‘สอศ.’ รับลูก ‘เพิ่มพูน’ ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ ‘เรียนดี มีความสุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756846

'สอศ.' รับลูก 'เพิ่มพูน' ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ 'เรียนดี มีความสุข'

‘สอศ.’ รับลูก ‘เพิ่มพูน’ ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ ‘เรียนดี มีความสุข’

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.29 น.

“สอศ.” รับลูก “เพิ่มพูน” ประชุมด่วน ข้อสั่งการและแนวปฏิบัติ “เรียนดี มีความสุข” จัดทำแอคชั่นแพลน ส่งต่อสถานศึกษาปฎิบัติอย่างเคร่งครัด 

นที่ 15 กันยายน 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดประชุมเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาตามข้อสั่งการและแนวปฏิบัติของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบนโยบายแก่ข้าราชการ กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 ณ กระทรวงศึกษาธิการ โดย เบื้องต้น สอศ. ได้คลี่นโยบายดังกล่าว และกำหนดผู้รับผิดชอบทุกสำนัก หน่วย ศูนย์ ในกำกับของสอศ. จัดทำแนวปฏิบัติในเรื่องที่เกี่ยวข้อง จัดนำเสนอภายในวันที่ 22 กันยายน 2566 นี้ ในทุกมิติของนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมาย  โดยกำหนดแนวปฏิบัติ และกำชับสถานศึกษาถือปฏิบัติในด้านต่าง ๆ  ดังนี้ 

ด้านข้อสั่งการและการปฏิบัติ 6 ข้อ ได้แก่ 1. ให้นำนโยบายด้านการศึกษาของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม (Action plan) 2. ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เช่น การบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย (ห้ามซื้อ-ขายตำแหน่ง) ห้ามทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุ คุรุภัณฑ์ ชุดนักเรียน อาหารกลางวัน และอื่นๆ และต้องจัดซื้อจัดจ้าง วัสดุ ครุภัณฑ์ที่มีคุณภาพ 3. น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ  4. ให้ร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด 5. ส่งเสริมการอ่านยังเป็นกระบวนการโดยครูต้องเป็นต้นแบบในการรักการอ่าน และ 6. การลงพื้นที่ตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยมให้เฉพาะผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม โดยให้มีการดำเนินการอย่างเรียบง่าย และประหยัด เช่น ไม่ต้องติดป้ายต้อนรับ ไม่มีของที่ระลึก-ของฝาก เป็นต้น 

 เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า นอกจากแนวข้อสั่งการและแนวปฏิบัติแล้ว สอศ.ได้จัดเตรียมแผนงานในด้านการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และด้านการลดภาระผู้เรียนและผู้ปกครอง ตามนโยบายในทุกเรื่องทุกมิติ โดยให้ส่วนกลางของ สอศ. ดำเนินจัดทำแอคชั่นแพลนในเรื่องต่าง ๆ (Action plan) ตามแนวปฏิบัติ พร้อมได้สั่งการไปยังสำนักอาชีวศึกษาจังหวัด และสถานศึกษาในสังกัด ทั่วประเทศ เตรียมรองรับการขับเคลื่อนแบบเข้มข้น และถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

‘มฟล.’ยกระดับครูท้องถิ่นให้รู้เท่าทันเด็ก-ความผันผวนของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756797

‘มฟล.’ยกระดับครูท้องถิ่นให้รู้เท่าทันเด็ก-ความผันผวนของโลก

‘มฟล.’ยกระดับครูท้องถิ่นให้รู้เท่าทันเด็ก-ความผันผวนของโลก

วันศุกร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2566, 12.42 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ยกระดับครูท้องถิ่นปี 66 ให้รู้เท่าทันเด็ก-โลกยุคใหม่ VUCA World หรือความผันผวนของโลก

15 ก.ย.2566 ที่อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จ.เชียงราย นางภัทราวดี สุทธิธนกูล รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีนำเสนอผลงานตาม “โครงการพัฒนาครูมัธยมศึกษาตอนต้นใน จ.เชียงรายให้เป็น Learning Coach ผ่านการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ขับเคลื่อนด้วยชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community:PLC) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่ศตวรรษที่ 21” โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินกทร 1 ปี ตั้งแต่เดือน ต.ค.2565–ก.ย.2566 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นครูมัธยมศึกษาตอนต้นจาก 50 โรงเรียน จากเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงรายตั้งแต่เขต 1-4 รวม จำนวน 150 คนเข้าร่วม โดยที่ผ่านมามีการจัดฝึกอบรม การจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่ทันสมัยและก้าวทันต่อเทคโนโลยี ฯลฯ

จากนั้นจัดประกวดผลงานทางวิชาการและคัดเลือกมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับจังหวัด ก่อนเปิดโอกาสให้ครูที่ชนะเลิศนำผลงานมานำเสนอจำนวน 5 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่มีผลงานเลิศด้านการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ คือว่าที่ ร.ต.เกศยา กล้าณรงค์ จากโรงเรียนร่องธารวิทยา อ.พาน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นผลงานด้านการสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ชั้นสูง น.ส.ศิรินทิพย์ สกิจกัน โรงเรียนบ้านราษฎร์ภักดี อ.เทิง  จ.เชียงราย ซึ่งนำเสนอเทคนิคการสอนวิชาศิลปะ (นาฎศิลป์) การสอนแบบเกมการสอนเพื่อพัฒนาความกล้าแมดงออกที่มีผลต่อการเรียน นายกิตติพล นิธิเบญจพล จากโรงเรียนบ้านด้ายเทพกาญจนาอุปภัมภ์ อ.แม่สาย  จ.เชียงราย ซึ่งเป็นผลงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องกิจวัตรในชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาการสื่อสารด้วยภาษาจีน น.ส.อภิญญา ไชยลังการ โรงเรียนห้วยซ้อวิทยาคม รัชมังคลาภิกเษก อ.เชียงของ  จ.เชียงราย นำเสนอการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสอนเพือการสื่อสาร และ น.ส.สาวินีย์ หมื่นลาง โรงเรียนบ้านปางขอน อ.เมืองเชียงราย  จ.เชียงราย นำเสนอการพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง “การพัฒนาครูในบริบทที่เปลี่ยนไป” ว่าปัจจุบันสังคมอยู่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย และผู้เรียนหรือนักเรียนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีจนสามารถสืบค้นข้อมูลได้เองโดยเฉพาะผ่านระบบอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้สภาวะของโลกเกิดความผันผวนและไม่แน่นอนขึ้นหลายเรื่อง เช่น บางครั้งเกิดไวรัสโควิด-19 ระบาด ฯลฯ ซึ่งสภาวะนี้เรียกว่า VUCA World หรือความผันผวนของโลก ดังนั้นครูจึงต้องปรับตัวให้ได้เพื่อสอนลูกศิษย์ให้เรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย โดยใช้วิธีการหาโอกาส ใช้ระบบดิจิตอลให้ได้ และกำหนดวิธีคิดหรือ Mindset ใหม่โดยอย่ายึดติดว่าเรามีความรู้อยู่แล้วแต่ให้เพิ่มการศึกษาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อให้เท่าทันด้วย

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวด้วยว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาครูใน จ.เชียงราย เพราะดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 โดนช่วยพัฒนาเทคนิคการสอนของครู การสร้างสื่อการสอนที่ทันสมัยตรงกับความต้องการของผู้เรียน การพัฒนาเนื้อหาในทุกกลุ่มสาระวิชา พร้อมทั้งการเสริมทักษะและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้แก่ครูผู้สอนและผู้เรียน ฯลฯ และได้มีกาต่อยอดในปี 2566 อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การศึกษามีคุณภาพและมีความสามารถไม่ด้อยจังหวัดอื่นๆ อย่างแน่นอน

สำหรับการเข้าไปร่วมกับโรงเรียนท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีขึ้นตั้งแต่ประมาณ 25 ปีก่อน เมื่อครั้งที่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยังเป็นอธิการบดี เนื่องจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประสบปัญหานักเรียนที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไม่สามารถปรับตัวหรือเรียนรู้ได้กับการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่มีผลการเรียนที่ดี ทำให้ทางมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เริ่มมีโครงการต่างๆ ที่เข้าไปร่วมกับสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาและยกระดับนักเรียนให้สามารถเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้จนถึงปัจจุบัน

สกสว. รับมอบรางวัล’สำเภา-นาวาทอง’ สุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756631

สกสว. รับมอบรางวัล'สำเภา-นาวาทอง' สุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ

สกสว. รับมอบรางวัล’สำเภา-นาวาทอง’ สุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.19 น.

สกสว. เข้ารับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2566 ระดับกรม เชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่ปรับปรุงกระบวนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผล

วันที่ 13 กันยายน 2566 — ดร.สราวุธ สัตยากวี รองผู้อำนวยการ สำนักกลยุทธ์และพัฒนากองทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในฐานะผู้แทน ผู้อำนวยการ สกสว. เข้ารับมอบรางวัลสุดยอดหน่วยงานรัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2566 ระดับกรม ซึ่งจัดโดย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นรางวัลที่ภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อเชิดชูและให้กำลังใจหน่วยงานภาครัฐที่ปรับปรุงกระบวนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผล ถือเป็นการจัดพิธีมอบรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวแสดงความยินดีและเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2565 เป็นรางวัลหอการค้าไทยในฐานะภาคเอกชน เพื่อเชิดชูและยกย่อง แก่หน่วยงานภาครัฐ ที่ดำเนินการปรับปรุงกระบวนงานอย่างมีประสิทธิภาพและถือเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐของสำนักงาน กพร. ซึ่งหอการค้าไทย ได้มีการพิจารณารางวัลอย่างรอบด้าน มีความเที่ยงตรง สามารถวัดและประเมินผลได้อย่างชัดเจน จนสามารถผลักดันการปรับแก้กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ จากเดิมที่มีการศึกษาว่าจะต้องทำการกิโยตินกฎหมายจำนวน 1,094 กระบวนงาน ซึ่งเมื่อปีที่แล้วสามารถดำเนินการได้ 938 กระบวนงาน และมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเป็น 957 กระบวนงาน ในปีนี้ หากรวมกับที่ กพร. ดำเนินการเพิ่มเติมจาก พรบ. อำนวยความสะดวกภาครัฐฯ อีก 194 กระบวนงาน จะทำให้ปัจจุบันภาครัฐและเอกชนสามารถช่วยกันปลดล็อกไปแล้วกว่า 1,151 กระบวนงาน ตอกย้ำความสำเร็จจากความพยายามและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ขณะที่ สกสว. มุ่งสร้างการรับรู้และความเข้าใจ ภายหลังจากกฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมมีผลใช้บังคับ ด้วยการใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนกฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านสื่อวีดิทัศน์ต่าง ๆ พร้อมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อรองรับการปฏิบัติตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมายของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ให้สามารถดำเนินการตามบทบาทของตนในมิติต่าง ๆ ทั้งผู้ให้ทุน ผู้รับทุน นักวิจัย หรือผู้เป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมาย โดยมีกรอบแนวคิดการพัฒนาระบบสารสนเทศ ความสัมพันธ์กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และความเชื่อมโยงกับระบบอื่น

นอกจากนี้ ยังเป็นการใช้เทคโนโลยีมารองรับการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ และนับเป็นระบบสำคัญในการปฏิรูประบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ขับเคลื่อนการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม การบริหารจัดการทุนสนับสนุนการวิจัยและสร้างนวัตกรรม การติดตามการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นผลผลิตจากการสนับสนุนทุนของหน่วยงานภาครัฐ และการใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายและพัฒนากลไกส่งเสริมด้าน ววน. ของประเทศ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันหรือตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

โดยในปีนี้ มีการขยายรางวัลไปยังหน่วยงานระดับภูมิภาค รวมเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1) รางวัลหน่วยงานระดับกระทรวง จำนวน 6 หน่วยงาน 2) รางวัลหน่วยงานระดับกรมจำนวน 16 หน่วยงาน 3) รางวัลหน่วยงานระดับกระบวนงาน จำนวน 5 หน่วยงาน และ 4) รางวัลหน่วยงานระดับภูมิภาค จำนวน 13 หน่วยงาน

เสมา1 มอบนโยบาย ผู้บริหารศธ.-ครู แจกข้อสั่งการแนวปฏิบัติ คิวอาร์โค้ด ฟังความต้องการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756622

เสมา1 มอบนโยบาย ผู้บริหารศธ.-ครู แจกข้อสั่งการแนวปฏิบัติ คิวอาร์โค้ด ฟังความต้องการ

เสมา1 มอบนโยบาย ผู้บริหารศธ.-ครู แจกข้อสั่งการแนวปฏิบัติ คิวอาร์โค้ด ฟังความต้องการ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.02 น.

วันที่ 14 กันยายน 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ประชุมมอบนโยบายการศึกษา และแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยมี ผู้บริหารศธ. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วมรับมอบนโยบาย ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์  

โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ครั้งนี้มีการประชุมทางไกลด้วยเพื่อให้ผู้บริหารทุกระดับทั้งระดับสูง ระดับกลาง และระดับต้น เข้าร่วมรับฟังนโยบายการศึกษา การทำงานต่อไปนี้จะเป็นไปในรูปแบบการมีส่วนร่วมโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยมีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง  การทำงานของตนจะมีการตรวจสอบ โดยจะทำในรูปแบบของการสุ่มตรวจซึ่งได้ต้นแบบมาจากพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว  อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของตนเอง  อีกส่วนได้รับการ ประสิทธิ์ประสาทวิชา มาจากครูทุกคน ซึ่งครูคนแรกของตน คือ คุณแม่ คุณพ่อ นายชัย ชิดชอบ ซึ่งเป็นทั้งครู กำนัน และอดีตประธานรัฐสภา  โดยคุณพ่อของตนเองเคยเป็นอดีตครูประชาบาล  สอนตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 – 4 ทำให้เห็นสภาพความยากลำบาก โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งมีครูคนเดียวสอนทุกชั้นปี  ดังนั้น จึงเป็นความใฝ่ฝันหนึ่ง ที่อยากจะดเข้ามาทำงานในส่วนนี้ โดยมีคุณพ่อเป็นต้นแบบในการทำงานดูแลประชาชน 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า ตนมุ่มมั่นจั้งใจในการดำเนินงานจะอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 และยุทธศาสตร์ชาติ อย่างซื่อสัตย์สุจริต จะดำเนินการอย่างเป็นกลัยาณมิตร ภายใต้การทำงาน แบบตนคือ “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” อย่างไรก็ตามตนมาถึงจุดนี้ได้ถือว่า เป็นพระคุณของครูที่ให้ความรู้แก่ตนทั้งครูในสถานศึกษาและครูในชีวิต ทั้งนี้ตนได้รับทราบปัญหาจากคุณพ่อ ซึ่งเคยเป็นครูประชาบาลมาแล้วส่วนหนึ่ง รวมถึงได้รับฟังปัญหาจากสถานศึกษาที่ตนได้เข้าตรวจเยี่ยมแบบไม่แจ้งล่วงหน้าแล้วส่วนหนึ่ง ทำให้รู้สึกมีความอุ่นใจว่า แม้ไม่มีตน ทุกคนสามารถขับเคลื่อนได้อย่างดีแต่เมื่อมีตนเข้ามาทำงาน ก็จะได้ร่วมขับเคลื่อนให้ดีขึ้นไปอีก  โดยตนอยากหาคำที่จะเป็นมอตโต้ ง่าย ๆ ที่จะใช้ในการทำงานร่วมกันคือ “เรียนดี มีความสุข”  ทั้งผู้เรียนและผู้ปกครอง เพราะถ้ามีความสุขแล้ว ก็จะทำให้การเรียนดีขึ้น  ตนเป็นตำรวจ อาจจะฝึกหนัก ตอนที่ฝึกอาจจะไม่มีความสุขเท่าไร แต่เมื่อฝึกเสร็จแล้ว ก็จะมีความสุข มีร่างกายที่แข็งแรง ความสุขไม่ใช่ความสนุกอย่างเดียว อยากให้ทุกคนร่วมกันอย่างเต็มที่ เพื่อสามารถขับเคลื่อน ผลักดันการจัดการศึกษา ให้ดี โดยมีแนวทางการจัดการศึกษา 2 รูปแบบ คือ การเรียนสู่ความเป็นเลิศ และการเรียนเพื่อความมั่นคงในชีวิต 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากแนวคิดการจัดการศึกษาทั้ง 2 รูปแบบ จะกลายเป็นมายแมพ ง่าย ๆ ดังนี้ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้    1.โดยจะปรับวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา ลดขึ้นตอนมุ่งผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยดำเนินการ ปรับระบบวิธีการประเมิน โดยเน้นตามสภาพจริง ลดการทำเอกสาร ลดขั้นตอนการประเมิน ไม่ซับซ้อน ยุ่งยาก และเป็นธรรม โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนตามช่วงวัย คำนึงถึงบริบทของสถานศึกษาอปรับระบบการประเมินเพื่อเลื่อนเงินเดือนและประเมินวิทยฐานะ ให้มีความเชื่อมโยงกัน และนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมิน 

2.ครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น โยกย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยความโปร่งใส ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง  ซึ่งจะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์การย้ายให้มีความชัดเจน และยืดหยุ่น รวมทั้งอาจจะต้องมีการใช้บทลงโทษที่เข้มงวด กับผู้ที่มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการโยกย้าย ซึ่งหากไปถามผู้ใต้บังคับบัญชา จะรู้ว่าตนมีนิสัย ว่า ถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง ตนกัดไม่ปล่อย อย่าคิดเอาใครมาเคลียร์กับตน ไม่ได้ ตนเป็นประเภทหัวดื้อ ถ้าคิดว่าผิดแล้ว ก็ต้องเอาให้อยู่ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นภัยต่อข้าราชการครู ดังนั้นจึงอยากขอร้องว่า อย่าไปรีดเลือกครูด้วยกัน  อีกเนื่องคือ สถาบันผลิตครู และหน่วยใช้ครู ร่วมกันสำรวจความต้องการครูแต่ละสาขาวิชาที่ขาดแคลนในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งพิจารณาให้ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษากลับมาเป็นครู หรือครูผู้ช่วยในภูมิลำเนาของตนเอง 

3.แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา  สร้างความเข้าใจในการวางแผนการใช้เงิน  หน่วยงานต้นสังกัด ประสานการจัดการให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รีไฟแนนซ์ หรือรวมหนี้เป็นก้อนเดียว เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ โดยลดดอกเบี้ยให้ถูกลง ระยะเวลาผ่อนส่งยาวขึ้น พักชำระดอกเบี้ยให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู และสถานบันการเงินโดยรัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้มีวงเงินกู้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี โดยชำระเพียงเงินต้น เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครูทั่วประเทศ 

4.จัดหาอุปกรณ์การสอนสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับครู เช่น โครงการ 1 ครู 1 แท็บเล็ต ซึ่งเป็นโยบายรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการสอดรับ บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ผู้เป็นเจ้าของสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และภาครัฐ ในการพัฒนาเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่  และสนับสนุนงบประมาณเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน  พัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวด้วยว่า  สำหรับแนวทางลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง  มีดังนี้  1.เรียนทุกที่ทุกเวลา เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ” มีระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จัดหา 1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต  โดยส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนการจัดการศึกษา และให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมระหว่างเรียนหรือระหว่างฝึกอาชีพ  สร้างโอกาสการมีงานทำ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันแรงงานเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น  ส่งเสริมการจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคีอย่างจริงจัง  สนับสนุน จัดหาอุปกรณ์ ในการช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน  จัดหาแท็บเล็ตที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงระบบออรนไลน์รองรับการใช้งานให้เพียงพอกับจำนวนผู้เรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 และระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1-3 เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาของโลกในยุคดิจิทัล โดยจะต้องดูงบประมาณ ว่าจะเป็นระบบเช่า หรือซื้อ  เพื่อให้เด็กได้เข้าถึง  บูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต พัฒนาแอฟพริเคชั่น เพื่อการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์  จัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนสามารถเข้าสู่แหล่งเรียนรู้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และพัฒนาการศึกษาผ่านระบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้ หรือเครดิตแบงก์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักเรียนได้เรียนและทำงานไปในเวลาเดียวกัน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเปลี่ยนสาขาการเรียนได้ เพื่อให้ตรงกับความถนัดของผู้เรียน 

2.จัดทำ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ จัดให้มีการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพต้นแบบอย่างน้อย 1 โรงเรียนในแต่ลพอำเภอ หรือเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อนำร่องการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน สื่อ อุปกรณ์ และงบประมาณในการปรับปรุงสภาพแวดล้อม  จัดสรรครูและบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มเติมโดยใช้เกณฑ์พิเศษ หรือมีงบประมาณจัดจ้างครูอัตราจ้างเพิ่มเติมในวิชาที่ขาดแคลน 

3.ระบบแนะแนวการเรียน หรือโค้ชชิ่ง และเป้าหมายชีวิต พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกระดับการศึกษาให้มีทักษะที่เหมาะสมต่อการตำรงชีวิต จัดให้มีระบบการแนะแนวผู้เรียน ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบแนวทางการเรียนและเป้าหมายชีวิตของตนเอง  เน้นนวัตกรรมการเรียนรู้แบบ STEM Education (วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น มุ่งเน้นทักษะจากการปฏิบัติจริง และเสริมสร้างความสามารถด้วย Soft Skill ควบคู่การพัฒนา ประสานความร่วมมือกับกรมสุขภาพจิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ปัญหาสุขภาพจิตผู้เรียน 

4.การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่ม เพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบวิชาชีพ 5.จัดระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนที่มีความเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย  6.มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ บทบาทของศธ. คงจะต้องมีการทำข้อตกลง หรือเอ็มโอยู ร่วมกับกระทรวงแรงงาน และสถานประกอบการต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนให้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ 

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า “ทั้งหมดนี้ เป็นมายแมพในการทำงาน แต่ ยังมีข้อสังการและแนวปฏิบัติ ดังนี้ 1. ให้นำนโยบายคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนโยบายของคณะรัฐมนตรี(ครม.) และรัฐมนตรีว่าการวธ. ไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมโดยจัดทำแผนปฏิบัติการหรือ แอคชั่นแพลนที่เป็นรูปธรรม 2. ดำเนินการป้องกันปราบปรามการทุจริต เช่น การบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย ห้ามซื้อขายตำแหน่ง ถ้าได้ยิน ผมเอาจริง การจัดซื้อจัดจ้างให้ดำเนินการมด้วยความโปร่งใส และต้องได้ของที่มีคุณภาพ เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานและนักเรียน 3. อยากให้ผู้บริหาร และครูน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้และปลูกฝังให้นักเรียน 4. รวมกันใช้พลังงานสะอาด เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม 5. ส่งเสริมการอ่านอย่างเป็นกระบวนการ ซึ่งเป็นนโยบายรัฐบาล และนายเศรษฐา  ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ก็ได้เน้นย้ำ ให้ศธ. ช่วยผลักดัน สร้างนิสัยรักการอ่าน โดยอยากให้ผู้บริหารและครูเป็นต้นแบบในการรักการอ่าน  และ6.การลงพื้นที่ตรวจราชการ ขอความร่วมมือ ให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องมาเข้ารับการตรวจเยี่ยม ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ต้องเดินทางมา เพื่อไม่ให้การทำงานเกิดความบกพร่อง และหากผมไปตรวจเยี่ยมอยากให้เป็นไปด้วยความเรียบง่าย และประหยัด ขอเน้นผู้บริหารทุกระดับ เวลามาประชุม อยากให้ผ่านระบบออนไลน์ เพราะหากเรียนมาอาจต้องเสียค่าเดินทาง ไม่มีครูสอนนักเรียน ตรงนี้อยากให้เป็นแนวทาง ตัวอย่างเช่น ป้ายต้อนรับ สมัยผมเป็นตำรวจไม่อยากให้มี แต่ก็มีดื้อ ทำให้ผมต้องไปจ่ายค่าป้าย รวมถึงของฝากของที่ระลึก ไม่ต้องมี สิ่งที่จะให้ผมคือการทำงาน เรื่องทั้งหมดเป็นสิ่งที่ผมทำมาตลอดชีวิตราชการ ก็อยากขอร้อง เพราะผมไม่อยากเสียมาตรฐานของตัวเอง  สุดท้ายขอความร่วมมือ ตอบแบบสอบถาม ซึ่งจะมีคิวอาร์โค้ด เพื่อดูว่า อะไรเป็นสิ่งที่เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้ทำ การทำงานผมจะยึดหลักการนโยบายและแผนการทำงานเป็นหลัก  แต่ก็ต้องสามารถปรับได้  ผมพร้อมรับฟัง ผมไม่ใช่น้ำเต็มแก้ว พร้อมปรับปรุงให้ดีขึ้น ผมอยากให้ทุกคนเป็นกระจกเงาสะท้อน เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น” รมว.ศธ. กล่าว  

ด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)  กล่าวว่า ศธ. เป็นกระทรวงสำคัญ ซึ่งตนตั้งใจจะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้นโยบายของศธ. และรัฐบาลประสบความสำเร็จ  โดยตนขอย้ำว่า  ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่จะรับสนองนโยบายรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการศธ. ไปดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ตนเองไม่ใช่บุคลากรทางการศึกษาโดยตรง แต่มิติมุมมองของตนและรัฐมนตรีว่าการศธ. ก็อาจเป็นมิติที่บุคลากรทางการศึกษามองไม่เห็น สิ่งเหล่านี้จะมาเติมเต็ม เพื่อให้ททำงานต่อไปได้ โดยขอฝากตัวกับทุกคน  ซึ่งตนพร้อมจะทำงานอย่างเต็มที่และรับฟังความคิดเห็นจากทุกคน

ครูเบตงไม่โอเครัฐเคาะแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบโอดแก้ไม่ต้องจุดเพิ่มภาระข้าราชการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756613

ครูเบตงไม่โอเครัฐเคาะแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบโอดแก้ไม่ต้องจุดเพิ่มภาระข้าราชการ

ครูเบตงไม่โอเครัฐเคาะแบ่งจ่ายเงินเดือน 2 รอบโอดแก้ไม่ต้องจุดเพิ่มภาระข้าราชการ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.47 น.

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จากเดิมจ่ายเดือนละ 1 รอบ เป็นเดือนละ 2 รอบโดยจะเริ่ม 1 ม.ค.67 เป็นต้นไปเพื่อให้ข้าราชการมีเงินสดในการใช้จ่ายและชำระหนี้

นายสับรี มะลี ครูโรงเรียนสังวาลย์วิท 5 ข้าราชการครูใน อ.เบตง จ.ยะลา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วย เนื่องจากว่าข้าราชการบางคนมีภาระหนี้สินประจำเดือนและจะมีการตัดยอดในวันที่ 30 ของทุกเดือน หากเมื่อได้เงินก้อนในช่วงวันที่ 30 ของเดือนก็สามารถบริหารจัดการหนี้สินได้มากขึ้น หากเมื่อแบ่งเป็น 2 งวดก็ต้องเก็บเงินใน 15 วันแรกเพื่อที่จะนำมาใช้หนี้สินในวันที่ 30 ของเดือน ซึ่งเมื่อเป็นแบบนั้น ข้าราชการทุกคนต้องมีวินัยการเงินที่ค่อนขางจะแข็งมากขึ้น แต่เข้าใจบทบาทของรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็อยากจะให้คงสภาพแบบเดิมไว้ก่อน มาดูเรื่องฐานเงินเดือน หรือโฟกัสการทำงานของราชการหรือการกระตุนเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆให้มากขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อข้าราชการ

“อีกเรื่องที่จะฝากถึง รมต.ศึกษาธิการคนปัจจุบันว่า ในส่วนของภาระงานครูค่อนข้างที่จะหนักเนื่องจากว่าเรามีเอกสารรอบตัวค่อนข้างที่จะวุ่นวายและก็จะเบียดเบียนในเรื่องการเรียนการสอนด้วยในบางครั้ง ซึ่งจริงๆแล้วครูทุกคนมีความต้องการที่จะสอนอย่างแท้จริงและต้องการจะอยู่กับเด็กนักเรียนอย่างแท้จริง เคยมีการจ้างงานให้มาสนับสนุน เช่นคุมพัสดุ คุมการเงิน ครูที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการบริหารของโรงเรียนให้ชัดเจน เพื่อที่จะให้คุณครู โฟกัสเกี่ยวกับการเรียนการสอนอย่างแท้จริง ส่วนในเรื่องของหลักสูตร ให้มีความก้าวหน้าและให้เหมาะสมกับยุคในปัจจุบัน” นายสับรี มะลี ครูโรงเรียนสังวาลย์วิท 5 กล่าว – 003

ครูบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้แต่จะส่งผลกระทบมากกว่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756605

ครูบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้แต่จะส่งผลกระทบมากกว่า

ครูบุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้แต่จะส่งผลกระทบมากกว่า

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.08 น.

ครูและผอ.โรงเรียนที่บุรีรัมย์ไม่เห็นด้วยนโยบายจ่ายเงินเดือน 2 รอบชี้ไม่ได้ช่วยลดภาระการกู้หนี้ยืมสินแต่จะยิ่งส่งผลกระทบเรื่องการบริหารใช้จ่ายเงินและชำระหนี้มากกว่า หากรัฐไม่ได้ประสานสถาบันการเงินปรับเปลี่ยนการเรียกเก็บหนี้สินให้สอดคล้อง วอนรัฐบาลทบทวนหากอยากช่วย ควรพิจารณาเพิ่มเงินเดือน

วันนี้ (14 ก.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครูและผู้อำนวยการโรงเรียนที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ 2 รอบที่จะเริ่มในวันที่ 1 ม.ค.2667 เพราะมองว่าการจ่ายเงินเดือน 2 รอบไม่ได้ช่วยลดภาระหนี้สินหรือการกู้ยืมเงินตามจุดประสงค์ของรัฐบาลได้จริง หากรัฐบาลไม่มีการประสานกับสถานบันการเงินในการเรียกเก็บหนี้ให้สอดคล้องกับนโยบาย กลับจะยิ่งเพิ่มภาระและทำให้เกิดการกู้ยืมเงินมากขึ้นกว่าเดิมอีก วอนรัฐบาลทบทวนหรือให้เป็นทางเลือกตามความสมัครใจสำหรับคนที่พร้อมหรือไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนดีกว่า

น.ส.ปุณยวีร์ ครูวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 2 อิสาณธีรวิทยาคาร อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ สะท้อนว่า นโยบายดังกล่าวมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าสำหรับข้าราชการที่ไม่มีภาระหนี้สินก็จะเป็นช่องทางในการเก็บออมเงินหรือบริหารจัดการเงินของเขาได้ แต่ถ้าคนที่มีภาระหนี้สินต้องมีการเรียกเก็บทุกสิ้นเดือน อย่างเช่น ค่าบ้าน ค่ารถ หรือหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู หากยังไม่มีการประสานในส่วนนี้ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่เขาจะต้องปรับเปลี่ยนรองรับตามนโยบายรัฐบาลมันก็จะลำบาก เพราะหากจ่ายเงินเดือน 2 รอบ แต่หน่วยงานอื่นยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนตามนโยบายรัฐบาลมันก็จะแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้ แทนที่จะช่วยลดการกู้ยืมกลับจะยิ่งทำให้เกิดการกู้ยืมมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ถ้านโยบายกับข้อเท็จจริงไม่ได้สอดคล้องกัน

ทั้งมองว่าจะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านการเงิน เพราะตนเองก็เคยทำหน้าที่เกี่ยวกับการเงินของหน่วยงานภาครัฐมาก่อน จากเดิมเคยทำเอกสารอันตราเงินเดือนทุกสิ้นเดือนๆ ละ 1 ครั้ง ก็ต้องมาทำงานซ้ำเป็น 2 ครั้ง ส่วนตัวจึงมองว่าทุกนโยบายช่วงแรกหรือเปลี่ยนผ่าน ควรจะมีทางเลือกตามความสมัครใจใครพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามนโยบาย หรือให้เวลาสำหรับคนที่ยังไม่พร้อมได้บริหารจัดการก่อน แล้วค่อยปรับเปลี่ยนพร้อมกันทั่วประเทศ  

จึงอยากให้รัฐบาลได้ทบทวนนโยบายดังกล่าว เพราะมองว่ายังเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะตนเองที่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถซึ่งเดิมจ่ายเดือนละครั้ง แต่หากรับเงินเดือน 2 ครั้ง รัฐบาลก็ควรจะไปพูดคุยประสานกับทางธนาคารให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยปรับเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ แต่หากรัฐบาลอยากช่วยข้าราชการจริงควรจะพิจารณาเพิ่มเงินเดือนให้มากกว่า

ไม่ต่างจากนายภากร เหมทานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 2 อิสาณธีรวิทยาคาร กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นข้าราชการคนหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการจ่ายเงินเดือน 2 รอบ ถึงแม้จะเป็นระยะสั้นที่ได้เงินมาใช้ แต่มองว่าจะเกิดประโยชน์กับร้านค้าที่จะเกิดเงินสะพัดมากกว่า แต่สำหรับตัวข้าราชการเองด้วยวัฒนธรรมการใช้เงินส่วนมากไม่ว่าจะเป็นกับธนาคาร หรือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ปกติก็จะหักทุกสิ้นเดือน หากจะปรับเปลี่ยนต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เช่น จ่ายเงินเดือน 2 ครั้ง ทางรัฐบาลต้องไปประสานกับสถาบันการเงินให้เก็บเงิน 2 ครั้งเช่นกัน และจะต้องไม่มีดอกเบี้ยเพิ่มด้วย

จึงอยากให้รัฐบาลได้ทบทวนนโยบายดังกล่าว เพราะมองว่าไม่ได้ลดภาระหนี้สินให้กับข้าราชการ  แต่กลับจะส่งผลกระทบและเพิ่มภาระให้กับข้าราชการมากกว่า แต่หากอยากให้ช่วยจริงๆ ควรจะเพิ่มเงินเดือนให้ ขรก.ที่บรรจุใหม่หรือที่มีเงินเดือนน้อยจะดีกว่า – 003

ม.แม่ฟ้าหลวง ยกร่าง พ.ร.บ. จัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756406

ม.แม่ฟ้าหลวง ยกร่าง พ.ร.บ.  จัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

ม.แม่ฟ้าหลวง ยกร่าง พ.ร.บ. จัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ปเนต มโนมัยวิบูลย์ หัวหน้าศูนย์วิจัยระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อประเทศไทยปลอดขยะ (Circular Economy for Waste-free
Thailand – CEWT) สำนักวิชาวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยว่ากรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยยกร่าง “พระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน พ.ศ. …” โดยหนึ่งในสาระสำคัญคือการจัดตั้งองค์กรที่รับผิดชอบ
การจัดการบรรจุภัณฑ์ (Producer Responsibility Organization หรือ PRO) และนำผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่คุณค่าของบรรจุภัณฑ์เข้ามาทำงานร่วมกัน ภายใต้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต Extended Producer Responsibility หรือ EPR ที่ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมเข้ามาร่วมรับผิดชอบจัดการบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และช่วยแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วที่ตกอยู่กับระบบจัดการขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปัจจุบันก็ยังไม่มีทรัพยากรในด้านต่างๆ เพียงพอที่จะเก็บรวบรวม และคัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเพื่อจัดการอย่างยั่งยืน ทั้งในการนำไปรีไซเคิล หรือทำเป็นพลังงานเชื้อเพลิง

ผศ.ดร.ปเนต กล่าวต่อไปว่า ในระยะแรกอาจจะตั้ง PRO แห่งชาติที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการพัฒนาแผนจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน จัดให้มีระบบเก็บรวบรวมคัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วออกจากขยะมูลฝอย โดยมุ่งเน้นบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุหลัก 4 ประเภท ได้แก่ พลาสติก โลหะ แก้ว และกระดาษ สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม อาทิ ขวดพลาสติก PET และ HDPE ถุงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนที่มีส่วนผสมของพลาสติก กล่องเครื่องดื่มยูเอชทีตลอดจนของใช้ส่วนตัว เครื่องสำอาง และบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง

“ในภาพรวม บรรจุภัณฑ์ใช้แล้วใน 4 ประเภทข้างต้นนี้ น่าจะมีประมาณ 3-4 ล้านตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 10-15ของปริมาณขยะทั้งหมดในประเทศดังนั้น สมมุติว่าค่าใช้จ่ายอย่างต่ำในการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว คือ1 บาทต่อกิโลกรัม หมายความว่า รัฐจะต้องใช้งบประมาณ 3-4 พันล้านบาทต่อปี มาช่วยสนับสนุนการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ การจัดตั้ง PRO จึงเป็นการสร้างกลไกให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกโมเดลที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก” ดร.ปเนต กล่าวทิ้งท้าย

‘โมเม’ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เป็นวิทยากรสัมมนาด้านกีฬา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756402

‘โมเม’ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย  เป็นวิทยากรสัมมนาด้านกีฬา

‘โมเม’ นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เป็นวิทยากรสัมมนาด้านกีฬา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางสาวธนัชชา สุขสด (โมเม) นักศึกษาทุนกีฬามหาวิทยาลัยศรีปทุมและนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ได้รับเชิญจากคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ให้เป็นวิทยากรร่วมเสวนา ร่วมกับ นายชนาธิป สรงกระสินธ์(เมสซี่เจ) นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทยและนายวิฤทธิ์ โพธิ์พันธุ์ (เจได)นักกีฬา E-Sport ที่มี นายอดิศร พึ่งยา (แจ๊คกี้) เป็นผู้ดำเนินรายการในงานสัมมนา หัวข้อเรื่อง “Sport Spirit Soft Power – from local to global trend” โดยมี พล.อ.อ.ประจิณจั่นตอง ประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา

นอกจากนี้ นางศิรินาปวโรฬารวิทยา ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสร้างคนดีคนเก่ง และดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ร่วมการปาถกฐาพิเศษ หัวข้อ “ความสำคัญของการสร้างคนดี คนเก่ง คนกล้าทั้งนี้ ดร.โสภิต ภาโนมัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้นำตัวแทนนักกีฬามหาวิทยาลัยศรีปทุม เข้าร่วมรับฟังการสัมมนาและการปาถกฐาพิเศษ ในครั้งนี้ด้วย ณ อาคารรัฐสภากรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน

51Talk แพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษเด็ก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756403

51Talk แพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษเด็ก

51Talk แพลตฟอร์มสอนภาษาอังกฤษเด็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มร.โรเจอร์ พาโรดิ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ 51Talk (ไฟฟ์วันทอล์ก) แพลตฟอร์มการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์สำหรับเด็ก 3-15 ปี กล่าวว่า สำนักงานของ 51Talk ประจำประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับการออกแบบสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น และ
ยกระดับการให้บริการแก่ผู้เรียนในประเทศไทยเน้นการตอบสนองความคาดหวังของผู้ปกครอง ด้วยการทำให้มั่นใจได้ว่าการเรียนภาษาอังกฤษมีความสนุกสนานและทำให้เด็กได้มีส่วนร่วมในชั้นเรียนได้จริง และบทเรียนของ 51Talk มีความยืดหยุ่นสามารถปรับเข้ากับความต้องการตามหลักสูตรการเรียนของไทยในทุกรูปแบบ และยังตอบโจทย์ความต้องการของผู้ปกครองที่อยากให้ลูกได้เรียนภาษาในห้องเรียนที่สนุกสนาน ครูผู้สอนมีคุณภาพ และสามารถวัดประสิทธิผลการเรียนได้จริง

คลาสเรียนของ 51Talk สอนภาษาอังกฤษโดยชูนวัตกรรมและความสนุกสนานในการเรียนภาษาที่ผสมผสานบทเรียนแบบอินเตอร์แอ๊กทีฟที่ให้นักเรียนได้โต้ตอบกับครูผู้สอน ทั้งยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการวิเคราะห์ทักษะด้านภาษาของนักเรียนแบบเฉพาะคน เพื่อออกแบบแผนการเรียนที่เหมาะสมกับความถนัดและความรู้พื้นฐานของเด็กแต่ละคน ทั้งนี้ 51Talkประสบความสำเร็จในมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และสอนนักเรียนไปแล้วมากกว่า 40 ล้านบทเรียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554

สมศ. พร้อมเปิดตัวแอป ‘ONESQA-V’ และปรับเกณฑ์ประเมินใหม่ ปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/756405

สมศ. พร้อมเปิดตัวแอป ‘ONESQA-V’  และปรับเกณฑ์ประเมินใหม่ ปี 2567

สมศ. พร้อมเปิดตัวแอป ‘ONESQA-V’ และปรับเกณฑ์ประเมินใหม่ ปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วรวิชช ภาสาวสุวัศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยว่า รูปแบบแนวทางการประกันคุณภาพภายนอก ปีงบประมาณ พ.ศ.2567 สมศ. ยังคงให้ความสำคัญกับการประกันคุณภาพภายนอกเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพ (Quality Improvement) โดยกำหนดวิธีการประเมินที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ รวมถึงจำนวนวันประเมิน (1-3 วัน)ซึ่งระยะเวลาในการประเมินจะแตกต่างกันตามบริบทสถานศึกษาแต่ละกลุ่ม แต่ละประเภท นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้สนับสนุนการประเมินตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ตลอดจนการนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดภาระของสถานศึกษาให้มากที่สุด

สมศ. ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น ONESQA-V เพื่อช่วยให้การประเมินคุณภาพภายนอกสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การบันทึกข้อมูลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดปัญหาการร้องเรียนในกรณีต่างๆ อีกทั้งในกรณีที่เกิดการร้องเรียนก็สามารถตรวจสอบประวัติการดำเนินการผ่านแอปพลิเคชั่นได้ ซึ่งจะช่วยให้ สมศ. และหน่วยกำกับการประเมินคุณภาพภายนอกทราบการดำเนินงานของผู้ประเมินพร้อมกันขณะนี้ ONESQA-V มีความสมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้ว 90% ซึ่ง สมศ.จะเริ่มให้ผู้ประเมินใช้แอปพลิเคชั่นในกระบวนการประเมินอย่างเต็มรูปแบบกับสถานศึกษา จำนวน 4,220 แห่ง ตามแผนการประกันคุณภาพการศึกษาในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดย สมศ. ได้ทดลองนำร่องทั้ง 4 ระดับ ได้แก่ สถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย (ศูนย์พัฒนาเด็ก) จำนวน 5 แห่ง สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 17 แห่ง สถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษา จำนวน 9 แห่ง ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้เขตและอำเภอ และสถานศึกษาขึ้นตรงจำนวน 10 แห่ง รวมทั้งสิ้น 41 แห่ง

“นอกจากนี้ สมศ. ยังได้พิจารณาปรับหลักเกณฑ์การประเมินรูปแบบใหม่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสถานศึกษา สามารถนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาสถานศึกษาได้จริง โดยรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอกปีงบประมาณ พ.ศ.2567 สมศ. มุ่งใช้หลักการประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพให้มีความสอดคล้องกับการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัด โดยสถานศึกษาที่จะได้รับการประเมินคุณภาพภายนอก ต้องมีการรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ให้หน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแล เพื่อจัดส่งให้ สมศ. ใช้ในการประเมินคุณภาพภายนอกต่อไป” ดร.วรวิชช กล่าว