสถานะอยู่ในสถานศึกษามีเพียง 80 รูปเท่านั้น ในขณะที่การสำรวจก็พบว่ามีสามเณรอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นปัญหาเนื่องจากสถานศึกษาจะไม่รับผู้ที่บวรเข้าไปเรียนในสถานศึกษา ทำให้สามเณรเหล่านี้ตกหล่นจากระบบการศึกษา ที่สำคัญยังมีผลต่อการดำรงชีวิตเนื่องจากหากไม่มีสถานที่ศึกษาก็จะไม่มีกฎหมายรองรับให้อยู่ในประเทศได้ 

การเคลื่อนย้ายของแรงงานหลายคนเลือกที่จะให้ลูกมาบวช เพราะมีความสบายใจ ไม่มีความกังวลเป็นห่วง บุตรหลานมีที่อยู่ที่ปลอดถภัย โดยให้อยู่กับวัดโดยที่บุตรไม่ต้องตามพ่อแม่ไป ส่วนนี้ก็จำเป็นที่วัดจะต้องดูแลทั้งความเป็นอยู่และค่าใช้จ่ายต่างๆ  ซึ่งก็อยากให้ภาครับยื่นมือเข้ามาช่วยเหลิอทั้งด้านการศึกษาและด้านสาธารณสุขเพราะถือเป็นสิ่งจำเป็น ทุกวันนี้จำนวนนักบวชที่เป็นบุตรหลานแรงงานก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี จำนวนที่สำรวจพบยังไม่ถึงครึ่งของจำนวนที่มีอยู่จริง ซึ่งหากสำรวจครบคงมีมากกว่านี้ – 003

สิ้น ‘วิจิตร ศรีสอ้าน’ อดีตรมว.ศึกษาธิการ บิดาแห่งสหกิจศึกษาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759979

สิ้น ‘วิจิตร ศรีสอ้าน’ อดีตรมว.ศึกษาธิการ บิดาแห่งสหกิจศึกษาไทย

สิ้น ‘วิจิตร ศรีสอ้าน’ อดีตรมว.ศึกษาธิการ บิดาแห่งสหกิจศึกษาไทย

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.34 น.

วันที่ 30 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ธีระชัย เชมนะสิริ นายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Teerachai Chemnasiri” ระบุว่า

“ขอกราบคารวะดวงวิญญาณของท่าน ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน นายกสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตนักการศึกษาผู้มีแต่เมตตาธรรม

ขอให้ท่านจงสู่สวรรค์ชั้นสูงสุดด้วยคุณงามความดีที่ท่านได้กระทำเทอญ”

ขณะเดียวกัน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีกิตติคุณผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิต อดีตรองประธาน​รัฐสภา​และประธานสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ภาพและข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “Arthit Ourairat” ระบุว่า

“ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งในการจากไปของ ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เพื่อนรักรุ่นเดียวกัน แม้ ดร.วิจิตร อยู่อักษรศาสตร์ ผมอยู่รัฐศาสตร์

ดร.วิจิตร สนับสนุนมหาวิทยาลัยรังสิตมาโดยตลอด เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยรังสิตตั้งแต่ต้นจนไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ

ขอดวงวิญญาณท่านจงไปสู่สุคติ ณ สัมปรายภพ”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftchemnasiri%2Fposts%2Fpfbid02zkhgVFmnF3edUYAfqGaCjdgj4DDanydhaBKV5chM5CFRui5DiEnzuVSsEfBasi7Ul&show_text=true&width=500,

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Farthit.ourairat.9%2Fposts%2Fpfbid04TQp29P2HQvBdWGq2JB2W4Rsymi5DcakxhzKDokTdCHVJJpKLDWoDksTHHKKzGm3l&show_text=true&width=500

ปลัดมหาดไทย แสดงมุทิตาจิตข้าราชการมหาดไทยที่จะเกษียณอายุราชการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759913

ปลัดมหาดไทย แสดงมุทิตาจิตข้าราชการมหาดไทยที่จะเกษียณอายุราชการ

ปลัดมหาดไทย แสดงมุทิตาจิตข้าราชการมหาดไทยที่จะเกษียณอายุราชการ

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 09.56 น.

ปลัดมหาดไทย แสดงมุทิตาจิตข้าราชการมหาดไทยที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 พร้อมเน้นย้ำ “ร่วมระลึกคุณค่าการทำงานที่ผ่าน แม้เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ต้องไม่เกษียณจากการทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองตลอดไป”

วันที่ 30 กันยายน 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 นี้ จะมีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยผู้มีอายุครบ 60 ปี ต้องเกษียณอายุราชการ จึงขอร่วมแสดงมุทิตาจิตแด่ข้าราชการผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน โดยสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันอย่างเท่าเทียม คือ “เวลา” ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่ง หรือแห่งหนใด ในช่วงเวลาของการเดินทางที่ผ่านมา เราโชคดีที่ได้เดินทางร่วมกันมาบนเวลาที่มีความหมาย ได้พบความสุข ความสนุก เรื่องราวดีดี และประสบการณ์ที่ท้าทาย จนถึงเวลาสุดท้ายของการที่ได้เจอกันในชีวิตการทำงาน

“เมื่อเวียนย่างเข้าสู่เดือนกันยายนของทุกปี เราทุกคนต่างรู้ดีว่า นั่นคือ “วาระแห่งการเกษียณอายุราชการที่เวียนมาบรรจบ” ช่วงชีวิตที่ผ่านมาในเส้นทางการทำงานของทุกท่าน กระผมได้พบว่า ทุกท่านล้วนแล้วแต่เป็นทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่าของกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ซึ่งทุ่มเทกำลังกายและใจเสมอ ใช้ศักยภาพและความสามารถในการพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศชาติ” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ  

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณใน “คุณความดี” และทุกสิ่งที่ข้าราชการผู้เกษียณอายุราชการทุกท่านได้เสียสละมาโดยตลอด ขอให้ท่านจงภาคภูมิใจและจงเชื่อมั่นว่าคุณงามความดีที่ท่านได้เคยปฏิบัตินั้นจะเป็นที่ระลึกถึงแก่คนรุ่นหลังอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ขอให้ทุกท่านถือเอาวาระแห่งการเกษียณอายุราชการนี้ เป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ดังที่ปรารถนาไว้ และขอให้ใช้ชีวิตต่อไปจากนี้อย่างมีความสุขและมีคุณค่าต่อไป ทั้งนี้ แม้ทุกท่านจะเกษียณอายุราชการ แต่ขอฝากให้ทุกท่านต้องไม่เกษียณจากการทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองตลอดไป

“…ตราพระราชสีห์ สัญลักษณ์ อนรรฆค่า
เป็นที่มา ในเส้นทาง ของศักดิ์ศรี
อุดมการณ์ สร้างสังคม แห่งความดี
พัฒนา ทุกพื้นที่ ประเทศไทย

ด้วยพันธะ หน้าที่ เกียรติยศ                  
ถึงกำหนด ครบวาระ  อันยิ่งใหญ่
ครบเกษียณ อายุ กำหนดไว้                
ถึงอย่างไร เราคือคน มหาดไทยดังเช่นเดิม

เพราะราชสีห์ ผู้ภักดี ต่อแผ่นดิน 
เกษียณเพียง อายุ ราชการ 
แต่จะไม่ เกษียณ จากการงาน
ที่ทำคุณ ประโยชน์ ต่อส่วนรวม…”

ด้วยจิตคารวะ…แด่ ผู้เกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ทุกท่าน

‘ปลัดมหาดไทย’เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759769

'ปลัดมหาดไทย'เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน'ผ้าลายดอกรักราชกัญญา'

‘ปลัดมหาดไทย’เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน’ผ้าลายดอกรักราชกัญญา’

วันศุกร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.34 น.

