‘ท่องเที่ยวฯDPU’สร้างแรงบันดาลใจเฟรชชี่ ‘เปิดโลก 2.3 M Followers’ต่อยอดอาชีพออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745486

‘ท่องเที่ยวฯDPU’สร้างแรงบันดาลใจเฟรชชี่  ‘เปิดโลก 2.3 M Followers’ต่อยอดอาชีพออนไลน์

‘ท่องเที่ยวฯDPU’สร้างแรงบันดาลใจเฟรชชี่ ‘เปิดโลก 2.3 M Followers’ต่อยอดอาชีพออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) จัดกิจกรรม “เปิดโลก 2.3 M Followers” พบ “เชฟหยก” Influencer สายอาหารชื่อดังเจ้าของฉายา “เชฟกระทะยักษ์” ที่มีผู้ติดตามถึง 2.3 ล้านคนทาง TikTok มาบอกเล่าประสบการณ์ เติมเต็มไอเดียเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ร่วมงาน เนื่องจากในปัจจุบันการสร้าง content ในสื่อ social นับว่าเป็นพลังด้านบวกให้กับผู้เริ่มต้นประกอบธุรกิจ

นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. กล่าวว่า คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มุ่งเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการลงมือปฏิบัติจริง โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญ เชฟ influencer หรือบุคคลที่ประสบความสำเร็จในอาชีพสายท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งเป็นสาขาที่สามารถทำงานได้หลากหลายมาเป็นวิทยากรหรืออาจารย์พิเศษ เพิ่มเติมไอเดียองค์ความรู้ และทักษะต่างๆ ที่มากกว่าการเรียนรู้ในห้องเรียน

“โดยครั้งแรกได้มีการจัดกิจกรรม A day with Chef Kapom @DPU” โดยเชิญ เชฟกะปอม แชมป์จากรายการ Master Chef Thailand Season 2 และ Youtuber ชื่อดังที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคนในเวลาเพียง 11 เดือน มาสาธิตการทำอาหารจากพืชผักสวนครัว ได้รับความนิยมสนใจจากนักศึกษาจำนวนมาก จากการจัดกิจกรรมครั้งที่ผ่านมา ได้เห็นการทำอาหารของนักศึกษาที่เน้นทั้งเรื่องรสชาติความอร่อย และหน้าตาของอาหารที่น่ารับประทาน ซึ่งรสชาติและหน้าตาของอาหารเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะในปัจจุบันเมื่อรสชาติอร่อย ถูกปาก หน้าตาดีถูกใจจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้บริโภค และทำให้ผู้บริโภคติดใจอาหารและอยากติดตามเชฟมากขึ้น” นางวสุกานต์ กล่าว

คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. ยังกล่าวอีกว่า การที่นักศึกษาได้รับประสบการณ์จากเชฟผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จ หรือ เชฟ influencer ที่ไม่ได้เก่งเฉพาะการทำอาหารแต่ยังเก่งในด้านการตลาด ทำให้เกิดการจุดประกายในการสร้างอาชีพอีกมากมายให้แก่เด็ก และทำให้นักศึกษาได้รู้และเข้าใจว่าการเป็นเชฟที่เก่งต้องประกอบกับอะไรบ้าง ต้องใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการนำเสนอและการทำอาหารแข่งกันที่เวลา ที่สำคัญนักศึกษาจะได้รับแรงบันดาลในการประกอบอาชีพเชฟและต่อยอดสู่อาชีพอื่นๆ

สำหรับกิจกรรมเปิดโลก 2.3 M Followers เป็นการจัดกิจกรรมครั้งที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสและเตรียมความพร้อมเฟรชชี่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้มีมุมมอง ไอเดีย เรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์จริง ทำให้นักศึกษาได้เห็นต้นแบบในการเป็นเชฟ ยิ่งในโลกทุกวันนี้ทุกอย่างไปอยู่ในโลกออนไลน์ การเป็นเชฟไม่ได้จำเป็นจะต้องขายตามหน้าร้านเท่านั้น แต่ยังทำให้นักศึกษาได้มีองค์ความรู้หลักการตลาดร่วมด้วย เพื่อทำให้นักศึกษาสามารถทำอาหารและเป็นที่รู้จักแก่คนในสังคม อนึ่ง การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ได้ร่วมมือกับทางสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และหลายๆ คณะ

เพราะการทำงานคณะเดียวอาจจะได้รับประสบการณ์ด้านเดียว แต่มหาวิทยาลัยมีคณาจารย์ มีรุ่นพี่นักศึกษาจากหลากหลายคณะ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำกิจกรรมร่วมกันโดยเฉพาะนักศึกษาคณะท่องเที่ยวและการโรงแรมที่ต้องมีทักษะรอบด้าน เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และต้องเน้นเรื่องของ service mind และทักษะภาษาที่ 3 ซึ่งจะเปิดภาษาเกาหลีในเร็วๆ นี้ รวมถึงการขายของออนไลน์ ทักษะเหล่านี้ต้องเติมเต็มให้แก่นักศึกษาเพื่อจะได้มีความพร้อมในการทำงาน หรือเป็นผู้ประกอบการขายของทางออนไลน์ได้เอง ลดความเสี่ยงเมื่อธุรกิจปิดตัวลง

ด้าน “เชฟหยก” นายปาฏิหาริย์ กว้างเจริญ เปิดเผยว่า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาถ่ายทอดความรู้ และสาธิตการทำอาหารฟิวชัน “เมนูผัดไทยหมี่ซั่ว” ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับจีน เนื่องจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ รับนักศึกษาเข้าเรียนทั้งชาวไทย และชาวจีน จึงเป็นที่มาของเมนูดังกล่าว รวมทั้งเพื่อเป็นประโยชน์แก่น้องๆ นักศึกษา

ซึ่งที่เลือกมาร่วมกิจกรรมกับทางคณะท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. เพราะต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้ หรือเทคนิค ทักษะต่างๆ ที่เรามีแก่น้องๆ นักศึกษาคนรุ่นใหม่ ซึ่งการเรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์อย่างแท้จริงควบคู่กับองค์ความรู้ที่พวกน้องๆได้เรียนมาจะเป็นเสมือนเส้นทางลัด เมื่อเข้ามาสู่อาชีพเชฟจะได้มีทักษะรอบด้าน และมีความโดดเด่น

“การจะอยู่รอดในทุกอาชีพนั้น หากอยู่อันดับต้นๆ ของสายอาชีพก็จะทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานมากขึ้น ซึ่งการเป็นเชฟในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย แต่ตำแหน่งงานน้อยลง อย่างเมื่อก่อนมีการจ้างเชฟครัวจีน 20 กว่าคน แต่ตอนนี้จ้างไม่ถึง 10 คน ดังนั้น การแข่งขันค่อนข้างสูง เชฟต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะการทำอาหารมีการเปลี่ยนแปลงตามความนิยมของผู้บริโภค” เชฟหยก กล่าวในตอนท้าย

น้อมนำพระดำริ ‘เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ’ ปลัดมท.สานต่อผ้าบาติก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745265

น้อมนำพระดำริ  ‘เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ’  ปลัดมท.สานต่อผ้าบาติก

น้อมนำพระดำริ ‘เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ’ ปลัดมท.สานต่อผ้าบาติก

วันเสาร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปลัดมหาดไทยจับมือนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เปิดงานพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก “บาติกโมเดล” สู่ตลาดสากล ร่วมกันน้อมนำพระดำริ “เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ” มุ่งพัฒนาผู้ผลิตผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อคนไทยมีความมั่นคงด้านเครื่องนุ่งห่มและเป็นผู้นำแฟชั่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดโครงการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก“บาติกโมเดล” สู่ตลาดสากล กิจกรรมที่ 3 จัดกิจกรรมทดสอบตลาด การประชาสัมพันธ์ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์

โดยนายสุทธิพงษ์กล่าวว่า เป็นพระกรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงห่วงใยและทรงมีพระประสงค์อยากเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงมุ่งมั่นแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการทรง “สืบสาน รักษา และต่อยอด” พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระอัยยิกาของพระองค์ท่าน ด้านงานหัตถศิลป์ หัตถกรรมไทย งานผ้าไทย โดยพัฒนาต่อยอดทักษะทางฝีไม้ลายมือ ศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็น DNA ของคนไทย มาแปรเปลี่ยนเป็นผ้าทอมือ ที่สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานโครงการพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” พร้อมทั้งทรงออกแบบลวดลายผ้า และพระราชทานลายผ้าพระราชทาน ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ และผ้าลายพระราชทานผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา และล่าสุดลายผ้าบาติกลายดอกรักราชกัญญา ซึ่งพระองค์ทรง “ต่อยอด” จากพระราชปณิธานของพระอัยยิกา ด้านหัตถกรรมมาแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการ”สืบสาน รักษา” ที่มีต้นเค้าต้นแบบดั้งเดิมของบรรพบุรุษไทย โดยนำความสวยงามของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาประดิษฐ์เป็นลวดลายต่างๆ รวมถึงดัดแปลงให้เข้ากับลวดลายดั้งเดิม แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยอันกว้างขวางยิ่ง ที่ทรงมีต่อศิลปกรรมไทย และทำให้เป็นที่ประจักษ์ว่าพระองค์ทรงชื่นชมชื่นชอบ เมื่อทอดพระเนตรผลงานของพวกเรา ซึ่งเป็นผู้ผลิตผ้าที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์และทำผลงานตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือผู้บริโภคได้ตามอิสระ”ปลัด มท.กล่าว

และว่า ทรงย้ำเตือนสิ่งสำคัญให้พวกเราพึงนำมาใช้อยู่เสมอคือ “สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน” ด้วยการสอนให้ผู้ประกอบการตระหนักและคำนึงถึงสารเคมีที่เกิดจากการย้อมผ้า ที่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม จึงทรงพระราชทานพระดำริและทรงสอนให้ใช้สีธรรมชาติมาย้อมผ้า ถ้านึกย้อนไปจะสอดคล้องกับเมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพ ด้วยการทอผ้าไหมผ้าฝ้าย สอนให้ประชาชนที่เดือดร้อนทอผ้า ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างรายได้นอกเหนือจากทำไร่ทำนา ทำเกษตรกร เมื่อหมดฤดูกาลทำเกษตร นับเป็นอีกหนึ่งกุศโลบายที่พระองค์ทรงทำให้ชาวบ้านได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะการทอผ้าเพื่อหารายได้มากขึ้น ทำให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

. ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสามารถพูดได้แล้วว่า เราสำเร็จเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อประชาชนโดยแท้จริง ด้วยพระกรุณาธิคุณ เพราะหลังจากพระองค์ได้พระราชทานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ช่วง 2-3 ปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการ ช่างทอผ้า คนทำผ้าทั่วประเทศ มีรายได้รวมกว่า 48,000 ล้านบาท และล่าสุดต้นปีที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” มาผสมกับลายผ้าบาติกของคนใต้ เพิ่มเติมจากลวดลายผ้าบาติกเดิม

ซึ่งหลังลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ประกอบการจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะจ.นราธิวาส และปัตตานี ทำให้เราได้พบสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจคือ พวกเราได้เห็น “พระรูป” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ถูกติดอยู่ที่ฝาผนังตามบ้านของกลุ่มผ้าบาติกต่างๆ

นอกจากนี้ สถานที่เหล่านั้นยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยกันฝึกฝนให้คนในกลุ่มได้มีทักษะทอผ้ามีฝีมือดีขึ้น และเมื่อลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบ้านดอนกอย อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้น้อมนำพระดำริมาขับเคลื่อนต่อเนื่อง ทั้งช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการคัดแยกขยะ ทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน และการพัฒนาชิ้นงานให้ทันสมัย การนำเอาสิ่งแวดล้อมรอบตัวมาเป็นวัตถุดิบทำเป็นสีย้อมผ้า และที่สำคัญคือ เราเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ที่เป็นศิลปินการออกแบบมาร่วมลงพื้นที่ไปให้ความรู้สื่อสารตลอดไปทั่วทุกทิศในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสานความฝันของพระองค์ท่านให้เกิดเป็นรูปธรรม ด้วยการโค้ชชิ่ง แนะนำ แนะแนวให้คำปรึกษากับพี่น้องในทุกกลุ่มทอผ้าทุกสาขาอาชีพ และได้เห็นประชาชนทุกคนมีอาชีพมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดียั่งยืน

นายสุทธิพงษ์กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ก่อให้เกิดความดีงามทั้งหลาย คือ การทำความดีต่อประชาชนส่วนรวม ซึ่งส่งผลทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนอยู่บนเวทีโลก โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม ทำให้ไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆของโลกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องหมู่บ้านยั่งยืน และแฟชั่นยั่งยืน เกี่ยวเนื่องไปถึงคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon footprint) ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่พระองค์ท่าน ทรงเป็นผู้นำขับเคลื่อนอย่างทรงพลัง

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า พวกเราทุกคนน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และจะอัญเชิญมาปกเกล้าฯ เป็นพลังที่ไม่จบสิ้นในการสนองงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีความเจริญก้าวหน้า เป็นที่นิยมของผู้คน ก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น ส่งต่อไปถึงลูกหลานของพวกเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี และทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นคงด้านเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม” ที่เป็น 1 ในปัจจัย 4 ของชีวิตมนุษย์ คงอยู่คู่กับคนไทยตราบนานเท่านาน ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ จะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญในการนำผ้าไทยก้าวไปสู่สากลและตลาดโลกในอนาคตอันใกล้ อันจะยังผลทำให้พี่น้องประชาชนคนไทย มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

‘ตรีนุช’กำชับ ผอ.รร.มัธยม ใส่ใจความปลอดภัย-เน้นรับฟังเสียงนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745269

'ตรีนุช'กำชับ ผอ.รร.มัธยม ใส่ใจความปลอดภัย-เน้นรับฟังเสียงนักเรียน

‘ตรีนุช’กำชับ ผอ.รร.มัธยม ใส่ใจความปลอดภัย-เน้นรับฟังเสียงนักเรียน

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.42 น.

“ตรีนุช”กำชับ ผอ.รร.มัธยม ทั่วประเทศ ใส่ใจความปลอดภัย-เน้นรับฟังเสียงนักเรียนสร้างข้อตกลงร่วมกัน

วันนี้ (21 ก.ค. 66) ที่อิงธาร รีสอร์ท จังหวัดนครนายก  นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบนโยบายในการประชุมการขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษา เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางในการพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับระดับมัธยมศึกษาให้มีคุณภาพ โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.), นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ., นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ., ผู้บริหารระดับสูง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างต่อเนื่อง โดยการประชุมการขับเคลื่อนคุณภาพการจัดการศึกษามัธยมศึกษา เป็นพื้นที่ที่ ผอ.สพม. ทุกเขต และ ผอ.รร.มัธยมศึกษา ทั่วประเทศ ได้เพิ่มพูนความรู้และนำไปวางแผนในการพัฒนาสถานศึกษาไปสู่ความเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสถานศึกษาในปัจจุบันจะต้องจัดการศึกษาที่สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน ทั้งนักเรียนในกลุ่มเปราะบางและขาดโอกาสทางการศึกษา จะต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาจากโครงการพาน้องกลับมาเรียน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่มีความต้องการหลากหลาย จะต้องออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับความต้องการให้ได้

“ความปลอดภัยในสถานศึกษาก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นนโยบายสำคัญ โดยเน้นย้ำให้ สพฐ. และโรงเรียนคอยตรวจสภาพความพร้อมของอาคาร สถานที่ และอุปกรณ์ต่างๆ อยู่เสมอและใส่ใจดูแลนักเรียนให้ได้รับความปลอดภัย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากพบเหตุการณ์ที่นักเรียนไม่ได้รับความปลอดภัยก็ต้องรีบจัดการโดยเร็ว เพื่อทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการเรียนรู้สำหรับนักเรียนมากที่สุด รวมถึงให้เน้นการจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนผู้เรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา และสถานศึกษา แสดงความคิดเห็นร่วมกันในการกำหนดกติกาต่าง ๆ ในโรงเรียน เช่น ทรงผม เครื่องแบบนักเรียน ฯลฯ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ผ่อนคลายหรือยกเลิกกฎเกณฑ์ เพื่อกระจายอำนาจให้แก่สถานศึกษาและเขตพื้นที่มากขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ขอบคุณ ผอ.สพม. และ ผอ.รร.มัธยมศึกษา ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานทางการศึกษาในการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติในพื้นที่ จนประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ” นางสาวตรีนุช กล่าว

– 006

‘ในหลวง’พระราชทานเลี้ยงอาหารเย็นแก่นักเรียน คณะครู และบุคลากร’วชิราวุธวิทยาลัย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745271

'ในหลวง'พระราชทานเลี้ยงอาหารเย็นแก่นักเรียน คณะครู และบุคลากร'วชิราวุธวิทยาลัย'

‘ในหลวง’พระราชทานเลี้ยงอาหารเย็นแก่นักเรียน คณะครู และบุคลากร’วชิราวุธวิทยาลัย’

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.49 น.

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยและให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยและการโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า ให้มีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง โดยเฉพาะเด็ก และเยาวชน เนื่องจากเป็นวัยที่สำคัญยิ่งต่อการเจริญเติบโต และการวางรากฐานที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต สมควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพที่เหมาะสมทางร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง และมีจิตใจที่ร่าเริงแจ่มใส ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอาหารไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครูและบุคลากรของวชิราวุธวิทยาลัย ณ วชิราวุธวิทยาลัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2566

วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 เวลา 18.05 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศตรี ธีระ เชียงทอง เป็นผู้เชิญอาหารพระราชทาน ไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครู และบุคลากรของวชิราวุธวิทยาลัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 1,195 คน โดยมีรายการอาหาร อาทิ ไก่ย่าง เนื้อย่าง ข้าวหน้าหมูเกาหลี เคบับ และไอศกรีม

วชิราวุธวิทยาลัย เป็นโรงเรียนประจำสำหรับนักเรียนชาย เดิมชื่อโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้น เมื่อพุทธศักราช 2453 แทนการสร้างวัดประจำรัชกาล ด้วยทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้การศึกษาแก่เยาวชนเพื่อเป็นพื้นฐานในการเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่โรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2561 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโฉนดที่ดินในพระปรมาภิไธย เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา และเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2566 ยังเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานประกาศนียบัตร ทุนการศึกษา และรางวัลแก่นักเรียน และบุคลากรวชิราวุธวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2562 – 2564 ซึ่งเมื่อประทับรถยนต์พระที่นั่ง จะเสด็จพระราชดำเนินกลับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ร่วมกันเข็นรถยนต์พระที่นั่งส่งเสด็จ อันเป็นประเพณีของโรงเรียนที่ปฏิบัติสืบมา เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเป็นการถวายพระเกียรติสูงสูดแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อีกด้วย

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นำมาซึ่งความสุข ความอิ่มเอมและปลื้มปีติ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของนักเรียน คณะครูและบุคลากรของวชิราวุธวิทยาลัยอย่างหาที่สุดมิได้

– 006

ปลัดมหาดไทยเปิดสัมมนา ‘การศึกษาท้องถิ่นก้าวไกล สร้างสมรรถนะเด็กไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/745115

ปลัดมหาดไทยเปิดสัมมนา 'การศึกษาท้องถิ่นก้าวไกล สร้างสมรรถนะเด็กไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน'

ปลัดมหาดไทยเปิดสัมมนา ‘การศึกษาท้องถิ่นก้าวไกล สร้างสมรรถนะเด็กไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน’

วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 13.44 น.

ปลัดมหาดไทยเปิดสัมมนา “การศึกษาท้องถิ่นก้าวไกล สร้างสมรรถนะเด็กไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เน้นย้ำ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเป็น Partnership เป็น “ภาคีเครือข่ายการสร้างคน” ส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ปลูกฝังจิตวิญญาณการเป็นผู้มีจิตอาสาที่เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมให้กับลูกหลานเด็กและเยาวชนไทย เพื่อทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความสุขอย่างยั่งยืน

วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 เวลา 09.00 น. ที่โรงแรมคุ้มภูคำ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาทางวิชาการสมาคมผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ประจำปี 2566 ภายใต้แนวคิด “การศึกษาท้องถิ่นก้าวไกล สร้างสมรรถนะเด็กไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง SDGs” โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายวิษณุ วิทยวราวัฒน์ ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายมานิช ถาอ้าย นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย คณะกรรมการสมาคมฯ ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรทางการศึกษา ร่วมประชุม

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่นายไพโรจน์ คลังนุช รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่การศึกษาท้องถิ่น ประจำปี 2566 และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สมาชิกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทยที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 อาทิ นางสาววรรณศรี ปัญญาประชุม ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ นายสมศักดิ์ นาคนาม ผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร นายอำนาจ โพธิ์ศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนซำสูงพิทยาคม และมอบโล่ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ 30 คน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การประชุมสัมมนาทางวิชาการสมาคมผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย เป็นกิจกรรมอันทรงเกียรติและทรงคุณค่าอย่างยิ่งที่ทำให้ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ตลอดจนบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั่วประเทศ ได้มีโอกาสดีที่จะมาพบปะพูดคุยและยกย่องให้เกียรติพี่ ๆ ผู้เป็นข้าราชการที่มุ่งมั่นตั้งใจในการเสียสละ อุทิศแรงกาย แรงใจ อุทิศชีวิต เพื่อที่จะดูแลลูกหลานผ่านโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด กระทั่งครบเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่จะถึงนี้ และบางส่วนก็อาจจะแจ้งความประสงค์ขอย้ายกลับไปปฏิบัติราชการ ณ จังหวัดพื้นที่ภูมิลำเนา ทั้งนี้ ตนให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษา คือ รากฐานของชีวิต สามารถทำให้คนเปลี่ยนหรือมีสถานภาพที่พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยกันดูแลสังคม ดูแลชีวิตครอบครัว ญาติมิตรของตนเองได้ดีขึ้น ความสำเร็จของคนมาจากการศึกษา ดังนั้น ถ้ามีงานการศึกษาผมให้ความสำคัญและเต็มใจที่จะมาเฉกเช่นงานในวันนี้ ซึ่งผู้ร่วมสัมมนาทุกท่าน ณ ที่นี้ ล้วนแต่คือผู้ที่เป็นพลังสำคัญของการสร้างชาติ สร้างบ้าน สร้างเมือง ให้มีความวัฒนาถาวร และมีความมั่นคงจากการพัฒนาคุณภาพของลูกหลานและผู้คนในสังคม

“ขอให้พี่ ๆ ผู้ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ทุกท่านได้น้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อันมีใจความสำคัญว่า “แม้เราจะเกษียณอายุราชการแล้วแต่เราต้องไม่เกษียณจากการทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ ถ้าสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็ช่วย ถ้าสุขภาพไม่แข็งแรงก็ช่วยดูแลบางส่วน ตามกำลัง” เพราะการเกษียณอายุราชการไม่ได้เป็นข้อจำกัดที่จะทำให้พวกเราได้ใช้ความรู้ ใช้ความสามารถในการที่จะช่วยเหลือดูแลสังคม ช่วยเหลือกิจการงานของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือแม้แต่โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหรือการดูแลการศึกษา สุขภาพอนามัย การอบรม ให้คำแนะนำ ให้ข้อคิดเตือนใจลูกหลานที่อยู่ในชุมชน เพราะสังคมไทยเรานั้น ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้ที่เป็นผู้อาวุโส ทั้งตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย ล้วนแต่เป็นผู้มีความสำคัญยิ่งต่อลูกหลาน ต่อสังคมไทย ในการช่วยกันรื้อฟื้นธรรมเนียมแห่งการมีสายสัมพันธ์ฉันญาติมิตรที่เป็นรากเหง้าความเป็นคนไทย ที่แม้ไม่ได้เป็นญาติทางสายโลหิตแต่เราก็เป็นญาติด้วยความเป็นคนไทย ทั้งการมีจิตใจที่ดี มีสัมมาคารวะ เรายกย่องให้เกียรติผู้ที่สูงวัยกว่า มีวัยวุฒิมากกว่า คุณวุฒิมากกว่า เมื่อเรายกย่องว่าเราเป็นพี่ พี่ก็ต้องช่วยน้อง เมื่อเรายกย่องให้เป็นญาติผู้ใหญ่ เป็นลุง ป้า น้า อา ผู้ใหญ่ก็จะเอ็นดู เมตตาเด็ก เด็กก็ให้ความรักความเคารพผู้ใหญ่ เป็นสังคมที่ทำให้เกิดความช่วยเหลือเกื้อกูล เริ่มตั้งแต่ช่วงเด็กปฐมวัยผ่านการขับเคลื่อนโครงการสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ที่จะบ่มเพาะให้เด็กมีความรัก ความผูกพัน มีการแบ่งปัน มีน้ำใจไมตรี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลให้เกิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพราะความสัมพันธ์เช่นนี้จะช่วยทำให้สังคมเราเดินไปข้างหน้าแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูล การมีจิตใจเมตตา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะช่วยทำให้ทุกคนในสังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพจิตที่ดี เช่นเมื่อครั้งที่ผมบรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกเป็นปลัดอำเภอที่อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง หน้าบ้านทุกหลังจะมีโอ่งน้ำเล็ก ๆ ตั้งไว้หน้าบ้าน ตั้งไว้ริมถนน พร้อมทั้งกระบวยตักน้ำที่ทำจากกะลามะพร้าวมีด้ามจับ ไว้ให้คนที่ผ่านไปมาได้ตักน้ำมากิน ได้ตักน้ำมาลูบหน้าตามอัธยาศัย แสดงถึง “น้ำใจความเป็นไทย” ที่เราต้องช่วยกันฟื้นฟูให้กลับมา ช่วยกันดูแลลูกหลานให้ได้เรียนรู้ ได้ซึมซับ ด้วยการ socialization ให้เด็กและเยาวชนได้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามของความเป็นไทยควบคู่กับการศึกษาเล่าเรียนตามหลักสูตรในส่วนที่พวกเราจะจัดให้เขา” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) 17 เป้าหมาย อันสอดคล้องกับหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ 4,741 โครงการ ตลอด 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ภาคีเครือข่าย” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยทรงประมวลเรียกว่าหลัก “บวร” คือ บ้าน วัด ราชการ รวมถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเพียรพยายามในการเชื้อเชิญผู้มีความรู้ความสามารถด้านผ้าและเครื่องแต่งกายมาเป็นภาคีเครือข่ายในการ “พัฒนาคน” เพื่อให้คนไปพัฒนางาน และงานจะพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยภาคีเครือข่ายประกอบด้วย 7 ภาคี คือ ภาคราชการ ภาควิชาการ ภาคผู้นำศาสนา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ซึ่งภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนทุกคนสามารถเป็นได้ เพราะทุกคนมีช่องทางการสื่อสารของตนเอง ทั้งโทรศัพท์มือถือ Facebook Twitter Instagram Tiktok ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยจึงได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ต้องทำงานแบบภาคีเครือข่าย ด้วยการเชื้อเชิญ 7 ภาคีเครือข่าย ผู้มีใจเสียสละ มีจิตอาสา ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเพียรพยายามในการกระตุ้นให้คนในสังคมได้ตระหนักถึงความเป็นคนมีจิตอาสา เพราะการทำงานแบบภาคีเครือข่ายที่มีจิตอาสาจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs ทั้ง 17 ข้อ 
 
“ขอให้ทุกท่านจับมือร่วมกันเป็นภาคีเครือข่ายเพื่อทำให้สิ่งที่เป็นอุดมการณ์ของทุกท่าน คือ “การสร้างคน” ประสบความสำเร็จ และเป็นความหวังของสังคมไทยตลอดไป โดยท่านที่จะเกษียณอายุราชการก็อย่ารังเกียจรังงอนในการเป็นผู้นำชุมชน เดินไปหานายอำเภอ ไปหาผู้ว่าราชการจังหวัด และประกาศตนในการเป็น “จิตอาสา” เป็นภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนดูแลชุมชน ตำบล หมู่บ้าน ของเราในด้านที่เราสนใจ เช่น ด้านของการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต ปลูกฝังให้ลูกหลานเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที เป็นคนดีของสังคมไทย เป็นผู้รู้รักษารากเหง้าของความเป็นไทย เรียนรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ชุมชน ตำบล หมู่บ้าน และประวัติศาสตร์ชาติไทย และร่วมรักษางานประเพณีวัฒนธรรม งานบุญ ช่วยทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ทั้งการเสริมสร้างหลักการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ใช้วิชาลูกเสือ-เนตรนารี ในการสร้างคนให้มีวินัย มีจิตอาสา ช่วยเหลือผู้อื่น ซื่อสัตย์ เคารพกฎ กติกา มีการใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม มีการคัดแยกขยะ จัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน ปลูกฝัง DNA ของการเป็นผู้มีจิตสำนึกรักษ์โลก มาร่วมเป็นอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ดูแลให้สิ่งแวดล้อมที่อยู่ในครัวเรือน ในสถาบันการศึกษา ในวัด ในพื้นที่ริมถนน เป็นพื้นที่ที่สะอาด มีความเขียวขจี ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสมบูรณ์แบบได้ “เพราะคนที่มีความรู้ความสามารถยังไม่ลืมความกล้าที่จะผลักดันขับเคลื่อนตามที่หัวใจของเรา ตามอุดมการณ์ของเรา ตาม Passion ของเราอยากให้เกิดขึ้น” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ยังได้กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนด้วยกลไก ศจพ.อำเภอ ท่านผู้บริหารการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาทุกท่าน สามารถร่วมเป็นภาคีเครือข่ายภายใต้การนำของท่านนายอำเภอ ร่วมดูแลสังคม ดูแลช่วยเหลือกันและกันในสังคม เพราะคำว่า ความยากจน คือทุกปัญหาความเดือดร้อนที่พี่น้องประชาชนประจบอยู่และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง เช่น ไม่มีทุนการศึกษา ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง ก็เป็นความยากจน ที่เราสามารถส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกการไปดูแลผู้สูงอายุ ไปศึกษาประวัติสาแหรก ไปพูดคุยกับผู้สูงอายุในชุมชน ไปพูดคุยกับคนในหมู่บ้าน แล้วเด็กเหล่านั้นก็จะเป็นเหมือนโซ่ข้อกลาง นำเอาสิ่งที่เป็นทุกข์ร้อนที่ได้ไปพูดคุยมาบอกครู บอกผู้บริหารสถานศึกษา แล้วเราก็แจ้งต่อนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านนายอำเภอเป็นแกนนำการบูรณาการทีม ให้ความช่วยเหลือได้” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอให้สมาชิกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทยทุกท่านได้กลับไปช่วยเป็นผู้นำในการที่จะทำให้คนมหาดไทย อันประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และข้าราชการทุกกรมของกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และภาคีเครือข่าย ได้ช่วยกันดูแลสังคม ดูแลชุมชน ทั้งทำให้ลูกหลานของเราได้รับการพัฒนาในทุกด้าน ทั้งด้านสติปัญญา ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม เพื่อเติบใหญ่เป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ของประเทศชาติ อันหมายความว่า เราทุกคนจะช่วยกันทำให้ลูกหลานไทยเติบใหญ่เป็นผู้ใหญ่ที่มีทั้งความรู้คู่คุณธรรม ซึ่งคุณธรรมที่สำคัญที่ต้องปลูกฝังต่อเนื่อง คือ “ความมีจิตอาสา ความเป็นคนมีความกตัญญูกตเวที” ช่วยดูแลให้บ้านเมืองของเรามีความมั่นคง เป็นพลังสำคัญของการสร้างชาติ สร้างบ้าน สร้างเมือง ให้มีความวัฒนาถาวรและมีความมั่นคงจากการพัฒนาคุณภาพของลูกหลานและผู้คนในสังคม ทำให้ครอบครัว ทำให้ผู้คนมีความสุขอย่างยั่งยืน

ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมนั่งสมาธิ เจริญจิตตภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744986

ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมนั่งสมาธิ เจริญจิตตภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศล

ขอเชิญชวนประชาชน ร่วมนั่งสมาธิ เจริญจิตตภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศล

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 17.22 น.

เชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค.ผ่านแอปพลิเคชัน 

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมนั่งสมาธิเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2566 ผ่านแอปพลิเคชัน “สมาธิเสบียงบุญ” บันทึกเวลาการทำสมาธิเจริญจิตตภาวนา ตั้งแต่วันที่  19 กรกฏาคม 2566 เวลา 08.00 น. ถึง วันที่ 28 กรกฎาคม เวลา 08.00 น. ทั้งนี้ สามารถ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทั้ง Play Store และ App store

หลักบวร,อ่านออกเขียนได้ และผู้นำทางวิชาการ คือกุญแจความสำเร็จ ของโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744963

หลักบวร,อ่านออกเขียนได้ และผู้นำทางวิชาการ คือกุญแจความสำเร็จ ของโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่

หลักบวร,อ่านออกเขียนได้ และผู้นำทางวิชาการ คือกุญแจความสำเร็จ ของโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 16.39 น.

หลักบวร , อ่านออกเขียนได้ และผู้นำทางวิชาการ คือกุญแจความสำเร็จ ของโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่

เป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว ที่ทางโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่ ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิเอเชีย และเหล่าพันธมิตร ได้ร่วมกันค้นหาโรงเรียนที่มีผู้อำนวยการเป็นผู้นำทางวิชาการ ได้รับการสนับสนุนให้มีการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา และสามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ จากทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดพลังบวกในสังคม และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาสามารถสรุปถอดบทเรียนได้ 3 ข้อ ที่เป็นปัจจัยทำให้โรงเรียนประสบความสำเร็จคือ 1)การใช้หลักบวร (บ้านวัดโรงเรียน), 2)ทักษะการอ่านออกเขียนได้ และ 3)ผู้นำทางวิชาการที่ยอดเยี่ยม

ดร.รัตนา แซ่เล้า เจ้าหน้าที่โครงการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและวิจัย มูลนิธิเอเชีย ได้กล่าวว่า “โครงการโรงเรียนดีมีทุกที่เป็นการนำเสนอโรงเรียนต้นแบบที่มีผู้นำทางวิชาการที่เข้มแข็ง เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนท้องถิ่น สร้างผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมได้แม้ว่าจะอยู่ในบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน ด้วยมุ่งหวังให้เกิดแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาไทยในทุกมิติ โดยตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการจัดทำโครงการฯ ใน 18 โรงเรียน จาก 7 จังหวัด ซึ่งประกอบด้วยกรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ลำพูน, กาญจนบุรี, ระยอง, มหาสารคาม และเชียงราย สามารถสรุปถอดบทเรียนได้ 3 ข้อ ที่เป็นปัจจัยทำให้โรงเรียนประสบความสำเร็จคือ 1) การใช้หลักบวร (บ้านวัดโรงเรียน) หรือชุมชนเข้มแข็งมาผสานสัมพันธ์ในการพัฒนาเด็ก เกิดเป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ พัฒนาทั้งในด้านวิชาการ วิชาชีพ และวิชาชีวิต ได้แก่ 1.1) รร.วัดทุ่งลาดหญ้า “ลาดหญ้าวิทยา” อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีพระครูสิทธิกิจจานุวัตร เป็นผู้ทำนุบำรุงการศึกษาให้เป็นรากฐานของชุมชน ภายใต้ความร่วมมือของบ้าน ซึ่งมีผู้ปกครองและผู้นำชุมชนช่วยกันส่งเสริมพัฒนา และโรงเรียน ซึ่งเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนให้ความรู้นักเรียน 1.2) รร.บ้านห้วยต้มชัยยะวงศาอุปถัมภ์ อ.ลี้ จ.ลำพูน ที่ก่อสร้างขึ้นมาเพื่อให้นักเรียนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) ได้รับการศึกษา เปิดสอนเป็นทั้งโรงเรียนปริยัติธรรมและฆราวาส เมื่อมีกิจกรรมต่างๆ ทางวัดก็จะให้ความร่วมมือสนับสนุน ส่งพระภิกษุไปให้ความรู้นักเรียน มีการสอนคุณธรรมควบคู่กับความรู้ทั่วไป ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

2) ทักษะการอ่านออกเขียนได้ เป็นพื้นฐานสำคัญของการศึกษา ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ในวิชาต่างๆ อย่างมีคุณภาพ และสามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ได้แก่ 2.1) รร.ฤทธิยะวรรณาลัย (ประถม) เขตสายไหม กทม. ซึ่งได้มีการส่งเสริมเรื่องการอ่าน เพราะในปัจจุบันเด็กสามารถหาความรู้ได้จากอินเทอร์เนต โดยให้ความสำคัญตั้งแต่ชั้น ป.1 เมื่อโตขึ้นชั้น ป.2-ป.6 ก็จะเพิ่มเป็นอ่านคล่องเขียนคล่อง, การอ่านรู้เรื่อง, สามารถอ่านและจับหรือสรุปใจความได้ มีการทดสอบตลอดปี รวมถึงมีการจัดทำโครงการรักการอ่าน และ กิจกรรมโลกนิทาน, สำนวนชวนอ่าน, สนามหญ้าชวนอ่าน เป็นต้น 2.2) รร.บ้านปางแดง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เป็นโรงเรียนตั้งอยู่บนดอยสูง มีนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์แบบ 100% รูปแบบการศึกษาเป็นแบบพหุวัฒนธรรม เรียนควบคู่กันไปแบบ 2 ภาษาคือภาษาถิ่นและภาษาไทย เพิ่มเติมด้วยภาษาอังกฤษและจีน โดยมีคุณครูชาติพันธุ์บางส่วนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นผู้สอน นอกจากนี้ยังมีโครงการพี่สอนน้อง เพื่อนสอนเพื่อน ซึ่งในปัจจุบันนักเรียนสามารถฟังพูดอ่านและเขียนภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

3) ผู้นำทางวิชาการที่ยอดเยี่ยม เป็นผู้ขับเคลื่อนหรือคอยผลักดัน ในการส่งเสริมศักยภาพความสามารถ ของเด็กในด้านการศึกษาและอื่นๆ ได้แก่ 3.1) รร.สารคามพิทยาคม อ.เมือง จ.มหาสารคาม เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษ ซึ่งมีผู้นำทางวิชาการที่เข้มแข็ง ที่ผ่านมามีการนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมให้นักเรียนได้รู้จัก ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ได้แนะนำให้นักเรียนเข้าไปใช้บริการที่เว็บไซต์ http://www.thailandlearning.org ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมแหล่งเรียนรู้ออนไลน์จากทั่วโลก ที่สามารถใช้บริการได้ 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 3.2) รร.วัดถนนกะเพรา อ.แกลง จ.ระยอง เป็นโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาปี 2562 ที่ได้นำความอิสระในการสร้างหลักสูตรมาเปิดโอกาสให้ตัวเอง มีจุดเน้นในการจัดการศึกษาว่าโรงเรียนสร้างสรรค์ นวัตกรน้อยสู่สากล มุ่งหวังจะให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักต่อยอดอาชีพในชุมชน   

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้น ถือเป็นผลที่ได้รับจากการจัดทำโครงการโรงเรียนดีมีทุกที่ ในตลอดระยะ เวลาที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะมีเรื่องที่น่าสนใจอีกหลายอย่างที่สามารถนำมาเป็นบทเรียน หรือต่อยอดให้กับนัก วิชาการ, ผู้อำนวยการโรงเรียน หรือหน่วยงานราชการต่างๆ โดยผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook : โรงเรียนดีมีทุกที่ หรือสอบถามที่โทรศัพท์ 062-7341267 

บัญชีจุฬาฯตอกย้ำอันดับ 1 MBA พร้อม 3 สถานะคุณภาพโลก 3 มงกุฎด้านบริหารธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744930

บัญชีจุฬาฯตอกย้ำอันดับ 1 MBA พร้อม 3 สถานะคุณภาพโลก 3 มงกุฎด้านบริหารธุรกิจ

บัญชีจุฬาฯตอกย้ำอันดับ 1 MBA พร้อม 3 สถานะคุณภาพโลก 3 มงกุฎด้านบริหารธุรกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 15.08 น.

บัญชีจุฬาฯตอกย้ำอันดับ 1 MBA พร้อม 3 สถานะคุณภาพโลก 3 มงกุฎด้านบริหารธุรกิจ The Top Business School with Triple Crown Accreditation

ผลจาการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งหลักสูตร MBA Chula (Master of Business Administration) ระบบการเรียนการสอน บุคลากร  นิสิต การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและนวัตกรรม ตลอดจนงานการวิจัยต่างๆ ทำให้คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก้าวล้ำไปอีกขั้น โดยไม่เพียงครองอันดับหนึ่ง MBA ในประเทศไทยเท่านั้น ยัง คว้าสถานะคุณภาพ 3 มงกุฎ หรือ Triple Crown Accreditation ตอกย้ำศักยภาพและมาตรฐานสร้างผู้นำธุรกิจในโลกยุคใหม่

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ CBS (Chulalongkorn Business School) เปิดเผยว่า การได้รับการรับรองเป็นสถาบันการศึกษาบริหารธุรกิจอันดับหนึ่งในประเทศไทย โดย the QS World University Rankings 2023 แล้ว ปีนี้ CBS ยังมีสถานะคุณภาพระดับ 3 มงกุฎ หรือ Triple Crown Accreditation จาก 3 สถาบันหลักด้านการบริหารธุรกิจของโลกคือ AACSB (Association to Advance Collegiate Schools of Business) จากสหรัฐอเมริกา EQUIS (EFMD Quality Improvement System) จากสหภาพยุโรป และล่าสุด AMBA (Association of MBAs) จากสหราชอาณาจักร นั้น สะท้อนถึงความสำเร็จครั้งสำคัญ เพราะทั่วโลกมีสถาบันอุดมศึกษาด้านบริหารธุรกิจที่ได้รับ Triple Crown Accreditation 108 สถาบัน จากกว่า 20,000 แห่ง 

“นับเป็นครั้งแรกของสถาบันอุดมศึกษาไทยที่มีการเรียนการสอนทางด้านบริหารธุรกิจที่ได้รับการรับรองคุณภาพ และเป็นอันดับหนึ่งควบคู่กัน ซึ่งการก้าวเข้าไปอยู่ในเครือข่าย 100 สุดยอดสถาบันการศึกษาด้านการบริหารธุรกิจของโลก ภายใต้การรับรองสถานะ 3 มงกุฎ นี้ จะทำให้ CBS สามารถขยายพันธมิตรกับสถาบันเหล่านี้ได้มากยิ่งขึ้น ทั้งความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัย รวมไปถึงโครงการแลกเปลี่ยนนิสิต เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจในอนาคต” คณบดีกล่าว

ด้าน รศ. ดร. ณัฐพล อัสสะรัตน์ ประธานหลักสูตรธุรกิจมหาบัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวเพิ่มเติมว่า MBA Chula ก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 ได้ปฏิรูปหลักสูตร เพื่อสร้างผู้นำธุรกิจให้มีความรู้ความสามารถรับมือกับภูมิทัศน์ทางธุรกิจ (Business Landscape) ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับความมีจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ (Philanthropic Spirit) MBA Chula ได้พัฒนาหลักสูตร ทั้งในด้านเนื้อหาวิชา กลยุทธ์ และวิธีการเรียนการสอน โดยมุ่งเน้นสร้างผู้นำธุรกิจที่มีความรู้เชิงนวัตกรรมและความเข้าใจในระดับสากล รวมถึงแนวคิดจริยธรรมธุรกิจและการใส่ใจคู่ค้าที่จะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อสังคมไทย

นับเป็นการคิดใหม่จากการริเริ่มไอเดียว่า บทบาทของ MBA Chula จะไม่ได้สอนแค่ทฤษฎี  theories จากตำราแล้ว แต่ต้องการพัฒนาผู้นำที่มีทักษะครบถ้วน ทั้ง Hard Skills และ Soft Skills โดยหลักสูตร MBA จะประกอบด้วย 3 คุณค่าหลัก ได้แก่ Global Wisdom with Local Insights, Hands-on Experience, และ Lead Business with Kindness ซึ่งสะท้อนผ่านปรัชญาแห่งการเรียนรู้ใน 5 มิติ คือ Critical Thinking, Creativity, Collaboration, Communication, and Care

รศ. ดร. ณัฐพล กล่าวว่า MBA Chula ได้ปรับวิชาเรียนให้เป็นระบบโมดูล เพื่อให้การออกแบบหลักสูตรมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ รวมถึงทักษะด้าน Soft Skills นอกจากนี้ ยังได้เปลี่ยนวิธีการส่งมอบความรู้ เช่น การเรียนรู้จากการทำกรณีศึกษาและประสบการณ์ (Case-based and Experiential Learning) เปลี่ยนจากการทำ Case ในห้องเรียน เป็นการทำ Real Case จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลและแก้ปัญหาของธุรกิจจริง รูปแบบการศึกษาดูงานต่างประเทศที่เข้าถึงรูปแบบการดำเนินธุรกิจในประเทศนั้นมากขึ้น และการขยายพันธมิตรทั้งภาคการศึกษาและภาคธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น 

ทั้งนี้ MBA Chula คาดหวังว่า ผู้ที่จบจากหลักสูตรฯ  จะสามารถประยุกต์ใช้ความรู้และแนวคิดกับสถานการณ์จริงทางธุรกิจ วิเคราะห์ วางแผน และประเมินผลลัพธ์ทางธุรกิจ มีความเข้าใจและยึดมั่นในจริยธรรม มีทักษะในการสื่อสาร และทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มได้ดี

“นอกจากการพัฒนาหลักสูตรแล้ว MBA Chula ยังได้ริเริ่มโครงการ Life-Long learning การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเปิดโอกาสให้ศิษย์เก่า MBA Chula สามารถกลับมาเลือกเรียนในวิชาเลือกพร้อมกับนิสิตรุ่นน้องได้ ซึ่งจะทำให้ศิษย์เก่าสามารถเพิ่มพูนความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง” ประธานหลักสูตร MBA Chula กล่าวปิดท้าย เป็นการตอกย้ำถึงการเป็น The Top Business School with Triple Crown Accreditation ของคณะบัญชี จุฬาฯ

ม.วลัยลักษณ์พร้อมเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744735

ม.วลัยลักษณ์พร้อมเป็นศูนย์กลาง  ขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมไทย

ม.วลัยลักษณ์พร้อมเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนศิลปวัฒนธรรมไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นายศิวพงศ์กั้งสกุล ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช ผศ.กิตติชัยรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง โดยมี นางมงคลทิพย์รุ่งงามฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ ผศ.ดร.มาริสา ภูมิภาค ณ หนองคาย รักษาการแทนผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมและการกีฬา ม.วลัยลักษณ์ ลงนามเป็นพยาน

ความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้เพื่อกำหนดนโยบายและทิศทางการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมของท้องถิ่นและของชาติเพื่อการธำรงรักษา สืบสาน เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจำถิ่น หรือการพัฒนา ต่อยอด และสร้างคุณค่าใหม่เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมืองานวิชาการศิลปะและวัฒนธรรม ในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ และเพื่อร่วมกันทำนุบำรุง และให้ ม.วลัยลักษณ์ เป็นศูนย์กลาง (Cultural Hub) ในการขับเคลื่อนศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคใต้ โดยบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีหนึ่งพันธกิจที่สำคัญ คือ การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งมหาวิทยาลัยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลาง หรือ Cultural HUB ในการขับเคลื่อนงานด้านทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ผ่านการศึกษาวิจัยจากอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญ การสร้างความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัล โดยมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการก่อสร้างอาคารแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่โบราณสถานตุมปัง โดยมุ่งหวังว่าอาคารแห่งนี้จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต มีการเก็บรวบรวมองค์ความรู้ นำไปสู่การสร้างคุณค่า พัฒนาให้เกิดการสร้างมูลค่าก่อให้เกิดการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนในอนาคต

ด้านนายโกวิท ผกามาศ กล่าวว่ากรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีแนวคิดในการส่งเสริม สนับสนุน และร่วมมือกับ ม.วลัยลักษณ์ วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช และวิทยาลัยนาฏศิลปพัทลุง เพื่อขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมต่างๆ อาทิ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม การวิจัยและจัดการความรู้ด้านวัฒนธรรม การเผยแพร่องค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายทางวัฒนธรรม ศิลปินพื้นบ้าน ศิลปินท้องถิ่น ในการดำเนินงานทางวิชาการร่วมกับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยนาฏศิลปเพื่อถ่ายทอด แลกเปลี่ยนองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม รวมไปถึงยังได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของภาคใต้ให้คงอยู่

นิติศาสตร์ ม.ศรีปทุม จัดเสวนา การใช้เทคโนโลยีระงับข้อพิพาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/744733

นิติศาสตร์ ม.ศรีปทุม จัดเสวนา  การใช้เทคโนโลยีระงับข้อพิพาท

นิติศาสตร์ ม.ศรีปทุม จัดเสวนา การใช้เทคโนโลยีระงับข้อพิพาท

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.ช้องนาง วิพุธานุพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง “การใช้เทคโนโลยีในการระงับข้อพิพาทและการฝึกสถานการณ์จำลองในการระงับข้อพิพาท” โดยมีนายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ที่ปรึกษาประจำสถาบันอนุญาโตตุลาการ พร้อมด้วย ผศ.เจียมจิต สุวรรณน้อย คณบดีคณะนิติศาสตร์ และ ผศ.ดร.นิสิต อินทมาโน ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ร่วมเสวนาถ่ายทอดความรู้และแชร์ประสบการณ์

โครงการเสวนาทางวิชาการทางกฎหมายครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับในการเพิ่มประสิทธิภาพเทคนิคการไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทด้านการประกันภัย ด้วยการฝึกปฏิบัติสถานการณ์จำลอง ซึ่งสามารถปรับใช้ได้จริงหากเกิดข้อพิพาท ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กทม.(บางเขน) เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา