มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรฯ มอบทุนการศึกษาเยาวชนเรียนดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735805

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรฯ  มอบทุนการศึกษาเยาวชนเรียนดี

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวรฯ มอบทุนการศึกษาเยาวชนเรียนดี

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

กองทุนเพื่อการศึกษา “ทุนวชิรญาณสังวร” มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี 2566มีความประสงค์มอบทุนการศึกษา“ทุนวชิรญาณสังวร” เพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร จำนวน 73 ทุนดังนี้

1.ทุนการศึกษานี้เป็นทุนต่อเนื่องที่ติดตัวผู้รับทุนจนกว่าจะจบการศึกษาสูงสุดปริญญาตรี เท่าที่ความสามารถจะพึงมี มิได้เป็นทุนประจำสถานศึกษาใดสถานศึกษาหนึ่ง หากผู้รับทุนจบการศึกษาหรือลาออกจากสถานศึกษาเดิม ทุนการศึกษานี้จะติดตามผู้รับทุนไปยังสถานศึกษาใหม่2.ทุนการศึกษานี้ เป็นทุนให้เปล่าไม่มีข้อผูกมัดใดๆ 3.หากผู้รับทุนสละสิทธิ์ ทุนนี้จะหมดสิทธิ์ไม่มีผู้ใดได้รับแทน มูลนิธิฯ สามารถยกเลิกทุนได้ทุกเมื่อ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า หากผู้รับทุนประพฤติตัวไม่เหมาะสม หรือให้ข้อมูลประกอบขอรับทุนที่เป็นเท็จ 4.จำนวนทุนการศึกษาแต่ละระดับ มีดังนี้

ระดับประถมศึกษา จะได้รับทุนปีละ 5,000 บาท, ระดับมัธยมศึกษาจะได้รับทุนปีละ 10,000 บาท, ระดับประโยควิชาชีพ จะได้รับทุนปีละ 12,000 บาท, ระดับประโยควิชาชีพชั้นสูง จะได้รับทุนปีละ 15,000 บาท, ระดับอุดมศึกษา จะได้รับทุนปีละ 25,000 บาท

คุณสมบัติของผู้สมัคร นักเรียน นิสิต นักศึกษา ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา จนถึงระดับปริญญาตรี มีสัญชาติไทย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 1.50 ครอบครัวยากจน ขัดสนทุนทรัพย์ มีความประพฤติดี ตั้งใจเรียน ช่วยเหลือครอบครัว ชุมชน สังคมตามกำลังและโอกาส

กำหนดการรับสมัคร วันนี้-15 มิถุนายน พ.ศ.2566 ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาสอบถาม โชติรส สังขะทรัพย์ Email:YSS.scholarship@gmail.com หรือโทร.080-7767799

มทร.รัตนโกสินทร์พัฒนา ‘CWIE’ เร่งผลิตบัณฑิตทำงานในโลกยุคใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735802

มทร.รัตนโกสินทร์พัฒนา ‘CWIE’  เร่งผลิตบัณฑิตทำงานในโลกยุคใหม่

มทร.รัตนโกสินทร์พัฒนา ‘CWIE’ เร่งผลิตบัณฑิตทำงานในโลกยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.) ร่วมกับ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน นายกสมาคมสหกิจศึกษาไทย และ ดร.พรชัย มงคลวนิช อธิการบดี มหาวิทยาลัยสยามและประธานเครือข่าย CWIE ภาคกลางตอนล่าง ร่วมเปิดงานวันสหกิจศึกษาบูรณาการกับการทำงาน (CWIE DAY) ครั้งที่ 13 ประจำปี พ.ศ.2566 ณ โถงอาคารอุดมศึกษา 2 สป.อว. (ถนนศรีอยุธยา) กรุงเทพมหานคร

รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีความมุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ โดยได้พัฒนาทุกหลักสูตรของมหาวิทยาลัยให้บูรณาการการเรียนกับการทำงานร่วมกับสถานประกอบการ (ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน) ทั้งในและต่างประเทศ หรือที่เรียกว่าหลักสูตรสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (Cooperative and Work Integrated Education Program หรือ CWIE) เพื่อให้บัณฑิตพร้อมเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริงได้ทันที มีความพร้อมทั้งทักษะความรู้ ทักษะตามสาขาวิชาชีพ และทักษะชีวิตก่อนเข้าสู่ภาคตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นการเตรียมคนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบการศึกษากับภาคปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 และแผนด้านการอุดมศึกษา เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ พ.ศ.2564-2570

“มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มีการส่งเสริมศักยภาพของนักศึกษา โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเลือกปฏิบัติงานร่วมกับสถานประกอบการ ณ ต่างประเทศ เพื่อให้มีประสบการณ์ตรงในการปฏิบัติงานกับสถานประกอบการดังกล่าว ทำให้นักศึกษาได้ฝึกฝนการใช้ภาษาต่างประเทศ การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่าง สังคมและแนวคิดใหม่ๆ ตลอดจนเทคโนโลยีที่ทันสมัยอีกด้วย” รศ.ดร.อุดมวิทย์ กล่าว

จุฬาฯ ครองอันดับที่ 17 ของโลก และอันดับ 1 ของไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735808

จุฬาฯ ครองอันดับที่ 17 ของโลก และอันดับ 1 ของไทย

จุฬาฯ ครองอันดับที่ 17 ของโลก และอันดับ 1 ของไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครองอันดับ 17 ของโลก และอันดับ 1 ของประเทศไทยเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันจาก THE Impact Rankings 2023 การจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างผลกระทบสูงต่อสังคมโดยประเมินจากบทบาทของมหาวิทยาลัยทั้งในด้านงานวิจัยการบริหารหน่วยงาน งานบริการวิชาการและการเรียนการสอนที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ(Sustainable Development Goals : SDGs)

นอกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งครองอันดับที่ 17 ของโลก ในปีนี้มีสถาบันอุดมศึกษาไทยอีก 3 สถาบันที่ติดอันดับ Top 100 ของโลกได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 38 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อันดับที่ 74และมหาวิทยาลัยขอนแก่นอันดับที่ 97

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย THE Impact Rankings 2023 มีสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลกเข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 1,591 แห่ง จาก 112 ประเทศ และมีสถาบันอุดมศึกษาไทยเข้ารับการจัดอันดับทั้งสิ้น 65 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปี 2022 ซึ่งมีจำนวน 52 แห่ง โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยติดอันดับ Top 100 ของโลกรวม 9 ด้านดังนี้

SDG3-Good Health and Well-being (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) อันดับที่ 11 ของโลกจาก 1,218 สถาบัน

SDG4-Quality Education (การศึกษาที่มีคุณภาพ) อันดับที่ 78 ของโลก จาก 1,304 สถาบัน

SDG8-Decent Work and Economic Growth (งานที่ดีและเศรษฐกิจที่เติบโต) อันดับที่ 61ของโลก จาก 960 สถาบัน

SDG9-Industry Innovation and Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมและอุตสาหกรรม) อันดับที่ 24 ของโลก จาก 873 สถาบัน

SDG11-Sustainable Cities and Communities (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) อันดับที่ 52 ของโลกจาก 860 สถาบัน

SDG12-Responsible Consumption and Production(บริโภคและผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ) อันดับที่ 75 ของโลก จาก674 สถาบัน

SDG14-Life below Water (ชีวิตในน้ำ) อันดับที่ 55 ของโลกจาก 504 สถาบัน

SDG15-Life on Land (ระบบนิเวศบนบก) อันดับที่ 47 ของโลกจาก 586 สถาบัน

SDG17-Partnership for the Goals (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน) อันดับที่ 16 ของโลก จาก 1,625 สถาบัน

Netflix เฟ้นหาคนรุ่นใหม่ร่วมงาน กับพันธมิตรการผลิตของ Netflix

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735801

Netflix เฟ้นหาคนรุ่นใหม่ร่วมงาน  กับพันธมิตรการผลิตของ Netflix

Netflix เฟ้นหาคนรุ่นใหม่ร่วมงาน กับพันธมิตรการผลิตของ Netflix

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

Netflix รับสมัครบุคคลอายุ 20-26 ปี สัญชาติไทย ไม่จำกัดวุฒิการศึกษาและสาขาการศึกษาจากทั่วประเทศไทย จำนวน 50 คน เพื่อเข้าร่วมโครงการ REEL LIFE โดยจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 5-วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2566 ที่กรุงเทพมหานคร ผู้ที่ผ่านการเวิร์กช็อปตลอด 2 วัน 1 คืน และจะมีการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมให้ร่วมฝึกงานแบบ On the Job Training กับ พันธมิตรด้านการผลิตของ Netflix เป็นระยะเวลา 5-10 เดือน

โครงการ REEL LIFE เป็นส่วนหนึ่งของ Netflix Fund for Creative Equity หรือ กองทุน Netflixเพื่อโอกาสแห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งก่อตั้งในปี 2564 ด้วยความมุ่งมั่นของ Netflix ที่จะลงทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อพัฒนาบุคลากรฝ่ายสร้างสรรค์จากทั่วโลก จากกองทุนนี้ Netflix ได้ต่อยอดเป็นโครงการต่างๆ กว่า 100 โครงการในหลากหลายประเทศทั่วโลก สร้างโอกาสให้คนมากมายได้ก้าวเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิง และในปีนี้ โครงการนี้ได้ขยายโอกาสมายังคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยที่มีความสนใจในเบื้องหลังการผลิตภาพยนตร์และซีรี่ส์ ให้ได้เข้ามาค้นหาและพัฒนาศักยภาพของตนเองในสายงาน Assistant Director,Post Production Supervisor, Script Supervisor, Production และ Production Accountant รวมถึงโอกาสในการทำงานร่วมกับพันธมิตรผู้ผลิตภาพยนตร์และซีรี่ส์ชั้นนำของ Netflix โดยจะได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากทีมงานที่มากด้วยประสบการณ์ในแต่ละสายงานอย่างใกล้ชิด และได้ร่วมเวิร์กช็อปทดลองทำงานจริง

รับสมัครวันนี้-30 มิถุนายน 2566 ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.reellife.camp

มมส จัด‘อบรมสร้างมัคคุเทศก์น้อยฯ ให้บริการด้านการท่องเที่ยว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735804

มมส จัด‘อบรมสร้างมัคคุเทศก์น้อยฯ  ให้บริการด้านการท่องเที่ยว’

มมส จัด‘อบรมสร้างมัคคุเทศก์น้อยฯ ให้บริการด้านการท่องเที่ยว’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ กองส่งเสริมการวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการสร้างมัคคุเทศก์น้อย/เยาวชนในการให้บริการด้านการท่องเที่ยว” โดยมี นายศุภชัย ศรีหาใต้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 3 เป็นประธานเปิดงาน พร้อมนำคณะครู และนักเรียนเข้าร่วมโครงการ ณ โรงเรียนบ้านเขวาสะดืออีสาน ตำบลเหล่า อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

ดร.อัจฉรี จันทมูล รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าโครงการกล่าวว่าการอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการสร้างมัคคุเทศก์น้อย/เยาวชนในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้การทำงานในโครงการ การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อเตรียมเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานการท่องเที่ยว CBT Thailand โดยมีชุมชนบ้านหนองยาง ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เป็นพื้นที่ต้นแบบโดยมุ่งหวังให้นักเรียน เยาวชน ได้มีบทบาทในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีและได้ฝึกเทคนิคของการเป็นมัคคุเทศก์น้อย การเป็นนักเล่าเรื่องท้องถิ่นที่ดี การเลือกพื้นที่โรงเรียนบ้านเขวาสะดืออีสาน เพราะใกล้กับอนุสรณ์สถานสะดืออีสาน ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยว สุขภาพดีเกษตรอินทรีย์ สะดืออีสาน ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามร่วมกับชุมชนบ้านหนองยาง และชุมชนใกล้เคียง ได้สร้างเส้นทางท่องเที่ยวขึ้นเมื่อปี 2565 และ ในปี 2566 จะพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวของอำเภอโกสุมพิสัยให้เชื่อมร้อยไปกับเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชน ด้วยแนวคิด BCG และโมเดลอารมณ์ดีของจังหวัดมหาสารคาม ในพื้นที่ของอำเภอนาดูน อำเภอกันทรวิชัย และอำเภอแกดำ

กิจกรรมในวันนี้ อาจารย์ ดร.ภัทรวิทย์ ธีรภัคสิริ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ คุณครูวรยุทธ จันทมูล ครูวิทยะฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ จากโรงเรียนผดุงนารีมหาสารคาม มาเป็นวิทยากร และมีนักเรียนเข้าร่วม ได้แก่ โรงเรียนศรีโกสุมวิทยามิตรภาพที่ 209, โรงเรียนบ้านหนองกุงวันดีประชาสรรค์, โรงเรียนบ้านดอนกลอยหนองยาง,โรงเรียนบ้านแพงหนองเหนือ, โรงเรียนบ้านทันดู่เหนือ, โรงเรียนบ้านแก้งขิงแคง, โรงเรียนบ้านเหล่าหนองแคน, โรงเรียนบ้านหมากมายโพธิ์ทอง, โรงเรียนบ้านโนนสูงวังขอนจิก,โรงเรียนบ้านแท่นโนนหนองคู,เยาวชนจากชุมชนบ้านหนองยาง, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเหล่า, เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ, ตัวแทนชุมชนใกล้เคียง และผู้สนใจ รวมกว่า 80 คน

ขอ‘สุนทรียสนทนา’เป็นวาระแห่งชาติ ทางออกคลายปัญหาสังคมไทยขัดแย้งต่างรุ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735883

ขอ‘สุนทรียสนทนา’เป็นวาระแห่งชาติ ทางออกคลายปัญหาสังคมไทยขัดแย้งต่างรุ่น

ขอ‘สุนทรียสนทนา’เป็นวาระแห่งชาติ ทางออกคลายปัญหาสังคมไทยขัดแย้งต่างรุ่น

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.11 น.

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม จัดเสวนาหัวข้อ “เชื่อมคน เชื่อมโลก ด้วยพลังการสื่อสาร” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผอ.ศูนย์คุณธรรมฯ เป็นประธานเปิดงาน ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า ตนเคยได้รับเชิญไปหารือในรัฐสภา ในประเด็นความขัดแย้งจากทัศนคติที่ไม่ตรงกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ และได้รับคำถามมาว่าจะมิวิธีจัดการอย่างไรบ้าง

ซึ่งตนก็ตอบไปว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงและไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีการสั่งการได้ จากนั้นได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปว่าเมื่อไรจะทำให้ “สุนทรียสนทนา (Dialogue)” เป็นวาระแห่งชาติ เพราะที่ผ่านมาเวลาจะยกอะไรเป็นวาระแห่งชาติก็มักจะยกสิ่งที่เป็นปัญหา เช่น เด็กติดเกม ความรุนแรง คำถามคือเหตุไดไม่นำประเด็นเชิงบวกมาเป็นวาระแห่งชาติบ้าง โดยสุนทรียสนทนาหมายถึงการสนทนาเชิงบวก ไม่ใช่สนทนาแบบพร้อมบวก

รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวต่อไปว่า วิธีการสร้างสุนทรียสนทนา ประกอบด้วย 1.ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยของทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 2.เป็นผู้ฟังที่ดีต่อกัน ซึ่งจากประสบการณ์ที่ตนเป็นแพทย์ดูแลสุขภาพเด็กและวัยรุ่น เคยมีกรณีคนไข้วัยรุ่นหญิงมาปรึกษา ไม่อยากให้พี่เลี้ยงที่บ้านที่ดูแลมาตั้งแต่เกิดลาออกไป โดยบอกว่าชีวิตที่บ้านไม่มีความสุข เว้นก็แต่สิ่งดีๆ ที่มีอยู่บ้างคือพี่เลี้ยงคนนี้ ที่พอคนไข้เล่าให้ฟังแล้วตนก็ทึ่ง เพราะแม้พี่เลี้ยงจะเป็นชาวเมียนมาและไม่ได้มีการศึกษาสูง แต่กลับมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม หนึ่งในนั้นคือการเป็นผู้ฟังที่ดี และมีการสะท้อนความรู้สึกที่ดี

3.กำหนดกติการ่วมกัน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำหนดเพราะมีอำนาจเหนือกว่า 4.ควบคุมบรรยากาศในการพูดคุยกัน เมื่อบรรยากาศเริ่มตึงเครียดก็ต้องพัก หากพักชั่วคราวในวันเดียวไม่ได้ก็ต้องให้แยกย้ายไปก่อนแล้วค่อยมาคุยกันวันหลังเพื่อให้อารมณ์เย็นลง และ 5.ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตัดเรื่องอายุออกไป ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ใช้อารมณ์ ไม่ใช่อคติตัดสิน หากทำได้ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการพูดคุยกัน

“อันหนึ่งที่หมอเสนอเขาไว้ก็คือ สุนทรียสนทนาถ้าเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม เช่น อยู่ที่บ้าน บนโต๊ะอาหาร หรืออาจจะเป็นตรงจุดไหนก็ได้ที่แบบสบายๆ มีการกำหนดแล้วก็คุยกัน หรืออาจจะเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียน สถาบันการศึกษา จะเป็น ผอ. กับครู หรือครูกับนักเรียน แล้วมีการคุยร่วมกัน หรือถ้าสามารถเกิดขึ้นในชุมชนได้ด้วย บ้าน ชุมชน โรงเรียน เกิดลักษณะของสุนทรียสนทนา แล้วเกิดขึ้นทั้งประเทศ กระบวนการสุนทรียสนทนาจะช่วยทำให้รับฟังซึ่งกันและกัน หาข้อสรุปร่วม และสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติวิธี” รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

รศ.นพ.สุริยเดว ยังได้ขยายความเรื่องพี่เลี้ยงชาวเมียนมา ที่คนไข้วัยรุ่นหญิงมองว่าเป็นสิ่งดีๆ เพียงไม่กี่อย่างในบ้านและไม่อยากให้ลาออกไปไว้ว่า หลังได้มีโอกาสพูดคุยกันกับพี่เลี้ยงคนดังกล่าว สามารถเรียกได้ว่าเป็น “พี่เลี้ยง 5 ดาว” ด้วยคุณสมบัติ 5 ประการ คือ 1.ใช้ใจในการเลี้ยง เป็นคุณสมบัติที่สำคัญข้อแรก 2.เป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังในทุกเรื่องที่คนไข้วัยรุ่นหญิงรายนี้ ซึ่งพี่เลี้ยงเรียกว่าหลานมาเล่าให้ฟัง

3.สะท้อนความรู้สึกที่ดี บางครั้งเมื่อฟังเรื่องไม่สบายใจแล้วก็หันไปตบไหล่คนไข้เบาๆ แล้วบอกว่าเดี๋ยวเวลาผ่านไปก็ดีขึ้น 4.ไม่ด่วนตัดสิน มีบางครั้งที่ได้ยินว่าคนไข้วัยรุ่นหญิงรายดังกล่าวไปแกล้งคนอื่น แต่ตนก็ยังไม่ได้ตัดสินในทันทีว่าใครผิด-ใครถูก เพราะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และ 5.สะท้อนความคิด แม้จะไมไดตำหนิโดยตรง แต่ใช้วิธีตั้งคำถามชวนคิด เช่น เมื่อเราไปแกล้งผู้อื่น หากลองคิดย้อนกลับบ้างว่ามีผู้อื่นมาแกล้งเราแล้วเราจะรู้สึกอย่างไร การทำแบบนี้จะกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดการเหลาความคิดขึ้นมา

อินโดนีเซีย-มูลนิธิธรรมกาย จัดงานวิสาขบูชาอินโดนีเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735862

อินโดนีเซีย-มูลนิธิธรรมกาย จัดงานวิสาขบูชาอินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย-มูลนิธิธรรมกาย จัดงานวิสาขบูชาอินโดนีเซีย

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 17.25 น.

อินโดนีเซีย-มูลนิธิธรรมกาย จัดงานวิสาขบูชาอินโดนีเซีย

การเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาของประเทศอินโดนีเซียนั้นถือได้ว่าเป็นงานใหญ่ประจำปีที่รัฐบาลอินโดนีเซียให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยประกาศยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดประจำชาติ (Waisak National Holiday) ซึ่งในปีนี้รัฐบาลอินโดนีเซียนำโดยประธานาธิบดี โจโก วิโดโด , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีนโยบายจัดงานเฉลิมฉลองวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อให้พระมหาเจดีย์เจดีย์บุโรพุทโธ (Borobudur) เป็นศูนย์รวมใจ ของชาวพุทธและนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมอบหมายให้สมาคมชาวพุทธแห่งอินโดนีเซียหรือ วาลูบี (WALUBI) สหภาพพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย-แอฟริกา มูลนิธิธรรมกาย และสมาคมพุทธศาสนามหานิกาย แห่งประเทศอินโดนีเซีย หรือ MBMI รับหน้าที่ดูแลการจุดประทีปลอยโคมถวายเป็นพุทธบูชา

งานวันวิสาขบูชาของประเทศอินโดนีเซียเริ่มต้นขึ้นที่วัดเมินดุด ซึ่งอยู่ห่างจากพระมหาเจดีย์เจดีย์บรมพุทโธ (Borobudur-โบโรบูดูร์ ) ราว 5 กิโลเมตร เริ่มต้นด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ร่วมกันของคณะสงฆ์จำนวนกว่า 300 รูป จากทุกนิกายทั่วประเทศอินโดนีเซีย จากนั้นผู้นำองค์กรพุทธนานาชาติที่เดินทางมาจากประเทศทั่วโลก  ได้นำคณะสงฆ์ทุกนิกายเดินธรรมยาตราจากวัดเมินดุด ต่อด้วยขบวนรถบุปผชาติ อัญเชิญ น้ำและไฟศักดิ์สิทธิ เคลื่อนขบวนไปยังพระมหาเจดีย์เจดีย์บุโรพุทโธ เพื่อน้อมรำลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตลอดระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร เนืองแน่นไปด้วยประชาชนชาวเมืองยอกยากาตาร์ พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมากเปล่งเสียงสาธุการชื่นชมขบวนธรรมยาตรา บ้างก็พนมมือไหว้พุทธบุตรที่เดินผ่านไปด้วยความเลื่อมใส ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าชาวอินโดนีเซียมีส่วนร่วมและยินดีกับกับการเฉลิมฉลองวิสาขบูชานานาชาติครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้กับคณะสงฆ์และชาวพุทธจากนานาชาติเป็นอย่างยิ่ง

เวลา 19.00 น. รอบพระมหาเจดีย์เจดีย์บุโรพุทโธ ฯพณฯ โจโก วีโดโด ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวต้อนรับและแสดงสุนทรพจน์ให้กับคณะทูตานุทูต และผู้แทนองค์กรพุทธนานาชาติ การแสดงสุนทรพจน์ของ ฯพณฯ โจโก วีโดโด ในค่ำคืนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของรัฐบาลอินโดนีเซียที่เคารพในเสรีภาพการนับถือศาสนา และส่งเสริมการจัดกิจกรรมของพุทธศาสนิกชนชาวอินโดนีเซียได้อย่างชัดเจนที่สุด

จากนั้นผู้แทนสหภาพพระธรรมทูตไทยในอินโดนีเซีย-แอฟริกา สมาคมชาวพุทธแห่งอินโดนีเซีย ได้นำแขกผู้มีเกียรติ ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนาหยุดใจ ทำสมาธิภาวนาเพื่อสันติภาพพร้อมกัน และอธิษฐานให้โลกมีความสงบสุข ปลอดภัยจากโรคระบาดและ ภัยพิบัติทั้งปวง จากนั้นจึงเข้าสู่พิธีจุดประทีป ลอยโคม ด้านหน้าพระมหาเจดีย์เจดีย์บุโรพุทโธ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ท่ามกลางผู้ร่วมงานทั้งชาวพุทธและมุสลิมหลายหมื่นคน พิธีกรรมทั้งหมดดำเนินไปอย่างสงบศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้สื่อมวลชนอินโดนีเซียเข้าร่วมบันทึกภาพและถ่ายทอดสดตลอดงาน

พระครูสมุห์ สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส เปิดเผยว่าการจัดงานวิสาขบูชาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่และความปรารถนาสันติภาพร่วมกันของคนทุกเชื้อชาติทุกศาสนาทั่วโลก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาพของงานบุญใหญ่ครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลให้กับชาวโลกที่จะร่วมกันสร้างสันติภาพภายนอก โดยเริ่มต้นจากสันติสุขภายในของทุกคน World Peace through inner peace ให้เกิดเป็นจริง

กองทุน ป.ป.ช. หนุนเรืองทอง สร้างละครเยาวชน Soft Power พร้อมสร้างเครือข่ายเยาวชนละคร 10 โรงเรียนต้นแบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735820

กองทุน ป.ป.ช. หนุนเรืองทอง สร้างละครเยาวชน Soft Power พร้อมสร้างเครือข่ายเยาวชนละคร 10 โรงเรียนต้นแบบ

กองทุน ป.ป.ช. หนุนเรืองทอง สร้างละครเยาวชน Soft Power พร้อมสร้างเครือข่ายเยาวชนละคร 10 โรงเรียนต้นแบบ

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.21 น.

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุน บริษัท เรืองทองกรุ๊ป จำกัด ดำเนินการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น”

นำร่อง 10 โรงเรียนต้นแบบ พร้อมนำทัพวิทยากรระดับครูและผู้กำกับชื่อดังในวงการบันเทิงมากมาย โดยมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 1,000 คน  จาก 10 โรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาชั้นนำของประเทศไทย การอบรมครั้งนี้นอกจากจะได้เรียนรู้ทักษะการแสดงละครให้กับเด็กๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมสร้างสรรค์ให้ได้เรียนรู้ เช่น การเดินแบบ , ฝึกความกล้าแสดงออก , การฝึกสมาธิในการทำงาน, การพูดในที่สาธารณะ, การพัฒนาบุคลิกภาพ ,การสร้างตัวตนในแบบ influencer อีกด้วย

คุณจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น”  กล่าวว่า โครงการนี้ นอกจากเด็กๆ จะได้เรียนรู้หลากหลายศาสตร์เพื่อเตรียมพร้อมการเป็นนักแสดงละคร และการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองในหลากหลายด้านแล้ว เด็กๆ ยังจะได้ปฏิบัติจริง โดยมีการถ่ายทำละครสั้น สร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต ร่วมแสดงละครกับนักแสดงมืออาชีพชื่อดังมากมาย โดยละครสั้นเชิงสร้างสรรค์ทั้ง 10 ตอน จาก 10 โรงเรียน จะได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์ เช่นสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และสื่อโซเซียลหลากหลายช่องทาง เพื่อเผยแพร่แนวคิดต่อต้านการทุจริตจากเด็กสู่เด็ก , จากเด็กสู่ครอบครัว และจากเด็กสู่คนทุกลุ่มในสังคมต่อไป การที่เราจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการแสดงละครและให้เด็กๆ ได้ปฏิบัติ ได้มีส่วนร่วมในการแสดงละครจริง สื่อสาร“ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น” โดยใช้ละคร เพราะศิลปะการแสดงเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในงานด้านศิลปกรรม เป็นงานที่สร้างรากฐานของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งในแต่ละสังคมจะขาดซึ่งงานทางด้านศิลปะการแสดงเสียมิได้ เนื่องจากงานศิลปะการแสดงเป็นตัวบ่งบอกถึงวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ ( soft power) ที่สะท้อนภาพวิถีการดำเนินชีวิตและยกระดับจิตใจของคนในสังคมและชุมชนนั้นๆ ละครหรือตัวละคร กลายเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ก็จะช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้เรื่องการต้านทุจริตอย่างสนุก เข้าใจ เข้าถึง และสามารถสะท้อนผ่านการแสดงละครสั้น เพื่อส่งต่อเสียงสะท้อนของเด็กเยาวชนสู่สายตาของประชาชนทั่วประเทศ ผ่านสื่อโซเซียลและสื่อกระแสหลักอย่างโทรทัศน์   การผลิตละครสั้นเพื่อรณรงค์เสริมสร้างจิตสำนึกในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเด็กเยาวชนและนำไป สู่ทักษะเยาวชนต้นแบบ“เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น” ให้เด็กและเยาวชน ได้เป็นหู เป็นตา ในความไม่ถูกต้องของสังคมปัจจุบัน และยังมีทักษะกล้าพูด กล้าแสดงออก มีบุคลิกภาพที่ดี ทั้งในด้านพฤติกรรม ความรู้สึกในทางที่เหมาะสม และเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายและยังมีทักษะในการสื่อสารถ่ายทอดแสดงให้ผู้ชมได้เห็นสังคมในปัจจุบันอีกทั้งเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายการทำงานด้านการต้านทุจริตอีกด้วย”

ทั้งนี้ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ “ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น” ได้จัดอบรม ณ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนแม่พระฟาติมา กรุงเทพฯ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการต่างตื่นเต้นและสนุกไปกับโลกแห่งละคร สะท้อนมุมมองของการ“ต่อต้านการทุจริต เยาวชนไม่ทนคอรัปชั่น”  เพื่อสร้างนักต้านทุจริตรุ่นเยาว์ ผ่านการเล่นละครสั้นโดยการมีส่วนร่วมของเด็กในการคิดบท และร่วมแสดงกับนักแสดงชั้นนำ โครงการที่ทั้งสนุกและได้ประโยชน์ ทำให้นักเรียนสนุก เพลิดเพลินกับการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ และเห็นคุณค่าของตนเองในการที่จะสามารถทำประโยชน์ต่อสังคมโดยการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สื่อเพื่อกระตุ้นเตือนให้เพื่อนๆ และสังคมเห็นความสำคัญของการต่อต้านการทุจริตต่อไป ทั้งนี้ โครงการยังมีการอบรมให้กับโรงเรียนเอกชนระดับมัธยมศึกษาอีก 8 โรงเรียน ก่อนจะนำความคิดเห็นของเด็กๆ ไปสร้างสรรค์เป็นบทละคร และถ่ายทำละครจริงร่วมกับนักแสดง ผู้กำกับ และทีมงานมืออาชีพต่อไป

สำหรับทีมวิทยากรที่มาร่วมให้ความรู้กับเด็กนักเรียนในโครงการนี้ เป็นการระดมครูในวงการบันเทิง เพื่อมาให้ความรู้ที่หลากหลายกับเด็กๆ เช่น

ครูต้อ มารุต สาโรวาท ผู้กำกับการแสดงชื่อดังแห่งวงการบันเทิงของไทย ที่มีผลงานการกำกับภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ รวมถึงซีรี่ย์ชื่อดังมากมาย

ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ นักแสดง ครูสอนการแสดง อดีตครูใหญ่แห่งบ้าน AF

ครูกั๊ก วรรณศักดิ์ ศิริหล้า ครูสอนการแสดง เจ้าของรางวัลสุพรรณหงส์ นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และศิลปิน “ศิลปาธร” ประจำปี 2563 สาขาศิลปะการแสดง

ครูออม จุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดละคร พิธีกร ครูสอนสื่อสร้างสรรค์ประสบการรณ์มากกว่า 25 ปี

ครูเบส ธัญพิสิษฐ์ ตั้งวงศ์ศิริ จบการศึกษาปริญญาโทสองใบจากมหาวิทยาลัย Royal central school of Speech and Drama ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในสาขาการแสดงการแสดงสำหรับหน้าจอภาพยนตร์และโทรทัศน์ และ สาขาศิลปะการตกแต่งเวที ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยดังทางด้านการแสดงอันดับต้นของโลก มีศิษย์เก่าเช่น Sir Laurence Olivier, Dame Judi Dench, Andrew Garfield และ Kit Harrington เป็นต้น และยังได้เรียนต่อการเขียนบทที่ The Clyde Bernardy Acting Studio กับนักเขียนชื่อดัง Marlana Hope ซึ่งมีเครดิตเขียนบท เช่น Grey’s Anatomy, เป็นต้น        

แห่สมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 171,954 คน อัตราว่าง‘บรรจุแต่งตั้ง’ได้ 7,813 อัตรา 63 กลุ่มวิชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735772

แห่สมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 171,954 คน อัตราว่าง‘บรรจุแต่งตั้ง’ได้ 7,813 อัตรา 63 กลุ่มวิชา

แห่สมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 171,954 คน อัตราว่าง‘บรรจุแต่งตั้ง’ได้ 7,813 อัตรา 63 กลุ่มวิชา

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.01 น.

แห่สมัครสอบ‘ครูผู้ช่วย’ 171,954 คน อัตราว่าง‘บรรจุแต่งตั้ง’ได้ 7,813 อัตรา 63 กลุ่มวิชา

7 มิถุนายน 2566 นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  เปิดเผยว่า ตามที่ สพฐ. เปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม ถึงวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมานั้น ข้อมูลเบื้องต้น มีผู้สมัคร จำนวน 171,954 คน  ใน 205 เขตพื้นที่ฯ อัตราว่างที่สามารถบรรจุแต่งตั้งได้จำนวน 7,813 อัตรา ใน 63 กลุ่มวิชา โดยมีเขตพื้นที่ฯ ที่ไม่เปิดรับสมัครสอบ 41 แห่ง

สำหรับ กลุ่มวิชา หรือทางหรือสาขาวิชาเอก ที่มีผู้สมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ ปฐมวัย/การศึกษาปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 21,530  คน สังคมศึกษา 19,771 คน ภาษาอังกฤษ 16,698 คน คณิตศาสตร์ 16,108 คน และพลศึกษา 15,741 คน  ส่วนกลุ่มสาขา หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ที่ไม่มีผู้สมัคร คือ อรรถบำบัด และภาษาอังกฤษธุรกิจ  สำหรับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา /อ.ก.ค.ศ.สศศ.ที่มีผู้สมัครสอบมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ สศศ. 4,492 คน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สระแก้ว เขต1 จำนวน 3,135 คน  สพป.สงขลา เขต 3 จำนวน 3,019 คน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) นนทบุรี 2,808 คน และสพป.บึงกาฬ จำนวน 2,708 คน

นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า ส่วนภาพรวมการรับสมัครเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  แต่พบปัญหาใน 3 ประเด็น คือ 1. ตัวผู้สมัครไม่มีความพร้อมเรื่องเอกสาร เช่น มหาวิทยาลัยออกใบรับรองการจบการศึกษาล่าช้า ทำให้ไม่สามารถไปขอหลักฐานที่คุรุสภาเพื่อออกให้สำหรับปฏิบัติหน้าที่สอน เพื่อใช้สมัครสอบได้ทัน  ใบรับรองแพทย์มีปัญหา บางคนไม่ยอมให้ตรวจปัสสาวะซึ่งเมื่อมาถึงเขตฯ ก็ต้องให้ไปตรวจเพื่อขอรับใบรับรองแพทย์ใหม่ ทำให้การสมัครเกิดความล่าช้า หรือบางรายก็ไม่ยอมตรวจเลย

2.  ปัญหาจากระบบการรับสมัคร ซึ่งกำหนด คำว่ากลุ่มวิชาเอก หรือทาง หรือสาขาวิชาเอก ไว้  ทำให้บางเขตพื้นที่ฯ ที่เปิดรับสมัครมีการตีความที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มวิชาคอมพิวเตอร์ บางเขตพื้นที่ฯ ตีความว่า ต้องจบสาขาวิชาเอกคอมพิวเตอร์โดยตรง  ขณะที่บางมหาวิทยาลัยสอนคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ทำให้ขาดคุณสมบัติในการสมัคร เป็นต้น ขณะที่บางสาขาวิชาเอก ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ล่าช้า ทำให้สมัครเกือบไม่ทันวันสุดท้าย

“กรณีนี้มีผู้สมัครร้องเรียนมาที่ผมจำนวนหนึ่ง เบื้องต้นแก้ไขปัญหาโดย ประสานเขตพื้นที่ฯที่มีปัญหาให้ปลดล็อก สาขาวิชาเอก หรือกลุ่มวิชาเอก  หรือบางเขตพื้นที่ฯ แนะนำให้ไปสมัครในเขตพื้นที่ฯที่เปิดรับสาขาดังกล่าวแทน ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าว อาจจะกระทบกับการรับสมัครสอบครั้งนี้บ้าง เพราะเป็นการทำหน้าที่รับสมัครและจัดสอบแข่งขันครูผู้ช่วยครั้งแรก ของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่ฯ หลังโอนภารกิจงานบริหารบุคคล คืนมาจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ทำให้มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เชื่อว่า การจัดสอบครั้งต่อไป จะไม่มีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอีก  และปัญหาที่ 3. ผู้สมัครรอดูว่าเขตพื้นที่ฯไหน มีผู้สมัครน้อย และตัดสินใจไปสมัครจนนาทีสุดท้าย ทำให้บางรายไม่สามารถสมัครสอบได้ทัน” นายสุรินทร์ กล่าว 

นายสุรินทนร์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สพฐ. จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และ ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ภายในวันที่ 13 มิถุนายน สอบข้อเขียน ภาค ก วันที่ 24 มิถุนายน ภาค ข วันที่ 25 มิถุนายน ประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก และ ข ภายในวันที่ 3 กรกฎาคม สอบภาค ค ประเมินจากการสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการเรียนการสอน ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ หรือ อ.ก.ค.ศ.สศศ.กำหนด ทั้งนี้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม การจัดสอบครั้งนี้มีการวางมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มข้น โดยห้ามมิให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) รองผู้อำนวยการสพท. ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบโดยเด็ดขาด สอดส่อง กำกับดูแล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต รวมทั้งป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากการสอบ ขณะเดียวกัน ยังมีการกำหนดบุคคลในทางลับ เพื่อตรวจสอบติดตาม บุคคลที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต และมิให้แต่งตั้งเป็นกรรมการที่เกี่ยวกับการสอบ

ด้านดร.นิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1  (สพม.กท 1) กล่าวว่า ในส่วนของ สพม.กท 1 ไม่มีปัญหาการรับสมัครสอบครูผู้ช่วย  เนื่องจากได้แก้ไขประกาศมาใช้คำว่ากลุ่มวิชาเอก ซึ่งเป็นการเปิดกว้าง  เพราะแต่ละสถาบันการศึกษาจะเรียกชื่อวุฒิไม่เหมือนกัน ถ้าเรียกชื่อวุฒิอย่างอื่นไม่ตรงตามที่ประกาศของเขตนั้น ๆ เจ้าหน้าที่ก็จะไม่รับสมัคร แต่การประกาศเป็นกลุ่มวิชาจะเปิดโอกาสให้ชื่อวิชาที่ใกล้เคียงสมัครได้โดยให้นับหน่วยกิต 

ออท.อินเดีย เยี่ยมคารวะ ‘บิ๊กป้อม’ สานสัมพันธ์ ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735701

ออท.อินเดีย เยี่ยมคารวะ 'บิ๊กป้อม' สานสัมพันธ์ ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

ออท.อินเดีย เยี่ยมคารวะ ‘บิ๊กป้อม’ สานสัมพันธ์ ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง

วันพุธ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.09 น.

ออท.อินเดีย เยี่ยมคารวะ พล.อ.ประวิตร  สานสัมพันธ์ไทย-อินเดีย โครงการธรรมยาตรา ครั้งประวัติศาสตร์ อินเดีย-ไทย-กัมพูชา-ลาว ส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง สืบไป

วันที่ 7 มิถุนายน 2566 ที่มูลนิธิอนุรักป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอิทธิพล คุณปลื้มรมว.วัฒนธรรม  ได้ให้การต้อนรับนาย ราเคศ สิงห์ (H.E. Mr. Nagesh Singh) เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ เพื่อประสานสัมพันธ์โครงการธรรมยาตรา ในประเทศไทย โดยจะมีการอัญเชิญพระบรมมาสารีริกธาตุ จากประเทศอินเดีย มาประดิษฐานยังประเทศไทยเป็นเวลา 1 เดือน ห้วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.66  ต่อจากนั้น จะอัญเชิญเสด็จไป ประเทศกัมพูชา และประเทศลาว ตามลำดับ เพื่อส่งเสริม สืบต่อพระพุทธศาสนาร่วมกันให้มีความเจริญรุ่งเรือง และสานสัมพันธ์พุทธศาสนิกชนของไทย และภูมิภาคให้มีความแน่นแฟ้น มีศูนย์รวมจิตใจเป็นปึกแผ่นด้วยธรรม อย่างยั่งยืน สืบไป

พล.อ.ประวิตร ยังได้กล่าวขอบคุณ นายราเคศ สิงห์  ออท. และรัฐบาลประเทศอินเดีย ที่ได้ให้เกียรติประเทศไทย และคนไทยที่นับถือศาสนาพุทธ ในการจัดกิจกรรม/โครงการที่มีความสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา มาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวจะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และในภูมิภาครวมถึงความเป็นสิริมงคล ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทย โดยจะมีการประสานงานร่วมกัน อย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอินเดีย ผ่านทางกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งจะมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวน คนไทยร่วมกิจกรรมรับเสด็จ อัญเชิญประดิษฐาน และสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ต่อไป