ปลดล็อกการศึกษาพระ-เณร! ‘พวงเพ็ชร’เผย ครม.ผ่านงบฯพระปริยัติธรรม 346 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759233

ปลดล็อกการศึกษาพระ-เณร! 'พวงเพ็ชร'เผย ครม.ผ่านงบฯพระปริยัติธรรม 346 ล้าน

ปลดล็อกการศึกษาพระ-เณร! ‘พวงเพ็ชร’เผย ครม.ผ่านงบฯพระปริยัติธรรม 346 ล้าน

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 09.57 น.

“พวงเพ็ชร”เผย ครม.ผ่านงบฯพระปริยัติธรรม 346 ล้าน ปลดล็อกการศึกษาพระ-เณรไทย เจ้าคุณประสาร ม.จุฬาลงกรณ ชื่นชม รมต.ใหม่รับปากไว้ทำได้ทันที

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2566 นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าตอบแทนรายเดือนแก่เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) จำนวน 3,320 อัตรา จำนวน 346,726,400 บาท ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เสนอ

นางพวงเพ็ชร กล่าวว่า ภายหลังที่ได้รับมอบหมายจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กำกับ ดูแล และสั่งราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ลงพื้นที่กราบพระเถระตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสอบถามรับฟังปัญหาจากพระเถระตามวัดต่างๆ ได้ให้ข้อเสนอแนะ พร้อมเสนอปัญหาของกิจการคณะสงฆ์ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณของการศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ที่ยังไม่เคยได้รับเลย ทำให้การบริหารการศึกษาในส่วนนี้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเมื่อรับทราบปัญหา รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเร่งนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ

ทางด้าน พระราชวัชรสารบัณฑิต หรือ เจ้าคุณประสาร รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร.เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ (25 ก.ย.) ได้พบ นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในงานแถลงข่าว 338 ปี วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เข้าใจและรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขและช่วยเหลือคณะสงฆ์อย่างเต็มที่ ไม่เฉพาะเรื่องนี้ หมายรวมถึงในทุกๆ เรื่องที่เป็นภาระหน้าที่รับผิดชอบ ภายหลังที่ได้รับทราบมติคณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าตอบแทนรายเดือนแก่เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ได้สอบถามไปตาม จศป.ต่างๆ ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศต่างก็อนุโมทนาสาธุการ อนุโมทนาในบุญกุศลที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาของคณะสงฆ์ ให้การอุปถัมภ์ต่อการศึกษาในส่วนของพระสงฆ์ สามเณรที่เป็นเนื้อนาบุญ ที่สำคัญท่านรับปากกับพระไว้อย่างไร ท่านก็ทำให้ได้ทันท่วงที จึงเป็นการปลดล็อกปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาและหมักหมมมายาวนาน

“ต่อจากนี้ไปงานการพระศาสนาในทุกๆ ด้าน ทั้งการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ธรรมศึกษา บาลี บาลีศึกษา ปริยัติสามัญ และมหาวิทยาลัยสงฆ์ในสังกัด อว.คงจะมีความหวังมากขึ้นจากภาครัฐ ทั้งในเชิงนโยบายและการปฎิบัติของรัฐบาลที่มีต่อคณะสงฆ์ทั้งประเทศ” พระราชวัชรสารบัณฑิต กล่าว

‘ชไนเดอร์’หนุน‘สอศ.-มจพ.’ ฝึกนศ.เพิ่มทักษะ‘ไฟฟ้า-ออโตเมชั่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759161

‘ชไนเดอร์’หนุน‘สอศ.-มจพ.’ ฝึกนศ.เพิ่มทักษะ‘ไฟฟ้า-ออโตเมชั่น’

‘ชไนเดอร์’หนุน‘สอศ.-มจพ.’ ฝึกนศ.เพิ่มทักษะ‘ไฟฟ้า-ออโตเมชั่น’

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และมูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือเพื่อมอบชุดฝึกสำหรับการเรียนรู้และการฝึกอบรมทางด้านไฟฟ้าและออโตเมชั่น ให้กับ 15 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดย นายฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริคและประธานมูลนิธิชไนเดอร์อิเล็คทริค เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2552 มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริคพร้อมด้วยโครงการ Youth Educationและ Entrepreneurship มุ่งมั่นในการให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาที่กำหนดโดยผลกระทบด้านความยั่งยืนของชไนเดอร์ อิเล็คทริค

โดยมีเป้าหมายลดช่องว่างด้านการศึกษาผ่านการให้การสนับสนุนเรื่องการฝึกอบรมแก่เยาวชน 1 ล้านคน และผู้ประกอบการ10,000 ราย ภายในสิ้นปี 2568 ซึ่งมูลนิธิชไนเดอร์ มุ่งเป้าในการมีส่วนร่วมสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างความทัดเทียมมากยิ่งขึ้น ด้วยการอาศัยความเชี่ยวชาญ และบรรดาพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อจุดประกายให้กับคนรุ่นใหม่และชุมชนในวงกว้างเพื่อขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้นผ่านการพัฒนาที่ยั่งยืน

“การร่วมมือระหว่างมูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค และชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย จะให้การสนับสนุนด้วยการมอบสื่อการสอน จัดซื้ออุปกรณ์ด้านเทคนิค และการฝึกอบรมผู้สอน โดยทาง Asia Society for Social Improvement and Sustainable Transformation (ASSIST) จะประสานความร่วมมือในครั้งนี้ ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา” ประธานบริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว

ด้าน นายสเตฟาน นูสส์ ประธานคลัสเตอร์ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลประเทศไทย ลาวและเมียนมากล่าวว่า วันนี้ทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมต่างมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คือ การทรานส์ฟอร์มไปสู่ดิจิทัล มีการรวมกันระหว่างเทคโนโลยี IT และ OT เข้าด้วยกันและใช้ประโยชน์จากดิจิทัลในการทำงานในกระบวนการต่างๆ เช่น การมอนิเตอร์พลังงาน และกระบวนการต่างๆ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ในเชิงลึกได้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในเชิงบวก รวมถึงการประหยัดพลังงาน และคาดการณ์แนวโน้มในการซ่อมบำรุงได้ พร้อมทั้งสร้างความยั่งยืนควบคู่กันไป

“ดังนั้นความท้าทายของผู้เริ่มทำงานคือการทำความเข้าใจกับระบบใหม่ๆ นี้ให้เข้าใจ ก่อนเข้าสู่การทำงานจริง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีความยินดีในการมอบสื่อการสอนที่จะทำให้นักศึกษาสามารถบ่มเพาะความรู้จากเทคโนโลยีของเราเพื่อการทำงานที่มั่นคงในอนาคต” นายสเตฟานกล่าว

สำหรับประเทศไทย ในครั้งนี้มูลนิธิชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีการลงนามความร่วมมือกับสถาบันการอาชีวศึกษาภาคตะวันออกในปี 2565 และกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ตั้งเป้าฝึกอบรมนักศึกษาระดับอาชีวศึกษาสาขาไฟฟ้าทั่วประเทศให้ได้ 55,000 คน ตลอดระยะเวลาความร่วมมือถึงปี 2570 โดยนักศึกษาแต่ละคนจะต้องได้รับการฝึกอบรมทางด้านไฟฟ้าและออโตเมชั่นเป็นเวลา 180 ชั่วโมง หรือ1 ภาคการศึกษา โดยมอบหมายให้ ASSIST เป็นผู้วัดผลการดำเนินการทุกไตรมาส

‘สถ.’จับมือ‘สสส.’หนุนท้องถิ่น สร้าง‘พื้นที่แห่งโอกาส’เพื่อเด็ก-เยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759162

‘สถ.’จับมือ‘สสส.’หนุนท้องถิ่น สร้าง‘พื้นที่แห่งโอกาส’เพื่อเด็ก-เยาวชน

‘สถ.’จับมือ‘สสส.’หนุนท้องถิ่น สร้าง‘พื้นที่แห่งโอกาส’เพื่อเด็ก-เยาวชน

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพนมเทียน เส้งวั่นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวในงานมอบรางวัลเพื่อคนการศึกษาท้องถิ่น (Local Education Award 2023) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า สถ. น้อมนำพระบรมราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 10 เรื่องการศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน 1.มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2.มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีคุณธรรม 3.มีงานทำ มีอาชีพ สามารถเลี้ยงตัวและเลี้ยงครอบครัวได้ และ 4.เป็นพลเมืองดี สถานศึกษาและสถานประกอบการ ส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสทำหน้าที่พลเมืองดี

โดยปัจจุบันจะเห็นว่าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ต่างๆ ได้รับความชื่นชม ได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองเพิ่มขึ้น จนบางแห่งต้องแย่งกันจองคิวส่งบุตรหลานเข้าไปเรียน ซึ่งการมอบรางวัลเพื่อคนการศึกษาท้องถิ่นครั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาท้องถิ่น ประกอบด้วยรางวัลโรงเรียนต้นแบบเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในสถานศึกษาสังกัด อปท. จำนวน 7 รางวัล รางวัล อปท. ต้นแบบส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชน 46 รางวัล

รางวัลเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติครูสอนเด็กด้อยโอกาส 25 รางวัล และรางวัลประกวดคลิปวีดีโอรำวงมาตรฐานประกอบเพลง “รำวงมหาดไทยเพื่อคนไทย” ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษาระดับปฐมวัยสังกัด อปท. 20 รางวัล นับเป็นการมอบรางวัลครั้งแรกหลังจากมี พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 และฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้ อปท. มีหน้าที่ในกิจการสภาเด็กและเยาวชน และเกิดการกำหนดให้เยาวชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมทำงานร่วมกับท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้กับ อปท.อื่นๆทั่วประเทศต่อไป

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การพัฒนาและ
ส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้เท่าทันต่อสถานการณ์โลกยุคใหม่ เป็นความท้าทายใหม่ของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอปท. กลไกรัฐที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชนมากที่สุด ซึ่งแม้ อปท. มีการจัดตั้งสภาเด็กและเยาวชนระดับท้องถิ่นขึ้นตามกฎหมายส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติทั้งสิ้น 7,774 แห่ง

แต่ในกฎหมายไม่ได้กำหนดแนวทาง หรือวิธีการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างชัดเจน ส่งผลให้ท้องถิ่นระดับต่างๆ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาลตำบล (ทต.) เทศบาลเมือง (ทม.) เทศบาลนคร (ทน.) ต้องการแผนงานและแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนอย่างเป็นระบบ รวมถึงตัวอย่าง หรือต้นแบบที่จะทำให้การขับเคลื่อนงานด้านเด็กเยาวชนให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก

น.ส.ณัฐยา กล่าวต่อไปว่า สสส.เล็งเห็นโอกาสสร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายจากเยาวชนคนท้องถิ่น ด้วยการสนับสนุนให้เกิด “พื้นที่แห่งโอกาส” ให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพ มีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการในกระบวนการพัฒนานโยบายในระดับท้องถิ่นและเรียนรู้ผ่านการลงมือทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่นของตน ทำให้เกิดทักษะในศตวรรษที่ 21ทั้งการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ ทำงานเป็นทีม และสื่อสารสร้างสรรค์ ช่วยลดปัญหาสุขภาวะทางจิต เกิดความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตนเอง

โดย สสส. สนับสนุนมูลนิธินวัตกรรมสร้างสรรค์สังคมให้เข้ามาร่วมทำงานสร้างเสริมศักยภาพบุคลากรท้องถิ่น เพื่อเพิ่มทักษะให้บุคลากรที่ต้องทำงานกับเด็กและเยาวชน ทั้งหลักสูตรออนไลน์ที่ http://www.coachforchange.coและออนไซด์ ทำให้การทำงานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชน ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้เด็กมาร่วมงาน แต่เป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมคิดร่วมทำและร่วมรับผิดชอบ

ได้มีส่วนร่วมดูแลแก้ไขปัญหาในชุมชนพื้นที่ของตนเอง ซึ่งก็ได้รางวัลเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ด้วย อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเป็นห่วงทิศทางการทำงานด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสภาเด็กและเยาวชนท้องถิ่นในอนาคต เพราะการถ่ายโอนภารกิจมาสู่ อปท.ทั่วประเทศยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จะส่งผลให้อปท. ยังไม่สามารถขับเคลื่อนงานสภาเด็กและเยาวชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

‘นศ.’มุ่งมั่นพัฒนา‘กายอุปกรณ์’ช่วยคนพิการ คว้ารางวัลชนะเลิศ“Best Survivor Award’แห่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759159

‘นศ.’มุ่งมั่นพัฒนา‘กายอุปกรณ์’ช่วยคนพิการ  คว้ารางวัลชนะเลิศ“Best Survivor Award’แห่งปี

‘นศ.’มุ่งมั่นพัฒนา‘กายอุปกรณ์’ช่วยคนพิการ คว้ารางวัลชนะเลิศ“Best Survivor Award’แห่งปี

วันพุธ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“เพราะโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ทันและให้อยู่รอด” มูลนิธิเอสซีจี จึงได้ร่วมกับ บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ Best Survivor Awards จัดแคมเปญ Gen Will Survive และกิจกรรม “Best Survivor Awards” เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่ที่มี Hard skill และ Soft skill ในการเอาตัวรอด และเรื่องราวของเขาสามารถเป็นแรงบันดาลใจที่จะส่งต่อให้กับทุกๆ คนได้ ซึ่ง Best SurvivorAwards ได้รับการตอบรับอย่างเกินคาดเพราะเป็นครั้งแรกที่เปิดให้คน Gen Zได้เปิดอกแชร์เรื่องราวของตนเองสู่สาธารณะ

มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมเกือบ 500 คน และมีคณะกรรมการาคัดเลือกอย่างเข้มข้น นำโดย ผศ.ดร.วิรุจกิจนันทวิวัฒน์ ประธานสาขาวิชาธุรกิจและอาชีวศึกษา ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมด้วย ณัฏฐ์อาภาผ่องทิพาภรณ์ ผู้สื่อข่าวและ Content Creator สำนักข่าวสปริงนิวส์ รวมถึง เอแคลร์ จือปาก และ MonsterFon ร่วมกันพิจารณาตัดสินรางวัล

โดยพิจารณาจากเรื่องราวน่าประทับใจ และเป็นแบบอย่างที่ดีมีความตรงโจทย์ ชัดเจน น่าสนใจ และแสดงให้เห็นถึงการนำทักษะ ทั้ง Hard skill และ Soft skill มาปรับใช้ให้ชีวิตดีขึ้น สำหรับผลการตัดสินรางวัล Best Survivor Awards ครั้งแรกของประเทศไทยนั้น “รางวัลชนะเลิศ” คือ นายสุรพรชัย ธรรมศิริ นักศึกษาสาขากายอุปกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท

“รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่น.ส.เพ็ญนภา สิงห์สนั่น คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง” ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท เอสซีจีและ “รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ น.ส.อรนรินทร์ ศิริปุลินพงศ์ ชั้นปี 3 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการและการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง” ได้รับรับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาทนอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยอีก5 รางวัล รับเงินรางวัลละ 3,000 บาทพร้อมประกาศนียบัตรจากมูลนิธิเอสซีจี

ผศ.ดร.วิรุจ ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า ชิ้นงานที่ส่งเข้ามา ต่างมีจุดเด่นที่ดีและแตกต่างกัน แสดงให้เห็นถึงการใช้ทักษะในการเอาตัวรอดในศตวรรษนี้ดีมากๆ ทำให้ตัดสินได้ยาก แต่เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์การตัดสิน พบว่าผู้ที่ได้รางวัลชนะเลิศมีแรงบันดาลใจที่ดี มีการตั้งเป้าหมายในชีวิต และมีการลงมือทำที่แม้ว่าระหว่างทางจะมีอุปสรรคปัญหาแต่ก็ไม่ได้ย่อท้อ

“นอกจากนี้สิ่งที่เขาทำ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังทำเพื่อผู้อื่น และก็ไม่ได้ทำในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทำมาตั้งแต่เป็นนักเรียน และเป็นแรงบันดาลใจให้ต่อยอดมาจนถึงเป็นนักศึกษา เรื่องราวของผู้ชนะ เหมาะสมที่จะส่งต่อให้ผู้อื่นได้มีโอกาส มีกำลังใจ ลงมือทำโดยไม่ย่อท้อเพื่อให้ประสบความสำเร็จได้” ผศ.ดร.วิรุจ กล่าว

ด้านนายสุรพรชัย ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ กล่าวว่า ตนมีความมุ่งมั่นอยากช่วยเหลือคนอื่นโดยเฉพาะคนพิการ เมื่อมีโอกาสได้พบกับเด็กออทิสติกที่กล้ามเนื้อบริเวณข้อมือมีปัญหา ไม่สามารถจับดินสอเหมือนเด็กคนอื่นได้ จึงได้นำความสนใจที่มีอยู่ผนวกเข้ากับปัญหาที่พบมา เพื่อจะแก้ปัญหาตรงนี้จนกลายเป็นบอร์ดฝึกเขียนสำหรับเด็กออทิสติกที่จะช่วยให้เด็กออทิสติกสามารถเรียนรู้ร่วมกับเด็กปกติได้ ทั้งนี้ ตนเปรียบชีวิตของตนเองกับรองเท้าบู๊ท

โดยรองเท้าบู๊ทข้างแรกคือการรู้จักตัวเอง ที่จะต้องมีสติพร้อมเผชิญกับสิ่งที่ต้องพบเจอและพร้อมที่จะปรับตัวกับสิ่งที่จะพบเจอในอนาคตเพื่อให้อยู่รอดได้ ซึ่งในวันนี้ได้ค้นหาตนเองเจอแล้ว จากความชอบความสนใจที่มีอยู่มาลงตัวที่สาขาที่เลือกเรียน ในปัจจุบันที่เกี่ยวกับการผลิตแขน-ขาเทียมเพื่อผู้พิการ ที่จะสานต่อความชอบและความฝันให้เป็นจริงในอนาคต ส่วนรองเท้าบู๊ทอีกข้าง คือ การวางแผนเพื่ออนาคต ซึ่งเป้าหมายขอตนคือ “การได้มีโอกาสไปเรียนต่อด้านกายอุปกรณ์ที่ประเทศญี่ปุ่น” นำเทคนิคต่างๆ กลับมาพัฒนาต่อ เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตคนพิการดีขึ้น

“การรู้จักตัวเอง รู้ความชอบ ความถนัดของตัวเอง เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบ 100% เราจะมีความสุขในการทำงาน ต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้ เพราะคนอื่นต้องการ คนรอบข้างต้องการ หรือเราต้องการให้เป็นแบบนี้จริงๆ เราลองลดความคาดหวังและเอาความคาดหวังมาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ต้องการจริงๆ ดีกว่า” นายสุรพรชัย กล่าว

สำหรับผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศทั้งสองคน ก็ไม่ต่างกัน ตรงที่ไม่เคยปฏิเสธการเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ รวมถึงการมองหาโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น และยังมีความมุมานะพยายาม สามารถนำความชอบ มาสู่อาชีพได้ และปรับตัว ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนต่างมีรายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ ตั้งแต่ยังไม่จบการศึกษา โดย น.ส.เพ็ญนภา ที่เริ่มจากการขายของออนไลน์ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักออกแบบกราฟิก และ น.ส.อรนรินทร์ ที่ไปได้ดีจากการไลฟ์ขายของออนไลน์จนสามารถทำรายได้หลักแสน ก่อนจะมีความฝันที่อยากเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าที่ตั้งเป้าว่าแบรนด์ของเธอจะเป็นแบรนด์ในใจของทุกคน

โลกปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา คนที่ปรับตัวได้เร็ว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนั้นได้เท่านั้น ที่จะอยู่รอดได้ในโลกใบนี้ มูลนิธิเอสซีจีจึงได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรูเพื่ออยู่รอด “Learn to Earn” และการพัฒนาทักษะเพื่อเป็นอาวุธให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ พร้อมออกไปใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ เลี้ยงดูตนเองได้ดูแลครอบครัวได้ และพร้อมส่งต่อโอกาสให้กับคนอื่นๆ ในสังคมต่อไป

สามารถติดตามความคืบหน้าและติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิเอสซีจี ได้ที่ http://www.scgfoundation.org และเฟซบุ๊ก LEARNtoEARN และ Tiktok LEARNtoEARN

จุฬาฯร่วมมือกรมสรรพากรพัฒนา หลักสูตรจัดการและการจัดเก็บภาษี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758958

จุฬาฯร่วมมือกรมสรรพากรพัฒนา  หลักสูตรจัดการและการจัดเก็บภาษี

จุฬาฯร่วมมือกรมสรรพากรพัฒนา หลักสูตรจัดการและการจัดเก็บภาษี

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร ลงนามความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรสหวิทยาการ และรายวิชาการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านการบริหารจัดการ และการจัดเก็บภาษีอากร เมื่อเร็วๆ นี้ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิตในครั้งนี้ถือเป็นการร่วมสร้างองค์ความรู้ทางด้านวิชาการร่วมกับวิชาชีพ ระหว่างสถาบันการศึกษากับหน่วยงานภาครัฐ เป็นการสร้างองค์ความรู้แบบบูรณาการศาสตร์สหสาขาวิชา ทั้งด้านพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เป็นการเรียนรู้ ในรูปแบบที่ยืดหยุ่น ไม่จำกัดแค่ในเฉพาะในห้องเรียน

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ความร่วมมือกับจุฬาฯ ในครั้งนี้ถือเป็นการสร้างและพัฒนาบุคลากรของกรมสรรพากรให้มีความเชี่ยวชาญและมีความลุ่มลึกด้านการบริหารจัดเก็บภาษีอากร สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลจาก Big Data ที่กรมสรรพากรได้รับมาจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศได้ เพื่อบริหารจัดการและใช้ข้อมูลเหล่านั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดเก็บภาษี รวมทั้งพัฒนาบุคลากรให้ทักษะการปฏิบัติงานด้านการจัดเก็บภาษีผ่านการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างบริการใหม่ๆ ให้ตรงใจผู้เสียภาษีมากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันออกแบบและพัฒนาหลักสูตรสหสาขาวิชาระดับบัณฑิตศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียนและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและสังคม หลักสูตรที่เปิดสอนจะมีในระดับปริญญาโท ทางด้านการบริหารจัดเก็บภาษี และด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริหารจัดเก็บภาษี และจะร่วมกันพัฒนารายวิชาการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านการบริหารจัดการ และการจัดเก็บภาษีอากร เพื่อการพัฒนาทักษะของบุคลากรกรมสรรพากร และบุคคลทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต CUGS Academy

นศ.กายอุปกรณ์ ศิริราช ชนะเลิศ ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758959

นศ.กายอุปกรณ์ ศิริราช ชนะเลิศ  ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ

นศ.กายอุปกรณ์ ศิริราช ชนะเลิศ ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิเอสซีจี ร่วมกับ บริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ Best Survivor Awards จัดแคมเปญ Gen Will Survive และกิจกรรม Best Survivor Awards เฟ้นหาสุดยอดคนรุ่นใหม่ที่มี Hard skill และ Soft skill ในการเอาตัวรอด เพื่อเป็นแรงบันดาลใจที่จะส่งต่อให้กับทุกๆ คนได้ โดยมีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดเกือบ 500 คน

สำหรับผลการตัดสินรางวัล Best Survivor Awards ครั้งแรกของประเทศไทยนี้ ผู้ชนะเลิศ คือ นายสุรพรชัย ธรรมศิริ นักศึกษาสาขากายอุปกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นางสาวเพ็ญนภา สิงห์สนั่น คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ นางสาวอรนรินทร์ศิริปุลินพงศ์ ชั้นปี 3 คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการและการเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีรางวัลชมเชยอีก 5 รางวัล รับเงินรางวัลละ 3,000 บาทพร้อมประกาศนียบัตรจากมูลนิธิเอสซีจี

แสนสิริ สานต่อ ‘ราชบุรีโมเดล’ ปีที่ 2 แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758961

แสนสิริ สานต่อ ‘ราชบุรีโมเดล’ ปีที่ 2  แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบโรงเรียน

แสนสิริ สานต่อ ‘ราชบุรีโมเดล’ ปีที่ 2 แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริได้ดำเนินโครงการ ZERO DROPOUT เด็กทุกคนต้องได้เรียน ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 3 ปี (เริ่มตั้งแต่ปี 2565 – 2567) นำร่องแห่งแรกที่จังหวัดราชบุรี ให้เป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างกลไกการเปลี่ยนแปลงการศึกษาระดับประเทศ ช่วยเด็กหลุดจากการศึกษาเป็น “ศูนย์” ในปี 2567 ภายใต้การดำเนินงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และสมัชชาการศึกษาราชบุรี ร่วมด้วยแสนสิริที่สนับสนุนเงินทุนในโครงการจำนวน 100 ล้านบาท ซึ่งได้ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 2 ที่ผ่านมาได้เห็นความคืบหน้าและความสำเร็จตามแผนงานที่วางไว้ อย่างเช่น การสร้างโมเดลการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เพื่อเป็นตัวเลือกทางการศึกษาแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ ตลอดจนการเปิดพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้ตอบโจทย์ชีวิต และการมอบทุนสนับสนุนเยาวชนการศึกษาทางเลือกให้กับน้องเยาวชนและเด็กชาติพันธุ์ในพื้นที่

โครงการ ZERO DROPOUT เด็กทุกคนต้องได้เรียน สามารถลดจำนวนเด็กเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา รวมไปถึงเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้วให้สามารถได้รับการศึกษาและพัฒนาให้มีทักษะการทำงานในโลกยุคใหม่ ได้แล้วจำนวน 9,311 คน จากทั้งหมด 10 อำเภอและล่าสุดคือโมเดลการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ซึ่งปัจจุบันเริ่มต้นแล้วใน 12 โรงเรียน ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และมีแผนสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อขยายไปทุกเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดราชบุรี พื้นที่การเรียนรู้รูปแบบใหม่นี้ เอื้อให้โรงเรียนจัดการศึกษา ได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.การศึกษาในระบบ ซึ่งเป็นหลักสูตรทั่วไปตามโรงเรียน 2.การศึกษานอกระบบ มีความยืดหยุ่นขึ้นด้วยเนื้อหาหลักสูตรสอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียนแต่ละกลุ่ม และ 3.การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ ทั้งสามรูปแบบ สามารถเทียบโอนผลการเรียนที่สะสมไว้ในระหว่างการเรียนรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ รวมถึงจากการเรียนรู้นอกระบบ ตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน รวมถึงการสร้างศูนย์การเรียนรู้ สร้างโอกาส พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนร่วมจัดการศึกษาได้อย่างเต็มที่ ออกแบบการเรียนรู้เป็นรายคน (PersonalizedLearning) มีความยืดหยุ่นทั้งเวลา รูปแบบ และเงื่อนไขการเข้าเรียน ไม่มีข้อจำกัดเรื่อง อายุของผู้เรียน สามารถเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยได้ มีความร่วมมือกับสถานประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่หรือเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อไปฝึกงาน เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่มีกรอบของห้องเรียนหรือโรงเรียน เรียนได้ทุกที่ ทั้งที่บ้าน ชุมชน ธรรมชาติ และแหล่งเรียนรู้อื่นๆ เช่น Mobile School

มจธ. เปิดโปรแกรม “SoCHAMP” พัฒนาความเป็นผู้นำของนักศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758962

มจธ. เปิดโปรแกรม “SoCHAMP” พัฒนาความเป็นผู้นำของนักศึกษา

มจธ. เปิดโปรแกรม “SoCHAMP” พัฒนาความเป็นผู้นำของนักศึกษา

วันอังคาร ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์สุเมธ ท่านเจริญประธานโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในฐานะที่ปรึกษาของกิจกรรม SoCHAMP กล่าวว่า มจธ. เปิด “โปรแกรมสร้างผู้นำในการเปลี่ยนแปลงสังคม SoCHAMP (Social Change Agent Maker Program)” เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาผู้นำนักศึกษา ที่คล้ายๆ กับการสร้างหัวรถจักรรถไฟ ที่แต่ละหัวจะทำหน้าที่ลากจูงโบกี้ที่ประกอบไปด้วยนักศึกษาในคณะและภาควิชาต่างๆ ผ่านการทำกิจกรรมที่สามารถสร้างการ เปลี่ยนแปลงทั้งกับตนเองและสังคม สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของ มจธ. ที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สามารถนำความรู้แนวทางปฏิบัติไปเผยแพร่และขยายผลต่อชุมชนและสังคมรอบข้าง เพื่อให้เกิดความยั่งยืน หรือ “Sustainability Change Agents”

สำหรับเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้ คือ การสร้างผู้นำของการสร้างการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัยและสังคม ให้กับกลุ่มนักศึกษาชั้นปี 3 และปี 4 ที่มีลักษณะความเป็นผู้นำสูงจากคณะต่างๆ ปีละประมาณ 60 คน ผ่านกิจกรรมในรูปแบบของค่ายผู้นำทางความคิด เพื่อปลูกฝังแนวคิดและทัศนคติของการทำงานเพื่อส่วนรวมด้วยการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหัวข้อที่ตนเองสนใจ พร้อมทั้งมีการให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นในการบริหารโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ พร้อมกับได้เขียนโครงการกิจกรรมเพื่อสังคมในประเด็นที่เขาสนใจ เพื่อส่งต่อสิ่งเหล่านี้ให้กับเพื่อนๆ และน้องๆ ในคณะหรือภาควิชาของตนเองต่อไป

ดร.ปนาลี แทนประสาน ผู้อำนวยการสำนักกิจการนักศึกษา มจธ. กล่าวเสริมว่านอกจาก SoCHAMP ที่เปรียบเสมือนหัวขบวนรถจักรแล้ว มจธ.ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคมและกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่างๆ อีกหลายโบกี้ “กิจกรรมจิตอาสาของ มจธ. จะเน้นให้นักศึกษาได้สัมผัสและลงมือทำจริงๆ และเรายังให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่มีความต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้ในปีต่อไปรุ่นน้องที่เคยร่วมโครงการนี้สามารถรับช่วงและส่งต่อกิจกรรมและแนวคิดของการทำงานเพื่อสังคมไปสู่รุ่นต่อๆ ไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนักศึกษา SoCHAMP ที่ร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว”

ผอ.สกสว.นำคณะผู้บริหารเข้าพบ ‘รัฐมนตรีศุภมาส’ นำเสนอแผนงาน Quick win

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758887

ผอ.สกสว.นำคณะผู้บริหารเข้าพบ 'รัฐมนตรีศุภมาส' นำเสนอแผนงาน Quick win

ผอ.สกสว.นำคณะผู้บริหารเข้าพบ ‘รัฐมนตรีศุภมาส’ นำเสนอแผนงาน Quick win

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.22 น.

คณะผู้บริหาร สกสว. นำโดย รศ.ดร.ปัทมาวดี เข้าพบ “รัฐมนตรีศุภมาส” นำเสนอระบบ ววน. และ แผนงาน  “Quick win” ในระยะ 6 เดือน – 1 ปี  พร้อมแผนงานระยะกลาง 2 – 3 ปี เพื่อเสริมศักยภาพการขับเคลื่อนประเทศด้วย ววน. และความต้องการของประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รศ.ดร. ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  สกสว. นำคณะผู้บริหารเข้าพบ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ร่วมแสดงความยินดีในการเข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมทั้งนำเสนอเกี่ยวกับระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และข้อมูลกรอบวงเงินงบประมาณด้าน ววน. ปี 2567 จำนวน 31,100 ล้านบาท และ ปี 2568 จำนวน 42,000 ล้านบาท เพื่อนำเสนอแก่สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ ประเทศไทยลงทุนด้าน ววน. น้อยกว่ามาเลเซีย อินเดีย และจีน  จึงมีเป้าหมายยกระดับการลงทุนด้าน ววน.ให้เป็นร้อยละ 2 ของ GDP  ในปี 2570  ซึ่งต้องเพิ่มจากร้อยละ 1.33 ในปัจจุบัน

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าวถึงผลที่คาดว่าจะได้รับของแผนการลงทุนด้าน ววน. ปี พ.ศ. 2566-2570   ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์ โดยการดำเนินงานของหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU)  9 หน่วย และหน่วยงานวิจัยทั้งในและนอกกระทรวง อว. อีก 180 หน่วยงาน  คือ การทำให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางในปี 2580  พึ่งตนเองด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน  โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีผลตอบแทนจากการลงทุนคุ้มค่า 2.98 เท่า และมีเอกชนและหน่วยงานร่วมทุนอีกประมาณ 2,000 ล้านบาทในปี 2566

นอกจากการดำเนินงานดังกล่าวแล้ว สกสว. ยังได้นำเสนอแผนงาน Quick win แก่รัฐมนตรีกระทรวง อว. ในระยะ 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งมีโมเดลความสำเร็จจากการวิจัยและนวัตกรรมที่น่าจะนำไปขยายผลได้ ประกอบด้วย 1. การแก้ปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ 2.การจัดการน้ำและการเตรียมการในภาวะเอลนีโญ 3. การแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างเป็นระบบ 4. การร่วมทุนกับเอกชนในอุตสาหกรรม BCG และ Smart Cities และ 5.การพัฒนากำลังคนเพิ่มเติมด้านการท่องเที่ยว พร้อมแผนงานระยะกลาง 2 – 3 ปี ประกอบด้วย 1.นวัตกรรมการแพทย์สู่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) 2.การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภูมิภาคด้วย ววน. 3. การเป็นศูนย์กลางกำลังคนทักษะสูงและศูนย์กลางความรู้ของภูมิภาค 5 เรื่อง โดยเฉพาะ BCG การแพทย์ เกษตรอาหารมูลค่าสูง พลังงานชีวภาพ ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.Reskill-upskill โดยความร่วมมือกับ สป.อว. กกอ. และภาคเอกชน และ 5. การปรับตัวและลดความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจหมุนเวียนและการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน

แผนงานดังกล่าว สอดคล้องกับแนวนโยบายด้าน ววน. ของ รัฐมนตรี อว. โดยการเน้น “วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ ตรงความต้องการ” และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ อาทิ เรื่องของ Go Green, ความยั่งยืน , ความเป็นกลางทางคาร์บอน , เศรษฐกิจชีวภาพ, เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นต้น รวมทั้งการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ โดยมีหลักการสำคัญ คือ “เอกชนนำ รัฐสนับสนุน” โดยให้เอกชนผู้ที่จะใช้ประโยชน์เป็นผู้กำหนดทิศทางว่าควรจะทำเรื่องอะไร อย่างไร แล้วสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ ของ อว. จะเข้าไปดำเนินการและสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ใช้ความต้องการเป็นตัวนำ (market-driven) พร้อมปลดล็อกระเบียบ ข้อจำกัดต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เกิดประโยชน์ ความคุ้มค่า และตอบโจทย์ประเทศให้มากที่สุด

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาเยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758880

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาเยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาเยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

วันจันทร์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.13 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาเยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

25 กันยายน 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ  นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2566  ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 156 สถาบัน 910 ทุน รวมงบประมาณ 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน)  เพื่อให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมโดยไม่ต้องละทิ้งหรือยุติการศึกษาลงเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ เติมเต็มความมุ่งหวังในชีวิต เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมีเยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2  อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี เป็นความมุ่งหวัง เพื่อช่วยเหลือปกป้องสังคม สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา ไม่ต้องละทิ้งหรือยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม มีความรู้ สร้างอนาคตตามที่มุ่งหวังของตนเองและครอบครัว เป็นทรัพยากรมีคุณภาพของสังคม ประเทศชาติ โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน และในวันพฤหัสบดีที่ 5 ตุลาคม 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดลงพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครพนม สกลนคร มุกดาหาร และบึงกาฬ รวม 4 จังหวัด 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท