ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางฯ ศศินทร์ รับรางวัลผลงานดีเด่นสาขาสังคมศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736796

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางฯ ศศินทร์  รับรางวัลผลงานดีเด่นสาขาสังคมศาสตร์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางฯ ศศินทร์ รับรางวัลผลงานดีเด่นสาขาสังคมศาสตร์

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่องานวิจัยด้านบรรษัทภิบาลและการเงินเชิงพฤติกรรม Sasin School of Management (สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) รับรางวัลศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Center of Excellence) ที่มีผลงานดีเด่นสาขาสังคมศาสตร์ จากกองทุนรัชดาภิเษกสมโภช จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยมี รศ.ดร.พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส หัวหน้าศูนย์ฯ เป็นตัวแทนเข้ารับมอบรางวัล

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางฯ มีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์นวัตกรรมและองค์ความรู้ทางการศึกษาและวิจัยด้านการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ทางธุรกิจโดยเฉพาะด้านธุรกิจและการเงิน และเพื่อสร้างโอกาสให้กับภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาประเทศไทยไปสู่สังคมที่เข้มแข็งยั่งยืน

ม.เกษตรฯ ทศวรรษ 9 พร้อมเป็น ‘University at a marketplace’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736799

ม.เกษตรฯ ทศวรรษ 9 พร้อมเป็น  ‘University at a marketplace’

ม.เกษตรฯ ทศวรรษ 9 พร้อมเป็น ‘University at a marketplace’

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 80 ปีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการเฉลิมฉลองด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์สั้น “KUniverse” เพื่อโชว์ตัวตนความเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมดึงนิสิตปัจจุบันและนิสิตเก่าชื่อดังมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสร้างสรรค์ศาสตร์แห่งแผ่นดินในภาพยนตร์ดังกล่าว และการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 9 มก. จะดำเนินโครงการภายใต้ชื่อ KUniverse คือการบูรณาการการเรียนรู้ในรูปแบบที่แตกต่าง โดยให้เกษตรกรและนิสิตสร้างการเรียนรู้ร่วมกันบนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่นำงานวิจัย และนวัตกรรมมาผนวกรวมกัน โดยใช้สินค้าและบริการเป็นฐานในการเรียนรู้ ซึ่งจะพัฒนาเกษตรกรและนิสิตสู่การเป็นผู้ประกอบการและนวัตกรรม อีกทั้งต่อยอดสู่การเป็น University at a marketplace หรือ แหล่งการตลาดสินค้าพรีเมียม เพราะตลอด 80 ปีที่ผ่านมา มก.ได้นำองค์ความรู้ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ศาสตร์พระราชาศาสตร์ชุมชนและศาสตร์สากล มาวางแนวทางพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ บูรณาการผ่านโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ร่วมกับองค์ความรู้ของไทยทั้งด้านเกษตร หัตถกรรม ศิลปวัฒนธรรม และความรู้สากลจากต่างประเทศ นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ในส่วนของนักศึกษา ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขให้กับนิสิต ใน 12 มิติ อาทิ Proud to be KU ที่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ ความภาคภูมิใจให้กับนิสิตใหม่ที่ก้าวเข้ามาในรั้วสถาบันผ่านกิจกรรม และแนวทางการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข KU Happy Place การเพิ่มพื้นที่และผู้ให้คำปรึกษาการใช้ชีวิต และสุขภาพจิตใจให้กับนิสิตในทุกชั้นปี รวมถึงการมีพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงความเท่าเทียม SDGs KU การตอกย้ำแนวทางด้านความยั่งยืน เช่น ผลงานนวัตกรรมของนิสิต พื้นที่สีเขียว การลดปล่อยคาร์บอน และกระจายองค์ความรู้ที่สำคัญไปสู่ชุมชนโดยรอบและเครือข่าย Life of KU การสร้างบรรยากาศความสมดุลระหว่างชีวิตและการเรียนให้กลับมาเป็นปกติ ภายหลังสถานการณ์โรคระบาด APSSA KU การผลักดันผลงานนิสิตที่มีความโดดเด่นเช่นในเชิงงานวิจัย วิชาการ นวัตกรรมไปสู่เวทีที่สำคัญระดับโลก และ SDKU พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงาน สถาบัน เพื่อให้ระบบการศึกษาสอดรับกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นต้น

ดร.จงรัก กล่าวเพิ่มเติมว่า มก.ได้บูรณาการความรู้ทางเกษตรต่อยอดไปสู่การเรียนการสอนทางด้านสุขภาพ โดยได้จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเปิดรับนิสิตในปีการศึกษา 2567 และได้สร้างโรงพยาบาลที่ทันสมัยและโดดเด่นในเรื่องของเวชศาสตร์การเกษตรเรื่องของสัตว์สู่คน มาพร้อมนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบสนองความต้องการด้านสาธารณสุขของประชาชน นอกจากนี้ ในปีการศึกษา 2568 จะเปิดคณะพยาบาลศาสตร์ เพื่อรองรับการเติบโตของการเรียนการสอนด้านสุขภาพอย่างครบวงจร

ปัจจุบัน มก. เป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green University) อันดับ1ของประเทศไทยสองปีซ้อนมีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้มีความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยทำให้ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการดูดซับอยู่ในปริมาณที่เท่ากัน เพื่อลดปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) ที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยจากนี้ไปอีก 12 ปี หรือในปี ค.ศ.2035 คาดว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนเต็มตัว และดำเนินการเต็มที่ใน 33,000 ไร่ และพื้นที่ป่าอีก 13,000 ไร่ เพื่อทำให้ป่าเหล่านั้นมีประสิทธิภาพในการดูดซับให้มากที่สุด

นักวิทย์ให้ความรู้แสงซินโครตรอน กับงานวิจัยการแพทย์ ม.มหิดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736805

นักวิทย์ให้ความรู้แสงซินโครตรอน  กับงานวิจัยการแพทย์ ม.มหิดล

นักวิทย์ให้ความรู้แสงซินโครตรอน กับงานวิจัยการแพทย์ ม.มหิดล

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ต้อนรับคณะนักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ที่มานำเสนอความรู้การใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนกับงานวิจัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข ชูตัวอย่างงานวิจัยการแพทย์จากการประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอนที่ไม่สามารถทำได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการทั่วไป โดยมีผู้รับฟังบรรยายทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์กว่า 60 คน เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศาลายา จ.นครปฐม

ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ได้ตามเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงนำคณะกรรมการรางวัลนานาชาติมูลนิธิสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ไปยังสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และได้เห็นประโยชน์อย่างยิ่งของแสงซินโครตรอน จึงอยากให้บุคลากรของมหิดลได้รู้จักเทคโนโลยีนี้และมีโอกาสใช้แสงซินโครตรอนเพื่อประโยชน์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

ผศ.ดร.ศุภกร รักใหม่ รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติการและใช้ประโยชน์ระบบลำเลียงแสง สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า ตนเองพร้อมคณะนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ ทั้งหมด 6 คน ได้เป็นวิทยากรในโครงการ Webinar เรื่อง “แสงซินโครตรอนกับงานวิจัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงการใช้ประโยชน์ของแสงซินโครตรอนกับงานวิจัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนนั้นถือเป็นเครื่องผลิตคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดเดียวในโลก ที่ให้แสงความยาวคลื่นต่อเนื่อง ตั้งแต่รังสีอินฟราเรด แสงที่ตามองเห็น รังสียูวี และรังสีเอกซ์ และผลิตแสงที่มีความเข้มมากกว่า และใช้ทำอะไรได้มากกว่าแสงจากเครื่องมือในห้องปฏิบัติการทั่วไป

ผศ.ดร.ศุภกร กล่าวต่อไปว่า ตัวอย่างการใช้แสงซินโครตรอนในงานวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข เช่น การใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์โครงสร้างยาที่มีความซับซ้อน หรือการตรวจหาสารหรือธาตุที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย และไม่สามารถใช้เครื่องในห้องปฏิบัติการทั่วไปได้ การวิเคราะห์หาสารพิษในอวัยวะต่างๆ ที่อาจเกิดจากการฝังโลหะในร่างกาย การวิเคราะห์แคลเซียมในกระดูกและฟันเพื่อการพัฒนากระดูกและฟันเทียม การใช้เทคนิคแสงซินโครตรอนศึกษาสารห่อหุ้ม mRNA เพื่อพัฒนาวัคซีน การใช้รังสีอินฟราเรดจากแสงซินโครตรอนดูระยะการแพร่ของมะเร็ง การวิเคราะห์สมองในส่วนที่เกิดการ
ตีบตัน การพัฒนาอุปกรณ์ไมโครฟลูอิดิกเพื่อการผลิตยาและวัคซีน การผลิตเข็มขนาดเล็กระดับไมโครเมตรเพื่อการให้ยาทางผิวหนังโดยไม่รู้สึกเจ็บ หรือการศึกษากระดูกด้วยเทคนิคโทโมกราฟีที่ให้รายละเอียดของภาพตัดขวางโดยไม่ต้องตัดเฉือนตัวอย่างและสามารถขึ้นรูปเป็นสามมิติได้ เป็นต้น

สพม.ตาก พัฒนาครูประชาสัมพันธ์ พร้อมสร้างนักข่าวน้อยประจำโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736795

สพม.ตาก พัฒนาครูประชาสัมพันธ์  พร้อมสร้างนักข่าวน้อยประจำโรงเรียน

สพม.ตาก พัฒนาครูประชาสัมพันธ์ พร้อมสร้างนักข่าวน้อยประจำโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ส.ต.ต. ดร.นปดล นพเคราะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) เป็นประธานเปิดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาเครือข่ายประชาสัมพันธ์ และ SPM.Tak Young Reporter” เสริมสร้างศักยภาพการประชาสัมพันธ์ของครู และปั้นนักข่าวน้อยประจำโรงเรียน ผู้เข้าอบรมได้แก่ครู หรือผู้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์โรงเรียนละ 2 คน และนักเรียน Young Reporter โรงเรียนละ 2 คน และผู้สนใจ รวมทั้งสิ้น 100 คนเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่โรงแรมวัฒนาวิลเลจ รีสอร์ท อ.แม่สอด จ.ตาก

เนื้อหาการอบรม ได้แก่ หลักการเขียนข่าวเพื่อการประชาสัมพันธ์ เทคนิคการถ่ายภาพเล่าเรื่อง Photo Storytelling การผลิตสื่ออินโฟกราฟิก ด้วย CANVA การตัดต่อวีดีโอ ด้วยโปรแกรม CapCut และเทคนิคทำสกู๊ปข่าว “พุธเช้า ข่าวโรงเรียน” ผลิตและการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัล ฯลฯ

สำหรับวิทยากร ได้แก่ นายศตายุ วาดพิมาย และนางฤทัยกัญญา ชูทอง นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการ นายพงษ์อนันต์ คำน่าน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังผาและทีมวิทยากรแกนนำเครือข่ายประชาสัมพันธ์ สพม.ตาก

สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเป็นประธาน พิธีทอดผ้าป่า ‘กรุงไทย เติมบุญ เติมธรรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736728

สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเป็นประธาน พิธีทอดผ้าป่า ‘กรุงไทย เติมบุญ เติมธรรม’

สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเป็นประธาน พิธีทอดผ้าป่า ‘กรุงไทย เติมบุญ เติมธรรม’

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 12.06 น.

สมเด็จพระสังฆราช เสด็จเป็นประธาน พิธีทอดผ้าป่า ‘กรุงไทย เติมบุญ เติมธรรม’

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่า “กรุงไทย เติมบุญ เติมธรรม” เพื่อจัดสร้างอาคารที่พักสถานปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราชฯ (อมฺพรมหาเถร) โดยมี นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ  ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน บริษัทในเครือ และลูกค้าธนาคารกรุงไทยเข้าร่วมพิธี       

ในวาระนี้ พนักงาน ลูกค้าธนาคารกรุงไทยและสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมบริจาคทุนผ่านบัญชีวัดราชบพิธ เพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) คลอง 9 จังหวัดปทุมธานี รวมทั้งสแกน QR e-Donation กรุงไทย เติมบุญ เติมธรรม เป็นจำนวนเงินรวม 25 ล้านบาท

สถานปฏิบัติธรรม สมเด็จพระสังฆราชฯ (อมฺพรมหาเถร) ตั้งอยู่ที่ คลอง 9 ตำบลลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เป็นรมณียสถานอันสัปปายะต่อการบำเพ็ญสมณธรรมและเจริญจิตภาวนา และเป็นศูนย์การเรียนรู้พุทธศาสนา สำหรับพุทธศาสนิกชนทั่วไป

ศธ.ยอมรับภาระงานมาก เร่งบรรจุ‘ครูผู้ช่วย’ทดแทน-เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736725

ศธ.ยอมรับภาระงานมาก เร่งบรรจุ‘ครูผู้ช่วย’ทดแทน-เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง

ศธ.ยอมรับภาระงานมาก เร่งบรรจุ‘ครูผู้ช่วย’ทดแทน-เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.52 น.

ศธ.ยอมรับภาระงานมาก เร่งบรรจุ‘ครูผู้ช่วย’ทดแทน-เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง

12 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า กรณีนักวิชาการออกมาเปิดเผยข้อมูลว่าขณะนี้กำลังเกิดปัญหาครูที่ตั้งใจทำงาน ทยอยลาออก สาเหตุเพราะทนระบบไม่ไหว ต้องแบกภาระอื่น ทำให้ไม่มีเวลาทุ่มเทกับงานสอน ทำหมดแพชชั่น เลิกเคารพตัวเอง โดยขอให้ ศธ. เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น ยอมรับว่าปัจจุบันครูทำงานค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เจอความท้าทายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานสอนแล้ว ยังต้องร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในการให้ความเรื่องสุขภาพ ยังไม่นับภัยอื่นๆที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

“ดังนั้นที่ผ่านมาจึงพยายามแก้ไขปัญหา โดยพยายามคืนครูกลับสู่ห้องเรียน เพิ่มอัตราธุรการ ภารโรง เข้ามาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระงานของครู โดยได้กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เข้าไปดูแลความเหมาะสม โดยขอให้เร่งจัดสรรอัตราดังกล่าวให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนก่อนเป็นลำดับแรก” น.ส.ตรีนุช กล่าว

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า ศธ. เข้าใจสภาพปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยได้ ตรงนี้ ยิ่งทำให้เกิดความขาดแคลน ส่งผลให้ครูทำงานหนักยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงได้เร่งให้มีการจัดสอบครูผู้ช่วย โดยจะมีการสอบในวันที่ 24-25 มิถุนายน นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ เชื่อว่าเมื่อจัดสอบและบรรจุเรียบร้อยแล้ว ก็จะช่วยผ่อนคลายภาระงานของครูได้มากขึ้น เป็นการคืนครูสู่ห้องเรียนได้ส่วนหนึ่ง ศธ. พยายามแก้ปัญหานี้ในทุกมิติ แต่เนื่องจากมีองคาพยพค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจึงต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ในหลายส่วน ทั้งการปรับระบบการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ มาเป็นการประเมินตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ว9/2564) หรือเกณฑ์ PA (Performance Agreement) ซึ่งจะมีการประเมินที่สอดคล้องกับลักษณะภาระงานของครู ประเมินผ่านระบบออนไลน์ ลดการทำเอกสาร เป็นต้น

“เรื่องดังกล่าวคงต้องใช้เวลา ดังนั้นจากนี้คงเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารงาน สิ่งที่ตนพยายามดำเนินการมาตลอด คือ การคืนครูสู่ห้องเรียน เพราะเป้าหมาย สำคัญคือ คุณภาพของผู้เรียน ปัญหาสำคัญคือ ภาระงานของครูที่มาก แน่นอนที่สุดคือ เรื่องงบประมาณ ที่จะมาดูแลบุคลากร เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครูในการทุ่มเทการทำงานดูแลนักเรียน รวมถึงต้องดูแลเรื่องการจัดสรรอัตราครูธุรการ ภารโรง เพื่อมาช่วยแบ่งเบาภาระงานอื่นๆ ของครูให้น้อยลง โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่จะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก” น.ส.ตรีนุช กล่าว

‘สศร.’พัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ปักหมุดชวนชมนิทรรศการ‘โรงสี สุพรรณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736617

‘สศร.’พัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ปักหมุดชวนชมนิทรรศการ‘โรงสี สุพรรณ’

‘สศร.’พัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ปักหมุดชวนชมนิทรรศการ‘โรงสี สุพรรณ’

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)กล่าวว่า สศร. ได้ผลักดันโครงการพัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยสู่ภูมิภาค เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และสร้างภาคีเครือข่ายศิลปิน หอศิลป์ ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมที่กระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย โดยริเริ่มขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานของหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ปี 2565-2566รวม 10 แห่ง

ได้แก่ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จ.เชียงราย หอศิลป์ริมน่านจ.น่าน หอโหวด 101 จ.ร้อยเอ็ด ศูนย์ศิลป์สิรินธร โรงเรียนศรีสงครามวิทยา จ.เลย สวนศิลป์บ้านดิน จ.ราชบุรี และศาลเจ้าเฉ้งจุ้ยจ้อซู้ก๋ง จ.กระบี่ เฮินศิลป์ใจ๋ยอง จ.เชียงใหม่ KULTX Collaborative Space จ.ขอนแก่น แกลเลอรี 1984+1 จ.สุพรรณบุรี และเดอลาแป อาร์ท สเปซ นราธิวาส จ.นราธิวาส โดยส่งเสริมการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม

รวมถึงมีการวางแผนพัฒนาหอศิลป์ร่วมสมัยสู่ภูมิภาคในระยะยาวเพื่อให้มีความยั่งยืน อาทิ การผลักดันด้านกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ การสนับสนุนเชิงวิชาการ การศึกษาดูงาน การจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านการบริหารองค์กรด้านศิลปะ และการมอบรางวัลประจำปีในด้านต่างๆ เป็นต้น โดยล่าสุด สศร. ได้ให้การสนับสนุน กลุ่มศิลปินจ.สุพรรณบุรี จัดนิทรรศการ “SUPHAN’s Echoes” หรือ เสียงสะท้อนจากสุพรรณ นำโดยนายปรีชา รักซ้อน ศิลปินผู้ก่อตั้งแกลเลอรี 1894+1

โดยได้พัฒนาโกดังโรงสีข้าวของครอบครัว ให้เกิดประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่แสดงผลงานศิลปะแห่งใหม่ใน จ.สุพรรณบุรี ซึ่งแทบจะไม่มีหอศิลป์หรือแกลเลอรีสาธารณะอื่นๆ ดังนั้น สศร.จะสนับสนุนให้ แกลเลอรี 1894+1 เป็นหมุดหมายสำคัญของการบ่มเพาะความรักและเข้าใจในศิลปะให้กับชุมชนและสังคม รวมถึงจะมีการขยายความร่วมมือ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ จัดกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมให้ยั่งยืนต่อไป

“สำหรับนิทรรศการ “SUPHAN’s Echoes” ได้รวบรวมเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม มัลติมีเดีย ภาพถ่าย ตลอดจนศิลปะการแสดง ของศิลปิน จ.สุพรรณบุรีและจากพื้นที่อื่น รวม 16 คน อาทิ ผลงานภาพถ่าย “บ้านเรา (Our Home)” ผลงานชุด “กระปุกออมสินริมทาง” เป็นต้น โดยนิทรรศการดังกล่าวเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 ส.ค. นี้” ผอ.สศร. กล่าว

สำหรับข้อมูลนิทรรศการ “SUPHAN’S Echoes” หลังการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานของหอศิลป์และแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในส่วนภูมิภาค เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2566 แกลเลอรี 1984+1 โดย ปรีชา รักซ้อน ซึ่งในครั้งนี้รับหน้าที่ภัณฑารักษ์ ได้วางแผนการจัดนิทรรศการกลุ่มครั้งแรก ณ แกลเลอรี 1984+1 ที่สะท้อนถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ภายใต้ชื่อ “SUPHAN’S Echoes” หรือเสียงสะท้อนจากสุพรรณ

ผ่านการสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างศิลปินทั้งชาวจังหวัดสุพรรณบุรีและจากพื้นที่อื่น ทั้งศิลปินอาวุโสและศิลปินหน้าใหม่ รวมจำนวน 16 คนจนเกิดเป็นนิทรรศการกลุ่มที่รวบรวมเทคนิควิธีการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม มัลติมีเดีย ตลอดจนศิลปะการแสดง ด้วยความรุ่มรวยของ “สุพรรณบุรี” พื้นที่ที่เต็มไปด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สามารถสืบย้อนไปถึงศตวรรษที่ 9 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ความซับซ้อนในมิติด้านวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ความเป็นชุมชน เศรษฐกิจ ตลอดจนสิ่งแวดล้อม

นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสะท้อนหรือสนทนากับประเด็นเหล่านี้ รวมถึงพื้นที่แกลเลอรี 1984+1 เองที่มีบริบทจำเพาะของการเป็นโกดังโรงสีข้าวเก่า ผลงานสร้างสรรค์ในนิทรรศการฯ อาทิ การแสดงนาฏศิลป์ร่วมสมัย (Contemporary Dance) ในชุด “โรงสี” ของนักศึกษาจากวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ที่รังสรรค์ขึ้นใหม่โดยชานนท์ ทัสสะ ผู้กำกับการแสดง สำหรับนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ ร้อยเรียงเรื่องราวตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอารยธรรมโบราณอู่ทอง สู่ความเชื่อและวิถีชีวิตที่ผูกติดกับสังคมเกษตรกรรม วัฒนธรรมข้าว และการมาถึงของยุคอุตสาหกรรม พร้อมเพลงประกอบการแสดงที่มีการใส่เสียงต่างๆ จากโรงสีข้าวเป็นพื้นหลัง,

การแสดง Sound Art แบบสดของพชร ปิยะทรงสุทธิ์ ผู้สร้างเครื่องดนตรีจากอะไหล่ต่างๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรงสีข้าวแห่งนี้ ซึ่งเขาเคยได้เห็นเมื่อครั้งที่โรงสียังเปิดทำการ, ผลงานชุด “บ้านเรา (Our Home)” ของ วิสูตร สุทธิกุลเวทย์ ศิลปินภาพถ่ายชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้นำเสนอผลงานภาพถ่ายในมุมต่างๆ ที่ทั้งคุ้ยเคยและแปลกตาในจังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดงพร้อมกับชุดผลงานภาพถ่ายของลูกชายศิลปินที่กำลังศึกษาในโครงการแลกเปลี่ยน AFS ณ ประเทศอิตาลี เพื่อสร้างบทสนทนาในความเป็นบ้านเขาและบ้านเรา,

กระปุกออมสินปูนปลาสเตอร์ผลงานสร้างสรรค์ร่วมกันของ ชญานิษฐ์ ม่วงไทย และพรยมล สุทธัง สะท้อนมุมมองของนักท่องเที่ยวจาก จ.นครปฐมที่มีต่อกระปุกออมสิน ของที่ระลึกที่วางจำหน่ายตลอดสองข้างทางระหว่างนครปฐมสู่สุพรรณบุรี กระปุกออมสินหลากสีสันในรูปแบบปลาสลิด มังกร กระทั่งแมวที่พบในโรงสี จัดแสดงบนรถเข็นหาบเร่ ผลงานเหล่านี้ล้วนส่ง “เสียงสะท้อน” ถึงความเป็นสุพรรณบุรีในมิติที่แตกต่างกันไป

จับมือ3ประสานมจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย’ เปิดหลักสูตร‘วิศวกรรมระบบอัจฉริยะ(ISE)’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736616

จับมือ3ประสานมจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย’ เปิดหลักสูตร‘วิศวกรรมระบบอัจฉริยะ(ISE)’

จับมือ3ประสานมจธ.-โอสถสภา-หัวเว่ย’ เปิดหลักสูตร‘วิศวกรรมระบบอัจฉริยะ(ISE)’

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

งานวิจัยของสถาบัน MIT ชี้ว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรมได้ 35% และลดเวลาการทำงานลง 14% และผลการสำรวจของ World Economic Forum ตั้งแต่ปี 2565-2566 ระบุว่า บุคลากรด้าน AI จะขาดแคลนอย่างมหาศาล เพราะอุตสาหกรรมการผลิตของทั้งโลกต้องพึ่งพา AI มากยิ่งขึ้น แต่การเรียนการสอนด้าน AI ของไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะบรรจุในเนื้อหาของวิชาคอมพิวเตอร์ เน้นทักษะความรู้เฉพาะทาง มีการเชื่อมโยงกับโจทย์หรือความต้องการจริงในภาคอุตสาหกรรมค่อนข้างน้อย

จึงเป็นที่มาของการออกแบบหลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering : ISE) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ราชบุรี) บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) และบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด โดยได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางด้านวิชาการร่วมกันขึ้น เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2566 มี รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี และนายนุกิจ ชลคุป Chief Manufacturing Officer ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุลที่ปรึกษา มจธ.(ราชบุรี) และตัวแทนจากบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ.กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังคนด้าน AI ไม่เพียงพอ ประกอบกับอุตสาหกรรมในประเทศกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป จึงมีความต้องการบุคลากรด้าน AI เข้าไปช่วยพัฒนาและดูแลระบบ หากเราไม่เร่งผลิตบุคลากรด้านนี้ ในระยะยาวแล้วอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็จะมีปัญหาเรื่องกำลังคนอย่างแน่นอน

“ต้องเข้าใจว่าอุตสาหกรรมของไทยส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยียุค 3.0 และกำลังต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเป็นเทคโนโลยี 4.0 หากเราสามารถสร้างคนที่มีทักษะ และมีประสบการณ์ทำงานด้าน AI กับภาคอุตสาหกรรมเข้าไปเติมในจุดนี้ นอกจากจะสามารถใช้ AI มาช่วยลดต้นทุนในการผลิตได้อย่างเหมาะสมแล้ว ยังเป็นประโยชน์สูงสุด ทั้งกับตัวผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมของไทยโดยรวม”

ดังนั้น เพื่อให้หลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering : ISE) สามารถพัฒนาให้นักศึกษามีคุณลักษณะและความสามารถตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี ระหว่างสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการ ที่เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ด้วยบริบทจริง (Content) ของอุตสาหกรรมยุคใหม่โดยใช้โจทย์ที่ได้รับจากสถานประกอบการจริงจึงเป็นจุดเด่นที่สำคัญของหลักสูตรนี้

ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล ที่ปรึกษา มจธ. (ราชบุรี) และประธานหลักสูตร ISE กล่าวว่า ภายใต้หลักสูตรนี้ นักศึกษาจะมีความรู้และทักษะทั้งทางด้านวิศวกรรม อุตสาหกรรมและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงเครื่องมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น IoT และ Cloud เพราะเป็นการเรียนรู้แบบพหุวิทยาการที่ส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ การประยุกต์และความคิดสร้างสรรค์ ให้เขาได้มีโอกาสใช้ความรู้ทางวิศวกรรมระบบในสาขาเครื่องกล ไฟฟ้า พลังงานและเคมี และชีวภาพ

มาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ปัญหาหรือความต้องการของผู้ประกอบการได้จริง รวมถึงมีการฝึกปฏิบัติงานร่วมกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยที่นักศึกษามีอิสระในการออกแบบแนวทางการเรียนรู้ของตนเอง สามารถเลือกเรียนตามหัวข้อโครงงานที่ตนเองสนใจ ผ่านการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน พร้อมไปกับที่นักศึกษาจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันแบบสังคม และการเป็นสมาชิกของสังคมที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ด้วยการจัดการเรียนการสอนแบบ Residential College ของ มจธ. ราชบุรี

“เป้าหมายของหลักสูตร คือ “ผลิตนักเทคโนโลยี AI” หรือ “วิศวกร AI” โดยจุดเด่นของหลักสูตร คือ นักศึกษาได้ปฏิบัติงานกับโรงงานอุตสาหกรรมจริง โดยใช้เทคโนโลยีระดับโลกตั้งแต่ปี 1 การศึกษาจะไม่จำกัดเฉพาะทฤษฎีเท่านั้น แต่เรียนกับเทคโนโลยีและโจทย์ปัญหาจริงจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ที่จบจากหลักสูตร ISE นี้จะสามารถนำเครื่องมือและเทคโนโลยี AI ไปใช้กับงานของตนเอง ซึ่งนอกจากในโรงงานแล้ว ยังประกอบอาชีพอื่นๆ ได้ เช่น ด้านการเกษตร Smart Farming ยานยนต์อัตโนมัติ เป็นต้น”

ศ.ดร.บุญเจริญ กล่าวต่อว่า ภายใต้ความร่วมมือนี้ นักศึกษาจะได้ฝึกปฏิบัติจริงในโรงงานของโอสถสภา และการใช้ AI มาแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์ความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม ผ่านการใช้งานเครื่องจักรกล และเทคโนโลยีด้าน AI และ IoT ระดับสูงของโอสถสภา ตั้งแต่เรียนในชั้นปีที่ 1 ซึ่งการเริ่มต้นได้เร็ว จะทำให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง สามารถเป็นบุคลากรคุณภาพที่ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแน่นอน

นายนุกิจ ชลคุป Chief Manufacturing Officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า ปัจจุบันโอสถสภามีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะระบบอัจฉริยะหรือปัญญาประดิษฐ์ มาบริหารจัดการในกระบวนการต่างๆ อย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการผลิต จึงมีความเชื่อมั่นว่าหลักสูตร ISE นี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง พร้อมส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีทักษะและประสบการณ์ พร้อมเป็นบุคลากรคุณภาพที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับสากลและเติบโตอย่างยั่งยืน

“ความร่วมมือ 3 ประสานระหว่างผู้ให้บริการเทคโนโลยี (Technology provider) อย่างหัวเว่ย นักศึกษา และบริษัทเอกชนเช่นนี้ ยังไม่เคยมีที่ไหนทำมาก่อน ถือเป็นครั้งแรก และหวังว่าจะเป็นโครงการนำร่องความร่วมมือในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะเป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์กับทุกฝ่าย ตัวนักศึกษาเขาก็จะได้รับโจทย์ที่เป็นของจริง โดยมีพี่เลี้ยงที่เป็นพี่ๆ วิศวกรและบุคลากรของโรงงานคอยสนับสนุนและช่วยเหลือ จนได้เป็นนวัตกรรมด้าน AI ออกมา ซึ่งความร่วมมือที่ต่อเนื่องกับ มจธ. ภายใต้หลักสูตร จะทำให้สิ่งที่นักศึกษา ISE รุ่นก่อนทำมาแล้ว ถูกพัฒนาต่อและทำให้ดีขึ้น จนสามารถนำไปใช้จริงกับโรงงานของเราได้ในที่สุด”

นอกจากนี้ มจธ.ยังได้ร่วมกับ บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy ที่มีการลงนามความร่วมมือตั้งแต่ปี 2020 โดยหัวเว่ย ประเทศไทยจะสนับสนุนด้านองค์ความรู้ ด้าน AI และ IoT หรือ big data ต่างๆ ให้มหาวิทยาลัยในการนำไปใช้เป็นการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มพูนทักษะด้านไอซีทีให้แก่นักศึกษา ผ่านคอร์สการเรียนการสอนแบบปฏิบัติงานจริง พร้อมมอบโอกาสการฝึกงานในสายอาชีพด้านนวัตกรรมการศึกษาเพื่อดิจิทัล เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับตลาดงานในยุคดิจิทัล และนักศึกษายังมีโอกาสในการฝึกงานรวมไปถึงการเข้าทำงานกับบริษัทฯ รวมถึงบริษัทพาร์ทเนอร์ของหัวเว่ย

หลักสูตรวิศวกรรมระบบอัจฉริยะ (Intelligence Systems Engineering : ISE) นี้เป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรี 4 ปี ปัจจุบันมีนักศึกษาที่กำลังศึกษาในรุ่นที่ 1 แล้วกว่า 20 คนและกำลังเปิดรับสมัครนักศึกษาในรุ่นถัดไป โดยสามารถติดตามข่าวสารของหลักสูตร ได้ที่ https://ratchaburi.kmutt.ac.th/teaching/intelligent-systems-engineering-course/ และ https://www.facebook.com/RCKMUTT

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

‘ม.มหิดล-UNDP’เตรียมขยายผลวิจัย สร้างความเข้าใจประเด็น‘เพศหลากหลาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736618

‘ม.มหิดล-UNDP’เตรียมขยายผลวิจัย สร้างความเข้าใจประเด็น‘เพศหลากหลาย’

‘ม.มหิดล-UNDP’เตรียมขยายผลวิจัย สร้างความเข้าใจประเด็น‘เพศหลากหลาย’

วันจันทร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สิ่งที่ยากจะเปลี่ยนแปลง คือ“ค่านิยม” ของคนในสังคม จึงนับเป็นความท้าท้ายสำหรับนักวิชาการไทยในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่จะนำไปสู่การเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจรอช้า ซึ่ง รศ.ดร.ณัฐวุฒิ พิมพา ผู้ช่วยคณบดีด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability) และประธานสาขาการจัดการที่ยั่งยืน (Managing for Sustainability) วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)ได้เปิดเผยถึงการต่อยอดโครงการวิจัยสร้างเครื่องมือเพื่อความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางเพศ (Gender Toolkit for LGBTQ+ in Business)

โดยเริ่มต้นศึกษาจากภาคธุรกิจ เพื่อทลายกำแพงอุปสรรคของการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารของพนักงานที่มีความแตกต่างหลากหลายทางเพศ และจะได้มีการปรับใช้กับการบริหารจัดการของภาครัฐเพื่อมุ่งผลักดันสู่ระดับนโยบายต่อไป ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDG5 แห่งสหประชาชาติ ที่ว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equality) ที่อาจส่งผลต่อการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งมีการเปิดกว้างในด้านดังกล่าวที่ชัดเจนกว่าในระดับชาติ

“เครื่องมือเพื่อความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางเพศที่สร้างนี้จัดทำเป็นคู่มือ โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้ในการบริหารบุคลากร สร้างความเข้าใจให้เกิดการยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และปฏิบัติต่อเพศทางเลือกโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการออกกฎระเบียบ และสวัสดิการต่างๆ ด้วยความเท่าเทียมกัน” รศ.ดร.ณัฐวุฒิ กล่าว

รศ.ดร.ณัฐวุฒิ มองว่าในการปรับเปลี่ยนจำเป็นต้องพิจารณาของบริบทของสังคมไทย ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็นแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งการมุ่งผลในระยะยาวอาจต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ก่อนขยายผลให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างสมบูรณ์ในระดับนโยบาย และคาดว่าด้วย “พลังของคนรุ่นใหม่” จะทำให้การปรับตัวเพื่อการสร้างค่านิยมให้เกิดการยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางเพศตามการเปลี่ยนแปลงของโลกต่อไปไม่ใช่เรื่องยาก

เมื่อเร็วๆ นี้ รศ.ดร.ณัฐวุฒิ ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล จากการสามารถคว้ารางวัล Innovations that Inspire จากผลงาน “Gender Toolkit for LGBTQ+ in Business” ที่ได้ส่งเข้าประกวดในโครงการ 2023 Innovations that Inspire จัดโดย สถาบันการรับรองมาตรฐานการศึกษาทางด้านการบริหารธุรกิจ และการบัญชีในระดับสากล (AACSB – Association to Advance Collegiate Schools of Business)

โดยก้าวต่อไปคือการเตรียมพัฒนาสู่การจัดตั้งขึ้นเป็นหลักสูตร ภายใต้ความร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development : UNDP) ประเทศไทย หวังปลูกฝังคนไทยรุ่นใหม่ให้มีความรู้ความเข้าใจในวิถีของการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ด้วยจิตสำนึกแห่งการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์!!

มหาวิทยาลัยมหิดล

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวง วางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์ บัวแก้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/736676

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวง วางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์ บัวแก้ว

ในหลวง โปรดเกล้าฯผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวง วางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์ บัวแก้ว

วันอาทิตย์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.08 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯปัตตานี เชิญพวงมาลาหลวงไปวางหน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์  บัวแก้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟนาประดู่  เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่

11 มิถุนายน 2566 เวลา 14.00 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  นางพาตีเมาะ สะดียามู  ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินี  ไปวางที่หน้าหีบศพ สิบตำรวจโท พิจักษณ์  บัวแก้ว  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดรักษาความปลอดภัยสถานีรถไฟนาประดู่  ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณป้อมกั้นทางรถไฟ ถนนเพชรเกษม สาย 409 หมู่ที่ 6 ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี  เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2566 โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรมหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี  สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร  พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย -009