ศศินทร์แต่งตั้ง ศ.ดร.เอียน เฟนวิค เป็นผู้อำนวยการ วาระที่ 2

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738790

ศศินทร์แต่งตั้ง ศ.ดร.เอียน เฟนวิค  เป็นผู้อำนวยการ วาระที่ 2

ศศินทร์แต่งตั้ง ศ.ดร.เอียน เฟนวิค เป็นผู้อำนวยการ วาระที่ 2

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.ดร.เอียน เฟนวิค (Prof.Ian Fenwick, Ph.D.) ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศศินทร์ (Sasin School of Management)ต่อเนื่องเป็นวาระที่ 2 ได้กล่าวถึงแผนในอนาคตว่า เน้นที่การมีส่วนร่วมของทุกคน ให้ทุกคนได้ใช้ศักยภาพเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง

“ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบอนาคตของพวกเราร่วมกัน เพื่ออนาคตของพวกเราเอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นที่ศศินทร์ การพัฒนาต่อไปของศศินทร์ ทั้งด้านชื่อเสียงและหลักสูตรขึ้นอยู่กับทุกคน ทั้งเจ้าหน้าที่คณาจารย์ นิสิต นิสิตเก่า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน”

ศ.ดร.เอียน เฟนวิค เข้ามาทำงานที่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2531 เพื่อพัฒนาวิชาใหม่ๆ ทางด้าน Entrepreneurship ให้กับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง ก่อนหน้านั้นได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหลักสูตร MBA ที่มหาวิทยาลัย Schulich School of Business เมือง Toronto ประเทศ Canada ดร.เอียนเริ่มต้นทำงานที่ศศินทร์ในปี พ.ศ.2535 โดยเป็น Visiting Professor สอนวิชา Marketing Strategy และต่อมาในปี พ.ศ.2544 ได้ทำงานเป็นอาจารย์ประจำ โดยตลอดเวลาที่อยู่ศศินทร์ ดร.เอียน ได้รับตำแหน่งด้านการบริหารหลายตำแหน่ง รวมทั้งตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ระหว่างปีพ.ศ.2560-2562 และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการวาระแรกระหว่างปี พ.ศ.2562-2566

ผลงานวิชาการที่สร้างชื่อเสียง ได้แก่ พ.ศ.2551 ดร.เอียน เฟนวิคได้เขียนหนังสือ Digimarketing : The Essential Guide to New Media & Digital Marketing ร่วมกับ Kent Wertime, co-CEO Ogilvy Asia ซึ่งงานเขียนนี้นับได้ว่าเป็นงานรุ่นบุกเบิกในการเปลี่ยนแปลงวงการการตลาด ทำให้ ดร.เอียน ได้รับคำเชิญไปสอนที่สถาบันฯ สอนธุรกิจหลายแห่งทั่วโลกดร.เอียน สั่งสมประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งในประเทศแคนาดา จีน อังกฤษ เยอรมนี ฮ่องกง เกาหลี มาเลเซีย โปแลนด์ ไทยและสหรัฐอเมริกา

ศ.ดร.เอียน เฟนวิค ได้รับปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์และสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัย DurhamUniversity และปริญญาเอกจากUniversity of London

ม.ศรีปทุมพานักศึกษาทัวร์ ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738788

ม.ศรีปทุมพานักศึกษาทัวร์  ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center

ม.ศรีปทุมพานักศึกษาทัวร์ ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดย ดร.สุรชัย ทองแก้ว หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ
ผศ.จิโรจน์ จริตควร หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และอาจารย์นำทีมนักศึกษาและผู้ที่สนใจ ศึกษาดูงานในรูปแบบ Hybrid Tour (Onsite และ Online) และฟังการบรรยายพิเศษ จาก นายภุชงค์ เจริญสุข Enterprise Product Marketing Manager AIS Business ที่มาถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ Unlocking Smart Manufacturing Transformation with 5G Intelligent Connectivity by AIS Business

พร้อมกันนี้ได้นำเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center ศูนย์กลางนวัตกรรมและโซลูชั่น ทั้งการติดตั้งสถานีฐานทุกย่านความถี่เพื่อการทดลองทดสอบ พร้อมเทคโนโลยีเครือข่ายต้นแบบ 5G ในประเทศไทย, โซลูชั่นต้นแบบเพื่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ (5G vertical industry applications), อุปกรณ์สื่อสารปลายทาง (Smart Terminal) ที่จะมีการหมุนเวียนมาทดสอบและจัดแสดงที่ศูนย์นวัตกรรม 5G A-Z Center ชั้น 18 อาคารทิปโก้ ทาวเวอร์ 2 พญาไท กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้

สพป. ตาก 2 อบรมเจ้าหน้าที่ พสน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738783

สพป. ตาก 2 อบรมเจ้าหน้าที่ พสน.

สพป. ตาก 2 อบรมเจ้าหน้าที่ พสน.

