สภากาชาดไทยมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชนนักเรียนในนครนายก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758435

สภากาชาดไทยมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชนนักเรียนในนครนายก

สภากาชาดไทยมอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชนนักเรียนในนครนายก

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.34 น.

สภากาชาดไทย มอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชน ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ให้แก่นักเรียนในจังหวัดนครนายก

วันนี้ (22 ก.ย.66) ที่โรงเรียนวัดวังปลาจืด อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก พร้อมด้วยนางจิตตินันท์ เชาวรินทร์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก และคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก เป็นผู้แทนสภากาชาดไทย มอบถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชน ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย ให้แก่นักเรียนในจังหวัดนครนายก และที่โรงเรียนวัดหนองกันเกรา อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ตามลำดับ

นางจิตตินันท์ เชาวรินทร์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก กล่าวว่า เหล่ากาชาดจังหวัดนครนายกได้จัดทำโครงการส่งเสริมและพัฒนาการพูด อ่าน เขียน ภาษาไทย จังหวัดลำพูน ประจำปี 2566 เพื่อสนองพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ในการแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ของเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยมุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–6 ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สามารถพัฒนาทักษะของตนเอง จนนำไปสู่การอ่านออกและเขียนได้ โดยได้ประสานงานกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำพูนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำรวจข้อมูลนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ประจำปีการศึกษา 2565 ที่ไม่ผ่านการวัดและประเมินผล อาทิ กลุ่มนักเรียนชาติพันธุ์ กลุ่มนักเรียนที่ใช้ภาษาถิ่น กลุ่มนักเรียนที่ไปโรงเรียนไม่สม่ำเสมอ หรือกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาด้านพัฒนาการเรียนรู้ เพื่อเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนอ่านออกเขียนได้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ระดับชั้นเรียน และสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป ตลอดจนใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ถุงยังชีพเพื่อการศึกษาเสริมปัญญาเยาวชน” มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบให้แก่นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 ของนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่มีฐานะยากจนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และใฝ่รู้ในการศึกษาในด้านการอ่าน การเขียนภาษาไทย และอยู่ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ให้ได้ใช้แบบเรียนที่เป็นแบบฝึกหัดพัฒนาทักษะและฝึกฝนทางด้านการอ่านและการเขียนภาษาไทยหลังเลิกเรียน หรือใช้ฝึกฝนในเวลาว่างเมื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน ซึ่งจะเป็นการพัฒนาให้การอ่านและการเขียนภาษาไทยให้เกิดความต่อเนื่องต่อไป

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758307

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจน

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.18 น.

สอวช.จับมือ ม.อ.หนุน ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี ยกระดับชุมชน แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน 

ปัตตานี เป็นจังหวัดที่มีปัญหาความยากจนเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ สวนทางกับความจริงในอดีต ที่ปัตตานี เคยเป็นเมืองท่าโบราณ ร่ำรวยทั้งวัฒนธรรมและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เชื่อมร้อยสังคมแบบพหุวัฒนธรรม สะท้อนออกมาในรูปของ อาหารของกลุ่มวัฒนธรรมมลายู จีน ไทย งานสถาปัตยกรรมทั้งเรือนพัก อาคารพาณิชย์ วังเก่า สิ่งทอ และเครื่องแต่งกาย รวมถึงดนตรี ศิลปะการแสดง ภายในเมืองปัตตานี เชื่อม 4 ชุมชน ไว้ด้วยกัน ได้แก่ ย่านชุมชนจีนหัวตลาด (กือดาจีนอ) ย่านชุมชนชิโนโปรตุกีส (กลุ่มอาคาร สไตล์ตะวันตก ถนนฤาดี) ย่านชุมชนมลายู (จะบังติกอ) และย่านชุมชนมุสลิม (บริเวณมัสยิด กลางปัตตานี) แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่เป็นเสน่ห์ของปัตตานี 

ด้วยเห็นในศักยภาพของแต่ละชุมชน ที่สามารถต่อยอดสู่ความเจริญแบบหยั่งรากเพื่อแก้ปัญหาความยากจนให้กับ ชาว จ.ปัตตานี สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จึงร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขาปัตตานี จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาระบบนิเวศสร้างสรรค์ เพื่อการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยสู่โมเดลพึ่งตนเอง แก้จนนจังหวัดปัตตานี หรือ ECOtive นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานีโมเดล เพื่อพัฒนาและทดลองเชิงนโยบายเพื่อออกแบบกลไกการพัฒนาพื้นที่และเศรษฐกิจฐานราก 

ดร.สิรินยา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจนวัตกรรม สอวช. กล่าวว่า สอวช. ในฐานะหน่วยงานด้านนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเอาความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมไปเป็นเครื่องมือในการช่วยเพิ่มรายได้ประชากรกลุ่มฐานราก โดยเฉพาะคนยากจนซึ่งเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดของทุนด้านต่าง ๆ นวัตกรรมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถนำทุนที่มีอยู่อย่างจำกัดมาบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการเลือกพื้นที่ จ.ปัตตานี เนื่องจากที่นี่ติดอันดับความยากจนมาตลอด และยังเป็นที่ซึ่งคนที่อื่นก็จะไม่ค่อยกล้าเข้ามา การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมขึ้นในพื้นที่นี้ จึงนับว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายของหน่วยนโยบาย อย่างไรก็ตาม หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมนี้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองหลายอย่าง ทั้งคนในเองและคนนอกด้วย สำคัญที่สุดคือเปลี่ยนมุมมองคนที่คิดนโยบายจากส่วนกลาง เพราะเมื่อเราเข้ามาทำความเข้าใจพื้นที่จริง ๆ แล้ว ทำให้เรารู้ว่าแม้ในพื้นที่ที่ถูกมองว่ามีความท้าทายหรือข้อจำกัดมากมาย แต่ผู้คนในพื้นที่กลับมีความกระตือรือร้นมากที่จะพัฒนานวัตกรรม และการนำแนวคิดดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่ ไม่ได้เป็นเรื่องยากจนเกินไป แล้วก็เป็นการพัฒนาที่ทุก ๆ ฝ่ายโดยเฉพาะคนในชุมชนที่สุดท้ายแล้วจะมีความสุขกับนโยบายต่าง ๆ ที่ลงมาด้วย เนื่องจากมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันคิดมาตั้งแต่ต้น

“เราอยากจะจุดประกายให้คนในชุมชนสามารถสร้างสรรค์และคิดสิ่งใหม่ ๆ ด้วยตนเอง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองมาสร้างเป็นมูลค่า เป็นกิจกรรม เป็นสิ่งใหม่ ซื่งเหล่านี้คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรม กิจกรรมในครั้งนี้ถือว่าบรรลุประสงค์ของโครงการเป็นอย่างมาก และจากที่เราได้ลงมาเห็น มาสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ วัฒนธรรมชุมชน ก็อยากให้ชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ให้มาก และพยายามดึงคนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น อย่างไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค เราสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นมาได้เรื่อย ๆ” คุณสิรินยา กล่าว 

รศ.ดร.สมชาย ฉัตรรัตนา ที่ปรึกษา สอวช. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เราได้ความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ช่วยมาประกอบกัน เอาสิ่งละอันพันละน้อยมาร่วมกันจัดขึ้นให้เป็นงานที่น่าสนใจและเป็นที่น่าผ่อนคลาย พักผ่อน และเป็นตลาดธุรกิจเล็ก ๆ นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานจากหลายภาคส่วน ได้ให้ความเห็น ให้คำแนะนำ ตั้งคำถาม เหล่านี้เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ชุมชนได้รู้ว่าเขาจะต้องไปปรับปรุงอะไร เพิ่มเติมอะไร ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า เขามาถูกทาง มันสร้างความมั่นใจให้เขา และทำให้การนำเสนอของเขามีชีวิตชีวา หลายผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนพัฒนาขึ้นมามีคนอยากซื้อ โครงการ ECOtive มาช่วยเติมเต็มด้วยกระบวนการวิจัย ทำให้มองเห็นชุมชนและมองเห็นเครื่องมือบางอย่างที่จะช่วยให้เกิดชีวิตชีวาในชุมชน ถามว่า ECOtive แตกต่างจากโครงการอื่นอย่างไร ต้องบอกว่าจุดเด่นของโครงการเราคือการใช้ต้นทุนจากสภาวะแวดล้อมของชุมชนต่อยอดด้วยนวัตกรรมขึ้นไปเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ ร่วมกับการพัฒนาเครือข่ายที่ช่วยสนับสนุนให้ชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น

ด้าน ดร.ศริยา บิลแสละ หัวหน้าโครงการฯ ECOtive กล่าวว่า  กิจกรรม ECOtive เป็นการรวมตัวของนักวิจัย ในการที่จะเข้าไปพัฒนาชุมชน ให้มีการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อช่วยเหลือชุมชน โดยการมองทรัพยากรในชุมชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น ทุนทางสังคม  ที่ประกอบด้วย ทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรในพื้นที่  ปราชญ์ชาวบ้าน การศึกษาต่าง ๆ ที่อยู่ในชุมชน เราเข้าไปพูดคุยกับชุมชน และช่วยกันคิดวิเคราะห์ว่า คนในชุมชนมีศักยภาพอะไรบ้าง ที่เราจะสามารถพัฒนาและดึงศักยภาพของเขาออกมา ในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดของคนในชุมชน ให้พวกเขามีความคิดในเรื่องของการเป็นผู้ประกอบการ เราจะยกระดับปากท้อง สร้างเศรษฐกิจในชุมชนให้ดีขึ้น ทำให้คนในชุมชนลดปัญหาความยากจนลง ทุกคนมีรายได้สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ 

“ECOtive  ทำหน้าที่มองหาและพยายามที่จะสร้างสรรค์ ไอเดีย หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้ชุมชน สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการบริการต่าง ๆ ตอบโจทย์ความต้องการคนในชุมชนเอง หรือแม้แต่คนภายนอกได้  เวลาเราเข้าไปยังพื้นที่ เราจะเห็นศักยภาพของผู้นำ ศักยภาพของคนในชุมชนเอง ไม่ว่าจะเป็นเยาวชน  ที่มีการรวมตัวกัน นำเสนอไอเดีย เช่น อยากจะทำการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ หรือการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม  อันนี้เป็นลักษณะของคนในชุมชนที่เราเข้าไปจุดประกาย พยายามปรับกระบวนการความคิดเขาเพื่อให้คมขึ้นเพื่อเป็นผู้ประกอบการที่สามารถให้บริการ หรือผลิตบางสิ่งบางอย่างออกมาแล้วขายออกสู่ตลาด มีรายได้เข้ามาในชุมชนได้จริง นั่นคือเป้าหมายของเรา” ดร.ศริยา กล่าว  

ดร.ศริยา กล่าวด้วยว่า ในช่วงแรกของการสร้าง นิเวศสร้างสรรค์ปัตตานี เพื่อยกระดับปากท้องของชุมชน เรามองว่าเรากำลังถางทาง ขุดค้นแสวงหา กลุ่มคน กลุ่มเยาวชน กลุ่มแกนนำ ที่จะมาเป็นตัวขับเคลื่อนคนในชุมชน เพื่อให้พวกเขาสามารถพัฒนาบางสิ่งบางอย่างไปด้วยกันได้ เราเข้าไปเปลี่ยนวิธีคิดที่เป็นแนว Passive คือ แนวแบบนิ่ง ๆ รับอย่างเดียว ให้กลายเป็น Active คือกระตือรือร้นที่จะทำ สามารถกระตุ้นคนในชุมชนให้ Active ตาม และคิดว่าเราผลิตอะไรแล้วขายได้ สามารถเอาเงินหมุนกลับเข้ามาสู่ชุมชน ทำให้คนในชุมชน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ดังนั้นพลังของชุมชนคือทุกคนต้องแอคทีฟ เมื่อกระบวนการคิดที่ทำให้เขาได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว นำไปสู่การต่อยอดจากความคิดให้เห็นรูปเห็นร่างของผลิตภัณฑ์และบริการ  ที่เมื่อสำเร็จแล้วสามารถออกสู่ตลาดได้ แต่ทั้งนี้เราจะต้องมองว่า สิ่งที่เราผลิตมันจะทำให้เกิดอิมแพคภาพใหญ่ และสามารถขยายโอกาสไปสู่ชุมชนรอบนอก ชุมชนที่มีกลุ่มคนที่สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้น และสินค้าที่เราให้บริการ ตอบโจทย์ตลาดได้ 

หัวหน้าโครงการ ECOtive กล่าวด้วยว่า ก้าวเล็ก ๆ ของเราเริ่มจากการใช้เฟรมเวิร์คของกระบวนการโค้ช ที่เราเรียกว่า OSCAR model เป็นเฟรมเวิร์ค ที่จะทำให้คนในชุมชนคิดอย่างเป็นระบบ ตัว O คือ Output หรือ Outcome ที่จะให้ชุมชนมองเป้าหมาย และความสำเร็จของเขาว่าคืออะไร ตัว S คือ Situation เป็นสถานการณ์ปัจจุบันของเขาที่มีอยู่ว่าคืออะไร และต้องการให้บริการหรือผลิตภัณฑ์ของเขาไปอยู่ในรูปแบบไหน เขาฝันอยากเห็นเป็นอะไร ตัว C คือ Choice หมายถึงเส้นทางหรือทางเลือก ที่จะทำให้ตัวเขามีโอกาสในการที่จะพัฒนา  อย่างไรก็ตามในทุกเส้นทางมีทั้งบวกและลบ ถ้าเป็นบวกเราจะมีเส้นทางที่จะทำให้มันมีการเพิ่มบวกได้กี่อย่าง แต่ถ้าเป็นลบเราจะให้ทางเลือกเลี่ยงที่จะเป็นลบได้อย่างไร  ตัว A  คือ Action เราจะทำให้ชุมชนปฏิบัติได้อย่างไร ชุมชนจะต้องคิดและวางแผนว่า ในสามเดือน จะทำอะไร 6 เดือน 9 เดือน 12 เดือนทำอย่างไรเพื่อให้ไปสู่เป้าหมายและต้องใช้เวลากี่ปี ตัวสุดท้ายคือ ตัว R คือ Review เป็นการประเมินตรวจสอบการทำงานของตัวเอง ของชุมชน ในกระบวนการที่คิดทั้งหมด ถ้าคะแนนเต็มสิบเขาให้คะแนนตัวเองอยู่ที่เท่าไหร่

หัวหน้าโครงการ ECOtive กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการในปีที่ 2 ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โดยในปีที่ 3 และปีถัด ๆ ไป จะหากลไกที่ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ไม่ใช่แค่การทดลองเชิงนโยบาย แต่เราต้องการพัฒนาชาวชุมชนปัตตานีให้เป็นผู้ประกอบการที่พึ่งพาตนเองได้.-008 

ลุยแก้หนี้‘ครู’ ‘เพิ่มพูน’มอบโจทย์‘ปลัดศธ.-องค์กรหลัก’เร่งสรุปข้อมูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758279

ลุยแก้หนี้‘ครู’ ‘เพิ่มพูน’มอบโจทย์‘ปลัดศธ.-องค์กรหลัก’เร่งสรุปข้อมูล

ลุยแก้หนี้‘ครู’ ‘เพิ่มพูน’มอบโจทย์‘ปลัดศธ.-องค์กรหลัก’เร่งสรุปข้อมูล

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 09.45 น.

“เพิ่มพูน”เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินครู พร้อมมอบโจทย์ ปลัด ศธ.-องค์กรหลัก สรุปข้อมูลหนี้ครูในสังกัดเพื่อใช้วางแผนการทำงานภายใน 15 วัน

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2566 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆนี้  โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. นายนพ ชีวานันท์ เลขานุการ รมว.ศธ. ผู้บริหารองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ขจร ธนะแพสย์ คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชน และคณะ เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

รมว.ศธ.กล่าวว่า วันนี้ต้องขอบคุณทาง ดร.ขจร ที่ตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ และเล็งเห็นว่าครูเป็นลูกหนี้ชั้นดีรายใหญ่ เพราะสามารถหักเงินจากบัญชีเงินเดือนได้เลย ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ร่วมกับ 12 หน่วยงาน มีการจัดมหกรรมการเงินเพื่อครูไทย เพื่อช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ให้ครูฯ และจัดอบรมวินัยการเงิน พร้อมนำระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ฯ มาใช้ในการหักเงินเดือนครู โดยครูต้องมีเงินเดือนเหลือไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ได้ แต่ในทางปฏิบัติพบว่า บางเขตพื้นที่โดยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กลับหักเงินเดือนครูเกินกว่าที่ระเบียบฯ กำหนด ทำให้ครูอยู่อย่างยากลำบาก เพราะมีเงินเดือนเหลือไม่ถึงร้อยละ 30

“ในเรื่องนี้ถือเป็นปัญหางูกินหาง ที่จะต้องกลับมาทบทวนบทบาทของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ต้องทำหน้าที่เป็นประธานสหกรณ์ด้วยว่า มีความทับซ้อนหรือไม่ มีเขตพื้นที่ใดบ้างที่หักเงินเดือนครูเกินกว่าระเบียบฯ กำหนด จึงได้มอบโจทย์ให้ทุกองค์กรหลักรวบรวมข้อมูลหนี้สินครูในสังกัดของตัวเอง ส่งมายังสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการวิเคราะห์ข้อมูลการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ เสนอกลับมาภายใน 15 วัน พร้อมร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ จำนวน 2 ชุด แบ่งเป็น คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย และคณะอนุกรรมการดำเนินงานแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ โดยด่วน” รมว.ศธ.กล่าว

สพฐ.เร่งหลักสูตร”Active Learning”ตั้งเป้าครอบคลุมทั่วประเทศใน 3 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758176

สพฐ.เร่งหลักสูตร

สพฐ.เร่งหลักสูตร”Active Learning”ตั้งเป้าครอบคลุมทั่วประเทศใน 3 ปี

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2566, 02.00 น.

ดร.ชนะ สุ่มมาตย์ ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส ร่วมกับ ผศ.ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี   พร้อมด้วย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ เปิดการประชุมวิชาการหัวข้อ “พลิกโฉมโรงเรียนสร้างต้นแบบนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียน แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยเป็นการประกวดนวัตกรรมของผู้เรียน อันเกิดจากการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ในโครงการการพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในสถานศึกษาพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หนองคาย เลย หนองบัวลำภู บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ 

 ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า ได้เห็นนวัตกรรมจำนวนมากของนักเรียนที่นำมาเสนออย่างน่าทึ่ง มีนวัตกรรมจำนวนมากเกิดจากผลการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ในการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้เอง ส่งผลให้ผู้เรียนเข้าใจ  รู้ความหมาย และเห็นคุณค่าในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เรียนรู้ นักเรียนสามารถสร้างความรู้ ทั้งมิติการคิด คุณธรรม ค่านิยม และมิติทักษะกระบวนการได้ด้วยตนเอง ซึ่งในโครงการนี้ประกอบด้วยโรงเรียนต้นแบบจังหวัดละ 3 โรงเรียน ที่พลิกโฉมสร้างต้นแบบนวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมนักเรียนแบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps  ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียน ทั่วประเทศ ใน 3 ปี

อว.ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยไทยรางวัลประกวดนวัตกรรมนานาชาติ เปิดศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758192

อว.ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยไทยรางวัลประกวดนวัตกรรมนานาชาติ เปิดศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์

อว.ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยไทยรางวัลประกวดนวัตกรรมนานาชาติ เปิดศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.30 น.

อว. ประกาศเกียรติคุณนักวิจัยไทยรางวัลประกวดนวัตกรรมนานาชาติ พร้อมเปิดศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน
 
วันที่ 21 กันยายน 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติ เพื่อประกาศเกียรติคุณแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปประกวดเวทีนานาชาติ กว่า 48 ผลงาน จาก 2 เวที และพิธีเปิดศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ของนักวิจัย พร้อมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “สิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน” โดยมี พ.ญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร วช. และคณะนักวิจัย เข้าร่วม ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคาร วช. 1 และศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน อาคาร วช. 7 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กรุงเทพมหานคร

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี  รมว.อว. กล่าวว่า จากการที่นักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยได้ก้าวไปสู่ระดับนานาชาติและได้รับรางวัลกลับมา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก และเป็นโอกาสอันดีที่ได้เผยแพร่ผลงานประดิษฐ์คิดค้นให้เป็นที่รู้จักในเวทีระดับนานาชาติและสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดจนนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ซึ่งตรงกับนโยบายที่ได้มอบไว้ให้กระทรวง อว. โดยนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทย ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ และนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ความยั่งยืนถือเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญที่สังคมโลกให้ความสนใจร่วมกันและกำลังจะเป็นแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนสังคมโลกที่ทุกคนจะให้ความสำคัญ เพราะโลกต่างต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ความท้าทายต่าง ๆ ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ ให้เกิดความยั่งยืนขึ้นอย่างแท้จริงทั้งต่อสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เมื่อมีปัญหาก็ต้องมีเครื่องมือที่จะช่วยแก้ปัญหา ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือนั้น ก็คือการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์มาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาประเทศ เพื่อการสร้างความยั่งยืนกับคนรุ่นถัดไป

รมว.อว. กล่าวต่อว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและการประดิษฐ์ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงพาณิชย์และชุมชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการในสาขาที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นของประเทศ โดยสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเพิ่มมาตรการการจูงใจในด้านต่าง ๆ  สนับสนุนให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งทางตรงและทางอ้อม มีการจัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ และพัฒนาทักษะการเริ่มต้นการเป็นนักวิจัยและนักประดิษฐ์มืออาชีพต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งที่อยู่ภายใต้ศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน  ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ ของ วช

“ที่สำคัญ อว.ยังต้องการผลักดันผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ ให้เกิดการขยายผลและนำไปใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางทั้งภาคชุมชน สังคมและอุตสาหกรรม จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการใช้ความรู้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เป็นหลักยึดในการประกอบอาชีพ และใช้ชีวิตประจำวันในสังคมที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่ทัดเทียมกับนานาประเทศที่เจริญแล้ว และนำพาประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการที่จะดำเนินการเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ให้เกิดผลในการปฏิบัติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่เกินความสามารถของคนไทย หากพวกเราร่วมมือร่วมใจประสานและเชื่อมโยงการทำงาน ทั้งในระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติอย่างแท้จริง  ซึ่ง วช. ถือมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนนำผลงานเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับนานาชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับสิ่งประดิษฐ์ให้ก้าวไกลระดับโลก รวมถึงสถาบันการการศึกษาและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ให้การส่งเสริมนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยให้มีโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม และขอฝากให้ช่วยสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและร่วมกันพัฒนาประเทศของเราให้ยั่งยืนต่อไป” รมว.อว. กล่าว ทิ้งท้าย

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาในส่วนของการสร้างโอกาสและศักยภาพให้กับนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทย ในการนำผลงานประดิษฐ์คิดค้น ผลงานวิจัยไปร่วมประกวดในเวทีสำคัญในระดับประเทศและระดับนานาชาติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้คัดกรอง ซึ่งในแต่ละปีมีการนำเสนอผลงานเข้าสู่เวทีการประกวดมากกว่า 300 ผลงาน ซึ่งเป้าหมายสำคัญในการดำเนินงานก็คือการสร้างโอกาส ในเรื่องของการสร้างมาตรฐาน นำศักยภาพของผลงานวิจัยไทยไปสู่เวทีในระดับสากล และยังมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรระดับนานาชาติและที่สำคัญงานที่ได้รับรองมาตรฐานก็สามารถนำมาต่อยอดในการวิจัยและพัฒนาประเทศ โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมานักวิจัยไทยได้ประสบความสำเร็จในหลากหลายเวที มีการพัฒนาทั้งเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานวิจัยที่ดีขึ้น และก่อประโยชน์ในเรื่องของการสร้างเครือข่าย และที่สำคัญนักวิจัยได้รับโอกาสในการรับข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำ จากนักประดิษฐ์ นักวิจัย รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิในระดับนานาชาติ โดยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว วช. ได้มีพันธมิตรระดับนานาชาติเพิ่มขึ้นกว่า 30 องค์กร จากกว่า 20 ประเทศ ทั้งในทวีปยุโรปและเอเชีย

อย่างไรก็ดี วช. ได้จัดให้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจากเวทีนานาชาติมากว่า 5 ปี เพื่อประชาสัมพันธ์และเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ โดยในครั้งนี้ วช. จะมีการมอบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่ได้รับรางวัลจำนวน 48 ผลงาน จาก 2 เวทีล่าสุด ได้แก่ 1. เวที WorldInvent Singapore 22+23” (WoSG) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 กันยายน 2566 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยนักประดิษฐ์ไทยจากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คว้ารางวัล Grand Prize ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของงาน จากผลงานเรื่อง “ยานพาหนะสำหรับการตรวจวินิจฉัยทางรังสี”นอกจากนี้ยังมีเหรียญทองจำนวน 10 รางวัล เหรียญเงินจำนวน 8 รางวัล และเหรียญทองแดงจำนวน 5 รางวัล และ 2. เวที Indonesia Inventors Day 2023” (IID 2023) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 19 กันยายน 2566 ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย โดยนักประดิษฐ์ไทยจากบริษัท เฮลท์ เฮิร์บ เซ็นเตอร์ จำกัด คว้ารางวัล The Best Business Performance Excellence Award จากผลงานเรื่อง “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันงาดำสกัดเข้มข้น เสริมโคเอนไซม์ คิวเท็น เพื่อบำรุงสมองและกระดูก” ส่วนเหรียญทองมีจำนวน 19 รางวัล เหรียญเงินจำนวน 3 รางวัล และเหรียญทองแดงจำนวน 3 รางวัล ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยที่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยในฐานะตัวแทนประเทศไทย ได้สร้างชื่อเสียงและสร้างการยอมรับในมาตรฐานของผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ ภายใต้การสนับสนุนของ วช.

จากนั้น รมว.อว. ได้เป็นประธานในพิธีเปิด “ศูนย์พัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่ออนาคตและความยั่งยืน” ที่ วช. ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นอาคารต้นแบบในการนำสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม มาสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้  เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชน นักวิจัยและนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ในการพัฒนาต่อยอดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีการจัดกิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมด้านการประดิษฐ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ต่อยอดให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง โดยพัฒนาทักษะการเริ่มต้นการเป็นนักวิจัยและนักประดิษฐ์มืออาชีพต่อไปในอนาคต โดย วช. ได้จัดให้มีกิจกรรมการอบรมและการเรียนรู้ ดังนี้ 1. Sky Innovators: Coding for Drone Mastery 2. USB-Mini Torch (ประดิษฐ์ไฟฉาย Mini USB) 3. “DIY HERB SOAP งานศิลปะบนก้อนสบู่” 4. วัสดุฉลาดทางการแพทย์ ด้าน Biomedical Engineering 5. การประยุกต์ใช้ IoT ขั้นพื้นฐานเพื่อการเกษตร 6. การวางต้นไม้อย่างไรให้ลดฝุ่น 7.  พื้นฐานการใช้เทคโนโลยีเซลล์ไฟฟ้าจุลินทรีย์จากพืชและสาหร่ายและการดูแลรักษา 8. ขนใบกับคายน้ำช่วยลดฝุ่นได้อย่างไร และ 9. สารอินทรีย์กำจัดแมลงทรงประสิทธิภาพจากเปลือกไข่ผสมน้ำหมักสับปะรด 

นอกจากนี้ วช. ยังได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการศึกษานอกห้องเรียนเพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้” ระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และนายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธาน ความร่วมมือครั้งนี้จะก่อให้เกิดการส่งเสริม ผลักดัน การเพิ่มพูนประสบการณ์ในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของเยาวชนโดยเน้นประสบการณ์เรียนรู้นอกห้องเรียน การสร้างแรงจูงใจในการเรียน เพิ่มพูนประสบการณ์ในการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะที่สำคัญ และปลูกฝังคุณลักษณะของการเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต  

ศธ.หารือแบงค์ชาติแก้หนี้สินครู อึ้งยอดพุ่งกว่า 1.4 ล้านล้าน ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/758145

ศธ.หารือแบงค์ชาติแก้หนี้สินครู อึ้งยอดพุ่งกว่า 1.4 ล้านล้าน ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ฯ

ศธ.หารือแบงค์ชาติแก้หนี้สินครู อึ้งยอดพุ่งกว่า 1.4 ล้านล้าน ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.29 น.

ปลัดศธ.หารือแบงค์ชาติแก้ปัญหาหนี้สินครู เผยพบ 900,000 คนทั่วประเทศ มีหนี้สินรวมกันอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกว่า  8.9 แสนล้านบาท รวมทั้งหนี้นอกระบบ

เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.)  เปิดเผยว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล (รมช.ศธ.) ได้เชิญผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.หารือถึงการแก้ปัญหาหนี้สินครู เพื่อรับทราบข้อมูลว่าที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้มีการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างไรบ้าง เพื่อจะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้ตรงจุด ตรงไหนเป็นปัญหาใหญ่ และจะต้องเริ่มต้นกันที่จุดไหนก่อน ทั้งนี้ เนื่องจาก รมว.ศธ. ได้แก้ปัญหาหนี้สินให้กับตำรวจประสบความสำเร็จแล้ว ในขณะดำรงตำแหน่งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงอยากมาแก้ปัญหาหนี้สินครูอย่างจริงจัง

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า กระทรวงศึกษาฯและธนาคารแห่งประเทศไทยจะร่วมมือกันดำเนินเกี่ยวกับโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ผลการดำเนินการก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และ ปัญหาสำคัญ คือ สหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนหนึ่งไม่ค่อยให้ความร่วมมือ อีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มครูที่เป็นหนี้เสีย( NPL) ซึ่งศธ.พยายามหาวิธีแก้ไขปัญหาว่าจะดำเนินการขับเคลื่อนกันอย่างไร ทั้งนี้ จากที่ศธ.ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าครู 900,000 คนทั่วประเทศ มีครูประมาณ 80% มีหนี้สินรวมกันอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ถึง 64% คิดเป็นเงินจำนวน 8.9 แสนล้านบาท เป็นหนี้ธนาคารออมสิน 25% เป็นเงิน 3.49 แสนล้านบาท นอกนั้นเป็นหนี้ธนาคารกรุงไทยและสถาบันการเงินต่างๆ ที่อยู่นอกระบบ

ปลัดศธ. กล่าวด้วยว่า ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการหักเงินเดือน พ.ศ. 2551 ระบุว่า ในแต่ละเดือนครูจะต้องมีเงินเดือนเหลือหลังจากชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่ปัญหาในเชิงพื้นที่พบว่าหลายหน่วยงานไม่มีมาตรการ ไม่ดำเนินการตามระเบียบศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือน 2551 และปัญหาประการหนึ่งคือ  ประธานโครงสร้างแก้ไขปัญหาหนี้สินครู เป็นปลัดศธ. อำนาจในการบังคับบัญชาหน่วยงานอื่นจึงเป็นปัญหา ดังนั้น รมว.ศธ.จึงได้มอบหมายให้มีการปรับแผนงานและโครงสร้างของคณะกรรมการใหม่  โดยให้ปลัดศธ.เป็นประธานฯเหมือนเดิม แต่ให้ผู้บริหารทุกแท่งมาเป็นที่ปรึกษาด้วย เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนโครงการแก้ปัญหาหนี้สินครูไปได้  ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยินดีจะมาให้คำแนะนำและแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู  โดยรมว.ศธ.มอบให้ปลัดศธ.ดำเนินการรวบรวมข้อมูลภายใน 15 วัน แล้วนำข้อสรุปกลับมาประชุมกันอีกครั้ง

“วันนี้ รมว.ศธ.และ รมช.ศธ. อยากได้ข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำมาวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด และแก้ปัญหาใหญ่ๆก่อน โดยเฉพาะกลุ่มครูที่เกษียณไม่มีเงินวิทยฐานะแล้ว เหลือแต่เงินเดือนแต่มีหนี้สารพัดพอถูกหักหนี้ก็เหลือเงินเดือนนิสเดียว ซึ่งต้องหาทางช่วยเหลือโดยให้มีคนกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้กับสถาบันการเงิน และกลุ่มที่เป็นคนค้ำประกันให้เพื่อนแต่ถูกใช้หนี้แทน จะต้องช่วยเจรจาต่อรองให้ลดการจ่ายหนี้ลง หรือไม่ให้ถูกยึดบ้านพักอาศัย เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญที่ รมว.ศธ.และ รมช.ศธ. มีความประสงค์ที่จะดำเนินการเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับครู ถ้าครูไม่มีหนี้สิน ครูมีทางปรับโครงสร้างหนี้ได้ ครูก็จะมีพลังมีแรงสอน นักเรียนก็มีความสุข” ปลัดศธ. กล่าว

‘กสศ.’ผนึก’สหภาพแรงงานปราจีนบุรี’ค้นหาและพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757975

'กสศ.'ผนึก'สหภาพแรงงานปราจีนบุรี'ค้นหาและพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา

‘กสศ.’ผนึก’สหภาพแรงงานปราจีนบุรี’ค้นหาและพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 19.04 น.

“กสศ.” สนับสนุนภาคีเครือข่าย “สหภาพแรงงานปราจีนบุรี” ค้นหาและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่เยาวชนนอกระบบการศึกษา จำนวน 50 คน ให้มีทักษะที่หลากหลาย (Multi skills) จุดประกายความคิด “ทักษะอาชีพเสริม” เพิ่มรายได้ระหว่างทำงานประจำในโรงงาน พร้อมหนุนเสริม “ทักษะชีวิต” และ “ทักษะวิชาการ” เตรียมพร้อมปรับตัวให้เท่าทันการจ้างงานในอนาคตหากต้องถูกหุ่นยนต์ เอไอ แรงงานต่างด้าวแย่งงาน หรือ โดนเลิกจ้างกระทันหันจากปัญหาเศรษฐกิจเปราะบาง

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ โครงการพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา ปี 2566 สนับสนุนภาคีเครือข่าย “สหภาพแรงงานปราจีนบุรี” เข้ามาเป็นกลไกการทำงานเชิงพื้นที่ในการค้นหาเยาวชนนอกระบบการศึกษา อายุระหว่าง 15 – 24 ปี ในเขตนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และชุมชนโดยรอบ จำนวน 50 คน ด้วยการสำรวจข้อมูลสาเหตุของปัญหาและความต้องการเพื่อนำไปสู่การดูแลเป็นรายกรณีและส่งต่อให้ได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ Life Long Learning ให้มี “ทักษะที่หลากหลาย” (Multi skills)  อาทิ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต และ ทักษะวิชาการต่าง ๆ  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมตั้งรับและปรับตัวกับปัญหาเศรษฐกิจเปราะบางและการจ้างงานในอนาคต

สำหรับการพัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา จัดโดยหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษา อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี จะเข้ามาแนะแนวหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพเพื่อจุดประกายทางความคิดให้มี “ทักษะอาชีพเสริม” ให้สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มรายได้ระหว่างทำงานประจำในโรงงาน หรือ ช่วงเวลาที่ไม่มีรายได้จากค่าล่วงเวลา (โอที) และ สำนักงานจัดหางานจังหวัดปราจีนบุรี จะเข้ามาจัดกระบวนการ “ค้นหาศักยภาพ” เพื่อให้เยาวชนนอกระบบการศึกษาได้ค้นพบทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการ ความถนัดและต้นทุนชีวิตของตัวเอง

นอกจากนี้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี จะเข้ามาให้ความรู้ “ทักษะแรงงานสุขภาวะ” ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน หรือ ผู้จัดการธนาคารกรุงไทย สาขากบินทร์บุรี จะเข้ามาให้ความรู้  “ทักษะทางการเงิน” มีความสำคัญอย่างไรในการเก็บ ออมลงทุนประกอบอาชีพเสริม หรือแก้ปัญหาหนี้สิน รวมถึง “ทักษะการใช้สื่อสร้างสรรค์” เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริม หรือ  เส้นทางสู่ “นักธุรกิจชุมชน” ทำอย่างไรให้สมหวัง จัดกระบวนการเรียนรู้โดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี และ โรงเรียนสอนศิลปะการปรุงอาหารไอเชฟ เป็นต้น โดยทุกทักษะที่พัฒนาการเรียนรู้เยาวชนนอกระบบการศึกษา พยายามยึดโยงกับ “อาชีพ” และ “รายได้” เพื่อนำไปสู่การบรรเทา “ปัญหาปากท้อง” เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

ทั้งนี้การพัฒนาการเรียนรู้ดังกล่าวต้องการตอบโจทย์ปัญหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตที่เยาวชนนอกระบบการศึกษาต้องเผชิญ อาทิ 1. “ดิสรัปชั่น” AI และ หุ่นยนต์ กำลังเข้ามาทดแทนแรงงานคน 2.  “แรงงานต่างด้าว” ผู้ประกอบการนิยมจ้างแรงงานต่างด้าวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนค่าจ้างแรงงานถูกกว่าแรงงานไทย ขณะเดียวกันประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้แรงงานรุ่นใหม่ที่เป็นคนหนุ่มสาวเข้ามาทดแทนแรงงานอาวุโสที่กำลังปลดระวางไม่ทันต่อความต้องการตลาดแรงงาน

3. “ย้ายฐานการผลิต” ย่อมส่งผลต่อการจ้างงานและปัญหาว่างงานตามมา อาทิ โรงงานแห่งหนึ่งย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่มี “อัตราค่าแรงขั้นต่ำถูกกว่า” แต่ “ทักษะฝีมือแรงงานสูงกว่า” ย่อมเกิดปัญหาว่างงานในประเทศที่”อัตราค่าแรงขั้นต่ำสูงกว่า” แต่ “ทักษะฝีมือแรงงานต่ำกว่า” และ 4.”ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ” เช่น วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2562 – 2563 จากปัญหา “คลัสเตอร์โรงงาน” เกิดการติดเชื้อโควิด – 19 เป็นกลุ่มใหญ่จนถึงขั้นผู้ประกอบการต้องสั่งปิดโรงงาน หรือ “มาตรการล็อคดาวน์” ที่จำกัดการเดินทางของพนักงาน จึงทำให้ครอบครัวเยาวชนนอกระบบการศึกษาขาดงาน ขาดรายได้และตกงานในที่สุด หรือ ผลกระทบจาก “การแข่งขันทางธุรกิจ” ระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าคล้าย ๆ กัน หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพลาดพลั้งทางธุรกิจ ย่อมทำให้ยอดขายหรือรายได้ของบริษัทแห่งนั้นลดลง ส่งกระทบต่อชั่วโมงทำงานล่วงเวลา (โอที) เฉลี่ย 60 บาท/ชั่วโมงของพนักงาน ได้รับรายได้น้อยลง เพราะ “โอที” นับเป็นรายได้สำคัญพอ ๆ กับรายได้ประจำจากค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยวันละ 370 บาท หรือประมาณเดือนละ 9 พันกว่าบาท

สิ่งสำคัญของโครงการ กสศ. มุ่งสร้างกลไกลการทำงานเชิงพื้นที่ในการค้นหาเยาวชนนอกระบบการศึกษา ทางกลุ่มสหภาพแรงงานปราจีนบุรี จึงได้ตั้ง “ทีมพี่เลี้ยง” ประมาณ 20 คน วางเป้าหมายค้นพบกลุ่มเป้าหมาย คิดเป็น 1% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดที่ทำงานในโรงงาน อาทิ บริษัท อาร์เซลิก ฮิตาชิ โฮม แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ สหภาพแรงงานฮิตาชิแห่งประเทศไทย มีพนักงานประมาณ  3 พันคน หรือคิดเป็น 30 คน  , บริษัท ไฮเออร์ อีเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  หรือ สหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศ มีพนักงานประมาณ  1 พันคน หรือคิดเป็น  10 คน  และ บริษัท พี.เอม.ฟูด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย “ปลาสวรรค์ทาโร่” หรือ สหภาพแรงงานอาหารแห่งประเทศไทย มีพนักงานประมาณ 1 พันคน  หรือคิดเป็น  10 คน พร้อมไปประสานงานความร่วมมือกับผู้นำชุมชนโดยรอบ อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่วัด “พระอธิการสิริลักษณ์ ธีรวังโส” เจ้าอาวาสวัดรัตนเนตตาราม หรือ วัดล้านหอย เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

ทั้งนี้กลุ่มสหภาพแรงงานปราจีนบุรี เปรียบเสมือน “พ่อแม่คนที่สอง” ของเยาวชนนอกระบบการศึกษาที่ทำงานในโรงงานทำหน้าที่ดูแล “สิทธิการจ้างงาน” ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการและค่าตอบแทนจากการทำงานอย่างเป็นธรรม แต่เมื่อมาร่วมทำงานกับ กสศ.จะได้เข้ามาดูแล “สิทธิด้านการศึกษา” อีกทางหนึ่ง

นายธีระพงษ์  อุ่นฤดี  ประธานสหภาพแรงงานซันโยแห่งประเทศไทย หรือ “โรงงานไฮเอร์” กล่าวถึงแนวทางการค้นหากลุ่มเป้าหมายของ “ทีมพี่เลี้ยง” เปิดสำนักงานในวันอาทิตย์เป็นสถานที่รับสมัคร พร้อมกำชับให้น้อง ๆ ไปสื่อสารต่อแบบ “ปากต่อปาก” กับเพื่อน ๆ ที่ทำงานในโรงงานให้มาสมัครกับทีมพี่เลี้ยง พร้อมเปิดช่องทางการสื่อสารภายใน “กลุ่มไลน์” ระหว่างน้อง ๆ กับทีมพี่เลี้ยงเพื่อประสานงานให้มาร่วมกิจกรรมพัฒนาการเรียนรู้

นายปัญญา ตลุกไธสง ประธานสหภาพแรงงานฮิตาชิแห่งประเทศไทย กล่าวเสนอแนวทางต่อหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดปราจีนบุรี “ปลดล็อกระบบราชการ” เพื่อเปิดโอกาสให้น้อง ๆ เยาวชนนอกระบบการศึกษาได้พัฒนาทักษะอาชีพ ในช่วงวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดของพนักงานโรงงาน เพราะไม่สามารถไปเข้าร่วมฝึกอบรมได้ในช่วงวันจันทร์ – ศุกร์ ตามเวลาราชการได้ เพราะต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว จึงอยากมีพื้นที่เรียนรู้ทักษะอาชีพ ในวันอาทิตย์ เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์จ้างงานในพื้นที่บางโรงงานปรับลดการให้พนักงานทำ “โอที” น้อยลง จึงควรส่งเสริมเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้ได้ใช้เวลาว่างช่วงที่ไม่มี “โอที” หรือ “หลังเลิกงาน” ให้เกิดประโยชน์จากการมีอาชีพเสริมตามความต้องการและความถนัด หรืออาจจุดประกายจนกลายเป็นอาชีพหลักในอนาคต นับเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตเยาวชนนอกระบบการศึกษาในภาคอุตสาหกรรมได้ในระดับหนึ่ง

‘กสม.’เตรียมเปิดสำนักงานภาคอีสานที่‘ขอนแก่น’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757670

‘กสม.’เตรียมเปิดสำนักงานภาคอีสานที่‘ขอนแก่น’

‘กสม.’เตรียมเปิดสำนักงานภาคอีสานที่‘ขอนแก่น’

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อ
วันที่ 15 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมา ว่า กสม.ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านการคุ้มครอง ส่งเสริม และเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเชิงรุกในระดับภูมิภาคเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยที่ผ่านมา ได้จัดตั้งสำนักงานกสม. พื้นที่ภาคใต้ เป็นส่วนราชการในส่วนภูมิภาคแห่งแรก ณ อ.หาดใหญ่จ.สงขลา เปิดทำการตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. 2565 เป็นต้นมา จากนั้นในวันที่9 ก.ย. 2565 กสม. ได้ออกประกาศแบ่งส่วนราชการภายในและขอบเขตหน้าที่และอำนาจของส่วนราชการในสังกัดสำนักงาน กสม. พ.ศ. 2565โดยได้จัดตั้งสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รับผิดชอบพื้นที่ในเขต 20 จังหวัด ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี มีหน้าที่และอำนาจดำเนินการที่สำคัญเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียน ประสาน ตรวจสอบและติดตามการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนการส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนและพัฒนาความร่วมมือกับเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน

การเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชน รวมทั้งตรวจสอบข้อมูล ข้อเท็จจริงประกอบการจัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่เดือนส.ค. 2566 เป็นต้นมา และมีกำหนดเปิดสำนักงานฯ เพื่อให้บริการประชาชนอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ต.ค. 2566 นี้

น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการดำเนินงานในช่วงแรก สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน) สมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำนักงานยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น และเรือนจำกลางขอนแก่น เพื่อแนะนำสำนักงานฯ ในฐานะกลไกสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพื้นที่ และเริ่มดำเนินกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนให้กับสถานศึกษา ตลอดจนมีการรับเรื่องร้องเรียนและลงพื้นที่ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในหลายกรณีแล้ว

ล่าสุด เมื่อต้นเดือนก.ย. 2566 ที่ผ่านมา กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2 ท่าน คือ น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ และ น.ส.สุภัทรา นาคะผิว พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสม. ได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยมีเครือข่ายภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่างๆ เช่น ที่ดิน เหมืองแร่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้มีความหลากหลายทางเพศ คนไร้บ้าน เสรีภาพการชุมนุม การศึกษาสิทธิผู้บริโภค และสื่อมวลชน

เข้าร่วมให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิฯ ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ต่อสำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีข้อเสนอสำคัญให้ กสม. ใช้มาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เช่น การลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบทันทีที่มีการแจ้งการคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ ถึงบทบาทและการทำหน้าที่ของประชาชนที่เป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ กสม. ยังได้ประชุมหารือร่วมกับคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น ถึงแนวทางการทำงานร่วมกันในทุกมิติของการคุ้มครอง ส่งเสริม และเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยมีแผนการจัดทำ Mapping ประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนร่วมกับภาคประชาสังคม การส่งเสริมงานวิจัย และการจัดทำเครื่องมือการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความตระหนักเรื่องสิทธิมนุษยชนแก่เยาวชนด้วย

“สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นกลไกสำคัญระดับภูมิภาคอีกแห่งที่ช่วยยกระดับการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของประชาชนในพื้นที่ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดย กสม. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานจะได้ใช้บริการสำนักงานฯ และมีส่วนร่วมสะท้อนสถานการณ์จริงในพื้นที่และขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชนร่วมกับ กสม. อย่างใกล้ชิดต่อไป” น.ส.ปิติกาญจน์ กล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถใช้บริการหรือติดต่อ สำนักงาน กสม. พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ที่ อาคารพาณิชย์ เลขที่ 555/67 โครงการตลาดจอมพล หมู่ 13 ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น รหัสไปรษณีย์ 40000 หรือ โทร.043-306324-325, 043-306344-346 หรืออีเมล nhrc.esarn@nhrc.or.th

วันเยาวชนแห่งชาติ2566 ‘สสส.’เผย4สถานการณ์น่าห่วง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757664

วันเยาวชนแห่งชาติ2566  ‘สสส.’เผย4สถานการณ์น่าห่วง

วันเยาวชนแห่งชาติ2566 ‘สสส.’เผย4สถานการณ์น่าห่วง

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัวสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) ศูนย์วิชาการของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำรวจเยาวชนอายุ 15-21 ปี เกือบ 20,000 คนทั่วประเทศ พบ 4 สถานการณ์เด่น คือ

1.วิกฤตโควิด ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อเด็กและเยาวชนในครอบครัวเปราะบางหลายมิติ เช่นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวรายได้น้อย ครอบครัวแหว่งกลาง ยังไม่มีมาตรการเฉพาะเจาะจงยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น 2.ภาวะการเรียนรู้ถดถอยในเด็กทุกระดับ ทั้งการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และทักษะสังคม เพราะต้องเรียนออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ตลอด 3 ปี บางคนเรียนออนไลน์ตลอดช่วงการเป็นนักเรียน ม.ต้น หรือ ม.ปลาย

3.สุขภาพจิต ความเครียด ซึมเศร้า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีส่วนใหญ่เครียดเรื่องเรียน เพราะเรียนออนไลน์คุณภาพลดลง แต่โรงเรียนและผู้ปกครองยังคาดหวังสูงขณะที่จำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มีไม่เพียงพอ อีกทั้งเด็กและเยาวชน มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ ทั้งเรื่องอายุ ค่าใช้จ่าย และ 4.ความรุนแรง มีเด็กตกเป็นเหยื่อมากขึ้นและมีรูปแบบที่แนบเนียน สังเกตเห็นได้ยากขึ้น ทั้งการละเมิดทางเพศ การใช้อาวุธ แต่ละวันมีเด็กและเยาวชนร้อยละ 46 เผชิญความรุนแรง เกิดในบ้านตัวเองร้อยละ 18และพบมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ มีข้อมูลการสำรวจความปลอดภัยในโลกออนไลน์ใน 30 ประเทศ ไทยติดอันดับ 29 ซึ่งจะเห็นว่าเด็กไทยจำนวนมากถูกคุกคามในโลกออนไลน์ อนึ่ง สถานการณ์ที่ดีมักกระจุกตัวอยู่ในครอบครัวที่มีความพร้อม ประมาณร้อยละ 30 ขณะที่อีกร้อยละ 70 เป็นครอบครัวเปราะบาง เป็นความท้าทายในการทำงานสร้างเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชน เพราะสาเหตุหลักที่กระทบต่อเด็กเป็นเรื่องเศรษฐกิจครอบครัว ซึ่ง สสส. ทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องสานพลังกับหลายฝ่าย เน้นพัฒนานวัตกรรม

“เช่น แพลตฟอร์มเติมเต็ม เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเด็กที่อยู่ในครอบครัวเปราะบาง มาทำงานกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด ทำให้เจอว่าเด็กคนไหนมีความเสี่ยง นำมาออกแบบแผนพัฒนาเด็กรายบุคคลป้องกันปัญหาในมิติต่างๆ ก่อนเกิดวิกฤต ขณะนี้นำร่องดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพฯ 6 โซน โซนละ 1 เขตก่อนถอดบทเรียน ขยายผลดำเนินการให้ครอบคลุมพื้นที่อื่นๆ ต่อไป” น.ส.ณัฐยา กล่าว

น.ส.ณัฐยา ยังกล่าวอีกว่า สำหรับวันเยาวชนแห่งชาติ ปี 2566 ของขวัญที่มีคุณค่าที่อยากแนะนำที่สุดคือ การค้นพบตัวตน ความถนัด เพื่อถออกแบบชีวิต เลือกเรียน
เลือกอาชีพในฝันของตัวเอง ซึ่ง สสส.ร่วมกับสำนักพิมพ์ Bookscape ทำหลักสูตร “ออกแบบชีวิตด้วยแนวคิดนักออกแบบ (Design Thinking for Student Life)” โดย ครูเมษ์ ศรีพัฒนาสกุล CEO บริษัทลูกคิด จำกัด เป็นวิชาแนะแนวทางเลือกสำหรับเยาวชนอายุ 12 ปีขึ้นไป

เพื่อแก้ไขปัญหาคลาสสิกของเด็กไทยคือ “ค้นหาตัวเองไม่เจอ”หนึ่งในสาเหตุของความเครียด โดยสามารถเข้าใช้งานได้ฟรีบนแพลตฟอร์ม “HOOK Learning” มีทั้งหมด 7 บทเรียน บทเรียนละ10 กว่านาที สามารถทำตามได้ง่ายเพียง 1 สัปดาห์ เชื่อว่าจะทำให้เด็กและเยาวชนไทย ทำความเข้าใจตนเองและออกแบบเส้นทางการศึกษา อาชีพที่ลงตัวผ่านกระบวนการคิดแบบนักออกแบบได้

วันเยาวชนแห่งชาติของไทย ตรงกับวันที่ 20 กันยายน ของทุกปี ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่18 มิ.ย. 2528 เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี 2 พระองค์ ซึ่งเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติในฐานะยุวกษัตริย์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2396 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2468 จึงถือเป็นวันสิริมงคล ขณะที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานระบุความหมายของคำว่า “เยาวชน”ว่า หมายถึง บุคคลอายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์

‘DPU’จับมือม.ดังจาก‘เกาหลีใต้’ เตรียมเปิดหลักสูตรภาษาเกาหลี2+2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757666

‘DPU’จับมือม.ดังจาก‘เกาหลีใต้’  เตรียมเปิดหลักสูตรภาษาเกาหลี2+2

‘DPU’จับมือม.ดังจาก‘เกาหลีใต้’ เตรียมเปิดหลักสูตรภาษาเกาหลี2+2

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU เปิดเผยว่า วิทยาลัยนานาชาติ DPU ลงนามความร่วมมือกับ Gyeongsang National University (GNU) ประเทศเกาหลีใต้ เตรียมเปิดหลักสูตรภาษาเกาหลี ในปีการศึกษา 2567 ซึ่งจะเป็นหลักสูตรภาษาตะวันออกอีกหนึ่งสาขาเพิ่มเติมจากสาขาภาษาญี่ปุ่น โดยหลักสูตรภาษาตะวันออกดังกล่าว เป็นหลักสูตร 2+2

ซึ่งจะมีการเรียนในประเทศไทย 2 ปี และอีก 2 ปีหลัง จะเรียนที่เกาหลีใต้ ณ มหาวิทยาลัยที่ได้ลงนามความร่วมมือกัน ภายหลังจบการศึกษายังได้รับปริญญา 2 ใบ ทั้งจากมหาวิทยลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และ Gyeongsang National University(GNU) พร้อมกันนี้ เมื่อผ่านการสอบวัดระดับภาษาเกาหลี (TOPIK) ทั้ง 2 มหาวิทยาลัย ยังเตรียมช่องทางในการทำงานไว้รองรับบัณฑิตที่จบการศึกษาออกไปอีกด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ได้ร่วมกับ Gyeongsang National University Daegu Haany University KortopMedia และศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย เปิดศูนย์“Korean Language and Cultural Center” ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2566 โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับ ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

และ Hyan-wook Kim รองคณบดีฝ่ายต่างประเทศและความร่วมมือ Gyeongsang National University Park, Soo Jinรองอธิการบดี Daegu Haany University Koh, Dae Hwa ประธาน Kortop Media และ น.ส.ธันยากานต์ หิรัญสิทธิทวีกุลผู้จัดการทั่วไป ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมในพิธีเปิดโดยศูนย์ดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ และภารกิจของศูนย์จะมีการเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาเกาหลี เพื่อให้นักศึกษาชาวไทยได้เพิ่มทักษะภาษาที่ 3 รวมทั้งเข้าใจในวัฒนธรรมเกาหลีมากขึ้นอันจะนำไปสู่การเพิ่มโอกาส ในการทำงานหรือทำธุรกิจ

คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มธบ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าอิทธิพลทางวัฒนธรรมของเกาหลีเฟื่องฟูมาก เรียกว่าเป็น Soft Power ที่ติดอันดับต้นๆ และขยายอิทธิพลไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย นอกจากนี้ ภาครัฐยังสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเกาหลีเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยข้อมูลจาก BOI ระบุมีนักลงทุนเกาหลีเข้ามาลงทุนในไทยแล้ว จำนวนกว่า400 ราย

และล่าสุดได้เชิญชวนนักลงทุนเกาหลีเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดมูลค่าการลงทุนจำนวนกว่า 2,000 ล้านบาท ดังนั้น โอกาสของของแรงงานที่สามารถสื่อสารภาษาและเข้าใจวัฒนธรรมเกาหลีจึงมีมากขึ้น ทางมหาวิทยาลัยฯจึงเล็งเห็นความสำคัญในการเปิดการเรียนการสอนหลักสูตรภาษาเกาหลี เพื่อให้เด็กไทยได้เพิ่มทักษะด้านภาษา ซึ่งจะสอดคล้องกับความต้องการของเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการเรียนรู้ภาษาที่ 3 มากขึ้น

“ตั้งแต่มี EEC เกิดขึ้นนักลงทุนที่เข้ามาเมื่อก่อนเป็นชาวญี่ปุ่น แต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่นักธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย ยังมีนักธุรกิจเกาหลีที่เข้ามาลุงทุนในไทยไม่แพ้กันดังนั้น จึงมีความต้องการแรงงานที่สามารถสื่อสารและเข้าใจวัฒนธรรมเกาหลี มหาวิทยาลัยเล็งเห็นความสำคัญของการเปิดหลักสูตรภาษาเกาหลี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และตอบโจทย์ความต้องการของเด็กรุ่นนี้ เพราะปัจจุบันมีเด็กที่ต้องการเรียนรู้ภาษามากกว่า 2 ภาษาจำนวนไม่น้อย และหนึ่งในนั้นก็คือภาษาเกาหลีที่เป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้”ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าว

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวในตอนท้ายว่า ก่อนจะเปิดสาขาภาษาเกาหลี มหาวิทยาลัยได้เตรียมความพร้อมผ่านการจัดให้มีหลักสูตรภาษาตะวันออก ได้มีการเพิ่มวิชาเอก ให้นักศึกษาเลือกเป็นภาษาที่ 3 คือ ภาษาญี่ปุ่น และ ภาษาเกาหลีเปิดรับนักศึกษาประมาณเอกละ 100 คน สอนโดยอาจารย์คนไทยที่เรียนจบด้านภาษา และอาจารย์เจ้าของภาษาจากมหาวิทยาลัยที่เราทำ MOU ด้วย ดังนั้น จึงเป็นหลักสูตรที่เราร่วมกันพัฒนา นักศึกษาจะได้ทั้งภาษาและวัฒนธรรม นอกจากนี้เรายังมีแผนสร้าง Community ด้านภาษาต่างๆ เพื่อสร้างความกล้าด้านการสื่อสาร

โดยวิชาเอกภาษาเกาหลีเรามีนักศึกษาเกาหลีแลกเปลี่ยนอยู่แล้วทุกปี และนักศึกษาที่เลือกเรียนเอกภาษาเกาหลีจะมีโอกาสได้ไป Summer Camp ที่ KeimyungUniversity ประเทศเกาหลี อีกหนึ่งมหาวิทยาลัยที่มีความร่วมมือทางวิชาการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 1 สัปดาห์ (*ยกเว้น ค่าเดินทางและค่าอาหาร) ซึ่งมหาวิทยาลัยที่เกาหลีเปิดรับทุกปี ปีละ 20 คนโดยการไปซัมเมอร์ในแต่ละปีนักศึกษาได้เพิ่มทักษะด้านภาษาและมีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอีกด้วย