ฟีโบ้และพันธมิตรร่วมพัฒนาความรู้ ด้านหุ่นยนต์เอไอ โค้ดดิ้ง มัธยมและอาชีวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745700

ฟีโบ้และพันธมิตรร่วมพัฒนาความรู้  ด้านหุ่นยนต์เอไอ โค้ดดิ้ง มัธยมและอาชีวะ

ฟีโบ้และพันธมิตรร่วมพัฒนาความรู้ ด้านหุ่นยนต์เอไอ โค้ดดิ้ง มัธยมและอาชีวะ

วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับกลุ่มโรงเรียนและวิทยาลัยเครือข่ายความร่วมมือ 129 แห่ง ภายใต้โครงการพัฒนาเพิ่มผู้มีความสามารถพิเศษระดับมัธยมศึกษา-อาชีวศึกษาและเครือข่ายด้านวิทยาการหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และโค้ดดิ้ง (Robotics, AI, and Coding : RAC) โดยมี รศ.ดร.สยาม เจริญเสียง รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการ ผศ.ดร.สุภชัยวงศ์บุณย์ยง ผู้อำนวยการ FIBO และคณะผู้บริหาร ผู้อำนวยการโรงเรียน-วิทยาลัย และคณะอาจารย์จากกลุ่มโรงเรียน-วิทยาลัยเครือข่าย ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก และใต้มาร่วมงาน ที่มจธ. (บางมด)เร็วๆ นี้

โครงการได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) เพื่อพัฒนาศักยภาพและสมรรถนะนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและระดับอาชีวศึกษากลุ่มโรงเรียนเครือข่ายด้านวิทยาการหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และโค้ดดิ้ง

สภาทนายความยื่นมือช่วยเหลือเด็ก 126 คนถูกผลักดันกลับพม่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745811

สภาทนายความยื่นมือช่วยเหลือเด็ก 126 คนถูกผลักดันกลับพม่า

สภาทนายความยื่นมือช่วยเหลือเด็ก 126 คนถูกผลักดันกลับพม่า

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.31 น.

สภาทนายความยื่นมือช่วยเหลือเด็ก 126 คนถูกผลักดันกลับพม่า เตรียมแถลงข่าวชี้ผิดหลักสิทธิมนุษยชน ผอ.รร.ไทยรัฐ 6 เผยเด็กถูกส่งกลับเกือบหมดแล้ว-เหลือ 4 คน เป็นห่วงเสียโอกาสการศึกษา

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2566 ความคืบหน้ากรณีที่หน่วยงานราชการไทยได้ร่วมกันผลักดันเด็กนักเรียนไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์ 126 คน โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กลับประเทศพม่า ท่ามกลางเสียงทักท้วงถึงเรื่องสิทธิการศึกษาเนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ต้องออกจากการเรียนกลางคันและการคุ้มครองเด็กเนื่องจากในพม่ายังเกิดการสู้รบอาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยขึ้นกับเด็กเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีกับกรรมการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จำนวน 5 คน

ล่าสุดสภาทนายความได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้ โดย ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าสถานการณ์ภายในประเทศพม่ายังมีการสู้รบกันอยู่ การส่งคนกลับภูมิลำเนาด้วยการผลักดันให้กลับอาจส่อไปในทางผิดหลักสิทธิมนุษชน

“ส่วนคดีที่กรรมการโรงเรียนถูกตั้งข้อหานั้น ในวันที่ 25 กรกฎาคม  สภาทนายความจะแถลงข่าว เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 3 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อดูว่าเด็กนักเรียนถูกส่งกลับหมด ทั้ง 126 คนหรือว่าถูกส่งกลับไปบางส่วน หรือถ้ายังไม่ถูกส่งกลับก็จะต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามหลักสิทธิมนุษชน ผมยังไม่ทราบรายละเอียดว่ามีการส่งกลับแบบไหนอย่างไร” นายกสภาทนายความฯ กล่าว

ด้านนางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง กล่าวว่า ขณะนี้เด็กนักเรียน 126 คน ถูกส่งกลับไปเกือบหมดแล้วเหลือเพียง 4 คนที่ไม่มีพ่อแม่มารับ โดยทั้งหมดอยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 6-14 ปี

“ตอนเกิดเรื่องต้นสังกัดได้คุยกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้เข้ามาดูแล แต่คงมีการสื่อสารที่ผิดพลาด พอสำนักงานเขตพื้นที่ฯ เห็นว่าเด็กพวกนี้ไม่มีเอกสาร เราติดต่อกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)  ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็ก” นางกัลยา กล่าว

ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กล่าวว่า ตั้งแต่มีคำสั่งให้ตนพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่และห้ามเข้าโรงเรียน ห้ามพบเด็กๆ ทำให้ต้องติดต่อขอความช่วยเหลือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือ และตอนนี้ได้คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้ามาร่วมดูแลด้วย

“พอถูกแจ้งข้อกล่าวหา เรารู้สึกตกใจ เพราะได้ทำถูกต้องตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมด พอเกิดเรื่องทำให้เด็กๆ ต้องขาดโอกาสในการได้รับการศึกษา เด็กทั้ง 126 คนไม่ใช่เด็กที่มาใหม่ทั้งหมด มีเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษามาก่อนแล้ว 54 คน อีก 72 คนเพิ่งมาสมัครเรียน ตอนนี้เป็นกังวลใจมากว่าทำให้เด็กเสียโอกาส ต้องถูกผลักดันกลับ แล้วโอกาสที่เด็กจะได้กลับมาเข้าสู่ระบบการศึกษามีหรือไม่ มากน้อยอย่างไร เชื่อว่าทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นอย่างไร มันแย่ มันบาป” นางกัลยา กล่าว

รอชม! ผลงานนักวิจัยไทย และนวัตกรรม ในงาน ‘มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745807

รอชม! ผลงานนักวิจัยไทย และนวัตกรรม ในงาน 'มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566'

รอชม! ผลงานนักวิจัยไทย และนวัตกรรม ในงาน ‘มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566’

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.24 น.

กลับมาอีกครั้ง! กับเวทีนำเสนอผลงานวิจัยไทยระดับชาติ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566” โดย วช. ร่วมกับ เครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศจัดขึ้นเป็นปีที่ 18 พร้อมโชว์ผลงานวิจัยที่โดดเด่นแห่งปี กว่า 1,000 ผลงาน จัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ กลางใจเมือง หวังเป็นเวทีเชื่อมโยงงานวิจัยให้ก้าวไกล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

24 กรกฎาคม 2566 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัย จัดแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566 ( Thailand Research Expo 2023 )” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 สิงหาคม 2566 ณ ห้องประชุมชั้น 22-23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์  ภายใต้แนวคิดหลัก“ วิจัยไทยก้าวไกล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน” โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานในวันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม 2566 เวลา 09.00 น.

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง  ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ในบทบาทของการส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพไปสู่กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ในวงกว้าง  จึงได้จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ”  ขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549  เพื่อเป็นเวทีระดับชาติในการนำเสนอความก้าวหน้าของผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีศักยภาพพร้อมใช้ประโยชน์ และขับเคลื่อนให้เกิดการเผยแพร่องค์ความรู้ และกระจายโอกาสในการเข้าถึงฐานข้อมูลความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรม  ซึ่งมีการบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างองค์กรและเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ  สำหรับในปีนี้ วช. ได้จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566” หรือ  “ Thailand Research Expo 2023 ” ขึ้น เป็นปีที่ 18   โดยจะมีการนำเสนอผลงานวิจัยกว่า 1,000   ผลงาน  จากเครือข่ายระบบวิจัยร่วมจัดงาน กว่า 140 หน่วยงาน 

“ความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัย ทั่วประเทศ และทุกภาคส่วนในครั้งนี้ถือว่าเป็นการร่วมกันนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาการผ่านผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีคุณภาพ สามารถที่จะเชื่อมโยง การบูรณาการองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ อีกยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดกลไกในการพัฒนาส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้พัฒนางานวิจัย ผู้สร้างองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม สู่การใช้ประโยชน์ในวงกว้าง  การจัดงานดังกล่าวจึงถือว่าเป็นกลไกความร่วมมือที่มีความเข้มแข็งของหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัย ในการนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ รวมถึงการสนับสนุน การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องที่จะนำสู่เป้าหมายในการพัฒนาขับเคลื่อน เศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และ มนุษยศาสตร์”

สำหรับกิจกรรมภายในงานที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “วิศวกรสังคมและนวัตกรสังคม เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ยั่งยืน” โดยพลเอกดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ องคมนตรี  “แก่นการพัฒนาประเทศบนพื้นฐาน SEP for SDGs” โดย ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา  และ “ บทบาทของการวิจัยและนวัตกรรมต่อขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศไทย”  โดย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว.   นอกจากนี้ยังมีการประชุมสัมมนา กว่า 100 หัวข้อ  ที่มีประเด็นที่น่าสนใจทั้งเรื่องของการบริหารจัดการงานวิจัย ปัญหาสำคัญของประเทศ และเรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจของสังคม  อาทิ ทิศทางการลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ,  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน , การยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์:ชุมชนเข้มแข็งและมาตรฐานผลิตภัณฑ์, CEO Forum for Net Zero  รวมถึงการนำเสนอบทความผลงานวิจัย และการประชุมให้ความรู้ในช่วง Twilight Program

พลาดไม่ได้… คือ ภาคนิทรรศการที่น่าสนใจ อย่างเช่น  นิทรรศการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย” และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณต่องานวิจัยไทย   และการนำเสนอนิทรรศการผลงานวิจัยจากหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัย  ซึ่งมีการนำเสนอผลงานภายใต้ 6 Theme สำคัญ ได้แก่ 1) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG  ครอบคลุมงานวิจัยฯที่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว สู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายคือ เกษตรและอาหาร  พลังงานและเคมีชีวภาพ  สุขภาพและการแพทย์ และการท่องเที่ยวและบริการ 2) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม    ครอบคลุมงานวิจัยฯ ที่เกี่ยวกับ การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ บริการดิจิทัล รวมทั้งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ การพัฒนาประตูการค้าการลงทุน ศูนย์กลางคมนาคมระบบโลจิสติกส์และระบบราง การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาธุรกิจฐานนวัตกรรมขนาดใหญ่(IDEs) 

 3) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ครอบคลุมงานวิจัยฯ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยใน15 สาขา เช่น งานฝีมือและหัตถกรรม ดนตรี  การแสดง   ภาพยนตร์   ซอฟต์แวร์ แฟชั่น อาหารไทย การแพทย์แผนไทยและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 4) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน  ครอบคลุมงานวิจัยฯ ที่เกี่ยวกับ การพัฒนาสังคมสูงวัย  การพัฒนาคนทุกช่วงวัย การผลิตกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง สังคมไทยไร้ความรุนแรง การคุ้มครองแรงงานไทย การพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ทันสมัยสนับสนุนการสร้างสุขภาวะที่ดี  5)  งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  ครอบคลุมงานวิจัยฯ ที่เกี่ยวกับ สังคมคาร์บอนต่ำ การลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการจัดการขยะ  และ 6) งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพของชุมชน ครอบคลุมงานวิจัยฯ ที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงนโยบาย ชุมชนสังคม และเชิงพาณิชย์ผ่านรูปแบบและกลไกต่าง ๆ 

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา นิทรรศการนำเสนอบทความผลงานวิจัย    การจัดกิจกรรม Highlight Stage ซึ่งเป็นเวทีหลักที่ใช้เทคนิคการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีความพร้อมใช้ประโยชน์ กิจกรรมการให้คำปรึกษาเรื่องการวิจัย   และการเจรจาธุรกิจ  รวมถึงการมอบรางวัลมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566  การประกวดนวัตกรรมสายอุดมศึกษา 2566  และการยกย่องเชิดชูเกียรติคุณนักวิจัย ทั้งศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น วช. และเมธีวิจัยอาวุโส วช.

ทั้งนี้ ภายในงานแถลงข่าว ฯ  ดร.วิภารัตน์  ได้ร่วมเสวนาในเวที “Thailand Research Expo Talk : เวทีรวมพลังวิจัยไทยก้าวไกล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน”  ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ  ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ  ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม,  รศ.ดร.สุดเขตต์  นาคะเสถียร   ประธานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย : RUN ,  ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล,  ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ และดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช  รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  รวมถึงช่วง “Platinum Award Talk : เสริมพลังประชาคมวิจัย ด้วยรางวัลแห่งเกียรติยศ”  ซึ่ง วช.ได้เชิญผู้บริหารหน่วยงานได้รับรางวัล Platinum Award ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 ” มาร่วมพูดคุย 

ปีนี้ วช.ได้เปิดตัว “นายพิพัฒน์  อภิรักษ์ธนากร”  ทูตวิจัยมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566  ซึ่งจะเป็นตัวแทนพลังคนรุ่นใหม่ในการสื่อสารงานวิจัยให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  พร้อมกันนี้ภายในงานแถลงข่าว ฯ  ยังได้มีการจัดแสดงตัวอย่างผลงานวิจัยไฮไลท์  เช่น   เปลี่ยนขยะเป็นกราฟีนมูลค่าสูง ผลงานต้นแบบจากทีมวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ที่สามารถผลิตกราฟีนวัสดุแห่งอนาคตจากขยะชีวมวล ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มมากกว่า 1,000 เท่า หุ่นยนต์ล้างแผงโซล่าร์เซลล์ (Robotic Solar Cleaner) ผลงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่เน้นการใช้งานง่าย โดยยึดติดกับแผงโซล่าร์เซลล์ สั่งงานได้ผ่านมือถือ โครงการฟื้นฟูและต่อยอดผ้าลายอย่าง เอกลักษณ์ อยุธยา “จุฬาพัสตร์” สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ผลงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ที่ต่อยอดความรู้และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการฟื้นฟูและยกระดับลายผ้าโบราณให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความร่วมสมัยแต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์จากมรดกภูมิปัญญาของชุมชน เครื่องวัดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจพร้อมการตอบสนองด้วยเสียง  ผลงานจากสถาบันพระบรมราชชนก ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการคัดกรองระดับการติดบุหรี่และติดตามผลการเลิกบุหรี่ และการใช้ประโยชน์จากโปรตีนจิ้งหรีด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ฟังก์ชั่นนอลฟู้ด สูตรโปรตีนสูงไขมันต่ำ และนวัตกรรมเซลล์เคมีไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับบำบัดน้ำในระบบเลี้ยงปลาที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ โคมไฟเซราสาน ผลงานจากมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่โดยใช้วัสดุไผ่ท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรีเป็นผลงานจักสานที่บูรณาการร่วมกับผลงานเซรามิกส์ ทรายแมวจากกากมันสำปะหลัง ผลงานจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เกิดจากกากมันสำปะหลังที่เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมผลิตแป้งมันสำปะหลังที่มีแป้งเป็นองค์ประกอบหลักในปริมาณที่สูง การผลิตเครื่องปรุงรสจากปลาร้าด้วยเทคโนโลยีกล้าเชื้อจุลินทรีย์ ผลงานจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงที่สำคัญของอาหารไทย จากปลาน้ำจืดโดยกระบวนการหมักแบบธรรมชาติ ฯลฯ 

งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2566” หรือ “Thailand Research Expo 2023” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 สิงหาคม 2566 ที่ ห้องประชุมชั้น 22-23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพ  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.researchexpo.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ 0-2579-1370-9 ต่อ 515, 517, 518
 

‘ดร.ชลธิรา’ได้รับเชิดชูเกียรติ ‘ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย’ แต่ไม่ไปเหตุไว้ทุกข์ให้แผ่นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745795

'ดร.ชลธิรา'ได้รับเชิดชูเกียรติ 'ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย' แต่ไม่ไปเหตุไว้ทุกข์ให้แผ่นดิน

‘ดร.ชลธิรา’ได้รับเชิดชูเกียรติ ‘ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย’ แต่ไม่ไปเหตุไว้ทุกข์ให้แผ่นดิน

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.06 น.

วันที่ 24 กรกฎาคม 2566 จากกรณีที่ กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ประกาศผลรางวัลทรงเกียรติแด่ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น และผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย ประจำปี 2566 โดย ศ.พิเศษ ดร.ชลธิรา สัตยาวัฒนา อาจารย์ นักเขียน และนักวิจัย ได้รับรางวัลปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ประจำปี 2566 ซึ่งกำหนดมอบรางวัล ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม

ล่าสุด ศ.พิเศษ ดร.ชลธิรา เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ขอขอบคุณคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก “ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย” ประจำปี 2566

ดิฉันขอน้อมรับการเชิดชูเกียรตินี้ แต่ต้องขออภัยที่ตัดสินใจไม่ไปร่วมงานในวันนี้ (24 กรกฎาคม 2566) ที่หอประชุมศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เนื่องจากดิฉันกำลังไว้ทุกข์ให้กับแผ่นดินไทย ร่วมกับประชาชนส่วนข้างมากของประเทศที่สิทธิและเสียงอันบริสุทธิ์ใจของเขาถูกปล้นชิงไป โดยคณะบุคคลและองค์กรการเมืองที่ล้วนแอบอ้างใช้ “มาตรา 112” เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ธุรกิจผูกขาด และพวกพ้อง อย่างไม่มีความละอายแก่ใจ

กรมพละหนุนโครงการเด็กไทยว่ายน้ำได้ ช่วยเด็กไทยแข็งแรงและปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745773

กรมพละหนุนโครงการเด็กไทยว่ายน้ำได้ ช่วยเด็กไทยแข็งแรงและปลอดภัย

กรมพละหนุนโครงการเด็กไทยว่ายน้ำได้ ช่วยเด็กไทยแข็งแรงและปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 18.52 น.

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการป้องกันการจมน้ำของเด็กไทย ได้ดำเนินโครงการ “เด็กไทยว่ายน้ำได้” เพื่อให้เด็กมีทักษะการว่ายน้ำเบื้องต้นที่ถูกต้องสามารถเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำและรู้หลักการใช้อุปกรณ์ในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำซึ่งจะเป็นการลดอัตราการจมน้ำของเด็ก เฉพาะปี 2565 มีเด็กต่ำกว่า 15 ปี เข้าร่วมโครงการจาก 77 จังหวัด รวม 9,311 คน และมากไปกว่านั้น กรมพลศึกษายังได้เสนอแนวทางการลดปัญหาการเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กและเยาวชนไทยซึ่งรัฐบาลได้เห็นความสำคัญ เรื่องการป้องกันปัญหาเด็กจมน้ำเสียชีวิต การส่งเสริมให้เด็กมีทักษะการว่ายน้ำและสามารถเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำได้ โดยในส่วนของภาครัฐจะได้มีการบูรณาการการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้มีการสูญเสียจากการจมน้ำอีกต่อไป มีการส่งเสริมการพัฒนาการออกกำลังกายและกีฬาขั้นพื้นฐานในชุมชนท้องถิ่นนอกสถานศึกษา

ในส่วนของกรมพลศึกษาแต่ละปีจะจัดโครงการ “เด็กไทยว่ายน้ำได้” เพื่อให้เด็ก เยาวชน มีทักษะการว่ายน้ำเบื้องต้นที่ถูกต้อง สามารถเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ และรู้หลักการใช้อุปกรณ์ในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ ซึ่งจะเป็นการลดอัตราการจมน้ำของประชากรเด็ก เยาวชนในอนาคต ฝึกทักษะว่ายน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ ให้กับเด็ก เยาวชน อายุตั้งแต่ 6-14 ปี ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค อีก 37 จังหวัด โดยในปีงบประมาณ 2567 ตั้งเป้าขยายกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ โดยในพื้นที่ส่วนกลาง จะจัดที่สระว่ายน้ำวิสุทธารมณ์ สนามกีฬาแห่งชาติ ติดตามดูรายรายเอียดการเปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

อย่างไรก็ตามนอกเหนือจากการที่กรมพลศึกษาดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาการออกกำลังกายและกีฬาขั้นพื้นฐานในชุมชนท้องถิ่นนอกสถานศึกษา ยังได้มุ่งสืบสานกีฬามวลชนของชาติ โดยสำนักการกีฬา หน่วยงานภายในกรมพลศึกษามีบทบาทและดำเนินการพัฒนากีฬาพื้นฐานในด้านอื่นๆ ได้แก่ 

-กิจกรรม “ร้อนนี้มีกีฬาและนันทนาการเพื่อลูกรัก” จัดการแข่งขันกีฬาระหว่างโรงเรียน ซึ่งมีการจัดการแข่งขันในหลายชนิดกีฬา เพื่อพัฒนาความสามารถของนักกีฬา ที่เข้าร่วมแข่งขันและได้เรียนรู้รูปแบบการแข่งขัน ที่เป็นมาตรฐาน สามารถที่จะเข้าแข่งขันกีฬาในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

-จัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาในระดับประเทศ ให้กับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถด้านกีฬาโดยมีการคัดเลือกนักกีฬาเป็นตัวแทนของทั้ง 10 เขตการแข่งขันกีฬา เข้าชิงชัย ณ จังหวัดเจ้าภาพของการจัดการแข่งขัน

-การจัดส่งนักกีฬาตัวแทนนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬานักเรียนแห่งอาเซียน “ASEAN Schools Games” และการแข่งขันกีฬานักเรียนชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย “Asian Schools Championship” และจัดส่งนักกีฬาตัวแทนนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน Winter Children of Asia International Sports Games  และจัดส่งนักกีฬาตัวแทนนักเรียนไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬานักเรียนชิงชนะเลิศนานาชาติ ของ ISF “International School Sport Federation”

ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการออกกําลังกายและกีฬาเพื่อมวลชนให้เป็นวิถีชีวิตโดยจัดกิจกรรมลงสู่ภูมิภาค

ได้แก่

-กิจกรรม สะสมแคลอรีระดับอำเภอ “nubcal 878 สุขภาพดีพิชิตแคลอรี”กิจกรรม น้อมใจภักดิ์ โครงการจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนและประชาชน การส่งเสริมกีฬาและนันทนาการผู้สูงอายุ

รวมทั้งยังดำเนินงานโครงการที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล เช่น

-โครงการจัดการแข่งขันกีฬาและการออกกำลังกายเพื่อสันติสุข โดยใช้การจัดกิจกรรมการแข่งขันกีฬาฟุตบอลเป็นสื่อ เพื่อลดเหตุความรุนแรงจากความไม่สงบในพื้นที่ของจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และใน 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา รวมทั้งหมด 290 ตำบล มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม กว่า 8,000 คน

-ส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาให้กับเด็กนักเรียนคนพิการ จัดการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการขึ้นเพื่อให้เด็กนักเรียนคนพิการได้มีโอกาสเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาตนเองในด้านกีฬาต่อไป

-ส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส จัดการแข่งขันกีฬานักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อให้เด็กๆเหล่านี้ได้มีโอกาสแสดงความสามารถทางด้านกีฬา และได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนำไปพัฒนาตนเองในอนาคต จากการแข่งขันที่ผ่านมามีนักกีฬาที่พัฒนาตนเองสู่ระดับ จังหวัด เขต และระดับประเทศจากหลายชนิดกีฬาได้แก่ กีฬากรีฑา ฟุตบอล เปตอง และวอลเลย์บอล

-จัดการแข่งขันกีฬาชาวไทยภูเขา เพื่อความเสมอภาคในการเล่นกีฬาของชาวไทยภูเขา ที่มีอยู่ใน 20 จังหวัดของประเทศไทย

-การดำเนินงานด้านอนุรักษ์ศิลปะมวยไทยและกีฬาไทย  ส่งเสริมการออกกำลังกายและเล่นกีฬาโดยใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย ตั้งแต่รากหญ้าพัฒนาไปสู่ระดับโลก โดยกรมพลศึกษา ร่วมกับสภามวยไทยโลก ในพระบรมราชูปถัมภ์  สมาคมกีฬามวยไทย  สมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ และสหพันธ์มวยไทยนานาชาติ (IFMA) ดำเนินการจัดกิจกรรม คีตะมวยไทยสู่นานาชาติ WMC Kita Muaythai Thailand Championship 2023

ปลัดมหาดไทยเยี่ยมชมสวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน พร้อมยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบของโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745771

ปลัดมหาดไทยเยี่ยมชมสวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน พร้อมยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบของโลก

ปลัดมหาดไทยเยี่ยมชมสวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน พร้อมยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบของโลก

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 18.50 น.

ปลัดมหาดไทยเยี่ยมชมสวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน พร้อมยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบของโลก และเตรียมเชิดชูเกียรติด้วยการขยายผลตัวอย่างความสำเร็จของการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

วันที่ 24 กรกฏาคม 2566 เวลา 13.00 น. ที่สวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายประสพโชค อยู่สำราญ นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ดร.ศิริมาเมธ์วดี ศิรธนิตรา ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการจัดการศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นางสาวสิริมา วัฒโน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายเอกวิทย์ มีเพียร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายวสันต์ สุภาภา รองอธิบดีกรมที่ดิน นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอิทธิพงศ์ ตันมณี หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมเยี่ยมชมสวนเกษตร ดร.สมหมาย วันสอน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้การปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สมหมาย วันสอน และ ดร.เพ็ญศรี วันสอน และคณะ ให้การต้อนรับและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยนายสำรวย เกษกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นางมัลลิกา เกษกุล ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต นายนพ พงศ์ ผลาดิศัย นางสาวชนมณัฐ รอดบุญธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ นายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ และนางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมลงพื้นที่ด้วย

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รับมอบเกียรติบัตรคนดีของแผ่นดินจาก ดร.สมหมาย วันสอน ประธานมูลนิธิบัณฑิตคืนถิ่น และเยี่ยมชมพื้นที่ปลูกป่าในเนื้อที่ดินกว่า 200 ไร่ ที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด อาทิ ทุเรียนภูเขาไฟ ไม้ยางพารา ลำไย มะขาม มะไฟ ส้มโอ ขนุน พะยูง มะค่า ยางนา กฤษณา สัก ตะเคียน ที่ถือเป็นต้นแบบของเกษตรกรผู้ปลูกป่าที่มีการสอดแทรกแนวคิดการทำเกษตรที่แตกต่าง พร้อมเพิ่มมูลค่าที่เหมาะกับการศึกษา การทำเกษตรกับธรรมชาติ และปรัชญาชีวิตการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง อยู่แบบพึ่งพิงธรรมชาติอย่างลงตัว พร้อมทั้งร่วมปลูกต้นมหาดไทย (ต้นมะหาด) ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลกินได้ มีรสหวานอมเปรี้ยว ใบ ยอด ดอก และเปลือก มีสรรพคุณทางยา เป็นยาขับพยาธิตัวตืดและพยาธิไส้เดือน หรือใช้ละลายน้ำ ทาแก้ผื่นคัน แก่นไม้เนื้อดี โตเร็ว นำไปสู่การผลิตข้าวของเครื่องใช้ 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณท่าน ดร.สมหมาย วันสอน และ ดร.เพ็ญศรี วันสอน ที่ให้โอกาสชาวมหาดไทยได้มาเป็นลูกศิษย์ เพราะสิ่งที่ท่านเป็น “ครู” นี้ ช่วยต่ออายุให้โลกใบเดียวของเราที่มีอยู่ให้มีอายุยืนยาว ด้วยการเดินตามรอยพระบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีความมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระ ดั่งพระราชเสาวนีย์ที่ได้พระราชทานไว้ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินทรงงานเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขึ้นเขาลงห้วย ทำให้ประชาชนได้ร่วมกันปลูกป่า ได้เล็งเห็นถึงคุณค่าของป่าไม้ ซึ่งอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ได้ลุกขึ้นมาปิดทองหลังพระจนทองล้นไปถึงหน้าพระ นั่นคือการปลูกป่าไม้ในพื้นที่ขนาดใหญ่ ด้วยเวลาถึง 34 ปี จากป่าไม้ที่ใหญ่ กลายเป็นป่าไม้ที่ใหญ่มาก 200-300 ไร่

“ในวันนี้คณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยมีความตั้งใจที่จะมาเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมการปกครอง และกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขประชาชน ในมิติต่าง ๆ ทั้งมิติด้านการปกครอง การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกมิติ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ รวมไปถึงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็ได้ส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเสริมสร้างศักยภาพของเด็ก เยาวชน และประชาชน ด้วยการร่วมสมัครเป็นอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก พ.ศ. 2561 ซึ่ง อปท.สามารถจัดสรรงบประมาณในการศึกษา ฝึกอบรม สนับสนุนกิจกรรมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทั้งต้นไม้ ขยะ น้ำ อากาศ ผ่านกลไกอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก และกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่เป็นหน่วยรับผิดชอบด้านการจัดทำผังเมืองของประเทศ และล่าสุดเป็นผู้รับผิดชอบการจัดทำ “ผังภูมิสังคมเพื่อการบริหารจัดการน้ำในหมู่บ้าน/ชุมชนแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน (Geo – Social Map)” ซึ่งขณะนี้ทำครบ 76 จังหวัดและจะได้เผยแพร่สร้างการรับรู้ให้กับภาคีเครือข่ายได้รับทราบและนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยเมื่อประชาชนมีความสุข ประเทศชาติก็จะเกิดความมั่นคง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้กล่าวอีกว่า ดร.สมหมาย วันสอน และ ดร.เพ็ญศรี วันสอน นอกจากท่านเป็นครูสอนการปลูกป่าด้วยการทำให้เห็น ให้ดูเป็นตัวอย่างแล้ว ท่านยังเป็นครูที่สอนให้เราเป็นคนมีจิตอาสา นับถึงปัจจุบันเป็นเวลา 34 ปีที่ทุ่มเทเป็นต้นแบบ ซึ่งท่านไม่ได้เป็นเพียงคนดีของจังหวัดศรีสะเกษ ไม่ได้เป็นเพียงคนดีของประเทศไทย แต่ท่านเป็นคนดีของโลก ที่หน่วยงานทั่วโลกเขาชื่นชมยกย่อง และมอบรางวัลประเภทต่าง ๆ 

“เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติท่าน ดร.สมหมาย วันสอน “ด้วยการกระทำ” กระทรวงมหาดไทย ขอนำสิ่งที่ท่านได้ทำเป็นต้นแบบ ไปขยายผลให้ทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล โดยขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ และท่านประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดศรีสะเกษ ได้นำผลสำเร็จนี้ ทำให้ทุกส่วนราชการ ทุกอำเภอ ภายใต้การนำของท่านนายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการทุกสังกัด ดำเนินการ 1) ให้ทุกหมู่บ้านค้นหาต้นไม้ต้นใหญ่ที่สุดของหมู่บ้านแล้วขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ไว้ 2) ค้นหาพื้นที่ในการปลูกต้นไม้ที่มีอายุร้อย ๆ ปี ตามพระราชดำริ ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง (ป่า 5 ระดับ) 3) สร้างสรรค์ให้สถานที่ที่เป็นที่ทำงานของชาวมหาดไทย ทั้งศาลากลาง ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปท. ด้วยการปลูกต้นไม้ที่มีไม้อายุยืนยาว เช่น ลำดวน มะหาด ยางนา ยางกราด (สะแบง) จำนวนต้นตามความเหมาะสม และน้อมนำโครงการอนุรักษ์พันธุ์พืชอันเนื่องจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มาประยุกต์ เพื่อให้ต้นไม้ที่มีอยู่กลายเป็นโรงเรียนด้านพฤกษศาสตร์ รวมถึงนำโครงการ 1 อปท. 1 สวนสมุนไพรมาขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และ 4) ให้สำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้นำต้นแบบสิ่งที่ดีนี้ ขยายผลไปยังท่านผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดได้ทำไปพร้อมกับจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อให้เกิดพลังที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า มหาวิทยาลัยป่าไม้แห่งนี้ได้บูรณาการงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนได้ ซึ่งสามารถน้อมนำพระดำริเรื่อง Sustainable Fashion ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในด้านการย้อมสีธรรมชาติ มาประยุกต์ในการปลูกต้นไม้ให้สีธรรมชาติ เป็นป่าไม้สีธรรมชาติ นอกจากนี้ ในเรื่อง “บัณฑิตคืนถิ่น” ยังสอดคล้องกับพระราชเสาวนีย์ ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่อง “คลังสมองของแผ่นดิน” และพระราชดำรัสของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงตรัสไว้ว่า “เราจะเกษียณอายุราชการได้ แต่อย่าได้เกษียณจากการทำประโยชน์ให้กับสังคมและส่วนรวมตามกำลังที่มี” เพื่อทำให้จังหวัดศรีสะเกษเป็นมหานครแห่งความยั่งยืนด้วยการนำของภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมมูลนิธิบัณฑิตคืนถิ่นตลอดไป

ดร.สมหมาย วันสอน กล่าวว่า ตนมีแนวคิดว่า “คนรุ่นเราต้องนำป่ากลับคืนสู่แผ่นดิน” และเมื่อสมัยเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยมหิดลนั้นก็ได้มีโอกาสรับพระราชทานทุนภูมิพลจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทำให้เป็นแรงบันดาลใจในการที่จะต้องเพิ่มพูนความคิดให้มากยิ่งขึ้น และยิ่งเมื่อได้ยินส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงที่ว่า “…แผ่นดินแล้ง พ่อต้องปลูกต้นไม้ไว้ให้เรา…” ก็เกิดคำถามในใจว่า ทำไมเราไม่ปลูกต้นไม้ให้พ่อบ้าง เราต้องปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน

“ผมเริ่มทำเกษตรเมื่อปี 2532 ในรูปแบบ Weekend เพราะในช่วงเวลานั้นตนยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล จึงต้องใช้วันเสาร์-อาทิตย์ ปลูกทุกเมื่อ ทุกเวลาที่อยากปลูก โดยเย็นวันศุกร์นั่งรถกลับมา วันเสาร์ปลูก และเย็นวันอาทิตย์กลับกรุงเทพฯ ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย 33 ปี แต่เป็นเกษตรกร 34 ปี โดยเป้าหมายของการมาทำการเกษตร ไม่ใช่เพื่อร่ำรวย แต่ต้องการหาคำตอบให้พ่อแม่พี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะผู้ที่เป็นหนี้สิน และได้จัดทำโครงการบัณฑิตคืนถิ่นคู่กันไป เพราะศรีสะเกษบ้านเรา มีคนเก่ง แต่ทิ้งถิ่นไปหมด ดังนั้น “ถ้าทรัพยากรมนุษย์คือกำลังสำคัญของการพัฒนา คนเหล่านี้แหละคือกำลังสำคัญ เป็นกำลัง เป็นสมอง เป็นสองมือให้ท้องถิ่น ไม่ใช่ไปอยู่ที่โรงงาน ไปเป็นลูกจ้างเขา” จังหวัดศรีสะเกษมีพื้นที่กว่า 8,800 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่เราไม่มีสมองและสองมือ เพราะเราทิ้งถิ่นไปหมด ผมจึงริเริ่มการเป็นบัณฑิตคืนถิ่น กลับมาพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอน” ดร.สมหมายฯ กล่าว

ดร.สมหมายฯ กล่าวต่ออีกว่า ดินที่ศรีสะเกษเป็นดินที่สมบูรณ์ เพราะได้อิทธิพลจากภูเขาไฟเดิม ทำให้มีสิ่งดี ๆ คือ 1) ดินดี 2) น้ำดี (น้ำฝนและน้ำใต้ดิน) 3) ผลผลิตดี โดยพื้นที่ในบริเวณศูนย์เรียนรู้นี้ แต่เดิมเป็นพื้นที่ว่าง เกษตรกรนิยมปลูกพืชล้มลุก จำพวกข้าวโพด มันสำปะหลัง ฟัก แฟง คนจึงมาให้ความรู้และเปลี่ยนเป็นเกษตรยืนต้น เพราะได้ให้แนวคิดว่า พืชล้มลุกไม่เป็นไร แต่คนปลูกจะล้มไม่ลุก จึงเปลี่ยนเป็นการเกษตรพืชยืนต้น 100% มีไม้ผล ไม้ยางพารา ไม้เศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งตนขอชื่นชมแนวความคิดของท่านสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้กล่าวไว้ว่า “ในการที่เราจะเปลี่ยนคน เราต้องทำให้ดู เมื่อเราทำให้ดู เขาก็จะทำตาม” เช่น ตัว A ที่ท่านว่า คือ Agent ที่นี่ก็มีเกษตรกร มีผู้นำท้องถิ่น และมีคนมาศึกษาดูงานอบรมปีนึง 3-4 พันคน  และที่นี่ก็เป็นศูนย์แก้จน ทุกคนที่ยากจนเราจะช่วย ส่งเสริมให้เขามีแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพ อาทิ ทำนา 1 ไร่ได้ 1 ตัน ปลูกข้าว 1 กอให้แตก 50 รวง ส่งเสริมให้เขามีงาน มีอาชีพ มีรายได้ สามารถดูแลตนเองให้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และอีกประการหนึ่งคือการปลูกไม้ยืนต้นจำนวนมากก็จะส่งผลให้เกิดคาร์บอนเครดิตเพื่อที่จะส่งเสริมการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอีกด้วย

ด้าน ดร.เพ็ญศรี วันสอน กล่าวว่า 35 ปีที่ผืนดินบริเวณนี้ที่ ดร.สมหมาย พยายามสร้าง ตอนนี้ต้นไม้เราโตมาก และเครือข่ายก็ขยายส่งไปเรื่อย ๆ 35 ปีเราส่งต่อความรัก ความผูกพันต่อป่า ต่อมาตุภูมิ ผ่านบัณฑิตคืนถิ่นและคนที่มาเยี่ยมชม ดูงาน เหนือสุดจรดใต้สุด ตะวันตกจรดตะวันออก รวมถึงในต่างประเทศ ขอเรียนว่าเป็น 35 ปีที่ไม่เคยมีวันหยุด ไม่เคยมีวันท้อ เราต้องการส่งต่ออุดมการณ์ความรักผืนป่า เพราะทุกวันนี้พิสูจน์แล้วว่า ป่าให้อะไรกับเรามาก และถึงเวลาที่เราจะต้องให้อะไรคืนสู่ป่า

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา กรกฎาคม พ.ศ. 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745668

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา กรกฎาคม พ.ศ. 2566

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 14.58 น.

วันที่ 24 กรกฎาคม 2566 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา กรกฎาคม พุทธศักราช 2566 มีใจความว่า เลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า การพระราชพิธีศุภมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2566 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดดังรายการต่อไปนี้

วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ ประตูราชสำราญ รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่ประตูกำแพงแก้วพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ด้านตะวันออก

เวลา 10 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยทางพระทวารเทวราชมเหศวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ บนพระราชบัลลังก์ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร

เจ้าพนักงานรัวกรับและเปิดพระวิสูตร เจ้าพนักงานชูพุ่มดอกไม้ทองให้สัญญาณ ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ขณะนั้นทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ฝ่ายละ 21 นัด

สมเด็จพระนางจ้าฯ พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ครั้นสุดเสียงประโคมแล้ว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล ตามลำดับ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสตอบ จบแล้ว เจ้าพนักงานรัวกรับและปิดพระวิสูตร เจ้าพนักงานชูพุ่มดอกไม้ทองให้สัญญาณ ชาวพนักงานประโคมเช่นเวลาเสด็จออก กองทหารเกียรติยศถวายความเคารพ ดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวรไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

เวลาบ่าย เจ้าพนักงานเตรียมการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลที่พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งตู้เทียนเท่าพระองค์ เทียนพระมหามงคล บัตรเทวดานพเคราะห์และเครื่องนมัสการไว้พร้อม

ส่วนที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัชกาลที่ 9 พระกรัณฑ์ดวงพระบรมราชสมภพประดิษฐานบนพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร และตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐานพระพุทธรูป เทวรูปองค์อภิบาลและองค์แทรกพระชนมพรรษา พร้อมด้วยตู้เทียนเท่าพระองค์ เทียนพระมหามงคลและเครื่องนมัสการไว้พร้อม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง

เวลา 17 นาฬิกา รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่ประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสด็จพระราชดำเนินไปยังชานหน้าพระอุโบสถ บรรพชิตญวนและจีนถวายพระพร แล้วเสด็จเข้าพระอุโบสถ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนพระมหามคล เทียนเท่าพระองค์ แล้วทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ พระพุทธเลิศหล้านภาไลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนที่โต๊ะหน้าอาสน์สงฆ์ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ นวัคคหายุสมธัมม์ ทรงจุดเทียนที่บัตรเทวดานพเคราะห์ โหรหลวงบูชาเทวดานพเคราะห์ เสด็จลงชานหน้าพระอุโบสถ พระราชทานราชสังคหวัตถุแก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้สูงอายุฝ่ายหน้า-ฝ่ายใน แล้วเสด็จฯ ไปประทับรถยนต์พระที่นั่งที่ประตูเกยหลัง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไปเทียบที่หน้าพระทวารเทเวศรรักษา เสด็จเข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการสถาปนาสมณศักดิ์ จบแล้ว พระสงฆ์ 10 รูป เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย แตร ดุริยางค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนหิรัญบัฏ สัญญาบัตร พัดยศ ผ้าไตร แด่พระสงฆ์ซึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ใหม่ตามลำดับ

พระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ถวายอนุโมทนา สมเด็จพระราชาคณะ ถวายอดิเรก เจ้าหน้าที่กรมการศาสนานิมนต์พระสงฆ์ 72 รูป ที่จะเจริญพระพุทธมนต์การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาเข้านั่งอาสน์สงฆ์ในพระที่นั่งแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดเทียนพระมหามงคล เทียนเท่าพระองค์และธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป เทวรูปองค์อภิบาลและองค์แทรกพระชนมพรรษาแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัซกาลที่ 9 ทรงศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ระหว่างพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวร ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราชแล้ว เสด็จลงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่งที่พระทวารเทเวศรรักษา เสด็จพระราชดำเนินกลับ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ในวันนี้ตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ถึงเวลา 12 นาฬิกา สำนักพระราชวัง ได้จัดที่สำหรับลงพระนามและลงนามถวายพระพรไว้ที่ในพระบรมหาราชวัง

อนึ่ง เนื่องในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการและประชาชน เข้าถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชที่ปราสาทพระเทพบิดร ตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา

วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม 2566 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ ประตูราชสำราญ รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่ประตูกำแพงแก้ว พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ด้านตะวันออก

เวลา 10 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราช แล้วเสด็จลงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยทางพระทวารเทวราชมเหศวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป เทวรูปองค์อภิบาลและองค์แทรกพระชนมพรรษาแล้ว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร รัชกาลที่ 9

พระสงฆ์ถวายพรพระจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนปิ่นโตภัตตาหารแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นอกนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์องคมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ประเคนตามลำดับแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ถวายศีลและถวายพระธรรมเทศนามงคลวิเศษกัณฑ์ 1 จบแล้ว พระสงฆ์ถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์แล้ว ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะเจ้าคณะรองและพระราชาคณะ พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรถยนต์พระที่นั่งที่พระทวารเทเวศรรักษา เสด็จพระราชดำเนินกลับพระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต

เจ้าพนักงานตั้งบายศรี แก้ว ทอง เงิน เวียนเทียนสมโภชดวงพระบรมราชสมภพ

อ่านหมายกำหนดการฉบับเต็ม

กองทุน ววน.เตรียมเปิดรับคำของบประมาณ พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปีแรก’67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745657

กองทุน ววน.เตรียมเปิดรับคำของบประมาณ พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปีแรก’67

กองทุน ววน.เตรียมเปิดรับคำของบประมาณ พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปีแรก’67

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 14.36 น.

กสว.เห็นชอบให้กองทุน ววน. เปิดรับคำของบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เริ่มปีแรกในปีงบ 2567 พร้อมเห็นชอบแนวทางการจัดทำแผนด้าน ววน. ปี 2571-2575 โดยให้ สกสว. เชิญทุกภาคส่วนร่วมให้ความเห็นเพื่อให้เป็นแผนของประเทศอย่างแท้จริง และเน้นเรื่องการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม 

ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีวาระสำคัญ คือ การเห็นชอบขอบเขตและแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเปิดรับคำของบประมาณในปีงบประมาณ 2567 โดยจะเป็นปีแรกที่กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เปิดรับคำของบประมาณโครงการดังกล่าว รวมถึงเห็นชอบการจัดทำหลักเกณฑ์การจัดทำคำของบประมาณและการจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจะต้องมีมิติของการเพิ่มศักยภาพหรือพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับแผนด้าน ววน.ของประเทศ เพื่อให้สามารถยกระดับความสามารถในการผลิตและการบริการ ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และความเป็นอยู่ของสังคม รวมถึงการเพิ่มสมรรถนะในการรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการพัฒนาประเทศ และการต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยประธาน กสว. เสนอว่าควรมีผู้แทนของกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตร สาธารณสุข อุตสาหกรรม ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองคำของบประมาณสำหรับโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย 

ที่ประชุมยังให้ความเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการระยะยาว พ.ศ. 2566-2570 ของกองทุน ววน. ของประเทศ ฉบับทบทวน สำหรับปีงบประมาณ 2567 ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และพันธกิจของกองทุนฯ เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงาน และเป็นเครื่องมือติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนฯ โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับศักยภาพและขับเคลื่อนระบบ ววน. อย่างมีส่วนร่วม ส่งมอบงานให้เป็นที่ประจักษ์ได้ตามเป้าหมาย ตอบสนองต่อโจทย์และความท้าทายของบริบทประเทศและบริบทโลก

พร้อมกันนี้ กสว. ได้ให้ความเห็นชอบ (ร่าง) แนวทางการจัดทำแผนด้าน ววน. ของประเทศ พ.ศ. 2571-2575 เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดทำแผนให้สอดคล้องกับแผนระดับประเทศ กรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระดับโลก รวมถึงตอบสนองบริบทความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของภาคส่วนต่าง ๆ และความต้องการเชิงพื้นที่ นอกจากนี้ยังให้เน้นแผนในส่วนของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ที่ชัดเจนมากขึ้น และแผนด้านการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ต้องชัดขึ้นในแผนฉบับถัดไป ก่อนขออนุมัติต่อที่ประชุม ครม. ในเดือนมิถุนายน 2569 ต่อไป 

ประธาน กสว. ระบุว่า แผนดังกล่าวจะเป็นแผนที่ท้าทายที่จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณและการดำเนินงานตามเป้าหมาย จึงขอให้เชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมกันยกร่างแผนด้าน ววน. เพื่อให้เห็นว่าเป็นแผนของประเทศอย่างแท้จริง โดยมีจุดร่วมคือเป้าหมายและกลยุทธ์ในการขับเคลื่อน นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นว่าควรเน้นเรื่องการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยภายใต้แผนงานต่าง ๆ รวมถึงการต่อยอดความสำเร็จ เติมเต็มจุดอ่อนของแผนและประเด็นในรอบนี้

โครงการWorkshopเชิงวิจัย‘Next Leap’ เพื่อผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745482

โครงการWorkshopเชิงวิจัย‘Next Leap’ เพื่อผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

โครงการWorkshopเชิงวิจัย‘Next Leap’ เพื่อผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนทั้งโลกทั้งทางด้านการทำงาน ชีวิตประจำวัน การแพทย์ การศึกษา ธุรกิจต่างๆ และอื่นๆ การปรับตัวให้ทันกับการพัฒนาของเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็น “ทางทีมวิจัยของ Research Unit in Finance and Sustainability in the Disruption Era ของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้คิดริเริ่มโครงการวิจัยเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Technology Adoption) เพื่อผลักดันและกระตุ้นให้องค์กรต่างๆ ของประเทศไทยเห็นถึงความสำคัญในประเด็นนี้

รศ.ดร.ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ Head of Research Unit in Finance and Sustainability in the Disruption Era สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการวิจัยกล่าวว่า “ในปัจจุบันเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีอุบัติใหม่ (Emerging Technology) ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอัตโนมัติอย่าง ChatGPT ที่จะเข้ามาปฏิวัติการทำงาน (Revolutionized Work) เทคโนโลยีบล็อกเชนที่จะเข้ามาปฏิวัติความเชื่อที่มีต่อตัวกลาง (Revolutionized the Trusted 3rd Parties)

หรือ เทคโนโลยีโลกเสมือนอย่าง Metaverse ที่จะเข้ามาปฏิวัติการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ (Revolutionized Human Interaction) มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วมาก โดยองค์กรในเมืองไทยทั้งขนาด ใหญ่ กลาง และเล็ก ต่างก็อยู่ในคลื่นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเหล่านี้ทั้งสิ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะมีผลกระทบมหาศาลต่อองค์กรจำนวนมากในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเหมาะสมและ “อย่างทันท่วงทีเป็นเรื่องที่มีความท้าทายเป็นอย่างสูง” จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทีมวิจัยทำวิจัยโครงการนี้

สำหรับจุดเด่นของโครงการนี้ รศ.ดร.ปิยะชาติ กล่าวว่ามีอยู่หลักๆ 2 ประการ โดยประการแรก คือใช้ Action Research แทนการวิจัยแบบเดิมๆ โดย Action Research เป็นการทำการวิจัยที่เน้นการแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กันกับการทำการศึกษาวิจัย เป็นการสร้างผลกระทบหรือ Impact ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่การทำวิจัย เขียนตำรา หรือตีพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการเพียงอย่างเดียว โดยทีมวิจัยจะเข้าไปร่วมกับองค์กรต่างๆในการช่วยให้องค์กรเหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอุบัติใหม่ (หรืออย่างน้อยก็เริ่มต้นกระบวนการ) ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ประการที่สอง คือโครงการนี้ใช้แนวคิดในการออกแบบกิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่ได้ประยุกต์ใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ที่สามารถสรุปออกมาเป็นตัวย่อ “ACT” หรือ “Assessing” “Co-Creating ” และ “Targeting” โดยองค์ประกอบแรก Assessing จะเป็นการประเมิน (ผ่านแบบสอบถามออนไลน์) เพื่อให้ทราบว่าองค์กรมีระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับองค์กรอื่นๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ซึ่งการประเมินนี้สามารถลงรายละเอียดได้ถึงระดับหน่วยงานหรือระดับบุคลากร โดยในปัจจุบันยังไม่มีฐานข้อมูลที่องค์กรต่างๆ สามารถนำไปเปรียบเทียบเพื่อให้ทราบว่าองค์กรมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอยู่ในระดับใด มากเกินไป (อาจเป็นการสร้างค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น) หรือน้อยเกินไป (อาจทำให้องค์กรขาดความสามารถในการแข่งขัน) หรือไม่ หากจะให้เปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ การประเมินนี้จะคล้ายๆ กับการที่คนเราจะต้องมีการตรวจสุขภาพโดยประจำ

การประเมินนี้อาจเรียกว่าเป็นการ “ตรวจสุขภาพองค์กร” อย่างที่เราทราบกันดีว่าการตรวจสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเรามีสุขภาพดี เพราะการทราบว่ากำลังมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาในเรื่องใด ย่อมเป็นสาเหตุให้เราเริ่มปรับตัวเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงในด้านนั้นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ย่อมดีกว่าการรักษาภายหลังอย่างแน่นอน ดังนั้นการตรวจสุขภาพองค์กรในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจ (จากการเปรียบเทียบการปฏิบัติของผู้อื่นในสังคม หรือ Social Norm) ให้องค์กร หน่วยงาน และบุคลากรเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างตรงเป้า

องค์ประกอบที่สอง Co-Creating คือการสร้างกิจกรรมให้บุคลากรในองค์กรได้มีส่วนร่วมในการออกแบบการเปลี่ยนแปลงขององค์กรแทนการรับคำสั่งจากผู้บริหารเพียงฝ่ายเดียว โดยในโครงการจะแบ่งบุคลากรออกเป็นกลุ่มๆ โดยแต่ละกลุ่มจะช่วยกันระดมสมองเพื่อเสนอแนวทางหรือโครงการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร ในปัจจุบันองค์กรจำนวนมากประสบปัญหาภาวะการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง (Resistant to Change)

อย่างไรก็ดี หากเราอาศัยแนวคิดทางจิตวิทยาที่เรียกว่าMotivational Interviewing จะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติที่สำคัญประการหนึ่งว่า คนเราชอบทำในสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็น “ความคิดของตัวเอง” มากกว่าความคิดของผู้อื่น (แม้ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม) ดังนั้นการสร้างการมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงกับบุคลากรในองค์กรจะช่วยลดปัญหาภาวะการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้องค์กรยังได้รับแนวทางหรือโครงการใหม่ๆ ที่ถูกคิดขึ้นจากบุคลากรที่รู้จักธรรมชาติขององค์กรเป็นอย่างดี

และท้ายที่สุดกระบวนการนี้จะเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่รับผิดชอบต่อสังคม (Responsible Transformation) เพราะแทนที่องค์กรจะแก้ปัญหาภาวะการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงโดยการปลดบุคลากรที่ต่อต้านออก (ด้วยวิธีหรือเทคนิคใดๆ ก็ตาม) ซึ่งเป็นการผลักภาระและสร้างปัญหาให้กับสังคม องค์กรที่เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วมร่วมจะสามารถช่วยให้บุคลากรเหล่านี้ ที่จริงๆ แล้วอาจจะเป็นทรัพยากรที่มีค่าอย่างมากต่อองค์กรสามารถปรับตัวและอยู่ร่วมพัฒนาองค์กรท่ามกลางคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงไปได้

องค์ประกอบที่สาม Targeting คือการกำหนดเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสมเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ทันท่วงทีและยั่งยืน โดยหลังจากที่บุคลากรได้นำเสนอแนวทางหรือโครงการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงขององค์กรแล้ว ทางทีมวิจัยจะช่วยให้คำแนะนำในการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดของการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสม พร้อมทั้งร่วมติดตามผลของการเปลี่ยนแปลงโดยต่อเนื่อง

ซึ่งการกำหนดเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงที่ดีจะต้องมองการเปลี่ยนแปลงเสมือน “การเดินทาง” (Journey) ที่ประกอบไปด้วยเป้าหมายแห่งชัยชนะเล็กๆ (Small Wins) ที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงสามารถวัดผลและติดตามผลได้จริง ร่วมทั้งเป็นโอกาสให้บุคลากรได้ร่วมฉลองความสำเร็จแห่งชัยชนะเล็กๆ หลายๆ ครั้ง ซึ่งยิ่งจะเป็นตัวอย่างให้บุคลากรคนอื่นๆ อยากได้รับชัยชนะแบบนี้ด้วย

โดยในปีที่ผ่านมา ทางทีมวิจัยได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในโรงพยาบาล ทางทีมวิจัยได้เข้าไปร่วมมือกับ รพ.ศิริราช และ รพ.รามาธิบดี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ชั้นนำของประเทศ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าโรงพยาบาลเหล่านี้แต่ละวันมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในอนาคตที่ผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ที่ต้องไปโรงพยาบาลจะมีจำนวนมากขึ้นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันแพทย์ พยาบาล จะมีจำนวนน้อยลง ซึ่งนับว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีที่ทางทีมวิจัยจะเข้าไปเรียนรู้และช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

โดยผู้ที่เข้าร่วมในโครงการมี ผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ซึ่งหลังจากที่ผู้เข้าร่วมได้รับรู้ข้อมูลว่าเทคโนโลยีที่สำคัญเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง และกรอบแนวคิดในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้คืออะไร ผู้เข้าร่วมจึงได้ระดมสมองและนำเสนอแนวคิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กรให้กับผู้บริหารขององค์กรและทีมวิจัยฟัง โดยแนวคิดที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้

เช่น แนวคิดการสร้างแอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถทราบสถานะว่าขณะนี้ขั้นตอนการมาพบแพทย์ถึงขั้นตอนไหน ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการรอพบแพทย์ จ่ายเงิน รอยา ตอนนี้เหลืออีกกี่คิว เหลืออีกกี่นาที เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่จำเป็นต้องมารอหน้าห้องตรวจหรือห้องยาอย่างแออัด หรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือแนวคิดการประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นอย่างมีประสิทธิภาพ หากมีผู้ป่วยที่ต้องพบแพทย์โดยด่วน ก็จะสามารถทำได้รวดเร็วขึ้น

สุดท้ายนี้ รศ.ดร.ปิยะชาติ ได้เสริมว่า โครงการนี้เป็นการทำวิจัยรูปแบบใหม่ ที่นอกจากจะเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ แล้ว ยังเน้นการสร้างผลกระทบหรือ “Impact” ให้เกิดขึ้นจริง ในขณะนี้ทางทีมวิจัยมีความยินดีที่จะร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งองค์กรขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก โดยองค์กรที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ce@sasin.edu

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์

แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘สสว.-มข.’ร่วมจัดทำข้อมูลคู่ค้าต่างชาติ หนุน‘SMEs’ไทยบุกตลาดต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745484

‘สสว.-มข.’ร่วมจัดทำข้อมูลคู่ค้าต่างชาติ  หนุน‘SMEs’ไทยบุกตลาดต่างประเทศ

‘สสว.-มข.’ร่วมจัดทำข้อมูลคู่ค้าต่างชาติ หนุน‘SMEs’ไทยบุกตลาดต่างประเทศ

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) จัดพิธีเปิดกิจกรรมเสวนา หัวข้อ “ก้าวให้ทันในวันที่ตลาดเปลี่ยน..กับเซียนยักษ์ใหญ่ 3 แผ่นดิน”ภายใต้กิจกรรมการศึกษาการจัดทำข้อมูลเครือข่ายผู้ให้บริการและรายละเอียดการให้บริการของต่างชาติ เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการสสว. กล่าวว่า สสว. ร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์ มข. จัดงานครั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลของเครือข่ายพันธมิตรสากล

ซึ่งในปัจจุบัน สสว. ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)ต่อผลกระทบทั้งทางด้านบวกและด้านลบที่จะเกิดขึ้น เมื่อ SMEs ไทยก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ จากข้อมูลสถานการณ์ SMEs ของไทย พบว่า มีระดับการเข้าสู่สากลน้อยเกินไป ทั้งในแง่ของจำนวน SMEsที่เป็นผู้ส่งออกและมูลค่าการส่งออก จึงมีความจำเป็นต้องส่งเสริมให้ SMEs ที่มีศักยภาพสามารถเข้าไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศให้ได้มากขึ้น เพื่อช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

สสว. จึงเล็งเห็นความสำคัญในการดำเนินงานพัฒนาข้อมูลการตลาดต่างประเทศเชิงลึกที่จะช่วยสนับสนุน SMEs ในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ หรือเรียกว่า Market intelligence ที่ครบถ้วน เพื่อให้ SMEs มีข้อมูลด้านสภาพแวดล้อมทางการตลาดของประเทศคู่ค้าที่เพียงพอและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจวางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สภาพเศรษฐกิจ ข้อมูลด้านการตลาดเชิงลึก พฤติกรรมผู้บริโภค กฎระเบียบ ข้อบังคับ มาตรฐาน ขั้นตอนการส่งออก หน่วยงานสำคัญ เป็นต้น

ซึ่งจะช่วยให้ SMEs วิเคราะห์ถึงแนวโน้มและการคาดการณ์ความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ดังนั้นสสว. จึงเห็นควรให้ดำเนินกิจกรรมการศึกษาการจัดทำข้อมูลเครือข่ายผู้ให้บริการและรายละเอียดการให้บริการของต่างประเทศ โดยร่วมกับ คณะเศรษฐศาสตร์มข. เพื่อพัฒนาให้มีข้อมูลสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ (Market intelligence) ของ สสว. และเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้อย่างเหมาะสมต่อไปในอนาคต

ดร.วิมลกานต์ กล่าวต่อไปว่าในวันนี้ สสว. ร่วมกับ มข. จัดกิจกรรมงานเสวนาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลของเครือข่ายพันธมิตรสากล โดยที่นอกจากผู้ให้บริการ (Service Desk) จะมีหน้าที่หลักในการให้บริการผู้ประกอบการ SMEs แล้วผู้ให้บริการยังเป็นแหล่งข้อมูลการค้าการลงทุนในตลาดต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ได้ดี เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงและประกอบกับมีความเชี่ยวชาญที่สามารถวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง และความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศได้เป็นอย่างดี

“และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพของเครือข่ายผู้ให้บริการพันธมิตรสากลของไทย ดังกล่าว ในปีนี้ สสว. จึงได้จัดดำเนินทำกิจกรรมเสวนาการเผยแพร่ข้อมูลเครือข่ายผู้ให้บริการพันธมิตรสากลจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ครอบคลุมมิติที่เป็นที่ต้องการของ SMEs ไทย เพื่อมาถ่ายทอดองค์ความรู้และเผยแพร่ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์หรือสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศต่อไปได้” รอง ผอ.สสว.กล่าว

งานครั้งนี้ยังมี ศ.ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมในพิธี อนึ่ง ภายใต้กิจกรรมดังกล่าว จะมีการจัดงานเสวนาอีกจำนวน 2 ครั้ง ในวันอังคารที่ 29 ส.ค. 2566 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องกมลมาศ ชั้น 6 โรงแรม เดอะสุโกศล กรุงเทพฯ และวันพฤหัสบดีที่ 31 ส.ค. 2566 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้อง Glowfish event space ชั้น 2 โรงแรม Ad Lib Khon Kaen อ.เมือง จ.ขอนแก่น ต่อไป