สกสว.มุ่งขับเคลื่อนผลักดันงานวิจัย ผ่านเวทีโลกในที่ประชุมใหญ่สมาคมวิจัยโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735676

สกสว.มุ่งขับเคลื่อนผลักดันงานวิจัย ผ่านเวทีโลกในที่ประชุมใหญ่สมาคมวิจัยโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

สกสว.มุ่งขับเคลื่อนผลักดันงานวิจัย ผ่านเวทีโลกในที่ประชุมใหญ่สมาคมวิจัยโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 20.49 น.

สกสว. มุ่งขับเคลื่อนการผลักดันงานวิจัยสู่ชุมชนและสังคม ผ่านเวทีโลกในที่ประชุมใหญ่สมาคมวิจัยโลก (Global Research Council) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) และคณะ ได้เข้าร่วมประชุมใหญ่ประชาคมวิจัยโลก Global Research Council (GRC) ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2566 ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 11 โดยมี Dutch Research Council (NWO) ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ São Paulo Research Foundation (FAPESP) ประเทศบราซิล ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ภายใต้หัวข้อหลัก “Rewards and Recognition” และ “Climate Change and Climate    Change Initiative”มีผู้นำและผู้แทนกว่า 175 คนจาก 81 หน่วยสนับสนุนทุนวิจัย จาก 63 ประเทศเข้าร่วมประชุม ในโอกาสนี้ รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. พร้อมด้วย ดร.อรกนก พรรณรักษา ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านการต่างประเทศ สกสว. เข้าร่วมการประชุม GRC 2023 ในครั้งนี้ด้วย

ในปีนี้ สกสว. ร่วมกับ National Research Council of South Africa (NRF S. Africa) เป็นเจ้าภาพหลักในการจัด Side Event ของการประชุมใหญ่ ภายใต้หัวข้อ “Leveraging Transdisciplinary Research for Community Impact: Global South Experiences”  เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2566 มุ่งชูโรงความสำคัญบทบาทงานวิจัยที่จำเป็นต้องได้รับส่วนร่วมจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่  ไม่ว่าจะเป็นหน่วยทุนวิจัย นักวิจัย นักวิชาการ องค์กรท้องถิ่น และชุมชน ชาวบ้าน  กิจกรรมนี้ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการริเริ่มกิจกรรม side event ในเวทีโลก และประสบความสำเร็จอย่างสูง มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกว่า 85 คนจากทุกทวีป และยังได้รับการทาบทามจากหลายหน่วยงานหลัก รวมไปถึงเจ้าภาพของปีนี้ Dutch Research Council (NWO) ในการเสนอให้ไทยช่วยผลักดันต่อโดยจะขอร่วมเป็นหน่วยสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องของ Transdisciplinary Research (TDR) ต่อไป โดยในปีนี้ สกสว.ตั้งเป้าผลักดันประเด็น TDR ต่อในการประชุมระดับผู้นำของหน่วยงานให้ทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Global Research Council Asia Pacific Regional Meeting) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 18-20 ตุลาคม 2566 นี้ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

สำหรับการประชุมครั้งนี้ หน่วยงานเจ้าภาพให้ความสำคัญในสองธีมหลัก ได้แก่ “Rewards and Recognition” และ “Climate Change and Climate Change Initiative” โดยเล็งเห็นว่า เรื่องของตัวชี้วัดงานวิจัยนั้นมีการขยายไปอย่างน่าเป็นห่วง มีมิติการชี้วัดความก้าวหน้าของนักวิจัยที่ค่อนข้างจำกัด จึงเป็นหัวข้อที่ประชาคมวิจัยโลกมองว่า เราไม่ควรจำกัดอยู่ที่เรื่องของจำนวนชี้วัดอีกต่อไป แต่ควรมองบริบทรอบด้านอื่นๆ ที่ช่วยสร้างผลกระทบให้กับสังคม ในขณะที่ เรื่องของ Climate Change นั้น ที่ประชุมมุ่งเน้นถึงการสร้างความร่วมมือ การแสดงเจตจำนงทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ การวางแผนนโยบาย ทิศทางงานและการสนับสนุนทุนวิจัย ตลอดจนการตัดสินใจประเด็นโลกร้อนก็ได้รับผลโดยตรงจากนโยบายการเมืองของแต่ละประเทศ โดยจากการประชุมในครั้งนี้ คณะผู้จัดงานได้แสดงเจตนารมณ์ภายใต้ Statement of Principles ว่า ประชาคมวิจัยโลก พร้อมในความร่วมมือและมุ่งผลักดันแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อนร่วมกันอย่างจริงจัง ซึ่งการประชุมประจำปีของประชาคมวิจัยโลกครั้งต่อไปนั้น จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2567 
ณ เมืองอินเทอร์ลาเคน สหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์

ปวงชนชาวไทยเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735643

ปวงชนชาวไทยเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

ปวงชนชาวไทยเจริญจิตตภาวนา-บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวาย’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.38 น.

ประชาชนไทยทั่วประเทศร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงในเร็ววัน

วันนี้ (6 มิ.ย. 66) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในห้วงวันที่ 4-6 มิถุนายน 2566 ประชาชนไทยทั่วประเทศร่วมประกอบพิธีทางศาสนา เจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ อาทิ

1. จังหวัดสกลนคร ที่วัดศิริดำรงวนาราม บ้านท่าสองคอน หมู่ที่ 1 ตำบลบะฮี อำเภอพรรณานิคม นายยรรยง พรมศร นายอำเภอพรรณานิคม เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธี

2. จังหวัดเชียงใหม่ ที่วัดบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด นายประนอม หล้าจู นายกเทศมนตรีตำบลบ่อหลวง เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธี

3. จังหวัดระยอง ที่บริเวณอ่างแก้มลิงบ้านหมอมุ่ย หมู่ที่ 4 ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง นายสกนธ์ กรกฎ นายอำเภอปลวกแดง เป็นประธานกิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาและปลูกต้นไม้ เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมี ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บุคลากรสังกัดสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอปลวกแดง และเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินอำเภอปลวกแดง ร่วมพิธี

4. จังหวัดชลบุรี ที่ห้องประกอบพิธี กองบัญชาการ ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ นาวาเอก กิตติโชจน์ แสงใส ผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือน ฐานทัพเรือสัตหีบ พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสา กำลังพลฐานทัพเรือสัตหีบ ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

5. จังหวัดลำปาง ที่หอประชุมอำเภอสบปราบ นายเกษม ใจจันทร์ นายอำเภอสบปราบ คณะกรรมการ/สมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอสบปราบ ร่วมกับ สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดลำปางและโรงพยาบาลลำปาง รับบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 107 ราย ได้รับปริมาณโลหิต จำนวน 42,800 ซีซี และมีผู้บริจาคดวงตาและอวัยวะ จำนวน 2 ราย

6. จังหวัดศรีสะเกษ ที่ห้องประชุมอำเภอศรีรัตนะ อำเภอศรีรัตนะ นายสุรพล ศรีพนมธนากร นายอำเภอศรีรัตนะ ร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ อำเภอศรีรัตนะ ข้าราชการตำรวจจิตอาสา สภ.ศรีรัตนะ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิต ดวงตา และอวัยวะ เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

7. จังหวัดตราด ที่ตำบลคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ นางชุลีพร เตรัตน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดตราด ร่วมกับ โรงพยาบาลตราด จัดกิจกรรม “ทำความดีบริจาคโลหิต” แก้ปัญหาภาวะโลหิตขาดแคลน เพื่อถวายพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน โดยมีผู้บริจาคโลหิตจำนวน 40 ราย ได้รับปริมาณโลหิต จำนวน 12,600 ซีซี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันประกอบกิจกรรมทางศาสนาและทำกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ณ ศาสนสถานและสถานที่ต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัด เพื่อร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมถวายเป็นพระราชกุศลถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ให้ทรงหายจากพระอาการประชวร และทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงในเร็ววัน

– 006

เสนอพระนาม’ในหลวง ร.9′ ให้ยูเนสโก ประกาศยกย่อง-ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735519

เสนอพระนาม'ในหลวง ร.9' ให้ยูเนสโก ประกาศยกย่อง-ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ

เสนอพระนาม’ในหลวง ร.9′ ให้ยูเนสโก ประกาศยกย่อง-ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.10 น.

ครม.เสนอพระนาม “ในหลวง ร.9”ให้องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ ปี 2470 

วันที่ 6 มิถุนายน 2566 น.ส.ตรีนุช  เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอพระนามพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระครบ 100 ปี วันพระราชสมภพ ในปี 2470 ซึ่งตามกระบวนการพิจารณา จะต้องเสนอพระนามในปี 2567 เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การยูเนสโก และการประชุมสมัยสามัญขององค์การยูเนสโก ในปี 2568  ทั้งนี้เมื่อมีมติเห็นชอบ จะมีการประกาศยกย่องและจัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง ในปี 2570 ซึ่งเป็นปีพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี 

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ศธ. ได้จัดประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อยกร่างข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจฯ  ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการรวบรวมข้อมูลพระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริด้านต่าง ๆ ของพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิต ที่เชื่อมโยงกับภากิจขององค์การบูเนสโกใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา  วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์  และสื่อสารมวลชน  รวมทั้งรางวัลต่าง ๆที่พระองค์ท่านได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายจากองค์การสหประชาชาติ และในระดับนานาชาติ เพื่อเตรียมการยกร่างข้อมูลเสนอพระนามฯ ตลอดจนขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประสานขอข้อมูลพระราชกรณียกิจ  เพื่อเตรียมการยกร่างข้อมูลเสนอองค์การยูเนสโกในปี2567 เพื่อพิจารณาต่อไป 

“ที่ผ่านมา ศธ. ได้ยื่นเรื่องเสนอ ครม. ไปแล้ว เมื่อวันที่ 15 มีนาคม เพื่อพิจารณาใน 2 ประเด็น คือ เห็นชอบในหลักการในการเสนอพระนาม พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอ ดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิต  ให้องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องและร่วมเฉลิมฉลองในวาระ 100 ปี วันพระราชสมภพในปี 2570 และเห็นชอบให้ศธ.ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา  วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำร่างเสนอพระนามต่อองค์การยูเนสโก” น.ส.ตรีนุช กล่าว 

สอศ. วางมาตรการเข้ม ตั้งเป้าผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบต้องเป็นศูนย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735445

สอศ. วางมาตรการเข้ม ตั้งเป้าผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบต้องเป็นศูนย์

สอศ. วางมาตรการเข้ม ตั้งเป้าผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบต้องเป็นศูนย์

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 10.43 น.

วันที่ 6 มิถุนายน 2566 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ตั้งมาตรการแบบเข้มข้น ป้องกันผู้เรียนหลุดออกจากระบบ หรือเด็กออกกลางคัน ในการส่งเสริมผู้เรียนได้เรียนรู้ทักษะวิชาชีพ และสามารถดูแลตนเองได้ โดย สอศ. ได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามป้องกันและรายงานผลนักศึกษาที่หลุดออกจากระบบ และนักศึกษาที่เข้าสู่ระบบแล้วของการศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเข้าระบบการรายงานผลมายัง สอศ. เป็นการเร่งด่วน ซึ่งได้กำหนดมาตรการแบบเข้มข้น โดยมอบหมายให้สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) เป็นผู้กำกับติดตามและควบคุมพร้อมรายงานผล ได้แก่ 

1.การป้องกันไม่ให้ผู้เรียนหลุดออกจากระบบ 2.ให้สถานศึกษาในสังกัดทั้งภาครัฐและเอกชน ดึงผู้เรียนกลับเข้าสู่ระบบ และ 3.ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดรับกับบริบทของพื้นที่ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ตามเงื่อนเวลา และสภาพของผู้เรียน เพื่อมีอาชีพมีงานทำ 

โดยขณะนี้ สอศ. ได้ดำเนินโครงการต่างๆ รองรับผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบให้กลับเข้าเรียนในระบบ เพื่อลดความเลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา เช่น โครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ ให้ผู้เรียนได้มีหอพักและมีทักษะวิชาชีพ โครงการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และการขับเคลื่อนการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อคนพิการ ซึ่ง สอศ. ได้ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนในรายวิชาและเพิ่มทักษะวิชาชีพต่าง ๆให้ตอบโจทย์และความต้องการของผู้เรียน และเป็นไปตามบริบทของพื้นที่และผู้เรียน อาทิ หลักสูตรระยะสั้น เพื่อการประกอบอาชีพให้เป็นอย่างต่อเนื่อง หลักสูตรที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงาน อาทิ สาขาวิชาที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เนื่องจากธุรกิจการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรายวิชาที่เป็นความต้องการเข้ากับแทรนด์ของยุคปัจจุบัน การอบรมหลักสูตรการสร้างผู้มีอิทธิพลทางสื่อโซเชียล (Influencer) ด้านอาชีวศึกษาบนแพลตฟอร์ม Youtube และ TIKTOK รวมทั้งการผลักดันและขับเคลื่อนร่วมกับภาคีภาคเอกชน คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (อ.กรอ.อศ.) ในการพัฒนากำลังคนด้านวิชาชีพ 35 กลุ่มอาชีพ ให้ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย การจัดการเรียนการสอนทวิภาคีร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อรองรับการมีงานทำและมีทักษะตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ 

“ทั้งนี้ สอศ. จะดำเนินนโยบายให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมโอกาส ความเท่าเทียมทางการศึกษาและความเสมอภาค เพื่อแก้ปัญหาเชิงรุกของผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบ ซึ่งในปีนี้ สอศ. ค้นหาเด็กหลุดออกจากระบบกลับเข้ามาเรียนในสายอาชีพ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน มุ่งเน้นให้มีทักษะ มีอาชีพ  มีรายได้ โดยในปีนี้ สอศ. ตั้งเป้าตัวเลขผู้เรียนที่หลุดออกจากระบบต้องเป็นศูนย์” เลขาธิการ กอศ. กล่าว

นักวิชาการ-นักจิตวิทยาร่วมหาทาง ยุติปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735349

นักวิชาการ-นักจิตวิทยาร่วมหาทาง ยุติปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน

นักวิชาการ-นักจิตวิทยาร่วมหาทาง ยุติปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัญหาความรุนแรงในรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นโรงเรียนและสถานศึกษา ย่อมส่งผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจของนักเรียนผู้ตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงและการถูกกลั่นแกล้งข่มเหงรังแก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ซึ่งทำได้ในหลายมิติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกลไกทางกฎหมายเมื่อมีเหตุความรุนแรง และการดูแลนักเรียนที่ได้รับความรุนแรงทางโลกไซเบอร์ 

จากงานสัมมนา Teacher Conferenceในหัวข้อ “Stop Violence in Schools” เยาวชนไทยห่างไกลความรุนแรง ครั้งที่ 2 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับสถาบันสอนภาษาอังกฤษ โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์)จัดขึ้น ภายใต้โครงการ International Friends for Peace 2023 เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2566  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันการแก้ไขและยุติปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนและสถานศึกษา

ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิต จุฬาฯ กล่าวว่า TeacherConference ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ และผู้ที่รับผิดชอบงานด้านวิจัยและกิจการนิสิตได้เพิ่มพูนความรู้และทักษะในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนและสังคมไทยตลอดจนแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านกลไกทางกฎหมาย การดูแลสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ รวมถึงการป้องกันการเกิดความรุนแรงในอนาคต 

ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวสรุปว่า กลไกทางกฎหมายเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นในโรงเรียน ต้องเริ่มตั้งแต่กฎหมายแม่บท ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายที่ครอบคลุมและคุ้มครองเด็กได้ดีพอสมควร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือกฎหมายลำดับรองและแนวทางปฏิบัติจริงที่เกิดขึ้นในการบังคับใช้กฎหมายยังไม่ค่อยสมบูรณ์  สิ่งที่จะต้องแก้ไขก็คือ ในโรงเรียนควรมีกลไกที่คุ้มครองผู้ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง นักเรียนกับครู หรือกระทั่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากบุคคลภายนอกที่เข้ามากระทำกับครูหรือนักเรียน ซึ่งจะต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นครู แพทย์ ตำรวจ รวมถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)ซึ่งหากมีการบูรณาการร่วมกันก็จะช่วยคุ้มครองป้องกันความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนได้

“การรู้จักเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันในโรงเรียนเป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงในโรงเรียน”  ผศ.ดร.ปารีณา กล่าว

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้เผยถึงข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อความรุนแรงว่า มักเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายถึงมหาวิทยาลัย โดยคุณครูในโรงเรียนมีบทบาทหลักที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ผศ.ดร.ณัฐสุดา ให้ข้อมูลต่อไปว่า ในปี 2566 มีผู้พบความรุนแรงถึง 40% และมีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงถึง 30% ที่น่าสนใจคือยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ออกมาบอกว่าตนตกเป็นเหยื่อ โดยช่องทางหลักของการแสดงความรุนแรงมักเป็น Social Network ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในแพลตฟอร์มที่ไม่ต้องมีการเปิดเผยตัวตน เราไม่สามารถห้ามไม่ให้เด็กใช้โซเชียลได้เพราะข่าวสารข้อมูลที่มีประโยชน์ก็อยู่บนนั้นเช่นกัน แต่จะทำอย่างไรที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างมีคุณภาพ 

“ครูเป็นเสมือนปราการแรกของเด็กที่สามารถรับฟังอย่างเข้าใจ โรงเรียนสามารถเสริมเรื่องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนสามารถพูดหรือระบายได้ จากงานวิจัยพบว่าคนที่ตกเป็นเหยื่อ Cyberbullying มีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย การป้องกันในเบื้องต้นจึงมีความสำคัญ ช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้”  ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าวทิ้งท้าย

ไทยมีบทความในฐานข้อมูล Scopus สูงกว่าของสิงคโปร์ ในรอบ 25 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735351

ไทยมีบทความในฐานข้อมูล Scopus  สูงกว่าของสิงคโปร์ ในรอบ 25 ปี

ไทยมีบทความในฐานข้อมูล Scopus สูงกว่าของสิงคโปร์ ในรอบ 25 ปี

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (ศูนย์TCI) มจธ. สกสว. และเนคเทค นำโดย ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ หัวหน้าศูนย์ TCI ได้จัดการประชุม หัวข้อ “นโยบาย ผลสัมฤทธิ์และมอบรางวัลแก่วารสารในโครงการ TCI-TSRI-ScopusCollaboration Project” แก่บรรณาธิการและกองบรรณาธิการวารสารของไทยจำนวนมากกว่า 200 คน ใน 3 ประเภทรางวัลคือ (1) Most Improved PercentileAward, (2) High Citation Award และ (3) TCIPopularity Award รวม 8 วารสาร จากสถาบันอุดมศึกษา7 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(1) มหาวิทยาลัยมหิดล(1), (2) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(1), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ(2) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(2) ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย(3) และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(3) โดยการมอบรางวัลดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องจากที่ร่วมกันพัฒนาคุณภาพวารสารและคุณภาพบทความของนักวิชาการไทยในวารสารไทยทั้งในเชิงการบริหารจัดการและเชิงคุณภาพ รวมทั้งยกระดับ Journal Quartile ของวารสารไทยใน Scopus ให้มี Quartile ที่สูงขึ้นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ในสมัยก่อน ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการไทยยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในระดับนานาชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จึงร่วมกันพัฒนาศักยภาพและเพิ่มผลผลิต/การอ้างอิงของผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยสู่ฐานข้อมูลสากล โดยผลักดันให้ได้รับการบรรจุในฐานข้อมูลScopus จำนวน 40 รายการ ภายใน ปี 2017-2020 ซึ่งผลที่ได้คือศูนย์ TCI ร่วมกับบรรณาธิการวารสารใช้เวลาประมาณเพียง 6-12 เดือน ก็สามารถพัฒนาคุณภาพวารสารให้มีคุณภาพระดับสากล และบรรจุในฐานข้อมูล Scopus ทั้งหมด โดย Scopus ใช้เวลาพิจารณาเพียง 24 วันเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้น ในปี 2020 วารสารไทยใน Scopus มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และเพื่อพัฒนาคุณภาพวารสารไทยจำนวน 46 รายการ ในฐานข้อมูล Scopus ให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น สกสว. ได้สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาระบบและปรับปรุงคุณภาพวารสารไทยในฐานข้อมูล Scopus ในปี 2020-2022 ผลที่ได้คือ ผลงานวิจัยในรูปแบบบทความประเภท article and review ของไทยปี 2017-2022 มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 101% เมื่อเปรียบเทียบกับในอาเซียน พบว่าไทยมีจำนวนบทความในฐานข้อมูล Scopus เพิ่มขึ้นอยู่ในอัตราที่สูงกว่าจำนวนบทความของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี

จากที่ ศูนย์ TCI ได้ดำเนินโครงการฯคือ ปี 2017-2022 พบว่ามีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในจำนวนนี้เป็นบทความที่ปรากฏในวารสารที่เข้าร่วมโครงการฯ จำนวนปีละมากกว่า 2,200 บทความ ส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทยในระดับโลก ส่วนในด้านคุณภาพ พบว่าบทความในวารสารไทยมีคุณภาพสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยพิจารณาจาก journal quartile ที่สูงขึ้นของวารสารในโครงการฯ กล่าวคือ มีวารสารไทยที่อยู่ใน Quartile 1 จำนวน 2 รายการ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการวารสารวิชาการไทย รวมทั้งมีวารสารใน Quartile 2 จำนวน 7 รายการ Quartile 3 จำนวน 13 รายการ และ Quartile 4 จำนวน 24 รายการ ตามลำดับ การเพิ่มขึ้นของ Journal Quartile นี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพที่สูงขึ้นของบทความวิชาการไทยบนเวทีโลกได้อย่างชัดเจน

“สมศ.” ปรับเกณฑ์ประเมินปี 2567 สอดคล้องบริบท ลดภาระโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735350

“สมศ.” ปรับเกณฑ์ประเมินปี 2567  สอดคล้องบริบท ลดภาระโรงเรียน

“สมศ.” ปรับเกณฑ์ประเมินปี 2567 สอดคล้องบริบท ลดภาระโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมศ. เปิดแนวทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาชูแนวคิดปรับระบบประกันคุณภาพการศึกษาใหม่ มุ่งให้แต่ละสถานศึกษาออกแบบระบบให้เหมาะสม พร้อมนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกที่ได้รับมากำหนดไว้ในวิสัยทัศน์และเป้าหมายของสถานศึกษา นำมาพัฒนาต่อยอดในการพัฒนาการเรียนการสอนของสถานศึกษาต่อไป พร้อมเผยผลการประเมินตั้งแต่เดือน ต.ค. 2565 จนถึงปัจจุบัน สมศ.ประเมินไปแล้ว 8,283 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 62.54 จากเป้าหมายสถานศึกษาจำนวน 13,245 แห่ง และขณะนี้ อยู่ระหว่างการประเมินที่เหลือ โดยคาดว่าจะประเมินแล้วเสร็จในช่วงเดือนกันยายน 2566 นี้

ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)เผยว่า ที่ผ่านมาพบปัญหาเกี่ยวกับการประเมิน 3 ประการ คือ สถานศึกษาบางส่วนไม่มีแรงจูงใจในการนำผลการประเมินไปใช้ บางแห่งมองว่าการประเมินของ สมศ. เป็นภาระ และสถานศึกษาหลายแห่งที่ไม่ได้กำหนดไว้ในแผนและเป้าหมายการดำเนินงาน

สมศ. จึงปรับการทำงาน ได้แก่ เพิ่มเติมเรื่องการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกที่ผ่านมาของสถานศึกษาแต่ละแห่งมาพิจารณาร่วม โดยต้องนำผลการประเมินที่ผ่านมาไปปรับปรุง พัฒนาสถานศึกษาตามข้อเสนอแนะจาก สมศ.ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และต้องเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามีส่วนร่วมมากขึ้น อาทิ กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง หรือชุมชน เป็นต้น เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมใจกันต่อยอดพัฒนาให้การดำเนินงานของสถานศึกษาบรรลุเป้าประสงค์ในที่สุด

“แนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สมศ. ยังคงให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสถานศึกษา ทั้งนี้จะกำหนดวิธีการประเมินให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา ทั้งในส่วนของวิธีการและจำนวนวันประเมินให้แตกต่างกันตามบริบทสถานศึกษา รวมทั้งเน้นนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการการประเมิน นำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นการพิจารณาจากการดำเนินงานของสถานศึกษาที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่ต้องจัดทำข้อมูลหลักฐานเพื่อรองรับการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดภาระของสถานศึกษาให้มากที่สุด” ดร.นันทากล่าว

ม.ศรีปทุม MOU ช่อง 3 ร่วมมือ พัฒนาความรู้ ผลิตศึกษาป้อนวงการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735352

ม.ศรีปทุม MOU ช่อง 3 ร่วมมือ  พัฒนาความรู้ ผลิตศึกษาป้อนวงการ

ม.ศรีปทุม MOU ช่อง 3 ร่วมมือ พัฒนาความรู้ ผลิตศึกษาป้อนวงการ

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับ นายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ กรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจโทรทัศน์ และ ดร.อัครพลวีรวงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สำนักบริหารทรัพยากร บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ณ อาคารมาลีนนท์ ทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2566

ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมและต่อยอดการเรียนรู้ผ่านการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ (Work Based Learning) ของนักศึกษา เพื่อพัฒนาสู่การทำงานอย่างมืออาชีพ รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพผ่านการจัดโครงการและกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีปทุมได้เรียนรู้จากตัวจริง ประสบการณ์จริงในอุตสาหกรรม

สพป.ตาก เขต 2 รร.ในสังกัด ร่วมรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735353

สพป.ตาก เขต 2 รร.ในสังกัด ร่วมรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก

สพป.ตาก เขต 2 รร.ในสังกัด ร่วมรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 และสถานศึกษาในสังกัด ร่วมรณรงค์เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ให้เด็ก เยาวชนและประชาชน มีความตระหนักรู้ ตื่นตัว เพื่อป้องกันการเกิดนักสูบหน้าใหม่ และพิษภัยจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

ในปี 2566 ได้กำหนดประเด็นรณรงค์คือ “บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษ เสพติด อันตราย” เพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบ มุ่งเน้นสร้างการรับรู้ถึงภัยอันตรายจากการเสพ อันตรายของสารเสพติดต่างๆ ที่อยู่ภายในบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ลดการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า และปกป้องเด็กเยาวชนไม่ให้เข้าถึง เพื่อมิให้กลายเป็นนักสูบหน้าใหม่ต่อไป

ดูงานรับสมัครครู ครูผู้ช่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735354

ดูงานรับสมัครครู ครูผู้ช่วย

ดูงานรับสมัครครู ครูผู้ช่วย

วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2พร้อมคณะ ให้กำลังใจและกำชับคณะกรรมการ และผู้สมัครสอบแข่งขันครู ครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. ให้ดำเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง เรียบร้อย ถูกต้อง เนื่องจากมีผู้มาสมัครสอบจำนวนมาก ที่สำนักงาน สพป.พิษณุโลก เขต 2