ปลัดมหาดไทย เปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” และงานหัตถกรรม รอบ Semi Final มีผลงานผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรวม 75 ผืน/ชิ้น พร้อมขอบคุณคณะทำงานผ้าไทยใส่ให้สนุกที่ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับการพัฒนาทักษะและมีอาชีพ มีรายได้จากผลงานผ้าไทยที่เพิ่มขึ้น เน้นย้ำ ชาวมหาดไทยมุ่งมั่นน้อมนำพระดำริ “เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับประชาชนคนไทยตลอดไป

วันนี้ (29 ก.ย. 66) เวลา 10.00 น.ที่ศูนย์การค้าดิเอ็มควอเทียร์ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” และงานหัตถกรรม รอบรองชนะเลิศ (Semi Final) โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมในพิธี โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ ได้แก่ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดร.ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ประจำสำนักพระราชวังพิเศษ ประจำกรมกิจการในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) ประจำปี 2562 นายเผ่าทอง ทองเจือ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านผ้าไทย พร้อมทั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ดร.ศรินดา จามรมาน นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นายศิริชัย ทหรานนท์ นายภูภวิศ กฤตพลนารา นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ดร.กรกลด คำสุข นายนุวัฒน์ พรมจันทึก นายมีชัย แต้สุจริยา และนายวีรธรรม ตระกูลเงินไทย ร่วมกิจกรรม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานอันมุ่งมั่นแน่วแน่ในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะสืบสานรักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” โดยทรงน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในด้านการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ หัตถกรรมอันล้ำค่าของแผ่นดิน ไว้เป็นพระราชภาระ ด้วยพระองค์ได้ทรงเรียนรู้ผ่านการโดยเสด็จพระราชดำเนินตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และเมื่อทรงเจริญวัยก็ได้เข้าศึกษาที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดองค์ความรู้ ณ สถาบันการศึกษาชั้นนำในต่างประเทศ ด้วยทรงมุ่งหวังที่จะได้เป็นกำลังของแผ่นดินในการสืบทอดภูมิปัญญาด้านศิลปกรรม และต่อยอดให้เข้ากับแฟชั่นนิยมสมัยใหม่ เพื่อที่จะธำรงรักษาไว้ซึ่งงานศิลปกรรมอันล้ำค่า ให้คงอยู่คู่กับประเทศไทยตราบกาลนาน ซึ่งได้พระราชทานโครงการพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” อันหมายถึง ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับสู่ชุมชน ส่งเสริมและกระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ทั้งนี้ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาคน” ให้ได้มีองค์ความรู้ด้านแฟชั่นดีไซน์ประยุกต์เข้ากับผ้าไทย ทั้งรูปแบบ ลวดลาย สี เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ ที่สอดรับกับความนิยมชมชอบของผู้บริโภคในปัจจุบัน รวมทั้งพระราชทานพระดำริ Sustainable Fashion เพื่อให้ผืนผ้าและหัตถกรรมไทย เป็นชิ้นงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงทรงเชื้อเชิญให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งดีไซเนอร์ชั้นนำระดับประเทศ ผู้ทรงความรู้ด้านผ้าไทย และผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสีธรรมชาติ ภายใต้ชื่อ “คณะทำงานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก” ลงพื้นที่ไปให้ความรู้ ไปอบรมบ่มเพาะ ถ่ายทอดความรู้และแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาและต่อยอดผืนผ้าไทย ให้เป็นผืนผ้าแห่งอัตลักษณ์ ความงดงาม และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นับถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่พระองค์ได้ทรงลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ ตรากตรำพระวรกายเสด็จไปทรงงานด้วยพระองค์เองในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งพระราชทานพระกรุณาให้คณะทำงานฯ ได้ลงไปติดตามการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“ในรอบ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทำให้พี่น้องชาวมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กรมการพัฒนาชุมชน” ได้มีความกล้าหาญ มีใจที่รุกรบ มีกำลังใจในการที่จะไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชน น้อมนำพระดำริไปขยายผลถ่ายทอดลงไปทำให้พี่น้องประชาชนได้เชื่อมั่นว่า หากพัฒนาผืนผ้าและงานหัตถกรรมให้สอดรับกับความนิยมชมชอบของผู้บริโภคสมัยใหม่ โดยไม่ละทิ้งรูปแบบอัตลักษณ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม ดังแนวพระดำริของพระองค์ท่าน จะทำให้เขาได้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ ไปเลี้ยงดูจุนเจือครอบครัว ใช้ชีวิตได้มีความสุขอย่างยั่งยืน เช่น เรื่องการรณรงค์ทอผ้าด้วยสีธรรมชาติแทนสีเคมี ในปีแรกเป็นเรื่องที่หลายคนคิดว่ายากมาก พอปีที่ 2 ก็เริ่มสบายขึ้น เพราะได้ทดลองทำในปีแรกแล้ว และปีที่ 3 ก็ง่ายขึ้น จนกลายเป็นชิ้นงานที่ล้ำค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง ซึ่งปรากฏเป็นผลลัพธ์แห่งความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน หรือ Best Practice ที่บ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ในอดีตชาวบ้านก็จะย้อมผ้าด้วยสีครามเข้ม และทำรูปแบบเดิม ๆ จนเคยชิน แต่เมื่อน้อมนำพระดำริของพระองค์ท่านไปพัฒนาลวดลาย จนกลายเป็น “ดอนกอยโมเดล” ส่งผลทำให้จากเดิมมีรายได้เดือนละประมาณ 700 บาทต่อคน ปัจจุบันนี้เพิ่มขึ้นเป็น 12,000 บาทต่อเดือน และได้พัฒนากลุ่มผ้าย้อมครามบ้านดอนกอยเป็น “ศูนย์เรียนรู้ผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย” “วิชชาลัยดอนกอย วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่กลายเป็นกระบอกเสียง และเป็นศูนย์รวมการพัฒนาผ้ายอมครามในทุกมิติ ทั้งการผลิต การจำหน่าย การเพิ่มมูลค่าอีกด้วย” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า จากเมื่อ 3 ปีก่อนถึงวันนี้ ภาพรวมของประเทศไทยเราสามารถขับเคลื่อนงานผ้าไทยที่จากเดิมมีรายได้ ปีละ 20,000 ล้านบาทต่อปี กลายเป็น 80,000 ล้านบาทต่อปี และยังได้รับเสียงชื่นชมจากผู้นิยมชมชอบผ้าไทยทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศว่า ปัจจุบันงานผ้าไทยคึกคัก คนนิยมมากขึ้น ดังเช่นในพิธีเปิดงาน OTOP Midyear 2023 นายอนุทิน ชาญวีรกูล  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “น่าชื่นใจที่ตอนนี้สินค้า OTOP โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานผ้าและงานหัตถกรรมตลอดจนอาหารการกิน เป็นงานที่เราไม่ต้องไปชวนคนซื้อเพียงเพราะว่าจะได้บุญ จะได้ช่วยคนชนบทให้มีรายได้ ทุกวันนี้ไม่ต้องคิดแบบนี้แล้ว เพราะถ้าเรามางาน OTOP เราจะเห็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกใจ  สิ่งที่มีคุณภาพ” ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนว่าผลสำเร็จของการทำให้พี่น้องประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีเกิดขึ้นจริง อันเป็นประจักษ์พยานอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้น ด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา นอกจากนี้สิ่งที่พระองค์ได้ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอ คือ “การส่งต่อถ่ายทอดภูมิปัญญาให้กับคนรุ่นใหม่” ก็ประสบความสำเร็จ ทำให้คนที่เคยประสบปัญหาช่วงโควิด-19 แล้วต้องกลับไปทำงานที่บ้านเกิด ด้วยการรับการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากปู่ย่าตายาย จนกลายเป็นช่างทอผ้า แม้สถานการณ์โรคระบาดจะผ่านไปแล้ว แต่เขาเหล่านั้นก็ยังคงทอผ้าจนยึดเป็นอาชีพทำงานต่อไป เพราะพวกเขาเหล่านั้น ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ได้เห็นแล้วว่า ผ้าไทยทำให้มีเงินรายได้ที่เพิ่มพูน รวมทั้งเดินไปทางไหนก็เจอแต่คนไทยสวมใส่ผ้าไทย ลูกหลานก็เกิดแรงจูงใจที่อยากขับเคลื่อนเรื่องผ้าไทยและหัตถกรรมไทยต่อจากปู่ย่าตายาย

ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นเจ้าฟ้าที่ไม่เคยทอดทิ้งพสกนิกรของพระองค์ ด้วยการทรงทุ่มเททำงานอย่างหนัก เพราะพระองค์ท่านทรงเห็นแบบอย่างจากการตามเสด็จพระราชดำเนินสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงปรารถนาที่จะทำให้คนไทยในถิ่นชนบทได้มีรายได้จากการทำผ้า ทอผ้า ย้อมผ้า ยึดเป็นอาชีพเสริม และไม่ทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน พร้อมกับฝึกฝนพัฒนาตนเองที่จะทำงานผ้า ทรงทำให้อัตลักษณ์ความเป็นไทยอยู่คู่ลูกคู่หลานและเกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ พระองค์ทรงส่งเสริมให้ประชาชนได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้ในการประกอบการทำงาน ด้วยการ “พึ่งพาตนเอง” โดยเฉพาะเรื่องงานผ้า ให้ใช้สีธรรมชาติจากพืช ดิน และทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว โดยไม่ทรงสนับสนุนให้ใช้สีเคมี ทั้งการปลูกฝ้าย ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม รู้จักปลูกต้นหวาย ปอกระจูด ย่านลิเภา ให้มีอย่างพอเพียง ซึ่งพระองค์ท่านน้อมนำแนวคิดของสมเด็จปู่ที่ได้พระราชทานให้กับคนไทยมาใช้ในชีวิตจริง จนล่าสุดกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้นำเสนอผ้าไทยที่มีกระบวนการผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เข้ารับการพิจารณารับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกว่าใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติซึ่งใกล้เคียงกับความสำเร็จแล้ว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอบคุณคณะทำงานผ้าไทยใส่ให้สนุก และพี่น้องชาวมหาดไทยทุกคนที่ได้ช่วยทำให้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่พระราชทานให้กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย นำไปสู่พี่น้องประชาชน สามารถทำให้พี่น้องประชาชนกลายเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการประยุกต์ พัฒนาภูมิปัญญาของตนเองในงานหัตถกรรมและงานผ้าไทย จนก่อให้เกิดรายได้ ซึ่งทุกท่านทุกคนได้น้อมนำหลักการพัฒนาคน ด้วยการไม่ให้ปลากับชาวบ้าน แต่ “แนะนำวิธีการหาปลา ให้เครื่องมือจับปลา” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ทรงเพียรพยายามทำมาตลอด 70 ปี และเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังพระปฐมบรมราชโองการ และพระราชโองการองค์ที่ 2 ที่พระราชทานว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ประสบความสำเร็จ คือ ทำให้ประเทศชาติมั่นคง ด้วยเพราะประชาชนมีความสุข และขอให้ทุกคนได้จดจำว่า พวกเราชาวมหาดไทยรวมทั้งสมาคมแม่บ้านมหาดไทย จะจดจำคุณงามความดีที่คณะทำงานฯ ทุกท่านได้เมตตา ช่วยสนองงานและเป็นผู้ที่ช่วยหนุนเสริมทำให้คนมหาดไทยทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยในการสนองงาน เพื่อทำให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนตลอดไป

สำหรับการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” และงานหัตถกรรม มีผ้าและงานหัตถกรรมที่ส่งเข้าประกวด ทั้งสิ้น 7,086 ชิ้น แบ่งเป็นประเภทผ้า จำนวน 6,290 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 796 ชิ้น โดยมีผ้าและงานหัตถกรรมที่ผ่านเข้ารอบประกวดรอบรองชนะเลิศ (Semi Final) ทั้งสิ้น 225 ชิ้น แบ่งเป็นประเภทผ้า จำนวน 200 ผืน และงานหัตถกรรม จำนวน 25 ชิ้น

“ขณะนี้คณะกรรมการฯ ได้คัดเลือกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีผลงานผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ (Final) จำนวน 75 ผืน/ชิ้น แบ่งเป็นประเภทผ้า 65 ผืน และหัตถกรรม 10 ชิ้น โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะเสด็จเป็นองค์ประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดในวันที่ 31 ตุลาคม 2566 ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร ต่อไป”

– 006

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759668

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 19.09 น.

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

28 ก.ย.2566 สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 และวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในวันที่ 18 ตุลาคม 2566 และเนื่องในวันนวมินทรมหาราช ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 13 ตุลาคม 2566 ผ่านแอปพลิเคชัน “สมาธิเสบียงบุญ” บันทึกเวลาการทำสมาธิเจริญจิตตภาวนา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เวลา 08.00 น. ถึง วันที่ 18 ตุลาคม 2566 เวลา 08.00 น. ทั้งนี้ สามารถ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทั้ง Play Store และ App store

นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า คว้ารางวัลประกวดหุ่นยนต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759606

นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า คว้ารางวัลประกวดหุ่นยนต์

นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า คว้ารางวัลประกวดหุ่นยนต์

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.47 น.

นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า คว้ารางวัลประกวดหุ่นยนต์

ชมรมหุ่นยนต์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งในการเเข่งขัน Innovation Robotics AI & IOT Contest 2023 ในโจทย์หัวข้ออุตสาหกรรม ณ มหาวิทยาลัยเกษตร (บางเขน) 

นักเรียนนายร้อย ชมรมเครื่องบินเล็กและโรบอท โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ได้เข้าร่วมการแข่งขันเทคโนโลยีนวัตกรรมหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ประจำปี 2566 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร ในนาม “ทีม CRMA ROBOTICS”

ซึ่งสมาชิกในทีมประกอบด้วย นนร.พิทัศณ์ สุทธินุ่น ,นนร.ทรงฉัตร คุณอุดม, นนร.ปริญญา ไตรศิวะกุล,

นนร.ภาคภูมิ จ้อยเจริญ ,นนร.จิรัฐกร รวิชาติ และ นนร.จิตวุฒิ มะศักดิ์ ทำผลงานยอดเยี่ยมในการแข่งขันโดยสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ในการแข่งขันหุ่นยนต์ AI อัตโนมัติ มาได้สำเร็จ โดยได้รับรางวัลในประเภทหุ่นยนต์ที่ใช้สำหรับการใช้งานในสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 15 ทีม ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ จำนวน 4 ทีม และทีมนักเรียนนายร้อยคว้ารางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 มาได้ในที่สุด

ทั้งนี้ในการแข่งขัน ผู้เข้าเเข่งขันจะต้องประดิษฐ์หุ่นยนต์ที่สามารถ อ่านป้ายทะเบียน ถามชนิดน้ำมันจากลูกค้า หยิบหัวจ่ายได้ถูกชนิด เคลื่อนที่ไปตามจุดต่าง ๆ เเละทำภารกิจตามที่กำหนด สนับสนุนการเเข่งขันโดยบริษัท AI and Robotics Ventures โดยในการเเข่งขันครั้งนี้ผู้เข้าเเข่งขันได้เรียนรู้การนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์มาใช้ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดในเชิงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับกระเเสสังคมที่ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น

นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของนักเรียนนายร้อย โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่นอกจากจะมีชื่อเสียงด้านการฝึกวินัย สร้างพลเมืองที่มีคุณภาพแล้ว ยังมีความโดดเด่นเรื่องวิชาการและนวตกรรมทันสมัยอีกด้วย.

