รัฐบาลเชิญชวน งดเหล้าเข้าพรรษา ห่างไกล‘อบายมุข’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747158

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รัฐบาลเชิญชวนคนไทย ลด ละ เลิกเหล้าเข้าพรรษา สร้างภูมิคุ้มกันร่างกายลดความเสี่ยงโรคได้กว่า 230 ชนิดแถมช่วยลดรายจ่ายครอบครัวเพิ่มเงินในกระเป๋า

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องด้วยวันเข้าพรรษาของทุกปี เป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 2 ส.ค. 66 กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคมและเครือข่ายงดเหล้า จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์ให้คนไทย ลด ละ เลิกการดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้คำขวัญ “ไกลเหล้า ไกลโรค ไกลอุบัติเหตุ”

ในโอกาสนี้ รัฐบาลจึงขอเชิญคนไทยทุกคนร่วมลด ละ เลิก เหล้า หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดตลอดเทศกาลเข้าพรรษาที่จะมาถึง ให้ช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลสุขภาพ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายต่างๆ ซึ่งข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่าทุกปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากพิษของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประมาณ 3 ล้านคน และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมากกว่า 230 ชนิด นอกจากนี้ ยังช่วยลดโอกาสที่เกิดความสูญเสียกับครอบครัวและสังคมโดยรวมจากอุบัติเหตุ ที่นำมาซึ่งการบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควรซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายได้

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า การลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังช่วยลดรายจ่ายภาคครัวเรือนได้มาก ซึ่งข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ด้านพฤติกรรมการดื่มสุราของประชากรไทย ปี 65 ระบุว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มค่าใช้จ่ายในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 64 เหล่านักดื่มต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดื่มเพิ่มขึ้นจากในปี 60 เกือบ 2 เท่า โดยผู้ดื่มหนักเป็นประจำ มีค่าใช้จ่ายการดื่มสุราเฉลี่ยสูงถึง 3,722 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีแนวนโยบายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้มีความสมดุลระหว่างมิติทางเศรษฐกิจ และมิติของสังคม โดยมิติทางเศรษฐกิจนั้นได้มีกฎกระทรวงที่ลดข้อจำกัดทางกฎระเบียบการอนุญาตให้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนพ.ย.65 เพื่อประโยชน์ในการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น และลดการผูกขาดทางการตลาด แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการขับเคลื่อนให้มีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เพื่อจำกัดไม่ให้กิจกรรมที่มาจากการแข่งขันทางธุรกิจกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการดื่มที่มากขึ้น

ตลอดจนขับเคลื่อนการรณรงค์เพื่อสร้างความรอบรู้ผลกระทบต่อสุขภาพที่มาจากการดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ประชาชนอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ต้องเน้นการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เช่น ควบคุมจุดจำหน่าย ความหนาแน่นของร้านค้า การกำหนดโซนนิ่ง เป็นต้น

จุฬาฯ-กรมหม่อนไหมร่วมวิจัย เลี้ยงหนอนไหมเป็นวัสดุทางการแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747091

จุฬาฯ-กรมหม่อนไหมร่วมวิจัย  เลี้ยงหนอนไหมเป็นวัสดุทางการแพทย์

จุฬาฯ-กรมหม่อนไหมร่วมวิจัย เลี้ยงหนอนไหมเป็นวัสดุทางการแพทย์

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนากระบวนการเลี้ยงหนอนไหมและผลิตรังไหมอินทรีย์จากโรงเลี้ยงหนอนไหมต้นแบบให้มีมาตรฐานเหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นวัสดุทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้บริหารทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมีความร่วมมือทางด้านงานวิจัยวิชาการกับกรมหม่อนไหมมานานกว่า 17 ปีแล้ว การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้องค์ความรู้ที่กรมหม่อนไหมสนับสนุนให้กับจุฬาฯ มาโดยตลอดเกิดการต่อยอดเพื่อการใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ได้ โดยมีแผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากระบวนการเลี้ยงไหมเพื่อให้ได้รังไหมที่มีความเหมาะสมสำหรับใช้ทางการแพทย์ โดยนำองค์ความรู้ของจุฬาฯ และความเชี่ยวชาญของกรมหม่อนไหมเข้ามาช่วยในเรื่องของการขึ้นทะเบียนมาตรฐานต่างๆ และโครงการสร้างความยั่งยืนให้กับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมด้วยการพัฒนาสูตรอาหารสำหรับหนอนไหม

รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวต่อไปว่าจุฬาฯ มีความพร้อมในการนำงานวิจัยไปสร้างเป็นรายได้กลับคืนมาสู่มหาวิทยาลัย โดยมีบริษัท Spin – off ที่บ่มเพาะโดย CU innovation Hub และมีบริษัท Engine Life ภายใต้CU Engineering Enterprise ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่จะช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้น และสามารถทำงานวิจัยได้อย่างรวดเร็ว ในส่วนของงานวิจัยเกี่ยวกับไหมไทยนั้น จุฬาฯ มีงานวิจัยเรื่องโปรตีนไหมที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ความร่วมมือครั้งนี้จะมีการต่อยอดงานวิจัยเรื่องโปรตีนไหม โดยเน้นที่การนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

“การเพิ่มคุณค่าไหมไทยโดยการนำผลผลิตจากเกษตรกรที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาพัฒนาเป็นวัสดุทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มคุณค่าไหมไทยซึ่งเป็นมรดกของประเทศ และมีส่วนช่วยลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวทิ้งท้าย

ม.อ. เปิดศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า วิจัยพัฒนา ผลิตบุคลากรสู่อุตสาหกรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747094

ม.อ. เปิดศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า  วิจัยพัฒนา ผลิตบุคลากรสู่อุตสาหกรรม

ม.อ. เปิดศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้า วิจัยพัฒนา ผลิตบุคลากรสู่อุตสาหกรรม

วันอังคาร ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.นิคม สุวรรณวร คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เปิดเผยว่า ยานยนต์ไฟฟ้าหรือ Electric Vehicle (EV) นับว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve ในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตทั้งยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคอาเซียน ดังนั้น ม.อ.จึงเปิดศูนย์พัฒนายานยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาภายใต้ชื่อ “PSU-EV development center” ที่วิทยาเขตส่วนขยายตำบลทุ่งใหญ่ เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV ecosystem)ให้มีความเข้มแข็ง โดยเตรียมความพร้อมในการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ ทักษะและความเชี่ยวชาญเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้กับประเทศไทยในอนาคต

ศูนย์ PSU-EV development center เป็นโครงการเชิงรุกเพื่อพัฒนาและฝึกอบรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ภายใต้พันธกิจมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาและวิจัยนวัตกรรมแห่งยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนฝึกอบรมและการถ่ายทอดความรู้พร้อมการให้คำปรึกษา การให้บริการทดสอบ ด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัยและเป็นมาตรฐานระดับสากล โดยเปิดอบรม-ถ่ายทอดความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในระดับพื้นฐาน อาทิ การติดตั้งอุปกรณ์ประจุพลังงาน การดัดแปลงรถมอเตอร์ไซด์ มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ม.อ. อยู่ระหว่างการเพิ่มหลักสูตรระดับขั้นกลางและขั้นสูง เพื่อเพิ่มทักษะให้ครอบคลุมในทุกมิติ ตลอดจนมีบริการเครื่องทดสอบสมรรถนะเชิงกลทั้งแบบสถิตและพลวัต เครื่องทดสอบแบตเตอรี่ เครื่องบาลานซ์เซลล์ เครื่องเชื่อมแบตเตอรี่เครื่องความถี่สูง อีกทั้งยังได้สนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างพันธมิตรธุรกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า สอดรับแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกของประเทศไทย สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศก้าวสู่การเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และรองรับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 45 ล้านคัน ในปี 2030 จากการประเมินโดย International Energy Agency (IEA)

‘คุรุสภา’เปิดสถิติ ลงดาบ‘ครู’ทำผิดจรรยาบรรณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747019

‘คุรุสภา’เปิดสถิติ ลงดาบ‘ครู’ทำผิดจรรยาบรรณ

‘คุรุสภา’เปิดสถิติ ลงดาบ‘ครู’ทำผิดจรรยาบรรณ

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 11.13 น.

‘คุรุสภา’เปิดสถิติ ลงดาบ‘ครู’ทำผิดจรรยาบรรณ

31 กรกฎาคม 2566 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวปรากฏผ่านสื่อสาธารณะ และสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับการลงโทษนักเรียนโดยใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม เช่น การเฆี่ยนตี การให้อมถุงเท้า ให้ถอดกระโปรง และยังมีกรณีความผิดทางเพศ ที่ครูกระทำต่อผู้เรียนที่เป็นศิษย์ในความดูแล  ซึ่งการกระทำดังกล่าวล้วนแต่ขัดต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพครู ที่ครูจะต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์  

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า เมื่อเกิดเหตุเกี่ยวกับการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพครู ที่อาจเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพครู ทั้งกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเป็นหนังสือ หรือกรณีที่ปรากฏ เป็นข่าวทางสื่อมวลชนใดๆ ก็ตาม คุรุสภาก็จะเร่งดำเนินการพิจารณาโทษทางจรรยาบรรณอย่างเร่งด่วนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ดังนี้

1. เลขาธิการคุรุสภาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวน เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบข้อมูลของผู้ประกอบวิชาชีพที่ถูกร้องเรียน 

2. กรณีพบว่าเรื่องร้องเรียนมีมูล คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) จะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ เพื่อดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารจากหน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการทางวินัย และพยานเอกสารอื่นๆ รวมทั้ง ให้โอกาสผู้ประกอบวิชาชีพที่ถูกกล่าวหา/กล่าวโทษได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ

3. เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จะนำเสนอรายงานการสอบสวนต่อ กมว. เพื่อพิจารณาวินิจฉัยขี้ขาด และกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่งจะมีโทษตั้งแต่ ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต และสูงสุด คือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา คุรุสภา โดย กมว.ได้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดกรณีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาถูกกล่าวหา/กล่าวโทษ ว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ไปแล้วจำนวนมาก และ ได้มีการออกคำวินิจฉัยแจ้งไปยังผู้ประกอบวิชาชีพ และหน่วยงานต้นสังกัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยดังกล่าว หากผู้ประกอบวิชาชีพคนใดถูกคำวินิจฉัยให้พักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต บุคคลนั้น จะประกอบวิชาชีพดังกล่าวต่อไปไม่ได้ตามเงื่อนไขของคำวินิจฉัย และหากหน่วยงานต้นสังกัดไม่สามารถจัดหาตำแหน่งอื่นใดรองรับให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ จะส่งผลให้บุคคลนั้นต้องพ้นจากหน้าที่ไป    

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวอีกว่า สถิติข้อมูลตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน กมว.ได้มีคำวินิจฉัยกำหนดระดับความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ เรียบร้อยแล้ว จำนวน 174 ราย  ดังนี้ ตักเตือน 23 รายภาคทัณฑ์ 41 ราย พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 52 ราย เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 58 ราย ทั้งนี้ กรณีการกระทำผิดเกี่ยวกับล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และการลงโทษนักเรียนโดยใช้วิธีการรุนแรงจนทำให้นักเรียนได้รับบาดเจ็บ เป็นกรณีความผิดที่มีระดับโทษสูงสุด คือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ     

“ในระหว่างปี 2565 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2566 มีเรื่องร้องเรียนกล่าวหา/กล่าวโทษ ในเรื่องเกี่ยวกับ ล่วงละเมิดทางเพศ รวม 27 เรื่อง ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  3 ราย ถูกเพิกถอนใบอนุญาต 16 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ 8 เรื่อง จึงขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบวิชาชีพครู ประพฤติปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพครูอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และเกิดผลเสียต่อผู้เรียนที่ได้รับผลกระทบจากการประพฤติผิดดังกล่าว แล้วถูกลงโทษทางวินัยและจรรยาบรรณของวิชาชีพ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการประกอบวิชาชีพ อีกทั้ง เพื่อผดุงเกียรติยศ และศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพครู” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สรุปผลสอบบุคลากรพิมพ์งานวิจัยผิดปกติ ผิดวินัยร้ายแรง ให้ออกแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747005

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สรุปผลสอบบุคลากรพิมพ์งานวิจัยผิดปกติ ผิดวินัยร้ายแรง ให้ออกแล้ว

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สรุปผลสอบบุคลากรพิมพ์งานวิจัยผิดปกติ ผิดวินัยร้ายแรง ให้ออกแล้ว

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 10.00 น.

วันที่ 31 กรกฎาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ”ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ Chulabhorn Royal Academy” ออกประกาศระบุว่า

“กรณีปรากฏข่าวในสื่อสาธารณะว่ามีบุคลากรในสังกัดราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์รายหนึ่งมีพฤติการณ์ว่ามีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีความผิดปกติจนเกิดความเสียหายต่อราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ นั้น

บัดนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ดำเนินการตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวจนเป็นที่ยุติพบว่าบุคลากรรายดังกล่าวมีพฤติการณ์กระทำความผิดวินัยร้ายแรงอันเกี่ยวเนื่องจากพฤติการณ์ที่ผิดปกติของการตีพิมพ์ผลงานวิจัย และได้ลงโทษทางวินัยร้ายแรงและพ้นจากการเป็นบุคลากรของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์แล้ว

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มุ่งมั่นให้บุคลากรทุกคนมีมาตรฐานการดำเนินงานที่โปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้และพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและประเทศชาติต่อไป จึงแจ้งมาให้ทราบทั่วกัน

ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2566

#ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

#เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต

#ChulabhornRoyalAcademy

#BeExcellentforLives

วช.ส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์ ‘เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร’ เยาวชนภาคใต้โชว์ฝีมือการออกแบบโดรนแปรอักษร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747000

วช.ส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์ 'เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร' เยาวชนภาคใต้โชว์ฝีมือการออกแบบโดรนแปรอักษร

วช.ส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์ ‘เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร’ เยาวชนภาคใต้โชว์ฝีมือการออกแบบโดรนแปรอักษร

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 09.16 น.

วช.ส่งเสริมปัญญาประดิษฐ์ “เทคโนโลยีโดรนแปรอักษร” เยาวชนภาคใต้โชว์ฝีมือการออกแบบโดรนแปรอักษร ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม 2566 ในเวลา 20.00 นสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และวิทยาลัยการอาชีพไชยา ร่วมจัดการแสดงโดรนแปรอักษรเทิดพระเกียรติ ณ สนามฟุตบอลวิทยาลัยการอาชีพไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี 

การจัดแสดงโดรนแปรอักษร ณ สนามฟุตบอลวิทยาลัยการอาชีพไชยาในครั้งนี้  ได้มีการนำโดรนแปรอักษรจำนวน 300 ลำ บินขึ้นสู่ท้องฟ้าในยามค่ำคืน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2566  ประกอบด้วย การแปรอักษรในภาพ ดังนี้ 
1. รูป ธงชาติไทย
2. รูป ตราพระปรมาภิไธยย่อ วปร
3. รูป ในหลวงรัชกาลที่ 10 หน้าตรง
4. รูป ในหลวงรัชกาลที่ 10 โบกมือ
5. รูป เครื่องบิน F5E
6. อักษรคำว่า เฉลิมพระชนมพรรษา 71 พรรษา
7. รูป ในหลวงรัชกาลที่ 10 กับ รูป ราชินี สมเด็จพระนางเจ้าสุทธิดา
8. รูป ในหลวงรัชกาลที่ 10 กับ รูป ในหลวงรัชกาลที่ 9
9. อักษรคำว่า ทรงพระเจริญ
10. รูป Logo อว.
11. รูป Logo วช.

พร้อมทั้งนี้ ได้มีการแสดงศิลปะมวยไชยา ที่แสดงถึงอัตลักษณ์เชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบการบินโดรนแปรอักษรด้วย

ในโอกาสเดียวกัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ จัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม “การอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” ภาคใต้ ครั้งที่ 4 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประธานในพิธีเปิดการอบรมฯ มีเป้าหมาย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับ “โดรนแปรอักษร” และการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน โดยมี นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยฯ พร้อมนี้ นายชวลิต โรจนรัตน์ นายอำเภอไชยา นางสาวพรรณา พรหมวิเชียร รองศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ดร.ประชาคม จันทรชิต ประธานกรรมการวิทยาลัยการอาชีพไชยา นายณรงค์ หวังอีน ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพไชยา และคณะผู้บริหารหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธีเปิดการอบรมฯ ณ วิทยาลัยการอาชีพไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า“โดรนแปรอักษร” โดยฝีมือคนไทย เป็นนวัตกรรมที่มีความทันสมัยต่อการตอบโจทย์การสร้างสรรค์และพัฒนาสมรรถนะให้นักประดิษฐ์รุ่นใหม่วช. สนับสนุนให้สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับจัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน โดยการดำเนินโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน  ซึ่งเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นทัดเทียมกับเทคโนโลยีของต่างประเทศ เป็นการพัฒนาซอฟแวร์โดรนเพื่อนำไปประยุกต์ใช้งาน ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และนวัตกร ที่จะนำความรู้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดและปรับใช้กับการทำงานในด้านต่าง ๆ ให้กับนักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเป็นการอบรมบ่มเพาะเชิงบูรณาการ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติและลงมือทำในสิ่งต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมจริง ได้ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกทักษะ ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองผ่านกิจกรรม “โดรนแปรอักษร” 

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่าโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี ให้เกิดการสร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่มีความหลากหลายและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ในการนี้สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ซึ่งเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีโดยการใช้งานโดรนในมิติต่างๆ ได้พัฒนา”โดรนแปรอักษร” ฝีมือคนไทย  โดยนำความรู้ดังกล่าว จัดอบรมในภาตใต้ จำนวน 4 ครั้ง ที่จังหวัดชุมพร จังหวัดตรัง จังหวัดกระบี่ และ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยอบรมครั้งที่ 4 มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 200 คน 

สำหรับโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งาน” สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับการสนับสนุนจาก วช. จนประสบผลสำเร็จในการคิดค้นและพัฒนาซอฟต์แวร์การสั่งงานโดรนแปรอักษร กล่าวได้ว่าเป็น “โดรนแปรอักษร” ฝีมือคนไทย ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ถือเป็นการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นทัดเทียมกับเทคโนโลยีของต่างประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนแปรอักษรเพื่อประยุกต์สู่การใช้งานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ และแพลตฟอร์มระบบปัญญาประดิษฐ์ มีการพัฒนาและส่งเสริมให้ใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และนวัตกร ที่จะนำองค์ความรู้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับที่ได้รับมาพัฒนาต่อยอดและปรับใช้กับการทำงานในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารการอบรมได้ที่ Facebook Fanpage : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

‘ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย’ ปาฐกถาเรื่อง‘ประเทศกำลังพัฒนา และกฎหมายระหว่างประเทศ’ตามคำเชิญ‘จีน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746922

‘ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย’  ปาฐกถาเรื่อง‘ประเทศกำลังพัฒนา  และกฎหมายระหว่างประเทศ’ตามคำเชิญ‘จีน’

‘ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย’ ปาฐกถาเรื่อง‘ประเทศกำลังพัฒนา และกฎหมายระหว่างประเทศ’ตามคำเชิญ‘จีน’

วันจันทร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2566 ศาสตราจารย์(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้รับเชิญจากกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ไปแสดงปาฐกถาในการสัมมนาเรื่องประเทศกำลังพัฒนาและกฎหมายระหว่างประเทศที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ในโอกาสนั้น นายหลิว เจิ้น หมิน อดีตรองเลขาธิการสหประชาชาติและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ ณ เรือนรับรองของกระทรวงการต่างประเทศที่มีอายุหลายร้อยปี และได้รับเชิญให้เป็นผู้นำผู้ทรงคุณวุฒิที่มาเป็นผู้แสดงปาฐกถา เข้าพบหารือกับนายหนง หรง (Nong Rong) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ดูแลกิจการเอเชียและกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนมากล่าวเปิดการสัมมนาด้วย

การสัมมนานี้ สมาคมกฎหมายระหว่างประเทศจีน, สถาบันกฎหมายระหว่างประเทศเอเชีย และสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น ร่วมกันจัดขึ้น ซึ่ง ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ ได้กล่าวว่าหัวข้อการสัมมนาทำให้นึกถึงหนังสือที่ตนเป็นบรรณาธิการร่วมกับศาสตราจารย์เฟรดเดอริค อี สไนเดอร์ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ชื่อ Third World Attitudes Towards International Law พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ มาตินัส เนฮอฟ ในปีค.ศ.1987 (พ.ศ.2530) ซึ่งเกือบ 40 ปีผ่านไป หลายเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศก็ยังไม่มีความก้าวหน้า แต่หลายเรื่องก็มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าไปไกลมาก

ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า ทุกประเทศควรร่วมกันรักษาหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ในการรักษาสันติภาพ ความมั่นคงและการพัฒนา แต่สหประชาชาติก็ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมมากขึ้น และสามารถตอบสนองต่อภูมิรัฐศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากในช่วงที่สหประชาชาติถูกตั้งขึ้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่สำคัญคือประเทศกำลังพัฒนาในแต่ละภูมิภาคควรแสดงจุดยืนเพื่อโน้มน้าวให้ประเทศมหาอำนาจดำเนินนโยบายต่างๆ โดยไม่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และแก้ปัญหาความเห็นต่างด้วยการหารือ ไกล่เกลี่ยและเจรจาต่อรองเป็นหลัก

ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ ยังได้กล่าวว่าทุกประเทศควรช่วยกันสร้างหลักกฎหมายระหว่างประเทศมาดูแลเรื่องที่สร้างความไม่ไว้วางใจกันระหว่างประเทศมหาอำนาจ เช่น เรื่องเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าต่างๆ แทนที่จะใช้กฎหมายภายในมาต่อต้านเทคโนโลยีของประเทศคู่แข่ง หรือพยายามแยกส่วนเทคโนโลยีของมหาอำนาจอีกฝ่ายออกจากกัน นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ควรร่วมกันนำข้อผูกพันในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย 17 ข้อของสหประชาชาติ (SDG Goals) และวิกฤตภูมิอากาศไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

การประชุม CoP 28 ปลายปีนี้จึงสำคัญเพราะจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากฎหมายระหว่างประเทศในด้านนี้จะพัฒนาไปจนถึงขั้นที่มีผลผูกพันสมาชิกให้ปฏิบัติตามแค่ไหน เพียงใด ส่วนในด้านเศรษฐกิจนั้น ได้มีพัฒนาการไปมาก เช่น ความร่วมมือในระบบภูมิภาคนิยม มาแทนที่การเจรจาขององค์การการค้าโลก (WTO) เช่น อาเซียนอาเซป (RCEP) การมีธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ๆ เกิดขึ้น การที่สกุลเงินหยวนของจีนมีบทบาทมากขึ้นในฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศและการชำระเงินระหว่างประเทศ รวมทั้งระบบการชำระเงินของจีน (CIPS) ที่หลายประเทศเริ่มใช้แทนระบบ SWIFT เหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาได้มีส่วนในการสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ แต่จะประสบความสำเร็จเป็นกฎหมายระหว่างประเทศได้เพียงใดคงต้องดูต่อไป

ในตอนท้าย ศ.(พิเศษ) สุรเกียรติ์เน้นว่าประเทศกำลังพัฒนาควรร่วมกันเน้นการปรึกษาหารือ การไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศแม้มีความขัดแย้งอะไรก็ตาม แต่ความมีเสถียรภาพในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจเป็นสิ่งที่ต้องช่วยให้เกิดขึ้น เพราะเป็นจุดสำคัญที่จะเกิดสันติภาพ ความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืน อีกทั้งยังได้ชวนประเทศที่มีสิทธิเรียกร้องในเส้นเขตแดนทับซ้อนกันในทะเลจีนใต้ให้มีการปรึกษาหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจในทะเลจีนใต้ ในห้วงเวลาที่การเจรจาเส้นเขตแดนทางทะเลยังตกลงกันไม่ได้

จวก ศธ.ละเมิดสิทธิการศึกษาพระ-เณร ออกระเบียบปิดกั้นนักบวชไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746815

จวก ศธ.ละเมิดสิทธิการศึกษาพระ-เณร ออกระเบียบปิดกั้นนักบวชไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร

จวก ศธ.ละเมิดสิทธิการศึกษาพระ-เณร ออกระเบียบปิดกั้นนักบวชไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร

วันเสาร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.20 น.

จวก ศธ.ละเมิดสิทธิการศึกษาพระ-เณร ออกระเบียบปิดกั้นนักบวชไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร แม้แต่รหัส G ก็ไม่ยอมออกให้ ชี้สร้างบาปทำลายการสืบทอดพุทธศาสนา เจ้าอาวาสเผยต้องแบกภาระหารายได้ส่งเสียสามเณรกำพร้าเรียนหนังสือ

จากกรณีที่พบว่าการศึกษาของสามเณรโดยเฉพาะสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติจำนวนมากประสบปัญหาเนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)ไม่ออกรหัส G สำหรับสามเณรที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร แตกต่างจากเด็กนักเรียนในระบบการศึกษาที่เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนไม่มีเอกสารใดๆ สามารถขอรหัสตัว G และได้รับงบสนับสนุนจากรัฐบาล

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยสมัยก่อนคนอยากอ่านออกเขียนได้ต้องบวชเรียนโดยมีวัดเป็นแหล่งเรียนรู้ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ให้วัดพัฒนาสอนคนภายนอกด้วย เราจึงเกิดโรงเรียนวัดเกิดขึ้นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามต่อมาการเรียนของสงฆ์ถูกกันออกโดยพระเณรต้องไปเรียนทางธรรม ไม่ให้เรียนทางโลก

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า แม้กรมศาสนาสังกัดกระทรวงศึกษา การเรียนของพระเณรกลับไม่ถือว่าอยู่ในระบบการศึกษาปกติ ทำให้คนบวชน้อยลงและหันไปเรียนหนังสือในระบบปกติมากขึ้น แต่มีประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะผู้ที่ยากไร้และด้อยโอกาส ยังคงใช้ช่องนี้ในการดำรงชีวิตและเรียนหนังสือ โดยพวกเขาคาดหวังว่าจะได้เล่าเรียนเหมือนคนอื่น แต่ปรากฎว่ากระทรวงศึกษาธิการกลับไม่ยอมรับ ขณะที่โรงเรียนวัดบางส่วนได้พัฒนาเอาระบบเอกชนเข้าใช้ กลายเป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลโดยมีวัดสนับสนุนรายได้ แต่แทนที่รัฐจะสนับสนุน กลับไม่ดำเนินการช่วยเหลือ  ทำให้โรงเรียนเหล่านี้ไม่สามารถเก็บค่าเล่าเรียนได้และรัฐก็ไม่สนับสนุนงบประมาณ

“ แม้การศึกษาปกติมีระเบียบออกรหัส G เพื่อสนับสนุนเด็กที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎรได้เรียนหนังสือ แต่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ระบุว่าไม่ให้กับเด็กที่ไม่มีเลข 13 หลักซึ่งขัดกับกฎหมาย ทำให้พระและสามเณรต้องลำบาก ยังไปออกเป็นระเบียบไว้เลย กลายเป็นปัญหาของสังคมไทย คือวัดเป็นแหล่งให้ความรู้มาโดยตลอด และควรได้รับการสนับสนุน แต่วันนี้กลับไม่ได้รับการส่งเสริมเลย” นายสุรพงษ์ กล่าว

ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมกล่าวว่า การแก้ไขปัญหานี้คือ 1 สช.ต้องยกเลิกระเบียนที่ให้สนับสนุนเฉพาะเด็กที่มีเลข 13 หลักและออกรหัส G ให้มีการสนับสนุนสามเณรและพระที่ไม่มีเอกสาร  ขณะเดียวกันรัฐไทยต้องเข้าใจด้วยว่าการเรียนรู้เท่าทันทางโลกมีความสำคัญยิ่งสำหรับนักบวช เช่น ความรู้คอมพิวเตอร์ ดังนั้นจึงต้องเปิดโอกาสให้สามเณรและพระสงฆ์ให้เรียนในระบบปกติได้

“สังคมไทยมีศาสนาพุทธเป็นหลัก แต่เรากลับไม่ยอมให้พระสงฆ์และสามเณรได้เข้าสิทธิด้านการศึกษาเหมือนคนปกติ ขนาดพระขึ้นรถโดยสาร เรายังไม่เก็บค่าโดยสารเลย แต่ทำไมพอเป็นเรื่องเรียนกลับไม่สนับสนุนให้พวกท่านได้เรียน ทำไมถึงต้องไปตัดสิทธิของพวกท่าน แทนที่จะเอื้อมากกว่าคนปกติ หรือกรณีที่ท่านมีสถานศึกษาอยู่แล้วก็ควรเทียบวุฒิในระบบได้ ในพรบ.การศึกษาแห่งชาติต้องการให้ทุกคนได้เรียนหนังสือ แต่กลับจำกัดสิทธิพระเณร ถือว่าเป็นการสร้างบาปยิ่ง” นายสุรพงษ์ กล่าว

ขณะที่ สำนักข่าวชายขอบ รายงานว่า จากการลงพื้นที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ และสัมภาษณ์สามเณรชาญ(นามสมมุติ) วัย 10 ขวบ ซึ่งไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร โดยสามเณรชาญเปิดเผยว่า ตนเป็นชาวไทใหญ่เดินทางมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่าเมื่อ 4 เดือนก่อน โดยได้บรรพชาที่วัดในรัฐฉานและจำพรรษาเป็นเวลา 2 พรรษา แต่ต่อมาต้องหลบหนีการสู้รบในหมู่บ้านเพราะถูกทหารพม่าทิ้งระเบิด ทำให้โยมพ่อโยมแม่ต้องอพยพหนีเข้ามาในไทย และตนเองมาจำวัดอยู่ในเชียงใหม่

“ปัจจุบันเข้าเรียนโรงเรียนบาลีแห่งหนึ่ง ไปโรงเรียนแค่ 2 วัน คือวันจันทร์และวันอังคาร ต้องนั่งรถเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมงจากวัดไปเรียนหนังสือในตัวอำเภอเมือง ได้เรียนวิชาสามัญทั่วไป ในวันที่ไม่ต้องไปโรงเรียนได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับพระอาจารย์ที่วัด ได้เจอโยมพ่อโยมแม่เดือนละครั้ง เพราะพวกเขาต้องไปทำงาน อนาคตหวังว่าจะได้บวชเรียนต่อไป และไม่ต้องการลาสิกขา” สามเณรชาญกล่าว

ขณะที่พระอธิการสถิตย์ สิริวิชโย เจ้าอาวาสวัดหนองบัว ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า ปัจจุบันมีสามเณรไร้รัฐไร้สัญชาติที่อยู่ในความดูแลประมาณ 20 รูป โดยสามเณรเหล่านี้บรรพชาตั้งแต่อาศัยอยู่ในประเทศพม่า แต่พวกเขาหนีสงครามตามญาติที่เคยอยู่อาศัยในวัดนี้  พระได้ให้การดูแลรับผิดชอบ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเดินทางไปศึกษาเล่าเรียน โดยได้รับแรงศรัทธาจากประชาชนในการบริจาคปัจจัย  รวมทั้งญาติ ผู้ปกครอง ของสามเณรให้ความช่วยเหลือ แต่ปัจจุบันก็ไม่มีความเพียงพอ เนื่องจากภาระในการดูแลมีจำนวนมาก

พระอธิการสถิตย์กล่าวว่า ขณะนี้ได้นำสามเณรฝากเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนบาลีฯแห่งหนึ่งเป็นการชั่วคราว เนื่องไม่รู้จะดำเนินการอย่างไร หากให้สามเณรที่มีอายุถึงเกณฑ์ประถมศึกษา 1-6 ก็ต้องลาสิกขาเพื่อเข้าเรียนตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่รับเฉพาะเด็กหญิง-ชาย เพื่อให้สามารถเข้าเรียนได้ตามระเบียบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

“พวกเขาไม่มีผู้ปกครอง รับอุปการะไว้ 1-2 เดือนจะมีญาติมาเยี่ยม สามเณรบางรูปเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่หย่าร้าง ปัจจุบันต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ไม่ได้รับการศึกษาเท่ากับบุคคลทั่วไป พระต้องเป็นผู้ให้ความดูแลรับผิดชอบแบกรับค่าใช้จ่าย เราไม่สามารถทิ้งพวกเขาได้” เจ้าอาวาสวัดหนองบัว กล่าว

ขณะที่พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ (วงใส) ผู้ช่วยศาตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันมีสามเณรตกหล่นจากระบบการศึกษา เนื่องจาก สพฐ. รับนักเรียนเฉพาะเด็กหญิง-ชาย แต่ทางเลือกอื่นคือโรงเรียนพระปริยธรรมศึกษาก็รับเฉพาะมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ซึ่งไม่ว่านักบวชหรือเถรวาททุกควรควรมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

พระวิสิทธิ์กล่าวว่า หากให้สามเณรลาสิขาเพื่อให้ได้เข้าเรียนตามกฎระเบียบของกระทรวงการศึกษาธิการ จะส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาคือ 1.ความมั่นคงในพระพุทธศาสนาที่เป็นสาธารณะทายาท ซึ่งกลไกของนักบวชคือ หากเรามีความเชื่อมั่นในการบวชเพื่อศึกษาก็สามารถที่จะพัฒนานักบวชเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยให้เป็นผู้นำทางสังคมที่ดีได้ และเป็นบุคลากรที่สำคัญมีคุณภาพในฐานะพระสงฆ์ 2. ความมั่นคงทางรัฐ แน่นอนถ้าหากพวกเขาเข้ามาเป็นนักบวชแต่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ก็ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ  พวกเขาจะสามารถทำงานที่มีประสิทธิภาพให้กับสังคมได้อย่างไร ถ้าไม่มีข้อจำกัดเหล่านี้พวกเขาจะสามารถพัฒนาในพื้นที่หรือสังคมที่เขาอยู่ได้อย่างแน่นอน ช่วยดูแลเป็นที่พึ่งทางใจให้กับญาติโยมในอนาคตต่อไป

“ปัจจุบันนี้นักบวชเริ่มลดน้อยลง ในขณะที่วัดวาอารามกลับเพิ่มขึ้นไร้ผู้ดูแล หากไม่มีพระหรือสามเณรที่มีความรู้ความสามารถ ก็คงไม่มีใครเข้ามาดูแลพื้นที่แห่งนี้ในอนาคต มีความคาดหวังให้โรงเรียนพระปริยัติธรรม ได้เปิดการเรียนการสอนเริ่มตั้งแต่ประถมศึกษาได้ เพื่อให้นักบวชมีพื้นที่ในการจัดการดูแลตนเอง และให้เติบโตและพัฒนาศักยภาพเพื่อเป็นสมณะที่ดีงาม” อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย กล่าว

เปิดเวทีถกปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ สมัชชชนเผ่าครั้งที่ 7 ให้น้ำหนักพลังเยาวชนสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746811

เปิดเวทีถกปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ สมัชชชนเผ่าครั้งที่ 7 ให้น้ำหนักพลังเยาวชนสร้างสรรค์

เปิดเวทีถกปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ สมัชชชนเผ่าครั้งที่ 7 ให้น้ำหนักพลังเยาวชนสร้างสรรค์

วันเสาร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.00 น.

เตรียมเปิดเวทีถกปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ สมัชชชนเผ่าครั้งที่ 7 ให้น้ำหนักพลังเยาวชนสร้างสรรค์

สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (สชพ.) เตรียมจัดกิจกรรมงานสมัชชาระดับชาติ ครั้งที่ 7 ในวันที่ 8-10 สิงหาคม 2566 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน กทม. โดยนอกจากจะมีการจะมีการรับรองสมาชิกสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยชุดใหม่แล้ว ยังมีเวทีเสวนาสาธารณะนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา ศักยภาพ และบทเรียนการขับเคลื่อนกิจการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยในระดับภูมิภาคและเครือข่ายเชิงประเด็น โดยมีผู้แทนเครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง (TKN) ผู้แทนทั้ง 5 ภูมิภาคอีสาน กลาง ตะวันออก ตะวันตก ใต้ ร่วมกับภาคเหนือพื้นราบ และภาคเหนือพื้นที่สูง เข้าร่วมพูดคุย

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 นายศักดิ์ดา แสนมี่ เลขาธิการ สชพ. กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานว่า เนื้อหาหลักของปีนี้คือประเด็นเยาวชนภายใต้กิจกรรม “พลังเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมสร้างสรรค์สังคมสู่การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะมีเยาวชนมาร่วมงานกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

“ในงานวันที่ 9 สิงหาคม เยาวชนจะมีการนำเสนอทั้งในลักษณะการแสดงละคร การแสดงวัฒนธรรม มีเวทีเท็ดทอล์คพูดคุยในประเด็นที่เยาชนต้องการเปลี่ยนแปลงในสังคม มีเวทีเสวนาสาธารณะที่มีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมพูดคุยสนับสนุนชนเผ่าพื้นเมือง รณรงค์เน้นนวัตกรรมทางอาหาร ชุดแต่งกาย ดนตรีร่วมสมัย ให้เห็นความสำคัญในตัวตนพื้นเมือง ส่วนวันที่ 8 กับ 10 สิงหาคมนั้นจะเป็นกิจกรรมของสมาชิกสภาชนเผ่าฯชุดปัจจุบันจะหมดวาระ รายงานผลการดำเนินงานของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยในรอบ 4 ปี ที่ผ่านมา แล้วจะมีการเสนอสมาชิกสภาชุดใหม่ให้สมัชชากลุ่มพิจารณาและรับรอง หลังจากนั้นสมาชิกสภาชุดใหม่นำเสนอแผนงานการบริหารสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ที่จะเกิดขึ้นในอีก 4ปีข้างหน้า” นายศักดา กล่าว

ทั้งนี้ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุว่าประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด 46 กลุ่ม กับอีก 3 สมาพันธ์ โดยจะมีตัวแทนของทุกกลุ่มชาติพันธ์มากกว่า 200 คน เดินทางมาเข้าร่วมประชุมสภาชนเผ่าพื้นเมืองในครั้งนี้ด้วย

เลขาธิการ สชพ. กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ มีข้อเสนอประเด็นกฎหมายหลายลักษณะให้กับตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ บนเวทีเสวนาตั้งแต่ก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 สาระสำคัญคือรณรงค์ให้ความสำคัญกับการยอมรับการมีตัวตนของคนชาติพันธุ์

“ข้อเสนอด้านกฎหมายนี้รอให้รัฐบาลชุดใหม่ผลักดันร่วมกับเรา โดยพิจารณาร่างกฎหมายเข้าไปอยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถ้ารัฐบาลชุดใหม่เห็นชอบก็เดินต่อได้เลย นอกจากนี้ยังมีกฎหมายส่งเสริมคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองอีก 4 ร่างซึ่งอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันแล้ว ส่วนปัญหาเชิงนโยบาย เช่น กฎหมายป่าไม้ ที่ดิน เราเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตกลุ่มชนเผ่า คุ้มครอง ยอมรับในตัวตนชนเผ่าพื้นเมืองฯ ทั้งในเขตป่า บนดอยสูง เกาะแก่ง ทะเล ต้องมีการจัดการให้อยู่ได้โดยใช้ฐานภูมิปัญญา เน้นการมีส่วนร่วมในขุมชน หน่วยงานต่างๆต้องร่วมกันเปิดพื้นที่มากขึ้น” นายศักดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ยังจะเร่งผลักดันประเด็นเด็กชนเผ่าพื้นเมืองต้องเข้าถึงสวัสดิการ จากกรณีติดขัดเรื่องสถานะบุคคลหรือการมีสัญชาติไทย เพราะขั้นตอนระเบียบมีหลายส่วนรับผิดชอบตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และกระทรวง ข้อเสนอเชิงนโยบายคือต้องลดขั้นตอนกลไกตั้งแต่ระดับอำเภอ

“ข้อเสนอประเด็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เป็นคนเผ่าพื้นเมืองสูญหาย ครอบครัวควรได้รับความเป็นธรรม เช่น ชัยภูมิ ปะแส หรือ บิลลี่ รักพอจงเจริญ การนำกฎหมายมาบังคับใช้กับคนชนเผ่าพื้นเมือง หลายเรื่องสะท้อนให้เห็นการถูกเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตามกิจกรรมงานสมัชชาระดับชาติครั้งนี้ยังมีกิจกรรมดีๆของเยาวชนที่มีโอกาสสืบสานสืบทอดการเข้ามาเป็นแกนนำชุมชนชาติพันธุ์ของเขา รวมถึงการสุ่มเสี่ยงสูญหายของภาษาและวัฒนธรรมบางอย่างของ 15 กลุ่มภาษา ซึ่งเป็นวิกฤติชาติพันธุ์ที่สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ร่วมกับพลังภาคีชนเผ่าพื้นเมืองเข้าไปดำเนินการหาแนวทางสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์ต่อไป” เลขาธิการ สชพ. กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตาม กิจกรรมงานสมัชชาระดับชาติว่าด้วยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ได้ทางเฟซบุ๊กเพจ @IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง

‘เพนกวิน’เข้าอุปสมบท! ‘ณัฐวุฒิ’อนุโมทนาสาธุ ขอสว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/746746

'เพนกวิน'เข้าอุปสมบท! 'ณัฐวุฒิ'อนุโมทนาสาธุ ขอสว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต

‘เพนกวิน’เข้าอุปสมบท! ‘ณัฐวุฒิ’อนุโมทนาสาธุ ขอสว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต

วันเสาร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.41 น.

วันที่ 29 กรกฎาคม 2566 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ได้โพสต์แสดงความเห็นพร้อมภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า อนุโมทนา สาธุ พระเขมปัญโญ “เพนกวิน” ขอสว่างในธรรม สงบในใจ สง่าในชีวิต ตลอดกาล