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ร่วมกับสมาคมผู้บริหารสถานศึกษาอำเภอแม่สอด จัดอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) โรงเรียนในสังกัด และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก รวมทั้งสิ้น 87 คน จัดขึ้นที่ โรงเรียนบ้านแม่กื้ดหลวงกัญไชยมิตรภาพที่ 182 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก

เมเจอร์มอบ‘ห้องหนังเพื่อการเรียนรู้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738782

เมเจอร์มอบ‘ห้องหนังเพื่อการเรียนรู้’

เมเจอร์มอบ‘ห้องหนังเพื่อการเรียนรู้’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ ส่งมอบห้องหนังเพื่อการเรียนรู้ ห้องที่ 60 พร้อมชุดอุปกรณ์กีฬา ให้โรงเรียนวังก้านเหลืองดรุณกิจ อ.เมืองชัยภูมิ จ.ชัยภูมิ โดยนายวรศิษย์ พุฒจีบ นายอำเภอเมืองชัยภูมิ เป็นประธานรับมอบ จาก นายเด่นดับโศก ผู้บริหารมูลนิธิ เมเจอร์ แคร์ โดยมี สิบตำรวจโทจรัญ ชูชื่น รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1, นายสมชาย ไตรทิพย์ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา, นายนิกร อริพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวังก้านเหลืองดรุณกิจ ร่วมรับมอบ

ฟอร์ดมอบทุนนักศึกษา สายงานช่างเมคคาทรอนิกส์และช่างยนต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738785

ฟอร์ดมอบทุนนักศึกษา สายงานช่างเมคคาทรอนิกส์และช่างยนต์

ฟอร์ดมอบทุนนักศึกษา สายงานช่างเมคคาทรอนิกส์และช่างยนต์

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ฟอร์ดสานต่อโครงการ “เปลี่ยนความรู้…สู่อาชีพ” ประจำปี 2566 มอบทุนการศึกษาและฝึกอบรม จำนวน 27 ทุน รวม 2,000,000 บาท พร้อมหุ่นยนต์ที่เคยใช้ประกอบรถยนต์ที่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านเทคนิค

สายงานช่างเมคคาทรอนิกส์และช่างยนต์ ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมและพัฒนาฝีมือช่างที่ฟอร์ดออกแบบร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เพื่อขับเคลื่อนอาชีวศึกษาไทยสู่แรงงานทักษะขั้นสูง นักศึกษาจะได้เรียนรู้ ทั้งภาคทฤษฎีในห้องเรียน และภาคปฏิบัติที่โรงงานเอฟทีเอ็ม และศูนย์บริการฟอร์ด ที่จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นเวลา 2 ปี

สำหรับหุ่นยนต์ ได้มอบให้วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ วิทยาลัยเทคนิคจังหวัดระยอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 10 ตัว

‘ตรีนุช’ลงพื้นที่ จ. สุราษฎร์ธานี ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย ศธ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738895

'ตรีนุช'ลงพื้นที่ จ. สุราษฎร์ธานี ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย ศธ.

‘ตรีนุช’ลงพื้นที่ จ. สุราษฎร์ธานี ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย ศธ.

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.53 น.

“ตรีนุช”ลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบาย ศธ.

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  พร้อมด้วยนายนิรุตติ สุทธินนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงศึกษาธิการ, ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายคมกฤช จันทร์ขจร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้, นายประพัทธ์ รัตนอรุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น โครงการพาน้องกลับมาเรียน โครงการสถานศึกษาปลอดภัย การพัฒนาทักษะอาชีพและพัฒนาศักยภาพพลเมืองสู่ตลาดแรงงาน การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร พร้อมเยี่ยมชมการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมีนายนันธวัช เจริญวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวต้อนรับ

น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า จากการเยี่ยมชมกิจกรรมต่าง ๆ วันนี้ ได้เห็นถึงความตั้งใจในการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเป็น การจัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ กิจกรรมส่งเสริมการฝึกอาชีพ กิจกรรมห้องสมุดด และการจัดกิจกรรมการเพื่อการศึกษาตลอดชีวิต  ซึ่งเป็นการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้ประชาชนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย เทำให้ประชาชนมีความสนใจในการใช้บริการจากห้องสมุดมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุ ผ่านการดำเนินการจัดกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตของสถานศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาสมรรถนะของผู้สูงอายุ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ผู้สูงอายุได้มีการพัฒนาและคงสมรรถนะในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เพื่อคงคุณภาพชีวิตที่ดีในการใช้ชีวิตในสังคมผู้สูงอายุต่อไปในอนาคต

รมว.ศธ. กล่าวว่า นโยบายพาน้องกลับมาเรียน ซึ่ง สกร.ปักหมุด เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา ขอขอบคุณ ผู้บริหาร ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกคน ที่ได้ทำงานหนักในการติดตามลงพื้นที่ค้นหาเด็กที่ตกหล่นที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และนำเด็กเหล่านี้เข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง ขอชื่นชมสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ได้นำนักเรียนที่ตกหล่นกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก และดูแล ส่งเสริมสนับสนุนเด็กกลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษาอีก  ส่วนโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูก็เป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการเข้าช่วยเหลือแก้ไขหนี้สินครู ผ่านการจัดอบรมให้ความรู้ ปลูกฝังวินัยทางการเงิน เป็นการต่อยอดและแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ขอชื่นชมทุกฝ่ายในการร่วมมือกันดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้ลุล่วง ซึ่งจะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาและคุณภาพสังคมต่อไป

“กระทรวงศึกษาธิการมีความห่วงใยให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยในสถานศึกษา และถือเป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะตระหนักดีว่าหากสถานศึกษามีความปลอดภัยแล้ว จะส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาของไทย วันนี้ได้เห็นว่าสถานศึกษาได้ดำเนินการสร้างความปลอดภัยให้กับผู้เรียนในด้านต่างๆ ทั้งสร้างความตระหนักให้กับผู้บริหาร ครู บุคลากร โดยใช้หลักการ 3 ป. คือ ป้องกัน ปลูกฝัง ปราบปราม และยังมีการจัดตั้งศูนย์ความปลอดภัย และจัดกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการจัดกิจกรรม To be Number one สถานศึกษาสีขาว กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน White Zone กิจกรรมรณรงด้านการทะเลาะวิวาทในสถานศึกษาและการจัดกิจกรรมตรวจเยี่ยมบ้านนักศึกษา จากกิจกรรมดังกล่าวส่งผลให้ ครู บุคลากร ผู้เรียน มีทักษะชีวิตทีดีและสถานศึกษา เชื่อว่าการดำเนินการตามนโยบายสถานศึกษาปลอดภัยจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับการศึกษาไทยต่อไปในห้วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีการขับเคลื่อนภารกิจอันยิ่งใหญ่ พัฒนาการศึกษา พัฒนาประชาชน ให้มีความเข้มแข็งและเป็นพลังในการขับเคลื่อนให้สำเร็จก้าวหน้าต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

วัดพระธรรมกาย เชิญชวนประชาชน ร่วมสวดธรรมจักร ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738797

วัดพระธรรมกาย เชิญชวนประชาชน ร่วมสวดธรรมจักร ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

วัดพระธรรมกาย เชิญชวนประชาชน ร่วมสวดธรรมจักร ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 16.42 น.

วัดพระธรรมกาย เชิญชวนประชาชน ร่วมสวดธรรมจักร ถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช ในเวลา 19.00 น. พร้อมกันทั่วโลก

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 95 พรรษา ในวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2566 วัดพระธรรมกาย อุบาสก อุบาสิกา และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก ขอเชิญชวนประชาชนร่วมสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช ในเวลา 19.00 น. พร้อมกันทั่วโลก ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2566 โดยสามารถร่วมพิธี ณ พระมหาธรรมกายเจดีย์ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี หรือร่วมพิธีออนไลน์ได้ทาง http://www.gbnus.com , YouTube live : DMCtv, Facebook live : สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย หรือที่ http://www.zoom072.com Meeting ID : 892 8398 9294 password: 072

สมาคมผู้ปกครองฯ’เตรียมพัฒน์’แถลงการณ์ ชี้รร.ดำเนินการในขั้นตอนที่เหมาะสมแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738774

สมาคมผู้ปกครองฯ'เตรียมพัฒน์'แถลงการณ์ ชี้รร.ดำเนินการในขั้นตอนที่เหมาะสมแล้ว

สมาคมผู้ปกครองฯ’เตรียมพัฒน์’แถลงการณ์ ชี้รร.ดำเนินการในขั้นตอนที่เหมาะสมแล้ว

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.12 น.

21 มิถุนายน 2566 สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมพัฒน์ แถลงการณ์ โรงเรียนไม่เพิกเฉย ชี้โรงเรียนได้ดำเนินการเป็นไปตามระเบียบวิธีปฏิบัติอย่างมีขั้นตอนมาตามลำดับ ขอเป็นกำลังใจให้โรงเรียนผู้ปกครอง และนักเรียนทุกคน

พลอากาศตรีหม่อมหลวงเฉกฉันท์ เกษมสันต์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ได้ออกประกาศโดยมีเนื้อหาดังนี้ ตามที่ขณะนี้ได้มีกระแสข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ซึ่งเกิดจากการที่บุคคลต่างๆ นำเสนอข่าว หรือแสดงความคิดเห็นกันจำนวนมากเกี่ยวกับเหตุการณ์อันไม่ปกติของโรงเรียน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความสับสน ความไม่สบายใจ หรือความวิตกกังวลของผู้ปกครอง และกระทบต่อความรู้สึกของนักเรียนจำนวนมาก

สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างผู้ปกครองและครู อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการส่งเสริมมาตรฐาน การศึกษา ศีลธรรม วัฒนธรรม และสวัสดิภาพของนักเรียน และเยาวชน ขอประกาศสนับสนุนโรงเรียนในทุกวิธีการ ซึ่งที่ผ่านมาทางสมาคมผู้ปกครองและครูฯ ได้ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอดและพบว่า โรงเรียนได้ดำเนินการเป็นไปตามระเบียบวิธีปฏิบัติอย่างมีขั้นตอนมาตามลำดับ

ทั้งนี้ สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ขอเป็นกำลังใจให้โรงเรียนผู้ปกครอง และนักเรียนทุกคน และแจ้งให้ทราบว่าปัจจุบันทางโรงเรียนไม่ได้เพิกเฉย ยังคงกำลังดำเนินการในขั้นตอนต่อไปอยู่อย่างเหมาะสมเกิดผลดีทั้งต่อทางโรงเรียน และต่อเยาวชนที่ตกเป็นข่าว จึงขอให้ทุกฝ่ายอดทน อดกลั้น มีความเชื่อมั่น และติดตามข่าวจากประกาศของทางโรงเรียน ต่อไป

สัมภาษณ์พิเศษ : เปิดมุมคิด‘ดร.ชาติชาย พุคยาภรณ์’ ยกเครื่อง‘การศึกษาไทย’ ต้องมองให้ครบ‘เด็ก-ครู-ผู้ปกครอง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738603

สัมภาษณ์พิเศษ : เปิดมุมคิด‘ดร.ชาติชาย พุคยาภรณ์’ ยกเครื่อง‘การศึกษาไทย’ ต้องมองให้ครบ‘เด็ก-ครู-ผู้ปกครอง’

สัมภาษณ์พิเศษ : เปิดมุมคิด‘ดร.ชาติชาย พุคยาภรณ์’ ยกเครื่อง‘การศึกษาไทย’ ต้องมองให้ครบ‘เด็ก-ครู-ผู้ปกครอง’

วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ทรัพยากรมนุษย์” เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ขณะที่“การศึกษา” ก็เป็นปัจจัยในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปจากเทคโนโลยีดิจิทัล สังคมสูงวัยที่อัตราการเกิดน้อยลงแต่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลต่อกำลังแรงงาน ไปจนถึงความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนต่างรุ่น ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงาน “นสพ.แนวหน้า” มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.ชาติชายพุคยาภรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานมูลนิธิเพื่อพัฒนาการศึกษาเอกชน และท่านได้ให้มุมมองน่าสนใจไว้หลายประการ

n ในฐานะที่ท่านอยู่ในแวดวงการศึกษามาทั้งชีวิต ตั้งแต่การเป็นทายาทของ ดร.สุขพุคยาภรณ์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศรีปทุม กระทั่งในเวลาต่อมา ท่านมีโอกาสได้บริหารสถาบันการศึกษาในเครือหลายแห่ง มองแนวทางการจัดการศึกษาจากอดีตถึงปัจจุบันในภาพรวมอย่างไร? : ผมชอบคำถามนี้นะ เพราะมีหลายคนบอกว่าการศึกษาสมัยก่อนไม่ดี ล้มเหลวจนถึงปัจจุบัน อันนี้โดยส่วนตัว ถ้าพูดเช่นนั้นแปลว่าเรากำลังด่าตัวเราเอง

เพราะเรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ในวันนี้ได้ก็เพราะการศึกษาในอดีต ดังนั้นโดยภาพรวมแล้ว ผมคิดว่าการศึกษาที่เป็นมาตลอดระยะเวลา ผมถือว่าเป็นพัฒนาการของการศึกษาตามห้วงเวลานั้น การศึกษาวันนี้หลายคนหลายมุมมอง ก็ต้องบอกว่าเริ่มอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้น (ในมุมเขานะ) แต่ผมถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงให้ตรงกับสภาพความเป็นไปของโลกและของมนุษย์ หรือว่าการเติบโตของคนในยุคปัจจุบันนี้

n หลายปีที่ผ่านมา คำว่า “การศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21” ถูกพูดถึงกันมาก ท่านมีมุมมองกับคำคำนี้อย่างไร? : ประเด็นแรกก่อน “การศึกษาคือรากแก้วของการพัฒนาคนเพื่อไปพัฒนาชาติ”ดังนั้นการจะทำให้การศึกษาแข็งแกร่งเราจะต้องมองอะไรบ้าง? อะไรเป็นองค์ประกอบ ดังนั้นในมุมมองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แน่นอนเรายังจำเป็นต้องให้การศึกษาคือรากเหง้าของประเทศที่จะต้องเติบโตขึ้น หรือว่าเป็นรากแก้วที่เราจะต้องสร้างให้มันเข้มแข็งมากขึ้น

ผมก็จะมองว่าในศตวรรษที่ 21 นี่อะไรที่จำเป็นจะต้องคงอยู่ อะไรที่จะต้องเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แน่นอนสิ่งที่ประเทศชาติเกิดขึ้นในขณะนี้ต้องบอกว่าคือขนบธรรมเนียมประเพณี หรือประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นมา มันเป็นรากแก้วที่เราจำเป็นจะต้องรักษาไว้ ไม่ใช่ต้องไปทำลายหรือเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ใช่เลย เพราะเป็นโชคดีของคนไทยที่เราจะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นทรัพย์สมบัติ เป็นมรดกที่เราจะต้องรักษาไว้

ผมก็มานึกหลายอย่าง สมัยก่อนเราเคยเรียนสุภาษิต-คำพังเพย สิ่งเหล่านี้มันเป็นการเตือนใจ-สอนใจ เพราะการพัฒนาการศึกษาไม่ใช่พัฒนาเฉพาะความรู้ ไม่ใช่ต้องไปรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมด อันนั้นแน่นอนเราจำเป็นต้องมี แต่สิ่งที่เราจะต้องคงอยู่คือเรื่องของจิตใจและสภาพต่างๆที่เราจะต้องให้ดำรงคงอยู่ไว้ เรียกว่าไม่ใช่พัฒนาแต่ความรู้ แต่จิตใจและสิ่งต่างๆ ที่เราจะต้องมีไว้ นั่นคือเราจะต้องสร้างและเสริมต่อไว้

n ก็แสดงว่ารากเหง้าที่เรามีอยู่เดิมกับชุดคุณค่าในยุคสมัยใหม่เอาจริงๆ มันไม่มีอะไรขัดกัน? หรือมีอะไรจะต้องปรับบ้าง? : ไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่เราให้ความสำคัญแค่ไหน เพราะในมุมมองผมวันนี้เรายืนอยู่กันได้เพราะสิ่งเหล่านี้ที่เป็นรากแก้วของเรา วัฒนธรรม ประเพณี วิธีคิดอะไรหลายอย่างที่เราฟูมฟักกันมา แล้วก็สร้างให้เยาวชนแข็งแรงขึ้น แต่ส่วนเทคโนโลยีก็ส่วนเทคโนโลยี คุณจะพัฒนาอย่างไร เพิ่มเติมอย่างไรว่าไปเลย

แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กจะเติบโตได้ไม่เฉพาะสติปัญญา คงจะต้องเกี่ยวกับนิสัยใจคอ จิตใจ ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบให้คนนั้นเติมเต็ม เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต แน่นอนเด็กก็อยากออกนอกกรอบบ้าง แต่บางทีเราต้องสอน ต้องแนะนำให้คำปรึกษาว่าสิ่งใดดีงาม ซึ่งคนที่สอนได้ดีที่สุดคือพ่อแม่ แต่ปัญหาคือ “ทุกวันนี้สถาบันครอบครัวมีอุปสรรค ทำให้พ่อแม่ดูแลลูกได้น้อยลงด้วยเหตุผลสภาพทางเศรษฐกิจ” ต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง สุดท้ายหลายคนก็ต้องเอาลูกไปฝากไว้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก ดังนั้นจะทำอย่างไรให้สถาบันครอบครัวนั้นมั่นคง

n นอกจากพ่อแม่แล้ว ครูก็มีสถานะเหมือนเป็นพ่อแม่คนที่ 2 ที่ผู้ปกครองไว้วางใจเอาลูกไปฝากฝังให้ช่วยดูแล ท่านมองความเป็นไป(หรือความเปลี่ยนแปลง) ของอาชีพครูทุกวันนี้อย่างไร? : ต้องถามว่าอะไรทำให้สภาวะวันนี้เปลี่ยนแปลงไป? นั่นคือสภาพเศรษฐกิจที่เราทำให้เขาต้องดิ้นรน พอครูดิ้นรนก็ต้องพยายามหามาดูแลครอบครัวตัวเอง ดังนั้นผมถึงอยากจะบอกว่า วันนี้จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญมาก เราจะวางระบบการศึกษาจริงๆ อย่างไร?

มองในภาพรวมก่อน ประชาชนในวันนี้ถ้าสถิติประชากร 66 ล้านคน โดยประมาณ สถิติของเด็กที่อยู่ในวัยเรียนไปจนถึงอายุ 20 ปี ท่านดูตัวเลขประมาณเท่าไร? วันนี้เกิดปีละ 6-8แสนคน ผมว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ดังนั้นเรามีการวางแผนสนับสนุนส่งเสริมองค์ประกอบตรงนี้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นตัวนักเรียน ครูและผู้ปกครอง 3 ส่วนนี้จะเป็นองค์ประกอบที่รัฐต้องให้ความสำคัญ

“อยากให้มองว่าการศึกษาทั้งหมดของเราจะไปทิศทางไหน? เพราะต้องล้อไปตามที่เราวางแผน จะเป็นยุทธศาสตร์ 20 ปี จะเป็นอนาคต 10 ปีข้างหน้า เริ่มต้นที่การวางแผนจำนวนประชากรก่อน ลองมองอีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? ดังนั้นถ้าเราสนับสนุนส่งเสริมให้การเกิดของประชากรได้มีความชัดเจน เพราะวันนี้หลายคนเริ่มจะไม่มีลูก อยากจะเป็นโสด ด้วยเหตุผลเพราะภาวะเศรษฐกิจ ไม่สามารถที่จะส่งเสริมให้เขาเติบใหญ่ได้อย่างสบายใจ

นี่คือนโยบายของชาติที่ต้องเข้ามาเห็นว่าควรส่งเสริมอย่างไรให้ประชาชนที่อยู่ในวัยที่มีบุตรมั่นใจได้ว่าลูกเขาได้เรียนโดยไม่เดือดร้อนมาก จะมีลูกคนหนึ่งกว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ไหนจะภาวะเศรษฐกิจ ภาวะจิตใจที่เขาจะเปลี่ยนไปตรงนี้ต้องเริ่มให้ความสนใจว่าเราจะมองเยาวชนจากเกิดจนถึงอายุ 20 ปี เราส่งเสริมเขาอย่างไร? ไม่ใช่ส่งเสริมเฉพาะเด็กเฉพาะครู อาจจะต้องส่งเสริมไปยังผู้ปกครองด้วยว่าจะช่วยเหลือเขาอย่างไร?”

n ในยุคนี้ที่เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวหน้า มีการพูดกันว่าการเรียนเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ทำให้มหาวิทยาลัยอาจไม่มีความจำเป็นอีกแล้วมีมุมมองต่อแนวคิดนี้อย่างไร? : การศึกษามีทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย วันนี้เราต้องถามว่านิสัยใจคอของเด็กเรายังอยู่ในคาแร็กเตอร์แบบใด แบบเรียนรู้ตนเอง (Self-Learning) ไหม? หรือต้องบังคับเรียน? มันมีหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นทุกระบบยังมีความสำคัญอยู่เพราะมันเป็นทางเลือกของเด็ก

การเรียนในระบบไม่ว่ามหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนก็ยังมีความจำเป็น เด็กสามารถไปเลือกเรียนแบบนั้นได้ หรือคนที่ไม่พร้อมด้วยหลายๆ อย่างเขาก็อาจจะเลือกเรียนแบบอัธยาศัย ดังนั้นในมุมมองผมยังจำเป็นทุกด้าน เป็นทางเลือกให้เด็ก แต่พอเป็นทางเลือกให้เขา ในวัยเรียนของเขาเราส่งเสริมอย่างไร? ไม่ใช่เฉพาะเด็กแต่เป็นผู้ปกครองด้วย ทำอย่างไรให้เขาสบายใจเมื่อลูกมาเรียน สบายใจทั้งกระเป๋าเงิน ทั้งมีความสุขกับการเรียน ทั้งความปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงเรียนหรือในระบบต่างๆ เราต้องให้สิ่งเหล่านี้กับเขา

n คำถามก่อนท่านพูดถึงยุทธศาสตร์ 20 ปี ถึงตรงนี้คงต้องถามต่อว่า บทบาทกลไกรัฐ (ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดก็ตาม) ควรจะเป็นอย่างไรในการพัฒนาการศึกษาไทย? : บางคนก็มีความเห็นหลากหลายกับยุทธศาสตร์ 20 ปี แต่ผมถือว่าเป็นเส้นทางที่จะไปถึงตรงนั้น แต่ระหว่างทางเราจะไปเติมอย่างไรเราใส่เข้าไปได้ อย่างที่ผมบอกว่าการศึกษาคือรากแก้ว แล้ววันนี้เราให้ความสำคัญแค่ไหน? องค์ประกอบมีอะไร? เด็ก ครูผู้ปกครอง หลักสูตร

เราส่งเสริมเต็มที่ไหม? ถ้าไม่ส่งเสริมรากแก้วเราก็ไม่แข็งแรงพอ ต้องถามว่าเราให้ความสำคัญจริงๆ ไหม? ผมถามจริงๆ ทุกวันนี้ครูเดือดร้อนไหม? ไม่พอจ่ายแน่นอนต้องกู้หนี้ยืมสิน แต่ถามว่าทำอย่างไร? เงินเดือนทุกวันนี้เท่าไร? หมื่นห้าขั้นต่ำบอกต่อไปจะสองหมื่นสี่ พูดกันตรงๆ เท่าไรก็แล้วแต่ถ้าไม่คุมรายจ่าย ไม่คุมปัจจัยการผลิต ปัจจัยความเป็นอยู่ของเขา มีเท่าไรก็ไม่พอ

ผู้ประกอบการเขาก็จะบอกว่าคุณไม่คุมปัจจัยการผลิตเขา สิ่งเหล่านี้เรียกว่าลูกโซ่ ถามว่าเงินเดือนไปสินค้าไปไหม? นั่นคือคำตอบ แต่ถ้าคุณคุมปัจจัยหลักของความเป็นอยู่ของเขาได้ ราคาบางอย่างให้อยู่ในวิสัยที่ความเป็นอยู่ของประชาชนไม่เดือดร้อน เขาจะมีช่องว่าง (Gap) ส่วนต่างของค่าใช้จ่ายกับรายรับของเขา ฉะนั้นเขาก็มีความสุขแล้ว แต่วันนี้ช่องว่างส่วนต่างมันตรงกันข้าม (Reverse) ค่าใช้จ่ายมันมากกว่ารายรับ มันก็ไม่มีความสุข

n การศึกษาในอนาคตอยากเห็นอะไร? : กลับไปดูรากฐานของมันที่ว่าโครงสร้างหลักสูตรควรจะปรับหรือเติมแต่งอะไร? อะไรที่จำเป็นต้องมี?วัฒนธรรม-ประวัติศาสตร์-ศีลธรรม จำเป็นต้องมีไหม? เพราะนี่คือพื้นฐานนะ ในมุมผมถ้าไม่มีใครจะล่วงเกินอะไรกันได้ ไม่รู้กรอบอยู่ตรงไหน? คุณจะไปบอกกรอบกฎหมาย กรอบกฎหมายมันตามมา แต่กรอบศีลธรรมมันอยู่ในใจหรือเปล่า? ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันต้องมีรูปแบบของการจัดการ วันนี้เด็กจะต้องมีโอกาสทำมาหากินได้ด้วย ช่วยผู้ปกครองด้วย ไม่ใช่ต้องเรียนอยู่ในระบบถึง 8 ชั่วโมง ทั้งวันโดยที่เสียค่ารถมาแล้วก็ไม่ได้อะไร

ส่วนครู ถ้าพูดถึงระบบ ถ้าประชากรยังอยู่อย่างนี้ต้องเริ่มดูแล้ว โครงสร้างงบประมาณที่ลงมาภาครัฐกับการที่เราต้องเติม บางที่อุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ไม่สมดุลกัน เราจะจัดการอย่างไร ในต่างจังหวัดมีเด็กน้อยแต่โรงเรียนยังอยู่ แต่ครูคนเดียวสอนก็กระไรอยู่ ตรงนี้ต้องเข้าไปดู ไม่ได้บอกให้ลดโรงเรียน แต่ให้เกิดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ใช้วิธีการเพิ่มเติม ที่สำคัญคือทำอย่างไรให้เขามีอาชีพครูอย่างมีความสุข ไม่ต้องดิ้นรนมากนัก

n ฟังท่านมาพักหนึ่งเรื่องบุคคล 3 ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาคือ “นักเรียน-ครู-ผู้ปกครอง” แล้วท่านเน้นพูดถึงผู้ปกครองบ่อยๆ ดูเหมือนกำลังจะสื่อว่าที่ผ่านมารัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับฝ่ายนี้เท่ากับ 2 ฝ่ายที่เหลือ ดังนั้นแล้วท่านมีคำแนะนำอย่างไรกับการช่วยเหลือผู้ปกครองที่จะส่งผลดีต่อการศึกษาในภาพรวม? : ผู้ปกครองต้องบอกว่าเป็นสถาบันหลักเลยต่อการเติบโตของเยาวชน ผู้ปกครองวันนี้ปากกัดตีนถีบ ก็วนกลับไปที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ

สมมุติเราตัดความเป็นห่วงของผู้ปกครองในการส่งเสริมการเรียนให้กับเด็ก 100%ผู้ปกครองสบายใจขึ้น มีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น ช่วยสอนการบ้านลูกอันนี้เป็นลูกโซ่กันต่อไป ถามว่ารัฐต้องเข้ามาดูไหม? ต้องเข้ามาดูจริงๆ จะให้อย่างไร? แม้กระทั่งผมคิดเล่นๆ ว่ามีลูกนอกจากจะให้ค่าเล่าเรียนแล้วต้องให้งบประมาณผู้ปกครองด้วยในการที่จะมาส่งเสริมเด็กในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบช่วยในการเรียนรู้ ในภาพรวมนะ แต่ผู้ปกครองจะไปใช้แบบไหนก็คงต้องมีกระบวนการ พอบอกว่าให้ก็เอาไปใช้เอง มันก็มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง แต่วิธีคิดที่ส่งเสริมเขาจะทำอย่างไร

“วันนี้เราจะต้องช่วยประชากรทั้งประเทศ ผมยังยึด 3 คำอยู่ว่าทำอย่างไรให้เขา 1.ไม่จน หมายความว่าให้เขาอยู่อย่างพอเพียงไม่กระเสือกกระสนมากนัก ฉะนั้นต้องไปคุมรายจ่าย-เพิ่มรายได้ 2.ไม่เจ็บ ทำอย่างไรให้เขาสบายใจว่าเมื่อเจ็บป่วยจะได้รักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ นี่คือการช่วยเขาไม่ต้องให้เป็นภาระ วันนี้ไปโรงพยาบาลรัฐสงสารเขา สงสารหมอด้วยนะ เพราะไม่พอจริงๆ เตียงเรียงเป็นรายรอบเลย ไม่มีห้อง ไม่มีหมอรักษาเพราะหมอไม่เพียงพอ พยาบาลก็ไม่เพียงพอ

ถามว่าไม่จน-ไม่เจ็บทำอย่างไร? ถ้าคุณตัดปัญหาเรื่องถ้าเขาเจ็บป่วยไม่ต้องจ่ายเงินทำได้ไหม? เท่าไรก็ต้องทำ ในมุมผมนะ ไม่ใช่วันนี้จ่ายให้หัวละเท่าไรแล้วบอกว่าเยอะ ผมว่าไม่เยอะ แต่พอจ่ายไปแล้วโรงพยาบาล หมอพอไหม? ก็ต้องไปมองอีก ก็มันไม่พอ ไม่ใช่อัดงบต่อหัวให้ประชากรแต่องค์ประกอบโรงพยาบาล หมอ-พยาบาลไม่พอ ก็ต้องใส่เข้าไป และ 3.ไม่โง่ ก็คือการศึกษา 3 อย่างนี้ในมุมผมนะ” ดร.ชาติชาย กล่าวในตอนท้าย

‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738610

‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ

วันอังคาร ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.33 น.

‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เพื่อการค้นคว้าและเผยแผ่ทางพระพุทธศาสนา ประจำปี 2566 มุ่งมั่นสืบทอดสืบสานการจัดพิมพ์พระคัมภีร์ฉบับภูมิพโลภิกขุ (ระยะที่ 3) แด่วัดและสถาบันที่มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมและหอสมุดสำคัญ ๆ ทั่วประเทศสืบสานพระบรมราโชวาทในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างยั่งยืน

วันนี้ (20 มิ.ย. 66) เวลา 14.00 น. ที่ศาลาการเปรียญวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคี มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ประจำปี 2566 โดยได้รับเมตตาจาก พระธรรมโพธิมงคล เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานสงฆ์ โดยมี นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายปรีชา เดชพันธุ์  หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายมานะ สิมมา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นางพนิตาวดี ปราชญ์นคร รองอธิบดีกรมที่ดิน นายสุเมธ มีนาภา รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง นายฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ นายระพินทร์ จารุดุล กรรมการผู้จัดการมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ และพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เจ้าหน้าที่อาราธนาศีล ประธานสงฆ์ให้ศีล จากนั้น เจ้าหน้าที่เชิญผู้มีจิตศรัทธาเข้าถวายเงินบริจาคเบื้องหน้าพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ภูมิพโลภิกขุ สมทบทุนสร้างพระคัมภีร์ฉบับภูมิพโลภิกขุถวายเป็นพระราชกุศล เสร็จแล้ว นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำกล่าวถวายผ้าป่า ประธานสงฆ์พิจารณาผ้าป่า ผู้ร่วมพิธีถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา กรวดน้ำ รับพระ เป็นอันเสร็จพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า “มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เพื่อการค้นคว้าและเผยแผ่ทางพระพุทธศาสนา” เป็นมูลนิธิฯ ที่ยกขึ้นจากกองทุนพิเศษ “ภูมิพโลภิกขุ” ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแก่สมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกกองทุนพิเศษฯ ดังกล่าวเป็น “มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ” เป็นชื่อมูลนิธิฯ โดยได้จดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2516 โดยปัจจุบัน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นองค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2553 สืบต่อจากสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการ “ปริวรรตอักษรขอม และอักษรโบราณท้องถิ่น ชำระและแปลพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเป็นภาษาไทย” ของมูลนิธิฯ เป็นโครงการในพระราชูปถัมภ์

“สำหรับความเป็นมาของ “มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ เพื่อการค้นคว้าและเผยแผ่ทางพระพุทธศาสนา” นั้น เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2506 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อยู่ ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้นำคณะกรรมการสมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา ซึ่งตั้งขึ้นโดยพระอุปถัมภ์ของพระองค์ท่าน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 3 รอบ เพื่อถวายพระพร และทูลเกล้าฯ ถวาย “พระคัมภีร์อัฏฐสาลินี” ภาคภาษาไทย อันเป็นพระคัมภีร์ขั้นอรรถกถา ซึ่งยังไม่เคยแปลเป็นภาษาไทยมาก่อน และได้กราบบังคมทูลถึงงานแปลพระคัมภีร์ ซึ่งทำได้ยากเพราะขาดคู่มือคำอธิบาย โดยในการเข้าเฝ้าฯ ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระบรมราโชวาทข้อความตอนหนึ่งว่า “ฉันขออนุโมทนา ขอให้ทำต่อไปอย่าหยุดเสีย ฉันสนับสนุนงานนี้ ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ให้ทำต่อไป เป็นการช่วยให้คนเข้าถึงธรรม การแปลคำบาลีมาเป็นคำไทยนั้น ต้องระวังให้จงหนัก อย่าให้ขัดแย้งกันได้เป็นอันขาด เพราะถ้าขัดแย้งกันแล้ว จะทำให้เกิดความยุ่งยากแก่นักศึกษาต่อไปภายหน้า ที่ใดสงสัยว่าจะแปลให้เข้าใจไม่ได้แจ่มแจ้ง ก็ควรมีคำอธิบายกำกับไว้ด้วย” นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2515 คณะกรรมการสมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธาและผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ยกกองทุนพิเศษที่พระราชทานไว้ ขึ้นเป็น “มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ” และได้นำต้นฉบับพระคัมภีร์สัทธรรมปกาสินี (คัมภีร์ประกาศพระสัทธรรม) ซึ่งปริวรรตจากอักษรขอมเป็นอักษรไทยเสร็จแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงเจิม ทั้งนี้ ทรงมีพระราชดำรัสตอนท้ายว่า “ขอให้ทุกท่านได้ประสบผลสำเร็จ เป็นความพอใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน ให้เป็นผลดีในการปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวร และให้ได้ผลสมบูรณ์ทุกคน ทั้งผู้ที่ปฏิบัติ ทั้งผู้ที่อุตสาหะจะร่วมงาน และสนใจดำเนินงานนี้ ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างตามจุดประสงค์ที่มีอยู่ขณะนี้ บรรลุผลทุกประการ” โดยในปัจจุบัน ภารกิจหลักของ “มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ” ยังคงดำเนินโครงการปริวรรตพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาฉบับใบลานอักษรขอม และอักษรโบราณท้องถิ่น ตรวจชำระและแปลเป็นภาษาไทย และจัดพิมพ์เป็นพระคัมภีร์เพื่อสืบทอดวัตถุประสงค์ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณอย่างต่อเนื่อง

“กระทรวงมหาดไทยขออนุโมทนาคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ของทุกกระทรวง กรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยทุกท่าน ทุกหน่วยงาน ที่ได้ร่วมกันบริจาคบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคีมูลนิธิภูมิพโลภิกขุ ประจำปี 2566 โดยมียอดเงินบริจาครวมทั้งสิ้น 1,464,185.25 บาท เพื่อร่วมกันจัดพิมพ์และถวายพระคัมภีร์ฉบับภูมิพโลภิกขุ (ระยะที่ 3) แด่วัดและสถาบันที่มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมและหอสมุดสำคัญ ๆ ต่อไป” นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าวในช่วงท้าย