สกสค. ของบ 30 ล้าน ปรับปรุง รพ.ครู ฟุ้งหนังสือเรียนขายดียอดพุ่ง 29 ล้านเล่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741239

สกสค. ของบ 30 ล้าน ปรับปรุง รพ.ครู ฟุ้งหนังสือเรียนขายดียอดพุ่ง 29 ล้านเล่ม

สกสค. ของบ 30 ล้าน ปรับปรุง รพ.ครู ฟุ้งหนังสือเรียนขายดียอดพุ่ง 29 ล้านเล่ม

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 10.48 น.

สกสค. ของบ 30 ล้าน ปรับปรุงรพ.ครู ตั้งเป้า เป็น Smart Hospital  ขณะที่ องค์การค้า ฟุ้ง หนังสือเรียนขายดียอดพุ่ง 29 ล้านเล่ม เงินรายได้เข้ากระเป๋า กว่า 1.5 พันล้าน คุยส่งหนังสือถึงมือเด็กก่อนเปิดเทอม 

วันที่ 3 กรกฎาคม 2566 น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เมื่อเร็ว ๆ นี้เห็นชอบในหลักการตามที่สำนักงานสกสค. เสนอปรับปรุงโรงพยาบาลครู ของ สกสค. โดยที่ประชุมเห็นว่า โรงพยาบาลครู มีความเก่าแก่นานกว่า 30 ปีแล้ว ดังนั้น เรื่องเทคโนยี และการบริการต่าง ๆอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ โดยทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลครู จึงได้มานำเสนอแผนงาน พัฒนาโรงพยาบาลครูให้เป็น Smart Hospital ที่มีความทันสมัย นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการรักษา ทั้งระบบการวินิจฉัยโรค ด้วยระบบ เทเลเมดิซีนหรือโทรเวชกรรม โดยคนไข้ไม่ต้องเดินทางมาด้วยตัวเอง เป็นต้น 

 “ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ โดยขอให้ทาง สกสค. ไปจัดทำรายละ ดูเรื่องงบประมาณที่เหมาะสม โดยมีเป้าหมาย จะไม่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่จะใช้เทคโนยีเข้ามาช่วยในการดำเนินการ ทั้งในเรื่องบุคลากร เครื่องมือคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ”น.ส.ตรีนุช กล่าว  

ด้านนายอรรถพล  สังขวาสี  ปลัดศธ. กล่าวว่า ทาง สกสค. เสนอของบ เพื่อใช้ดำเนินการปรับปรุงโรงพยาบาลครู  กว่า 30 ล้านบาท ซึ่งทางคณะกรรมการ สกสค. เห็นว่า อาจจะเป็นงบที่สูงเกินไป ดังนั้น จึงขอให้ สกสค.กลับไปทำแผน โดยให้ดูในเรื่องของการบริการและจุดคุ้มทุน รวมถึงขอให้ประเมินสถานการณ์ในอนาคต ว่า หากปรับปรุงแล้ว จะมีผู้มาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการสกสค.พิจารณาอีกครั้ง 

ขณะที่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดศธ. ในฐานะรักษาการแทนเลขาธิการ สกสค. กล่าวว่า สกสค. รายงานผลการจัดพิมพ์ ขององค์การค้าฯ ให้ที่ประชุมได้รับทราบ โดยปีนี้มียอดสั่งซื้อรวม 29 ล้านเล่ม ใน 4 วิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และวิทยาการคำนวณ โดยทางองค์การค้าฯ ได้ดำเนินการจัดส่งหนังสือเรียนให้โรงเรียนทั่วประเทศ ครบแล้ว 100% โดยองค์การค้าฯ มีเงินรายได้จากการขายหนังสือเรียน แบบยังไม่หักต้นทุน รวม 1,500 ล้านบาท ถือว่า การจัดพิมพ์และจัดส่งหนังสือเรียนปีนี้ค่อนข้างประสบความสำเร็จ สามารถจัดส่งถึงมือเด็กก่อนเปิดภาคเรียน  จากนี้จะเร่งจัดทำแผนเพื่อเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาการจัดพิมพ์หนังสือเรียน ปีการศึกษา 2567 ต่อไป

‘คลินิกหนองผักหนามฯ’เข้าร่วมกับ‘สปสช.’ ช่วยประชาชนในพื้นที่รับบริการสะดวกมากขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741162

‘คลินิกหนองผักหนามฯ’เข้าร่วมกับ‘สปสช.’ ช่วยประชาชนในพื้นที่รับบริการสะดวกมากขึ้น

‘คลินิกหนองผักหนามฯ’เข้าร่วมกับ‘สปสช.’ ช่วยประชาชนในพื้นที่รับบริการสะดวกมากขึ้น

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นางพัทธนันท์ คำนนท์ พยาบาลวิชาชีพ ประจำคลินิกหนองผักหนามการพยาบาลและการผดุงครรภ์ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง หนึ่งในคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ที่เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่นในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ข้อดีของการเข้าร่วมเป็นเครือข่ายหน่วยบริการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความสะดวกในการรับบริการมากยิ่งขึ้น

นางพัทธนันท์กล่าวว่า พื้นที่ที่คลินิกตั้งอยู่นั้น ค่อนข้างไกลจากตัวโรงพยาบาลนิคมพัฒนาประมาณ 30 กิโลเมตร ประชาชนที่ต้องรับบริการ เช่น ล้างแผล ตัดไหม ต้องเดินทางไกลและไปแออัดอยู่ที่โรงพยาบาล ขณะเดียวกันผู้ป่วยบางรายเป็นผู้สูงอายุ ไม่สะดวกในการเดินทางบางคนไม่มีรถ หรือบางคนก็ไม่อยากลางานไปโรงพยาบาลเพราะจะสูญเสียรายได้ในวันนั้น

“ได้ทราบข่าวจากสภาการพยาบาลว่า สปสช. มีโครงการคลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น จึงเข้าไปศึกษารายละเอียดและเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ของคนในพื้นที่ ถ้าหากคลินิกหนองผักหนามการพยาบาลและการผดุงครรภ์เข้าร่วมเป็นเครือข่ายหน่วยบริการกับ สปสช. ชาวบ้านก็จะได้รับความสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องไปแออัดที่โรงพยาบาล ไม่ลำบากในการเดินทางเมื่อคิดทบทวนดีแล้วจึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการในเครือข่าย สปสช. ในเดือนพ.ค. 2565 เพื่อตอบโจทย์ให้กับชุมชน” นางพัทธนันท์กล่าว

นางพัทธนันท์กล่าวต่อไปว่า สำหรับบริการที่จัดให้แก่ผู้มีสิทธิบัตรทองนั้นจะเป็นไปตามที่ สปสช. กำหนด เช่น ล้างแผล ตัดไหม ยาเม็ด
คุมกำเนิด ถุงยางอนามัย การตรวจคัดกรองเบาหวาน ยาเม็ดเสริมธาตุเหล็กและการเยี่ยมบ้าน ซึ่งแต่เดิมเมื่อมีผู้ป่วยเข้ามารับบริการก็ต้องจ่ายเงินเอง แต่เมื่อเข้าระบบ สปสช.แล้ว ผู้ป่วยก็สามารถใช้สิทธิบัตรทองรับบริการได้ฟรี อย่างไรก็ดี ในส่วนของการรักษาโรคเบื้องต้น แม้วิชาชีพพยาบาลจะทำได้แต่ สปสช. ยังไม่เปิดให้ทำการเบิกจ่าย ทำให้เมื่อมีผู้ป่วยรับบริการจึงยังต้องจ่ายเงินเองในส่วนนี้

ที่สำคัญคือชาวบ้านไม่ต้องเดินทาง และคลินิกเราให้บริการด้วยความเป็นกันเอง มีการทักทายคุณลุงคุณป้า มีเด็กๆ หรือแม้แต่ เณรมารับบริการ เป็นความใกล้ชิดเป็นกันเองระหว่างคลินิกและชุมชน ทำให้ประชาชนรู้สึกสบายใจที่จะมารับบริการกับเรา ตอนนี้ประชาชนในพื้นที่เริ่มทราบกันแล้วว่าสามารถมาใช้สิทธิบัตรทองที่นี่ได้เพราะผู้ใหญ่บ้านและ อสม. ช่วยประชาสัมพันธ์ ทำให้ชาวบ้านรับรู้ค่อนข้างมาก อย่างกิจกรรมล้างแผล ตัดไหม ก็มีผู้ป่วยมารับบริการมากขึ้นเพราะชาวบ้านเขาบอกกันปากต่อปากว่าไม่ต้องไปไกลถึงโรงพยาบาล มารับบริการที่คลินิกเราก็ได้ ถือบัตรประชาชนมาใบเดียวก็รับบริการได้แล้ว

อย่างไรก็ดี ในภาพรวมแล้ว มีข้อเสนอแนะถึง สปสช. ว่า อยากให้เพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพราะยังมีประชาชนอีกมากที่ยังไม่ทราบว่าคลินิกพยาบาลมีการจัดบริการเหล่านี้อีกประการคือประชาชนบางส่วนโดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลยังไม่ทราบสิทธิของตัวเอง บางคนไม่ทราบแม้กระทั่งว่า สปสช. คืออะไร ให้สิทธิบัตรทองอย่างไรบ้าง ในพื้นที่ไกลๆ กว่าชาวบ้านจะรู้ก็ต้องรู้ผ่านผู้ใหญ่บ้าน ถ้าผู้ใหญ่บ้านไม่แจ้ง ชาวบ้านก็จะไม่ทราบ ดังนั้นจึงอยากให้เพิ่มในเรื่องการประชาสัมพันธ์

เช่นเดียวกับความรวดเร็วในการเบิกจ่ายเพราะในการดำเนินการของคลินิกต้องมีเงินหมุนเวียน หากสามารถเบิกจ่ายได้เร็วก็จะเพิ่มความมั่นใจให้กับคลินิกพยาบาลฯมากยิ่งขึ้น!!!

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

‘มข.’ร่วม‘กฟผ.’สร้างสังคมการเรียนรู้ นวัตกรรมด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741158

‘มข.’ร่วม‘กฟผ.’สร้างสังคมการเรียนรู้ นวัตกรรมด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม

‘มข.’ร่วม‘กฟผ.’สร้างสังคมการเรียนรู้ นวัตกรรมด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัย 8 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จัดพิธีลงนามบันทึกความตกลงร่วม (MOU) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จังหวัดนนทบุรี เพื่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

โดยในส่วนของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) มี รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและบริการวิชาการ ปฏิบัติภารกิจในนามอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วย ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ เป็นตัวแทนเข้าร่วม ซึ่งบันทึกความเข้าใจ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและการมีส่วนร่วมระหว่าง กฟผ. และ มข. ในโครงการความร่วมมือสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

นวัตกรรมด้านการจัดการของเสีย นวัตกรรมด้านการเกษตร และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้มีการจัดกิจกรรมอย่างน้อยปีละครั้ง เป็นความร่วมมือพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านความคิดสร้างสรรค์ เรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ เพิ่มโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาให้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาในโครงการห้องเรียนสีเขียว สร้างภาคีเครือข่ายด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม พัฒนากลยุทธ์และแนวทางความร่วมมือในกระบวนการของกิจกรรมในอนาคต และดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกัน

สาระสำคัญของข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มข. จะร่วมสนับสนุนโครงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้นวัตกรรมด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อมปี 2 ให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะ ศักยภาพ และความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนานวัตกรรม โดยต่อยอดการส่งเยาวชนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของโครงการห้องเรียนสีเขียว กฟผ. เข้าสู่ระดับอุดมศึกษา จากการเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดภายใต้หัวข้อ “นวัตกรรมเทคโนโลยีสีเขียวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” โดย MOU นี้ มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี ระหว่างวันที่ 26 มิ.ย. 2566-26 มิ.ย. 2571

ผลสำรวจจากสถานพินิจ ‘บุหรี่มวน-บุหรี่ไฟฟ้า’ประตูสู่ยาเสพติด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741160

ผลสำรวจจากสถานพินิจ  ‘บุหรี่มวน-บุหรี่ไฟฟ้า’ประตูสู่ยาเสพติด

ผลสำรวจจากสถานพินิจ ‘บุหรี่มวน-บุหรี่ไฟฟ้า’ประตูสู่ยาเสพติด

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนที่ต้องโทษคดีเกี่ยวกับยาเสพติด มีความสัมพันธ์กับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และแอลกอฮอล์ มาอย่างต่อเนื่อง เด็กและเยาวชนที่เข้าถึงการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ตั้งแต่อายุยังน้อย จะเปลี่ยนมาเป็นทั้งผู้เสพและผู้ขายยาเสพติดในอนาคตด้วย ทำให้การปราบปรามยาเสพติดอาจมีความยากลำบากมากขึ้น”

สุรเชษฐ์ โพธิ์แสง รองเลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานเสวนาวิชาการ “บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ต้นทางสู่ยาเสพติด”เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2566 เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2566 ที่ผ่านมา จัดโดยสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถึงผลสำรวจการเก็บข้อมูลเด็กและเยาวชนที่อยู่ในศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนและสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน 39 แห่งทั่วประเทศ

ผลสำรวจนี้ว่าด้วยเรื่องของ “พฤติกรรมการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนก่อนต้องโทษคดียาเสพติด” มีกลุ่มตัวอย่าง
300 คน แบ่งเป็นชาย 289 คน หญิง 11 คน ซึ่งพบว่า ร้อยละ 95.4 เคยสูบบุหรี่มวน ในจำนวนนี้ร้อยละ 84.5 สูบทุกวัน ขณะที่ร้อยละ 79.3 เคยสูบบุหรี่ไฟฟ้า ในจำนวนนี้ร้อยละ 30.5 สูบทุกวัน ทั้งนี้ เมื่อจัดลำดับสารเสพติดที่ใช้ พบว่าร้อยละ 80.7 เริ่มใช้บุหรี่มวนเป็นสารเสพติดชนิดแรก

“ในจำนวนนี้ 76% พัฒนาไปสู่การใช้ยาเสพติดอื่นๆ โดยยาเสพติดที่นิยมมากที่สุดคือ ยาเสพติดประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน กัญชา กระท่อม 45.1% รองลงมาคือ ยาเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท ยาบ้า (แอมเฟตามีน)ไอซ์ ยาอี 40.5% ยาเสพติดประเภทกดประสาทฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน สาระเหย 8.9% และยาเสพติดประเภทหลอนประสาท เช่น แอลเอสดี (LSD) เห็ดขี้ควาย สารระเหย 5.5%” สุรเชษฐ์ กล่าว

รองเลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยยังกล่าวอีกว่า เนื่องในโอกาสวันต่อต้านยาเสพติดประจำปี 2566 นี้ จึงขอเรียกร้องไปยังทุกส่วนราชการที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการป้องกันหรือปราบรามยาเสพติด ขอให้ทุกส่วนร่วมกันรณรงค์ป้องกันเด็กและเยาวชนเข้าถึงบุหรี่ทุกชนิด บังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น และที่สำคัญไม่ปรับแก้กฎหมายเพิ่มผลิตภัณฑ์เสพติดชนิดใหม่อย่างบุหรี่ไฟฟ้าด้วย

‘ก้อนสำลีในขวดยา’ใช้อย่างไร? ปลอดภัย-ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741159

‘ก้อนสำลีในขวดยา’ใช้อย่างไร?  ปลอดภัย-ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

‘ก้อนสำลีในขวดยา’ใช้อย่างไร? ปลอดภัย-ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ในปัจจุบันกระแส “รักษ์โลก” ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเริ่มมีเพิ่มมากขึ้นรวมถึงการออกแบบและใช้บรรจุภัณฑ์ยาที่เหมาะสมและสอดคล้องต่อเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามกระแสโลก โดยปัจจุบันพบว่าผู้ผลิตยาทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นและความปลอดภัยเรื่องการใช้ “ก้อนสำลีในขวดยา” กันมากขึ้น หรือก็คือ “ก้อนสำลีที่ใช้ในทางเภสัชกรรม (Pharmaceutical Coil)” ซึ่งใส่ในขวดยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบใช้หลายครั้ง (Multiple Dose Container) โดยมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ยาเม็ดหรือแคปซูลเกิดความเสียหาย หรือแตกหักในระหว่างการขนส่ง

ผศ.ดร.ภก. (หญิง) กชพรรณ ชูลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชอุตสาหกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า โดยทั่วไปสำลีที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว จะทำมาจากทั้งวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ได้แก่ “ฝ้าย (Cotton)” และ “เรยอน (Rayon)” และเส้นใยที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ คือ “โพลีเอสเตอร์ (Polyester)” ซึ่งเป็นใยสังเคราะห์ที่ผลิตจาก “พลาสติก (Plastic)” ที่น่าเป็นห่วงในเรื่องการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

สำลีที่นำมาใช้บรรจุขวดยาทั้ง 3 ชนิด จะมีคุณภาพสูง แตกต่างไปจากสำลีที่ใช้ทางเครื่องสำอาง และควรได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของเภสัชตำรับ (Pharmacopoeia) เช่น เภสัชตำรับอเมริกา USP <670> AUXILIARY PACKAGING COMPONENTS ซึ่งจะมีหัวข้อทดสอบด้านต่างๆ เช่น การพิสูจน์เอกลักษณ์ (identification) ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณกากที่เหลือจากการเผา ความชื้นที่หายไปเมื่ออบแห้ง (loss on drying) ซึ่งสำลีที่ทำมาจากวัสดุแต่ละชนิด ก็จะมีหัวข้อทดสอบและข้อกำหนดที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม พบว่ามีการจำหน่ายสำลีที่ทำจากวัสดุชนิดต่างๆ รวมทั้งฟองน้ำจากพลาสติก ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป รวมทั้งช่องทางออนไลน์ กรณีที่ต้องการซื้อมาใช้เพื่อบรรจุลงในขวดยา ควรพิจารณาข้อมูลจากผู้ผลิตสำลีอย่างถี่ถ้วน เช่น ตรวจสอบใบรับรองการผลวิเคราะห์คุณภาพ (COA – Certificate of Analysis) เนื่องจากสำลีที่ใช้จะสัมผัสกับยาเม็ดหรือแคปซูลโดยตรง จึงควรเลือกใช้สำลีที่สะอาด ได้มาตรฐานเภสัชตำรับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนจากสารเคมีตกค้าง จุลชีพ และอื่นๆ ที่อาจทำให้ตัวยาเสื่อมสลาย หรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

เมื่อผู้บริโภคเปิดขวดบรรจุภัณฑ์แล้วพบสำลี ควรหยิบออกไปทิ้งไม่ควรใส่กลับเข้าไปในขวดยาอีก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนของยาจากสิ่งสกปรกภายนอก รวมทั้งความชื้นที่อาจทำให้ตัวยาเสื่อมสลายได้ทั้งนี้ “หากคำนึงในแง่ของความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยังไม่มีข้อกฎหมายบังคับให้ระบุวิธีกำจัดสำลีที่เหมาะสมบนฉลากหรือเอกสารกำกับยา เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าควรทิ้งลงถังขยะประเภทใด จึงอาจทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้” โดยเฉพาะสำลีที่ทำมาจากพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายได้

ผศ.ดร.ภก.(หญิง) กชพรรณ ยังฝากถึงผู้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วยว่า ควรพิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องใช้สำลีบรรจุในขวดยาหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนของยาเม็ดและแคปซูลจากสารเคมีตกค้างในสำลี และการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะสำลีที่ทำจากฝ้ายซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ หากจำเป็นต้องใช้สำลีบรรจุในขวดยา ควรเลือกสำลีที่ได้มาตรฐานตามเภสัชตำรับ และอาจระบุบนฉลาก และ/หรือเอกสารกำกับยา เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคทราบว่าควรกำจัดทิ้งอย่างไร

ในปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์ยามีแนวโน้มเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น แผงบลิสเตอร์ หรือขวดพลาสติกที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ซึ่งผู้ผลิตมักหยิบยกนำมาเป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์ด้วยเช่นกัน เพื่อแสดงจุดยืนที่ต้องการจะดูแลสิ่งแวดล้อม และให้ผู้บริโภคที่กังวลเรื่องขยะพลาสติกสามารถเลือกซื้อได้อย่างสบายใจ!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

สอศ.ขับเคลื่อนสถานศึกษาแห่งความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741124

สอศ.ขับเคลื่อนสถานศึกษาแห่งความสุข

สอศ.ขับเคลื่อนสถานศึกษาแห่งความสุข

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นประธานเปิด โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการสานสัมพันธ์ครูปกครอง ณ วัดถ้ำพรุตะเคียน ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร โดยมี เรืออากาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน

เรืออกาศโท สมพร ปานดำ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการสานสัมพันธ์ครูปกครอง กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 กรกฎาคม 2566 ณ วัดถ้ำพรุตะเคียน ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เพื่อสานสัมพันธ์ครูปกครองของสถานศึกษาในพื้นที่เป้าหมายกรุงเทพฯ และปริมณฑล สร้างระบบการทำงานร่วมกันเป็นทีม พัฒนาทักษะการส่งเสริมความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์สำหรับไปใช้กับผู้เรียน สร้างความเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี และรู้เท่าทันการใช้สื่อออนไลน์ สำหรับป้องกันเหตุความรุนแรงและเหตุทะเลาะวิวาท และเพื่อพัฒนาทักษะครูปกครอง ด้านดูแลผู้เรียนรายบุคคล โดยมี เป้าหมายผลลัพธ์ คือ สร้างวิทยาลัยอาชีวศึกษาให้เป็น “สถานศึกษาแห่งความสุข” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา และครูปกครอง ของสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 54 แห่ง รวมทั้งสิ้น 100 คน

– 006

ทีมอาชีวะ’พนมดิน’คว้าแชมป์หุ่นยนต์ ABU 2023 ตัวแทนประเทศไทยแข่งนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741209

ทีมอาชีวะ'พนมดิน'คว้าแชมป์หุ่นยนต์ ABU 2023 ตัวแทนประเทศไทยแข่งนานาชาติ

ทีมอาชีวะ’พนมดิน’คว้าแชมป์หุ่นยนต์ ABU 2023 ตัวแทนประเทศไทยแข่งนานาชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 21.27 น.

ทีมอาชีวะ “พนมดิน” วก.ท่าตูม สุรินทร์ คว้าแชมป์หุ่นยนต์ ABU 2023 ตัวแทนประเทศไทยไปแข่งนานาชาติ ที่ประเทศกัมพูชา

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 ณ หอประชุมศรีนนท์ วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) มอบหมายให้ ดร.นิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษาเป็นประธาน เปิดและมอบรางวัลการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU ชิงชนะเลิศประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2566 (ABU ROBOT THAILAND CHAMPIONSHIP 2023) ภายใต้ชื่อการแข่งขัน “โปรยปุบผาบนนภาเหนือนครวัด  โดยทีมหุ่นยนต์ “พนมดิน” จากวิทยาลัยการอาชีพท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ คว้าแชมป์เป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน ณ ประเทศกัมพูชา ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2566

ดร.นิรุตต์ เปิดเผยว่า จากนโยบายและการส่งเสริมด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์และสิ่งประดิษฐ์ของ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ถือว่าเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน แสดงถึงทักษะและความสามารถของผู้เรียน ซึ่งการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU ชิงชนะเลิศประเทศไทย เป็นเวทีสำคัญที่ให้นักเรียน นักศึกษาได้เรียนรู้ ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีหุ่นยนต์อย่างหลากหลายมาพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีศักยภาพสูงตามโจทย์ที่กำหนด ได้ประลองฝีมือกัน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ แสดงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล นำไปสู่พัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์ไทยที่สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสม และต่อยอดผลงานเชิงพาณิชย์ ตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนด้านวิศวกรรมของประเทศได้ในอนาคต

โดยผลการแข่งขันหุ่นยนต์ ABU ชิงชนะเลิศประเทศไทย  มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมพนมดิน จากวิทยาลัยการอาชีพท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมลูกเจ้าพ่อมเหศักดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี รองชนะเลิศอันดับ 2ได้แก่ ทีมนายฮ้อยทมิฬ จากวิทยาลัยเทคนิคสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร และรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ ทีม IVEC 3 ROBOT จากสถาบันการอาชีวศึกษาภาคกลาง 3 จังหวัดนครนายก

สำหรับกติกาการแข่งขัน มีการแบ่งทีมเป็น สีแดงและสีน้ำเงิน แต่ละทีมจะมีหุ่นยนต์สองตัวประกอบด้วย หุ่นยนต์กระต่าย (Rabbit Robot : RR) และหุ่นยนต์ช้าง (Elephant Robot : ER) ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อโยนห่วงไปยังเสา จำนวน 11 ต้น เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน ทีมที่มีห่วงอยู่ในตำแหน่งบนสุดของเสา จะเป็นทีมที่ได้คะแนนจากเสานั้น และมีห่วงมีสีแดงและห่วงสีน้ำเงิน จำนวน 40 ห่วง หุ่นยนต์ทั้งสองตัวจะทำการเก็บห่วงและโยนห่วงไปยังเสา โดยหุ่นยนต์ช้าง สามารถเคลื่อนที่และเข้าไปในบริเวณเขตสีแดง (Red Zone) และเขตสีน้ำเงิน (Blue Zone) ในขณะที่หุ่นยนต์กระต่าย สามารถเคลื่อนที่และเข้าไปในบริเวณเขตสีแดง หรือเขตสีน้ำเงิน สะพาน , บริเวณ Angkor RED หรือ Angkor Blue และบริเวณ Angkor Center ได้ แต่ไม่สามารถเข้าเขตคูเมือง (Moat Area) ได้ ในการทำคะแนนไม่ว่าหุ่นยนต์ช้างจะโยนห่วงไปยังเสาโดยตรง หรือหุ่นยนต์กระต่ายจะเป็นผู้โยนห่วงไปยังเสา เมื่อทีมโยนห่วงอยู่ด้านบนสุดได้ครบ 8 เสา ประกอบด้วย เสา Type 1 ของฝั่งตนเอง , เสาType 2 และ เสาType 3 ใน Angkor Center ถือเป็นการสิ้นสุดการแข่งขัน “ไชโย” (Chey-Yo) ทีมที่ทำสำเร็จจะเป็นผู้ชนะการแข่งขัน

และสำหรับทีมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา 8 ทีม ที่ผ่านการคัดเลือกการแข่งขัน “มหกรรมหุ่นยนต์อาชีวศึกษา” จาก 72 ทีม ทั่วประเทศ สู่การแข่งขันหุ่นยนต์ ABU ชิงชนะเลิศประเทศไทย ในปี พ.ศ.2566 มีดีงนี้ 1.ทีมขุนด่านปราการชล จากวิทยาลัยเทคนิค (วท.) นครนายก 2.ทีมยูคาลิปตัส จากวิทยาลัยการอาชีพ (วก.) กบินทร์บุรี 3.ทีมเมืองร้อยเกาะ จาก วท.สุราษฎร์ธานี 4.ทีม MTC Robot จากวท.มหาสารคาม 5.ทีมนายฮ้อยทมิฬ จาก วท.สว่างแดนดิน 6.ทีมพนมดิน จาก วก.ท่าตูม 7.ทีมดอนเมือง จาก วท.ดอนเมือง และ 8.ทีม K.T.C. ROBOT จาก วท.กาฬสินธุ์

– 006

‘อานนท์ แสนน่าน’เข้ารับประทานรางวัล’สยามธิราชสวามิภักดิ์ ใต้ร่มพระบารมี ฅนธรรมดี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741170

'อานนท์ แสนน่าน'เข้ารับประทานรางวัล'สยามธิราชสวามิภักดิ์ ใต้ร่มพระบารมี ฅนธรรมดี'

‘อานนท์ แสนน่าน’เข้ารับประทานรางวัล’สยามธิราชสวามิภักดิ์ ใต้ร่มพระบารมี ฅนธรรมดี’

วันอาทิตย์ ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 21.09 น.

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 ณ ห้องดอนเมืองบอลรูม โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายอานนท์ แสนน่าน ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้ารับรางวัลพระราชทาน “รางวัลสยามธิราชสวามิภักดิ์ใต้ร่มพระบารมี ฅนธรรมดี” สาขา ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมตัวอย่างดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2566 “คนทำดีเป็นศรี ตัวอย่างแก่ประเทศไทย” โดย ฯพณฯ พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรีในรัชกาลที่ 9 ประธานอำนวยโครงการฯ และ พลเอกเสริมศักดิ์ วิเศษไชยศรี เป็นประธานพิธีมอบรางวัลฯ

สำหรับงานประทานรางวัลเกียรติยศยกย่องส่งเสริม บุคคลและองค์กร (ระดับชาติ) ประจำปี 2566 โครงการยกย่องและสรรค์สร้างผู้เป็นแบบตัวอย่าง ขับเคลื่อนเพื่อความเข้มแข็งของประเทศ ซึ่งโครงการยกย่องและสรรค์สร้างผู้เป็นบุคคลต้นแบบตัวอย่างของสังคมและประเทศชาติ พร้อมกับเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่บุคคลและองค์กร การสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความรัก ความสามัคคี และสังคมที่น่าอยู่ โดยยึดมั่นเข้าใจในหลักคุณธรรม จริยธรรม ที่เข้าถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักนำในนโยบาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการยกย่องบุคคลและองค์กร ในหลากหลายสาขาอาชีพ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกำลังใจและเป็นแนวทางให้บุคคลในการปฏิบัติหน้าที่ การงาน มีวิสัยทัศน์ จนประสบความสำเร็จในองค์กรและหน่วยงาน ซึ่งจะเป็นแบบอย่างและกำลังใจในการพัฒนาบ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติต่อไป

– 006

‘ตรีนุช’เผย ศธ. เปิดกว้างเรื่องชุดนักเรียน-ทรงผมอยู่แล้ว แต่ให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื่นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740938

'ตรีนุช'เผย ศธ. เปิดกว้างเรื่องชุดนักเรียน-ทรงผมอยู่แล้ว แต่ให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื่นที่

‘ตรีนุช’เผย ศธ. เปิดกว้างเรื่องชุดนักเรียน-ทรงผมอยู่แล้ว แต่ให้เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื่นที่

วันเสาร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 11.41 น.

“ตรีนุช”เผยศธ.เปิดกว้างเรื่องชุดนักเรียน และทรงผมอยู่แล้ว แต่ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื่นที่ 

วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงเรื่องการแต่งชุดไปรเวท ว่า ศธ. เปิดกว้าง ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 อยู่แล้ว และล่าสุดก็ได้มีการยกเลิกระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 เพื่อให้สถานศึกษาแต่ละแห่งกำหนดเป็นระเบียบ หรือข้อบังคับของแต่ละสถานศึกษาเอง ทั้งนี้ศธ.มีหน้าที่ต้องดูแลโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 30,000 โรงเรียน ไม่ใช่แค่เฉพาะระดับตำบล หรือระดับจังหวัด เพราะฉะนั้น จึงมีความหลากหลาย สิ่งที่ศธ.ยึดมั่นมาตลอดคือ พยายามให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งคำว่ายืดหยุ่น ไม่ใช่ปล่อยอิสระ ใครอยากทำอะไรก็ทำได้ แต่หมายถึง เปิดโอกาศให้สถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน นักเรียน และผู้เกี่ยวข้อง ได้มีส่วนร่วมออกแบบเครื่องแต่งกายและทรงผมนักเรียนที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ 

“เรื่องนี้ ศธ. ปลดล็อกไปนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาปลดล็อก อย่างที่บอกว่า การจัดการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่น แต่ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถทำตามใจตัวเองได้หมดทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ในต่างประเทศก็มีกฎระเบียบในการดูแลนักเรียน เพราะโรงเรียนเป็นสถานที่บ่มเพาะระเบียบวินัยให้เด็ก โดยเรื่องนี้ศธ. ได้กระจายอำนาจลงไปให้ สถานศึกษา กรรมการสถานศึกษา นักเรียน ชุมชน ร่วมกันตัดสินใจได้เองอยู่แล้ว  ส่วนตัวได้มีโอกาสลงพื้นที่หลายแห่ง ซึ่งพบว่าแต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างกัน เช่น บางพื้นที่อาจมีความจำเป็นต้องให้นักเรียนตัดผมสั้น เพื่อความสะดวกในการดูแลเรื่องต่าง ๆ ขณะที่บางแห่ง อย่างโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำ ชุดนักเรียน อาจจะเป็นชุดที่เขาเห็นว่ามีความเหมาะสม หรือบางโรงเรียน เด็กก็มีความภูมิใจที่จะใส่ชุดยูนิฟอร์มมาเรียน ดังนั้น บางทีก็ไม่อยากให้ไปตัดสิน ว่าทุกอย่างต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้นทั่วประเทศ ทุกที่ทั่วโลกมีระเบียบอยู่  เพียงแต่ระเบียบนั้น ถูกนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมหรือไม่ โดยมีเป้าหมายให้เด็กของเรามีวินัย และที่สำคัญ คือ เคารพในกติกาขององค์กร และรับฟังความเห็นส่วนรวม”น.ส.ตรีนุช กล่าว

ปธ.ชมรมรวมมิตรคิดทำดี101มอบชุดขาวปฏิบัติธรรมให้โรงเรียนบ้านแดงโนนสว่างร้อยเอ็ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/740877

ปธ.ชมรมรวมมิตรคิดทำดี101มอบชุดขาวปฏิบัติธรรมให้โรงเรียนบ้านแดงโนนสว่างร้อยเอ็ด

ปธ.ชมรมรวมมิตรคิดทำดี101มอบชุดขาวปฏิบัติธรรมให้โรงเรียนบ้านแดงโนนสว่างร้อยเอ็ด

วันศุกร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 19.19 น.

วันนี้ (30 มิ.ย.66) เวลา 12.30 น.นายศรานุวัฒน์ นุศาสตร์สังข์ ประธานชมรมรวมมิตรคิดทำดี101 โดยความอุปถัมภ์ของหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล องค์อุปถัมภ์และที่ปรึกษาชมรมฯ นายยุทธ ยมรัตน์ กรรมการบริหารชมรมฯ เลขานุการชมรมฯ ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านแดงโนนสว่าง ต.เหนือเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเป็นตัวแทนของหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล มอบชุดปฎิบัติธรรม (สีขาว) 188 ชุดให้กับโรงเรียนบ้านแดงโนนสว่าง โดยมีนายณัฏฐนันท์ สีลา ผู้อำนวยการโรงเรียน คณะครู อาจารย์นักเรียนเป็นผู้รับมอบ

นายศรานุวัฒน์ นุศาสตร์สังข์ ประธานชมรมรวมมิตรคิดทำดี101 กล่าวว่า ชมรมฯ ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล ให้เป็นตัวแทนเดินทางมามอบชุดขาวปฎิบัติธรรม 188 ชุดให้กับโรงเรียนบ้านแดงโนนสว่าง ต่อไปทางชมรมฯคงจะได้มีโอกาสมาร่วมกิจกรรมกับทางโรงเรียนอีก

นายณัฏฐนันท์ สีลา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแดงโนนสว่าง กล่าวว่า ต้องกราบนมัสการขอบพระคุณหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล ที่ท่านเมตตาให้ตัวแทนมามอบชุดขาวปฏิบัติธรรมให้กับทางโรงเรียน ทางโรงเรียนได้มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่าเราจะเป็นโรงเรียนวิถีพุทธจะพานักเรียนศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม โดยให้นักเรียนทุกคนได้ซึงซับหลักธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฏีและสามารถปฎิบัติได้จริง อย่างน้อยก็นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง ถ้าได้รับการสอนสั่งที่ถูกหลักและถูกต้อง

ปัจจุบันโรงเรียนกำลังจะพัฒนาทั้งทางด้านอาคารสถานที่ต่างๆ สำหรับการเรียนการสอน โดยไม่นานมานี้ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อพระครูวิมลบุญโกศล ได้เมตตาเดินทางมาเยี่ยมโรงเรียนบ้านแดงโนนสว่างและได้ปรารภว่าสถานที่เรียน ห้องเรียนต่างๆ รวมถึงห้องน้ำต้องมาก่อนให้เด็กนักเรียนได้นั่งเรียนหรือมาโรงเรียนอย่างมีความสุข ส่วนไหนที่ดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จหลวงพ่อจะพิจารณาให้เรื่องๆ ไปตามกำลัง ฟังแล้วสร้างความปลาบปลื้มปิติยินดีและเป็นกำลังใจที่ดีให้กับตนมาก