‘กรมพลศึกษา’จัดประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานฯที่พัทลุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736543

‘กรมพลศึกษา’จัดประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานฯที่พัทลุง

‘กรมพลศึกษา’จัดประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานฯที่พัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.42 น.

‘กรมพลศึกษา’จัดประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานฯที่พัทลุง

ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษาเป็นประธานในพิธีเปิดการประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ประจำปี พ.ศ. 2566 ในงานมหกรรมภูมิปัญญานันทนาการท้องถิ่นภาคใต้ “มโนราห์” โดยมี นายฉัตรชัย อุสาหะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง พร้อมด้วย ดร.วนิดา พันธ์สอาด รองอธิบดีกรมพลศึกษา ,นายจรูญ แก้วมุกดากุล รองอธิบดีกรมพลศึกษา ,นางสาวลิปิการ์  กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม , ดร.ยศพนธ์ สุกุมลนันทน์

ผู้ช่วยอธิบดีกรมพลศึกษา ,ว่าที่ร้อยตรีปราโมทย์ เลิศจิตรการุณ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมและพัฒนานันทนาการ กรมพลศึกษา ,นางสาวฉันทนา ศิวกุล ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง , นายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ ,นางพรเพ็ญ แป๋วประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนพัทลุง ,หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพัทลุง และคณะกรรมการผู้ตัดสิน ร่วมเป็นเกียรติ ณ หอประชุมโรงเรียนพัทลุง อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง

กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับจังหวัดพัทลุง จัดประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ประจำปี พ.ศ. 2566 ในงานมหกรรมภูมิปัญญานันทนาการท้องถิ่นภาคใต้ “มโนราห์” ระหว่างวันที่ 10-11 มิถุนายน 2566 เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้มีความรู้ ความเข้าใจ เห็นคุณค่าของกิจกรรมนันทนาการ และนำกิจกรรมนันทนาการไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ก่อเกิดความรู้ ความรัก ความภูมิใจ ความผูกพันในภูมิปัญญานันทนาการท้องถิ่นภาคใต้ของตน เป็นการเผยแพร่และปลูกจิตสำนึกในการร่วมอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาทางนันทนาการของชาติให้แก่เด็กและเยาวชน และยังเป็นการสร้างเครือข่ายในการสืบสานและเผยแพร่ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ทางนันทนาการของท้องถิ่นภาคใต้ โดยการประกวดศิลปะการแสดงพื้นบ้านโนรา ชิงถ้วยพระราชทานฯ ในครั้งนี้แบ่งประเภทออกเป็น 2 รุ่นอายุ ประกอบด้วย รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 25 ปี ซึ่งได้รับเกียรติจากคณะกรรมการที่มีความเชี่ยวชาญในทุกๆศาสตร์ของโนรา ร่วมตัดสินพร้อมให้คำแนะนำเพื่อพัฒนาทักษะสู่ความเป็นเลิศ สร้างอาชีพ และสืบสานวัฒนธรรมต่อไป

ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยว่า กรมพลศึกษา มีภารกิจในการดำเนินการส่งเสริม สนับสนุนให้เด็ก เยาวชนและประชาชนได้เล่นกีฬาออกกำลังกาย และประกอบกิจกรรมนันทนาการ อย่างต่อเนื่องจนเป็นวิถีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมดนตรี และศิลปะการแสดงพื้นบ้าน เป็นการแสดงอัตลักษณ์อย่างทรงคุณค่า อันเป็นการดึงดูด ความสนใจให้ประชาชนได้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรม ท้องถิ่น ร่วมอนุรักษ์สืบสานให้คงอยู่ สำหรับ”โนรา” (Nora) หรือ “มโนราห์” นั้นเป็นศิลปะการแสดงพื้นเมืองอย่างหนึ่งของภาคใต้ เป็นศาสตร์การร่ายรำของไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การยูเนสโก (UNESCO) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 นั้นแสดงให้เห็นถึงบทบาทอันเข้มแข็งของชุมชนที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมการและรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมดังกล่าวไว้ให้แก่ชนรุ่นหลัง อีกทั้ง ยังเป็นการแสดงออกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคและในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งคณะรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการใช้ SofPower เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติสังคม เศรษฐกิจวัฒนธรรม ความมั่นคงและการสร้างเกียรติภูมิ รวมถึงภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยเช่น อาหาร ดนตรี นาฎศิลป์ และศิลปหัตถกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบยั่งยืนตลอดไป

สำหรับผลรางวัลการประกวดมีดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พร้อมทุนส่งเสริม 45,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับถ้วยเกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 30,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรานาทวีศิลป์ถิ่นทักษิณา จังหวัดสงขลา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับถ้วยเกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 20,000 บาท ได้แก่ คณะโนรา โรงเรียนอนุบาลศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง

รางวัลชมเชย ได้รับถ้วยเกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม  10,000 บาท ได้แก่  คณะมโนราห์นํ้าเพชรศิลป์ถิ่นพัทลุง จังหวัดพัทลุง

-รางวัลการออกพรานดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

-รางวัลท่ารำดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

-รางวัลบทและการร้องกลอนสดดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

 -รางวัลการแต่งกายดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

-รางวัลลูกคู่ดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรานาทวีศิลป์ถิ่นทักษิณา จังหวัดสงขลา

-รางวัลความเป็นเอกภาพดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรา Nora Pura จังหวัดพัทลุง

-รางวัลเครื่องดนตรีประเภทปี่ดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรานาทวีศิลป์ถิ่นทักษิณา จังหวัดสงขลา

-รางวัลเครื่องดนตรีประเภทกลองดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรานาทวีศิลป์ถิ่นทักษิณา จังหวัดสงขลา

-รางวัลเครื่องดนตรีประเภททับดีเด่น ได้รับโล่เกียรติยศกรมพลศึกษา พร้อมทุนส่งเสริม 2,000 บาท  ได้แก่ คณะโนรานาทวีศิลป์ถิ่นทักษิณา จังหวัดสงขลา

บอร์ด กกส.หนุนจัดการศึกษา เชื่อม Career Path รองรับคนเก่งพลังกิฟต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736369

บอร์ด กกส.หนุนจัดการศึกษา เชื่อม Career Path รองรับคนเก่งพลังกิฟต์

บอร์ด กกส.หนุนจัดการศึกษา เชื่อม Career Path รองรับคนเก่งพลังกิฟต์

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 22.02 น.

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 2/2566 ร่วมกับกรรมการสภาการศึกษา (กกส.) โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการสภาการศึกษา ร่วมหารือข้อเสนอการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ พร้อมทบทวนและปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2579

คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า การจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ (Gifted Education) เป็นดัชนีบ่งชี้แนวโน้มความเจริญหรือสมรรถนะของประเทศในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมามีการสนับสนุนอย่างชัดเจนในด้านวิทยาศาสตร์ แต่พบว่าเยาวชนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้วไม่มีงานทำในประเทศ หรือทำงานที่ไม่ตรงสายหรือไม่เต็มตามศักยภาพ กกส.จึงเสนอให้มีการจัดทำเส้นทางความรู้และเส้นทางอาชีพ (Learning Path – Career Path) ให้ประเทศได้รับประโยชน์จากสมรรถนะของผู้มีความสามารถพิเศษอย่างแท้จริง รวมถึงเร่งส่งเสริมสาขาอื่นๆ โดยเฉพาะงบประมาณด้านอุปกรณ์กีฬา ศิลปะ และการดนตรี ซึ่งเป็นสาขาที่มีคุณค่าทางสังคมและอิทธิพลทางวัฒนธรรม (Soft Power) ทั้งนี้อาจต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะหน่วยงานราชการเพื่อให้มีความคล่องตัวสูง เบื้องต้นที่ประชุมมีมติให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดทำแผนการส่งเสริมการจัดการศึกษาฯ ให้ครอบคลุมตั้งแต่ระบบการคัดกรอง การพัฒนา และการใช้ความเชี่ยวชาญจากผู้มีความสามารถพิเศษ เพื่อนำเสนอ กกส.ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาความเห็นชอบต่อไป

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า จากการติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติฯ ในช่วง 5 ปี (พ.ศ.2560 – 2564) พบว่ายังมีหลายประเด็นต้องเร่งแก้ไข อาทิ ผลการทดสอบ PISA การเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้เรียนรายบุคคล นอกจากนี้ มีข้อสังเกตว่าตัวชี้วัดตามเป้าหมายของแผนการศึกษาแห่งชาติฯ มีจำนวน 53 ตัวชี้วัด ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างมากและบางตัวชี้วัดต้องปรับใหม่ให้สอดคล้องกับการยกเลิกใช้ผลคะแนนสอบ O-NET ในการตัดสินผลการเรียน สกศ.จึงเสนอให้ควรปรับตัวชี้วัดที่เน้นการวัดข้อมูลเชิงปริมาณเป็นหลัก ส่วนตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ ควรใช้การวัดผลที่เน้นเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์สำคัญแบบ OKRs (Objective and Key Results) มาช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินงานได้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของแผนฯ อีกทั้งจะมีการพัฒนา Big Data เพื่อรายงานผลอย่งเป็นระบบและเผยแพร่ผลการประเมินให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง

– 006

‘ธนกร’ติดตามความคืบหน้าประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736301

'ธนกร'ติดตามความคืบหน้าประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ'สมเด็จพระสังฆราช'

‘ธนกร’ติดตามความคืบหน้าประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ’สมเด็จพระสังฆราช’

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.50 น.

“ธนกร”ติดตามความคืบหน้าการประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2566 เร่งหน่วยงานต่างๆสร้างการรับรู้พระกรณียกิจ หลักธรรมคำสอน สร้างการรับรู้ในวงกว้าง

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ณ ห้องประชุม 203 กรมประชาสัมพันธ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมีกรรมการจากหน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชน เข้าร่วม

นายธนกร กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าการประชาสัมพันธ์ งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งเหลือเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จะถึงวันจัดงานพิธี ในวันที่ 26 มิถุนายน 2566 และขอให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง อาทิ หลักธรรมคำสอนของพระองค์ ตลอดจนพระกรณียกิจที่สำคัญ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนได้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง

นายธนกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติที่น่าสนใจ อาทิ โครงการบรรพชาอุปสมบทถวายพระกุศล สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2566 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยผู้ร่วมบรรพชาอุปสมบท เป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักศึกษา และประชาชน จำนวน 97 คน โดยจะมีพิธีปลงผมและพิธีรับประทานผ้าไตรและเข้ารับประทานพระโอวาทจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2566 ตั้งแต่เวลา 08.30 น.เป็นต้นไปจนเสร็จพิธี ณ วัดราชบพิธสถิตสีมาราม และ ในวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2566  เวลา 08.30 น.เป็นต้นไป ประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทตามโครงการฯ ณ วัดราชบพิธสถิตสีมาราม วัดพระยายัง และวัดบุรณศิริมาตยาราม

นอกจากนี้ ขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆ ปริณายก ในวันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน 2566 เวลา 07.30 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

“ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ช่วยกันประชาสัมพันธ์และขอให้ดำเนินการต่อไปอย่างเข้มข้น ทั้งนี้คณะกรรมการได้จัดทำช่องทางให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและการจัดกิจกรรมต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ : https://www.prd.go.th/th/page/item/index/id/85 โดยลิงค์เข้าไปที่เว็บไซต์ กรมประชาสัมพันธ์ : www.prd.go.th และ Facebook 96 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่น่าเชื่อถือมาให้ประชาชนรับรู้ และเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” นายธนกร กล่าว

– 006

‘มรภ.ราชนครินทร์’จับมือวิทยาลัยเวียดนาม ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736296

‘มรภ.ราชนครินทร์’จับมือวิทยาลัยเวียดนาม ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ

‘มรภ.ราชนครินทร์’จับมือวิทยาลัยเวียดนาม ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 15.36 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (RRU) ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมกับวิทยาลัย Baria – Vungtau  College of Education (BVCE) ประเทศเวียดนาม เพื่อขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ พร้อมกับกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาของทั้งสองสถาบันการศึกษา

9 มิถุนายน 2566 ที่ห้องประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์  อ.เมืองฉะเชิงเทรา ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU)  ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (RRU) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี และ วิทยาลัย Baria – Vungtau (บาเรีย วุงเต่า) College of Education (BVCE) ประเทศเวียดนาม นำโดย ดร.ฟาม หง็อก ซอน นายกสภาวิทยาลัย BVCE ซึ่งมีคณะผู้บริหารของทั้งสองสถาบันการศึกษา เข้าร่วมในพิธี

รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ มีกิจกรรมร่วมกับวิทยาลัย Baria – Vungtau (บาเรีย วุงเต่า) College of Education (BVCE) มาก่อนหน้านี้ อาทิ  การส่งนักศึกษาไทยฝึกสอนภาษาไทยให้แก่นักศึกษาเวียดนาม นักศึกษาเวียดนามเดินทางมาฝึกสอนภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ รวมไปถึงโครงการ Host Family ซึ่งเป็นโครงการที่นักศึกษาเวียดนามเดินทางมาประเทศไทย และพักบ้านของนักศึกษาไทย โดยใช้ชีวิตร่วมกับนักศึกษาไทย เพื่อเป็นกระตุ้นในการใช้ภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยและนักศึกษาเวียดนามในการสื่อสารจริงในชีวิตประจำวัน ตลอดจนโครงการค่ายแม่โขงและค่ายอาเซียน เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ และสถาบันการศึกษาต่างประเทศ 

สำหรับการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสานสัมพันธ์ความร่วมมือทางวิชาการ ขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการ พร้อมกับกำหนดแนวทางการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาของทั้งสองสถาบันการศึกษาได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานวิจัยซึ่งกันและกัน  และการตีพิมพ์งานวิจัย การพัฒนาและดำเนินการเปิดหลักสูตรร่วม การจัดหลักสูตรระยะสั้น การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การแลกเปลี่ยนบุคลากรทางด้านวิชาการ ตลอดจนการร่วมจัดหานักศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งสองแห่ง

ทางด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ทิพย์วิมล วังแก้วหิรัญ คณบดีคณะครุศาสตร์ กล่าวว่าหลังจากการลงนามความร่วมมือแล้ว คณะครุศาสตร์จะมีโครงการพัฒนานักศึกษาครูเรียนรู้วิถีอาเซียน ในช่วงระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2566 โดยจะเชิญผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ รวมทั้ง Baria-Vungtau (บาเรีย วุงเต่า)  College of Education เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมซึ่งกันและอีกด้วย   นอกจากนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏราชราชนครินททร์ จะขยายกรอบความร่วมมือทางวิชาการไปยังสาขาวิชาอื่นๆ ซึ่งสาขาวิชาภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยจะมีการพูดคุยหารือแนวทางการแลกเปลี่ยนนักศึกษาเวียดนามกับคณะผู้บริหารของวิทยาลัย Baria – Vungtau (บาเรีย วุงเต่า)  College of Education เพื่อมาศึกษาในหลักสูตรภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในรูปแบบหลักสูตร 2+2 และอาจจะมีการแลกเปลี่ยนอาจารย์ไทยไปสอนภาษาไทย ณ ประเทศเวียดนาม ต่อไปในอนาคต

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ จัด มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736264

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ จัด มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ จัด มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.45 น.

วช. จับมือ ม.วลัยลักษณ์ และ จ.นครศรีธรรมราช พร้อมเครือข่ายวิจัยภาคใต้ เตรียมจัด “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค 2566 ครั้งที่ 12” ชูแนวคิด “ภาคใต้โมเดล” นำงานวิจัยพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน 

วันที่ 8 มิถุนายน 2566 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยภาคใต้ จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023) ครั้งที่ 12” ภายใต้แนวคิด “วิจัย นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ภาคใต้โมเดล” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ จังหวัดนครศรีธรรมราช 

การแถลงข่าวมุ่งเน้นการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน และ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมกับนายสมพงษ์ มากมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมแถลงข่าวการเตรียมจัดงานดังกล่าวในปลายเดือนมิถุนายน 2566 นี้ ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำหรับ “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023) ครั้งที่ 12” ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับเกียรติจากท่าน ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มาเป็นประธานเปิดงานฯ ซึ่งวช. ภายใต้กระทรวง อว. ได้เริ่มจัดมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ (Thailand Research Expo) ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีระดับชาติในการแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมและกิจกรรมการวิจัยที่มีคุณภาพของหน่วยงานเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรอิสระ เพื่อมุ่งหวังให้ผลงานวิจัยและกิจกรรมการวิจัยได้เผยแพร่สู่ผู้ใช้ประโยชน์ ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายขอบเขตของการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในภูมิภาคต่างๆ จึงได้กำหนดให้มีการจัดงานนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศด้วย ทั้งนี้ การจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค (Regional Research Expo)” ได้ดำเนินการจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 – ถึงปัจจุบัน ซึ่งได้หมุนเวียนการจัดงานไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ โดยมีมหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาค เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน โดยการสนับสนุนของ วช. 

ทั้งนี้ งาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค (Regional Research Expo)” ครั้งที่ 12  กำหนดจัดขึ้นในภาคใต้ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน ภายใต้แนวคิด “วิจัย นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ภาคใต้โมเดล” เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้ โดยใช้การวิจัยพัฒนาเชิงพื้นที่และสร้างเศรษฐกิจภูมิภาคบริหารจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่องไปสู่อนาคตต่อไป

นายสมพงษ์ มากมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีความยินดีและพร้อมให้การสนับสนุน วช. และ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ในการดำเนินการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023)” ครั้งที่ 12 ที่กำหนดจัดระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ถือเป็นโอกาสอันดี ที่พี่น้องชาวนครศรีธรรมราชได้ต้อนรับประชาคมวิจัย ตลอดจนประชาชนทั่วไปทุกจังหวัดในภาคใต้ รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ที่เดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ ในนามของจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอเชิญผู้มาเยือนทุกท่านได้ใช้ช่วงเวลานี้สัมผัสกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช  

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับเกียรติจาก วช. ในการสนับสนุนเป็นเจ้าภาพจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023)” ครั้งที่ 12 ถือเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่ง การจัดมหกรรมในครั้งนี้ได้สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายวิจัยในพื้นที่ภูมิภาค : ภาคใต้ และเป็นการขับเคลื่อนการทำงานของเครือข่ายมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมและเร่งให้เกิดการขยายผลในการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรมต่อเนื่องในทุกพื้นนี้ได้อย่างครอบคลุมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการนำองค์ความรู้จากผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปสู่การใช้ประโยชน์ระดับพื้นที่ในวงกว้าง และเป็นกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาชุมชนต่อไป

ภายหลังการแถลงข่าว คณะผู้บริหาร วช. และหน่วยงานต่าง ๆ ได้เยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการตัวอย่างตัวอย่างผลงานวิจัยและกิจกรรม Highlight จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่ 1. ผลงาน “ธนาคารปูม้า” โดย ผศ.ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ มวล. 2. ผลงาน “วิธีการอบและการใช้ประโยชน์ไม้ปาล์มน้ำมันในรูปแบบใหม่แบบครบวงจร” โดย รศ.ดร.นิรันดร มาแทน หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านไม้และวัสดุชีวภาพ มวล. 3. ผลงาน “ยกระดับน้ำมันปาล์มดิบ จากเกรดอาหารสัตว์เป็นเกรดเวชสำอาง” โดย รศ.ดร.หมุดตอเล็บ หนิสอ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มวล. และ 4. ผลงาน “งานวิจัยเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร” โดย รศ.ดร.มนัส ชัยจันทร์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร มวล.

