บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุน IELTS Prize 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741760

บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุน  IELTS Prize 2023

บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุน IELTS Prize 2023

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริติช เคานซิล เปิดรับสมัครทุนการศึกษา IELTS Prize 2023 สำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศที่ใช้ผลคะแนนสอบ IELTS ในการสมัคร โดยทุนการศึกษาในปีนี้มีมูลค่าสูงสุดกว่า 220,000 บาท (หรือ 5,000 ปอนด์)

ในปีนี้ทุน IELTS Prize เปิดโอกาสให้ผู้สอบที่พักอาศัยอยู่ใน 15 ประเทศทั่วเอเชียรวมถึงประเทศไทยได้สมัครเข้าร่วม ซึ่งผู้สมัครจะต้องทำการสมัครเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท ที่มีกำหนดเริ่มการเรียนการสอนในระหว่างเดือนมกราคม 2566-มีนาคม 2567และต้องได้รับผลคะแนนสอบระดับ 5.5 ขึ้นไปจากการสอบ IELTS กับบริติช เคานซิล

ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ตั้งแต่วันนี้-15 กันยายน 2566 ที่เว็บไซต์ https://takeielts.britishcouncil.org/take-ielts/
study-work-abroad/ielts-prize

รุมค้านรัฐไทยส่งเด็ก 126 คนไม่มีทะเบียนใน ร.ร.อ่างทองกลับพม่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741864

รุมค้านรัฐไทยส่งเด็ก 126 คนไม่มีทะเบียนใน ร.ร.อ่างทองกลับพม่า

รุมค้านรัฐไทยส่งเด็ก 126 คนไม่มีทะเบียนใน ร.ร.อ่างทองกลับพม่า

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.27 น.

จวกรัฐไทยส่งเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนจาก รร.ในอ่างทอง 126 คนกลับพม่าขัดหลักการ พรบ.คุ้มครองเด็ก หวั่นเผชิญอันตรายในสภาวะสงคราม ด้าน”ครูแดง”ชี้ต้นตกปัญหามาจากยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้ผู้บริหารต้องหาเด็กมาเรียนเพื่อให้ดำเนินการต่อไปได้ จี้ทบทวนนโยบาย

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่ สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย เด็กนักเรียนที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์และสัญชาติไทยจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง จำนวน 126 คนได้เดินทางโดยรถบัส 4 คัน เพื่อถูกนำตัวไปยังสถานสงเคราะห์ต่างๆ 5 แห่งก่อนถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง โดยมีตัวแทนของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และพล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คอยให้การดูแล

ขณะเดียวกันนางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเชียงราย นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนอีกหลายองค์กรต่างเดินทางมาสังเกตการณ์

ทั้งนี้เด็กทั้ง 126 คนมีอายุตั้งแต่ 7-16 ปี ถูกนำพาไปเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง โดยผู้อำนวยการโรงเรียนได้พยายามขอทะเบียนนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติ (G code) แต่เมื่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองตรวจสอบเพราะเห็นจำนวนที่มากผิดปกติ ทำให้พบว่ามีการนำเด็กจากประเทศพม่าเข้ามาเรียนจำนวนมาก และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว และเตรียมผลักดันเด็กกลุ่มนี้กลับประเทศต้นทางทำให้ต้องออกจากการศึกษากลางคัน

พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ กล่าวว่า มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่นำพาเด็กๆ มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการนำเด็กๆคืนให้ผู้ปกครองซึ่งยึดตามหลักฐานโดยต้องเป็นผู้ปกครองที่แท้จริง จริงๆแล้วเด็กเหล่านี้สามารถเรียนหนังสือในไทยได้ แต่ควรเรียนในพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดน แต่ครั้งนี้กลับเอาไปเรียนที่จังหวัดอ่างทอง ดังนั้นจึงต้องดำเนินการ

นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเชียงราย  กล่าวว่า ต้นเหตุของปัญหาคือนโยบายของกระทรวงศึกษาที่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้ผู้บริหารโรงเรียนต้องนำเด็กจากที่อื่นไปเรียนเพื่อให้โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนมากเพียงพอที่จะดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้นควรมีการทบทวนนโยบายนี้ ขณะเดียวกันเด็กๆ จากประเทศเพื่อนบ้านต่างก็ต้องการหนีร้อนมาพึ่งเย็น เพราะประเทศเขาเกิดการสู้รบ ดังนั้นจึงควรร่วมกันหาทางออกในเรื่องนี้

นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวว่า เด็กต้องได้รับการคุ้มครองทั้งตามอนุสัญญาสิทธิเด็กและพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยต้องเด็กเหล่านี้ต้องไม่ถูกดำเนินคดี และไม่สมควรมีการผลักดันเด็กนอกประเทศเพราะต้องคำนึกถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อพบว่าเด็กเหล่านั้นเดินทางมาจากประเทศที่ตกอยู่ในสภาวะสงคราม ส่วนเรื่องการหลบหนีเข้าเมืองก็ควรดำเนินการกับผู้ใหญ่ที่นำพาเข้ามา หรือแม้กระทั่งที่ทำเพราะกลัวโรงเรียนถูกปิดก็ตาม

นายสันติพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ดังนั้น กสม.ควรเร่งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจง ที่สำคัญคือควรให้การคุ้มครองเด็กชั่วคราวเพื่อไม่ให้มีการผลักดันเด็กออกไป อย่างไรก็ตามอนุกรรมการของสภาความมั่นคงแห่งชาติประเมินว่ามีเด็กตัว G อยู่ราว 8 หมื่นคน โดยพบมาใน 6 จังหวัด เช่น กทม. เชียงราย เชียงใหม่ ชลบุรี ดังนั้นจะมีวิธีการจัดการอย่างไรที่เหมาะสม

ด้าน ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การผลักดันเด็กกลุ่มนี้ออกนอกประเทศถือว่าเป็นการขัดกับหลักการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่รัฐไทยเป็นภาคี รวมถึงหลักการกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยการไม่ผลักดันกลับในกรณีที่เด็กเหล่านี้จะกลับไปสู่อันตราย ไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะเป็นใคร จะมีสถานะบุคคลอย่างไร ก็ต้องได้รับความคุ้มครอง และได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงการศึกษา

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่เด็กๆ เหล่านี้เข้าไปเรียนในพื้นที่ชั้นในของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ดร.ศรีประภา ยืนยันว่า ไม่มีข้อห้ามใดๆในการให้เด็กเข้าไปเรียนที่ จ.อ่างทอง เพราะทั้งที่สมุทรสาคร กทม.ต่างก็มีเด็กๆที่เป็นลูกแรงงานข้ามชาติเรียนอยู่ซึ่งก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย

สุดล้ำ!วิทยาลัยการบิน‘ศรีปทุม’ เตรียมเปิดหลักสูตร‘นักบินโดรน’ รองรับอาชีพใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741832

สุดล้ำ!วิทยาลัยการบิน‘ศรีปทุม’ เตรียมเปิดหลักสูตร‘นักบินโดรน’ รองรับอาชีพใหม่

สุดล้ำ!วิทยาลัยการบิน‘ศรีปทุม’ เตรียมเปิดหลักสูตร‘นักบินโดรน’ รองรับอาชีพใหม่

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 19.14 น.

สุดล้ำ!วิทยาลัยการบิน‘ศรีปทุม’ เตรียมเปิดหลักสูตร‘นักบินโดรน’ รองรับอาชีพใหม่

5 กรกฎาคม 2566 วิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม เตรียมเปิดหลักสูตรใหม่ “นักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน” โดยมหาวิทยาลัยได้ลงนามความร่วมมือ MOU กับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ หรือ DTI เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานมืออาชีพ ที่ได้รับรองจากสถาบันฝึกอบรมด้านการบิน (ATO) เข้ามาถ่ายทอดให้ความรู้แก่นักศึกษา  พร้อมปูพื้นฐานภาคทฤษฎีเบื้องต้น ก่อนที่จะส่งนักศึกษาเข้ารับการฝึกอบรมที่สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และสามารถสอบผ่านเกณฑ์การประเมินเป็นนักบินอากาศยานไร้คนขับต่อไปในอนาคต

พลอากาศเอก พิธพร กลิ่นเฟื่อง คณบดีวิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า “เนื่องจากปัจจุบันโดรนได้มีการนำมาใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น ทั้งการเกษตร การสำรวจพื้นที่ หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ก็ใช้ระบบโดรนขนส่งทางอากาศ วิทยาลัยการบินและคมนาคม เล็งเห็นความสำคัญของตลาดงานดังกล่าว จึงเพิ่มหลักสูตร “นักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน”  ซึ่งสิ่งที่นักศึกษาจะได้รับเมื่อเข้าเรียนหลักสูตร RVC Multi-Rotor คือทักษะความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบ ข้อบังคับ หลักการเดินอากาศ การใช้ห้วงอากาศในการบินโดรน ความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในการบิน และการบำรุงรักษาโดรนเบื้องต้น รวมทั้งจะได้รับประกาศนียบัตร (Certificate) เพื่อเป็นการรับรองเมื่อจบหลักสูตร สามารถนำไปสอบขอใบอนุญาตนักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือ Remote Pilot License (RPL) จาก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

วิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม มีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพของตัวเองอยู่เสมอ ผ่านการเรียนรู้ทักษะจากผู้มีประสบการณ์จริง  นักศึกษาจะได้สามารถนำความรู้เหล่านั้นไปปรับใช้ในการทำงานได้  ซึ่งการผลักดันหลักสูตรใหม่อย่าง นักบินอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ถือเป็นการเริ่มต้นก้าวสำคัญของวิทยาลัยการบินและคมนาคม ที่จะขับเคลื่อนให้นักศึกษาเรียนจบไปเป็นตัวจริงที่ครอบคลุมทุกด้านการบิน  เพื่อส่งออกบัณฑิตที่มีคุณภาพสู่ตลาดงานในอนาคตต่อไป”

สำหรับผู้ที่สนใจหลักสูตรวิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ยังสามารถเข้ามาสมัครเรียน พร้อมรับทุนการศึกษาได้ ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2566  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ FB : วิทยาลัยการบินและคมนาคม มหาวิทยาลัยศรีปทุม  หรือ http://www.spu.ac.th

บอร์ด ก.ค.ศ.ไฟเขียว! เกณฑ์เฟ้นบิ๊ก รร.พื้นที่ห่างไกล ประเมินจากผลปฏิบัติงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741774

บอร์ด ก.ค.ศ.ไฟเขียว! เกณฑ์เฟ้นบิ๊ก รร.พื้นที่ห่างไกล ประเมินจากผลปฏิบัติงาน

บอร์ด ก.ค.ศ.ไฟเขียว! เกณฑ์เฟ้นบิ๊ก รร.พื้นที่ห่างไกล ประเมินจากผลปฏิบัติงาน

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 17.10 น.

บอร์ด ก.ค.ศ.ไฟเขียว เกณฑ์เฟ้นบิ๊ก รร.พื้นที่ห่างไกล ประเมินจากผลการปฏิบัติงาน เน้นคนพื้นที่อยู่นานแก้ปัญหาขาดแคลน

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สำหรับสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ โดยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกฯ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สำหรับสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ ให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งฯ และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสรุปสาระสำคัญของ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการฯ จะใช้วิธีการประเมิน ให้ผู้ดำเนินการคัดเลือกประเมินตามองค์ประกอบที่ ก.ค.ศ.กำหนด ได้แก่ ประวัติและประสบการณ์ ประเมินผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมา และผลงานที่ภาคภูมิใจ แนวคิดในการพัฒนาสถานศึกษาที่สมัครคัดเลือก และสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้บุคคลที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์ในการบริหารที่มีศักยภาพและทักษะในการดำรงชีวิต รวมทั้งมีเจตคติและอุดมการณ์ในการปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษ

ทั้งนี้ กำหนดให้ผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้ ต้องได้รับการประเมินสัมฤทธิผล การปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษาเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้มีการประเมิน 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน เพื่อประเมิน การปฏิบัติงานในหน้าที่ และความเหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง เนื่องจากตำแหน่งผู้บริหาร สถานศึกษาเป็นตำแหน่งที่จะต้องขับเคลื่อนงานบริหารจัดการสถานศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของส่วนราชการ ต้นสังกัด และกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และคุณภาพการศึกษา รวมทั้งเพื่อให้เป็น มาตรฐานเดียวกับการคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ทั่วไป

“หลักเกณฑ์นี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา ในพื้นที่ห่างไกล เช่น เกาะแก่ง ภูเขาสูง ซึ่งไม่มีใครอยากไปบรรจุแต่งตั้ง ดังนั้นจึงออกระเบียบใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง จะได้อยู่ในพื้นที่ได้นาน ไม่มีปัญหาโยกย้าย หรือขาดแคลนผู้บริหารเช่นที่ผ่านมา” น.ส.ตรีนุช กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้  เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ. กรมส่งเสริมการเรียนรู้  ดังนี้ 1.แต่งตั้งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานอนุกรรมการ 2.เลือกผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านกฎหมาย ด้านการศึกษา และด้านการเงินการคลังหรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานบุคคล ด้านละ 1 คน รวม 4 คน 3.เลือกข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จำนวน 3 คน 4.แต่งตั้งข้าราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ไม่ต่ำกว่าระดับต้น หรือประเภทอำนวยการระดับสูง หรือประเภทวิชาการ ไม่ต่ำกว่าระดับเชี่ยวชาญ เป็นอนุกรรมการ

‘พลายศักดิ์สุรินทร์’ ‘ในหลวง’รับอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ไม่ต้องกลับศรีลังกาแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741650

'พลายศักดิ์สุรินทร์' 'ในหลวง'รับอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ไม่ต้องกลับศรีลังกาแล้ว

‘พลายศักดิ์สุรินทร์’ ‘ในหลวง’รับอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ ไม่ต้องกลับศรีลังกาแล้ว

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 09.56 น.

“วราวุธ” เผย “พลายศักดิ์สุรินทร์” อารมณ์ดี อาการปกติ แพทย์เตรียมเริ่มการรักษาภายใน เผยช้างที่เหลือยังปกติดี แต่หากบาดเจ็บพร้อมประสานกลับมา

วันที่ 5 กันยายน 2566 เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงความคืบหน้าของพลายศักดิ์สุรินทร์หลังกลับมาประเทศไทย ว่า เช้าวันนี้อารมณ์ดี ส่ายหัวไปมา มีความคุ้นเคยกับสภาพรอบด้านมากขึ้น เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่เป็นอย่างดี รับประทานอาหาร นํ้า และขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งเร็วๆ นี้แพทย์ก็จะเริ่มรักษาโดยการตรวจสอบภายในมากขึ้น 

“ถือเป็นข่าวดีที่สุด และเป็นบุญที่สุดของคนไทย ที่เมื่อวันที่ 4 ก.ค.66 ได้ทราบถึงเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้พลายศักดิ์สุรินทร์ เป็นช้างในพระบรมราชานุเคราะห์ ถือเป็นบุญของช้างและคนไทยที่มีองค์พระมหากษัตริย์ให้ความสำคัญกับทุกๆ ชีวิตที่อยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะพลายศักดิ์สุรินทร์ที่ไปอยู่ต่างประเทศมา 22 ปี และเป็นที่สังเกตได้ว่าพลายศักดิ์สุรินทร์ มีงาที่สวยงาม และยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีความยาวเกือบ 2 เมตร เป็นงาที่โค้งและมีสัญลักษณ์สวยงามมาก ซึ่งส่วนตัวดีใจที่พากลับมาได้” 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แบบนี้ไม่ต้องส่งพลายศักดิ์สุรินทร์กลับศรีลังกาแล้วใช่หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า พออยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้ว เรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง 

เมื่อถามต่อว่า ช้างไทยอีก 2 เชือกที่ยังอยู่ที่ศรีลังกามีแนวทางที่จะนำกลับมาด้วยหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า เท่าที่ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา  ไปดูด้วยตัวเอง เห็นว่ายังมีความเป็นอยู่ที่ปกติสุข อาจจะมีบาดเจ็บบ้าง ก็อยู่ในวิสัยที่ประเทศศรีลังกาดูแลได้ และทราบว่าหลายมหาวิทยาลัยในประเทศศรีลังกาได้ติดต่อมาที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธ์ุพืชผ่านทางกระทรวงต่างประเทศ เพื่อแสดงเจตจำนงที่จะดูแลช้างที่ศรีลังกา โดยบอกว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะดูแลพลายศักดิ์สุรินทร์ได้ ซึ่งก็จะมีการประสานงานกัน เพื่อให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งมีส่วนร่วมในการดูแลช้างที่เหลืออยู่ในศรีลังกา ส่วนการจะนำกลับมานั้น ต้องรอดูสถานการณ์ในอนาคตอีกที ถ้าช้างมีการบาดเจ็บหรือ มีความเป็นอยู่ที่เหนือศักยภาพการดูแลของแต่ละองค์กรในศรีลังกา ทางประเทศไทยก็คงจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหมือนกับกรณีพลายศักดิ์สุรินทร์

วช.-CASS ยกระดับการดำเนินการเชิงรุก จัดตั้ง ‘ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน’ ในไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741648

วช.-CASS ยกระดับการดำเนินการเชิงรุก จัดตั้ง 'ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน' ในไทย

วช.-CASS ยกระดับการดำเนินการเชิงรุก จัดตั้ง ‘ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน’ ในไทย

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 09.15 น.

วช. – CASS ยกระดับการดำเนินการเชิงรุกด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน” ในประเทศไทย

จากความสำเร็จของการประชุม Think Tank Forum ครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ณ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences, CASS) ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ได้มีพิธีลงนามการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies) ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ” โดยมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ Mr. Zhen Zhanmin รองประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยและฝ่ายจีนตามลำดับ ณ สถาบันวิจัยประวัติศาสตร์ (Chinese Academy of History, CAH), CASS กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้เกียรติเข้าร่วมและเป็นสักขีพยานร่วมกับ Prof. Gao Xiang ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences, CASS) ในพิธีลงนามการจัดตั้งศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” พร้อมนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมพิธีลงนามดังกล่าว

Prof. Gao Xiang ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน กล่าวว่า ต้องการให้ศูนย์แห่งนี้กลายเป็นบ้านสำคัญของประชาชนไทยในการเข้าใจจีน เป็นแหล่งข้อมูลสนับสนุนร่วมกันในสร้างหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง และเพิ่มพลังขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไทยในยุคใหม่ พร้อมส่งเสริมนักวิจัยและนักวิชาการ รวมถึงสนับสนุนการจัดประชุมวิชาการร่วมกับ วช. อย่างต่อเนื่องต่อไป
เพื่อเป็นพลังส่งเสริมร่วมมือจีน-ไทยด้านยุทธศาสตร์

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง CASS และ วช. ในการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงาน
การวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” โดยฝ่ายไทยมีความประสงค์ที่จะสร้างความร่วมมือทางวิชาการทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์กับจีนอย่างลึกซึ้ง เป็นระบบ และมีความก้าวหน้าในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์ 
ศิลปศาสตร์ โบราณคดี โดยหวังว่าการลงนามการจัดตั้งศูนย์วิจัยจีนในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จและสานต่อความสัมพันธ์อันแนบแน่นและยาวนานระหว่างไทย-จีน และ CASS กับ วช. ต่อไป

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวถึงโอกาสในการเยือนจีนหลายครั้ง และได้รับเชิญจาก CASS ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของ CASS เช่น การบรรยาย
ในการประชุมในโอกาสครบ 40 ปีของการต่อตั้ง CASS และ การเสวนาอารยธรรมเอเชีย (Conference on Dialogue of Asian Civilizations: CDAC) เป็นต้น ซึ่งเห็นการเติบโตของ CASS อย่างต่อเนื่องและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่าง วช. และ CASS ในการลงนามการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” ร่วมกัน ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยินดีส่งเสริมและสนับสนุน การดำเนินโครงการ
และกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักวิจัย และการจัดประชุมทางวิชาการร่วมกันต่อไป โดยให้ความสำคัญ
ในเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ร่วมกันของนักวิจัยไทยและจีน และการใช้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนมาช่วยสนับสนุนการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ อาทิ การกำหนดอายุโบราณวัตถุทั้งเก่าและใหม่ การเก็บรักษาและการอนุรักษ์ลายวัตถุ การศึกษาทำความเข้าใจ 
การเคลื่อนย้ายของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ เป็นต้น  

ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT CCS) ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและส่งเสริมงานวิจัยระหว่างไทย-จีน ให้เกิดผลเด่นชัดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการและกิจกรรมที่เชื่อมโยงนักวิจัยและนักวิชาการของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

จากความสำเร็จของการประชุม Think Tank Forum ครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ณ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences, CASS) ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ได้มีพิธีลงนามการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies) ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ” โดยมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ Mr. Zhen Zhanmin รองประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยและฝ่ายจีนตามลำดับ ณ สถาบันวิจัยประวัติศาสตร์ (Chinese Academy of History, CAH), CASS กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้เกียรติเข้าร่วมและเป็นสักขีพยานร่วมกับ Prof. Gao Xiang ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences, CASS) ในพิธีลงนามการจัดตั้งศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” พร้อมนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. ผู้บริหารและบุคลากรในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมพิธีลงนามดังกล่าว

Prof. Gao Xiang ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน กล่าวว่า ต้องการให้ศูนย์แห่งนี้กลายเป็นบ้านสำคัญของประชาชนไทยในการเข้าใจจีน เป็นแหล่งข้อมูลสนับสนุนร่วมกันในสร้างหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง และเพิ่มพลังขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ไทยในยุคใหม่ พร้อมส่งเสริมนักวิจัยและนักวิชาการ รวมถึงสนับสนุนการจัดประชุมวิชาการร่วมกับ วช. อย่างต่อเนื่องต่อไป
เพื่อเป็นพลังส่งเสริมร่วมมือจีน-ไทยด้านยุทธศาสตร์

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง CASS และ วช. ในการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงาน
การวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” โดยฝ่ายไทยมีความประสงค์ที่จะสร้างความร่วมมือทางวิชาการทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์กับจีนอย่างลึกซึ้ง เป็นระบบ และมีความก้าวหน้าในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์ ศิลปศาสตร์ โบราณคดี โดยหวังว่าการลงนามการจัดตั้งศูนย์วิจัยจีนในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จและสานต่อความสัมพันธ์อันแนบแน่นและยาวนานระหว่างไทย-จีน และ CASS กับ วช. ต่อไป

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวถึงโอกาสในการเยือนจีนหลายครั้ง และได้รับเชิญจาก CASS ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของ CASS เช่น การบรรยาย
ในการประชุมในโอกาสครบ 40 ปีของการต่อตั้ง CASS และ การเสวนาอารยธรรมเอเชีย (Conference on Dialogue of Asian Civilizations: CDAC) เป็นต้น ซึ่งเห็นการเติบโตของ CASS อย่างต่อเนื่องและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่าง วช. และ CASS ในการลงนามการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT Centre of China Studies)” ร่วมกัน ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยินดีส่งเสริมและสนับสนุน การดำเนินโครงการและกิจกรรมการแลกเปลี่ยนนักวิจัย และการจัดประชุมทางวิชาการร่วมกันต่อไป โดยให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ร่วมกันของนักวิจัยไทยและจีน และการใช้วิทยาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนมาช่วยสนับสนุนการศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ อาทิ การกำหนดอายุโบราณวัตถุทั้งเก่าและใหม่ การเก็บรักษาและการอนุรักษ์ลายวัตถุ การศึกษาทำความเข้าใจ การเคลื่อนย้ายของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ เป็นต้น  

ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS-NRCT CCS) ภายใต้การดำเนินการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จะเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและส่งเสริมงานวิจัยระหว่างไทย-จีน ให้เกิดผลเด่นชัดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการและกิจกรรมที่เชื่อมโยงนักวิจัยและนักวิชาการของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

‘Robotics for EVENT’ ก้าวที่กล้าของ‘FIBO’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741584

‘Robotics for EVENT’ ก้าวที่กล้าของ‘FIBO’

‘Robotics for EVENT’ ก้าวที่กล้าของ‘FIBO’

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในทุกการจัดงาน EVENT หรือมหกรรมต่างๆ นั้น “Showcase” คือหนึ่งในกิจกรรมที่จะสามารถใช้ประชาสัมพันธ์งาน รวมถึงเพิ่มความน่าสนใจให้กับงานที่จัดขึ้นได้เป็นอย่างดีล่าสุดในงาน “TEP x OIIO Asia Techland 2023” ที่นำเสนอความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรมล้ำสมัยและโซลูชั่นแห่งอนาคตนั้น Showcase ของ “FIBO” สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานนี้ได้เช่นกัน

ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโซเชียลแล็บ จำกัด ในฐานะผู้จัดงานกล่าวว่า เนื่องจากธีมงานของเราในครั้งนี้ เป็นการสร้างพื้นที่ให้กับผู้คิดค้นหรือสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่อาจจะยังไม่สำเร็จ 100% ได้มาพบกับผู้ประกอบการหรือนักลงทุน ซึ่งหนึ่งในทิศทางของนวัตกรรมและเทคโนโลยียุคต่อไป คือการเข้าไปสร้างความน่าสนใจและมีจุดขายให้กับ Soft Power ต่างๆ ซึ่ง FIBO ได้ทำให้เห็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ มา Matching กับธุรกิจด้านอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งใน Soft Power ของประเทศไทย

บางตัวอย่างของผลงาน เช่น “Ice-creme Robot : หุ่นยนต์เสิร์ฟไอศกรีม” คือแขนกลที่ถูกติดตั้งอยู่บนรถกระบะที่ดัดแปลงเป็นร้านขายไอศกรีม หรือ Food trucks โดยมีมอเตอร์ควบคุมให้ขยับหรือหมุนแขนแต่ละส่วน เพื่อให้ปลายของแขนกลที่จับโคนไอศกรีมสามารถเคลื่อนแขนไปรับเนื้อไอศกรีมที่ไหลออกจากเครื่องหยอดที่ตั้งอยู่ภายใน แล้วนำไอศกรีมโคนกลับมาส่งให้กับลูกค้าที่ยืนรอด้านหน้าได้อย่างแม่นยำ โดยขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาเพียง 40 วินาทีเท่านั้น

ธัชภูมิ ธัชธัน นักศึกษา FIBO ชั้นปีที่ 4 เล่าถึงแนวคิดและการพัฒนาหุ่นยนต์แขนกลที่ใช้เวลาในพัฒนาเพียง 7 วัน ว่า เนื่องจากท้ายรถกระบะมีพื้นที่จำกัด จึงเลือกใช้แขนกล มาเป็นอุปกรณ์หลักของงานชิ้นนี้ เพราะเมื่อเรากำหนดจุดหรือตำแหน่งที่มอเตอร์แต่ละตัวต้องขยับในแต่ละขั้นตอนของการทำงานได้อย่างถูกต้องเข้าไปในโปรแกรม แขนกลก็จะทำงานไปตามระบบที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจากการที่ตนและเพื่อนผ่านงานเขียนโปรแกรมบังคับแขนกลของโรงงานมาแล้ว จึงได้รับมอบหมายให้ทำงานชิ้นนี้ ด้วยการใช้แขนกลในห้องปฏิบัติการของ FIBO มาติดตั้งกับรถกระบะ และเคลื่อนไหวด้วยโปรแกรมที่เราสร้างขึ้นเพื่อภารกิจนี้

สุทธิเดช ธุวะศรี เจ้าของแบรนด์ไอศกรีม “ดูคาติม” กล่าวว่า การที่นักศึกษาสามารถนำแขนกลที่ใช้เพื่อการเรียนในห้องปฏิบัติการมาพัฒนาให้เสิร์ฟไอศกรีมบนรถกระบะที่มีพื้นที่แคบได้ในเวลาเพียงสั้นๆ เช่นนี้ ทำให้มองไปถึงความเป็นไปได้การนำชิ้นงานนี้ไปใช้กับธุรกิจไอศกรีมของตนเอง โดยน้องๆ บอกว่า หากมีเวลามากกว่านี้ก็จะสามารถพัฒนาเป็นระบบสมบูรณ์ได้มากขึ้น ซึ่งทางบริษัทเองก็มองไปถึงการนำระบบแขนกลมาใช้ทำงานทุกขั้นตอนโดยอัตโนมัติ เพียงกดสั่งและชำระเงินผ่านตัวเครื่องหรือแอปพลิเคชั่นบนมือถือ ก็ยืนรอรับไอศกรีมได้เลย ซึ่งต่อไปหากเราสามารถพัฒนาตรงนี้ร่วมกับ FIBO ก็คาดว่าน่าจะสำเร็จได้ในเวลาไม่เกินครึ่งปี

“Noodle Robot : หุ่นยนต์ลวกก๋วยเตี๋ยว” เป็นอีกรูปแบบของการต่อยอดให้กับอาหารไทยด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ได้อย่างน่าสนใจ โดยหลังจากลูกค้าเลือกเมนูที่ต้องการแล้ว แขนกลของหุ่นยนต์จะยืดไปหยิบตะกร้อซึ่งใส่เส้นแล้วนำไปลวกในหม้อ ก่อนนำมาเทในชามที่เตรียมไว้เป็นลำดับแรก จากนั้นตัวแขนกลก็จะไปหยิบตะกร้อที่ใส่ลูกชิ้น ผักบุ้ง และอื่นๆ มาลวกในหม้อก๋วยเตี๋ยวตามเวลาที่กำหนดไว้ ก่อนยกขึ้นมาและเทลงไปในชาม เพื่อส่งให้ลูกค้าต่อไป

ผลงานชิ้นนี้เป็นการจับคู่กันระหว่าง ร้านก๋วยเตี๋ยวนายอ้วน กับ บริษัท แอนท์ โรโบทิกส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท System Integrator โดยเจ้าของบริษัทคือ โชคชัย เป็งยะสา ศิษย์เก่าปริญญาโท FIBO เล่าว่า ใช้เวลาการสร้างเพียง 8 วัน ซึ่งโจทย์ของงานนี้คือการนำศาสตร์ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ที่ FIBO สอนอยู่ ทั้งระบบเคลื่อนไหว ระบบควบคุม ระบบไฟฟ้า ระบบ logic ต่างๆ ตลอดจนทักษะในการวางแผนการทำงาน ร่วมกับประสบการณ์ด้าน robotics ของบริษัท มาเลียนแบบขั้นตอนการลวกก๋วยเตี๋ยวของพ่อครัวตัวจริง ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือในการพัฒนาต่อยอด เพื่อนำไปติดตั้งและใช้งานจริงกับบางสาขาของร้านก๋วยเตี๋ยวนายอ้วนต่อไป

“แม้จะมีหลายขั้นตอนที่ต้องเปลี่ยนไปบ้าง เช่น เปลี่ยนไปใช้หม้อไฟฟ้าที่ควบคุมอุณหภูมิได้ดีกว่า การยกตะกร้อขึ้นมาสะบัดแทนการจุ่มตะเกียบลงไปคนเส้นในตะกร้อ ซึ่งจากการลองผิดลองถูกหลายต่อหลายครั้ง ด้วยข้อมูลจริง ทั้งอุณหภูมิเวลา และการเปรียบเทียบกับของจริง ทำให้ก๋วยเตี๋ยวที่ผ่านการลวกด้วยหุ่นยนต์ของเรามีรสชาติใกล้เคียงกับสูตรต้นฉบับ” โชคชัย กล่าว

นอกจากการพัฒนา “หุ่นยนต์เสิร์ฟไอศกรีม” และ “หุ่นยนต์ลวกก๋วยเตี๋ยว” ที่เกี่ยวข้องกับธีมหลักในงาน โซน Future Food Court แล้ว ยังมีผลงานเด่นๆ ของ FIBO ได้แก่ “CARVER TT : หุ่นยนต์พนักงานเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร” “Meta Market : การช้อปปิ้งในโลกเสมือน” และ “RoboDog : หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงสุดไฮเทค” รวมถึง “Virtual Fight : ชกมวยเสมือนจริง” อีกหนึ่งผลงานที่แสดงถึงศักยภาพของ FIBO ในการสร้างชิ้นงานเพื่อจัดแสดงในงานอีเวนท์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

Virtual Fight : ชกมวยเสมือนจริงเป็นการการนำอุปกรณ์ 2 อย่างที่ FIBO มีอยู่ คือ “Teslasuit (bodysuit ที่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าระดับอ่อนผ่านชุดที่สวม ไปทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกถึงการถูกช็อตในตำแหน่งที่ต้องการได้)”กับ “sensor รับแรงกระแทก” มารวมกันโดย 2 ผู้พัฒนาผลงานชิ้นนี้ เชาวลิต ธรรมทินโน นักวิจัย และ อรรถพลใจลังการ์ ผู้ช่วยนักวิจัย กล่าวว่า ไอเดียคือการสร้างระบบสื่อสารและระบบควบคุม ที่ทำให้อุปกรณ์สองชิ้นนี้ รู้จักและทำงานร่วมกันได้ เพื่อการสร้างเวทีมวยที่สามารถชกมวยโดยไม่จำเป็นต้องมีคู่ชกจริงแต่ให้ความรู้สึกเสมือนจริงได้

ผลงานชิ้นนี้มีการติดเซ็นเซอร์ไว้ที่กระสอบทรายหลายตัว โดยเซ็นเซอร์แต่ละตัวจะเปรียบเสมือนเป็นร่างกายส่วนต่างๆ ทั้งลำตัว แขน และขา เช่น เมื่อฝ่ายรุกมีการต่อยหรือเตะกระสอบทรายตรงจุดที่กำหนดเป็นแขนซ้าย เซ็นเซอร์ตรงนั้นก็จะส่งค่าความแรงที่ได้รับผ่านระบบสื่อสารมาที่ระบบควบคุม ตัวระบบจะแปลงค่าเป็นระดับการปล่อยกระแสไฟฟ้า และส่งข้อมูลนั้นผ่านระบบสื่อสารไปยัง Bodysuit บนแขนซ้าย เพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมา ทำให้คนสวมชุด Teslasuit รู้สึกเหมือนโดนอีกฝ่ายชกที่แขนซ้ายจริงๆ

ผศ.ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยงผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มจธ. กล่าวว่าที่ผ่านมาชิ้นงาน FIBO ที่ได้ถูกนำไปจัดแสดงร่วมอยู่ในงานอีเว้นท์ต่างๆส่วนใหญ่จะถูกคิดหรือทำมาก่อน ผลงานมีแบบที่สมบูรณ์แล้ว หรืออยู่ในขั้นตอนการพัฒนา แต่สำหรับโจทย์ที่ได้รับจากผู้จัดงาน TEP x OIIO Asia Techland 2023 คือสิ่งที่ต่างออกไป

“เนื่องจากผู้จัดงานต้องการให้Showcase ของเราเป็นการ Matchingระหว่างเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติที่เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญ กับการทำอาหารของร้านอาหารที่กำหนดไว้ เป็นโจทย์ให้ FIBO จะต้องใช้ศักยภาพของบุคลากรนักศึกษา รวมถึงเครือข่ายความร่วมมือที่มีอยู่ มาทำให้เกิดชิ้นงานใหม่ตามโจทย์ภายใต้ระยะเวลาและงบประมาณที่กำหนดไว้ให้ได้” ผศ.ดร.สุภชัย กล่าว

ผศ.ดร.สุภชัย กล่าวในตอนท้ายว่า ทั้งหุ่น Virtual Fight และ Ice-creme Robot ที่สร้างโดยบุคลากรของ FIBO เองหรือแม้แต่ Noodle Robot ที่ได้บริษัทของนักศึกษาเก่า FIBO มาทำโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายครั้งนี้ มีจุดเด่นที่สำคัญคือเป็นงานที่เน้น “ไอเดีย” และเปิดกว้างด้าน “ความคิดสร้างสรรค์” ในการนำสิ่งที่มีอยู่แล้ว มาทำให้เกิด “ชิ้นงานใหม่”ที่ทำงานได้จริงภายใต้งบประมาณและเวลาที่จำกัด

ซึ่งการทำงานลักษณะนี้นอกจากจะสร้างประสบการณ์และทักษะการทำงานอีกรูปแบบหนึ่งให้กับนักวิจัย บุคลากร และนักศึกษาของ FIBO แล้ว กิจกรรมในลักษณะนี้ยังสามารถมีส่วนสนับสนุนให้คนในสังคมเกิดการยอมรับและเห็นประโยชน์ของการสร้างเทคโนโลยีและบุคลากรด้านนี้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาวต่อไป!!!

‘ม.มหิดล-Tufts University’ร่วมวิจัย การเข้าถึงโปรตีนจากสัตว์-โภชนาการเด็กทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741587

‘ม.มหิดล-Tufts University’ร่วมวิจัย การเข้าถึงโปรตีนจากสัตว์-โภชนาการเด็กทั่วโลก

‘ม.มหิดล-Tufts University’ร่วมวิจัย การเข้าถึงโปรตีนจากสัตว์-โภชนาการเด็กทั่วโลก

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

เนื้อ นม ไข่ ฯลฯ ล้วนเป็นแหล่งโปรตีนจากสัตว์ที่สำคัญ ซึ่งเด็กในแต่ละพื้นที่ทั่วโลกมีการเข้าถึงแหล่งโปรตีนจากสัตว์ที่แตกต่างกันส่งผลต่อภาวะโภชนาการที่แตกต่างกันไปด้วย โดย รศ.ดร.นพวรรณ เปียซื่อ รองคณบดีฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ “Tufts University”สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2533-2561 ศึกษาวิจัยเด็กใน 185 ประเทศ ครอบคลุมร้อยละ 93 ของจำนวนเด็กทั่วโลก เกี่ยวกับ “การเข้าถึงแหล่งโปรตีนจากสัตว์” ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็ก

โดยพบเฉลี่ย 1.9 หน่วยบริโภค(170 กรัม) หรือประมาณ 12 ช้อนโต๊ะต่อวัน ในเด็กทั่วโลก ทั้งนี้ “เด็กในประเทศที่มีรายได้น้อย พบการ
เข้าถึงแหล่งโปรตีนจากสัตว์ได้น้อยกว่าเด็กในประเทศที่มีรายได้สูง”ขณะที่ในส่วนของประเทศไทยพบว่า “เด็กไทยในเมืองเข้าถึงแหล่งโปรตีนจากสัตว์ได้มากกว่าเด็กไทยในชนบท” ซึ่งหมายถึงโอกาสในการเกิดโรคในกลุ่ม NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยจากภาวะทุพโภชนาการ ที่ไม่ได้มีความหมายเฉพาะการขาดสารอาหาร แต่รวมถึงการมีภาวะโภชนาการเกินอีกด้วย และที่น่าเป็นห่วง คือ พบเด็กไทยอ้วนเพิ่มขึ้นตามอัตราซึ่งสอดคล้องกับอุบัติการณ์เด็กอ้วนทั่วโลก

ทีมวิจัยคาดหวังให้เกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจากการทุ่มเทศึกษาติดตามการเข้าถึงแหล่งโปรตีนจากสัตว์ในเด็กทั่วโลก ซึ่งต่อมาได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับ Top 1%ของโลก “NatureFood” ได้มีการขยายผลสู่การกำหนดนโยบายเพื่อแก้วิกฤตที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก โดยได้มองไปถึงการเสริมด้วย “โปรตีนทางเลือก” ซึ่งได้แก่ “แหล่งโปรตีนจากพืช (Plant Based Protein)” ในพื้นที่โลกที่ขาดแคลน

พร้อมเรียกร้องให้ทั่วโลกหันมาบริโภคโปรตีนจากสัตว์โดยคำนึงถึงสุขภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาความสมดุลให้กับโลก และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติต่อไป!!!

‘สปสช.’ เตรียมเดินหน้าบริการตรวจแล็บใกล้บ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741586

‘สปสช.’ เตรียมเดินหน้าบริการตรวจแล็บใกล้บ้าน

‘สปสช.’ เตรียมเดินหน้าบริการตรวจแล็บใกล้บ้าน

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า ในปี 2566 นี้ สปสช. ได้สนับสนุนการให้บริการที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดย “บริการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือแล็บ ณ คลินิกเทคนิคการแพทย์ที่เข้าร่วมให้บริการใกล้บ้าน (Lab Anywhere)” เป็นหนึ่งในบริการที่ สปสช. ได้ร่วมกับสภาเทคนิคการแพทย์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทอง และช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล

ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมชี้แจงแนวทางการร่วมให้บริการผ่านระบบประชุมออนไลน์ มีตัวแทนจากสภาเทคนิคการแพทย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการคลินิกเทคนิคการแพทย์จากทั่วประเทศเข้าร่วมรับฟัง ทั้งนี้ ภาพรวมของบริการ Lab Anywhere นี้ คลินิกเทคนิคการแพทย์จะเป็นเครือข่ายการให้บริการกับหน่วยบริการ โดยมี สปสช.เขต เป็นผู้จัดเครือข่าย

“โดยคลินิกเทคนิคการแพทย์ ที่เข้าร่วมให้บริการ จะให้บริการเจาะเลือด เก็บสิ่งส่งตรวจ พร้อมทำการตรวจวิเคราะห์ผล ทั้งกรณีมารับบริการที่คลินิกเทคนิคการแพทย์ หรือให้ไปเจาะเลือดที่บ้านใน พร้อมทำการตรวจวิเคราะห์ผลแล็บ ซึ่งจะให้บริการกรณีผู้ป่วยนอก (OP) จำนวน 22 รายการ และบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) จำนวน 2 รายการ” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มเป้าหมายกรณีผู้ป่วยนอก (OP) มีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีใบสั่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากหน่วยบริการที่ดูแล ทั้งกรณีมารับบริการที่คลินิกเทคนิคการแพทย์ หรือที่บ้าน โดยการรับบริการเก็บสิ่งส่งตรวจที่บ้าน จะเป็นกรณีที่ไม่สามารถมารับบริการที่สถานพยาบาลได้ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่นอนติดเตียง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยชรา ผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิง หรือกรณีมีความจำเป็น ส่วนบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคกำหนดให้บริการ 2 รายการ คือ 1.บริการตรวจทดสอบปัสสาวะ ในกรณีสงสัยว่าการตั้งครรภ์

กับ 2.บริการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง ด้วยวิธีการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ สำหรับประชาชนอายุ 50-70 ปีทุก 2 ปี ซึ่งทั้ง 2 รายการ กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้ารับบริการได้ที่คลินิกเทคนิคการแพทย์ที่ร่วมโครงการได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ส่วนอัตราการชดเชยค่าบริการนั้น จะชดเชยเป็นค่าบริการเก็บสิ่งส่งตรวจ และค่าตรวจวิเคราะห์ผลทางห้องปฏิบัติการตามรายการบริการที่ สปสช.กำหนด (Fee schedule) ส่วนกรณีเก็บสิ่งส่งตรวจที่บ้านจ่ายเพิ่มเติม 80 บาท ทั้งนี้จะไม่สามารถเรียกเก็บเพิ่มเติมจากผู้รับบริการได้

ทนพ.สมชัย เจิดเสริมอนันต์ นายกสภาเทคนิคการแพทย์ กล่าวว่า บริการ Lab Anywhere เป็นการเสริมบทบาทของวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ในการร่วมดูแลสุขภาพประชาชน ซึ่งในส่วนของสภาฯ ได้มีการนำร่องการตรวจประเมินรับรองคุณภาพคลินิกเทคนิคการแพทย์ ที่จะเข้ามาเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมทั้งกำกับติดตามคุณภาพการให้บริการ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่สถานพยาบาลที่ส่งต่อคนไข้มารับบริการ

โดยบริการ Lab Anywhere ยังได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย ในการร่วมให้ความรู้ต่างๆ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการในเรื่องการทดสอบความชำนาญ และบริษัทเอกชนที่ช่วยในเรื่องการสอบเทียบเครื่องมือต่างๆ ด้วย ซึ่งสภาฯ เริ่มหารือการจัดบริการของคลินิกเทคนิคการแพทย์ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2565 ทั้งเรื่องการวางระบบ รับรองคุณภาพ และการเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการกับ สปสช.

“กระทั่งเดือนต.ค. 2565 คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ สปสช. ได้เห็นชอบให้ดำเนินการบริการ Lab Anywhere และจัดทำประกาศหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีแผนเริ่มเปิดบริการเร็วๆ นี้ ปัจจุบันมีคลินิกเทคนิคการแพทย์ที่ผ่านการรับรองและขึ้นทะเบียนกับ สปสช. แล้ว 26 แห่ง และมีคลินิกเทคนิคการแพทย์อีกหลายแห่งที่อยู่ระหว่างการสมัครเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ทนพ.สมชัย ระบุ

ทั้งนี้ คลินิกเทคนิคการแพทย์ที่จะร่วมให้บริการต้องผ่านการรับรองมาตรฐานสภาเทคนิคการแพทย์ (LA; Laboratory Accreditation) หรือ มาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (MOPH ) หรือ มาตรฐานราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์แห่งประเทศไทย หรือ มาตรฐาน ISO 15189 ) และผ่านการพิจารณาการเข้าร่วมให้บริการจากสภาเทคนิคการแพทย์ก่อน จึงจะสามารถสมัครเข้าร่วมเป็นให้บริการได้

สำหรับบริการกรณีผู้ป่วยนอก (OP) จำนวน 22 รายการ ตามหมวดหมู่ดังนี้ 1.การตรวจหาความเข้มข้นและความผิดปกติของเม็ดเลือด (Complete Blood Count : CBC) 2.การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Blood Sugar) 3.การตรวจน้ำตาลสะสม (HbA1C) 4.การตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile : Cholesterol, HDL, LDL, Triglyceride) 5.ตรวจการทำงานของตับ (LiverFunction Test : SGOT, SGPT, ALK, Total Protein, Total bilirubin, Direct bilirubin, Albumin) 6.การตรวจหาค่ากรดยูริก (Uric Acid) 7.การตรวจการทำงานของไต (BUN, Creatinine) 8.การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) 9.การตรวจไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg)

สมาคมนักข่าวฯ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้เดลี่ ปรับตัวสู่สื่อผสมผสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741561

สมาคมนักข่าวฯ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้เดลี่ ปรับตัวสู่สื่อผสมผสาน

สมาคมนักข่าวฯ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้เดลี่ ปรับตัวสู่สื่อผสมผสาน

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 17.08 น.

สมาคมนักข่าวฯ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้เดลี่ ปรับตัวสู่สื่อผสมผสาน มีผู้ติดตามกว่า 950 ล้านคนทั่วโลก

เมื่อวันที่ 4​ กรกฎาคม 2566 นางผุสดี คีตวรนาฏ ที่ปรึกษา​ และอดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ​​ พร้อมกับนายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง กรรมการจริยธรรมวิชาชีพ  และคณะกรรมการฯ​ พนักงานสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เดินทางเข้าพบนาย Yu Wenming รองประธานสมาคมผู้สื่อข่าวมณฑลเจ้อเจียง​ กล่าวว่า มณฑลเจ้อเจียงเป็นเมืองที่น่าอยู่ มีการพัฒนาหัวเมืองควบคู่กับชนบท ที่คงเน้นวัฒนธรรมประเพณี อันดีงามและความเป็นธรรมชาติที่สวยงามทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก​ ทั้งเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของจีนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีประชากรในพื้นที่​ และนอกพื้นที่กว่า 70 ล้านคน ทำให้เศรษฐกิจค่อนข้างเจริญเติบโตก้าวหน้ามากอีกแห่งของประเทศจีน 

จากนั้นคณะได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์​ GMGโดยมี​ น.ส.xie aijun ผอ.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ฯให้การต้อนรับ​  และนำพาเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์​ พร้อมทั้งร่วมแแลกเปลี่ยน​ความคิดเห็น​การทำงานด้านงานข่าวในครั้งนี้

น.ส.xie aijun  ผอ.ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ฯ​ กล่าวว่า มีความยินดีมากที่ให้การต้อนรับ สื่อมวลชนจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์​แห่ง​ประเทศไทย​ เพราะด้วยประชาชนหางโจวต่างชื่นชอบเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศไทย  และเราก็มีการนำศิลปินดาราในสังกัดไปร่วมกิจกรรมที่เมืองไทยอยู่บ่อยครั้ง​  และนำกิจกรรมนั้นมาออกอากาศโทรทัศน์ ZMG เพื่อเป็นการโปรโมท ประชาสัมพันธ์ กระตุ้นให้คนหางโจวไปท่องเที่ยวด้วย

ส่วนการทำหน้าที่สื่อมวลชนเรามุ่งเน้นเนื้อหาข่าวที่มีความสร้างสรรค์ต่อสังคมที่ มีพื้นที่ในการออกอากาศ 10 ช่อง ให้กับประชาชนสามารถเลือกติดตามข้อมูลข่าวสารและรายการต่างๆ​ ที่น่าสนใจของทางสถานี​ สุดท้ายนี้มีความยินดีที่จะร่วมพัฒนาการทำงานของสื่อมวลชนร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

ต่อมา คณะ ได้เดินทางไป มหานครเซี่ยงไฮ้ เพื่อเยี่ยมชม​ Shanghai Press Industry Group​ (หนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้เดลี่)​ตามคำเชิญจากนายจิ อิง​ รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ และหัวหน้าบรรณาธิการของ เซี่ยงไฮ้เดลี่ ทั้งเยี่ยมชมขั้นตอนการผลิตข่าวออนไลน์​ และข่าวหนังสือพิมพ์​ ร่วมถึงมีการประชุมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในมุมมองต่างๆ​ ร่วมกับ​นายเซี่ยจุน​ ผอ.ฝ่ายกิจการภายนอกของ Shanghai Press Industry Group​ นายหม่า เส้าชุนผอ.อาวุโสฝ่ายกิจการภายนอกของ Shanghai Press Industry Group​ นายเจียงหลา​น ผอ.อาวุโสของพรรคและสำนักงานเซี่ยงไฮ้เดลี่

นายจิ อิง​  กล่าวว่า สำหรับหนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้ เดลี่อยู่คู่กับเซี่ยงไฮ้มาไม่ต่ำกว่า 80 ปี ก่อนที่จะมีการควบรวมเป็นสื่อผสมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ในปี 2013 ซึ่งมีการพัฒนาเนื้อหาตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภค และให้คนเซี่ยงไฮ้ได้รับข่าวสารให้ทันต่อสถานการณ์ในประเทศ​ และนอกประเทศ​ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้มีช่องทางนำเสนอข่าวเพื่อสร้างตัวตนให้มีชื่อเสียงกับตัวเองภายใต้การควบคุมของบริษัทรวมกว่า 300​ แฟลต​ฟอร์ม​ ทำให้ปัจจุบันมีผู้ติดตามข่าวสารของ สื่อในสังกัดเซี่ยงไฮ้ เดลี่ มากกว่า 955 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ จากธุรกิจNew media70% และสื่อสิ่งพิมพ์ 30% สุดท้ายนี้ทางหนังสือพิมพ์เซี่ยงไฮ้เดลี่มีความยินดีที่จะร่วมมือกับสื่อมวลชนไทย ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคให้ได้รับข่าวสารอย่างครอบคลุมทั่วถึงทั้งในประเทศไทย​ และประเทศจีน พร้อมส่งเสริมวิชาชีพของสื่อมวลชนทั้งสองประเทศร่วมกันในอนาคต