ข้อมูลสรุปการสัมมนาโครงการปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739892

ข้อมูลสรุปการสัมมนาโครงการปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร

ข้อมูลสรุปการสัมมนาโครงการปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.33 น.

ข้อมูลสรุปการสัมมนาโครงการปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร

            รายงานจากองค์กรอนามัยโลกได้ให้ข้อมูลที่ชี้ชัดว่าโรคพาร์กินสันมีอัตราเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในกลุ่มโรคความเสื่อมทางระบบประสาท และจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในอัตราส่วนประมาณ 1-3% ของผู้สูงอายุไทย โดยการรักษาในประเทศไทยเห็นได้ชัดว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่อมีอาการมากแล้ว ทำให้การรักษาต้องใช้ยาที่เยอะมาก คุณภาพชีวิตผู้ป่วยลดลง เป็นภาระในการรักษาต่อครอบครัว สังคมและประเทศชาติ

            เมื่อสมัยก่อนกลุ่มโรคสมองเสื่อม และโรคพาร์กินสัน ถูกคิดว่าเป็นโรคที่เป็นแล้ว ไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขได้ แต่ในปัจจุบันมีงานวิจัยชี้ชัดว่ากลุ่มโรคสมองเสื่อม และโรคพาร์กินสัน มีแนวทางป้องกันและสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นเหตุผลของการสัมมนาโครงการปาฐกถาราชบัณฑิตสัญจร เรื่อง “โรคพาร์กินสัน และการป้องกัน ความฝันหรือความจริงที่เป็นไปได้” จัดโดยสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30-16.30 น. เป็นโครงการวิชาการทางออนไลน์ (ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย) โดยจะนำความรู้ใหม่ๆ ในเรื่องของวิธีการป้องกันโรคพาร์กินสันมาสื่อสารให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาของกลุ่มโรคสมองเสื่อมและโรคพาร์กินสัน อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่ไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา

            การสัมมนาครั้งนี้ไม่ได้สร้างให้เกิดความตื่นตระหนกหรือความกังวล แต่ในทางกลับกันเพื่อทำให้ทุกท่านได้รู้ และวางแผนถึงการป้องกันที่สามารถทำได้ในปัจจุบัน โดยการเสวนาครั้งนี้มีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญความรู้ด้านโรคพาร์กินสัน และผู้ดำเนินการอภิปราย ศาสตราจารย์
นพ.รุ่งโรจน์  พิทยศิริ ภาคีสมาชิก
 จะมาไขข้อข้องใจถึงการป้องกันว่าสามารถทำได้อย่างไร และ
ยังมีการพูดถึงเรื่องอาหารสุขภาพที่ดีต่อโรคพาร์กิน การออกกำลังกายที่ป้องกันโรคพาร์กินสัน และการนอนที่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างไร พบกันในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 08.30-16.30 น. สามารถลงทะเบียนออนไลน์ผ่านลิงค์ https://lin.ee/xWrBZCH ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

อาชีวะอุบลฯ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการประเมินและรับรองคุณภาพสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739787

อาชีวะอุบลฯ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการประเมินและรับรองคุณภาพสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษา

อาชีวะอุบลฯ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการประเมินและรับรองคุณภาพสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษา

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 16.01 น.

อาชีวะอุบลฯ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการประเมินและรับรองคุณภาพสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษา’ ระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (APACC)” พร้อมขับเคลื่อนภารกิจสถานศึกษาสู่มาตรฐานสากล

วันที่ 26 มิ.ย.66 เมื่อเวลา 09.00 น. นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยรองผู้อำนวยการ 4 ฝ่าย นำหัวหน้าคณะวิชา หัวหน้าแผนกวิชา หัวหน้างาน และคณะกรรมการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง จัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “ติดตามผลการประเมินและรับรองคุณภาพสถานศึกษาด้านการอาชีวศึกษา ระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (APACC)” โดยมี ดร.พงศ์ศธร พิมพะพนิตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานประกันคุณภาพการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ และให้คำแนะนำในการดำเนินงานขับเคลื่อนภารกิจของสถานศึกษาให้มีมาตรฐานในระดับสากล 

อีกทั้งพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพในการทำงาน พร้อมปรับปรุงสถานศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการประเมินและรับรองคุณภาพด้านการอาชีวศึกษา ระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือ APACC  ครั้งที่ 2 ต่อไปในอนาคต หลังจากที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ผ่านการประเมินในระดับเหรียญทอง มาแล้วด้วยคะแนนผ่านการประเมิน 474 คะแนน จากคะแนนเต็ม 500 คะแนน ในปี 2561 และผ่านการรักษาสภาพมาตรฐานดังกล่าว ในปี 2563 จึงเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี จะขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและปรับปรุงกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ ตามเป้าหมายการดำเนินงานของสถานศึกษาที่ว่า “รักษามาตรฐานเดิม เพิ่มเติมปริมาณและคุณภาพ สร้างภาพลักษณ์เพื่อการอาชีวศึกษาที่ดี พัฒนา UVC สู่ความเป็นเลิศ”

อาชีวะอุบลฯจัดกิจรรมรวมพลังต่อต้านยาเสพติด ‘สดุดีครูกลอนสุนทรภู่ กวีเอกของไทยและของโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739784

อาชีวะอุบลฯจัดกิจรรมรวมพลังต่อต้านยาเสพติด 'สดุดีครูกลอนสุนทรภู่ กวีเอกของไทยและของโลก'

อาชีวะอุบลฯจัดกิจรรมรวมพลังต่อต้านยาเสพติด ‘สดุดีครูกลอนสุนทรภู่ กวีเอกของไทยและของโลก’

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.56 น.

อาชีวะอุบลฯจัดกิจรรมรวมพลังต่อต้านยาเสพติด และ “สดุดีครูกลอนสุนทรภู่ กวีเอกของไทยและของโลก” เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลกและวันสุนทรภู่ 25 มิ.ย.2566
 
วันที่ 26 มิ.ย.66 เมื่อเวลา 08.00 น. นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วยรองผู้อำนวยการ 4 ฝ่าย นำคณะครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษา จัดโครงการ “รณรงค์ป้องกันและต่อต้านยาเสพติด และกิจกรรมวันสุนทรภู่ ประจำปี 2566 ณ บริเวณอาคารอเนกประสงค์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เนื่องในวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก และเป็นวันสุนทรภู่กวีเอกของไทยและของโลก โดยวันนี้กิจกรรมประกอบด้วย ตัวแทนนักเรียน นักศึกษากล่าวรณรงค์และเผยแพร่ความรู้ เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก พร้อมด้วย นางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำคณะผู้บริหาร ครู บุคลากร นักเรียน นักศึกษา  ร่วมกันสวมเสื้อขาวแสดงพลังในการต่อต้านและไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกชนิด จากนั้นเป็นกิจกรรมเนื่องในวันสุนทรภู่ แผนกวิชาสามัญสัมพันธ์ หมวดวิชาภาษาไทย นำตัวแทนนักเรียน นักศึกษา บรรยายให้ความรู้เรื่อง “ประวัติพระสุนทรโวหาร” การแสดงจินตลีลา เพลง “คำมั่นสัญญา” การขับเสภา “สดุดีครูกลอนสุนทรภู่ กวีเอกของไทยและของโลก”

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อปลูกจิตสำนึกที่ดีให้แก่นักเรียน นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่เป็นอนาคตของชาติ สร้างการรับรู้ในการต่อต้านยาเสพติด แสดงออกถึงการมีส่วนร่วมในการรณรงค์เพื่อการป้องกันยาเสพติด ภายใต้กรอบแนวคิด “ รวมพลังไทยหยุดภัยยาเสพติด” ตลอดจนร่วมกันรำลึกถึง ครูกลอนสุนทรภู่ กวีเอกของไทยและของโลก ร่วมกันอนุรักษ์หวงแหนและภาคภูมิใจในภาษาไทย อันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเอกลักษณ์คู่ชาติไทย

‘ครูผู้ช่วย’วุ่น!สั่งสอบใหม่ 3 เขตพื้นที่ หลังส่ง‘ข้อสอบ’ผิดชุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739749

‘ครูผู้ช่วย’วุ่น!สั่งสอบใหม่ 3 เขตพื้นที่ หลังส่ง‘ข้อสอบ’ผิดชุด

‘ครูผู้ช่วย’วุ่น!สั่งสอบใหม่ 3 เขตพื้นที่ หลังส่ง‘ข้อสอบ’ผิดชุด

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.47 น.

‘ครูผู้ช่วย’วุ่น!สั่งสอบใหม่ 3 เขตพื้นที่ หลังส่ง‘ข้อสอบ’ผิดชุด

ความคืบหน้ากรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) อุดรธานี จัดส่งข้อสอบ “ครูผู้ช่วย” ผิดพลาดใน 3 เขตพื้นที่ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีมติให้จัดการสอบขึ้นใหม่ในวันที่ 26 มิถุนายนนั้น      

ล่าสุดเช้าวันที่ 26 มิถุนายน 2566 ในส่วนของ จ.หนองคาย ที่สนามสอบโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งในตัวเมืองหนองคาย ทางโรงเรียนได้จัดเตรียมห้องสอบไว้ให้ผู้เข้าสอบได้ทำการสอบใหม่ โดยใช้ห้องสอบเดิมในวันที่ 24-25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนการเรียนการสอนของนักเรียนที่ต้องเรียนตามปกติในวันจันทร์นั้น ตามตารางเรียนหากนักเรียนต้องเรียนในห้องที่ใช้เป็นห้องสอบ ก็จะย้ายนักเรียนไปเรียนในหอประชุมโรงเรียนเป็นการชั่วคราวก่อน ซึ่งจะพยายามไม่ให้กระทบกับการเรียนการสอน โดยการสอบของครูผู้ช่วยจะแล้วเสร็จในเวลา 11.00 น.หลังจากนั้นก็จะสามารถกลับมาใช้ห้องเรียนทำการเรียนการสอนได้ตามปกติ

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น พบว่า ข้อสอบมีปัญหาใน 2 วิชา คือ วิชาเคมี และวิชาวิทยาศาสตร์ โดยข้อสอบที่เป็นหน้าปกข้อสอบระบุว่าเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ แต่ภายในกระดาษข้อสอบเป็นวิชาภาษาไทย ซึ่งในการสอบมีผู้เข้าสอบเคมี วิทยาศาสตร์ 3 ห้อง มีเพียงบางห้องที่ข้อสอบไม่ตรงปก

‘วัดพระธรรมกาย’จัดสวดมนต์ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช พระชนมายุ 8 รอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739739

‘วัดพระธรรมกาย’จัดสวดมนต์ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช พระชนมายุ 8 รอบ

‘วัดพระธรรมกาย’จัดสวดมนต์ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช พระชนมายุ 8 รอบ

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.16 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดสวดมนต์ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช พระชนมายุ 8 รอบ

พระครูสังฆรักษ์รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย นำคณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนาน้อมถวายพระกุศล แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ 26 มิถุนายน 2566 ณ สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระนามเดิม อัมพร ประสัตถพงศ์ ฉายา อมฺพโร เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยทรงเริ่มดำรงตำแหน่งในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 และทรงเป็นเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต แม่กองงานพระธรรมทูต และนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

‘ปลัด ศธ.’มอบเงินเยียวยา กำชับทุกโรงเรียนระวังซ้ำรอยถังดับเพลิงระเบิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739733

‘ปลัด ศธ.’มอบเงินเยียวยา กำชับทุกโรงเรียนระวังซ้ำรอยถังดับเพลิงระเบิด

‘ปลัด ศธ.’มอบเงินเยียวยา กำชับทุกโรงเรียนระวังซ้ำรอยถังดับเพลิงระเบิด

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 12.33 น.

‘ปลัด ศธ.’มอบเงินเยียวยา กำชับทุกโรงเรียนระวังซ้ำรอยถังดับเพลิงระเบิด

26 มิถุนายน 2566 นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.) ลงพื้นที่มอบเงินเยียวยาช่วยเหลือครอบครัวนักเรียนที่เสียชีวิต และดูแลนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ถังแก็สดับเพลิงระเบิดขณะซ้อมแผนอพยพหนีไฟ พร้อมด้วย นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพฯ เขต 1, นายเทพฤทธิ์ ยอดใส ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิตมัธยม ให้การต้อนรับ ณ ห้องพระอัศวราช โรงเรียนราชวินิตมัธยม กรุงเทพฯ

ปลัด ศธ. กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นส่งผลให้มีนักเรียนได้รับผลกระทบกว่า 30 ราย ต้องนำส่งโรงพยาบาล 9 ราย เสียชีวิต 1 ราย ส่วนอีก 20 รายพักรักษาดูอาการในห้องพยาบาลโรงเรียนและเดินทางกลับบ้านได้ กระทรวงศึกษาธิการในฐานะที่ดูแลภาพรวมการศึกษาทั้งประเทศ ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้บาดเจ็บและสูญเสียจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ การลงพื้นที่ในวันนี้สิ่งสำคัญคืออยากมาให้กำลังใจกับทุกฝ่าย และดูประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปถอดบทเรียนมาวางมาตรการป้องกันเหตุ ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนที่ราคาแพงมากทำให้มีผู้สูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เบื้องต้นได้แจ้งไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศผ่านศึกษาธิการจังหวัด ให้กำชับเรื่องนี้และให้ระมัดระวังเป็นพิเศษว่าการซักซ้อมหรือทำกิจกรรมใด ๆที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือความไม่ปลอดภัยแก่ผู้เรียนเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนข้อแรกที่จะต้องเร่งดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกและให้มีการตรวจสอบอุปกรณ์

สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทาง ผอ.รร.ราชวินิตมัธยม และ ผอ.สพม.กรุงเทพ เขต 1 ได้ลงพื้นที่ไปดูแลที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาลด้วยตนเอง และยังมีประกันอุบัติเหตุที่ทางโรงเรียนได้ทำไว้ให้กับนักเรียนทุกคน สำหรับผู้เสียชีวิตได้รับประมาณ 200,000 บาท ทั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแม้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในฐานะที่กำกับในเชิงนโยบายความปลอดภัยของผู้เรียน วันนี้จึงลงพื้นที่มาดูแลทุกฝ่ายทั้งครอบครัวผู้เสียชีวิตและนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ โดยได้มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต จำนวน 30,000 บาท และครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บ รายละ 5,000 บาท  นอกจากนี้สมาคมครูและผู้ปกครองราชวินิตมัธยม ได้รวบรวมทุกสรรพกำลังในการช่วยเหลือทุกฝ่ายอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ศธ.ได้ประสานไปยังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หลังจากเปิดเรียนในวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2566 จะนำคุณหมอและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องด้านจิตวิทยามาดูแล พูดคุย ทำความเข้าใจกับครอบครัวรวมทั้งตัวน้องนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บและอยู่ในเหตุการณ์ซึ่งสร้างความสะเทือนใจและอาจส่งผลต่อสภาวะจิตใจของน้องนักเรียนที่พบเห็น

“ศธ. และครอบครัวผู้เสียชีวิต สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานดูแลผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยรับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์โดยตลอด ยังความปลาบปลื้มแก่กระทรวงศึกษาธิการ ครอบครัวผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บ อย่างหาที่สุดมิได้” ปลัด ศธ. กล่าว

คุณแม่น้องนักเรียนผู้เสียชีวิต ได้สะท้อนเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมเพิ่มพูนทักษะความรู้ในการอพยพหนีไฟและซ้อมดับไฟว่า “อยากให้มีกิจกรรมแบบนี้ต่อไป แต่ขอให้เพิ่มความระมัดระวังให้รัดกุมมากกว่านี้ มีการตรวจสอบอุปกรณ์ทุกชิ้นก่อนการแสดงกิจกรรมสาธิตวิธีการใช้ ส่วนด้านการเยียวยามีความตื้นตันใจที่ทางกระทรวงศึกษาธิการให้ความช่วยเหลือทุกด้านอย่างเต็มที่ไม่ทอดทิ้ง”

นายกฯประธานพิธีทำบุญตักบาตร ฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739727

นายกฯประธานพิธีทำบุญตักบาตร ฉลองพระชนมายุ 8 รอบ'สมเด็จพระสังฆราช'

นายกฯประธานพิธีทำบุญตักบาตร ฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.52 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2566 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และภริยา เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาน สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2566 ณ บริเวณวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถนนเฟื่องนคร เขตพระนคร กรุงเทพฯ

– 006

‘สจล.’ผนึกกำลัง‘ยามาฮ่า คอร์ปอเรชั่น’ พัฒนาหลักสูตร‘วิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739579

‘สจล.’ผนึกกำลัง‘ยามาฮ่า คอร์ปอเรชั่น’ พัฒนาหลักสูตร‘วิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม’

‘สจล.’ผนึกกำลัง‘ยามาฮ่า คอร์ปอเรชั่น’ พัฒนาหลักสูตร‘วิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม’

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดนตรีเป็น “ซอฟต์ พาวเวอร์” อันทรงพลัง ขณะที่สื่อดิจิทัลคอนเทนต์ต่างๆ มีอิทธิพลต่อวิถีสังคมมนุษย์และเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงผนึกความร่วมมือกับผู้นำอุตสาหกรรมดนตรีของโลกอย่าง บริษัท ยามาฮ่า คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และสยามดนตรียามาฮ่า ณ เมืองฮามามัตสึ เพื่อแลกเปลี่ยนและต่อยอดงานวิจัยศิลปะและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมดนตรี ผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงป้อนวงการดนตรีและดิจิทัลมีเดีย เสริมความแข็งแกร่งพัฒนาหลักสูตรดนตรีและสื่อประสมให้ก้าวหน้า สร้างเสริมพลังซอฟท์พาวเวอร์ของไทย

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมดนตรีในตลาดโลกมีการพัฒนาควบคู่กับดิจิทัลมีเดียซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก อุตสาหกรรมดนตรีจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว ในบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ มีศิลปินโด่งดังระดับโลก เช่นลิซ่า-ลลิษา มโนบาล แบล็คพิ้งค์ บีทีเอส สร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศและมูลค่าทางเศรษฐกิจอื่นๆ ตามมาอย่างมหาศาล โดยใช้อุตสาหกรรมดนตรีเป็นตัวนำทางและแผ่ขยายไปยังนานาประเทศทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย สจล. ได้ก่อตั้ง “วิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต” ในปี 2561 นับเป็นแห่งแรกในอาเซียนที่ผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมดนตรีที่เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ รองรับยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยเปิดหลักสูตรวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสมในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และหลักสูตรระยะสั้น ดังนั้นความร่วมมือระหว่าง สจล.กับ สยามดนตรียามาฮ่า และยามาฮ่า คอร์ปอเรชั่น นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อความร่วมมือพัฒนาความก้าวหน้าของหลักสูตรดนตรีใหม่ๆ และงานวิจัยในประเทศไทย

“การถ่ายทอดเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น การบ่มเพาะบุคลากรสมรรถนะสูงทางด้านวิศวกรรมดนตรีและสื่อดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์งานดนตรี สื่อและคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างมีสีสัน ตอบสนองความหลากหลายของการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพเสริมพลังให้ซอฟต์ พาวเวอร์ ของไทยด้านดนตรี ภาพยนตร์ เฟสติวัล กีฬาการต่อสู้ และขับเคลื่อนไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและนวัตกรรมทางด้านบันเทิงแห่งอาเซียน” อธิการบดี สจล. กล่าว

ผศ.ดร.พิทักษ์ ธรรมวาริน คณบดี วิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต สจล. กล่าวว่าจุดเด่นของหลักสูตรวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสมวิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต แบ่งเป็น Acoustic Engineering และ Sound Engineering มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะความสามารถและความเชี่ยวชาญในการบูรณาการองค์ความรู้ อาทิ วิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสาร อิเล็กทรอนิกส์ และวิศวกรรมการประมวลผลสัญญาณ วิศวกรรมอคูสติกส์ เข้ากับองค์ความรู้ทางด้านศิลป์สาขาวิชาดนตรีและเทคโนโลยีดนตรี บุกเบิกมิติใหม่ในแวดวงการศึกษาทางด้านวิศวกรรมดนตรีของประเทศ

“ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านดนตรี สื่อดนตรี อุตสาหกรรมเกม อีเว้นท์ สื่อทางวิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น เข้าใจในมุมมองของศิลปะทางด้านดนตรีและมีทักษะในทางปฏิบัติ สามารถวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของหลักการทางวิศวกรรมกับเทคโนโลยีดนตรีได้เป็นอย่างดีโดยมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ห้องปฏิบัติการ และเครื่องมือที่ครบครันทันสมัย” ผศ.ดร.พิทักษ์ กล่าว

การประกาศความร่วมมือกันในครั้งนี้ นักวิจัย คณาจารย์และนักศึกษาของวิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต สจล. ยังได้ไปเยือนโรงงานผลิตเครื่องดนตรีและอุปกรณ์ระบบเสียงของยามาฮ่า ที่เมืองฮามามัตสึ ดร.พีรวัฒน์ ชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามดนตรียามาฮ่าจำกัด และ มร.กาซุนาริ ซูซูกิ (Kazunari Suzuki)กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ได้ประสานงานกับยามาฮ่าคอร์ปอเรชั่น ที่ญี่ปุ่นตลอดทริปที่เมืองฮามามัตซึ ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดนตรีที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นำนักวิจัยและนักศึกษา สจล.ดูงานและเปิดมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มการพัฒนาเครื่องดนตรี เครื่องเสียง และอุปกรณ์ต่างๆ ไลน์การผลิตที่ก้าวหน้าทันสมัยของยามาฮ่า ผู้นำอุตสาหกรรมดนตรีและระบบเสียงในตลาดโลก ซึ่งมีประวัติศาสตร์การก่อตั้งมายาวนานตั้งแต่ปี 2430 โดดเด่นในงานวิจัยคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรม ตั้งแต่เครื่องดนตรีอิเลคโทน เปียโน คีย์บอร์ด ดนตรีคอมโบ้ ซินธิไซเซอร์ เครื่องเป่าทองเหลือง ระบบเครื่องเสียงในบ้าน ระบบเครื่องเสียงสำหรับงานสาธารณะ

อีกทั้งได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีโลกแห่งแรกและแห่งเดียวในญี่ปุ่น Hamamatsu Museum of Musical Instruments “เมืองแห่งการสร้างสรรค์ดนตรี” อนุรักษ์มรดกทางดนตรีที่มีคุณค่าจากทั่วทุกมุมโลก นอกจากนี้ วิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต สจล.ยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความก้าวหน้ากับสองมหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยโตไก (Tokai University) เยี่ยมห้องปฏิบัติการวิจัย Acoustic Lab & Virtual Reality Lab

และ มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งโตเกียว (Tokyo University of the Arts) ซึ่งมี Immersive Sound Lab ที่ทันสมัย พร้อมพบปะและฟังบรรยายสรุปของนักศึกษาไทยจากวิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต ชั้นปี4 ที่เดินทางไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น (Oversea Training) เป็นเวลา 1 เทอมการศึกษา ณ มหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง เพื่อนำประสบการณ์ความรู้มาพัฒนาดนตรีในประเทศไทยอีกด้วย

สำหรับผู้จบการศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม วิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต สจล. จะสามารถทำงานในอุตสาหกรรมดนตรี, ภาพยนตร์, โฆษณา, เกมส์และแอนิเมชัน, วิทยุโทรทัศน์, การผลิตเครื่องดนตรี, วิศวกรรมเสียงสำหรับอาคาร, วิศวกรรมความปลอดภัยทางเสียงและโสตทัศนูปกรณ์ทางการแพทย์, อุตสาหกรรมยานยนต์ และอื่นๆ ผู้สนใจสมัครเรียนวิทยาลัยวิศวกรรมสังคีต ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ https://imse.kmitl.ac.th/th/ โทร. 02-3298197 หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/imsekmitl/?locale=th_TH

60 ปี‘ม.หอการค้าไทย’ก้าวต่อไปสู่ความยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739581

60 ปี‘ม.หอการค้าไทย’ก้าวต่อไปสู่ความยั่งยืน

60 ปี‘ม.หอการค้าไทย’ก้าวต่อไปสู่ความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“แม้จะมีอายุ 60 ปีในปีนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยของเรายังมีไฟ มีแรงกายแรงใจ มีจุดยืนที่เข้มแข็งจากการที่เรามีรากเหง้าของการรวมกลุ่มพ่อค้านักธุรกิจจนตั้งเป็นสภาหอการค้าไทย กลุ่มพ่อค้านักธุรกิจคนไทยเชื้อสายจีนนั้นก็อยากสร้างความเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศและยังต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้การทำธุรกิจการค้าให้กับลูกหลาน เพื่อดำเนินธุรกิจให้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างมีหลักการ นี่คือจุดกำเนิดของมหาวิทยาลัย”

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงความภูมิใจในโอกาสที่มหาวิทยาลัยได้เปิดทำการมาเป็นปีที่ 60 แล้วในเดือนมิ.ย. 2566 นอกจากนั้น ในช่วงที่ประเทศไทยเกิด “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ซึ่งเป็นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่ลุกลามออกไปทั่วทั้งทวีปเอเชีย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ก้าวไปอีกขั้นสู่การเป็น “Think Thank ของประเทศ” นำองค์ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์มาพัฒนาเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ

ด้วยการตั้ง “ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ” เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล ศึกษาวิจัย เพื่อพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจ สร้างเครื่องชี้วัดที่สามารถคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจล่วงหน้าได้ตามหลักวิชาการ เพื่อให้ภาครัฐและภาคเอกชน ใช้อ้างอิงและเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งการตัดสินใจที่จะลงทุน หรือปรับเปลี่ยนแผนงานได้ทันการ เพราะเศรษฐกิจมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

“เรามีบริการวิชาการให้องค์ความรู้เรื่องการค้าการขายการทำธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ที่เราถนัด ควบคู่ไปกับการเป็นคลังสมองของชาติเพื่อสร้างคน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพราะมหาวิทยาลัยต้องหมุนตามโลก ต้องเป็นผู้นำมากกว่าผู้ตาม ยิ่งมหาวิทยาลัยมีอายุมากขึ้นเท่าไหร่ก็เหมือนคนที่คุณวุฒิสูง วัยวุฒิสูง เก๋าแต่ไม่แก่ มีความน่าเชื่อถือ” อธิการบดี ม.หอการค้าไทย กล่าว

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวต่อไปว่าตนคิดว่าวันนี้ “มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยต้องเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อผู้ประกอบการดิจิทัลยุคใหม่ (The University of Modern Digital Entrepreneurship)” ไม่ใช่เพราะกลัวตกเทรนด์ แต่เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความเคยชินให้นักศึกษา ขณะเดียวกันก็ยังเชื่อว่า “รวมกันเราอยู่”ยังใช้ได้เสมอกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหลายองค์กรทั้งภาครัฐภาคเอกชนมากมาย ซึ่งไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแค่ไหน แต่สิ่งที่มหาวิทยาลัยไม่ควรเปลี่ยน คือการสร้างคนที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาสังคม

ทั้งนี้ 60 ปีของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถือว่าก้าวมาถูกทิศทาง โดยเฉพาะในเรื่องของการปรับปรุงหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์เทรนด์ยุคสมัย ไลฟ์สไตล์เด็กรุ่นใหม่ด้วยความเป็น Professional University คือถ้ามองเรื่องเศรษฐกิจการค้า การทำธุรกิจ ก็อยากให้นึกถึง ม.หอการค้าไทย เพราะเป็นรากเหง้ารากแก้วของมหาวิทยาลัยที่หยั่งรากลึกมานานถึง 60 ปี แข็งแกร่งและยังแตกรากแขนงแยกย่อยไปอีกหลายศาสตร์สาขาวิชาที่เชื่อว่ามีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจของชาติ

เช่น “คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ” ที่ได้รับรองมาตรฐานการศึกษา “UNWTO.TEDQUAL” จากองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเราเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนในไทยเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการรับรองนี้ โดยมองว่าการเรียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเชิงการทำธุรกิจการค้าจะช่วยตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะประเทศจะพัฒนาได้จากอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยว

รวมถึงล่าสุดมีการเปิดหลักสูตร“การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing)”ที่เราได้ตัวจริงหลากหลายวงการตลาดดิจิทัลมาร่วมสร้าง “เด็กหัวการค้าดิจิทัล” ทุกคน รวมไปถึงอนาคตที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเราจะเปิด คณะพยาบาลศาสตร์เพราะมองว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ซึ่งก็จะช่วยตอบโจทย์ธุรกิจการแพทย์ได้ในเชิงของการตลาดและการทำธุรกิจ

หรือแม้แต่หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง อย่างหลักสูตร “เทพเซียน (TEPCIAN)” ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เน้นการเรียนองค์ความรู้จีนระดับ “เซียน” ที่ทำให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก หลักสูตรนี้คัดนักธุรกิจชั้นนำทั้งคนไทยและคนจีน มาเรียนรู้ร่วมกันเพื่อต่อยอดธุรกิจด้านการค้า การลงทุนไทย-จีน ทำให้ผู้บริหารระดับสูงทั้งชาวไทยและชาวจีนที่ต้องการทำการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศได้ รู้ลึกรู้รอบ เชื่อมธุรกิจจีน-ไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนแข็งแกร่งระหว่างธุรกิจไทยและจีน

“60 ปีของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็น 60 ปีที่เปี่ยมด้วยไฟฝันพร้อมที่จะปรับตัวและพัฒนาไปสู่ก้าวที่ยั่งยืนเพื่อคนการค้าและเด็กหัวการค้า เป็น 60 ปี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เป็นมากกว่ามหาวิทยาลัย เพราะเราพร้อมจะก้าวไป

นักวิชาการ‘ม.มหิดล’แนะลดเหลื่อมลํ้ากลุ่มชาติพันธุ์ ต้องสร้างการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/739580

นักวิชาการ‘ม.มหิดล’แนะลดเหลื่อมลํ้ากลุ่มชาติพันธุ์ ต้องสร้างการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

นักวิชาการ‘ม.มหิดล’แนะลดเหลื่อมลํ้ากลุ่มชาติพันธุ์ ต้องสร้างการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

วันจันทร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินเดียวกับพลเมืองอื่นๆ ในประเทศ แม้จะมีภาษาและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันแต่ก็มีฐานะเป็นพลเมืองของประเทศเช่นเดียวกัน จึงมีสิทธิมีเสียงที่ทุกคนในประเทศต้องรับฟัง ซึ่ง รศ.ดร.โสภนาศรีจำปา ประธานศูนย์ภารตะศึกษาและอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาศาสตร์สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในสังคมพหุวัฒนธรรมที่ประกอบไปด้วยผู้คนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมมาอยู่ร่วมกัน ปัญหาที่ยังคงพบตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน คือการยอมรับในความต่าง

หลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากการยึดมั่นในความคิดที่ว่าชนกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเพียงแค่ชนกลุ่มน้อย และจากการถูกคาดหวังให้ดำเนินชีวิตตามกรอบ จนต้องสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งเปรียบได้กับการสูญเสียมรดกของมวลมนุษยชาติ ทั้งนี้ จากงานวิจัยเพื่อศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย เมียนมา และไทย เป็นบริเวณซึ่งมีลักษณะทางชาติพันธุ์แบบมองโกลอยด์ ภาษาตระกูลทิเบต-พม่า และวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน

มีแนะนำถึงปัจจัยสำคัญของการปกป้องชนกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมอันเป็นคุณค่าและความรุ่มรวยของมนุษยชาติที่แตกต่างหลากหลายไม่ให้สูญสลาย คือ “การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน” ซึ่งสำคัญต่อการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสันติสุข ดังตัวอย่างกรณีศึกษาจาก“รัฐมณีปุระ” ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี มีประชากรราว 3.4 ล้านคน แต่มีกลุ่มชาติพันธุ์ราว 30 กลุ่ม

ชนกลุ่มชนกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐมณีปุระมีสิทธิและมีส่วนร่วมในการบริหารและปกครองรัฐผ่านการเลือกตั้งภายในรัฐโดยมีมุขมนตรีเป็นหัวหน้าและเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารภายในรัฐ และมีสภานิติบัญญัติแห่งรัฐที่ชนกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งได้รับเลือกตั้งให้เข้าไปทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นในการวางแผนบริหารจัดการภายในพื้นที่การปกครองได้อย่างเต็มที่ ซึ่งสามารถนำมาเป็นตัวอย่างในการศึกษาแนวทางในการบริหารจัดการกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้

นอกจากนี้ ยังพบว่าคุณค่าทางภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ อาจแปรเปลี่ยนสู่การสร้างมูลค่าได้อย่างนึกไม่ถึง ตัวอย่างเช่น ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ด้วยภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาของกลุ่มชาติพันธุ์ อิ้นต้า (Intha) ทำให้วิถีชีวิตที่ต้องอยู่ท่ามกลางทะเลสาบอินเลไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำการเกษตรลอยน้ำ จากภูมิปัญญาในการนำเศษวัชพืชมาซ้อนทับด้วยดินโคลนและพืชน้ำเพื่อทำการเกษตรปลูกผักผลไม้ในทะเลสาบ

ซึ่งเป็นวิถีธรรมชาติที่อาจนำไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบเพื่อรับมือกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ในพื้นที่อื่นๆ ของโลกได้ต่อไปในอนาคต นอกจากความยั่งยืนจากรายได้ที่สร้างขึ้นจากการจำหน่ายผักผลไม้ซึ่งเป็นผลิตผลจากการทำเกษตรลอยน้ำดังกล่าวแล้ว ยังสามารถใช้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมได้อีกด้วย

สำหรับในประเทศไทย แนวทางการบริหารจัดการกลุ่มชาติพันธุ์อาจนำมาปรับใช้ด้วยการจัดทำและบรรจุเนื้อหาเรื่องความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศไทยไว้ในหลักสูตรตั้งแต่ระดับประถมศึกษาขึ้นไป เพื่อสร้างความรู้เรา รู้เขา เข้าใจในคุณค่า และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อีกทั้งควรส่งเสริมการรู้เรา รู้เขาระหว่างสังคมไทยและแรงงานข้ามชาติ จะทำให้คนไทยเข้าถึงการอยู่ร่วมกันในระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ กับประเทศอื่นๆ ได้อย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และเป็นสุข

ดังเจตนารมณ์ที่ระบุไว้ใน “เสาสังคมและวัฒนธรรม” ของอาเซียน และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยและประชาคมอาเซียนไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย!!!