สำหรับ “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ประจำปี 2566 (Regional Research Expo 2023) ครั้งที่ 12” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2566 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ครั้งนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ, การนำเสนอผลงานวิจัย ในด้านการเกษตรและอาหารแนวใหม่ ด้านพลังงานและวัสดุ ด้านการท่องเที่ยว บริการและการพัฒนาสังคม และด้านการแพทย์และสุขภาพ, การจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก วช., การจัดแสดงผลงานวิจัยของหน่วยงานและนักวิจัยในพื้นที่โดยเครือข่ายการวิจัยในภูมิภาค, กิจกรรมการประชุมและเสวนาในหัวข้ออันโดนเด่นที่เกี่ยวกับภูมิภาค, การประกวดผลงานวิจัยและนวัตกรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา, นิทรรศการ Highlight เพื่อแสดงอัตลักษณ์ของภูมิภาค, พื้นที่ให้คำปรึกษาความรู้จากงานวิจัย และตลาดนัดสินค้าชุมชน 

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 12” สามารถติดตามข่าวสารการจัดมหกรรมฯ ได้ที่ https://southresearchexpo2023.wu.ac.th

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหาร ถวายราชสักการะ’พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736257

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหาร ถวายราชสักการะ'พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล'

ปลัด มท.นำคณะผู้บริหาร ถวายราชสักการะ’พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล’

วันศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.28 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำคณะผู้บริหารร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในวันอานันทมหิดล

เมื่อเวลา 08.08 น.วันที่ 9 มิถุนายน 2566 ที่บริเวณเชิงสะพานพระราม 8 เขตบางพลัด กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร โดยมี นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายรัฐพล นราดิศร รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายณรงค์ เมยไธสง เลขานุการกรมที่ดิน พร้อมด้วยข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ กระทรวงมหาดไทย กว่า 100 คน ร่วมพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 11 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 ณ เมืองไฮเดลเบอร์ก ประเทศเยอรมนี เป็นพระราชโอรสพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีสมเด็จพระเชษฐภคินี 1 พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระอนุชา 1 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยพระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพพระองค์ท่านได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ ทั้งงานพระราชพิธี งานรัฐพิธี งานด้านการศาสนาและการศึกษา โดยเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสด็จเยี่ยมโรงพยาบาล หน่วยทหาร สถานที่สำคัญต่าง ๆ และทรงริเริ่มประเพณีการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในชนบท โดยเริ่มในจังหวัดและอำเภอปริมณฑลโดยรอบกรุงเทพฯ

“สำหรับพระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การเสด็จเยี่ยมชาวจีนในย่านสำเพ็ง พระนคร พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช เมื่อปี 2488 ซึ่งการเสด็จเยี่ยมชาวจีนที่สำเพ็งครั้งนั้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง เพราะทำให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างชาวจีนและชาวไทยที่มีมาก่อนหน้านั้นหายไป และพสกนิกรทั้งปวงต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ นอกจากนี้ ในด้านการศาสนา พระองค์ได้ประกอบพิธีทรงปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ และเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปในพระอารามที่สำคัญ พร้อมทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะผนวชในพระพุทธศาสนา ทั้งยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์บำรุงวัดวาอารามกับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นตามสมควร” ปลัด มท.กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่งในด้านการศึกษา พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการของหอสมุดแห่งชาติ รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ทรงศึกษาขณะทรงพระเยาว์ และยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของรัชสมัย ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเสด็จฯอีกครั้งที่หอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2489 โดยในการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งนี้ ทรงมีพระราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน จึงเป็นที่มาของการที่โรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 ได้ถือกำเนิดขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งในปัจจุบัน คือ “คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” หลังจากนั้น ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระองค์ทรงหว่านข้าว ณ แปลงสาธิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งถือเป็นพระราชกรณียกิจสุดท้าย ก่อนเสด็จสวรรคต ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระองค์ทรงสร้างสรรค์คุณประโยชน์อเนกอนันต์ต่อประเทศไทยนานัปการ อันเป็นรากฐานแห่งความเจริญวัฒนาผาสุกของราชอาณาจักรไทย และความสุขของอาณาประชาราษฎร ซึ่งข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยทุกคนในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการเผยแพร่พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านและบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่ทรงมีคุณูปการให้กับประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์มหาศาล ยังผลให้เกิดความเจริญงอกงาม ความเป็นเอกราช และความรุ่งเรืองของประเทศชาติมาจวบจนถึงทุกวันนี้ ด้วยการสร้างองค์ความรู้ เผยแพร่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อร่วมกันรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์

“เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้นของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐที่ทรงมีคุณูปการอันเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศ ส่งผลให้เกิดความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยตราบจนถึงปัจจุบัน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันตั้งจิตเป็นกุศล ประกอบคุณงามความดี เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 9 มิถุนายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ” ปลัด มท.กล่าวในช่วงท้าย

– 006

นิทรรศการพิเศษ เนื่องในโอกาส’สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 8 รอบ 96 พรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736115

นิทรรศการพิเศษ เนื่องในโอกาส'สมเด็จพระสังฆราช' ทรงเจริญพระชนมายุครบ 8 รอบ 96 พรรษา

นิทรรศการพิเศษ เนื่องในโอกาส’สมเด็จพระสังฆราช’ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 8 รอบ 96 พรรษา

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.43 น.

เปิดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” และ เรื่อง “เถลิงรัชช์หัตถศิลป์” เนื่องในโอกาส สมเด็จพระสังฆราช ทรงเจริญพระชนมายุครบ 8 รอบ 96 พรรษา

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 8 มิถุนายน 2566 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดมีพระบัญชาให้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้แทนพระองค์เปิดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” และนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เถลิงรัชช์หัตถศิลป์” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเจริญพระชนมายุครบ 8 รอบ 96 พรรษา นับเป็นมหามงคลสมัยยิ่ง กรมศิลปากรจึงได้จัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ขึ้น ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดแสดงเรื่องราวของคตินิยมในการสร้างรูปแทนพระพุทธเจ้าเพื่อสักการบูชา การออกแบบท่าทางหรือการแสดงปางอันมีความหมายทางประติมานวิทยา และได้คัดเลือกพระพุทธรูป จำนวน 81 องค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณที่มีพุทธศิลป์งดงามเป็นพิเศษในแต่ละสกุลช่าง มีความโดดเด่น สะท้อนถึงคติความเชื่อทางศาสนาและสุนทรียภาพความงามที่แตกต่างกันไปในแต่ละสมัยมาจัดแสดงเพื่อให้เห็นพัฒนาการของพระพุทธรูปในประเทศไทย ได้แก่

พระพุทธรูปรุ่นเก่า หมายถึงพระพุทธรูปรุ่นแรกที่พบในดินแดนประเทศไทย ซึ่งเข้ามาพร้อมๆ กับการติดต่อค้าขายกับโลกภายนอก ประมาณ 800 – 1,700 ปีมาแล้ว พระพุทธรูปศิลปะทวารวดี พระพุทธรูปศิลปะศรีวิชัย พระพุทธรูปศิลปะลพบุรี พระพุทธรูปศิลปะล้านนา พระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง พระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย พระพุทธรูปศิลปะอยุธยา และพระพุทธรูปศิลปะรัตนโกสินทร์ โดยเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่จัดแสดงและเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั่วประเทศ อาทิ หลวงพ่อเพชร วัดพระบรมธาตุวรวิหาร จังหวัดชัยนาท ศิลปะสุโขทัย จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี พระพุทธรูปปางลีลา ศิลปะสุโขทัย จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สวรรควรนายก จังหวัดสุโขทัย พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา และพระเจ้าเข้านิพพาน ศิลปะรัตนโกสินทร์ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

สำหรับนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เถลิงรัชช์หัตถศิลป์” ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดง อาทิ แผ่นไม้สลักเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และดอกพิกุลทอง ดอกพิกุลเงิน สมัยรัตนโกสินทร์ หนังสือสมุดไทย ฝาบาตรและเชิงบาตรประดับมุกที่ระลึกงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๕ นอกจากนี้ ยังมีงานศิลปกรรมในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และผลงานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมวงศ์ ซึ่งสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรได้สร้างสรรค์ขึ้น อาทิ ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ คนโทน้ำอภิเษก จังหวัดนนทบุรี หีบพระศรีพร้อมลูกหีบ 3 องค์ ขอเชิญเข้าชมนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “พระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน – 10 กันยายน 2566 และนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เถลิงรัชช์หัตถศิลป์” ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน – 17 กันยายน 2566 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันพุธ – วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร)

– 006

‘ตรีนุช’ ฝากเขตพื้นที่ฯติดตาม แก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736068

‘ตรีนุช’ ฝากเขตพื้นที่ฯติดตาม แก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน

‘ตรีนุช’ ฝากเขตพื้นที่ฯติดตาม แก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 16.47 น.

‘ตรีนุช’ ฝากเขตพื้นที่ฯติดตาม แก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน

8 มิถุนายน 2566 ที่โรงเรียนพัทลุง จังหวัดพัทลุง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ของส่วนราชการการศึกษาในจังหวัดพัทลุง และ ร่วมประชุมถอดบทเรียนการดำเนินโครงการโรงเรียนคุณภาพจังหวัดพัทลุง รวมถึงเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนพัทลุง ว่า ศธ.พยายามกระจายงานการศึกษาลงสู่ภูมิภาคมากที่สุด เพราะต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น การบริหารการศึกษาจะกระจุกอยู่เฉพาะส่วนกลางไม่ได้ กว่า 2 ปีที่ตนได้เข้ามาทำงานในตำแหน่ง รมว.ศธ. ซึ่งตรงกับช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้เกิดปัญหาเด็กออกกลางคัน

ดังนั้น นโยบายแร กๆที่ได้ทำคือ โครงการพาน้องกลับมาเรียน จึงขอฝากเขตพื้นที่ฯ ช่วยติดตามน้อง ๆ โดยสร้างความเชื่อมโยงกับเครือข่ายในระบบการศึกษา มีเป้าหมายคือการพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้มากที่สุด  ทั้งนี้ ศธ. อาจเป็นกระทรวงต้นๆที่ได้รับงบจำนวนมาก แต่งบกว่า 80% เป็นเงินเดือนบุคลาก การส่งงบไปพัฒนาด้านกายภาพของสถานศึกษาจึงเป็นเรื่องยาก ดังนั้น การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ เป็นเรื่องจำเป็น เรื่องที่ต้องดำเนินการสานต่อจากนี้ คือ การสร้างโอกาสทางการศึกษา จากโครงการ พาน้องกลับมาเรียน ค้นหา ติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง แล้วประสานเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทั้ง สพฐ. ศึกษาธิการจังหวัด อาชีวศึกษา และ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อจัดการศึกษาที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน

นอกจากนี้ มีกระบวนการป้องกันการหลุดออกจากระบบ, ต้องลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนบ้านนักเรียน 100 % ซึ่งทาง สพฐ.กำหนดให้ เดือนมิถุนายน 2566 เป็นเดือนแห่งการเยี่ยมบ้านนักเรียน จะเป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลช่วยเหลือเด็กในทุก ๆเรื่องจากข้อมูลของนักเรียนที่ได้รับจากพ่อแม่ผู้ปกครองโดยตรง อีกทั้ง จะเป็นประโยชน์ในการออกแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสม รวมถึงการส่งเสริม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาของความไม่ปลอดภัยร่วมกับผู้ปกครองที่ได้อย่างถูกต้องยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภัยจากยาเสพติด และเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา ก็ถือเป็นภารกิจลำดับต้น

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนคุณภาพ นั้น ในมิติการบริหารการศึกษา อัตราการเกิดของประชากรมีแนวโน้มลดลง จำนวนโรงเรียนขนาดเล็กมีเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดเชิงงบประมาณของประเทศ ที่เป็นความท้าทายในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่ง ศธ.ได้พยายามคลี่คลายปัญหาอุปสรรคการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีจำนวนนักเรียน 61-119 คน จำนวน 7,969 โรงเรียน ในจำนวนนี้ ไม่มีผู้อำนวยการอยู่ 1,760 โรงเรียน ศธ.ก็ได้ผลักดัน จนกระทั่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ให้โรงเรียนกลุ่มนี้ มีผู้อำนวยการโรงเรียนโดยเร็วที่สุดแล้ว

“นอกจากนี้รัฐบาลยังมีการเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพิ่มค่าอาหารกลางวันให้ด้วย และจากการลงพื้นที่ทั่วประเทศก็ พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ โดยใช้แนวทางโรงเรียนคุณภาพ มีการนำนักเรียนมาเรียนรวม มีการจัดแผนงานร่วมกับโรงเรียนเครือข่ายในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่จากการรับฟังรายงานในวันนี้ก็พบว่า โรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งในพัทลุง สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ พัฒนานักเรียนให้มีทักษะวิชาการ มีวิชาชีพ ได้รับการยอมรับและความร่วมมืออย่างดียิ่งจากชุมชม ได้รับรางวัลคุณภาพระดับประเทศ ดังนั้น ขอให้เขตพื้นที่ศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดถอดบทเรียนวิธีการดำเนินงานของผู้บริหาร และคณะครูของโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มนี้ เพื่อเป็นต้นแบบให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กอื่นๆ ต่อไป”น.ส.ตรีนุช กล่าว

จุดยืน’ศธ.’ ‘ตรีนุช’ย้ำเด็กทุกคนต้องได้เรียน แม้ไร้สัญชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736002

จุดยืน'ศธ.' 'ตรีนุช'ย้ำเด็กทุกคนต้องได้เรียน แม้ไร้สัญชาติ

จุดยืน’ศธ.’ ‘ตรีนุช’ย้ำเด็กทุกคนต้องได้เรียน แม้ไร้สัญชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 13.33 น.

จากกรณีที่โรงเรียนในพื้นที่ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการนำเด็กกลุ่มไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และไม่มีสัญชาติไทย จำนวน 124 คน จากพื้นที่ภาคเหนือ เข้ามาเรียนในโรงเรียน เพื่อเพิ่มจำนวนเด็กนักเรียน และเพิ่มการของบประมาณหรือไม่นั้น

ล่าสุดวันที่ 8 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.66 ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง (สพป.อ่างทอง) ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอ่างทอง (พมจ.อ่างทอง) , นายอำเภอป่าโมก , มูลนิธิวัดสระแก้ว , กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) , สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง , บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดอ่างทอง , สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดอ่างทอง (ตม.) และสถานีตำรวจภูธรป่าโมก ลงพื้นที่ตรวจสอบที่โรงเรียนดังกล่าว พบว่า ได้มีการนำเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนในโรงเรียนจริง ซึ่งการคัดกรองเด็กพบว่า จากจำนวน 124  คน มีสัญชาติไทย จำนวน 7 คน ส่วนที่เหลืออีก 117 คน ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร และไม่มีสัญชาติไทย

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทาง พมจ.ได้เข้ามาให้ความคุ้มครองเด็กกลุ่มนี้ โดยนำเด็กผู้หญิงพักนอนในโรงเรียนดังกล่าว และเด็กผู้ชายพักนอนในมูลนิธิวัดสระแก้ว และในปัจจุบันได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนแบบคละชั้น โดยให้เด็กกลุ่มนี้ทุกคน ซึ่งมีความแตกต่างทางอายุ เรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยเริ่มเรียนตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.2566 ที่มูลนิธิวัดสระแก้ว สอนโดยครูกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายจังหวัดอ่างทอง เพื่อแก้ปัญหาในเบื้องต้นก่อน

“กระทรวงศึกษาธิการ มีจุดยืนว่า เด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ต้องได้รับการศึกษา ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ส่วนเรื่องการตรวจสอบว่าเด็กกลุ่มนี้เข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้องหรือไม่นั้น ขอให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นทราบว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับการนำเด็กเข้ามาหลายส่วน โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ , สพฐ.และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้ประสานและให้ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับกระทรวงศึกษาธิการอย่างเต็มที่” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘เอนก’เอาจริง! สั่งฟันคดีรับจ้างทำวิจัย-วิทยานิพนธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735990

'เอนก'เอาจริง! สั่งฟันคดีรับจ้างทำวิจัย-วิทยานิพนธ์

‘เอนก’เอาจริง! สั่งฟันคดีรับจ้างทำวิจัย-วิทยานิพนธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 12.38 น.

“เอนก” เอาจริง สั่งดำเนินคดีรับจ้างทำวิจัยและวิทยานิพนธ์ พร้อมให้ ปลัด อว. ส่งหนังสือถึงทุกมหาวิทยาลัย หากพบนักวิจัย อาจารย์นักศึกษาร่วมกระทำผิดให้ดำเนินการตามกฏหมายทันที

วันที่ 8 มิถุนายน 2566 ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า จากที่มีเพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ที่โฆษณารับทำวิจัยและวิทยานิพนธ์ปรากฏในสื่อออนไลน์และออฟไลน์ต่างๆ จึงได้ให้กระทรวง อว. ตรวจสอบข้อมูล เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวผิดกฎหมายและจริยธรรมการวิจัย ส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของระบบการศึกษาและวิจัย จึงให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย รวมถึงผู้ที่จ้างวาน ผู้รับจ้างและผู้ร่วมไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย อาจารย์หรือนักศึกษาก็จะต้องถูกดำเนินคดีให้ได้รับโทษตามกฎหมายเช่นกัน

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทางกองกฏหมายของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตลอดจนในเพจเฟซบุ๊ก การโฆษณาในสื่อออนไลน์และออฟไลน์ที่กระทำการดังกล่าวจนมีข้อมูลเป็นที่แน่ชัดแล้ว โดยการจ้างทำงานวิจัย ผลงานวิทยานิพนธ์ เป็นความผิดทางอาญาตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ. อุดมศึกษา พ.ศ.2562 ซึ่งระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ใด จ้าง วาน ใช้ให้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อไปใช้ในการเสนอเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือเพื่อไปใช้ในการทำผลงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขอตำแหน่งทางวิชาการ หรือเสนอขอปรับปรุงการกำหนดตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนวิทยฐานะหรือการให้ได้รับเงินเดือนหรือเงินอื่นในระดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้ไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และห้ามมิให้ผู้ใดรับจ้างหรือรับดำเนินการตามวรรคหนึ่ง

เพื่อให้ผู้อื่นนำผลงานนั้นไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือโดยสุจริตตามสมควร หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ทั้งนี้อว.ได้เข้าแจ้งความต่อกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) เพื่อดำเนินคดีกับผู้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ยังได้แจ้งกับมหาวิทยาลัยทุกแห่งให้ดูแล ติดตาม ตรวจสอบ มิให้มีการรับจ้างทำวิจัยและวิทยานิพนธ์ รวมทั้งดูแลบุคลากรและนักศึกษามิให้นักวิจัย อาจารย์และนักศึกษา ร่วมกระทำผิดไม่ว่าจะเป็นการจ้าง วาน หรือรับดำเนินการ

“ทั้งนี้ ขอให้มหาวิทยาลัยดูแลอย่างเคร่งครัด หากพบนักวิจัย อาจารย์และนักศึกษาที่กระทำผิดให้ดำเนินการตามกฏหมายทันที” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว