ยูเนสโกรับรอง อุทยานศรีเทพเป็นมรดกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757770

ยูเนสโกรับรอง อุทยานศรีเทพเป็นมรดกโลก

ยูเนสโกรับรอง อุทยานศรีเทพเป็นมรดกโลก

วันพุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ยูเนสโกรับรอง อุทยานศรีเทพเป็นมรดกโลก
 

องค์การยูเนสโกประกาศรับรอง“อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ”จ.เพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลก ทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร มีการแถลงข่าว

การประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกและนายเสริมศักดิ์ พงษพานิช รมว.วัฒนธรรม ซึ่งก่อนการแถลงข่าวคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ร่วมรับชมการถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่45 ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบียในการรับรองเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก อย่างเป็นทางการด้วย จากนั้นเวลา 15.30น.ถึงเวลาที่รอคอย เมื่อคณะกรรมการมรดกโลกได้พิจารณาพร้อมประกาศรับรองเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลก โดยผู้ที่ร่วมฟังผลการประกาศต่างเปล่งเสีย และปรบมือแสดงความยินดีในโอกาสครั้งนี้

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ได้ดำเนินการขับเคลื่อนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติเป็นมรดกโลกมาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ ได้ร่วมกับวธ.เสนอเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยได้มีแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่อย่างต่อเนื่อง หวังว่า การขับเคลื่อนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ เป็นแหล่งมรดกโลก จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการหวงแหน และอนุรักษ์ทรัพยากรที่เป็นทุนที่สำคัญ ที่สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ และที่สำคัญก่อให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ด้านการท่องเที่ยว

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวต่อไปว่า เมืองโบราณศรีเทพ ประกอบด้วยแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม 3 แหล่ง ที่มีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กัน มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และคงความเป็นของแท้ดั้งเดิม ได้แก่ เมืองโบราณศรีเทพ โบราณสถานเขาคลังนอก และโบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ ภายใต้คุณค่าตามเกณฑ์ของยูเนสโกประกอบด้วย เกณฑ์ข้อที่ 2 แสดงถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง หรือพื้นที่ในวัฒนธรรมใดๆ ของโลก ผ่านการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม หรือทางเทคโนโลยี การวางแผนผังเมืองหรือการออกแบบภูมิทัศน์ และเกณฑ์ข้อที่ 3 เป็นพยานหลักฐานที่ยอดเยี่ยม หรือหาที่เสมอเหมือนไม่ได้ของประเพณี วัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ หรือสูญหายไปแล้ว

ด้าน นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า การที่เมืองโบราณศรีเทพ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโกในครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นเป็น 4 แหล่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในพุทธศักราช 2535 นับเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว กระทั่งแหล่งมรดกวัฒนธรรมของประเทศไทย คือ เมืองโบราณศรีเทพได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกอีกครั้ง จากนี้ วธ.โดยกรมศิลปากร ได้จัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพื่อรองรับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณศรีเทพภายหลังจากการได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก โดยแผนดังกล่าวได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะครอบคลุม ทั้งเรื่องการอนุรักษ์ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม แผนบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว การจัดทำแผนชุมชนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในด้านการอนุรักษ์

ทั้งนี้ กรมศิลปากร ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 20-24ก.ย.นอกจากนี้ ยังจัดแสดงนิทรรศการ เรื่องศรีเทพกับมรดกโลก ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.-14ม.ค.2567 เพื่อเผยแพร่เรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของเมืองโบราณศรีเทพ ให้ประชาชนคนไทยทุกคน ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ร่วมเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกในครั้งนี้ด้วย

‘อัมพร’ฝากก่อนเกษียณ ยากได้คนเข้าใจมานั่งเก้าอี้เลขากพฐ.คนใหม่ เพื่อให้ทันสถานการณ์ที่สพฐ.กำลังเผชิญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757779

'อัมพร'ฝากก่อนเกษียณ ยากได้คนเข้าใจมานั่งเก้าอี้เลขากพฐ.คนใหม่ เพื่อให้ทันสถานการณ์ที่สพฐ.กำลังเผชิญ

‘อัมพร’ฝากก่อนเกษียณ ยากได้คนเข้าใจมานั่งเก้าอี้เลขากพฐ.คนใหม่ เพื่อให้ทันสถานการณ์ที่สพฐ.กำลังเผชิญ

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.18 น.

วันที่ 19 กันยายน นายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการอกพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้นั้น ส่วนตัวอยากได้คนที่เข้าใจ มาสานต่อการทำงาน โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นองค์กรใหญ่และมีปัญหาที่สลับซับซ้อนค่อนข้างมาก ถ้าได้คนไม่เข้าใจก็เหมือนกับมาเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ ผลกระทบที่จะได้คือ ความล่าช้า ความไม่ต่อเนื่องและความไม่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าได้เลขาธิการกพฐ.คนใหม่ที่มีต้นทุน มีความเข้าใจ ก็จะสามารถเริ่มทำงานได้ค่อนข้างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ที่สพฐ.กำลังเผชิญ 

“สถานการณ์ที่สพฐ.เจอไม่ใช่เรื่องธรรมดา  เจอการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มา 3 ปี   ทำให้เกิดวิกฤตการศึกษาที่สูงมาก ดังนั้นถ้ายังมาจมอยู่กับการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกทิศถูกทาง ก็จะทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้ที่เหมาะถ้าไม่ใช่ลูกหม้อสพฐ. ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหม้อเสมอไป แต่ต้องสามารถทำงานได้เลย ไม่ใช่มาแล้วต้องมาขอเวลาศึกษาอีก” นายอัมพร กล่าว 

นายอัมพร กล่าวต่อว่า สำหรับการบ้านที่อยากจะฝากเลขาธิการกพฐ.คนใหม่นั้น ส่วนตัวไม่มีเรื่องอะไร แต่มีข้อห่วงใย โดยประเทศไทย ยังประสบปัญหาหลายอย่าง ทั้งความยากจน ความเหลื่อมล้ำ เรื่องสุขภาพอนามัย เรื่องสิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเกม ยาเสพติดหรือภัยคุกคามทางโซเชียล ดั้งนั้นตนค่อนข้างเห็นด้วยกับนโยบายของพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ว่าถ้าหากเราจะเน้นไปข้างหน้า อย่างแรกคือ ต้องทำให้คนมีความสุข ทั้งกายและใจ อย่างที่สองคือ ทำอย่างไร ถึงจะช่วยติดอาวุธทางปัญญาให้กับคน ก็คือเรื่องการอ่าน การเขียน การคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องรณรงค์ จากนั้น ต้องทำให้เขามีทักษะชีวิตที่ดี สามารถเอาชีวิตรอด และช่วยชี้ทางให้เด็กเดิน ซึ่งต้องมีการแนะแนวว่าโตขึ้นเด็กสามารถเป็นอะไรได้บ้าง เพื่อให้มีเป้าหมาย เดินไปสู่ความสำเร็จให้ได้ โดยการสร้างแรงบรรดาลใจให้นักเรียน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ตนอยากเน้นย้ำ

เข้าชม’เมืองโบราณศรีเทพ’ฟรี ช่วง 20-24 ก.ย.นี้ หลังยูเนสโกประกาศเป็นมรดกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757776

เข้าชม'เมืองโบราณศรีเทพ'ฟรี ช่วง 20-24 ก.ย.นี้  หลังยูเนสโกประกาศเป็นมรดกโลก

เข้าชม’เมืองโบราณศรีเทพ’ฟรี ช่วง 20-24 ก.ย.นี้ หลังยูเนสโกประกาศเป็นมรดกโลก

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 20.51 น.

วันที่ 19 กันยายน 2566 เวลา 15.38 น.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เป็นประธานแถลงข่าวการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.วัฒนธรรม ประธานอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ร่วมแถลงข่าว ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้เมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ ๔๕ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่10-25 กันยายน 2566 ณ กรุงริยาร์ด ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม รวม 4 แห่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย–ศรีสัชนาลัย–กำแพงเพชร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

ล่าสุด เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลก แห่งที่ 4 นับตั้งแต่การประกาศให้แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี เป็นมรดกโลก เมื่อพ.ศ. 2535 ประเทศไทยได้นำเสนอเมืองโบราณศรีเทพบรรจุอยู่ในบัญชีเบื้องต้นมรดกโลก เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 และได้นำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์เพื่อขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกต่อยูเนสโก ในเดือนมกราคม 2564 รวมพื้นที่นำเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก จำนวน 866.471 เฮกตาร์ หรือประมาณ 5,515 ไร่ ประกอบด้วยแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม 3 แหล่ง ที่มีความเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันทางวัฒนธรรม มีความครบถ้วน สมบูรณ์ และคงความเป็นของแท้ดั้งเดิม ประกอบด้วย เมืองโบราณศรีเทพ โบราณสถานเขาคลังนอก โบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์

“เหตุผลที่ทำให้เมืองโบราณศรีเทพ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก เนื่องจากคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากล กล่าวคือ เมืองโบราณศรีเทพเป็นเมืองสำคัญสมัยทวารวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16 หรือประมาณ 1,000-1,400 ปี แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการสำคัญทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาดังกล่าว เมืองโบราณศรีเทพ มีรูปแบบผังเมืองที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์

ภายในเมืองประกอบด้วยศาสนสถานมากกว่า 112 แห่ง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม เป็นของตนเอง ที่เรียกว่า “สกุลช่างศรีเทพ” หลักฐานที่พบจากเมืองโบราณศรีเทพ แสดงถึงความผสมผสานของศาสนา และความเชื่อ ทั้งศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทและมหายาน ที่รับจากประเทศอินเดีย ปรับเปลี่ยนและพัฒนาเป็นรูปแบบเฉพาะ ภายใต้วัฒนธรรมทวารวดีที่เจริญรุ่งเรืองในภาคกลางของประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว”รองนายกฯ กล่าว

รองนายกฯ กล่าวต่อว่า เมืองโบราณศรีเทพ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมภายใต้คุณค่า ตามเกณฑ์ของยูเนสโก ประกอบด้วย เกณฑ์ข้อที่ 2 แสดงถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ในช่วงเวลาใด เวลาหนึ่ง หรือพื้นที่ในวัฒนธรรมใด ๆ ของโลก ผ่านการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม หรือทางเทคโนโลยี การวางแผนผังเมืองหรือการออกแบบภูมิทัศน์ เกณฑ์ข้อที่ 3 เป็นพยานหลักฐานที่ยอดเยี่ยม หรือหาที่เสมอเหมือนไม่ได้ของประเพณี วัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่ หรือสูญหายไปแล้ว การที่เมืองโบราณศรีเทพได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้ นับเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ซึ่งเป็นเจ้าของมรดกวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นเกียรติภูมิของประเทศ นอกจากนั้นยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวโลก

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช กล่าวว่า การที่เมืองโบราณศรีเทพ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก ทางวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโกในครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นเป็น 4 แหล่ง ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี และล่าสุด เมืองโบราณศรีเทพ ภารกิจของรัฐบาลยังไม่สิ้นสุดเพียงการเฉลิมฉลองการประกาศให้เมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกเท่านั้น กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้จัดทำแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพื่อรองรับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณศรีเทพภายหลังจากการได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก โดยแผนฯ ดังกล่าวได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ และการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนในพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะครอบคลุม ทั้งเรื่องการอนุรักษ์ การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม แผนบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว การจัดทำแผนชุมชนด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในด้านการอนุรักษ์

ทั้งนี้ กรมศิลปากร ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ 20-24 กันยายน 2566 นอกจากนี้ ยังจัดแสดงนิทรรศการ เรื่อง ศรีเทพกับมรดกโลก ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2566 ถึง 14 ม.ค.2567 เพื่อเผยแพร่เรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของเมืองโบราณศรีเทพ ให้ประชาชนคนไทยทุกคน ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ร่วมเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียนเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกในครั้งนี้

ในโอกาสนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุม UNGA ครั้งที่ 78 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ร่วมแสดงความยินดีกับทางคณะผู้แทนไทยที่เดินทางไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 45 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย พร้อมฝากแสดงความยินดีกับชาวไทยด้วย

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน’เมืองโบราณศรีเทพ’ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757673

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน'เมืองโบราณศรีเทพ' เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน’เมืองโบราณศรีเทพ’ เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทย

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.13 น.

วันที่ 19 กันยายน 2566 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee) สมัยสามัญ ครั้งที่ 45 ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย มีมติให้ขึ้นทะเบียนแหล่งเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลก ภายในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ค.ศ. 1972 (Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage หรืออนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) โดยแหล่งเมืองโบราณศรีเทพเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกลำดับที่ 7 ของไทย ก่อนหน้านี้ ไทยมีมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว ๖ แหล่ง ได้แก่ (1) เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (2) นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาและเมืองบริวาร (3) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร – ห้วยขาแข้ง (4) แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง (5) ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ และ (6) กลุ่มป่าแก่งกระจาน

เมืองโบราณศรีเทพตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบด้วยแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม 3 แหล่งที่สัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน คือ เมืองโบราณศรีเทพ โบราณสถานเขาคลังนอก และโบราณสถานถ้ำเขาถมอรัตน์ มีอายุมากกว่า 1,500 ปี และด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีความเหมาะสม จึงมีการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งเป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดีที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว มีผังเมืองที่มีอัตลักษณ์แตกต่างไปจากผังเมืองสมัยทวารวดีทั่วไป และยังมีรูปแบบศิลปกรรมที่โดดเด่น และแตกต่างจากเมืองสมัยทวารวดีในที่อื่น ๆ จนได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปกรรมในสกุลช่างศรีเทพ

การขึ้นทะเบียนมรดกโลกครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจของไทยและถือเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในระดับสากลต่อคุณค่าและความสำคัญของแหล่งเมืองโบราณศรีเทพในฐานะมรดกโลกทางวัฒนธรรม รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของการผสานความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกันของภาคส่วนต่าง ๆ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู คุ้มครอง และป้องกัน เมืองโบราณศรีเทพให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสมบัติของคนรุ่นใหม่และคนทั้งโลกต่อไป

อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ค.ศ. 1772 ได้รับการรับรองในที่ประชุมสมัยสามัญของยูเนสโกเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2515 โดยมีแรงบันดาลใจจากการที่นานาประเทศได้ร่วมกันบริจาคเงินกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านยูเนสโกให้แก่อียิปต์และซูดาน เพื่อเคลื่อนย้ายและบูรณะวิหาร Abu Simbel ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมภายหลังการก่อสร้างเขื่อนอัสวาน ปัจจุบัน มีรัฐภาคี 195 ประเทศ การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐภาคีที่จะสงวนรักษาความโดดเด่นทางธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้สำหรับคนรุ่นหลัง รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน

ขอบคุณภาพ : สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย ผอ.สพท. ฝากการบ้านผู้บริหารเดินหน้า‘เรียนดี มีความสุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757615

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย ผอ.สพท. ฝากการบ้านผู้บริหารเดินหน้า‘เรียนดี มีความสุข’

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย ผอ.สพท. ฝากการบ้านผู้บริหารเดินหน้า‘เรียนดี มีความสุข’

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.43 น.

‘เพิ่มพูน’มอบนโยบาย‘ผอ.สพท.’ทั่วประเทศ เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง‘เรียนดี มีความสุข’ พร้อมช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น เบาขึ้น

19 กันยายน 2566 ที่ศูนย์ประชุม NICE สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวมอบนโยบายในการประชุมผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงเปิดงาน 2 ทศวรรษ “สานต่อพื้นฐานการศึกษา พัฒนาอนาคตเด็กไทย” โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ให้การต้อนรับ และผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วม ได้แก่ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการกพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขตทั่วประเทศ และผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาในพื้นที่ รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน เข้าร่วมในพิธี

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวตอนหนึ่ง ว่า ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาพบกับผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกคนในวันนี้ หลังจากที่ได้พบและพูดคุยผ่านระบบออนไลน์ ในการมอบนโยบาย เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สื่อสารนโยบายของศธ.แก่ทุกคนอีกครั้ง ซึ่งถือว่าทุกคนเป็นผู้นำทางการศึกษาในพื้นที่ และถือเป็นโซ่ข้อกลางที่สำคัญ ในการเชื่อมต่อนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดคุณภาพทางการศึกษา สู่สถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุด คือ ตัวผู้เรียน ในการทำอย่างไรให้ “เรียนดี มีความสุข”

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ศธ.จึงกำหนดนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใน 3 ด้าน ได้แก่

1. ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา (1 นักเรียน 1 Tablet)

2. มุ่งเน้นเรื่องโรงเรียนคุณภาพ ตั้งเป้าที่ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ โดยทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกัน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับเด็กในชนบทได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับเด็กในเมือง

3. ระบบแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต ทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนรู้จักตนเอง ในที่นี้หมายถึง รู้จักความถนัดและความสามารถของตน เพื่อจะนำไปสู่การเลือกเรียนในสาขาวิชาต่าง ๆ อย่างเหมาะสม นำพาไปสู่การมีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวในอนาคต ส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่อาจจะไม่มีความถนัดทางด้านวิชาการ แต่มีความสามารถและความถนัดทางด้านวิชาชีพ คหกรรม โดยส่งเสริม สนับสนุน ให้สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพได้ด้วยตนเอง โดยมีครูผู้สอนเป็นโค้ชแนะแนวทาง พร้อมกับการสร้างเครือข่ายในชุมชนและท้องถิ่น เพื่อแสวงหาพื้นที่ในการประกอบอาชีพหรือหารายได้ระหว่างเรียนให้กับผู้เรียน

“ผมอยากเน้นย้ำนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ทั้งความสุขของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนผู้ปกครองและชุมชน และไม่ใช่แค่ความสุขในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสุขในอนาคต  ดังนั้นขอฝากผู้บริหารทุกระดับให้นำนโยบายไปคิดว่า ในภาระหน้าที่ของตนเองจะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างไร ทั้งนี้ ในการทำงาน ผมเสมอว่า เมื่อมาเป็นเสมา 1 แล้ว จะต้องไม่เพิ่มภาระให้ใคร แต่จะต้องเข้ามาช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น เบาขึ้น ผมและทีมงานจะไม่มาสร้างภาระให้ทุกคน อย่างแน่นอน ทั้งนี้จากการดูกิจกรรมภายในงาน พบว่าปัจจัยความสำเร็จ คือต้องมีหัวใจ ที่จะทำงาน ซึ่งอยากให้ทุกคนไปขับเคลื่อนให้ครูและนักเรียน มีหัวใจที่จะทำงานสอนและเด็กรักที่จะเรียน “ พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้านนายอัมพร  พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า  รมว.ศธ. ได้เยี่ยมชม นิทรรศการสรุปผลงาน 20 ปีของ สพฐ. โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายเดิมที่ สพฐ.ทำเมื่อปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย โอกาสทางการศึกษา รวมถึงเรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ ใน 4 ด้าน  ซึ่งรัฐมนตรีให้ความชื่นชม และได้ขอให้สพฐ.ไปจัดทำสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจะได้วิเคราะห์และเผยแพร่ให้คนเห็นได้ง่าย นอกจากนี้ รมว.ศธ. ยังย้ำนโยบายลดภาระครู นักเรียนและผู้ปกครอง และตอนท้ายรมว.ศธ. ยังย้ำว่า สิ่งสำคัญ คือ  กระบวนการที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ โดยได้ยกประเด็นของ อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เน้นในเรื่องของ เหตุ โดยให้ดูว่าเกิดจากอะไร เมื่อรู้สาเหตุแล้วจะมีวิธีแก้อย่างไร ซึ่งจะต้องเรียบง่ายและประหยัด โดยยกตัวอย่างเรื่องความปลอดภัย อาจไม่จำเป็นต้องติดกล้องวงจรปิด แค่รณรงค์ให้เด็ก ไม่เดินคนเดียว ไปไหนมาไหนไปกับเพื่อน ก็จะเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น เป็นต้น

เบิกเนตร‘หยก’!โบว์หวังลึกๆรู้ตัวกลับบ้าน ก่อนไม่เหลือคำว่า‘เด็ก’ให้ใครหาประโยชน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757531

เบิกเนตร‘หยก’!โบว์หวังลึกๆรู้ตัวกลับบ้าน ก่อนไม่เหลือคำว่า‘เด็ก’ให้ใครหาประโยชน์

เบิกเนตร‘หยก’!โบว์หวังลึกๆรู้ตัวกลับบ้าน ก่อนไม่เหลือคำว่า‘เด็ก’ให้ใครหาประโยชน์

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 08.42 น.

เบิกเนตร‘หยก’!โบว์หวังลึกๆรู้ตัวกลับบ้าน ก่อนไม่เหลือคำว่า‘เด็ก’ให้ใครหาประโยชน์ ไม่มีคำว่า‘เด็ก’เป็นเกราะคุ้มกันอีกต่อไป

19 กันยายน 2566 น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ทวิตเตอร์ Bow Nuttaa Mahattana ระบุว่า…

“แทนที่ บุ้ง จะสนับสนุนให้ หยก กลับบ้าน บุ้งกลับสนับสนุนให้หยกออกจากบ้าน แล้วย้ายมาอยู่กับตัวเอง และเปิดบัญชีบริจาคให้คนโอนเงินสนับสนุนกิจกรรมของกลุ่มทะลุวัง เพื่อจะป่วนไปทั่ว สะสมคดีความ ดับอนาคต .. อีกสองสามปีหยกก็จะบรรลุนิติภาวะ ไม่มีคำว่าเด็กเป็นเกราะคุ้มกันอีกต่อไป ในวันที่คดีความของบุ้งสิ้นสุดและเดินเข้าคุก .. หวังว่าหยกจะรู้ตัว กลับบ้าน หรือยอมเข้ากระบวนการช่วยเหลือของรัฐ ไม่ใช้คำว่าเด็กสิ้นเปลืองเกินไปจนหมดเวลา

ถ้าหยกอายุต่ำกว่า 9 ปี รัฐจะสามารถดำเนินคดีพ่อแม่ข้อหาทอดทิ้งบุตรได้ แต่เมื่ออายุเกิน 9 ปี กระบวนการช่วยเหลือจึงซับซ้อนกว่านั้น และยากขึ้นไปอีกเมื่อเด็กไม่ให้ความร่วมมือ จนถึงยากที่สุดเมื่อมีกลุ่มการเมืองคอยจับผิดและพร้อมจะมีปัญหากับหน่วยงานรัฐ ในขณะที่มีเด็กอีกมากมายที่ต้องการและสมควรได้รับการช่วยเหลือและทุ่มเททรัพยากร

ความร่วมมือของหยกเองซึ่งเป็น “นางสาว” แล้วไม่ใช่ “เด็กหญิง” จึงเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการคลี่คลายปัญหาด้วย แต่ที่ผ่านมา หยก ปฏิเสธทุกอย่าง เพราะมีแนวร่วมและกลุ่มการเมืองคอยทำให้เขาเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นคือความกล้าหาญที่น่ายกย่อง … แต่สุดท้ายคนที่จะต้องรับผลของการตัดสินใจเลือกนั้นคือตัวหยกเอง และโดยลำพัง ในวันที่ไม่เหลือคำว่าเด็กไว้ให้ใครหาประโยชน์อีกต่อไป”

โต้จัดฉาก!‘หยก’เหวี่ยงกลับที่โรงเรียน-สังคมทำ อันไหนรุนแรงหยาบคายกว่ากัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757530

โต้จัดฉาก!‘หยก’เหวี่ยงกลับที่โรงเรียน-สังคมทำ อันไหนรุนแรงหยาบคายกว่ากัน

โต้จัดฉาก!‘หยก’เหวี่ยงกลับที่โรงเรียน-สังคมทำ อันไหนรุนแรงหยาบคายกว่ากัน

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 08.18 น.

ว้าวุ่นหนัก!‘หยก’โต้จัดฉาก เหวี่ยงกลับที่โรงเรียน-สังคมทำ อันไหนรุนแรงหยาบคายกว่ากัน ยัน‘บุ้ง’ไม่ได้บังคับ

19 กันยายน 2566 เฟซบุ๊ก Thanalop Phalanchai ของ “หยก” สมาชิกกลุ่มทะลุวัง โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 18 ก.ย.66 ระบุว่า…

วันนี้หนูนั่งที่เดิมตรงที่เคยมีนักสิทธิมนุษยชนไปโพสต์ว่าหนูจัดฉาก แล้วคุณสรยุทธเอาวิดิโอตัวสั้นตัดมาไม่นานมาลง มีเสียงพี่บุ้งบอกให้หนูเขียนข้อความ

ข้อความที่พี่บุ้งบอกหนูคิดมาแล้วว่าจะเขียนถ้าครูปฏิเสธ แต่ถ้าใครดูตัวเต็มวิดิโอ จะเห็นเหตุการณ์ที่แตกต่าง มันเริ่มจากหนูเขียนกระดาษเสียไปหลายใบเพราะลายมือไม่สวยซะที จนพี่บุ้งบอกหนูว่าหนูต้องเขียนข้อความสี่คำนี้แบบไหน เว้นวรรคยังไงถึงจะชัด โดยหนูบอกว่าลายมือไม่สวย ๆ พี่บุ้งก็มาช่วย

ที่จริงถ้ากล้องหน้าโรงเรียนมีครบน่าจะมีให้ดูตอนที่พี่บุ้งบอกให้กลับบ้านด้วย แต่หนูตอบว่าไม่ แต่หลายๆครั้งกล้องไม่ลงตัวเต็มหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากล้องของใครและตัดมาทำไมเท่านี้

เรื่องที่มีนักสิทธิมนุษยชนมาโพสต์ให้สังคมเข้าใจว่าหนูจัดฉากก็เหมือนกัน จริงๆแล้วหนูก็นั่งจริงๆนั่นแหละแต่นั่งในห้องประชาสัมพันธ์ แล้ววันนั้นพอจะถ่ายรูปหนูก็เลยออกมาถ่ายเป็นเชิงสัญลักษณ์เนื่องจากไม่สามารถถ่ายภายในห้องนั้นได้เพราะคุณครูไม่อนุญาตให้พี่ๆนักข่าวถ่ายรูปในห้องประชาสัมพัทธ์ แต่การนั่งเพื่อประท้วงโดยสันติแต่ถูกเมินเฉยของหนูยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ ตอนนี้คิดว่าจะไม่นั่งข้างในห้องประชาสัมพันธ์แล้ว ถึงพี่บุ้งจะยังเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ

เรื่องของหนูหนูเข้าใจว่าหลายคนไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเพราะไม่ชอบพี่บุ้ง หรือเพราะอะไร แต่หนูเป็นคนที่ขอมาอยู่กับพี่เขาสมัครใจที่อยู่กับพี่เขาและที่สำคัญเค้าไม่ได้บังคับหนู แต่ทุกคนไม่เคยมีใครมาถามหนูสัมภาษณ์หนูเหมือนกันว่าเรื่องจริงคืออะไร แต่มีแต่เอาคลิปวิดิโอไม่กี่วินาทีมาลง

หนูไม่แน่ใจว่า ที่โรงเรียน พวกคุณ สังคมทำ

กับที่หนูทำอันไหนรุนแรงดูหยาบคายกว่ากัน

ม.สวนดุสิต สุพรรณบุรี ร่วมมือวิชาการเอกชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757445

ม.สวนดุสิต สุพรรณบุรี ร่วมมือวิชาการเอกชน

ม.สวนดุสิต สุพรรณบุรี ร่วมมือวิชาการเอกชน

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วรานี เวสสุนทรเทพ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตสุพรรณบุรี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมกับ นายวีระ ตั้งวุทฒิไกรวิทย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี และ นางสาวราชพฤกษ์ อุบลศรี ผู้อำนวยการเขตศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์สุพรรณบุรี ร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการเชิงบูรณาการ เพื่อดำเนินงานเพื่อทำงานเชิงรุกในการบูรณาการด้านการศึกษา ด้านการท่องเที่ยวและด้านการเกษตรปลอดภัย ณ โรงแรมสองพัน จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

มมส. และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ มอบถุงพระราชทานฯ นักเรียนทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757450

มมส. และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  มอบถุงพระราชทานฯ นักเรียนทุน

มมส. และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ มอบถุงพระราชทานฯ นักเรียนทุน

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) จัดพิธีมอบถุงพระราชทานและเยี่ยมติดตามผลนักเรียนทุนพระราชทาน เพื่อการศึกษาสงเคราะห์จังหวัดมหาสารคาม มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมงาน นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ในนามประธานกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ประจำจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีมอบถุงพระราชทานให้แก่นักเรียนทุนพระราชทานเพื่อการศึกษาสงเคราะห์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จำนวน 16 ราย ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ปัจจุบันมีนักเรียนและนิสิตนักศึกษาที่ได้รับทุนพระราชทานเพื่อการศึกษาสงเคราะห์ จากมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ 28 ราย เป็นนักเรียนเรียนดีจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 22 ราย และเด็กกำพร้าที่บิดาหรือมารดาเสียชีวิตจากสาธารณภัยและภัยพิบัติต่างๆ6 ราย

ซี-วิท เสริมวิตามินซีเด็กนักเรียน และมอบอุปกรณ์กีฬาทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/757446

ซี-วิท เสริมวิตามินซีเด็กนักเรียน  และมอบอุปกรณ์กีฬาทั่วประเทศ

ซี-วิท เสริมวิตามินซีเด็กนักเรียน และมอบอุปกรณ์กีฬาทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ซี-วิท (C-vitt) ผนึกกำลังมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยและมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ สานต่อโครงการ “C-vitt สู่อนาคตที่สดใส ไปด้วยกันปีที่ 2” มอบ ซี-วิท มินิ 1,281,600 กล่อง ให้เด็กไทยกว่า 5 หมื่นคนในพื้นที่ 250 โรงเรียนทั่วประเทศ พร้อมนำร่อง 9 โรงเรียนห่างไกล ได้ดื่มวิตามินซีทุกวัน ตั้งเป้าภายในปี 2025 จะช่วยให้เด็กไทยทั่วประเทศมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีขึ้นกว่า 2 แสนคนพร้อมมอบอุปกรณ์กีฬาให้นักเรียนกว่า 47,000 คน และได้นำทีมพนักงานลงพื้นที่ทำกิจกรรมให้ความรู้เรื่องวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น แข็งแรง สดใส เจ็บป่วยน้อยลง

นอกจากนี้ กิจกรรมครั้งนี้ ยังเป็นการสานต่อและยกระดับการสนับสนุนด้านสุขภาพของเยาวชนในมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ กว่า 700 คน ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเด็กโสสะทั้ง 5 แห่งทั่วประเทศไทย ได้แก่ บางปู สมุทรปราการ, หาดใหญ่ สงขลา, หนองคาย, เชียงราย และภูเก็ต