มทร.ธัญบุรีเดินนโยบายถูกทาง ตัวเลขนักศึกษารีไทร์ลดลงตามคาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755927

มทร.ธัญบุรีเดินนโยบายถูกทาง ตัวเลขนักศึกษารีไทร์ลดลงตามคาด

มทร.ธัญบุรีเดินนโยบายถูกทาง ตัวเลขนักศึกษารีไทร์ลดลงตามคาด

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ปีการศึกษา 2565 ที่ผ่านมา มทร.ธัญบุรีมีนักศึกษาที่พ้นสภาพจากผลการเรียน จำนวน 389 คน คิดเป็น 1.64% ของนักศึกษาทั้งหมด ลดลงจากปี 2564 ที่มีจำนวน 456 คน ในจำนวนดังกล่าว นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จะถูกรีไทร์มากที่สุด การลดลงครั้งนี้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีนโยบายช่วยนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการเรียนให้สามารถเรียนได้และสำเร็จการศึกษา โดยสนับสนุนให้อาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด พูดคุยถึงปัญหาด้านการเรียนกับนักศึกษาพร้อมทั้ง จัดการเรียนเสริมให้ในวิชาที่มีปัญหา จึงทำให้ผลการเรียนดีขึ้นเป็นลำดับ

รศ.ดร.สมหมายกล่าวต่อไปว่า สำนักส่งเสริมการศึกษาได้วางเป้าหมายลดจำนวนนักศึกษาที่พ้นสภาพเนื่องจากผลการเรียนให้ลดลงปีละ 10% และขณะเดียวกัน มทร.ธัญบุรี ก็ต้องการดึงนักศึกษากลุ่มที่ถูกรีไทร์ หรือต้องหยุดเรียนกลางคัน เนื่องจากปัญหาส่วนตัวให้ได้กลับเข้าสู่ระบบ โดยเปิดโอกาสให้กลับเข้ามาเรียนใหม่ ในปีการศึกษา 2565 มีนักศึกษารีรหัสกลับเข้าศึกษา จำนวน 84 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีจำนวน 26 รายเท่านั้น

โตโยต้า มอบทุน 17.55 ล้าน สถาบันการศึกษาและองค์กรสาธารณกุศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755930

โตโยต้า มอบทุน 17.55 ล้าน สถาบันการศึกษาและองค์กรสาธารณกุศล

โตโยต้า มอบทุน 17.55 ล้าน สถาบันการศึกษาและองค์กรสาธารณกุศล

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พร้อมด้วย นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดและนายโนริอากิ ยามาชิตะกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมมอบทุนสนับสนุนประจำปี 2566 แก่สถาบันการศึกษาและองค์กรสาธารณกุศลรวมมูลค่า 17.55 ล้านบาท เมื่อเร็วๆ นี้ ณ Toyota ALIVE บางนา

ในปี พ.ศ.2566 นี้ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ได้สนับสนุนงบประมาณด้านการศึกษาและด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต รวมมูลค่า 17,550,000 บาท ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จำนวน 3,125,000 บาทเป็นทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนขาดแคลนในภาคเหนือ ทุนการศึกษาพยาบาลวิชาชีพ (กิจกรรมใหม่),มหาวิทยาลัยขอนแก่น 3,325,000 บาท เป็นทุนการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนขาดแคลนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุนการศึกษา พยาบาลวิชาชีพ (กิจกรรมใหม่),มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต 1,675,000 บาท ทุนการศึกษา สำหรับนักศึกษาขาดแคลนในภาคใต้, มหาวิทยาลัยบูรพา 1,505,000 บาททุนการศึกษา สำหรับนิสิตขาดแคลนในภาคตะวันออก ทุนการศึกษา พยาบาลวิชาชีพ (กิจกรรมใหม่), สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (1,600,000 บาท) ทุนการศึกษา แก่นักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา (กิจกรรมใหม่), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (1,000,000 บาท) โครงการรางวัลผลงานวิชาการ Toyota Thailand Foundation Award, มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน 1,500,000 บาท โครงการบ้านตะวันใหม่ และทุนสนับสนุนการศึกษาแก่บุตรธิดาของเจ้าหน้าที่ ที่เสียชีวิตจากการปราบปรามยาเสพติด, มูลนิธิหมอเสมพริ้งพวงแก้ว 1,000,000 บาท ทุนการศึกษาโครงการพ่อแม่อุปถัมภ์ และองค์กรสาธารณกุศลอื่นๆ 2,820,000 บาทโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน และอื่นๆ

นศ.ศรีปทุมคว้ารางวัล 2 รางวัล ประกวดคลิปสั้น ประกันสังคม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755933

นศ.ศรีปทุมคว้ารางวัล 2 รางวัล  ประกวดคลิปสั้น ประกันสังคม

นศ.ศรีปทุมคว้ารางวัล 2 รางวัล ประกวดคลิปสั้น ประกันสังคม

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวัลลภ ทองแดง และทีม “EW PRODUCTION นักศึกษาสาขาภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม รับรางวัลชนะเลิศ จากผลงาน “ฝากใจไว้กับประกันสังคม” และนายคิรากร สุนทรโชติทีม ACTIVE PRODUCTION ได้รับรางวัลชมเชย จากผลงาน “เกษมเมื่อเกษียณ” โดยนักศึกษาทั้งคู่เข้าได้เข้ารับมอบเงินรางวัล พร้อมเกียรติบัตร จาก นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน

โครงการประกวดคลิปสั้นประกันสังคม ประจำปี 2566 หัวข้อ “อุ่นใจวัยเกษียณ” จัดโดย สำนักงานประกันสังคม ในงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานประกันสังคมครบรอบ 33 ปี ณ สำนักงานประกันสังคม อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เมื่อต้นเดือนกันยายน 2566

กปน. มอบรางวัล ‘ยอดน้ำแอนด์เฟรนด์’ กระตุ้นการอนุรักษ์น้ำโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755935

กปน. มอบรางวัล ‘ยอดน้ำแอนด์เฟรนด์’  กระตุ้นการอนุรักษ์น้ำโรงเรียน

กปน. มอบรางวัล ‘ยอดน้ำแอนด์เฟรนด์’ กระตุ้นการอนุรักษ์น้ำโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายมานิต ปานเอม ผู้ว่าการ การประปานครหลวง (กปน.) เป็นประธานมอบรางวัล “โครงการรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” ภายใต้กิจกรรม “ยอดน้ำแอนด์เฟรนด์” ให้แก่ โรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี 5 โรงเรียน ที่ชนะรางวัลในโครงการดังกล่าว ณ สำนักงานใหญ่ การประปานครหลวง

สำหรับโรงเรียนที่ได้รับรางวัลได้แก่ รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนราชวินิต มัธยม, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนเทศบาลปลายบางวัดสุนทรธรรมิการามและรางวัลชมเชย โรงเรียนชิโนรสวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สุวรรณภูมิ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมทอล์ก “รักษ์น้ำกับยอดน้ำแอนด์เฟรนด์” โดย แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ปีติภัทร คูตระกูล และตัวแทนเยาวชนจากทั้ง 5 โรงเรียน เกี่ยวกับแนวคิดการอนุรักษ์น้ำ เพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า รวมถึงแนวทางการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน และความสำคัญของสถาบันการศึกษา ในฐานะหน่วยงานต้นแบบทางสังคมที่จะช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการประหยัดน้ำอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถขยายผลในวงกว้างได้ต่อไป

ครูอาชีวะอุบลฯภูมิใจนำศิลปะไทยสอนเยาวชนต่างแดนที่เวียดนาม 2-7 ตุลาคมนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755934

ครูอาชีวะอุบลฯภูมิใจนำศิลปะไทยสอนเยาวชนต่างแดนที่เวียดนาม 2-7 ตุลาคมนี้

ครูอาชีวะอุบลฯภูมิใจนำศิลปะไทยสอนเยาวชนต่างแดนที่เวียดนาม 2-7 ตุลาคมนี้

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.41 น.

วันที่ 11 ก.ย.66 นายกฤษณา โมคศริ ครูแผนกวิชาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ผู้ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัล “ครูขวัญศิษย์” จากมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 5 ปี 2566  เปิดเผยว่าทางคณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัย  CUU Long University of Vietnam ???????? โดยได้รับการประสานจาก Dr.Trinh Hong Lanh คณะบดีคณะศิลปกรรม มีจดหมายเชิญตนไปสอนศิลปะให้กับนิสิตชั้นปีที่ 3-4  ที่ CUU Long University of Vietnam????????  โดยมีกำหนดเดินทางไปยังประเทศเวียดนามในวันที่ 1 ตุลาคม 2566  และสอนศิลปะให้กับนิสิตในระหว่างวันที่ 2 – 7 ตุลาคม 2566 สำหรับการไปในครั้งนี้ นับเป็นความภาคภูมิใจ ที่ตนในนามครูอาชีวะทั่วประเทศ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาขีวศึกษา จะได้นำศิลปะและวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่ให้กับเยาวชนประเทศเพื่อนบ้านอย่างน่าภาคภูมิใจ

ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธรประจำจังหวัดนครนายกจัดพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755925

ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธรประจำจังหวัดนครนายกจัดพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม

ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธรประจำจังหวัดนครนายกจัดพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.28 น.

ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธรประจำจังหวัดนครนายก จัดพิธีมอบทุนการศึกษา มูลนิธิคุณพุ่มให้กับเด็กพิการออทิสติกในจังหวัดนครนายก ประจำปี 2566 จำนวน 101 ทุน เป็นเงิน 505,000 บาท 

วันที่ 11 ก.ย.66 ที่ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธรประจำจังหวัดนครนายก อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลนิธิคุณพุ่ม แทนองค์ประธานมูลนิธิทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี สนับสนุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติก จำนวน 101 ทุนเป็นเงิน 505,000 บาท(ห้าแสนห้าพันบาทถ้วน) โดยมีนางอาภัสรา ตังคกุลวิวิช ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก ให้การต้อนรับพร้อมกล่าวรายงานและเบิกตัวผู้รับทุน เข้ารับทุนหน้าพระรูปทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี (ตัวแทนนักเรียน จำนวน 40 คน) เพื่อให้เด็กพิการได้รับการพัฒนาสมรรถภาพและได้รับการศึกษาที่ตรงความต้องการเป็นพิเศษเฉพาะบุคคลและเป็นขวัญกำลังใจแก่เด็กและครอบครัวในพิธีดังกล่าว ได้มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารโรงเรียนผู้ปกครองนักเรียนและผู้มีเกียรติร่วมในพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

จากนั้นตัวแทนผู้รับประทานทุนการศึกษาจากมูลนิธิคุณพุ่มได้กล่าวความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณของทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นอย่างยิ่งที่ทรงเห็นความจําเป็นและความต้องการพิเศษทางการศึกษาที่มีต่อการดำรงชีวิตของผู้พิการ ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ให้สามารถอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคมอย่างมีความสุข การพัฒนาศักยภาพผู้พิการแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายมากกว่าคนปกติหลายเท่า ซึ่งทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องมีภาระเพิ่มขึ้น การที่ผู้ได้รับประทานทุนการศึกษาในครั้งนี้ เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องดูแลได้ระดับหนึ่ง จึงมีความสำนึกในพระกรุณาธิคุณและสัญญาว่าจะนำทุนที่ได้รับในครั้งนี้ไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์ให้คุ้มค่าสูงสุด

นครพนมโมเดล ‘ไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง’ MOU ร่วม 28 หน่วยงานร่วมพัฒนาเยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755897

นครพนมโมเดล 'ไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง' MOU ร่วม 28 หน่วยงานร่วมพัฒนาเยาวชน

นครพนมโมเดล ‘ไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง’ MOU ร่วม 28 หน่วยงานร่วมพัฒนาเยาวชน

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.34 น.

นครพนมโมเดล ‘ไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง’ MOU ร่วม 28 หน่วยงานร่วมพัฒนาเยาวชน 

วันที่ 11 ก.ย.66 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่โรงแรมเวลาดี เขตเทศบาลเมืองนครพนม นายวันชัย จันทร์พร ผวจ.นครพนม เป็นประธานในพิธีประกาศวาระจังหวัดนครพนม พร้อมลงนาม MOU นครพนมโมเดล ร่วมกับ 28 หน่วยงานที่เป็นภาคีเครือข่ายสำคัญ ภายใต้โครงการพัฒนานครพนมโมเดลเพื่อเยาวชนนอกระบบการศึกษา มีสโลแกนว่า “เพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนา” โดยมีนายธันญ์สุธี ภัคธารีรัตน์ ศึกษาธิการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า นครพนมโมเดลเริ่มดำเนินการ เมื่อปี 2563 เป้าหมายสนับสนุน พัฒนา ครูและเด็กนอกระบบการศึกษา ในปีดังกล่าวได้ทำงานขับเคลื่อนในสถานพินิจฯนครพนม จนสามารถขยายผลการศึกษาทางเลือกไปสู่สถานพินิจ และศูนย์ฝึกทั่วประเทศไทย จึงเป็นที่มาของคำว่านครพนมโมเดล

ในการนี้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครพนม ได้นำนักเรียนในโครงการฯซึ่งอดีตเป็นเด็กแขวนลอย ความหมายคือได้ออกจากการเรียนในระบบปกติกลางคัน แต่ยังมีชื่ออยู่ในระบบการเรียนการศึกษา ชื่อ นายอนุพงศ์ เงินห้วยพระ หรือน้องไมค์ อายุ 19 ปี ชาวบ้านคำฮาก ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ขึ้นเวทีเล่าถึงความรู้สึกที่ได้ถูกนำกลับมาเรียนในโครงการ กระทั่งปัจจุบันน้องไมค์เรียนจบในระดับชั้นมัธยมต้น

น้องไมค์เล่าว่าจากฐานะทางครอบครัวที่ยากจน ประกอบกับพ่อแม่แยกทางกัน ยิ่งทำให้ความเป็นอยู่แร้นแค้นขึ้น เพราะแม่ต้องรับภาระหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัว ขณะนั้นตนเรียนอยู่ชั้น ม.1 โรงเรียนมัธยมในตัวอำเภอท่าอุเทน และอยากแบ่งเบาภาระจึงบอกแม่ขอหยุดการเรียน ทั้งที่มีใจรักการเรียนมาก กระทั่งมี น.ส.รัตนา แพงมาลา หรือครูเฟิร์น เจ้าหน้าที่วิชาการและแผนงาน องค์การบริหารส่วนตำบลโนนตาล (อบต.โนนตาล) มาพบที่บ้านพร้อมแนะนำให้เข้ารับการศึกษาต่อ ในรูปแบบการเรียนนอกระบบ โดยใช้พื้นที่ของ อบต.โนนตาลเป็นสถานที่เรียน จึงไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม และหลังจากจบชั้น ม.ต้น แล้ว ก็จะต่อยอดศึกษาต่อในระดับ ม.ปลาย ใฝ่ฝันอยากจะเป็นโปรแกรมเมอร์ ทางโครงการก็ดำเนินการให้เป็นอย่างดี ขณะนี้เรียนไปได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ 

ในขณะที่ น.ส.รัตนา แพงมาลา หรือครูเฟิร์น เปิดเผยว่า หลังจากรับผิดชอบการค้นหาเด็กแขวนลอย รวมถึงเด็กที่มีปัญหาด้านอื่นๆ พบว่าน้องไมค์มีชื่ออยู่ในระบบการเรียนปกติ จึงไปสอบถามแล้วแนะนำให้เรียนนอกระบบเป็นทางเลือก เพื่อให้จบในระดับ ม.ต้น จะได้นำวุฒิการศึกษาไปสมัครงานในสถานประกอบการต่างๆได้ เนื่องจากมีข้อบังคับว่าพนักงานต้องจบการศึกษาระดับ ม.ต้น เป็นอย่างต่ำ ซึ่งน้องไมค์ตอบตกลงที่จะเรียน กระทั่งจบการศึกษา และทราบจากน้องว่าจะเดินหน้าเรียนต่อจนกว่าจะจบ ม.ปลาย 

ทั้งนี้ ภายในงานลงนาม MOU นครพนมโมเดล ทางคณะผู้จัดได้ฉายวีดีทัศน์เปิดเผยเรื่องราวของน้องไมค์ ให้ทั้ง 28 หน่วยงานรับชม ปรากฏว่าน้องไมค์เห็นเรื่องของตนถึงกับหลั่งน้ำตา เพราะเป็นชีวิตจริงของตน และยินดีเผยแผ่ให้กับคนที่ท้อถอยในชีวิต ลุกขึ้นสู้เพื่อไปคว้าชัย

สำหรับโครงการพัฒนานครพนมโมเดล เพื่อเยาวชนนอกระบบการศึกษา ถือว่าเป็นต้นแบบให้อีกหลายจังหวัด อาทิ นครราชสีมา อุบลฯ บึงกาฬ เป็นต้น โดยมีศึกษาธิการจังหวัดนครพนม รับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพหลัก ในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนทั้งหมด เพื่อสนับสนุนคุณภาพการเรียน และคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชนในจังหวัดฯ โดยสามารถขยายผลการดำเนินงาน จากการแก้ไขปัญหากลุ่มเด็กปลายน้ำ คือ เยาวชนในกระบวนการยุติธรรม คือสถานพินิจฯ เพิ่มขอบเขตในเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาเด็กกลางน้ำ คือเด็กที่ออกกลางคัน และ เด็กตกหล่น 

ดังนั้น จึงเกิดแผนปฏิบัติการตำบลต้นแบบ เบื้องต้นที่รวมโครงการคือ อบต.พิมาน อ.นาแก และ อบต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน โดยมีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ม.นครพนม  ร่วมเป็นกลไกค้นหา พัฒนา ส่งต่อ จนสามารถพาเด็กนอกระบบกลุ่มนี้ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาทางเลือกได้สำเร็จ 

นอกจากนี้ยังเพิ่มศักยภาพเป็นแผนปฏิบัติการโรงเรียนมือถือ ใช้อุปกรณ์อีเล็คทรอนิกเข้ามามีส่วนในการเรียนการสอน ให้กับเด็กกลุ่มกลางน้ำ จนสำเร็จการศึกษา และพัฒนาตัวเองเป็นโปรแกรมเมอร์ในเวลาต่อมา

ศึกษาธิการจังหวัดนครพนม กล่าวต่อว่า ด้วยการที่ผลึกกำลังของภาคีเครือข่าย วันนี้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชื่นชมยินดี และโครงการนครพนมโมเดล เป็นโมเดลต้นแบบ ให้ขยายผลการดำเนินการไปสู่จังหวัดอื่น ร่วมทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ได้นำโครงการฯเป็นพื้นที่นำร่องขายไปสู่ 13 จังหวัดภาคอีสาน ภายใต้สโลแกน เพราะเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เด็กทุกคนต้องได้รับการพัฒนา

ในโอกาสเดียวกันนี้ มูลนิธิกระจกเงา ได้รับการสนับสนุน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนออนไลน์ สนับสนุนการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดนครพนม จำนวน 50 เครื่อง ประกอบด้วย 1. สถานพินิจและคุ้มครองเด็กจังหวัดนครพนม 30 เครื่อง 2.อบต.โนนตาล 10 เครื่อง และ 3. อบต.พิมาน 10 เครื่อง

สกสว.ชูการวิจัย’สร้างระบบการเรียนรู้ การสร้างคนและการพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา’ เป็นต้นแบบการขยายผลอย่างมีนัยสำคัญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755887

สกสว.ชูการวิจัย'สร้างระบบการเรียนรู้ การสร้างคนและการพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา' เป็นต้นแบบการขยายผลอย่างมีนัยสำคัญ

สกสว.ชูการวิจัย’สร้างระบบการเรียนรู้ การสร้างคนและการพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา’ เป็นต้นแบบการขยายผลอย่างมีนัยสำคัญ

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.04 น.

สกสว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการวิจัย “ด้านการเรียนรู้ การสร้างคน และการพัฒนารถไฟฟ้ารางเบา” ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางทำงานร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักวิจัย ให้งานวิจัยเกิดการขยายผลอย่างมีนัยสำคัญ 

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของโครงการภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ที่รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น 3 โครงการ ประกอบด้วย 1 โครงการ การพัฒนากลไกการสร้างและสะสมบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพสูง (National Postdoctoral/ Postgraduate System of Thailand) 2. โครงการ รูปแบบและนวัตกรรมการเรียนรู้แบบสมาร์ตสำหรับการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในสภาพแวดล้อมดิจิทัล 3. โครงการ การวิจัยและพัฒนาต้นแบบระบบรถไฟฟ้ารางเบาโดยใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศไทย นำโดย รศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจการพัฒนา ววน. ด้านกำลังคนและสถาบันความรู้ สกสว. ผศ.ดร.ศิรินันท์ กุลชาติ รองผู้อำนวยการ บพค. และผู้ทรงคุณวุฒิในระบบ ววน. เพื่อรับฟังและให้ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาต่อยอดโครงการ สู่การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์และขยายผลในภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติของการสร้างบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพสูง การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ การพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยี

โอกาสนี้ รศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล กล่าวถึงการลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานของโครงการภายใต้กองทุนส่งเสริม ววน. ครั้งนี้ ว่า เป็นโอกาสดี ที่ สกสว. และ บพค. ได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้การดำเนินงานร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน (วิทยาเขตขอนแก่น) และนักวิจัยโครงการ ซึ่งทำให้ทราบถึงปัญหาและความไม่เข้าใจในบางเรื่อง ของแผนงานพัฒนาการเป็นศูนย์กลางกำลังคนระดับสูงของอาเซียนและศูนย์กลางการเรียนรู้ของอาเซียนที่มีความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมของสถาบัน/ศูนย์วิจัยกับเครือข่ายระดับนานาชาติอย่างเข้มแข็งในวงกว้าง ของแผนงานย่อยพัฒนาการเป็นศูนย์กลางกำลังคนระดับสูง (Hub of Talents) และศูนย์กลางการเรียนรู้ (Hub of Knowledge) ของอาเซียน ในส่วนนี้ สกสว.ได้อธิบาย และ พร้อมเป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานกับมหาวิทยาลัยที่รับผิดชอบแผนงานดังกล่าว เพื่อให้เกิดการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศในทุกด้าน  

นอกจากการแลกเปลี่ยน เรียนรู้การดำเนินงานร่วมกันแล้ว ผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ร่วมลงพื้นที่ ได้มีข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาโครงการที่เป็นประโยชน์ ที่นักวิจัยโครงการ รวมถึง สกสว.และ บพค. นำกลับไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข ให้การดำเนินงานด้านบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพสูง การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ การพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบ มีประสิทธิภาพ และประสิทธิพลมากขึ้น

ด้าน ผศ.ดร.ศิรินันท์ กุลชาติ กล่าวว่า บพค.ได้ให้การสนับสนุนโครงการ การพัฒนากลไกการสร้างและสะสมบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพสูง แก่ รศ.ดร.รินา ภัทรมานนท์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะ เพื่อพัฒนากลไกและสะสมบุคลากรวิจัยที่มีคุณภาพสูง และรองรับการวิจัย การพัฒนานวัตกรรมของอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต และโครงการ รูปแบบและนวัตกรรมการเรียนรู้แบบสมาร์ตสำหรับการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในสภาพแวดล้อมดิจิทัล แก่ ศ. ดร.กุลธิดา ท้วมสุข คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะ เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสมาร์ต (Smart learning management model) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของครูและการพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่เหมาะสำหรับการจัดการเรียนการสอนในยุคดิจิทัลและสภาวะปกติใหม่ 
ด้วยตระหนักถึงวิสัยทัศน์ ว่าด้วยการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงและงานวิจัยขั้นแนวหน้า ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทยสู่อาเซียน และ พันธกิจในการจัดสรรทุนด้านการพัฒนากำลังคนในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศตามนโยบายและยุทธศาสตร์ การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนโยบายของรัฐบาล รวมถึงการให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยและบุคลากรอื่นหลังปริญญา และ สนับสนุนทุนวิจัยและเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอนจนการสนับสนุนทุนด้านการพัฒนาระบบนิเวศ และ โครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการสร้าง Foundation ของประเทศ และเป็นสถาบันระดับชาติ ต่อไป

นวัตกรรม‘สมการประเมินค่าคาร์บอนเครดิต’ นักวิชาการ‘ม.มหิดล’หนุนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755741

นวัตกรรม‘สมการประเมินค่าคาร์บอนเครดิต’ นักวิชาการ‘ม.มหิดล’หนุนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นวัตกรรม‘สมการประเมินค่าคาร์บอนเครดิต’ นักวิชาการ‘ม.มหิดล’หนุนลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ภาคตะวันออก” แม้จะเป็นที่“หยั่งราก” แหล่งที่สองของ “ยางพารา”พืชเศรษฐกิจของประเทศไทย และปลูกในพื้นที่ที่ไม่กว้างใหญ่มากนักเมื่อเทียบกับการปลูกยางพาราในภาคอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่เพาะปลูกต้นยางพาราซึ่งไม่แพ้มูลค่าการส่งออก คือ “ค่าคาร์บอนเครดิต” หรือตัวเลขของการปล่อยและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในระดับโครงการ (Project Base) ซึ่งวัดออกมาเป็นหน่วยของ “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” ที่ “อบก.” องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำหนดให้สามารถ “ซื้อ-ขาย” เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ผศ.ดร.มณฑิรา ยุติธรรม ประธานหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเมืองน่าอยู่และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คิดค้นและพัฒนานวัตกรรม “สมการเพื่อการประเมินค่าคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ปลูกยางพารา” ภายใต้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ด้วยเหตุผลว่า เนื่องจากเป็นต้นไม้ยืนต้นที่มีอายุยาวนานมากกว่า 20 ปี อีกทั้งเคยมีการศึกษาว่าหากเปรียบเทียบปริมาณการกักเก็บคาร์บอนระหว่างพื้นที่ปลูกยางพารา กับป่าเสื่อมโทรมในประเทศไทย จะพบปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ปลูกยางพาราสูงกว่า

เดิมการสำรวจพื้นที่เพื่อประเมินค่าคาร์บอนต้องสิ้นเปลืองทั้งกำลังทรัพยากรมนุษย์และงบประมาณ ทีมวิจัยจึงได้คิดค้นและพัฒนาสมการเพื่อการประเมินค่าคาร์บอนเครดิตที่คำนวณจากขนาดพื้นที่ และอายุของยางพารา เพื่อหาค่าเฉลี่ยของปริมาณการกักเก็บก๊าซคาร์บอน ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับมาเป็นตัวช่วยสำคัญในเก็บข้อมูล ซึ่งทำให้สามารถประหยัดได้ทั้งกำลังทรัพยากรมนุษย์และงบประมาณ

ทั้งนี้ ตามข้อมูลโดย การยางแห่งประเทศไทยปี พ.ศ. 2561 พบพื้นที่ปลูกต้นยางพาราในภาคตะวันออกของประเทศไทย สายพันธุ์ RRIM 600 RRIT 251 ประมาณ 2 ล้านไร่ มีการกักเก็บคาร์บอนที่อยู่ในดินประมาณ 16.19 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าที่ระดับความลึกของดิน 0-50 เซนติเมตร มีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพเหนือดิน 19.66 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการปลูกยางพารา 1.93 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ผศ.ดร.มณฑิรา กล่าวต่อไปว่า การศึกษาในระยะแรกจะแยกเก็บข้อมูลตามช่วงอายุของต้นยางพารา โดยแยกเป็นอายุ 1 ปี 5 ปี 10 ปี15 ปี และ 20 ปี โดยมีนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมเก็บข้อมูลในทุกมิติ จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้เก็บน้ำยาง ศูนย์รับซื้อน้ำยาง สหกรณ์รับซื้อผลิตภัณฑ์ยาง ฯลฯ และในอนาคตจะได้มีการต่อยอดเพื่อศึกษาแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเชิงลึก เพื่อเสนอ อบก. รวมถึง และ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สู่การประยุกต์ใช้จริงระดับนโยบายในภาคอื่นๆ ของประเทศไทยต่อไป

ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สร้างผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่คอยชี้ชะตาการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบได้ต่อไปในอนาคต!!!

‘สสส.ผนึกกำลัง5สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าพัฒนา นักสื่อสารเพื่อสังคม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755740

‘สสส.ผนึกกำลัง5สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าพัฒนา นักสื่อสารเพื่อสังคม’

‘สสส.ผนึกกำลัง5สถาบันอุดมศึกษา เดินหน้าพัฒนา นักสื่อสารเพื่อสังคม’

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ (สภส.) จัดกิจกรรมเสวนา “สื่อสร้างสรรค์ภาคีสร้างสุข” by สภส.ภายใต้โครงการความร่วมมือการสื่อสารเพื่อสนับสนุนภาคีสุขภาวะ เพื่อสร้างความร่วมมือกับ 5 สถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนานักสื่อสารเพื่อสนับสนุนการสื่อสารการขับเคลื่อนงานภาคีเครือข่ายสุขภาวะ

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS กล่าวว่า หัวใจสำคัญของสื่อในปัจจุบันและอนาคต คือ สื่อต้องสร้างความผูกพัน (Engagement) กับผู้ชมผู้ฟังให้มากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องใช้ข้อมูลแบบ Insight และติดตามผู้ชมผู้ฟังจนเกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ดี ดังนั้น คนทำสื่อรุ่นปัจจุบันจึงต้องเป็นนักวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมไปกับการเป็นนักสร้างสรรค์เนื้อหาที่ดีด้วย

“นอกจากนี้ สื่อต้องเป็น Fact Checker เป็นที่พึ่งในการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ประชาชน การเป็นนักสื่อสารที่ดีต้องเป็น Meaningful Creator คือการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากทำให้เกิดความหมายอะไรที่มีผลต่อการยกระดับจิตใจของประชาชน สื่อสารนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบร่วมกันหาทางออกให้สังคม ซึ่งปัจจุบันเครื่องมือสื่อสารใหม่ๆ จะช่วยให้สื่อแสดงบทบาทระดมการมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น” รศ.ดร.วิลาสินี กล่าว

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ (สภส.) กล่าวว่าโครงการความร่วมมือการสื่อสารเพื่อสนับสนุนภาคีสุขภาวะ มีเป้าหมาย 3 ประเด็นสำคัญ 1.สื่ออย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตัวเอง 2.สื่อสารที่นำไปสู่การขับเคลื่อนผลักดันนโยบายที่ดีต่อสุขภาพ 3.สื่อที่ดีต้องสานพลังภาคีเครือข่ายได้ ที่สำคัญคือหวังให้เกิดนักสื่อสารหน้าใหม่ เป็นตัวกลางถ่ายทอดผลงานภาคีเครือข่าย เพื่อให้สังคมเกิดการเห็นคุณค่าของนักสร้างเสริมสุขภาพ

“โดยสานพลังคนทำงานสื่อสาร กับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างนวันตกรรมใหม่ ให้เกิดรูปแบบการสื่อสารสุข นำไปสู่สุขภาพที่ดีใน 4 มิติ คือ กายที่ไม่เป็นโรค สุขภาพจิตที่ดี สุขภาพทางปัญญาที่ก่อให้เกิดการแยกแยะ การตรึกตรองและความรอบรู้ สุดท้ายคือ สุขภาพสังคม ดังนั้น การสื่อสารจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ” ดร.ณัฐพันธุ์ กล่าว

นายสุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งเพจ “Toolmorrow” ภาคีด้านเด็ก ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญด้านการทำสื่อ กล่าวว่า แนวทางการทำงานสื่อที่จะตรงกับใจคนต้องมาจากประสบการณ์ร่วม และตั้งคำถาม ขับเคลื่อนสังคม จากประสบการณ์ค้นพบว่าทุกครั้งที่คลิปมีคนดูจำนวนมากแค่การรับรู้ไม่เพียงพอ จึงต้องขยับมาสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สร้างเนื้อหาให้เกิดความตระหนักรู้ สื่อสารให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคม และถึงกลุ่มเป้าหมาย

“คุณสมบัติที่นักสื่อสารต้องมี 1.เข้าอกเข้าใจ 2.เอาผู้ชมเป็นศูนย์กลาง 3.สร้างการมีส่วนร่วมในการคิดงาน อย่าด่วนสรุปว่าความคิดของเราเป็นสิ่งที่ดีต่อกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องสื่อสารให้คนกลุ่มนั้นมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ด้วยการขยายผลให้กลุ่มเป้าหมายเห็นผล เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ต้องหาตรงกลางให้ได้ว่า คนดูอยากดูอะไร แล้วเราจะสื่อสารอย่างไร” นายสุรเสกข์ กล่าว