‘กรมการข้าว’จัดกิจกรรมเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย​ ครบ​ 106​ ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759577

'กรมการข้าว'จัดกิจกรรมเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย​ ครบ​ 106​ ปี

‘กรมการข้าว’จัดกิจกรรมเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย​ ครบ​ 106​ ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.36 น.

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 28 กันยายน 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย​ นายชิษณุชา​ บุดดาบุญ​ รองอธิบดีกรมการข้าว​ นายอานนท์​ นนทรีย์​ รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมกันจัดกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน (Thai National Flag Day) ครบรอบ​ 106​ ปี ณ บริเวณลานหน้าเสาธง อาคารกรมการข้าว เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ที่เปรียบเสมือนดั่งสัญลักษณ์ของความสามัคคี และความภาคภูมิใจของคนในชาติ โดย ธงชาติไทยนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ศักดิ์ศรีความเป็นไทย แสดงความเป็นเอกราชและอธิปไตยของชาติ จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องได้รับความเคารพอย่างสูง และมีความสำคัญทางจิตใจที่แสดงถึงความรัก และความรู้สึกที่มีร่วมกันของคนในชาติ

– 006

‘เพิ่มพูน’ห่วงใย’ความปลอดภัย’ในโรงเรียน ย้ำทุกฝ่ายร่วมสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759517

'เพิ่มพูน'ห่วงใย'ความปลอดภัย'ในโรงเรียน ย้ำทุกฝ่ายร่วมสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข

‘เพิ่มพูน’ห่วงใย’ความปลอดภัย’ในโรงเรียน ย้ำทุกฝ่ายร่วมสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.06 น.

“เพิ่มพูน” ห่วงใย “ความปลอดภัย” ในโรงเรียน ย้ำทุกฝ่ายร่วมสร้างสภาพแวดล้อมเอื้อให้เด็กเรียนอย่างมีความสุข

28 กันยายน 2566 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงข้อห่วงใยของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ต่อกรณีเหตุความรุนแรงในโรงเรียนที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ ซึ่งถึงแม้ว่า กรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นจะเป็นเกิดในสถานศึกษาที่อยู่นอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการกำกับดูแล แต่ก็ขอเน้นย้ำให้หน่วยงานต่าง ๆในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” นั่นคือ การทำให้โรงเรียนจะต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ ให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับการป้องกันการใช้ความรุนแรง การคุกคามทุกรูปแบบในสถานศึกษา เราจะต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้น่าเรียน น่าเล่นเมื่อนั้นก็จะทำให้นักเรียนชอบมาโรงเรียน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเรียนตามมาด้วย

ทั้งนี้ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู มาตรฐานวิชาชีพครู  การประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายสถานศึกษาเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาต่าง ๆ รวมทั้งการดูแลสภาพจิตใจของนักเรียน ขอให้ดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป

“กระทรวงศึกษาธิการมีแพลตฟอร์ม MOE Safety Center ที่สามารถรายงานเหตุความรุนแรงในสถานศึกษาแบบเรียลไทม์ (Real time) ทั้งภัยความรุนแรง อุบัติเหตุ การถูกละเมิดสิทธิ์ และภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทงกายและจิตใจ ซึ่งนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป สามารถแจ้งข้อมูลเข้ามาได้ตลอดเวลาผ่าน 4 ช่อง ได้แก่ แอปพลิเคชัน MOE Safety Center, เว็บไซต์ Ww.MOESafetyCenter.com และไลน์ @MOESafetyCenter และคอลเซนเตอร์ 0-2126-6565” โฆษกศธ. กล่าว