มือดีแอบหนุน’หยก’ขึงป้ายผ้า’เสรี เครื่องแต่งกาย’กลางโรงเรียน’เตรียมพัฒน์ฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738369

มือดีแอบหนุน'หยก'ขึงป้ายผ้า'เสรี เครื่องแต่งกาย'กลางโรงเรียน'เตรียมพัฒน์ฯ'

มือดีแอบหนุน’หยก’ขึงป้ายผ้า’เสรี เครื่องแต่งกาย’กลางโรงเรียน’เตรียมพัฒน์ฯ’

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 19.09 น.

มือดีปั่นหนักแอบขึงป้ายผ้าหนุน”เสรี เครื่องแต่งกาย”โผล่กลางโรงเรียนเตรียมพัฒน์ฯ ก่อนจะถูกครูสั่งปลดออก หลัง”หยก”ยืนกรานใส่ชุดไปรเวทเข้าไปเรียนหนังสือแม้พ้นสถานะ นร.ไปแล้ว

19 มิ.ย.66 เพจ “ไข่แมวชีส” ได้โพสต์ภาพป้ายผ้า“เสรี เครื่องแต่งกาย” ถูกมือดีแขวนไว้ระหว่างอาคารภายในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ  โดยระบุว่า  “ป้ายโผล่!! 19 มิ.ย. 66 นักเรียนเตรียมพัฒน์ แขวนป้ายในโรงเรียน มีข้อความว่า “เสรี เครื่องแต่งกาย” ซึ่งหลังจากแขวนได้ไม่นาน ก็ถูกอาจารย์ยึดไป” (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘หยก’ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ ‘ก้าวไกล’เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.)

ขอบคุณเฟซบุ๊ก ไข่แมวชีส

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Feggcatcheese%2Fposts%2Fpfbid02Jbjo14CQP1vDaftPUZFoA6RTgcWB9UZ3EBoTCzR3Y4FG1gx159FM29CmQLf1shRRl&show_text=true&width=500

‘กสม.’แถลงการณ์กรณี’หยก’ จี้ตั้งทีมสหวิชาชีพคุ้มครองสิทธิ-สวัสดิภาพเด็กเป็นการด่วน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738310

'กสม.'แถลงการณ์กรณี'หยก' จี้ตั้งทีมสหวิชาชีพคุ้มครองสิทธิ-สวัสดิภาพเด็กเป็นการด่วน

‘กสม.’แถลงการณ์กรณี’หยก’ จี้ตั้งทีมสหวิชาชีพคุ้มครองสิทธิ-สวัสดิภาพเด็กเป็นการด่วน

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.24 น.

‘กสม.’ออกแถลงการณ์กรณี‘หยก’ ย้ำการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องประกันให้เด็กทุกคน เรียกร้องฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งทีมสหวิชาชีพเพื่อดูแล คุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กเป็นการเร่งด่วน อ้างเด็กทุกคนต้องไม่ถูกตัดออกจากระบบการศึกษาไม่ว่ากรณีใด

19 มิ.ย. 2566 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่อง สิทธิเด็กกรณี “หยก” ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาของรัฐ ระบุว่า กสม. ได้ติดตามสถานการณ์กรณี “หยก” เยาวชนวัย 15 ปี ประสบปัญหาการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ “หยก” ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจ โดยได้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการเพื่อให้ได้เข้าเรียน ซึ่ง “หยก” ได้เข้าเรียนเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว

ต่อมา โรงเรียนได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ยังไม่ได้บันทึกชื่อของ “หยก” ในระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (Data Management Center – DMC) เนื่องจากไม่มีผู้ปกครองมาดำเนินการมอบตัวตามเงื่อนไขที่กำหนด ทำให้ไม่มีสถานะเป็นนักเรียนของโรงเรียน โดย กสม. ยืนยันสิทธิทางการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องประกันให้เด็กทุกคน อันสอดคล้องและเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child – CRC) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม การพิจารณาและดำเนินการใดๆ ของโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

กสม. เห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียน ควรเร่งพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ “หยก” ได้อยู่ในระบบการศึกษา สำหรับกรณีปัญหาเกี่ยวกับผู้ปกครองตามมาตรา 4 และมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 นั้น กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวควรเข้ามาทำหน้าที่ร่วมกับทีมสหวิชาชีพเพื่อดูแล คุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กเป็นการเร่งด่วน ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายควรช่วยกันทำให้สถานการณ์คลี่คลายและสร้างความเข้าใจต่อกันมากกว่าสร้างความขัดแย้ง และไม่ควรส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปในโรงเรียน

ทั้งนี้ กสม. พร้อมเป็นหน่วยงานกลางในการเปิดพื้นที่พูดคุยร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกเรื่องดังกล่าว โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กรวมทั้งประโยชน์ส่วนรวม และจะประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกรณีของ “หยก” อย่างต่อเนื่องต่อไป เพราะเด็กทุกคนต้องไม่ถูกตัดออกจากระบบการศึกษาไม่ว่ากรณีใด

‘สอวช.-มจธ.’ปิดหลักสูตรนักออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ ปั้น 50 บุคลากรแก้โจทย์ปัญหาประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738307

‘สอวช.-มจธ.’ปิดหลักสูตรนักออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ ปั้น 50 บุคลากรแก้โจทย์ปัญหาประเทศ

‘สอวช.-มจธ.’ปิดหลักสูตรนักออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ ปั้น 50 บุคลากรแก้โจทย์ปัญหาประเทศ

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.05 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีปิดหลักสูตรการออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 5 ที่มีผู้เข้าอบรมจำนวน 50 คน พร้อมจัดเวทีนำเสนอข้อเสนอนโยบาย ณ โรงแรม อีสติน พญาไท และผ่านระบบออนไลน์

ดร.สุชาต อุดมโสภกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงจุดเริ่มต้นในการจัดหลักสูตร STIP ว่า เกิดจากการตระหนักถึงความสำคัญของนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยแลนวัตกรรม (อววน.) รวมถึงนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลและประชาชน แต่ปัจจุบันจำนวนบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจและเชี่ยวชาญในด้านนโยบาย อววน. มีอยู่อย่างจำกัด และไม่มีสถาบันการศึกษาใดในประเทศไทยที่เปิดหลักสูตรสอดคล้องโดยตรงกับระบบ อววน. จากสถานการณ์ดังกล่าว สอวช. และ STIPI มจธ. เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าเกี่ยวกับกระบวนการออกแบบและเสนอการดำเนินงานด้านนโยบายของรัฐ ตั้งแต่การศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบายต่อไป  

ดร.สุชาต กล่าวว่า หลักสูตร STIPI ปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 มีผู้เข้าร่วมอบรม 50 คน จาก 24 หน่วยงาน จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน  ซึ่งหากนับรวมทั้ง 5 รุ่นได้พัฒนานักออกแบบนโยบายไปแล้วรวมทั้งสิ้น 249 คน และมีข้อเสนอนโยบายในทุกรุ่นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ดีที่สุดไม่ใช่นโยบายที่ได้รับรางวัล แต่เป็นนโยบายที่ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ  

ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีอาวุโส ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มจธ. กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มจากที่พวกเราช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรจะเพิ่มจำนวนนักนโยบายทางด้าน อววน. ซึ่งประเทศขาดแคลนอย่างมาก ซึ่งตลอด 5 เดือนของการอบรม จะเห็นว่าต้องมีความรู้ในหลาย ๆ ด้าน เราโชคดีที่ได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่คร่ำหวอดในการออกแบบนโยบายมาโดยตลอด มาช่วยมาเป็นวิทยากรและเป็นโค้ชให้กับผู้เข้าอบรม ต้องขอบคุณ สอวช. พันธมิตร วิทยากร และคณะทำงานที่ทำให้เกิดโครงการดี ๆ ขึ้นมา และขอให้ผู้เข้าอบรมนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ประโยชน์ในอนาคต

สำหรับปีนี้ผู้เข้าอบรมได้จัดทำข้อเสนอนโยบายโดยแบ่งเป็น 9 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม 1 นำเสนอ “การพัฒนาและเพิ่มบุคลากรด้านดิจิทัล เพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล หรือเป้าหมายที่พึงประสงค์ของการพัฒนาและเพิ่มบุคลากรดิจิทัล” กลุ่ม 2 นำเสนอ “การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก/การพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยนวัตกรรม” โดยศึกษาการพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรกรรายย่อย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยอัตลักษณ์พื้นถิ่น : กรณีข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กลุ่ม 3 นำเสนอ “การส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ของกลุ่มวัยทำงาน” กลุ่ม 4 นำเสนอ “การออกแบบกลไก และมาตรการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เหมาะสม” กลุ่ม 5 นำเสนอ “การพัฒนาทักษะบุคลากรภาคการเกษตรในพื้นที่เครือข่ายภาคกลางตอนล่าง” กรณี ตัวอย่างกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ นโยบายไทยสามารถ หรือ Thai Smart กลุ่ม 6 นำเสนอ “การยกระดับเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” กลุ่ม 7 นำเสนอ “การถอดบทเรียนกลไกความสำเร็จการทำงานร่วมกัน ของหน่วยงานในระบบด้วย BCG Model” กรณีศึกษามะพร้าวน้ำหอม จ.ราชบุรี กลุ่ม 8 นำเสนอ นโยบาย “วัคซีนไทยสู้โรค (โลก) เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ” และ กลุ่ม 9 นำเสนอ “นโยบายการส่งเสริมการพัฒนา เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน ของประเทศไทย”

จากนั้นได้มีพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับผู้สำเร็จการฝึกอบรม รวมถึงมีการประกาศผลทีมที่ได้รับรางวัลจากการจัดทำข้อเสนอนโยบายแบ่งเป็น 3 รางวัล โดยทีมที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ กลุ่ม 9 “นโยบายการส่งเสริมการพัฒนา เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอน ของประเทศไทย” รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งได้แก่ กลุ่ม 6 “การยกระดับเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าด้านเทคโนโลยีฟิวชันของประเทศที่รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต”

“และกลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ กลุ่ม 8 “วัคซีนไทยสู้โรค (โลก) เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพ” โดยทางกลุ่มได้จัดทำข้อเสนอนโยบายโดย ชู 5 มาตรการหลัก ได้แก่ 1. มาตรการ “รัฐมุ่งเป้า” วิจัยและพัฒนาวัคซีน เน้นจุดแข็งของประเทศไทยที่มีนักวิจัยที่เชี่ยวชาญในวัคซีนแต่ละเทคโนโลยีการผลิตและมีโครงสร้างพื้นฐาน 2. มาตรการ “วัคซีนไทยไปวัคซีนโลก” ใช้โอกาสในเรื่องที่ทั่วโลก ได้เห็นศักยภาพในเรื่องการวิจัยและพัฒนาวัคซีนของทีมประเทศไทยจากสถานการณ์โควิด 3. มาตรการ “อย. ขั้นเทพ” สร้างความเชี่ยวชาญส่วนที่ประเทศไทยยังขาด และสร้างกลไกการทำงาน ร่วมกันของหน่วยงานภายในและภายนอก อย. 4. มาตรการ “รดน้ำที่ราก” จัดสรรทรัพยากรเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสร้างบุคลากรในการวิจัยและพัฒนาวัคซีน ให้มีความยั่งยืน และ 5.มาตรการ “บ่อน้ำในบ้าน” ปิดจุดอ่อนจากการไม่มีเทคโนโลยีในการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำในประเทศไทย”

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738278

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 16.01 น.

ผสานพลัง 5 หน่วยงาน สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2566 มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (Health Intervention and Technology Assessment Program Foundation: HITAP Foundation) ร่วมกับสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (Saw Swee Hock School of Public Health, National University of Singapore) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “วิจัยไม่สูญเปล่า: พัฒนานวัตกรรมสุขภาพอย่างไรให้คุ้มค่า” พร้อมจับมือหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์  (องค์การมหาชน) หรือ TCELS และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการจัดลำดับความสำคัญและการประเมินเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในประเทศไทย โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย และนักพัฒนานวัตกรรมจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมงาน ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “วิจัยไม่สูญเปล่า: พัฒนานวัตกรรมสุขภาพอย่างไรให้คุ้มค่า” ดร. นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ และผศ. ดร. หวัง อี้ (Wang Yi) อาจารย์ประจำสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นในประเด็นที่ว่า นวัตกรรมด้านสุขภาพต้องดีเพียงใดจึงจะเป็นที่ต้องการของผู้ใช้หรือสามารถขายได้ และทำอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่าควรลงทุนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนั้นหรือไม่ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับ “การประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพในระยะพัฒนานวัตกรรม” หรือ early Heath Technology Assessment (early HTA) ให้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุมฯ

ดร. นพ.ยศ กล่าวว่า “early HTA เป็นงานวิจัยแขนงใหม่ที่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่เมื่อผู้พัฒนานวัตกรรมได้รู้จักและเข้าใจแนวคิดเรื่อง early HTA แล้ว กว่าครึ่งสนใจ และมองว่าจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ เพราะ early HTA สามารถให้ข้อมูลและแนวทางได้ตั้งแต่ในช่วงของการวิจัยและพัฒนาว่าจะต้องพัฒนานวัตกรรมให้ดีแค่ไหน ในด้านไหน เพื่อให้ตอบโจทย์ของตลาดหรือระบบหลักประกันสุขภาพ ข้อมูลนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จของการพัฒนานวัตกรรมได้อย่างชัดเจน

ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์เท่าที่ควร นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในประเทศจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปต่อยอดจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย และหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญคือการขาดการประเมินเทคโนโลยีในระยะการพัฒนานวัตกรรม หรือ early HTA ซึ่งเป็นกระบวนการประเมินผลกระทบล่วงหน้าที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในเวชปฏิบัติหรือชีวิตประจำวันของประชาชน ภายใต้เงื่อนไขคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของเทคโนโลยีในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการประเมินที่ว่านี้จะทำให้ผู้ลงทุนและผู้พัฒนานวัตกรรมทราบเป้าหมายคุณลักษณะหรือคุณสมบัติของเทคโนโลยีที่ต้องพัฒนาขึ้นเพื่อให้เทคโนโลยีนั้น ๆ เป็นที่ต้องการสูงสุดของตลาด 

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ได้ใช้กลไกนี้ในการผลักดันนวัตกรรมด้านสุขภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของระบบสุขภาพในระดับโลก เช่น กำหนดคุณสมบัติของเครื่องมือตรวจคัดกรอง ยาและวัคซีนสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ตั้งแต่ในช่วงต้นของการแพร่ระบาด นำมาซึ่งการพัฒนานวัตกรรมเหล่านั้นจนได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือองค์กรใกล้เคียงในทุกประเทศทั่วโลก ทำให้สามารถควบคุมและลดความสูญเสียจากการแพร่ระบาดของโรคได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในฐานะที่ผมเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญของ WHO ในการกำหนดคุณสมบัติของวัคซีนโควิดตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 ก่อนที่จะมีวัคซีนออกสู่ท้องตลาดในปลายปี ผมได้เห็นประโยชน์ของการดำเนินงานในลักษณะนี้ จึงอยากนำมาประยุกต์เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศไทย” 

ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของ early HTA มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพและสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ จึงได้ผสานพลังกับ สปสช. TCELS และ สกสว. ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำของไทยในด้านนวัตกรรม นโยบายด้านสุขภาพ และการวิจัยและประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ เพื่อริเริ่มความร่วมมือในด้าน early HTA ในประเทศไทย และได้จัดพิธีลงนามฯ ในครั้งนี้ เพื่อประกาศจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของความร่วมมือของทั้ง 5 หน่วยงาน

ในช่วงพิธีลงนามฯ ผู้แทนจากแต่ละหน่วยงานภาคีได้กล่าวสุนทรพจน์ โดย รศ. ดร.วรรณฤดี อิสรานุวัฒน์ชัย หัวหน้าโครงการและนักวิจัยอาวุโส มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ กล่าวว่า early HTA เป็นแขนงใหม่ของงานวิจัย HTA ซึ่งหลายประเทศเริ่มให้ความสนใจ ปัจจุบันมีองค์กรที่ทำงานด้าน early HTA อีกเพียง 2 แห่งทั่วโลก และในฐานะองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัย HTA มูลนิธิฯ ถือเป็นเกียรติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการบุกเบิกการทำงานด้าน early HTA ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อเสริมศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมสุขภาพให้สามารถนำนวัตกรรมไปต่อยอดใช้ได้จริง ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เพื่อการนี้ มูลนิธิฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ จัดตั้งทีมงาน Medical Innovation Development and Assessment Support หรือ MIDAS ภายใต้มูลนิธิฯ โดยทีมงานนี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้าน early HTA และจะมุ่งมั่นทำงานวิจัยเพื่อให้ข้อมูลสนับสนุนผู้ผลิตนวัตกรรม เพื่อให้มีโอกาสสำเร็จสูงสุดต่อไป

ศาสตราจารย์เตียว อิ๊กอิง (Teo Yik Ying) คณบดีสำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ซอว์สวีฮก กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับมิตรและพันธมิตรในประเทศไทย โดยเฉพาะการจัดตั้งฝ่าย MIDAS ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่านวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่ ๆ จะได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมในด้านต้นทุนและผลประโยชน์ แม้กระทั่งก่อนที่เทคโนโลยีจะได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์เพื่อการใช้งานจริง โดยฝ่ายนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขชั้นนำจากประเทศไทยและสิงคโปร์ในการทำงานร่วมกันเพื่อมุ่งสู่ความเสมอภาค ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนในระบบสุขภาพที่มีความรับผิดชอบและพร้อมก้าวไปข้างหน้า

ทันตแพทย์อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. มีบทบาทในการเก็บ รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการบริการสาธารณสุข ตลอดจนการสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและมาตรฐานให้กับประชาชน และการบริหารจัดการกองทุนที่รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการบริการสาธารณสุขให้แก่หน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการภายใต้สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีเพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การประเมินเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของสิทธิประโยชน์ สปสช. จึงยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในครั้งนี้ และจะให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมไปถึงการผลักดันเข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันส่งเสริมการประเมินเทคโนโลยีในระยะการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ โดยจะใช้จุดแข็งของทั้งห้าหน่วยงานมาร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยและประชาชนไทยต่อไป

ดร. จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) TCELS มีพันธกิจในการขับเคลื่อนนวัตกรรม รวมถึงกระตุ้นและเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์และสุขภาพ โดยครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันโรค อีกทั้งสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ให้เชื่อมโยงสู่เชิงพาณิชย์ด้วยการร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์เป็นหนึ่งในสิบอุตสาหกรรมหลักที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และจากบทบาทของ TCELS ในการเป็นหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพในช่วงปลายน้ำ ความร่วมมือด้าน early HTA ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยให้ TCELS มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และมีความมั่นใจในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ผ่านการประเมินในระยะเริ่มต้นมาก่อนแล้ว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดสรรงบประมาณวิจัยทางด้านการแพทย์และสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

รองศาสตราจารย์ ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า สกสว. มีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการส่งเสริมและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ การพัฒนานโยบายสาธารณะ ตลอดจนสนับสนุนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างสมดุลและยั่งยืน ปัจจุบัน งบประมาณลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ก่อนออกสู่ตลาดมีมูลค่ามาก ซึ่งการประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีด้านสุขภาพในปัจจุบันเป็นการประเมินหลังจากที่ผลิตภัณฑ์ได้ออกสู่ตลาดแล้ว และหากผลการประเมินออกมาไม่ดี เท่ากับว่าสูญเสียงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น หากมีเครื่องมือที่จะมาช่วยในการประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีในช่วงต้นของการลงทุนวิจัยและพัฒนา จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาครัฐและเอกชนในการลงทุนการวิจัย และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น สกสว. จึงยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือด้าน early HTA ในครั้งนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์ในการช่วยภาครัฐและเอกชนตัดสินใจเรื่องการลงทุนในอนาคต

