วธ.จัดพิธีประดับธงชาติและเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759514

วธ.จัดพิธีประดับธงชาติและเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

วธ.จัดพิธีประดับธงชาติและเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.59 น.

วธ. จัดพิธีประดับธงชาติและเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

28 กันยายน 2566 นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีประดับธงชาติและเคารพธงชาติ เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย โดยมี นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ณ บริเวณหน้าเสาธง อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 เห็นชอบกำหนดให้วันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) เริ่มในวันที่ 28 กันยายน 2560 เป็นวันแรก รวมทั้งกำหนดให้มีการชักและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ซึ่งในปีนี้ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2566 
 

‘ศุภมาส’พร้อมหนุนแนวคิด’หมอประเวศ’ นศ.มีงานทำระหว่างเรียนในรูปแบบของ work -based learning

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759510

'ศุภมาส'พร้อมหนุนแนวคิด'หมอประเวศ' นศ.มีงานทำระหว่างเรียนในรูปแบบของ work -based learning

‘ศุภมาส’พร้อมหนุนแนวคิด’หมอประเวศ’ นศ.มีงานทำระหว่างเรียนในรูปแบบของ work -based learning

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.37 น.

“ศุภมาส” พร้อมหนุนแนวคิด “หมอประเวศ” เผย อว.มีนโยบายเพิ่มจำนวนหลักสูตรการเรียนรู้จากการทำงาน 50% ของหลักสูตรทั้งหมดภายใน 2 ปี จัดให้นักศึกษามีงานทำ-รายได้ระหว่างเรียนในรูปแบบของ work -based learning

28 ก.ย.2566 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงการที่ ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ได้ให้ข้อแนะนำแก่ รมว.อว และ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าควรทำอย่างไรในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยมีจุดคานงัด คือ การศึกษาที่ผู้เรียนต้องมีการฝึกปฏิบัติการ ฝึกประสบการณ์การทำงานในระหว่างเรียน หรือที่คุณหมอประเวศเรียกว่า work-based learning หรือการเรียนรู้โดยใช้การทำงานเป็นฐานนั้น คำแนะนำดังกล่าวสอดคล้องกับหนึ่งในนโยบายหลักของตนที่ได้ให้ไว้กับผู้บริหาร อว. คือ อว. ต้องมุ่งเน้นจัดการศึกษาที่ผู้เรียนต้องมีโอกาสการทำงาน ฝึกประสบการณ์ในระหว่างเรียนกับผู้ใช้บัณฑิต ที่มีทั้งภาคเอกชน  ภาครัฐ และชุมชน ที่สำคัญนักศึกษาต้องมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับ Work-based Learning ตามข้อแนะนำของคุณหมอประเวศ

รมว.อว. กล่าวต่อว่า ปัจจุบันหลักสูตรของมหาวิทยาลัยไทย ประมาณ 20-30% เข้าข่ายการจัดการศึกษาในรูปแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ หลักสูตร GenX ที่นักศึกษาต้องร่วมทำงานกับภาคอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น  หรือหลักสูตรยุวชนอาสาที่นักศึกษาต้องฝึกปฏิบัติการร่วมกับชุมชน ซึ่งเห็นได้ชัดว่านักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรเหล่านี้ จะได้งานทำอย่างรวดเร็วหลังจบการศึกษา เพราะมีความพร้อมและทักษะต่างๆ ในการทำงาน ทั้งนี้ตนได้ตั้งเป้าหมายให้มีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 50% ของหลักสูตรทั้งหมดภายใน 2 ปี

เจตนากดขี่!‘วิโรจน์’จี้สอบปมคลิป‘ครูตบหน้านักเรียน’ ชี้ต้องฟันคดีอาญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759511

เจตนากดขี่!‘วิโรจน์’จี้สอบปมคลิป‘ครูตบหน้านักเรียน’ ชี้ต้องฟันคดีอาญา

เจตนากดขี่!‘วิโรจน์’จี้สอบปมคลิป‘ครูตบหน้านักเรียน’ ชี้ต้องฟันคดีอาญา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.37 น.

เจตนากดขี่!‘วิโรจน์’จี้ผู้บริหารโรงเรียนสอบปมคลิป‘ครูตบหน้านักเรียน’ควรทำให้สิ้นสภาพ-ดำเนินการทางอาญา พร้อมเยียวยาสภาพจิตใจเด็ก

28 กันยายน 2566 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ได้ทวิตข้อความถึงคลิปวิดีโอที่มีคุณครูทำร้ายนักเรียน โดยการตบหน้าถึงสองครั้ง ว่า กรณีนี้เป็นการลงโทษที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งตนจะไปตรวจสอบว่า ครูที่อยู่ในคลิปเป็นครูจริงหรือไม่ ถ้าเป็นครูจริง ก็ไม่สมควรเป็นครูอีกต่อไป และถ้าดูคลิปให้จบ การตบหน้าไม่ใช่การเผลอ แต่เป็นการบันดาลโทสะ ซึ่งเด็กก็ได้มีการพนมมือ และพูดสำนึกผิดแล้ว แต่ปรากฏว่า ก็ยังถูกตบเป็นครั้งที่สอง จนกระทั่งมีผู้ใหญ่ หรือคุณครูอีกหนึ่งท่านเดินเข้ามา ตนมองว่าการทำร้ายร่างกายในครั้งนี้ เป็นเจตนา และสิ้นสภาพความเป็นครู

ทั้งนี้ การกระทำของครูคนนี้ถือเป็นความผิดทางอาญาด้วยซ้ำ เป็นการก่ออาชญากรรมอย่างหนึ่ง ตนขอเรียกร้องให้ผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารโรงเรียน ออกมาจัดการเรื่องนี้ รวมถึงต้องเยียวยาความรู้สึก จิตใจ และให้ความเป็นธรรมแก่เด็กและผู้ปกครอง

“ผมมองว่า ครูที่ตบหน้าเด็กไม่สมควรเป็นครูอีกต่อไป ขอให้ตรวจสอบด้วยว่า ที่ผ่านมาครูคนนี้ได้กระทำการในลักษณะเดียวกันนี้กับเด็กคนอื่นๆ อีกหรือไม่ เป็นการใช้อำนาจในการกดขี่ และถ้าไม่มีคลิปเรื่องแบบนี้ก็จะไม่ปรากฏ พร้อมถาม กลับด้วยว่า มีเด็กที่ถูกตบแบบนี้ แต่ไม่มีคลิปอีกกี่คน” นายวิโรจน์ กล่าว

ปลัด มท.นำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759509

ปลัด มท.นำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

ปลัด มท.นำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.34 น.

ปลัดมหาดไทยนำข้าราชการแสดงพลังความรู้รักสามัคคี ร่วมขับร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน 2566 เน้นย้ำ คนมหาดไทยต้องเป็นผู้นำบูรณาการภาคีเครือข่ายเพื่อสร้างพลังแห่งความสามัคคี เทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ดังความหมายของ “ธงไตรรงค์” เพื่อความสุขของพี่น้องประชาชน และความมั่นคงสถาพรของประเทศชาติอย่างยั่งยืน

วันนี้ (28 ก.ย.66) เวลา 08.00 น.ที่ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน 2566 ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายสมคิด จันทมฤก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายคมสัน เจริญอาจ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายอำพล พงศ์สุวรรณ นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นางสาวโรชา นันทมนตรี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการสำนัก ศูนย์ กอง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการกลุ่มงาน ข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย วันที่ 28 กันยายน 2566 ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

เมื่อสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยให้สัญญาณเคารพธงชาติ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งแถวข้าราชการและเจ้าหน้าที่ยืนตรง จากนั้นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ทำหน้าที่ชักธง เชิญธงชาติซึ่งพับเรียบร้อยวางบนพาน ผูกติดกับสายเชือกทางด้านขวาของผู้ชักธง โดยคลี่ธงออกเต็มผืน แล้วดึงเชือกให้ธงขึ้นช้า ๆ ด้วยความสม่ำเสมอ ผู้ร่วมพิธีร่วมร้องเพลงชาติไทยอย่างกึกก้อง ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทย จนธงชาติถูกชักถึงสุดยอดเสาธง

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้พบปะและมอบแนวทางการทำงานให้แก่ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ โดยกล่าวว่า นับเนื่องย้อนไปเมื่อ 107 ปีก่อน คือ วันที่ 13 กันยายน 2459 อันเป็นปฐมเหตุของการใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทยมีความเกี่ยวข้องกับพวกเราชาวกระทรวงมหาดไทยโดยตรง สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเมืองอุทัยธานี ที่มีพระยาพิไชยสุนทร (ทอง จันทรางศุ) เป็นผู้ว่าราชการเมืองอุทัยธานี พสกนิกรต่างยินดีปรีดาร่วมกันในการประดับธงช้าง ซึ่งเป็นธงชาติในยุคนั้น แต่เนื่องจากธงช้างหายาก มีราคาแพง และต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ผู้คนจึงประดับธงช้างเท่าที่มีอยู่ และใช้ผ้าพื้นสีแดงขาว ประดับและจับจีบผ้าทั่วบริเวณ โดยทรงทอดพระเนตรพบว่า บ้านบางหลังมีการประดับธงช้างสลับกลับด้าน คือ ช้างนอนหงายปลายเท้าชี้ฟ้า ทำให้เมื่อพระองค์เสด็จนิวัติพระนครจึงทรงมีแรงบันดาลพระทัยในการปรับเปลี่ยนรูปแบบธงชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460 และพระราชทานธงชาติไทยให้มีลักษณะเป็นแถบสีเพื่อไม่ให้มีหัวมีท้าย หรือเรียกว่า “ธงไตรรงค์” มี 3 สี คือ “สีแดง” หมายถึง ชาติและเลือดเนื้อเชื้อไขของคนในชาติ นั่นคือ ประชาชน “สีขาว” หมายถึง ศาสนา และ “สีน้ำเงิน” หมายถึง พระมหากษัตริย์ ในวันที่ 28 กันยายน 2460

“หากเรานำสัดส่วนขนาดแถบธงชาติมารวมสีทั้ง 3 สี จะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 สีมีขนาดเท่ากัน เพราะส่วนใดส่วนหนึ่งจะขาดไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกัน เป็นสถาบันหลักของประเทศ อันสะท้อนถึงการที่เราทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคง เพราะเรื่องที่สำคัญ คือ ประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีภัยคุกคามมาโดยตลอด เมื่อเราเท้าความไปในประวัติศาสตร์ความเป็นชาติซึ่งแม้ว่าทุกคนจะมีความเชื่อหรือค้นพบด้วยงานวิชาการที่แตกต่างกันไป แต่หากเรานับเนื่องตั้งแต่ยุคกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เราจะเห็นว่า ภัยคุกคามประเทศล้วนเกิดจากข้าศึกอริราชศัตรูจากภายนอก ทั้งลัทธิล่าอาณานิคม การทำสงครามยึดครองแผ่นดิน สงครามเย็น หรือการต่อสู้เพื่อนำเอาลัทธิทางการปกครองคอมมิวนิสต์มาใช้ในประเทศ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง สะท้อนสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ความรักสามัคคี” เพราะประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัย บ้านเมืองเราเสียอิสรภาพ เสียเอกราช ไม่มีความมั่นคง มีเหตุสำคัญจากความรักสามัคคีของคนในชาติลดน้อยถอยลง บางยุคแตกแยก กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็เพราะคนไทยเป็นไส้ศึก เปิดประตูเมือง ดังนั้น ประเทศชาติที่เปรียบเสมือนเหล็กที่มีความแข็งแกร่งก็ล้วนจะถูกตัด ถูกทำให้เสียหายได้ด้วยเพราะสนิมของเนื้อในเหล็กทำให้เหล็กผุกร่อนทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นคติเตือนใจที่สำคัญที่ทำให้พวกเราทุกคนต้องมารวมพลังแสดงออกซึ่งความรู้รักสามัคคีเนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทยในวันนี้ คือ การรำลึกนึกถึงความสำคัญของการมีธงชาติ ให้เราได้ช่วยกันรำลึกความหมายอันลึกซึ้งว่า ประเทศชาติจะมั่นคงเป็นปึกแผ่นเหมือนธงไตรรงค์ที่ไม่ขาด ไม่วิ่น และมีสีอันสำคัญหมายถึงสถาบันหลักโดยรวม จะยังคงมีความมั่นคงอยู่ได้ จะต้องอาศัยความรักความสามัคคีและความตื่นตัวช่วยกันต่อสู้เพื่อรักษาเอกราชความเป็นไทยของพวกเราให้คงอยู่ได้สถาพร” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พี่น้องชาวมหาดไทยทุกคนมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการเป็นผู้นำที่จะช่วยนำเอาความรักสามัคคีให้กำเนิดเกิดขึ้นในสังคม เริ่มที่ครอบครัวของพวกเรา และสมาชิกในหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี และความสุขให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา เราได้ดำเนินการขับเคลื่อนการสร้างความสุขดังกล่าว ผ่านโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) ตามแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่พระองค์ได้พระราชทานหนังสือ Sustainable City ให้แก่ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน และทรงตรัสว่า “หน้าที่ของคนมหาดไทยคือการทำให้เกิด Sustainable Village” ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ได้ขับเคลื่อนนำร่องทั้ง 878 อำเภอ โดยคัดเลือกหมู่บ้านที่มีผลการพัฒนาน้อยที่สุดตามหลักเกณฑ์ของทางราชการ ตำบลละ 1 หมู่บ้าน รวม 7,255 หมู่บ้าน

“คำว่าหมู่บ้านยั่งยืนมีตัวชี้วัด (KPIs) ที่สำคัญ คือ ความรักสามัคคี และการมีจิตอาสา ชาวบ้านในหมู่บ้านมีการพบปะ พูดคุย ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์ มีการปลูกพืชผักสวนครัวสร้างความมั่นคงด้านอาหารตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อันเป็นการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในการ “พึ่งพาตนเอง” ให้เกิดเป็นวิถีชีวิต รวมทั้งช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมให้เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีและเหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้คน มีความสะอาด มีพื้นที่สีเขียว และช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วยการคัดแยกขยะ ทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนในระบบปิด ช่วยลดกลิ่นเหม็นเน่าที่จะลอยขึ้นสู่อากาศก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ให้กลายเป็นปุ๋ยหมัก เพราะในแต่ละวัน เราทุกคนสร้างก๊าซเสียประมาณวันละ 0.25 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/คน ซึ่งในอนาคตตามข้อตกลงของประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (UN) จะกำหนดตัวชี้วัดของโลกว่า ถ้าใครทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ต้องมีกิจกรรมทดแทน เช่น การปลูกป่า การสร้างพื้นที่สีเขียวทดแทนเพื่อคำนวณออกมาเป็นการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ถ้าจำนวนเท่ากันพอดีก็สามารถประกอบกิจการต่อได้เป็นปกติ แต่หากถ้าปริมาณคาร์บอนเครดิตมีน้อยกว่าก๊าซเสียที่ปล่อยสู่อากาศ ก็จะต้องเสียเงินให้กับคนที่ช่วยลดการปลดปล่อย ทั้งนี้จากการนำร่องจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อนประจำครัวเรือนเป้าหมายทุกครัวเรือนใน 4 จังหวัดแรก คือ จังหวัดลำพูน จังหวัดเลย จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดอำนาจเจริญ กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับคณะผู้ทวนสอบภายนอกทำการเก็บข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากถังขยะเปียกลดโลกร้อน สามารถรับรองได้ จำนวน 3,140 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ในฐานะผู้ทำให้เกิดก๊าซเสียลอยสู่ชั้นบรรยากาศจากการทำธุรกิจ เช่น มีการเปิดแอร์ ใช้รถยนต์ เปิดไฟ จึงแสดงตนเป็นผู้มาซื้อคาร์บอนเครดิตที่ราคา 260 บาท/ตันคาร์บอนเครดิต รวมเป็นเงิน 816,400 บาท กลับคืนสู่ประชาชนในท้องถิ่นของทั้ง 4 จังหวัดนำร่อง โดยคุณกีต้า ซับบระวาล (Mrs.Gita Sabharwal) ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย ซึ่งมาร่วมในงานดังกล่าวด้วย ได้แสดงความชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของประเทศไทยภายใต้การนำของกระทรวงมหาดไทยและแสดงจุดยืนการเป็นภาคีเครือข่ายที่แน่นแฟ้นในการร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีเช่นนี้กับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ที่มีนายวิจารย์ สิมาฉายา เป็นประธานกรรมการ ได้รับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจากการใช้ถังขยะเปียกลดโลกร้อนประจำครัวเรือนใน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ราชบุรี ลำพูน ยโสธร พะเยา มุกดาหาร สมุทรสงคราม นครพนม ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ มหาสารคาม สกลนคร อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี นราธิวาส เชียงราย อุตรดิตถ์ นครศรีธรรมราช อุดรธานี และจังหวัดพิษณุโลก รวมกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน สามารถรับรองจำนวน 85,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งหากคิดจากราคารับซื้อเดิมจะสามารถคิดเป็นเงินกว่า 22 ล้านบาทกลับคืนสู่ชุมชนในแต่ละท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสร้างพื้นที่สีเขียว สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน นอกจากนี้หมู่บ้านยั่งยืนยังมีองค์ประกอบสำคัญ ทั้งเรื่องยาเสพติด การถ่ายทอดสิ่งที่ดีจากรุ่นสู่รุ่น ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ธรรมเนียม การทำบุญใส่บาตร หรือกิจกรรมทางศาสนาตามศาสนา มีการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มบ้าน หย่อมบ้าน ป๊อกบ้าน เพื่อช่วยกันดูแลคนที่อ่อนแอกว่าและมีการพูดคุยเพื่อสร้างความรักความสามัคคีอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยทุกคนที่ได้มาร่วมกันแสดงเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นแน่วแน่ในการแสดงออกซึ่งความรักชาติ รักประเทศไทย รักและเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติร่วมกับพี่น้องข้าราชการในทุกส่วนราชการ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนทั่วประเทศในวันนี้ ภายใต้สัญลักษณ์เดียวกัน นั่นคือ “ธงไตรรงค์” ที่เรามาร่วมชุมนุมสโมสรโดยพร้อมเพรียงกันน้อมรำลึกว่า “ธงไตรรงค์ ไม่ใช่ผืนผ้าที่มี 3 สี 5 แถบ แต่เป็น 6 แถบ เพราะแถบสีน้ำเงินติดกันจึงกลายเป็นแถบใหญ่ อันมีนัยหมายถึงล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดธงชาติไทย และขอให้ชาวมหาดไทยทุกคนได้มีใจรุกรบ ลุกขึ้นมาเป็นโซ่ข้อกลางในการหลอมรวมพลัง ร้อยรวมใจ ดึงเอาภาคีเครือข่ายพี่น้องทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่โน้มตัวลงไปหาประชาชน ทำงานให้รองเท้าสึกก่อนกางเกงขาด ช่วยกันเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี สิ่งที่ดีงาม Change for Good สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคม สนองพระราชปณิธานแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” อันจะยังผลทำให้ประชาชนคนในชาติมีความสุขที่ยั่งยืน ประเทศชาติมีความมั่นคงสถาพรตลอดไป

– 006

มมส ร่วมกับ วช. มอบชุดนวัตกรรม ผลิตข้าวฮางงอกให้โรงเรียนในพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759363

มมส ร่วมกับ วช. มอบชุดนวัตกรรม ผลิตข้าวฮางงอกให้โรงเรียนในพื้นที่

มมส ร่วมกับ วช. มอบชุดนวัตกรรม ผลิตข้าวฮางงอกให้โรงเรียนในพื้นที่

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีส่งมอบนวัตกรรมในโครงการพัฒนากระบวนการผลิตข้าวฮางงอกด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการในกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ภายใต้โครงการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ ประจำปี 2565 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยรศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ศ.ดร. อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัย และนวัตกรรม และนางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์  ร่วมพิธีส่งมอบณ โรงเรียนนาเชือกวิทยาคม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส กล่าวว่า การสร้างนวัตกรรมเกี่ยวกับการแปรรูป ข้าวฮางงอก ซึ่งถือเป็นชุดองค์ความรู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งของมหาวิทยาลัย เพราะสามารถยกระดับการผลิตจากวิธีการเดิม ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน พัฒนาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่จนเป็นที่ยอมรับว่าช่วยให้กระบวนการผลิตจากเดิมที่มีความยุ่งยากและใช้เวลานาน สามารถผลิตต่อรอบได้สั้นลงโดยลดเวลาจากเดิม 7 วัน เหลือเพียง 2 วัน โดยชุดอุปกรณ์ประกอบด้วยชุดอุปกรณ์ล้างข้าวเปลือก ชุดอุปกรณ์เร่งการแช่และเพาะงอกข้าวเปลือกชุดอุปกรณ์นึ่งข้าวเปลือก ชุดอุปกรณอบแห้งอินฟราเรดแบบถังหมุนโดยเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลการันตีจากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมทั้งในระดับชาติและนานาชาติหลายรางวัล ชุดนวัตกรรมดังกล่าวช่วยลดต้นทุนและเพิ่มส่วนกำไรสุทธิได้ถึง 17.6 เท่าเทียบกับการจำหน่ายเป็นข้าวสารขาว ทำให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากการใช้งานนวัตกรรมได้เป็นอย่างดีในทุกมิติทั้ง มิติด้านการยกระดับกระบวนการผลิตตามโมเดลเศรษฐกิจบีซีจี (BCG Model) มิติทางสังคมและเศรษฐกิจ และการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ประยุกต์ กล่าวต่อไปว่าสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มอบหมาย ให้ มมส ดำเนินโครงการพัฒนากระบวนการผลิตข้าวฮางงอกด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ ประจำปี 2565 โดยมี รศ.ดร.สุพรรณ ยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับกระบวนการผลิตข้าวฮางงอกแบบดั้งเดิมด้วยวิจัยและนวัตกรรมเพื่อช่วยลดเวลา แรงงาน และต้นทุนการผลิต ของกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดกาฬสินธุ์

ม.ศรีปทุม ร่วมสัมมนาเยาวชนต้นแบบ จัดโดย กมธ.อุดมศึกษาฯ วุฒิสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759359

ม.ศรีปทุม ร่วมสัมมนาเยาวชนต้นแบบ จัดโดย กมธ.อุดมศึกษาฯ วุฒิสภา

ม.ศรีปทุม ร่วมสัมมนาเยาวชนต้นแบบ จัดโดย กมธ.อุดมศึกษาฯ วุฒิสภา

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์อาทิตย์ เสาธงใหญ่ ผู้อำนวยการศูนย์กิจกรรมพัฒนานักศึกษาและชุมชนสัมพันธ์ กลุ่มงานกิจการนักศึกษา และนางสาวรุ่งฤดี ขอร่มกลาง นายกสโมสรนักศึกษา พร้อมด้วยตัวแทนนักศึกษา เป็นผู้แทนมหาวิทยาลัย เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การสร้างบุคลากรและเยาวชนต้นแบบ เพื่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางปัญญา สร้างสังคม รู้ รัก สามัคคีมีสันติสุขยั่งยืน” โครงการภายใต้การดำเนินงานของ คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ที่มี พล.อ.อ.ประจินจั่นตอง เป็นประธาน ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ถนนพระรามที่ 5 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบุคลากรหรือเยาวชนต้นแบบ ผ่านการเรียนรู้และกิจกรรมการอบรมนวัตกรรมทางปัญญาภายใต้กรอบแนวคิด “STAR STEMS” ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แบบแก้ปัญหาด้วยสถานการณ์จริง ให้เกิดความรู้ รัก สามัคคี และภูมิใจในชาติ นอกจากนั้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้นำแนวคิดที่ได้รับจากการสัมมนาไปสู่การขยายผลหรือจัดทำโครงการที่เกิดประโยชน์แก่สถานศึกษาหรือชุมซนในพื้นที่ของตนต่อไปอย่างยั่งยืนต่อไป

จุฬาฯ เปิดแหล่งเรียนรู้สู้โลกเดือด ชูนวัตกรรมกล้าไม้อัตรารอดสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759364

จุฬาฯ เปิดแหล่งเรียนรู้สู้โลกเดือด ชูนวัตกรรมกล้าไม้อัตรารอดสูง

จุฬาฯ เปิดแหล่งเรียนรู้สู้โลกเดือด ชูนวัตกรรมกล้าไม้อัตรารอดสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแก้ปัญหาสถานการณ์ภาวะโลกเดือด จัดนิทรรศการ “พิพิธภัณฑ์พืชมีชีวิต (Living Plant Museum)” ณ อาคารเรือนกระจก ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ และผู้บริหาร จุฬาฯ รศ.ดร.ธนัฏฐ์คุณ มงคลอัศวรัตน์ นายกสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ นายกัมพล
ตันสัจจา ประธานสวนนงนุช พัทยา นางนันทวรรณชยา ภาจิตประพันธ์ ประธานบริษัท เฮิร์บฟอร์ยู จำกัด บริษัท เวิร์ดกรีน พลัส จำกัด และ นายธนาธิป ศิษย์ประเสริฐ ผู้แทนบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมเปิดนิทรรศการครั้งนี้

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า จุฬาฯ ประกาศเจตนารมณ์ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2040 และมีเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ.2050 โดยหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องนั่นคือการนำงานวิจัยและนวัตกรรมของจุฬาฯ มาสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้พร้อมเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองและฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้ ซึ่งคณาจารย์และนักวิจัยจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ และภาคีเครือข่ายกำลังเร่งขับเคลื่อนบ่มเพาะองค์ความรู้ใหม่ รวมถึงงานวิจัยและนวัตกรรมให้ทันรับมือกับสภาวะโลกเดือดตามที่สหประชาชาติได้ประกาศไว้ ซึ่งเราได้รวบรวมองค์ความรู้นี้ไว้ในพิพิธภัณฑ์พืชมีชีวิต หรือ Living Plant Museum ที่ต่อไปจะเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทย เป็น Living Lab ให้รู้เท่าทันโลก เพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น และหาทางออกที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ให้กับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลกได้ต่อไป

รศ.ดร.สีหนาท ประสงค์สุข หัวหน้าภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์พืชมีชีวิตแห่งนี้ ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของนิสิตจุฬาฯ การวิจัยพืชในระบบควบคุมอุณหภูมิ (evaporative cooling system) และจัดแสดงนิทรรศการถาวรนําเสนอข้อมูลความหลากหลายและวิวัฒนาการของพืชในรูปแบบที่พืชยังมีชีวิต มีพรรณไม้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ตํ่ากว่า 200 ชนิด ภายในอาคารเรือนกระจก พื้นที่ 464 ตารางเมตรจัดแสดง 6 รูปแบบ ประกอบด้วยนิทรรศการความหลากหลายของพืชในป่าดิบชื้นหรือป่าฝนเขตร้อน พืชทนแล้งพืชน้ำ พืชกลุ่มเทอริโดไฟต์ กลุ่มพืชเมล็ดเปลือย และวิวัฒนาการของพืชดอกโดยมุ่งหวังให้เป็นองค์ความรู้ใหม่และนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

“ล่าสุด มีนวัตกรรมกล้าไม้อัตรารอดสูง ผลงานวิจัยของ ผศ.จิตรตรา เพียภูเขียว อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลไปยังพื้นที่ป่าชุมชนจังหวัดสระบุรีกว่า 3,000 ไร่ และในพื้นที่อีก 7 จังหวัด และเมื่อเติบโตเป็นไม้ใหญ่แล้วจะเกิดเห็ดป่า อาทิ เห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดไคล เห็ดน้ำหมาก เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นแรงจูงใจให้คนในชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ป่าชุมชนไว้อย่างยั่งยืน” รศ.ดร.สีหนาทกล่าว

นอกจากนิทรรศการแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมได้แก่ กิจกรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน “โครงการปลูกต้นกล้าสู้โลกเดือด” เตรียมต้นกล้าไม้ยางนาจากผลงานวิจัยที่มีอัตราการรอดสูงนำไปปลูกในชุมชนจำนวน 107 ต้น กิจกรรมปลูก “ต้นราชพฤกษ์อวกาศ” ในโครงการ Asian Herb in Spa

สหพัฒน์ทำสติ๊กเกอร์สร้างกำลังใจ เด็กร่วมติวสดออนไลน์ต้นต.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759358

สหพัฒน์ทำสติ๊กเกอร์สร้างกำลังใจ  เด็กร่วมติวสดออนไลน์ต้นต.ค.นี้

สหพัฒน์ทำสติ๊กเกอร์สร้างกำลังใจ เด็กร่วมติวสดออนไลน์ต้นต.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้จัดทำสติ๊กเกอร์เสริมสร้างกำลังใจและช่วยกระตุ้นให้นักเรียนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมติวสดออนไลน์ 6 วันติด ระหว่างวันที่ 2-7 ตุลาคมนี้ ซึ่งสติ๊กเกอร์ดังกล่าววาดและออกแบบโดย “แนนโซ่-วราภรณ์ เหมรัตน” เพื่อสร้างแรงจูงใจผ่านลวดลายและเส้นสายที่ออกแบบให้ดูสนุก เข้าใจง่าย และยังมีคำที่จะเป็นแรงผลักดันและให้มีความพยายามที่จะก้าวไปสู่จุดหมายให้ได้อีกด้วย และศิลปินแนนโซ่จะมาแจกสติ๊กเกอร์ให้กับนักเรียนที่ร่วมกิจกรรมกับการติวสดออนไลน์ครั้งนี้

การติวสดออนไลน์ 6 วันติดนั้นและมี 3 ไอดอลคนดังมาร่วมงาน พร้อมจัด 19 ติวเตอร์แถวหน้าของประเทศ นักเรียนและโรงเรียนที่ยังไม่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการติวฟรีของสหพัฒน์แอดมิชชั่นครั้งที่ 26 ยังสมัครกันได้ที่www.sahapatadmission.com ติดตามข่าวสารข้อมูลโครงการเพิ่มเติมได้ทาง FB : SahapatAdmission หรือโทร.064-1633449,

หัวเว่ยผนึก ม.นเรศวร จัด Tech Day รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรกในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759360

หัวเว่ยผนึก ม.นเรศวร จัด Tech Day  รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรกในไทย

หัวเว่ยผนึก ม.นเรศวร จัด Tech Day รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรกในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สัมฤทธิ์ โม้พวง คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และ นายเชลดอน หวัง รองประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัดร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและส่งเสริมทักษะทางด้านไอทีของนักศึกษาภายใต้โครงการ “Huawei ICT Academy” และจัด Huawei Tech Day รอบภูมิภาคเป็นครั้งแรก เพื่อมุ่งเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านไอซีที ตลอดจนพาร์ทเนอร์ของม.นเรศวรได้ทราบถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลทั่วโลก และการอัปเดตเทคโนโลยีในกลุ่มโซลูชั่น ได้แก่ Huawei Wi-Fi 7,Mini-FTTO, OceanStor Dorado 2000 และ IdeaHub,สมาร์ท แคมปัส, ห้องเรียนอัจฉริยะ, ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และอื่นๆ เพื่อช่วยภาคการศึกษาในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการก้าวสู่ยุคดิจิทัลณ มหาวิทยาลัยนเรศวร

นายเชลดอน หวัง รองประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า การเดินหน้าตามพันธกิจ “เติบโตในประเทศไทยและสนับสนุนประเทศไทย”โดยเฉพาะในภาคสถาบันการศึกษา ในงาน Huawei Tech Day ในครั้งนี้ ได้นำผู้เชี่ยวชาญจากโซลูชั่นในกลุ่มต่างๆ มาแนะนำเทรนด์และแนวทางความเป็นไปได้ของการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้งาน หัวเว่ย และ ม.นเรศวร มีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ การสร้างระบบบริหารจัดการองค์กร โดยดิจิทัลทรานสฟอร์เมชั่น เพื่อให้มีความคล่องตัว ลดความซ้ำซ้อน ตลอดจนช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรสายสนับสนุนให้รองรับระบบดิจิทัลได้

การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือภายใต้โครงการ“Huawei ICT Academy” หัวเว่ย ได้สนับสนุนหลักสูตรและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้านไอซีทีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น 5G, Cloud Computing, IoT และ Big Data เพื่อให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์การใช้โซลูชั่นจริง ที่จะช่วยส่งเสริมความคิดในเชิงสร้างสรรค์ ช่วยพัฒนาความรู้ในด้านเทคโนโลยี ตลอดจนช่วยส่งเสริมและพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในด้านเทคโนโลยีเฉพาะทาง พร้อมก้าวเข้าสู่สายอาชีพในภาคอุตสาหกรรมต่อไป

สกสว.-PMU ร่วมเตรียมทำแผนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปีงบ68 ผลักดันการใช้ผลงานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759340

สกสว.-PMU ร่วมเตรียมทำแผนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปีงบ68 ผลักดันการใช้ผลงานวิจัย

สกสว.-PMU ร่วมเตรียมทำแผนนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ปีงบ68 ผลักดันการใช้ผลงานวิจัย

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.59 น.

สกสว.จัดประชุมชี้แจงแนวทางการจัดสรรงบประมาณด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (RU) ประจำปีงบประมาณ 2568 ให้กับ PMU มุ่งบริหารจัดสรรงบ 5,000 ล้านบาท เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ และมีความคุ้มค่า

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สกสว. จัดการประชุมชี้แจง “แนวทางการจัดทำคำของบประมาณแผนงานย่อยรายประเด็นด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization: RU) ประจำปีงบประมาณ 2568” ให้กับหน่วยบริหารและจัดการทุน หรือ PMU เพื่อชี้แจงถึงแนวทางการจัดทำแผนด้าน RU และหัวข้อสำคัญที่จะมุ่งเน้นดำเนินการ ในปีงบประมาณ 2568 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) เป็นกองทุนที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานด้านการวิจัยของหน่วยงานทุกภาค โดยมีแผน Quick Win (ช่วง 6 เดือน – 1 ปี) ในประเด็นต่าง ๆ ประกอบด้วย 1) การแก้ปัญหาความยากจนด้วย ววน. 2) การจัดการน้ำ 3) PM2.5 4) การร่วมทุนกับเอกชนใน BCG และ Smart Cities 5) การพัฒนากำลังคนด้านการท่องเที่ยว สำหรับแผนระยะกลาง (ช่วง 2-3 ปี) ประกอบด้วย 1) นวัตกรรมการแพทย์สู่ สปสช. 2.) ระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภูมิภาค 3.) การเป็นศูนย์กลางกำลังคนทักษะสูงและศูนย์กลางความรู้ของภูมิภาค 5 เรื่อง โดยเฉพาะ  BCG การแพทย์ เกษตรอาหารมูลค่าสูง พลังงานชีวภาพ ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4) Reskill-upskill โดยร่วมมือกับ สป.อว. กกอ. และแผนงาน ววน. เรื่อง พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาและ learning cities

สำหรับปีงบประมาณ 2568 ได้มีการเสนอกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. รวม 42,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีงบประมาณด้าน RU วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานภายใต้ “ยุทธศาสตร์ที่ 1” การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนพร้อมสู่อนาคตโดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ “ยุทธศาสตร์ที่ 2” การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ในส่วนของการจัดทำแผนงานด้าน RU ประจำปีงบประมาณ 2568 สกสว. ได้เสนอให้มีการ Re-Design แผนงาน โดยให้มีการดำเนินงานทั้งแบบ Top Down และ Bottom Up  และเสนอให้เลือกแบบ Sector Base หรือ Issue Base และ Cross Cutting หน่วยงาน โดย สกสว. มุ่งเน้นประเด็นหลักในการดำเนินงาน ได้แก่ การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ยานยนต์ไฟฟ้า สิ่งแวดล้อมและสังคมคาร์บอนต่ำ เศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สังคมสูงวัย และการบริหารจัดการภาครัฐ

ด้าน รศ. ดร.สุดสวาสดิ์ ดวงศรีไสย์ รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบ ววน. ด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ กล่าวเสริมในส่วนของเกณฑ์การคัดเลือกหัวข้อสำคัญ ประกอบด้วย 1. สร้างผลกระทบได้ชัด มีกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ (Beneficiary) ชัดเจน และมีขนาดใหญ่ 2. สามารถดำเนินการให้บรรลุผล หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ภายใน 1 ปี 3. มีงานวิจัยพร้อมใช้ มีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินงาน และ/หรือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่พร้อมในระดับหนึ่งตลอดห่วงโซ่คุณค่า และ 4. มี Key Player หลักเข้าร่วม และมีกลไกขับเคลื่อนชัดเจน โดยการประชุมระดมสมองร่วมกับ PMU ในครั้งนี้ เพื่อให้ได้ตัวอย่างหัวข้อสำคัญที่จะดำเนินการในแผนด้าน RU ประจำปีงบประมาณ 2568 แบบ Top Down รวมทั้งได้แนวทางการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแผนด้าน RU ร่วมกับหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในประเด็นนั้น ๆ ซึ่งมีแผนจะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2566 ต่อไป

“สกสว. เป็นหน่วยงานกลางในการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) มีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน”