ครูช่างเปิดบ้านเรียนละครมรดกใหม่ สอนเรื่องที่เด็กอยากเรียน ส่งเสริมเรียนรู้ตลอดชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750009

ครูช่างเปิดบ้านเรียนละครมรดกใหม่ สอนเรื่องที่เด็กอยากเรียน ส่งเสริมเรียนรู้ตลอดชีพ

ครูช่างเปิดบ้านเรียนละครมรดกใหม่ สอนเรื่องที่เด็กอยากเรียน ส่งเสริมเรียนรู้ตลอดชีพ

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติซึ่งเป็นสำนักเรียนละครมรดกใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยทางสถาบันมุ่งเน้นการถ่ายทอดศาสตร์ด้านการแสดงเน้นการแสดงละครเวทีมาใช้สร้างสรรค์สังคม ประสานสังคมและเพาะบ่มเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีคุณภาพ

“ผมต้องการฟื้นฟูระบบสำนักซึ่งสมัยก่อนเรามีสำนักต่างๆ เยอะมาก เจ้าของสำนักต้องเจ๋งจริง เด็กก็จะเข้ามาสืบทอดวิชาจากเจ้าของสำนักเพื่อเรียนรู้กลเม็ดเด็ดพรายต่างๆ สถาบันแบบนี้คือสถาบันที่มีคุณค่าและทำให้ศิลปะเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง และสำนักจะไม่ไล่ใครออก ไม่เหมือนโรงเรียน เรียนจบก็ออกไป แต่เรียนในสำนักไม่ต้องออกไปไหน เรียนให้ลึกซึ้งอยู่ที่นี่ล่ะ ผมเองก็เติบโตมาในสำนักดนตรีไทยบ้านบาตรของครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศรศิลปบรรเลง) หลักสูตรที่สอนที่นี่ ก็จะเกิดจากภาพจำของผมในอดีต” อาจารย์ชนประคัลป์กล่าว

ปัจจุบันบ้านเรียนละครมรดกใหม่สอนลูกศิษย์ตั้งแต่การทำหัวโขน การปักสะดึงและงานจักสานไปจนกระทั่งการเขียนบทละครเวทีและการแสดงที่เป็นการเรียนรู้แบบครบวงจรเพื่อใช้ในการแสดงละครทั้งหมดผลงานที่ผ่านมาของบ้านเรียนละครมรดกใหม่มีทั้งภายในประเทศเริ่มตั้งแต่ละครเวทีเรื่อง “สารพัด สาระเพ” จัดแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติไปจนถึงการแสดงทัวร์ละครเร่ที่ต่างประเทศทั้งในยุโรป อเมริกา โดยผสมผสานการเล่าเรื่องรูปแบบไทยและสากล นี่คือสาเหตุที่บางส่วนของละครจะมีบทสนทนาเป็นภาษาอังกฤษและนำเครื่องดนตรีสากลกับเครื่องดนตรีไทยมาประยุกต์ใช้ในบทละคร

น้องๆ เยาวชนและผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมหรือสมัครเข้าเรียนได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้บ้านเรียนละครมรดกใหม่ ตำบลคลองหก อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

สพฐ.จัดแสดงผลงานนักเรียน ค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/750010

สพฐ.จัดแสดงผลงานนักเรียน ค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติฯ

สพฐ.จัดแสดงผลงานนักเรียน ค่ายเยาวชนรักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติฯ

วันอังคาร ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือกับมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และภาคีเครือข่ายรวม 13 หน่วยงาน จัดนิทรรศการ โครงการค่าย “เยาวชน…รักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ระหว่างวันที่ 10–15 สิงหาคม 2566 ภายในงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ประจำปี 2566 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กรุงเทพมหานคร

การจัดงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดและขยายผลโครงการค่าย “เยาวชน…รักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราช
สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ประจำปี 2566 โดยนำผลงานที่มีความโดดเด่นในระดับโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจากตัวแทนจาก 32 ศูนย์ทั่วประเทศ รวมถึงครูวิทยากร ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องมาจัดแสดง

นอกจากนี้เด็กนักเรียนตัวแทนได้ไปศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้สถานที่ต่างๆ อาทิ พิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย (Museum of Thai Education) พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) กรุงเทพมหานคร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง

เสริมศักยภาพ‘สูงวัยยังทำงานไหว’ ฝากการบ้านถึงว่าที่รัฐบาลไทยชุดใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749851

เสริมศักยภาพ‘สูงวัยยังทำงานไหว’ ฝากการบ้านถึงว่าที่รัฐบาลไทยชุดใหม่

เสริมศักยภาพ‘สูงวัยยังทำงานไหว’ ฝากการบ้านถึงว่าที่รัฐบาลไทยชุดใหม่

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 07.30 น.

เป็นที่น่ายินดีว่า “สังคมไทยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลบุพการี” โดยทาง ม.หอการค้าไทย ได้เผยแพร่สำรวจในหัวข้อ “ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนเกี่ยวกับวันแม่” ที่สอบถามกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2566 โดยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบุพการีในปี 2566 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.2ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง รองลงมา ร้อยละ 24.4 เพิ่มขึ้นและร้อยละ 8.4 ลดลง ซึ่งเมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อปี 2565 ที่พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 73.4 ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง รองลงมา ร้อยละ 14.9 ลดลง และร้อยละ 11.7 เพิ่มขึ้น

ชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับบุพการีในครัวเรือนไทยในปี 2566 เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.4 มีค่าใช้จ่ายในการดูแลบุพการี ต่ำกว่า 5,000 บาท รองลงมา ร้อยละ 31.4 อยู่ที่ 5,000-10,000 บาท และมีบุพการีต้องดูแล 1-2 คน แต่ค่าเฉลี่ยความเต็มใจในการดูแลบุพการี ในการสำรวจนี้อยู่ที่ 6.7 (จาก 0 คือไม่เต็มใจอย่างยิ่ง-10 คือเต็มใจอย่างยิ่ง) ขณะที่ค่าเฉลี่ยการมองบุพการีเป็นภาระ อยู่ที่เพียง 0.51 (จาก 0 คือไม่เป็นภาระ-10 คือเป็นภาระอย่างยิ่ง) โดยสรุปแล้วแม้จะมีแนวโน้มค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ในฐานะลูกก็ยังพร้อมดูแลพ่อแม่นั่นเอง

แต่อีกด้านหนึ่ง ด้วยความที่ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” โดยข้อมูลจาก กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่า ณ สิ้นปี 2565 มีจำนวนผู้สูงอายุ 12,519,926 คน แบ่งเป็นชาย 5,512,223 คน หญิง 7,007,703 คน คิดเป็นร้อยละ 18.94 ของประชากรทั้งประเทศ 66,090,475 คน ในขณะที่อัตราการเกิดลดลงเหล่านี้ส่งผลต่อ “รายจ่ายในการดูแล” ทั้งในระดับครัวเรือนรวมไปถึงการจัดสวัสดิการของรัฐ

จึงมีแนวคิด “สูงวัยยังไหว” ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้รับการเสริมศักยภาพในการทำงานอย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีเพราะมีรายได้ในการเลี้ยงตนเองไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวหรือรัฐเพียงอย่างเดียว อาทิ เมื่อเดือน ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก “สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ได้นำรายงาน “ข้อเสนอเชิงวิชาการ การพัฒนาทักษะการทำงาน (RE-SKILL and UP-SKILL) เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุ” ที่เคยจัดทำไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564มาย้ำกันอีกครั้ง ดังนี้

1.การพัฒนาแผนระดับชาติ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยจัดตั้ง “คณะทำงานบูรณาการเพื่อพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุ” ซึ่งอาจจะมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน หรือคณะอนุกรรมการส่งเสริมการขยายโอกาสด้านอาชีพ และการทำงานสำหรับผู้สูงอายุภายใต้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพดำเนินการ

หรือจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อรับผิดชอบเรื่องการพัฒนาทักษะของแรงงานสูงอายุโดยตรง เพื่อบูรณาการและเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ตลอดจนกองทุนต่างๆ (กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้าน) ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาทักษะของประเทศ และสามารถ เชื่อมโยงความต้องการของนายจ้างกับลูกจ้างไปในทิศทางเดียวกัน

2.การสร้างแพลตฟอร์มแบบบูรณาการ (Integrated platform) และระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานสูงอายุแบบครบวงจร เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและยกระดับทักษะการทำงานของผู้สูงอายุไทย โดยเน้นการออกแบบโครงการ/กิจกรรมบนแพลตฟอร์ม และกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของประชากรสูงวัยในตลาดแรงงาน เช่น ระบบแนะนำการวางแผนอาชีพหลังเกษียณ (Post-retirement career counselling) ระบบจับคู่หลักสูตรการฝึกอบรมกับความต้องการ ของผู้สูงอายุ

ระบบจับคู่งานที่ตรงตามทักษะและความสามารถของผู้สูงอายุ เป็นต้น นอกจากนี้ ควรมีระบบการคัดกรองและประเมินกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานอย่างเร่งด่วน เช่น กลุ่มเสี่ยงถูกเลิกจ้างเนื่องจากทักษะที่มีอยู่นั้นเริ่มล้าหลังไปแล้ว เป็นต้น 3.การสร้างเครือข่าย/กลุ่มวิจัยเฉพาะ เพื่อผลิตงานวิจัยเป็นฐานในการขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุ โดยเป็นงานวิจัยที่ใช้เครื่องมือใหม่ในการศึกษา

เช่น การวิจัยอนาคต (Futures research) การวิจัยโดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data analytics) การวิจัยโดยเก็บข้อมูลในระยะยาว (Longitudinal study) เป็นต้น ส่วนงานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยแบบถอดบทเรียน ความสำเร็จการพัฒนาทักษะแรงงานสูงอายุก็ยังคงต้องมีอยู่ โดยการผลิตงานวิจัยเหล่านี้รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตจะถูกรวบรวมไว้ในแพลตฟอร์มกลางที่สร้างขึ้น 4.การกำหนดมาตรการสนับสนุน/อุดหนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานสูงอายุ แบ่งเป็น

4.1 มาตรการจูงใจทางการเงินและการคลังให้ผู้ประกอบการ มีการจ้างงานผู้สูงอายุ ยังมีปัญหาไม่มีแรงจูงใจพอในภาคปฏิบัติควรต้องปรับปรุงให้การสนับสนุนอย่างจริงจังโดยให้สิทธิประโยชน์ที่มากกว่านี้ 4.2 การจ่ายเงินชดเชยแรงงานแบบซ้ำซ้อน กล่าวคือเมื่อเกษียณอายุในสถานประกอบการและได้รับเงินค่าชดเชยแล้ว กลับเข้ามาทำงานในสถานประกอบการเดิมก็ยังสามารถได้รับเงินชดเชยใหม่ได้อีกหากออกจากงานควรมีการแก้ไขเพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถานประกอบการรับผู้เกษียณอายุแล้วกลับเข้าทำงานใหม่

5.การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถานศึกษา เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาแรงงาน พัฒนาหลักสูตรใหม่ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาเกิดความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนในห้องทำงานจริง เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เป็นการพัฒนาทักษะแรงงานแบบ Demand driven 6.พิจารณาปรับปรุงบทบาทของกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะแรงงาน และกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุจากการศึกษาพบว่า กองทุนต่างๆ มักมุ่งเน้นการให้เงินในรูปแบบกู้ยืมเป็นสำคัญ

ซึ่งการใช้ประโยชน์จากกองทุนในลักษณะนี้อาจยังไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานผู้สูงอายุในวงกว้าง และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ควรพิจารณาการให้เงินสนับสนุนกับผู้สูงอายุหรือโครงการพัฒนาทักษะต่างๆ โดยตรงได้ อาทิ 6.1 กองทุนผู้สูงอายุขยายบทบาทกองทุนผู้สูงอายุ ให้สามารถก้าวข้ามในเรื่องของอายุ 60 ปีขึ้นไป และการกระจายอำนาจให้กับกลไกระดับจังหวัด

ด้วยสถานการณ์ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเร็วมาก และการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงอายุต้องมีการเตรียมตัวก่อนวัยสูงอายุสามารถให้ทุนสนับสนุนกลุ่มก่อนวัยสูงอายุ(Pre ageing) ในเรื่องการพัฒนาทักษะ ฝึกมือหรือฝึกอบรม 6.2 กองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้าน ให้ขยายขอบเขตวัตถุประสงค์ของการใช้เงินทุนให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบทุกกลุ่มอาชีพ และ 6.3 กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน มุ่งเน้นพัฒนาแรงงานทั้ง Reskill และ Upskill และการใช้ประโยชน์จากเงินกองทุนให้มากที่สุด เพื่อให้แรงงานสามารถอยู่ในสถานประกอบการให้ได้นานที่สุด

และ 7.ส่งเสริมการเข้าถึงการพัฒนาทักษะแรงงานสูงอายุ ประกอบด้วย 7.1 การปรับบทบาทของกองทุนที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะและส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ให้สามารถนำมาใช้จ่ายเงินอุดหนุนโดยไม่ต้องกู้ยืม โดยมีการประเมินและคัดกรองแรงงานสูงอายุ และกลุ่มวัยแรงงานตอนปลายที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะก่อน 7.2 การสร้างระบบให้คำปรึกษา แนะนำหลักสูตรฝึกอบรม รวมถึงวางแผนการพัฒนาทักษะและอาชีพหลังเกษียณให้ (Post-retirement career counseling) ให้กับแรงงานสูงอายุ และกลุ่มวัยแรงงานตอนปลายที่มีความต้องการพัฒนาทักษะหรือเปลี่ยนทักษะ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ว่างงานและกำลังหางานทำอยู่

7.3 การกำหนดมาตรการเพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าและประโยชน์ของการพัฒนากำลังคนในกลุ่มแรงงานสูงอายุ เพื่อลดอคติด้านอายุ และปัญหา Age-based skill stereotypes ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกำหนด Skill requirement ของงานที่รับสมัครให้ผู้สูงอายุทำ 7.4 การพัฒนารูปแบบการฝึกอบรมให้มีความหลากหลายและสอดรับกับเงื่อนไขและความต้องการที่แตกต่างกันของผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม

เช่น กลุ่มผู้สูงอายุยากจนที่ทำงานนอกระบบและอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องจัดบริการฝึกอบรมทักษะอาชีพเชิงรุก และ 7.5 การสร้างวัฒนธรรมการฝึกอบรมและการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต (Training and lifelong learning) สร้างให้กำลังคนทุกช่วงวัยเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต” หรือ “Life long learners” รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญให้คนทำงานพร้อมที่เปิดรับความรู้และทักษะใหม่ๆ ตลอดเวลา

เนื่องจากยังคงอยู่ในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ (ปีนี้หยุดยาว เสาร์ที่ 12-จันทร์ที่ 14 ส.ค. 2566) และด้วยประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ก็ขอให้ถือเรื่องนี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญด้วย ขณะที่ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานได้ที่ https://www.facebook.com/photo/?fbid=735018595088898&set=a.436369171620510

‘สจล.’ชู‘3 ไม่’พฤติกรรมขับขี่ สร้างความปลอดภัยบนท้องถนน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749852

‘สจล.’ชู‘3 ไม่’พฤติกรรมขับขี่  สร้างความปลอดภัยบนท้องถนน

‘สจล.’ชู‘3 ไม่’พฤติกรรมขับขี่ สร้างความปลอดภัยบนท้องถนน

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมเป็นพลังสร้างสรรค์ความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) เปิดโครงการขับขี่ปลอดภัย ด้วยสโลแกน “3 ไม่” คือ 1.ไม่ขับตัดเลน 2.ไม่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ไม่แซง ไม่ปาด 3.ไม่ขับขี่ หรือซ้อนรถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อก ทั้งนี้เพื่อสร้างเสริมวินัยจราจรและความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากร และประชาชน พร้อมทั้งกำหนดแผนระยะสั้น ระยะกลาง และ ระยะยาว เตรียมนำเทคโนโลยีติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ส่งเสียงเตือนรถที่ขับตัดเลน ปาด หรือแซง

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สจล.ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเสริมสังคมไทยที่มีความปลอดภัยสาธารณะ ทั้งนี้ ลักษณะทางกายภาพของ สจล. เป็นพื้นที่เปิดมีถนนตัดผ่านกลางสถาบัน ทำให้มีระบบขนส่งสาธารณะหลายแบบที่ผ่านเข้ามาในพื้นที่ของ สจล. ไม่ว่าจะเป็น รถไฟ รถเมล์รถสองแถว รถตู้สาธารณะ วินมอเตอร์ไซค์ รวมทั้งรถส่วนบุคคล รถรับ-ส่งพนักงานในนิคมอุตสาหกรรม ทำให้เกิดปัญหารถติด และอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

จึงทำให้ สจล. ได้กำหนดรูปแบบที่มีชื่อว่า “3 ไม่” เป็นโมเดลแห่งการขับขี่ปลอดภัย สร้างวินัยจราจร พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกในการใช้ถนนร่วมกัน ประกอบด้วย 1.ไม่ขับตัดเลน เพราะลักษณะของถนนมีทางแยกจำนวนมาก ทั้งทางแยกเข้าโรงเรียน ทางแยกเข้าวัด ทางแยกเข้าชุมชน รวมทั้งประตูเข้า-ออก ของ สจล. ที่มีหลายประตู จึงทำให้ผู้ใช้รถมีการขับรถตัดเลน และทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

2.ไม่ขับขี่ด้วยความเร็วสูง ไม่แซง ไม่ปาด ด้วยปัญหารถติด มีทางแยกเยอะ ประตูเข้าออกเยอะ รวมทั้งมีนักศึกษาจำนวนมากที่อยู่ในพื้นที่ ถ้าผู้ขับขี่รถขับขี่ด้วยความเร็วสูงก็จะทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุด้วยเช่นกัน และ 3.ไม่ขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือซ้อนท้ายโดยไม่สวมหมวกกันน็อก เพื่อเป็นการป้องกัน ลดการบาดเจ็บ และการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุให้กับผู้ขับขี่รถจักยานยนต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ของ สจล. ได้มีการเข้มงวดกวดขันอย่างจริงจัง

ผศ.สมเกียรติ ขวัญพฤกษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกายภาพ จราจร และความปลอดภัย สจล. กล่าวว่า เพื่อเป็นการวางรากฐาน และปรับปรุงเรื่องการจราจรนั้น ทาง สจล. ได้จัดทำแผนเรื่องการจราจรและความปลอดภัยไว้ 3 แผน คือ 1.แผนระยะสั้น เร่งประชาสัมพันธ์ ปลูกจิตสำนึกในความปลอดภัย สร้างความเข้าใจ และกวดขันด้านวินัยจราจรกับผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในพื้นที่ 2.แผนระยะกลาง จะทาสีให้ชัดเจน ตีเส้นถนนภายใน ติดสัญญาณไฟจราจร เปิดให้มีการอบรมวินัยจราจร

รวมทั้งนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ให้มากขึ้น เช่น ติดตั้งเซ็นเซอร์บริเวณทางแยกต่างๆ เมื่อมีคนขับรถตัดเลน ปาด แซงจะมีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้น และ 3.ระยะยาว จะมีการปรับเส้นทางการจราจรให้เหมาะสมและแก้ไขปัญหาการจราจรอย่างบูรณาการ โดยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานเขตลาดกระบัง การรถไฟแห่งประเทศไทย กรมการขนส่งทางบก สถานีตำรวจนครบาลจรเข้น้อย ในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ตัดวงจรติดเชื้อ‘HPV’ แพทย์มหิดลแนะ‘ฉีดวัคซีน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749853

ตัดวงจรติดเชื้อ‘HPV’ แพทย์มหิดลแนะ‘ฉีดวัคซีน’

ตัดวงจรติดเชื้อ‘HPV’ แพทย์มหิดลแนะ‘ฉีดวัคซีน’

วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“การฉีดวัคซีนป้องกันโรค”ถือเป็น “การลงทุนทางสุขภาพ” ที่สำคัญเนื่องจากไม่ได้ป้องกันเพียงการเกิดโรค แต่ยังช่วยลดเหตุสูญเสียงบประมาณในการรักษาพยาบาลที่บานปลายจากการเกิดโรคที่ลุกลามเพราะไม่ได้ป้องกัน หนึ่งในวัคซีนที่เปิดบริการโดยทั่วไป ซึ่งยังคงมีข้อสงสัยในเรื่องความจำเป็นและขอบเขตในการป้องกันโรค ได้แก่ “HPV (Human Papilloma Virus)” ไวรัสที่เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อก่อโรคบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก ก่อนลุกลามจนถึงขั้นกลายเป็นเนื้อร้าย ทั้งในหญิงและชาย

พญ.ธีรานันท์ นาคะบุตร รองหัวหน้าฝ่ายการแพทย์แผนกเวชศาสตร์ครอบครัวและแพทย์บูรณาการ และหัวหน้าศูนย์ตรวจสุขภาพ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ไขข้อข้องใจว่าเหตุใดวัคซีนป้องกัน HPV ถึงจำเป็นสำหรับทุกคน ในเกือบทุกช่วงวัย ยกเว้นสตรีมีครรภ์ เนื่องจากสามารถติดต่อกันได้ในลักษณะของการเป็นพาหะโดยไม่แสดงอาการ แม้ไม่ได้มีการสัมผัสโรคโดยตรง และเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกสำหรับสตรีในระยะลุกลาม

ในประเทศไทยจัดให้วัคซีนป้องกัน HPV อยู่ในกลุ่ม “วัคซีนแนะนำ” สำหรับเพศหญิง อายุ 9-26 ปี และ “วัคซีนทางเลือก” สำหรับเพศชาย อายุ 9-26 ปีและยังสามารถพิจารณาฉีดวัคซีนในผู้เข้ารับบริการกลุ่มเสี่ยงที่อายุไม่เกิน 45 ปีโดยวัคซีน HPV จัดอยู่ในกลุ่มวัคซีนเชื้อตายผู้ที่มีอายุ 9-14 ปี จะได้รับการฉีดทั้งหมด2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน และฉีด 3 เข็มในช่วงวัยที่มากกว่า โดยเข็ม 2 ฉีดห่างจากเข็มแรก 2 เดือน และกระตุ้นด้วยเข็มสุดท้ายอีกภายใน 6 เดือน นับจากเข็มแรก ป้องกันได้มากกว่า 10 ปี

อย่างไรก็ดี วัคซีนในกลุ่มป้องกันโรคพื้นฐานยังคงมีความจำเป็นต้องเข้ารับการฉีดตามช่วงวัยที่กำหนด ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงช่วงสูงวัย ซึ่งหากจำเป็นต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนมากกว่าชนิดเดียว สามารถฉีดได้มากกว่า 2 ชนิดพร้อมกัน แต่ต่างตำแหน่ง หากไม่ได้ฉีดพร้อมกัน โดยทั่วไปควรฉีดห่างกันอย่างน้อย 7 วัน สำหรับวัคซีนเชื้อตาย และ 28 วัน สำหรับวัคซีนเชื้อเป็น

ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดให้บริการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV และวัคซีนในกลุ่มป้องกันโรคพื้นฐานทุกวันในเวลาราชการติดต่อขอคำปรึกษาก่อนเข้ารับบริการได้ที่โทร. 02-8496600

‘มทร.อีสาน’รับมอบถ้วยรางวัลพระราชทานฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ รางวัล Platinum Award

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749825

'มทร.อีสาน'รับมอบถ้วยรางวัลพระราชทานฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' รางวัล Platinum Award

‘มทร.อีสาน’รับมอบถ้วยรางวัลพระราชทานฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ รางวัล Platinum Award

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

มทร.อีสาน รับมอบถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัล Platinum Award ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023 ) ผลงานวิจัย เรื่องระบบสมาร์ทฟาร์มและระบบอัตโนมัติสำหรับการเพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน รับมอบถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัล Platinum Award ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023) โดย รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัล Platinum Award ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023) ซึ่งจัดโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 7 – 11 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเซนทาราแกรนด์ บางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร

มทร.อีสาน ขอแสดงความยินดีกับผลงานวิจัย เรื่องระบบสมาร์ทฟาร์มและระบบอัตโนมัติสำหรับการเพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ตำบลบัวเงิน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยมี คณะนักวิจัยประกอบด้วย อาจารย์ ดร.วิทยา ชำนาญไพร ผศ.ดร.อังคณา เจริญมี อาจารย์บรรลุ เพียชิน อาจารย์พรเทพินทร์ สุขแสงประสิทธิ์ นางสาวปัทมเกสร์ ราชธานี นางทัศนีย์ เรืองวงศ์วิทยา โครงการ ฯได้รับความร่วมมือและบูรณาการจากคณาจารย์นักวิจัยคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจฯ  และบุคลากร สำนักงานวิทยาเขตขอนแก่น

โครงการฯ ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุน บพท.ปีงบประมาณ 2563 และสามารถจัดสร้างโรงเรือนจำนวน 10 โรงเรือน จัดทำแปลงปลูกผักปลอดสารพิษ ทำการอบรมการปลูกผัก จำนวน 3 รุ่น อบรมการเตรียมดินและการปลูกกล้า การลงพื้นที่สาธิตการติดตั้งโรงเรือน และวางระบบสมาร์ทฟาร์ม การอบรมเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ จนโครงการสำเร็จเรียบร้อยตามวัตถุประสงค์ และได้ส่งมอบพื้นที่ให้กำลังพลดูแลเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรระบบสมาร์ทฟาร์ม และการต่อยอดเพื่อดำเนินการทางธุรกิจการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและก่อให้เกิดความยั่งยืนสืบไป

โอกาสนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.อีสาน ได้นำผลงานวิจัย เรื่องระบบสมาร์ทฟาร์มและระบบอัตโนมัติสำหรับการเพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษฯ จัดแสดงนิทรรศการงานภายในงานวิจัยแห่งชาติ 2566 (Thailand Research Expo 2023) ได้รับเกียรติจากอธิการบดีเยี่ยมชมนิทรรศการและเป็นกำลังใจให้นักวิจัยทุกท่านในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่เป็นประโยชน์และพร้อมพัฒนาประเทศต่อไป

– 006

เข้มข้น-โปร่งใส! ‘อาชีวะ’สอบ’ครูผู้ช่วย’รอบภายใน คาดประกาศผลภาค ค 21 ส.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749830

เข้มข้น-โปร่งใส! 'อาชีวะ'สอบ'ครูผู้ช่วย'รอบภายใน คาดประกาศผลภาค ค 21 ส.ค.นี้

เข้มข้น-โปร่งใส! ‘อาชีวะ’สอบ’ครูผู้ช่วย’รอบภายใน คาดประกาศผลภาค ค 21 ส.ค.นี้

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 21.11 น.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อทดแทนอัตราว่างและอัตราว่างคงเหลือจากการสอบคัดเลือก ประจำปี พ.ศ. 2565 จำนวน 729 อัตรา แบ่งเป็นเขตทั่วไป (ว16) 707 อัตรา 61 สาขาวิชา และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย) (ว 17) 22 อัตรา 13 สาขาวิชา ซึ่งมีผู้สมัครที่มีสิทธิสอบคัดเลือก 4,951 ราย และมีผู้เข้าสอบ 4,750 ราย คิดเป็นร้อยละ 95.94 ขาดสอบ 201 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.06 โดยสาขาที่มีผู้สมัครมากที่สุด เขตทั่วไป ได้แก่ สาขาช่างยนต์ 733 ราย สาขาช่างไฟฟ้า 549 ราย และสาขาช่างกลโรงงาน 539 ราย และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ 311 ราย สาขาช่างยนต์ 14 ราย และสาขาช่างไฟฟ้า 14 ราย

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า การสอบครูผู้ช่วยของ สอศ. ในวันนี้ จัดขึ้นที่อาคารศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ รังสิต เพื่อเปิดโอกาสให้แก่กลุ่มครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ ครูพิเศษสอน ครูที่ปฏิบัติหน้าที่การสอนในสถานศึกษาไม่น้อยกว่า 3 ปี ให้ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ซึ่งการสอบแบ่งเป็นการสอบภาค ก (ความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู 100 คะแนน) และภาค ข (ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง 100 คะแนน) รวม 200 คะแนน โดยการสอบครูผู้ช่วยของ สอศ. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการจัดสอบด้วยความบริสุทธิ์ โปร่งใส ยุติธรรม และไม่มีการแอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์จากการสอบในครั้งนี้ ขอให้ทุกท่านมั่นใจในกระบวนการสอบของ สอศ. เพื่อจะคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ มีความสามารถ มีความเหมาะสมมาเป็นครูอาชีวะ เพื่อที่จะได้ช่วยพัฒนาการศึกษาอาชีวะของเราให้มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป

ทั้งนี้ สอศ.จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ (ภาค ค) ภายในวันที่ 21 สิงหาคม 2566 ทางเว็บไซต์กลุ่มงานจัดการงานบุคคล 2 สำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ ipa.vec.go.th หรือเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ vec.go.th

‘สมเด็จพระธีรญาณมุนี’เป็นประธานเปิดงานครบรอบ 24 ปีสมาคมภริยาอัยการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749832

'สมเด็จพระธีรญาณมุนี'เป็นประธานเปิดงานครบรอบ 24 ปีสมาคมภริยาอัยการ

‘สมเด็จพระธีรญาณมุนี’เป็นประธานเปิดงานครบรอบ 24 ปีสมาคมภริยาอัยการ

วันอาทิตย์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 15.21 น.

“สมเด็จพระธีรญาณมุนี”เป็นประธานเปิดงานครบรอบ 24 ปีสมาคมภริยาอัยการ “ศศนันท์ เจตน์เจริญรักษ์”นายกสมาคมฯมุ่งภารกิจทำสาธารณะประโยชน์เพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2566 ที่สมาคมภริยาอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก นางศศนันท์ เจตน์เจริญรักษ์ นายกสมาคมภริยาอัยการ เป็นประธานจัดงาน ทำบุญครบรอบ 24 ปี สมาคมภริยาอัยการ โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรรมการมหาเถรสมาคม(ม.ส.)เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์สมณศักดิ์ จํานวน 9 รูปร่วมพิธี โดยมี นายวิรุฬห์ ฉันท์ธนนันท์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เเละคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) , นายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร , นายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาอดีต ก.อ.ผู้ทรงคุณวุฒิ บำนาญ นายพรชัย ชลวาณิชกุล อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ รวมถึงอดีตนายกสมาคมเเละสมาชิกภริยาอัยการ เข้าร่วมงานจำนวนมาก

นางศศนันท์ กล่าวว่า สมาคมภริยาอัยการ ก่อตั้งขึ้นมาตั้งเเต่ปี2542 สมาคมก่อตั้งขึ้นมาเพื่อทำสาธารณะประโยชน์เพื่อความสามัคคีร่วมใจโดยสมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมจะเป็นภริยาของข้าราชการอัยการในวันนี้ ได้กราบนิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เพื่อมาเป็นประธานพิธีทำบุญให้กับสมาคมฯ สำหรับเเนวคิดของสมาคมต่อจากนี้ ตนมีความมุ่งหวังสานต่อภารกิจ ดังนี้ อันดับแรกเรามีทุนถาวรสำหรับมูลนิธิร่วมจิตน้อมเกล้าประมาณ 200,000 บาท เป็นทุนถาวรไปเลยแล้วก็ยังมีบริจาครายปีอีก กิจกรรมสมาคมที่เราทำประจำมีโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิต 1 คน ให้ 3 คนรับ ทุกๆ 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์โดย 1 ปีเราทำ 4 ครั้ง ได้โลหิตร่วม 1,000 ยูนิต (1 ยูนิต ช่วยได้ 3 คน) และมีการบริจาคอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือคนยากไร้จะเห็นได้ว่าโครงการสาธารณะประโยชน์ขอสมาคมเยอะมา

ในโอกาสนี้ขอเรียนเชิญพี่ๆน้องๆและสมาชิกสมาคมภริยาอัยการมาร่วมการสร้างประโยชน์คุณประโยชน์สาธารณะประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติเพื่อสังคมและประเทศชาติของเรา ซึ่งโครงการของสมาคมเรามีมากมายเพื่อเป็นการกุศลและจิตอาสาด้วย

– 006

ในหลวง-พระราชินี เฝ้าฯ พระพันปีหลวง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วันเฉลิมฯ 91 พรรษา 12 ส.ค.66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749764

ในหลวง-พระราชินี เฝ้าฯ พระพันปีหลวง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วันเฉลิมฯ 91 พรรษา 12 ส.ค.66

ในหลวง-พระราชินี เฝ้าฯ พระพันปีหลวง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วันเฉลิมฯ 91 พรรษา 12 ส.ค.66

วันเสาร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 20.48 น.

ในหลวง-พระราชินี เฝ้าฯ พระพันปีหลวง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วันเฉลิมฯ 91 พรรษา 12 สิงหาคม 2566

12 สิงหาคม 2566 เวลาบ่าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เป็นการส่วนพระองค์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 91 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2566 ณ ห้องรับรอง ชั้น 29 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จออกด้วย


 

นายกฯนำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ‘พระพันปีหลวง’ 12 ส.ค.66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/749759

นายกฯนำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ‘พระพันปีหลวง’ 12 ส.ค.66

นายกฯนำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ‘พระพันปีหลวง’ 12 ส.ค.66

วันเสาร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 19.59 น.

นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2566 ณ ท้องสนามหลวง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (12 สิงหาคม 2566) เวลา 19.19 น. ณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย นางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2566 โดยมีประธานศาลฎีกาและภริยา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรอิสระและคู่สมรส คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหาร ตำรวจ และภาคประชาชน เข้าร่วมในพิธี

เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยา ถึงบริเวณพิธีท้องสนามหลวง ขึ้นสู่เวที นายกรัฐมนตรีถวายความเคารพหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาประธานศาลฎีกา วางพานพุ่มทอง และพานพุ่มเงิน นายกรัฐมนตรีถวายธูปเทียนแพ (เปิดกรวยกระทงดอกไม้) ก่อนจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวนำผู้เข้าร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล ความว่า 

“ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง ในวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2566  ข้าพระพุทธเจ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งที่ได้มาพร้อมกันอยู่ ณ บริเวณมณฑลพิธีแห่งนี้ และที่อยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ตลอดจนทั่วโลก มีความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ในวันนี้ 

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายต่างประจักษ์แจ้งในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม ที่ตลอดระยะเวลาอันยาวนานหลายทศวรรษ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่ปวงประชา และสร้างความมั่นคงแก่ประเทศ ทรงค้นคิดและพัฒนาโครงการต่าง ๆ นับเป็นอเนกประการ ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาทั่วทุกด้าน ทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมอนุรักษ์ฟื้นฟูงานศิลปะพื้นบ้าน และงานหัตถศิลป์อันงดงามหลากหลายสาขา ล้วนก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่ออาณาราษฎรและประเทศชาตินับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน พระปรีชาสามารถ และน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาอาทร ทั้งพระราชจริยวัตรอันงดงามยิ่งนี้ ได้ประทับแนบแน่นอยู่ในดวงใจของพสกนิกรไทยโดยถ้วนทั่ว

“วันแม่แห่งชาติ” 12 สิงหาคม จึงมีความสำคัญยิ่งต่อชาวไทยทุกคน ที่จะได้ร่วมกันแสดงออกถึงพลังแห่งความจงรักภักดี ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่ทรงเป็นประดุจแม่แห่งแผ่นดิน และเป็นศูนย์รวมดวงใจของปวงชนชาวไทยทั้งชาติในศุภวาระมงคลเฉลิมพระชนมพรรษาของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพสกนิกรทั้งหลายถวายพระพรชัยมงคล ดังต่อไปนี้

ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล และพระสยามเทวาธิราช โปรดดลบันดาลประทานพรให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พระสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ปราศจากโรคาพาธและภัยพาลทั้งปวง สถิตเป็นมิ่งขวัญ ร่มเกล้าของปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกรตราบกาลนานเทอญ” ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

จบแล้วดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี นายกรัฐมนตรีและภริยา รับมอบโคมเทียน ผู้ร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล นายกรัฐมนตรีนำร้องเพลงสดุดีพระแม่ไทย จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวนำ “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้งเป็นอันเสร็จพิธี