ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755739

ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

ประเดิม‘ครม.เศรษฐา1’เข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล ประชาชนวอนแก้ปัญหา‘สิทธิชุมชน-อุบัติเหตุทางถนน’

วันจันทร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากรอกันนานกว่า 3 เดือนตั้งแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 14 พ.ค. 2566 ประเทศไทยก็มีรัฐบาลชุดใหม่ นำโดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมของรัฐสภา เมื่อวันที่22 ส.ค. 2566 จากนั้นราชกิจจานุเบกษาประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2566 และในวันที่ 11-12 ก.ย. 2566 คณะรัฐมนตรี (ครม.) “เศรษฐา 1” จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

แน่นอนว่า รัฐบาลถือเป็นความหวังของประชาชนในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความทุกข์ยาก เห็นได้ภาพหนึ่งที่คุ้นชินเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใดหรือมีที่มาอย่างไร คือในแต่ละวันจะมีมวลชนกลุ่มต่างๆ รวมตัวกันมายื่นหนังสือเรียกร้องที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2566 มีการประชุม ครม. (นัดพิเศษ) อันเป็นการประชุมครั้งแรกของ ครม. เศรษฐา 1ตั้งแต่ช่วงเช้าก็มีมวลชน เดินทางมายื่นข้อเรียกร้อง

อาทิ “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)” องค์กรภาคประชาสังคม (NGO) ที่ขับเคลื่อนประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน สิทธิชุมชนและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งมีข้อเรียกร้อง 9 ด้าน 1.ด้านสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย 2.ด้านการกระจายอำนาจ 3.นโยบายการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 4.นโยบายที่ดินและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม 5.นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ 6.นโยบายด้านการป้องกันภัยพิบัติ 7.นโยบายการคุ้มครองชาติพันธุ์และสิทธิความเป็นมนุษย์ 8.นโยบายสิทธิของคนไร้สถานะ และ 9.ด้านนโยบายรัฐสวัสดิการ ซึ่งในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิชุมชน ที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ

1.เร่งออกกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรมแก่ราษฎรซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ ซึ่งรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ทางกระทรวงยุติธรรมได้ทำการศึกษาและนำเสนอต่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) ในฐานะประธานกรรมการแก้ไขปัญหาของกลุ่มพีมูฟ ลงวันที่ 16 มี.ค. 2566 โดยระหว่างรอการออกกฎหมายดังกล่าว ขอให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวด้วยการชะลอการดำเนินคดีหรือบังคับคดี เพื่อดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายเกี่ยวกับคดีที่ดิน-ป่าไม้

นอกจากนั้น ขอให้ใช้ระบบไต่สวนและลูกขุนในการพิจารณาคดีแทนระบบกล่าวหา ในคดืที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและคดีที่เกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากการพิจารณาคดีประเภทนี้ไม่อาจใช้เฉพาะหลักฐานทางราชการ แต่ต้องวิเคราะห์หลักฐานด้านสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา ชาติพันธุ์วิทยา รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละพื้นที่ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ.2558 และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของคนจนตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุด เป็นต้น

2.ยุตินโยบายที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่า เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่าแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 มติ ครม. 26 พ.ย. 2561 เรื่อง มาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภท รวมถึงมติ ครม. อื่นๆ ที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน อาทิ มติ ครม.ว่าด้วยการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ ปี 2528และ 2532

3.เร่งกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ผลักดัน พ.ร.บ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ซึ่งเก็บภาษีตามมูลค่าและขนาดการถือครองอย่างแท้จริงพ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร พ.ร.บ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อป้องกันมิให้ที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างผิดประเภททบทวนแนวทางและมาตรการในโครงการจัดที่ดินชุมชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เนื่องจากไม่สอดคล้องกับหลักการของสิทธิชุมชน

โดยให้ผลักดัน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร (โฉนดชุมชน) ปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ดิน เพิกถอนเอกสารสิทธิที่ออกโดยมิชอบ และที่ดินรกร้างว่างเปล่า กระจายที่ดินให้ชุมชนไร้ที่ดิน รวมถึงศึกษาแนวทางจำกัดการถือครองที่ดิน ปรับปรุงแก้ไขกระบวนการการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ ที่ดินทิ้งร้าง สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับคนจนเมือง โดยรัฐต้องมีนโยบายนำที่ดินของรัฐประเภทต่างๆมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยรับรองคนจนเมืองในรุปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมกันของชุมชน

4.การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษต้องคุ้มครองวิถีชีวิตและระบบเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น และต้องส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงประโยชน์ของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจนั้นอย่างเท่าเทียม ไม่กระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดิน ตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) รัฐต้องมีนโยบายช่วยเหลือด้านงบประมาณในการจัดที่อยู่อาศัยและพัฒนาสาธารณูปโภคกับผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐ

และ 5.การแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์และคนไร้สถานะทางทะเบียน เร่งรัดดำเนินการตามมติ ครม. 2 มิ.ย. และ 3 ส.ค. 2553 เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวเลและชาวกะเหรี่ยงจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ตามมติ ครม. ดังกล่าวซึ่งสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการต้องมีองค์ประกอบของภาคประชาสังคมและชุมชนมากกว่ากึ่งหนึ่ง มีหน้าที่ร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหา นโยบายต่อคณะกรรมการระดับชาติในการติดตามการแก้ไขปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์

ผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง พ.ศ. … ที่ภาคประชาชนได้ร่วมกันเข้าชื่อไว้จำนวน 16,559 รายชื่อ โดยขอให้นายกรัฐมนตรีลงนามเพื่อส่งต่อให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 70 เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อให้สัญชาติและสิทธิสถานะแก่กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อดำเนินการตามมติ ครม. 2 มิ.ย. และ 3 ส.ค. 2553

ขยายมติ ครม. 18 ม.ค. 2548 เพื่อสำรวจคนตกหล่น ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ครอบคลุม ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสิทธิสถานะเป็นกรรมการกลางที่มีผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีประสบการณ์ทำงานกับกลุ่มคนไร้สถานะ และอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มอย่างเร่งด่วน สั่งการให้เกิดการปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยการสร้างการมีส่วนร่วม ติดตามตรวจสอบและประเมินผลงาน ให้นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง รวมถึงจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนที่รอการแก้ไขปัญหา ตลอดจนการเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน

รวมถึง “เครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ” กลุ่มประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะไปเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉี่ยวชนบุคคลอื่นจนหลายคนต้องกลายเป็นผู้พิการ เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่เอาจริงเอาจังกับการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุบนท้องถนน เนื่องจากเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตคนไทยหลักหมื่นศพต่อปี ไม่รวมผู้บาดเจ็บและผู้พิการอีกจำนวนมาก กระทั่งก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลก WHO) ยังเคยจัดอันดับให้ถนนประเทศไทยอันตรายติด 1 ใน 10ของโลก

โดยเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับมีข้อเสนอแนะ 1.แก้กฎหมายให้ผู้แจ้งเบาะแสคนทำผิดกฎจราจรได้ส่วนแบ่งค่าปรับร้อยละ 50 สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยจัดการผู้ไม่เคารพกฎจราจรเพราะเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนและก่อให้เกิดความสูญเสียบนท้องถนนจากอุบัติเหตุ 2.แก้กฎหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้งบประมาณจัดหาหมวกกันน็อกสำหรับเด็ก ซึ่งปัจจุบันมีเด็กเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์เพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่สวม หากทำได้นอกจากจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยแล้ว ยังปลูกฝังการเคารพกฎจราจรตั้งแต่เยาว์วัยด้วย

3.แก้กฎหมายให้สถานประกอบการหรือบุคคลที่สนับสนุนให้ผู้มีอายุต่ำกว่า20 ปี ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากไปเกิดอุบัติเหตุต้องร่วมรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา เพื่อป้องปรามผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หาผลประโยชน์จากเด็กและเยาวชน และ 4.ควรสนับสนุนให้ผู้ผลิตรถยนต์ติดกล้องหน้ารถจากโรงงานในรถใหม่ทุกคันเพื่อเป็นการใช้เทคโนโลยีสอดส่องคนทำผิดกฎจรจาจร!!!

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ยกระดับคุณภาพการศึกษา สอดคล้องตลาดแรงงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755673

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ยกระดับคุณภาพการศึกษา สอดคล้องตลาดแรงงาน

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ยกระดับคุณภาพการศึกษา สอดคล้องตลาดแรงงาน

วันอาทิตย์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2566, 14.19 น.

‘มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์’ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในชุมชน สังคมและท้องถิ่น

10 กันยายน 2566  เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารราชนครินทร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ โดยมีนางสาวฉัตรประอร นิยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธี  พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ดร.กัญจน์โชติ สหพัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัดฉะเชิงเทรา ตลอดจนตัวแทนจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ ร่วมลงนามร่วมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษาในเขตพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมี หลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและสังคมในท้องถิ่น ตระหนักถึงการ พัฒนาบุคลากรในจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงได้จัดมีโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และประสานความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์กับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ จังหวัดฉะเชิงเทรา และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ รวมไปถึงเพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงานในชุมชน สังคมและท้องถิ่น ตลอดจนเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ให้กับผู้สนใจที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งเพื่อเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในการจัดกิจกรรมทาง วิชาการและกิจกรรมด้านอื่น ๆ ร่วมกัน

ปลัดมหาดไทยเผย คนมหาดไทยต้องทำงานเชิงรุกด้วยความรวดเร็ว มีความพร้อมขับเคลื่อนงานในทุกมิติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755541

ปลัดมหาดไทยเผย คนมหาดไทยต้องทำงานเชิงรุกด้วยความรวดเร็ว มีความพร้อมขับเคลื่อนงานในทุกมิติ

ปลัดมหาดไทยเผย คนมหาดไทยต้องทำงานเชิงรุกด้วยความรวดเร็ว มีความพร้อมขับเคลื่อนงานในทุกมิติ

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 13.36 น.

ปลัดมหาดไทยเผย “คนมหาดไทยต้องทำงานเชิงรุกด้วยความรวดเร็ว” มีความพร้อมขับเคลื่อนงานในทุกมิติ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ทำให้ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขโดยถ้วนหน้า “ทำงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน”

วันที่ 9 กันยายน 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงวิธีการทำงานของคนมหาดไทยตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวในโอกาสพบปะข้าราชการเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ความว่า “…ผมเป็นคนทำงานวันนี้ สั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน เพราะงั้นก็ขอให้ทุกคนได้มีความมั่นใจ..” เป็นเครื่องเตือนใจให้คนมหาดไทยต้องทำงานด้วยความรวดเร็ว และมีความพร้อมอยู่เสมอ ที่สำคัญต้องทำงานเชิงรุก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ถ้า “เข้าใจ เข้าถึง” พี่น้องประชาชนแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ตลอดจนความต้องการของพี่น้องประชาชนในทุกเรื่อง ก็จะสามารถพัฒนาและดำเนินการได้ทันที อะไรที่ยังแก้ไขไม่ได้ ก็ต้องมีการสื่อสารสร้างความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชน ต่อสาธารณชน สอดคล้องกับหลักปฏิบัติที่คนมหาดไทยได้รับการบ่มเพาะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาโดยตลอดว่า “รอบรู้ รวดเร็ว ริ่เริ่ม และเร่งรัด” ดังที่ท่านวิญญู อังคณารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เคยกล่าวไว้

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำว่า หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า “เมื่อวานนี้งานจะเสร็จได้อย่างไร ในเมื่อสั่งวันนี้” แต่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทุกคนในฐานะข้าราชการประจำ ผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจสอบคัดเลือกเข้ามารับราชการ ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ ต่างก็รู้อยู่ก่อนแล้วว่าข้าราชการกระทรวงมหาดไทยนั้นมีภาระหน้าที่อันหนักหน่วง นั่นคือ ทุกปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน คือ หน้าที่ของคนมหาดไทย งานของทุกกระทรวง ทบวง กรมที่ลงสู่พื้นที่ ก็คืองานของคนมหาดไทย ดังนั้น พวกเราในฐานะข้าราชการประจำ จะต้องมุ่งมั่นทุ่มเททำงานแบบรองเท้าสึกก่อนกางเกงขาด มีใจ มี Passion ในการทำงานโดยไม่ยึดถือเรื่องเวลาเป็นข้อจำกัดของการทำงาน เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี คือ การคิดริเริ่มสร้างสรรค์นำเสนอสิ่งที่ดีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้เห็นชอบตามที่เราได้คิด ได้เสนอ 

“นอกจากนี้ คนมหาดไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผู้ว่าราชการจังหวัด” ผู้บริหารระดับสูง ต้องเป็น “ผู้นำต้องทำก่อน” ต้องรู้ลึก รู้กว้าง ถึงเรื่องที่จะขับเคลื่อน เพื่อนำไปสื่อสารกับนายอำเภอในฐานะผู้นำของพื้นที่และภาคีเครือข่าย ซึ่งมีนัยนะว่า “ผู้นำทำงานต่าง ๆ ลำพังคนเดียวไม่ได้” ต้องมีทีมงานจาก 7 ภาคีเครือข่าย ทั้งภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคสื่อสารมวลชน ช่วยขับเคลื่อนงาน และที่สำคัญ “ต้องเร่งรัด ติดตามการขับเคลื่อนงาน” เพื่อให้มั่นใจว่าทุกภาคส่วนได้ช่วยกันทำหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนได้อย่างถูกต้องตามหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ ร่วมคิด ร่วมพูดคุย ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา ร่วมรับประโยชน์ ทำให้ประชาชนมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขโดยถ้วนหน้า ซึ่งหากทุกคนสามารถทำได้อย่างนี้แล้ว ก็จะมีคุณสมบัติตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวไว้นั่นเอง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

สพม.บุรีรัมย์คุมเข้มสอบผู้บริหารสถานศึกษาสแกนผู้เข้าสอบทุกรายลั่นพบทุจริตดำเนินคดีทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755525

สพม.บุรีรัมย์คุมเข้มสอบผู้บริหารสถานศึกษาสแกนผู้เข้าสอบทุกรายลั่นพบทุจริตดำเนินคดีทันที

สพม.บุรีรัมย์คุมเข้มสอบผู้บริหารสถานศึกษาสแกนผู้เข้าสอบทุกรายลั่นพบทุจริตดำเนินคดีทันที

วันเสาร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2566, 11.03 น.

ผอ.สพม.บุรีรัมย์ พร้อมกรรมการควบคุมการสอบ นำตำรวจ พร้อมเครื่องสแกนคุมเข้มตรวจร่างกายผู้เข้าสอบ ป้องกันการนำวัตถุ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปกระทำทุจริต สอบแต่งตั้งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา ยันหากพบทุจริต ตัดสิทธิ์ และดำเนินคดีทันที

วันที่ 9 ก.ย.66 บรรยากาศสนามสอบแข่งขันคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ.2566 ซึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ มีตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาว่าง 8 อัตราและตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา 13 อัตรา ที่สนามสอบโรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

ดร.กฤษ ละมูลมอญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ ได้ชี้แจงระเบียบการเข้าสอบของผู้เข้าสอบทุกคนได้รับทราบก่อนเข้าห้องสอบ ขณะเดียวกันคณะกรรมการฯ ได้ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ เพิ่มมาตรการเข้มในการป้องกันทุจริตการสอบ โดยมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดด้านหน้าอาคาร จัดกำลังตำรวจ 2 นายเดินตรวจตราความเรียบร้อยรอบบริเวณอาคาร พร้อมทั้งใช้เครื่องสแกนทำการตรวจจับสัญญาณวัตถุ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือสื่อสารผู้เข้าสอบทุกคน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าไปใช้ทุจริตในการสอบ โดยผู้เข้าสอบสามารถนำเพียงปากกา ดินสอ ยางลบ บัตรประจำตัวประชาชน และบัตรประจำตัวผู้สอบ เข้าไปได้เท่านั้น ซึ่งมีผู้สมัครสอบหลายคนสวมใส่นาฬิกามาเจ้าหน้าที่ต้องให้ถอดตามกฎระเบียบ

อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีกลุ่มบุคคลหรือผู้สอบได้กระทำการทุจริตในกรณีใดก็ตาม จะตัดสิทธิและส่งดำเนินคดีตามกฎหมายทันที ซึ่งการสอบครั้งนี้มีผู้สมัครสอบทั้งสิ้น จำนวน 157 คน แยกเป็น รองผู้บริหารสถานศึกษา 117 ราย และ ผู้บริหารสถานศึกษา 40 ราย

ด้าน ดร.กฤษ ละมูลมอญ ผอ.สพม.บุรีรัมย์ กล่าวว่า การสอบรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ครั้งนี้ ได้มีการเฝ้าระวังคุมเข้มให้เป็นไปด้วยความถูกต้องเรียบร้อยตามระเบียบหลักเกณฑ์ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดปัญหาทุจริตการสอบ โดยใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือสื่อสาร รวมไปถึงการแอบอ้างเรียกรับเงินจากกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดี และยืนยันว่าการสอบในครั้งนี้จะไม่มีการทุจริตในทุกขั้นตอนอย่างแน่นอน – 003

อาลัย ‘สมลักษณ์ จัดกระบวนพล’ อดีตผู้พิพากษา-อดีต ป.ป.ช. ถึงแก่อนิจกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755461

อาลัย ‘สมลักษณ์ จัดกระบวนพล’ อดีตผู้พิพากษา-อดีต ป.ป.ช. ถึงแก่อนิจกรรม

อาลัย ‘สมลักษณ์ จัดกระบวนพล’ อดีตผู้พิพากษา-อดีต ป.ป.ช. ถึงแก่อนิจกรรม

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 19.25 น.

วันที่ 8 กันยายน 2566 ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงการเสียชีวิตของ นางสมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และอดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยระบุว่า

“สมลักษณ์ ลาลับแล้ว แต่ร่าง กายนา จัด ว่าฝากฝีมือพร่าง พลุ่งพร้อย กระบวน ยุติธรรมวาง วงดอก ไม้เอย พล และผลงานร้อย ประดับเวิ้งเวียงสยาม

อาจารย์สมลักษณ์ จัดกระบวนพล เป็นนักกฎหมายอาวุโส ผู้เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาระดับสูง เคยเป็นกรรมการ ป.ป.ช. เป็นอาจารย์พิเศษในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม้พ้นจากหน้าที่การงานแล้ว อาจารย์ก็ยังเป็นผู้ให้ความคิดเห็นและให้สติปัญญา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกฎหมายและความยุติธรรมกับคนทั้งหลายอยู่เสมอ ความคิดเห็นของอาจารย์ทุกเรื่องอยู่บนหลักวิชาและไม่เคยเบี่ยงเบนไปจากความคลองธรรมเลย

แม้จะมิได้เคยมีโอกาสรู้จักคุ้นเคยกับอาจารย์เป็นการส่วนตัวมากนัก เพียงได้เคยร่วมเวทีอภิปรายทางวิชาการกับท่านครั้งเดียว แต่ผมมั่นใจว่าอาจารย์เป็นผู้หนึ่งที่ผมเรียกขานท่านว่าเป็นอาจารย์ในทางความรู้และการวางตนของผมได้อย่างแน่นอน เมื่อได้รับทราบข่าวว่าท่านถึงอนิจกรรมแล้วในวันนี้ ผมจึงขอกราบลาท่านด้วยความเคารพและอาลัยยิ่ง”

นางสมลักษณ์ จัดกระบวนพล เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2483 เกิดในครอบครัวทหารมีคุณพ่อเลื่อน นัยนะแพทย์ เป็นทหารม้า บรรดาศักดิ์พันโทพระจัดกระบวนพล ส่วนคุณปู่เป็นหมอในพระราชวังสมัย ร.5-ร.6 มีบรรดาศักดิ์เป็น หลวงวโรสถประสิทธิ์ นัยนะแพทย์ จบการศึกษาระดับปรืญญาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นนิติศาสตร์ 01 (เข้าเรียนปี 2501)

หลังเรียนจบเข้าทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ เริ่มต้นที่กรมเศรษฐสัมพันธ์ จากนั้นก็มาทำงานในกรมทะเบียนการค้า จนกระทั่งอายุใกล้ 30 ปี สมลักษณ์สอบชิงทุนไปดูงานด้านกฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 9 เดือน ก่อนตัดสินใจสอบเป็นผู้พิพากษา โดยเริ่มจากการเรียนเนติบัณฑิต แล้วสอบได้เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา จนอบรมเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาแล้ว 1 ปี ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรม

หลังจากเกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ. 2543 ได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสศาลจังหวัดนนทบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ก่อนจะได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549

‘เทศบาล-ตำรวจ-โรงเรียน’ทองผาภูมิรวมพลังต่อต้านการใช้ยาเสพติด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755439

'เทศบาล-ตำรวจ-โรงเรียน'ทองผาภูมิรวมพลังต่อต้านการใช้ยาเสพติด

‘เทศบาล-ตำรวจ-โรงเรียน’ทองผาภูมิรวมพลังต่อต้านการใช้ยาเสพติด

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 17.56 น.

เทศบาลตำบลทองผาภูมิ – ตำรวจ สภ.ทองผาภูมิ และโรงเรียนในสังกัด ร่วมพิธีปิดโครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน (D.A.R.E)

วันนี้ (8 ก.ย.66) ที่ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลทองผาภูมิ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี นายศราวุธ ศรีทันดร นายกเทศมนตรีตำบลทองผาภูมิ พร้อมด้วย พ.ต.อ.มนตรี แตงโต ผกก.สภ.ทองผาภูมิ นายสุเมธ จันทร์เจือจุน ผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนเทศบาลทองผาภูมิ นายศราวุฒิ วงษ์เอก ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลทองผาภูมิ รวมทั้งรองนายกเทศมนตรีตำบลทองผาภูมิ เลขาฯ สมาชิกสภาเทศบาลฯ รักษาการปลัดเทศบาล  หัวหน้าสำนักปลัดงานกองการศึกษา ร่วมพิธีปิดโครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน (D.A.R.E) และมอบเกียรติบัตรให้กับเด็กนักเรียน โดยมีคณะครูร่วมพิธีในครั้งนี้

สำหรับโครงการครูแดร์ได้ดำเนินการเข้าสอนโรงเรียนเทศบาลทองผาภูมิและโรงเรียนอนุบาลทองผาภูมิ ในชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 ถึงวันที่ 6 กันยายน 2566 รวมระยะเวลาเรียน 13 สัปดาห์ มีเด็กนักเรียน 128 คนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานในการดำเนินงานด้านการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติดกลุ่มเด็กและเยาวชน เพื่อควบคุมการขยายตัวของปัญหายาเสพติดและลดการแพร่ระบาดของยาเสพติดในสถานศึกษา พร้อมเป็นการปลุกจิตสำนึกของเด็กนักเรียนและเยาวชนให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติดที่มีผลต่อร่างกาย สุขภาพอนามัย และส่งผลกระทบต่อปัญหาของสังคมตลอดจนความมั่นคงของชาติ 

ทั้งนี้นักเรียนจะเข้าใจถึงความเสี่ยงทางด้านร่างกาย ความรู้สึกสังคมและกฎหมายและผลกระทบ ของการเสพเหล้า บุหรี่ กัญชาและสาระระเหย ที่มีต่อสมองและร่างกายที่กำลังพัฒนาและสามารถประยุกต์ใช้ทักษะเหล่านี้ ในลักษณะที่เหมาะสมกับสถานการณ์ใกล้เคียงกับชีวิตได้ต่อไป 

‘อภินนท์ สุชีวบริพนธ์’ นำ ‘บุตรชาย-นส.ทิพวรรณ กานต์เจนภพ’ เข้าเฝ้าถวายสักการะ ‘สมเด็จพระสังฆราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755378

'อภินนท์ สุชีวบริพนธ์' นำ 'บุตรชาย-นส.ทิพวรรณ กานต์เจนภพ' เข้าเฝ้าถวายสักการะ 'สมเด็จพระสังฆราช

‘อภินนท์ สุชีวบริพนธ์’ นำ ‘บุตรชาย-นส.ทิพวรรณ กานต์เจนภพ’ เข้าเฝ้าถวายสักการะ ‘สมเด็จพระสังฆราช

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 15.23 น.

“อภินนท์ สุชีวบริพนธ์” นำ บุตรชายและ นส.ทิพวรรณ กานต์เจนภพ เข้าเฝ้าถวายสักการะ “สมเด็จพระสังฆราช”เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตคู่

 วันที่ 8 กันยายน เวลา 09.30 น. นายอภินนท์ สุชีวบริพนธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด นำ นายวีรภัทร์ สุชีวบริพนธ์ (บุตรชาย) และ นส.ทิพวรรณ กานต์เจนภพ เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อัมพร อมพโร) เพื่อกราบขอพร และรับประทานน้ำพระพุทธมนต์ จากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ฯ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิตคู่

‘สอวช.’ปลื้มแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง STEMPlus คว้ารางวัลเลิศรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755302

‘สอวช.’ปลื้มแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง STEMPlus คว้ารางวัลเลิศรัฐ

‘สอวช.’ปลื้มแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง STEMPlus คว้ารางวัลเลิศรัฐ

วันศุกร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2566, 10.26 น.

‘สอวช.’ปลื้มแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง STEMPlus คว้ารางวัลเลิศรัฐ ระดับดีเด่น ประจำปี 2566 ประเภทบริการตอบโจทย์ตรงใจ ตอบเป้าหมายการพัฒนากำลังคนสู่อนาคต

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2566 ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นางสาวภาณิศา หาญพัฒนนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมอุดมศึกษาและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต พร้อมตัวแทนพนักงาน สอวช. เข้ารับมอบรางวัลเลิศรัฐ ประเภทบริการตอบโจทย์ตรงใจ ระดับดีเด่น ประจำปี 2566 จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) โดยโครงการที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้คือ “แพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงตอบการลงทุนของภาคผลิตและบริการ” หรือ แพลตฟอร์ม STEMPlus 

ดร.กิติพงค์  กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของ สอวช. ที่ กพร. ได้มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้กับเรา ทีมงานทุกคนทุ่มเทและตั้งใจที่จะสร้างแพลตฟอร์ม STEMPlus ขึ้นมา ให้เป็นแพลตฟอร์มให้บริการขนาดใหญ่รองรับความต้องการด้านกำลังคนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยรวบรวมหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนากำลังคน ตอบโจทย์ตามความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เน้นการส่งเสริมการปรับทักษะ ยกระดับทักษะ (Reskill Upskill) และจับคู่กำลังคนไปสู่การทำงานและการประกอบอาชีพ ตอบโจทย์ 3 กลุ่ม สำคัญ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้ประกอบการ สามารถนำค่าใช้จ่ายการจ้างงานบุคลากรด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม (STEM)  ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ผ่านการรับรองไปขอลดหย่อนภาษีได้ 150% ซึ่งปัจจุบันมีการขอรับรองการจ้างงานแล้ว 4,446 ตำแหน่งงาน จาก 105 บริษัท

นอกจากนี้สถานประกอบการที่ส่งบุคลากรเข้ารับฝึกอบรมในหลักสูตรที่ผ่านการรับรองจาก อว. สามารถขอลดหย่อนภาษีได้ 250% ซึ่ง STEMPlus ได้รวบรวมรายชื่อหลักสูตร จำนวน 691 หลักสูตร จาก 70 หน่วยฝึกอบรม ซึ่งมีผู้เข้ารับการฝึกอบรมแล้ว 55,130 คน โดยมีเป้าหมายจะพัฒนาคนให้ได้ 100,000 คน ภายในปี 2567 กลุ่มที่ 2 นักศึกษาและบุคคลทั่วไป จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มโอกาสการได้ทำงานที่ต้องการและพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ที่จำเป็น โดยปัจจุบันยังได้มีนวัตกรรมการศึกษาในรูปแบบการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา หรือ Higher Education Sandbox เกิดขึ้นจำนวน 11 โครงการ ซึ่งสามารถผลิตกำลังคนที่สอดคล้องตามความต้องการได้อย่างน้อย 20,000 คนภายในปี 2575 และในกลุ่มที่ 3 ตอบโจทย์หน่วยฝึกอบรม ให้ได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมที่ตอบโจทย์ตามความต้องการในหลากหลายสถานการณ์

ลดแหลก!!! สมัครด่วนสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ ขยายอายุถึง 65 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755264

ลดแหลก!!! สมัครด่วนสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ ขยายอายุถึง 65 ปี

ลดแหลก!!! สมัครด่วนสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ ขยายอายุถึง 65 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 21.31 น.

ลดแหลก!! สมัครสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส.กรณีพิเศษ ขยายอายุถึง 65 ปี ให้เป็นของขวัญฉลองครบรอบ 20 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.“ 2 ทศวรรษ ครอบครัวครู เราดูแล” เปิดรับสมัครระหว่าง วันที่ 7 กันยายน -19 ตุลาคม 2566

7 ก.ย.66 ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. มีความมุ่งมั่น ตั้งใจดูแลครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างดีที่สุดในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพอนามัย สวัสดิการ สวัสดิภาพ และเพื่อเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.“2 ทศวรรษ ครอบครัวครู เราดูแล ” จะมีการเปิดรับสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) และ การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) เป็นกรณีพิเศษ โดยขยายอายุผู้สมัครจากการรับกรณีปกติอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ เป็นรับสมัครจนถึงอายุ 65 ปี ซึ่งนับถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 พร้อมทั้งลดเงินค่าสมัคร และลดการเก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า เพื่อสำรองไว้เป็นการจัดการศพลง โดยจะเปิดรับสมัครกรณีพิเศษระหว่างวันที่ 7 กันยายน – 19 ตุลาคม 2566 ณ สำนักงาน สกสค.จังหวัด และ สำนักงาน สกสค.ส่วนกลาง ในวันและเวลาทำการ ซึ่งผู้สมัครต้องยื่นใบสมัครด้วยตนเอง

ดร.พิเชฐ กล่าวต่อไปว่า การรับสมัครสมาชิก ช.พ.ค.กรณีพิเศษ แบ่งเป็น 3 กลุ่มอายุ คือ 1.กลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ กรณีพิเศษ ค่าสมัคร 20 บาท จากปกติค่าสมัคร 50 บาท  และลดการเก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าเหลือ 200 บาท จากปกติ 1,000 บาท  2.กลุ่มอายุเกิน 35 – 60 ปี และ 3.กลุ่มอายุเกิน 60 – 65 ปี หรือ ผู้ที่เคยลาออกจากการเป็นสมาชิก ช.พ.ค. ใน 2 กลุ่มนี้ชำระค่าสมัครกรณีพิเศษเท่ากัน คือ 50  บาท และ เก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า 500 บาท  สำหรับการรับสมัครสมาชิก ช.พ.ส. กรณีพิเศษ แบ่งเป็น 3 กลุ่มอายุเช่นเดียวกัน คือ 1.กลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ ค่าสมัคร 20 บาท จากปกติค่าสมัคร 50 บาท  และลดการเก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้าเหลือ 200 บาท จากปกติ 600 บาท  2. กลุ่มอายุเกิน 35 – 60 ปี และ 3.กลุ่มอายุเกิน 60 – 65 ปี หรือ ผู้ที่เคยลาออกจากการเป็นสมาชิก ช.พ.ส. ใน 2 กลุ่มนี้ชำระค่าสมัครกรณีพิเศษเท่ากัน คือ 50  บาท และ เก็บเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า 500 บาท โดยครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. กรณีพิเศษ สามารถตรวจสอบเพื่อจัดเตรียมเอกสารประกอบการสมัครได้ที่ เว็บไซต์ http://www.otep.go.th  หรือ Face book : สกสค. ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกถอนชื่อจากการเป็นสมาชิก ช.พ.ค.- ช.พ.ส. ไม่สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกในครั้งนี้ได้

“ช.พ.ค.-ช.พ.ส. จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันในการจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัวของสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. เมื่อสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. คนใดคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก ช.พ.ค.ทั้งสิ้น 936,482 คน หากสมาชิกเสียชีวิตครอบครัวจะได้รับเงินประมาณ 900,000 บาท ส่วนสมาชิก ช.พ.ส. มีทั้งสิ้น 388,100 คน หากสมาชิกเสียชีวิตครอบครัวจะได้รับเงินประมาณ 370,000 บาท โดยแบ่งการจ่ายเงินเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกค่าจัดการศพ จะได้รับภายใน 20 นาทีเมื่อเอกสารหลักฐานประกอบการขอรับเงินครบ ส่วนที่ 2 เงินสงเคราะห์ครอบครัวหลังจากหักส่วนแรกออกแล้ว โดยกรณีไม่มีภาระผูกพัน จะจ่ายภายใน 90 วัน นับจากวันที่สำนักงานประกาศ นอกจากนี้สมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. ยังได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีก เช่น เข้าใช้บริการหอพัก สกสค. ในอัตราพิเศษ เป็นต้น ทั้งนี้ หากมีสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. เป็นจำนวนมากครอบครัวก็จะได้รับเงินสงเคราะห์มากขึ้นด้วย” ดร.พิเชฐ กล่าว

รักษาการเลขาธิการ สกสค. ด้วยว่า  มีสมาชิก ช.พ.ค.-ช.พ.ส. สอบถามเข้ามาว่า จะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้กู้เงินการฌาปนกิจสงเคราะห์ออกมาใช้ก่อน หรือแบ่งเงินครึ่งหนึ่งให้สมาชิกนำมาใช้ก่อนเสียชีวิตได้หรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่า ไม่ได้ เพราะ ช.พ.ค.-ช.พ.ส. มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีระเบียบสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วย ช.พ.ค./ช.พ.ส. พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) กำกับให้เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อสมาชิกเสียชีวิตก็เก็บเงินจากเพื่อสมาชิกศพละ 1 บาท เพื่อรวบรวมให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นเงินที่เก็บมาและจ่ายไปไม่ได้นำมากองรวมไว้ และไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการฌาปนกิจสงเคราะห์

สกสว.เสนอเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว ระหว่าง ‘ไทย–นครเซี่ยงไฮ้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/755244

สกสว.เสนอเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว ระหว่าง 'ไทย–นครเซี่ยงไฮ้'

สกสว.เสนอเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว ระหว่าง ‘ไทย–นครเซี่ยงไฮ้’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2566, 20.17 น.

สกสว. ร่วมแบ่งปันภารกิจด้านการส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเสนอแนวคิด BCG ของประเทศไทย ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของความร่วมมือ “ไทย – นครเซี่ยงไฮ้ ” พร้อมเข้าพบคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ (STCSM) และเยี่ยมชมโรงงานบำบัดน้ำเสียใต้ดินแบบครบวงจร รวมถึงศูนย์วิจัยที่สนับสนุนข้อมูลด้านเคมี ที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้

เมื่อเร็วๆ นี้ รองศาสตราจารย์ ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ในฐานะผู้แทนผู้อำนวยการ สกสว. เข้าร่วมการประชุม Bangkok Shanghai Economic Conference (BSEC) ครั้งที่ 6 ณ สถานกงสุลใหญ่ นครเซี่ยงไฮ้ โดยได้รับเชิญให้บรรยายในหัวข้อ Introduction of Thailand Science Research and Innovation (TSRI) and BCG concept of Thailand เนื่องจาก สกสว.เป็นหน่วยงานที่มีส่วนสำคัญ ของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสีเขียว และขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ BCG Economy Model

รอง ผอ. สกสว. กล่าวว่า สกสว. มีความร่วมมือ (MOU) กับคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ (Science and Technology Commission of Shanghai Municipality : STCSM) เพื่อร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในมิติต่างๆ ซึ่งประกอบด้วย  

1.ด้านชีวเภสัชภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ

2.ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร

3.ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

4.ด้านปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และ 5.ธนาคารเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology Bank)

ทั้งในส่วนของการร่วมสนับสนุนโครงการวิจัย การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านนโยบายและมาตรการด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่สำคัญ เป็นต้น โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม และ นาย กง เจิ้ง นายกเทศมนตรีนครเซี่ยงไฮ้ ให้เกียรติเป็นสักขีพยานใน พิธีลงนาม ณ Chinese Academy of Sciences Innovation Cooperation Center (Bangkok) 

สำหรับ ความร่วมมือดังกล่าว สอดคล้องกับแผนด้าน ววน. ปี 2556-2570 ในยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคต โดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้ประเทศไทยยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy ) หรือ BCG เพื่อสนับสนุนส่งเสริมและขับเคลื่อนการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ผลิตที่เป็นฐานการผลิตเดิม เช่น เกษตรกรและชุมชน ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงหรือนวัตกรรม

ในการนี้ รองผู้อำนวยการ สกสว. ได้เข้าพบ คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อหารือการดำเนินงาน ตามที่ได้ลงนามร่วมกัน โดยหวังว่าความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนพันธกิจขององค์กรทั้งสอง พร้อมกับเยี่ยมชม Shanghai Chengtou Water Group โรงงานบำบัดน้ำเสียใต้ดินแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีกำลังการผลิต 40,000 ลบ.ม. ต่อวัน เทียบได้กับโรงงานบำบัดน้ำเสียส่วนกลางที่มาบตาพุดประมาณ 30 เท่า ซึ่งมีกระบวนการบำบัดน้ำเสียที่มีการออกแบบและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินการก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในเมืองเซี่ยงไฮ้ ส่วนของเสียที่เป็นกากตะกอนที่เผาไหม้ได้จะถูกขนส่งไปยังเป็นเชื้อเพลิงยังโรงไฟฟ้า

ก่อนเยี่ยมชม Shanghai Research Institute of Chemical Industry ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนข้อมูลด้านเคมีให้กับอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 4 เทคโนโลยีหลัก คือ Advanced Material, Bio-medicine, Public Safety, Energy Conservation and environment Protection อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนผู้ประกอบให้สามารถเข้ารับบริการได้ตั้งแต่การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาและการวิจัย การจัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยี การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาหรือเครื่องมือ ไปจนถึงการออกแบบและวางแผนการสร้างโรงงานเพื่อดำเนินการได้จริง ซึ่งทางศูนย์นี้ได้มีการดำเนินการเรื่องพัฒนาพลาสติกร่วมกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน  

นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชม Green technology bank (GTB) หน่วยงานที่ไม่ใช่ธนาคาร แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบ เข้าถึงการสนับสนุนของธนาคารได้เหมาะสม เช่นการลงทุนในกรีนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้วยดอกเบี้ยต่ำ หรือกลไกสนับสนุนการการเงินเพื่อการลงทุนอื่น ๆ ที่เหมาะสม ที่ทาง GTB ได้ให้การรับรองกับกรีนเทคโนโลยีที่ผ่านเกณฑ์ โดยการรวบรวมและจัดประเภทกรีนเทคโนโลยีไว้ในระบบข้อมูล เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง ทั้งนี้ ทาง GTB ได้เปิดสาขาในต่างประเทศที่สาขาแรก คือที่กรุงเทพมหานครอีกด้วย โดยคาดว่าจากการลงนามความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกันมากขึ้น