ด้วยการรวบรวมความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ทั้งด้านนวัตกรรม นโยบายด้านสุขภาพ และการวิจัยและประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพให้เป็นหนึ่งเดียว ประกอบกับความมุ่งมั่นและเป้าหมายร่วมกันที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในแวดวงนวัตกรรมทางการแพทย์และระบบการรักษาพยาบาล ทั้ง 5 หน่วยงานเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือด้านการจัดลำดับความสำคัญและการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพในระยะพัฒนานวัตกรรม จะช่วยลดความเสี่ยงของการพัฒนานวัตกรรม ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการเข้าสู่ตลาดและการบรรจุนวัตกรรมใหม่ในชุดสิทธิประโยชน์ นวัตกรรมในท้องตลาดจะมีราคาที่เหมาะสมมากขึ้น ช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐ อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมจนเป็นที่ประจักษ์ชัดได้อย่างแน่นอน

‘หยก’ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ ‘ก้าวไกล’เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738245

'หยก'ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ 'ก้าวไกล'เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.

‘หยก’ใส่ไปรเวทยืนกรานจะเข้าเรียนให้ได้ ‘ก้าวไกล’เปิดหน้าเจรจาอุ้มแหกกฏเข้าร.ร.

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.45 น.

“หยก”ไม่สนพ้นสถานะการเป็นนักเรียนร.ร.เตรียมพัฒน์ ยังใส่ชุดไปรเวทมาเรียนเป็นวันที่ 4 ยืนกรานจะเรียนต่อที่นี่ให้ได้ ขณะที่ผลเจรจาของก้าวไกล-รร.ยังไม่ได้ข้อสรุปว่ายังเป็น นร.อยู่หรือไม่ โวยกองร้อยน้ำหวานมาสแตนบายด์รอระงับเหตุการณ์ทำเกินกว่าเหตุ ขณะเดียว“พี่เต้” อดีต ส.ส.ออกมาผสมโรง พร้อมช่วยหยกในฐานะครู และยินดีเป็นผู้ปกครองฃ

19 มิ.ย.66 มีรายงานว่า ที่ รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ “หยก” ซึ่งก่อนหน้านี้ทางโรงเรียน ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ยืนยันไม่มีสถานะการเป็นนักเรียนแล้วเนื่องจากไม่ได้ทำตามเงื่อนไขการมอบตัวจากทางผู้ปกครอง  ยังคงเดินทางมากับทะลุงวัง โดยหยกสวมชุดไปรเวทมาโรงเรียนเป็นครั้งที่ 4 พร้อมยืนยันที่จะเข้าเรียนต่อ โดยระบุการมอบตัวเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พ.ค.66 เพราะได้จ่ายค่าเทอม ส่วนเรื่องเสรีทรงผม สีผม เป็นสิทธิพื้นฐานตามเนื้อตัว ร่างกาย เช่นเดียวกับเรื่องการแต่งกายที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อีกทั้งการแต่งกายก็ไม่ได้ส่งผลต่อการเรียน ยืนยันว่าถึงจะแต่งไปรเวทก็ยังเรียนได้

โดยหยก เดินทางมาถึงโรงเรียนตั้งแต่ 07.30 น. พร้อมแสดงจุดยืนที่จะเข้าเรียน และมีนางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ทะลุวัง ดูแลน้องหยกในขณะนี้ และเพื่อเป็นการป้องกันและระงับเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น ตำรวจ สน.ประเวศ ได้ส่งกองร้อยน้ำหวาน เข้ามาประจำจุดคอยทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ที่ใต้อาคารเรียน ตามที่ รร.ร้องขอ

ทั้งนี้ มีรายงานตัวแทนจากพรรคก้าวไกล นำโดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่า ส.ส.ก้าวไกล และนางสาวเบญจา แสงจันทร์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เดินทางเข้าร่วมหารือกับสถานศึกษา โดยมีสมาคมผู้ปกครองในการเข้าเรียนต่อและหาทางออกกรณีของน้องหยก

นางสาวเนติพร กล่าวว่า จากการหารือเบื้องต้น ยังไม่ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากมีเพียงสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนที่มาร่วมรับฟังเท่านั้น แต่ตลอดการหารือท่าทีของสมาคมผู้ปกครองไม่ได้พร้อมรับฟัง แต่อย่างน้อยน้องหยกยังคงยืนกรานตามเจตจำนงจะเรียนที่โรงเรียนนี้ ส่วนสถานะทางการศึกษาจะนับเป็นนักเรียนและมีผลกับการสอบหรือวัดสัมฤทธิ์ผลอะไรได้หรือไม่นั้นยังตอบไม่ได้ ได้แต่หวังว่าพรรคก้าวไกลจะเข้าไปช่วยเจรจา ส่วนการที่มีกำลังกองร้อยน้ำหวาน มาเตรียมพร้อมเพื่อระงับเหตุและสถานการณ์มองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุเนื่องจากตนเองมาพร้อมกับน้องหยกแค่สองคนเท่านั้น และเชื่อว่าวันนี้ตลอดทั้งวันน้องหยกจะสนุกสนานกับการเรียนเพราะมีวิชาที่น้องชอบและสนใจอยู่มากกว่าวันอื่น

ขณะเดียวนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ อดีต ส.ส. กล่าวว่า มาโรงเรียนในวันนี้มาในฐานะอดีตครูที่เคยสอนเด็กนักเรียนมาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน มีความเข้าใจและสนิทสนมกับนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. และ เลขาฯ กพฐ. มาก่อน เชื่อสามารถเข้าไปเกลี่ยไกล่ได้ และในระหว่างนี้ตัวเองว่างอยู่พร้อมเป็นผู้ปกครองของน้องหยก และเห็นว่าการช่วยเหลือของตนแตกต่างจากพรรคก้าวไกลตรงที่มองเรื่องของระบบระเบียบที่เห็นว่าขณะนี้นานาประเทศแม้แต่ประเทศสิงคโปร์ในโรงเรียนนานาชาติต่างนิยมให้เด็กหันมาสวมใส่ชุดเครื่องแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเกิดความเท่าเทียมในโรงเรียน

‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738263

‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.18 น.

สังคมไทยเป็นแบบนี้ไหม? ‘ธีระชัย’เล่าเรื่องเมืองผู้ดี ร.ร.ทั่วไปไม่มีเครื่องแบบแต่พ่อแม่ไม่แข่งแสดงฐานะ

วันที่ 21 มิถุนายน 2566 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Thirachai Phuvanatnaranubala – – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ดังนี้

เด็กเล็กในโรงเรียนอเมริกัน จะร้องเพลงชาติในห้องเรียนทุกเช้า โรงเรียนให้เด็กนักเรียนแต่งตัวตามสบาย

ผมเคยไปเรียนที่อังกฤษ โรงเรียนทั่วไปไม่มีเครื่องแบบ แต่พ่อแม่นักเรียนไม่มีการแข่งแสดงฐานะ ไม่มีการให้ลูกใช้แบรนด์เนม ชุดที่เด็กแต่งไปโรงเรียน คือชุดธรรมดาแต่ละวันตามอยู่บ้าน การไม่ใช้เครื่องแบบ คือเพื่อไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัว

แต่มีบางโรงเรียนที่ให้แต่งเครื่องแบบ คือโรงเรียนชั้นสูง ค่าเรียนแพงลิบ เช่น อีตัน ฮารโรว์ เด็กจบจากโรงเรียนระดับนี้ จะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นสูง เคมบริดจ์ ออกซฟอร์ด บางโรงเรียนชั้นสูงเหล่านี้ ต้องสมัครจองที่ตั้งแต่เด็กเกิด และจะสัมภาษณ์ผู้ปกครองอย่างเข้มข้น เพื่อคัดเลือกครอบครัวที่มีจุดเด่น นายกรัฐมนตรีอังกฤษส่วนใหญ่จะจบจากโรงเรียนระดับนี้ เครื่องแบบจึงกลายเป็นการสร้างจุดเด่น เพิ่มค่าใช้จ่าย สร้างจุดแตกต่าง

สังคมไทยที่ผู้ปกครองยังชอบเน้นการแสดงฐานะ อาจยังจำเป็นต้องใช้เครื่องแบบ เพื่อลดการอวดแข่งขัน ลดการทุ่มเงินเพื่อเสื้อผ้าเด็ก
 

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fthirachai.phuvanatnaranubala%2Fposts%2Fpfbid0YZ6WSFSKxR9oJBAiFNLAtbbEk3whtzuW7UTEQkpcubw8PVxRXenFVkUXA1piXRXyl&show_text=true&width=500

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนระดับชั้นประถม แก่เยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738250

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนระดับชั้นประถม แก่เยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนระดับชั้นประถม แก่เยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.45 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนระดับชั้นประถม แก่เยาวชนประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

19 มิถุนายน 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ  เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ และคณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบเงินทุนการศึกษาระดับชั้นประถม ประจำปี พ.ศ. 2566 ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 1,500 ทุนๆ ละ 2,000 บาท เป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,000,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโต พร้อมมีวิชาความรู้  สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า  ในงานสังคมสงเคราะห์  การมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่ได้ช่วยเหลือสังคมต่อเนื่องตลอดมา โดยในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 นี้  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องในทุกระดับชั้น และทุนการศึกษาทุกระดับชั้นปีสุดท้าย ให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในกรุงเทพมหานคร และในส่วนภูมิภาค ต่อไป และในปีการศึกษา พ.ศ. 2566 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์เป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ เป็นจำนวนเงินกว่า 20 ล้านบาท

‘ปลัด มท.’นำพุทธศาสนิกชนปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 99,999 ตัว ถวายพระกุศลฉลองพระชนมายุ 8 รอบสมเด็จพระสังฆราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738175

‘ปลัด มท.’นำพุทธศาสนิกชนปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 99,999 ตัว ถวายพระกุศลฉลองพระชนมายุ 8 รอบสมเด็จพระสังฆราช

‘ปลัด มท.’นำพุทธศาสนิกชนปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 99,999 ตัว ถวายพระกุศลฉลองพระชนมายุ 8 รอบสมเด็จพระสังฆราช

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.55 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำพุทธศาสนิกชนปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 99,999 ตัว เพื่อถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วันนี้ (19 มิ.ย. 66) เวลา 09.09 น. ที่วัดบางหลวงหัวป่า สาขาวัดระฆังโฆสิตาราม ต.สวนพริกไทย อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดเพื่อถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2566 โดยมี พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม รักษาการเจ้าอาวาสวัดบางหลวงหัวป่า นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายวสันต์ สุภาภา รองอธิบดีกรมที่ดิน นายวิลาส เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร รองประธานกรรมการทำการแทนผู้อำนวยการองค์การตลาด นายรักษ์ศักดิ์ สุริยหาร รองผู้ว่าการการประปานครหลวง นายอดิเทพ กมลเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี นายสิทธิชัย สวัสดิแสน นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี หัวหน้าส่วนราชการและหัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี นายอำเภอ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนจิตอาสา รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่า อาทิ นายกฤษฎา ไทยสำราญ (ต้อม นครสวรรค์) และภาคีเครือข่าย รวมกว่า 500 คน ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมพิธีถวายสักการะหน้าพระรูปสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และกล่าวถวายพระพร เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ จากนั้น ร่วมปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดในบริเวณพื้นที่เขตอภัยทาน โดยพันธุ์ปลาที่ปล่อยในวันนี้ อาทิ ปลาหมอ ปลาตะเพียนขาว จำนวน 99,999 ตัว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปทุมธานี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจนานัปการ ยังประโยชน์ต่อการพัฒนาบวรพระพุทธศาสนา นำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขแก่พุทธศาสนิกชนชาวไทย โดยทรงเอาพระทัยใส่รับพระภารธุระ บุกเบิกกิจการพระธรรมทูต มานับแต่ยุคแรกเริ่ม ซึ่งในปีพุทธศักราช 2516 ทรงเคยเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่นครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลล์ เครือรัฐออสเตรเลีย ทรงอำนวยการจัดการสนามหลวงแผนกธรรมและแผนกบาลี โดยจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ทั้งปวงในราชอาณาจักรตลอดจนจัดการธรรมศึกษาสำหรับฆราวาส และทรงมีพระเมตตาต่อการศึกษาของกุลบุตร จึงทรงรับโรงเรียนวัดราชบพิธไว้ในพระอุปถัมภ์สืบต่อมาจากพระบูรพาจารย์ทุกยุค รวมทั้งทรงเคยเป็นพระอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และทรงเอาพระทัยใส่พระภารธุระบริหารกิจการของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยให้รุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งขึ้น และในปัจจุบันยังทรงดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นอกจากนี้ ทรงอุปการะกิจการสาธารณสงเคราะห์มหาชนไว้เป็นอันมาก เช่น โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มูลนิธิสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวชิราลงกรณ และมูลนิธิพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุ 8 รอบ รัฐบาลจึงได้จัดงานเฉลิมฉลองทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และต่างประเทศ รวมทั้งได้จัดทำโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสดังกล่าว นอกจากนี้ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้จัดตั้งโครงการจัดสร้างสถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) เพื่อเป็นถาวรสถานเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะทรงเจริญพระชนมายุ 8 รอบ ณ คลอง 9 ต.ลำลูกกา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2566 พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าเฝ้าเพื่อถวายปัจจัยสมทบในการจัดสร้างสถานปฏิบัติธรรมดังกล่าว เป็นเงิน 54,298,013.69 บาท

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล ฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก กระทรวงมหาดไทยจึงได้จัดพิธีปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด จำนวน 99,999 ตัว ณ วัดบางหลวงหัวป่า สาขาวัดระฆังโฆสิตาราม เพื่อถวายเป็นพระกุศลและขอปวารณาตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนพระโอวาทของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ผู้เสด็จสถิตเป็นมิ่งขวัญของปวงพุทธบริษัท และปวงชนชาวไทยตลอดไป

“ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมการทำสมาธิเจริญจิตตภาวนา ตลอดจนร่วมกันจัดกิจกรรมถวายพระกุศล ซึ่งอาจจัดกิจกรรมบำเพ็ญกุศลและสาธารณสงเคราะห์ ตามบริบทที่เหมาะสม ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 8 รอบ วันที่ 26 มิถุนายน 2566 ตามวัน เวลา และสถานที่ ที่เห็นสมควร อาทิ ร่วมกับคณะสงฆ์ในพื้นที่จัดกิจกรรมสาธารณสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ หรือร่วมกันพัฒนาวัด ทำความสะอาดลานวัด ในหมู่บ้าน/ชุมชน เพื่อร่วมถวายพระกุศลในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ ทั่วประเทศ โดยพร้อมเพรียง” นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘มจธ.’ร่วมเสริมทักษะอาชีพ‘คนพิการ’ เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์‘ผงสีธรรมชาติจากพืช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738061

‘มจธ.’ร่วมเสริมทักษะอาชีพ‘คนพิการ’ เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์‘ผงสีธรรมชาติจากพืช’

‘มจธ.’ร่วมเสริมทักษะอาชีพ‘คนพิการ’ เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์‘ผงสีธรรมชาติจากพืช’

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

การสกัดสีย้อมจากวัสดุธรรมชาติเป็นภูมิปัญญาวัฒนธรรมมายาวนาน ปัจจุบันกระบวนการผลิตสีมีการพัฒนารูปแบบใหม่ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังเช่น ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นจากฝีมือของคนพิการชุมชนบ้านเต่างอย จังหวัดสกลนคร ภายใต้แบรนด์ “เฮ็ดดิ” ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการและผู้สูงอายุของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่ล่าสุด กำลังพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ “ผงสีธรรมชาติจากพืช”เพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่สีย้อมผ้า อาทิ สีเทียน สีน้ำวาดรูป หรือการนำไปผลิตเทียนหอม เป็นต้น

“ผลิตภัณฑ์ผงสีธรรมชาติจากพืชเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) สีตามธรรมชาติที่ได้มาจากพืชจะแตกต่างกัน เช่น ดอกดาวเรือง เมื่อแยกเม็ดสีออกมาแล้วจะได้สีเหลืองเอ้อเฮ่อ ตามภาษาอีสาน คือสีเหลืองสดมากๆ ต้นรงทอง สีที่ได้จากยางจะให้สีเหลืองที่สว่างกว่า สำหรับดอกกุหลาบที่เราเห็นเป็นสีแดง จริงๆ แล้วธรรมชาติของกุหลาบจะให้สีน้ำเงิน หรือ สีชมพูม่วงๆ ที่เห็นเป็นสีแดง เพราะเยื่อผิวของกลีบดอกเมื่อโดนแสงตกกระทบมาเข้าตา ทำให้เราเห็นเป็นสีแดง”

พรพิมล มิ่งมิตรมี (ครูหมิว) ศิลปินท้องถิ่นบ้านหนองส่าน อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Craft Colour อธิบายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ผงสีธรรมชาติ ก่อนเล่าต่อไปว่า ได้รับการติดต่อจาก มจธ. ให้เข้ามาช่วยถ่ายทอดความรู้จากงานที่ทำอยู่ เพื่อเพิ่มทักษะให้กับกลุ่ม “คนพิการ” และให้ร่วมออกแบบการเรียนรู้ในท้องถิ่น รวมถึงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมกับสมาชิกคนพิการที่เข้าอบรมในโครงการฯ จึงได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้

ส่วนแนวคิดในการเลือกทำผงสีธรรมชาติเพราะปัจจุบันตลาดส่วนใหญ่จะเป็นสีย้อม ไม่ใช่ผงสี และการทำผงสี จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนพิการได้มีทางเลือกใหม่ๆ เพราะมีตลาดรองรับ สามารถสร้างเป็นอาชีพ สร้างรายได้ โดยจะสอนการทำผงสีต่างๆ จากวัสดุธรรมชาติในพื้นที่ตำบลเต่างอย สร้างเป็นคอลเลคชั่นผงสีพิเศษของตำบลเต่างอย สำหรับขั้นตอนการทำผงสีเริ่มจากการสำรวจหาวัตถุดิบพืชที่อยู่ในท้องถิ่น นำใบ ดอก เปลือก ราก หรือส่วนต่างๆ ของลำต้น มาตำหรือบด เติมสารส้มเพื่อสกัดสี ใส่ดินสอพองคนให้ตกตะกอน นำไปตากแดดให้แห้ง

จากนั้นนำไปอบ แล้วนำมาตำหรือบดให้เป็นผงละเอียด ก็จะได้เป็นผงสีธรรมชาติ โดยพืชให้สีจากธรรมชาติที่นำมาทดลองผลิตเบื้องต้นจากกิจกรรมครั้งนี้ พบว่า ดอกไม้ที่เหมาะนำมาทำผงสี ได้แก่ ดอกดาวเรือง ให้สีเหลือง ใบสาบเสือให้สีโทนเหลืองและเขียว ใบหางนกยูงให้สีเขียว และ เปลือกเมล็ดอินทนิลน้ำ ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสกลนคร ให้สีน้ำตาล เป็นต้น

แต่สิ่งที่ต้องคำนึง คือ วัตถุดิบเหล่านี้จะต้องมีในปริมาณที่มากเพียงพอจะผลิตเป็นผงสีที่จะนำมาใช้อย่างต่อเนื่องต่อไปได้ เช่นดอกอัญชัน เหมาะใช้เป็นสีผสมอาหารมากกว่านำมาทำผงสี เพราะสีที่ได้เพียง 1 กรัม จะต้องใช้ปริมาณดอกสดเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ครูหมิวยังกล่าวด้วยว่า “การได้เข้าร่วมโครงการกับ มจธ. ทำให้เห็นว่าถึงแม้สภาพร่างกายของกลุ่มคนพิการจะไม่เอื้ออำนวย แต่ใจของทุกคนสู้มาก” จึงรู้สึกมีความสุขที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม และดีใจมากที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับทุกคน

นอกจากกิจกรรมการสอนทำผงสีแล้ว ภายใต้ “หลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น ในโครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการและผู้สูงอายุของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)” พื้นที่ชุมชน ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 (ระยะเวลาอบรม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ตุลาคม 2566) ยังมีการอบรมให้ความรู้ด้านการตลาดจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ พฤติกรรมผู้บริโภค

ความเป็นไปได้และโอกาสของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (ECO Product) กลุ่มลูกค้าความรู้เบื้องต้นด้านการจัดการธุรกิจ และพื้นฐานการบริหารธุรกิจในยุคดิจิทัล กระบวนการจัดการธุรกิจรูปแบบต่างๆ การทำบัญชี การวางแผน และการออกแบบ รวมถึงความรู้พื้นฐานด้าน e-Commerce ทักษะการถ่ายและการตัดต่อวีดีโอ ฯลฯ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ผศ.วรนุช ชื่นฤดีมล อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ในฐานะหัวหน้าหลักสูตรฯ กล่าวว่า การฝึกอบรมของคนพิการรุ่นที่ 3 นี้ มีคนพิการที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 12 คน ส่วนใหญ่เป็นคนพิการด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว แขนขาอ่อนแรง และด้านการได้ยิน ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นสุดท้ายสำหรับโครงการฯ นี้ จากการดำเนินงานรุ่นแรกที่จะเน้นเรื่องของการออกแบบชิ้นงานหัตถกรรมที่ใช้ฐานทุนวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การย้อมสีธรรมชาติ การถักมัดไม้กวาด รุ่นสองเริ่มมีการแบ่งทีมโครงสร้างการทำงานมากขึ้น และเน้นเรียนลงลึกในการย้อมสีธรรมชาติให้ได้คุณภาพและสวยงาม

“ในรุ่นที่สามนี้ เราจึงอยากลงลึกมากขึ้นในเรื่องของสีธรรมชาติจากวัตถุดิบในท้องถิ่นที่ใช้พื้นที่ในการ workshop สอนทำผงสี ณ พื้นที่บ้านนาฮี ซึ่งความรู้เรื่องสีธรรมชาติในท้องถิ่นจะทำให้ภาพของ “เฮ็ดดิคราฟ”ชัดเจนมากขึ้น เพื่อสร้างผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Leadership) โดยมีเป้าหมายปลายทางที่หวังไว้ คือ จะทำให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) ที่สามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้” ผศ.วรนุช กล่าว

ศิริพัฒน์ กล่ำกลิ่น ที่ปรึกษาและวิทยากรสถาบันพัฒนา และทดสอบทักษะดิจิทัล (DDTI) ในฐานะวิทยากร กล่าวว่า เนื่องจากในปีนี้ มีคนพิการที่เข้าร่วมมาจากรุ่นที่ 2 จำนวน 4 คน และคนใหม่ 8 คน จึงมีทักษะที่ต่างกัน ทำให้จะต้องมาปรับจูนวิธีการทำงานกันใหม่ และจะต้องพยายามสื่อสารให้เขาได้เห็นภาพของงานที่ตรงกัน ซึ่งแรกๆ อาจจะยังไม่เข้าใจว่าทำอะไร เพราะจริงๆ แล้วการทำผงสีถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนกลุ่มนี้มาก

“หลายคนไม่เคยเห็นและสัมผัสมาก่อน จึงต้องใช้ความพยายามกันค่อนข้างมาก นอกจากตัวผลิตภัณฑ์แล้ว เราก็อยากให้คนพิการมีทักษะทั้งเรื่องแนวคิดและการบริหารจัดการ เพื่ออย่างน้อยองค์ความรู้ทักษะด้านการบริหารจัดการจะติดตัวเขาไปด้วย เพราะเมื่อจบโครงการไป เขาจะสามารถนำเอาความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับธุรกิจส่วนตัวของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์” ศิริพัฒน์ กล่าว

ผศ.ดร.บุษเกตน์ อินทรปาสาน อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. กล่าวว่า นอกจากครูหมิว กูรูเรื่องสี ที่มาช่วยสอนการทำผงสีแล้ว ยังมีศิลปิน เช่น คุณแมน-ปราชญ์นิยมค้า สมาชิกกลุ่มสกลเฮ็ด, คุณแพรี่พายอินฟลูเอนเซอร์ด้านสีธรรมชาติ ที่มาช่วยวางแผนการออกอีเว้นท์ จัดแสดงผลงานต่างๆ และเนื่องจากในปีนี้เรายังเน้นเรื่องการตลาด จึงได้วางแผนการทำตลาดสินค้าคนพิการ 4 ภูมิภาคขึ้น โดยจะเป็นการจัดในรูปแบบ Social Enterprise (SE) เพื่อเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม

“ในปีนี้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นภายใต้โครงการฯ เบื้องต้นจะนำไปออกบูธจำหน่ายภายในงาน 10 ปีโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าทำงานในสถานประกอบการ ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการและผู้สูงอายุ ณ มจธ. บางมด ในวันที่ 27 ต.ค. 2566 และสวนแมน Creative Crafts Center ในงานเทศกาลสกลจังซั่น ระหว่างวันที่ 8-11 ธ.ค. 2566” ผศ.ดร.บุษเกตน์ กล่าว

สำหรับหลักสูตรการพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่น เป็นหนึ่งในสามหลักสูตรในโครงการฝึกอบรม-ฝึกงานคนพิการเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าทำงานในสถานประกอบการ”ภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการและผู้สูงอายุ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) รุ่นที่ 3 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมาตรา 35

ซึ่งคนพิการที่เข้าร่วมฯ อบรม ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยจะได้รับเบี้ยเลี้ยง อาหารกลางวัน และค่าเดินทาง ตลอดระยะเวลาในการฝึกอบรม โดย ศิริวัฒน์ คันทารสรองผู้จัดการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ วิทยากรอีกท่านหนึ่ง เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังวางแผนการทำตลาดสินค้าคนพิการ 4 ภาคขึ้นประกอบด้วย ภาคอีสาน ที่ จ.สกลนคร ภาคเหนือที่ จ.แม่ฮ่องสอน และภาคใต้ ที่ จ.ภูเก็ต ส่วนภาคตะวันออก กำลังอยู่ระหว่างประสานหน่วยงานหรือภาคเอกชนที่สนใจ

“คาดหวังว่า คนพิการเมื่อจบโครงการนี้ไปแล้ว จะสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง สามารถนำความรู้ที่ได้ไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือต่อยอดเป็นรายได้เสริมไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกอีก” ศิริวัฒน์ กล่าวในตอนท้าย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

‘ม.มหิดล’พร้อมผลิตป.โท’พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน’ ดูแลสุขภาพประชาชนตามนโยบายชาติ‘ใกล้บ้านใกล้ใจ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/738063

‘ม.มหิดล’พร้อมผลิตป.โท’พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน’ ดูแลสุขภาพประชาชนตามนโยบายชาติ‘ใกล้บ้านใกล้ใจ’

‘ม.มหิดล’พร้อมผลิตป.โท’พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน’ ดูแลสุขภาพประชาชนตามนโยบายชาติ‘ใกล้บ้านใกล้ใจ’

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ทิศทางสาธารณสุขของประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนนับตั้งแต่เมื่อเกือบ 4 ปีก่อน ที่ พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ.2562มีผลบังคับใช้ เพื่อลดความแออัดของระบบโรงพยาบาล ส่งผลให้มีการกระจายอำนาจการดูแลสุขภาพประชาชนไปยังชุมชน จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่บทบาทของ “พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน” ซึ่งเปรียบเหมือนเสาหลักของระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ทวีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย

รศ.ดร.ปาหนัน พิชญภิญโญ ประธานหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน และอาจารย์ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกเล่าถึงความเป็นมาของหลักสูตรว่าเกิดขึ้นเมื่อ 76 ปีก่อน พร้อมกับการก่อตั้งของคณะฯ ซึ่งเปรียบเหมือนรากฐานของการศึกษาด้านการสาธารณสุขในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย ว่า ในระยะแรกใช้ชื่อหลักสูตรเป็นชื่อเดียวกับชื่อภาควิชา

แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น “หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน” และได้มีการปรับปรุงหลักสูตรในทุก 5 ปี จัดการเรียนการสอนตามทิศทางนโยบายสาธารณสุขของประเทศไทย โดยในยุคแรกเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขอนามัย และสุขภาพทั่วไป มาถึงปัจจุบันได้มุ่งให้บริการสู่ระดับชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลโรคเรื้อรัง และการดูแลสุขภาพองค์รวมสำหรับประชาชนในทุกช่วงวัย

โดยทั่วไป พยาบาลวิชาชีพ (Licensed Nurse) เมื่อสำเร็จการศึกษาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน จากสถาบันที่ได้รับการรับรองจากสภาการพยาบาลและขึ้นทะเบียนไว้ สามารถรักษาโรคเบื้องต้น หรือกลุ่มอาการ โดยมีข้อแตกต่างในทางปฏิบัติ ตามประกาศสภาการพยาบาลตรงที่ พยาบาลเวชปฏิบัติ (Nurse Practitioners) สามารถรักษาโรค และใช้ยาได้ตามรายการและการวินิจฉัยสำหรับพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป

หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการเรียนการสอนแบบหลักสูตรไทย เนื่องด้วยยังคงยืนยันเจตนารมณ์เพื่อการผลิตพยาบาลเวชปฏิบัติชาวไทยที่มากด้วยคุณภาพ ออกไปรับใช้ชุมชนและประเทศชาติ โดยสามารถทำงานวิจัยที่ได้มาตรฐานนานาชาติ และกำหนดให้จัดทำวิทยานิพนธ์เป็นภาษาไทยก่อนสำเร็จการศึกษา เพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับประชากรชาวไทย

พร้อมกับสามารถเชื่อมั่นได้ถึงคุณภาพของหลักสูตรซึ่งได้ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษามหาวิทยาลัยอาเซียน AUN-QA (ASEAN University Network Quality Assurance) พร้อมด้วยคณาจารย์พยาบาลของหลักสูตรฯ ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอกร้อยละ 100 และคณาจารย์ถึงร้อยละ 80 ของหลักสูตรฯ สำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา

อาทิ จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินแมดิสัน (University of Wisconsin-Madison มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) มหาวิทยาลัยนอร์ทคาโรไลนา (University of North Carolina) มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (University of Pennsylvania) มหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) มหาวิทยาลัยทูเลน (Tulane University) และมหาวิทยาลัยคาธอลิกแห่งอเมริกา (The Catholic University of America) เป็นต้น

ที่ผ่านมาได้มีการเทียบเคียงมาตรฐานการศึกษาระหว่างหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กับมหาวิทยาลัยในเอเชีย พบว่าหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชนคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีมาตรฐานใกล้เคียง (benchmark) กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University) ในสาขา Master of Science in Community Health Nursing

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำนวนทุนวิจัยและรางวัลต่างๆ จากผลงานของนักศึกษาในหลักสูตรฯ ที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นักศึกษาของหลักสูตรฯ สามารถคว้าทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาแนวทางให้คำปรึกษาทางโทรเวชสำหรับลดภาวะน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และการดูแลให้คำปรึกษาเพื่อลดภาวะอ่อนล้าในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด เป็นต้น

นับเป็นความโชคดีของนักศึกษาที่จะเข้ามาเรียนในหลักสูตรฯ ซึ่งปัจจุบันได้มีการปรับเงื่อนไขการศึกษาให้กระชับขึ้น เพื่อให้สามารถสำเร็จการศึกษาได้ภายใน 2 ปี โดยได้จัดให้มีการศึกษาในชั้นเรียน (Coursework) เพียงปีแรกปีเดียว เพื่อให้ปีต่อไป จะได้ใช้เวลาในการทำวิทยานิพนธ์ได้อย่างเต็มที่ และจะได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงจากการลงพื้นที่ศึกษาดูงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยมหิดล โดยหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน คณะสาธารณสุขศาสตร์ พร้อมต้อนรับพยาบาลวิชาชีพที่สำเร็จการศึกษาพยาบาลในระดับปริญญาตรีจากทุกสถาบัน ทั้งในและต่างประเทศเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรฯ ขอเพียงมีความตั้งใจจริงและพร้อมที่จะร่วมพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิของประเทศไทยในเชิงรุก

เพื่อทำให้นโยบายสาธารณสุขชาติ “ใกล้บ้านใกล้ใจ” สามารถเข้าถึงประชาชนทุกคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง!!!

มหาวิทยาลัยมหิดล