‘DPU’ต้อนรับซีโอโอ‘The Sandbox’ แพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735208

‘DPU’ต้อนรับซีโอโอ‘The Sandbox’ แพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงระดับโลก

‘DPU’ต้อนรับซีโอโอ‘The Sandbox’ แพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หลังจากที่ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.-DPU) ปักธงนำเรื่องการพัฒนาองค์กรให้มีความโดดเด่นในด้าน Metaverse เป็นมหาวิทยาลัยลำดับต้นๆ ของประเทศไทย ทั้งยังมีการพัฒนาหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนเข้าใจระบบนิเวศ Web3 ผ่านทาง “Metaverse Campus” แบบไร้ขีดจำกัดบนเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยมหาวิทยาลัยได้เลือก The Sandbox Metaverse platform เป็น Metaverse แรกที่จะให้นักศึกษาได้เข้าไปทำความรู้จักโลกใหม่นี้

ไม่นานมานี้ เซบาสเตียน บอร์เกต์ (Sebastien Borget) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) จาก The Sandbox มาเยือนมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดย ดร.ดาริกาลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจาก The Sandbox มาเยือนและร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับ DPU ด้วยเป้าหมายของ DPU คือ มุ่งทำให้นักศึกษารู้จักและเข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ Web3 technology ซึ่งเป็นเทรนด์แห่งอนาคต ผ่านการพัฒนา Metaverse Campus

โดย DPU เริ่มต้นจากการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยที่ “มอบปริญญาบัตร NFT” ให้กับบัณฑิตที่จบการศึกษา ตามด้วยการมอบ “NFT Avatar” ให้นักศึกษาในปีที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นและสร้างการมีส่วนร่วมของนักศึกษา (Student Engagement) กับทางมหาวิทยาลัย ด้วยเล็งเห็นว่า การมอบ NFT จะผลักดันให้นักศึกษาเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการใช้งาน Wallet รู้จักบล็อกเชน เข้าใจเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัล และอีกหลายเทคโนโลยีที่อยู่รายล้อม และเชื่อว่าจะได้เห็นความก้าวหน้าใหม่ๆ จากการจับมือกับ The Sandbox

“สำหรับปีนี้ สิ่งที่จะได้เห็นคือ DPU Metaverse Campus แพลตฟอร์มที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยี Web3 ซึ่งเป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่จะเปลี่ยนผ่านการศึกษาแบบเดิมไปสู่ EdTech และ Edutainment ที่สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ทั้งในโลก Digital และ Physical ให้แก่ผู้เรียนได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์รูปแบบใหม่ เช่น สามารถใช้ NFT รับคะแนนสะสม (Point) นำคะแนนไปสร้างหรือเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ Avatar ที่อยู่ใน D.OASIS บน The Sandbox จากการเข้าร่วมกิจกรรมหรือการเรียนการสอนวิชาต่างๆ และยังสามารถนำไปแลกของรางวัล อาหาร เครื่องดื่ม ตั๋วภาพยนตร์ ฯลฯ ได้อีกมากมายในอนาคต” ดร.ดาริกา กล่าว

ไทม์ไลน์สำคัญของ DPU เพื่อเตรียมก้าวสู่ยุค Web3 ไล่ตั้งแต่ “มีนาคม 2565” – มอบปริญญาบัตร NFT (NFT Certificates for Graduates) ให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นปีแรกและครั้งแรกของมหาวิทยาลัยในไทย “กรกฎาคม 2565” – เริ่ม Airdrop NFT Avatar ที่เรียกว่า“DPUVERSE” ให้แก่นักศึกษาปี 1 ทุกคน เพื่อเป็นกุญแจเข้าสู่ Metaverse Campus ของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

“ภายในปี 2566” เปิดตัว DPU Metaverse Campus มหาวิทยาลัยในโลกเสมือนบนพื้นที่ของ D.OASIS จากการที่ D.OASIS เข้าไปซื้อที่ดิน (Land) บนแพลตฟอร์ม The Sandbox Metaverse ซึ่งการมาเยือน DPU ของทีม The Sandbox นี้ ผู้บริหาร The Sandbox ได้ไปร่วมชมผลงานการออกแบบคาแร็กเตอร์ของนักศึกษา วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี (ANT) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ณ ANT Experience ซึ่งเป็นผลงานที่สร้างสรรค์โดยใช้เครื่องมือ VoxEdit บนแพลตฟอร์ม The Sandbox นั่นเอง

“หลายๆอย่างที่เราทำคงเห็นแล้วว่า เราจริงจังกับการสร้าง Web3 Ecosystem และที่สำคัญเรายังปรับแก้หลักสูตรการศึกษาพื้นฐานของทุกคณะ เพื่อให้ผู้เรียนได้รู้จัก เข้าใจ Technology ใหม่ๆ ที่กำลังมีบทบาทอย่างมากในอนาคต เช่น เทคโนโลยีบล็อกเชน, สกุลเงินดิจิทัล, เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, การออกแบบงานดิจิทัล โดยนักศึกษาสามารถคิดโปรเจกท์ สร้างเกม ออกแบบคาแร็กเตอร์สรรสร้างสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ทาง Metaverse Campus ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นการขับเคลื่อนและส่งต่อองค์ความรู้ผ่านวิทยาลัย ANT ไปสู่ The Sandbox Metaverse” อธิการบดีมธบ. ระบุ

หลังจากคณะผู้บริหาร DPU ได้นำเซบาสเตียนกับทีม The Sandbox เดินชมส่วนหลักๆ ของมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีการแสดงแฟชั่นโชว์ในโลกเสมือน และเซอร์ไพรส์ด้วยการแสดงแฟชั่นโชว์ในโลกจริงในคอลเลคชั่นเดียวกัน ซึ่งเป็นฝีมือการออกแบบของนักศึกษา ทั้งหมด 3 เซต รวม 15 ชุด ณ ห้อง Maker Space และในตอนท้าย ดร.ดาริกา ยังมอบ “Yak” ผลงานการออกแบบ NFT Avatar ในรูปของ “ยักษ์สไตล์ดิจิทัล” ศิลปะร่วมสมัย โดย นายณัฏฐพัชร์ เชื้อสุวรรณ หรือ ต้นเลอร์ ศิษย์เก่า DPU ซึ่งจัดทำขึ้นสำหรับ THE SANDBOX DPU CAMPUS VISIT โดยเฉพาะ

เซบาสเตียน COO จาก The Sandbox กล่าวขอบคุณสำหรับการต้อนรับและของที่ระลึกจาก DPU และ D.OASIS ทั้งยังกล่าวถึงศักยภาพของคนไทย ประเทศไทย ตลอดจนรู้สึกชื่นชมยินดีที่ได้เห็นการเตรียมบุคลากรสู่อนาคตของสถาบันการศึกษาไทยอย่าง DPU ที่มุ่งพัฒนาการเรียนการสอนเกี่ยวกับเทคโนโลยี Web3 เป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ ของประเทศ

“ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เรามีพาร์ตเนอร์ในไทยแล้ว 20 ราย แบ่งเป็น 6 สตูดิโอ กับ 14 แบรนด์ท้องถิ่น โดยเรามองว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่โดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมอาหาร ความบันเทิง กีฬา แฟชั่น และสามารถโชว์สิ่งเหล่านี้ออกไปเพื่อดึงดูดความสนใจจากคนทั่วโลกได้ แม้ไม่ใช่ทุกประเทศที่สนใจจะมา Collaboration กับไทย แต่ทาง The Sandboxเล็งเห็นศักยภาพและโอกาสที่ไทยจะโดดเด่นด้าน Metaverse ในระดับภูมิภาค” คุณเซบาสเตียนกล่าว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าปัจจุบันยังเกิด Metaverseขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์ เพราะในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี Web3 ยังอยู่ในขั้นพัฒนา แต่เซบาสเตียนให้ความเห็นเพิ่มเติมในตอนท้ายว่า ทิศทางของเทคโนโลยีและการดำเนินธุรกิจจะขับเคลื่อนไปในทิศทางนี้ ไม่ช้าก็เร็ว และใครทำก่อน รู้ก่อน ย่อมได้เปรียบ โดยจะเห็นว่ามีการพัฒนาและทดลองทำ Metaverse มากมายในปัจจุบัน ทำให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ โมเดลธุรกิจใหม่เกิดขึ้น

สำหรับการพัฒนา Metaverse ต้องอาศัยเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (learning by doing) ซึ่งบางครั้งอาจล้มเหลว บางครั้งเป็นได้แค่การทดลอง บางครั้งอาจทำแล้วได้สิ่งที่ยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เว็บส่วนใหญ่ยังเป็น Web1 และ Web2 หากใครเข้า Web3ก่อนก็จะยิ่งได้เปรียบ และจะยิ่งดีถ้าโพสิชันนิงตัวเองว่าจะเป็น Web3 ได้ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า เพราะเมื่อเทคโนโลยี Web3 ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ จะนำไปสู่โมเดลธุรกิจที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก!!!

‘สศร.’ชวน‘เสพศิลป์ ฟินอาร์ต’ พบ3โครงการในเดือนมิถุนายนนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735207

‘สศร.’ชวน‘เสพศิลป์ ฟินอาร์ต’ พบ3โครงการในเดือนมิถุนายนนี้

‘สศร.’ชวน‘เสพศิลป์ ฟินอาร์ต’ พบ3โครงการในเดือนมิถุนายนนี้

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดเผยว่า สศร. โดยกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย จัดโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 “เสพศิลป์ ฟินอาร์ต” ประจำเดือนมิ.ย. 2566 เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปะร่วมสมัยสู่ประชาชนที่สนใจ และสนับสนุนการเปิดพื้นที่แสดงผลงานของศิลปินสาขาต่างๆ จำนวน 3 โครงการ

ได้แก่ 1.การแสดงผลงานในระดับนานาชาติ ผ่านระบบออนไลน์ ของโครงการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถอุตสาหกรรมชุมชน จากการสร้างสรรค์ผสานอัตลักษณ์และภูมิปัญญาเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์ลำปาง ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2566 โดยเข้าชม รูปแบบ Virtual Tour ได้ที่ http://ADA.RMUTR.AC.TH/ADA2023 ดูรายละเอียดที่ เฟซบุ๊ก : ออกแบบหัตถอุตสาหกรรม มธ. ศูนย์ลำปาง

2.โครงการการแสดงศิลปกรรมของสมาคมศิลปินทัศนศิลป์นานาชาติแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 16 ที่ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย.-8 ก.ค. 2566 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เฟซบุ๊ก : สมาคมศิลปินทัศนศิลป์นานาชาติแห่งประเทศไทย และ 3.โครงการ ศิลปะรัศมี “นครศรีฯไฉไล 3” โดย ผศ.ปริทรรศ หุตางกูรที่ PARETAS ART CLUB ที่ จ.นครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 23 มิ.ย.- 8 ก.ค. 2566 ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ เฟซบุ๊ก : Paretas Art Club /ปารีทัส อาร์ตคลับ

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสาร และความเคลื่อนไหวต่างๆ ของโครงการที่ได้รับทุนอุดหนุน กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย และกิจกรรมของ สศร. ได้ที่เฟซบุ๊ก : สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

ศิษย์เก่าMBA‘ศศินทร์’ ทรานส์ฟอร์ม‘River City Bangkok’ ด้วยความคิดสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735206

ศิษย์เก่าMBA‘ศศินทร์’  ทรานส์ฟอร์ม‘River City Bangkok’  ด้วยความคิดสร้างสรรค์

ศิษย์เก่าMBA‘ศศินทร์’ ทรานส์ฟอร์ม‘River City Bangkok’ ด้วยความคิดสร้างสรรค์

วันจันทร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คุณลินดา เชง (Linda Cheng) นิสิตเก่า MBA ศศินทร์ (MBA 1990) ชาวไต้หวัน กรรมการผู้จัดการ River City Bangkok ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยน River City Bangkok ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ด้านศิลปวัฒนธรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้กลายเป็น ecosystem แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ในการสร้าง “ประสบการณ์” ด้านการชื่นชมงานศิลปะ ซึ่งคุณลินดา ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และจิตวิญญาณผู้ประกอบการในการนำนิทรรศการ “Up the River Between Qingming” จากพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติไต้หวันมาจัดแสดงเมื่อปี 2561

จากนั้นก็ประสบความสำเร็จอีกหลายครั้งในการนำนิทรรศการอื่นๆ ได้แก่ “From Monet to Kandinsky”, “Italian Renaissance”, “Something Nouveau” และ “Van Gogh” เข้ามาจัดแสดงในประเทศไทย นิทรรศการเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างการมีส่วนร่วม ยังก้าวข้ามความจำเจได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ชมจากการสัมผัสและดื่มด่ำประสบการณ์ศิลปะในรูปแบบใหม่ๆ

– อานุภาพแห่งศิลปะ : ระหว่างเรียนที่ศศินทร์ คุณลินดาได้เรียนทักษะในการศึกษาตลาด หาจุดบอดและประเด็นที่มาของปัญหา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะเป็นแรงผลักดันทางธุรกิจอย่างยั่งยืน คุณลินดาพบว่าพื้นที่แสดงศิลปะที่ศิลปิน ผู้รักศิลปะและนักสะสมของโบราณมาพบปะกันเป็นที่ต้องการอย่างมาก เชื่อว่าศิลปะเป็นสื่อเชื่อมโยงกันระหว่างมนุษย์และช่วยหล่อหลอมการเติบโตของแต่ละบุคคล เป้าหมายในการจัดนิทรรศการนั้นเพื่อส่งเสริมประสบการณ์ที่มีความหมาย กระตุ้นให้ผู้เข้าชมเห็นและสัมผัสศิลปะในรูปแบบที่ต่างไปจากเดิม เน้นย้ำถึงความสำคัญของการได้สัมผัสศิลปะโดยตรง

คุณลินดากล่าวว่า “การอยู่ในวงการศิลปะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะศิลปะสามารถเป็นอะไรก็ได้ เป็นนามธรรมก็ได้ คุณต้องสัมผัสและรู้จักศิลปะด้วยตัวคุณเอง” โดยอุปสรรคอย่างหนึ่งที่เธอเผชิญในการนำงานศิลปะจากต่างประเทศเข้ามาสู่เมืองไทย คือการโน้มน้าวให้ผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ที่ National Museum Palace ในไต้หวันทำงานร่วมกับศูนย์ศิลปะที่ไม่ใช่หอศิลป์แห่งชาติที่เป็นที่รู้จัก ซึ่งต้องเต็มใจ และกล้าพอที่จะบอกว่าเราต้องเปลี่ยนแม้จะยากมากที่จะเปลี่ยนคนและเปลี่ยนความคิดก็ตาม ดังนั้นการสื่อสารและการสนทนาต่อเนื่องทั้งภายในและภายนอกสำคัญมาก

– ความยั่งยืนผ่านความคิดสร้างสรรค์ :คุณลินดาเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของ creative industry แม้ว่านวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีอย่างยั่งยืนจะมีความสำคัญ แต่ธุรกิจด้าน Creative จะเติบโตและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้นั้น ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ที่สูงกว่าองค์ประกอบอื่น ซึ่งแนวคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่เราต้องมีอยู่ในใจ ในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งเติบโตได้เรื่อยๆ จงอย่ากลัวที่จะฝัน อย่ากลัวที่จะจินตนาการถึงสิ่งที่ยังไม่มี นั่นคือสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการอยากทำสิ่งที่แตกต่าง สร้างสรรค์และไม่ธรรมดา

การผสมผสานความยั่งยืนเข้ากับธุรกิจ หรือศิลปะอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย การคิดสร้างสรรค์จึงมีความสำคัญมาก พันธกิจของ River City Bangkok คือการส่งเสริมวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอย่างยั่งยืนด้วยการมอบประสบการณ์ที่ไม่ได้เน้นเฉพาะการค้า คุณลินดาเชื่อว่า การให้ผู้คนได้มีโอกาสสัมผัสศิลปะโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือในราคาที่เอื้อมถึงนั้นมีความสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ แม้ว่าพวกเขาอาจยังไม่สามารถซื้องานศิลปะหรือของโบราณได้ในตอนนี้ แต่ก็ยังสามารถมีส่วนร่วมและชื่นชมศิลปะได้ คุณลินดาตั้งเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนทางสังคม โดยสร้างความเป็นชุมชนศิลปะ ทำให้คนได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับศิลปะและให้ศิลปินได้แสดงผลงานสร้างสรรค์ของพวกเขา

ด้วยวิสัยทัศน์อันเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ River City Bangkok ได้กลายเป็นสถานที่สำหรับผู้คนที่จะเพลิดเพลินไปกับศิลปะ เป็นความสำเร็จที่ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในเมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าหรูหราความฝันของเธอกลายเป็นความจริงแล้ว และเธอยังมีแผนโครงการในอนาคต คือการเปิดร้านหนังสือ ไลฟ์สไตล์ที่เน้นด้านศิลปะและการออกแบบ ซึ่งมีต้นแบบมาจากต่างประเทศ ซึ่งจะเปิดบริการในปลายปีนี้ที่ River City Bangkok

“ดิฉันคิดว่าความยั่งยืนนั้นยังหมายถึงประสบการณ์ของมนุษย์ที่สามารถยืนยาวได้มากกว่าประสบการณ์ทางวัตถุ และสำหรับฉันประสบการณ์ทางจิตวิญญาณนั้นจะช่วยให้ผู้คนมีความสุขมากขึ้นด้วย” คุณลินดา กล่าวในตอนท้าย

ความสำเร็จของคุณลินดาเป็นแรงบันดาลใจในการเป็นผู้ประกอบการในวงการของ creative industry ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และการคิดนอกกรอบในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนตามแบบฉบับของ Sasin School of Management ในการ Inspire. Sonnect. Transform เพื่อโลกที่ดีขึ้น ฉลาดขึ้น และยั่งยืน!!!

นายกฯ-ภริยา นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735122

นายกฯ-ภริยา นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

นายกฯ-ภริยา นำจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 21.09 น.

นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานพิธีถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่มและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2566

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า วันนี้ (3 มิถุนายน 2566) เวลา 20.09 น. ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นเป็นประธานพิธีถวายเครื่องราชสักการะ วางพานพุ่ม และพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2566 โดยมีประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญพร้อมคู่สมรส คณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหาร ตำรวจ พลเรือน ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยาเดินทางถึงพิธีท้องสนามหลวง ขึ้นสู่เวที นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ทำวันทยหัตถ์หน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี แล้ววางพุ่มทอง พุ่มเงิน นายกรัฐมนตรีถวายธูปเทียนแพ ทำวันทยหัตถ์ จุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวนำถวายพระพรชัยมงคลหน้าพระฉายาลักษณ์ฯ ความว่า
 
ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท

เนื่องในศุภวาระแห่งวันเฉลิมพระชนมพรรษาของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ที่เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง ในวันที่ ๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ ข้าพระพุทธเจ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งที่ได้มาพร้อมกันอยู่ ณ บริเวณมณฑลพิธีแห่งนี้ และที่อยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ตลอดจนทั่วโลก ต่างมีความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่ได้มาร่วมกันแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ในวันนี้ 
ข้าพระพุทธเจ้าต่างประจักษ์แจ้งว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ ทั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปในการพระราชพิธีสำคัญต่าง ๆ และการทรงงานสนองและสืบสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขา ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อการพัฒนาต่อยอด และอำนวยประโยชน์สุขแก่ราษฎร ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ และน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา นำมาซึ่งความผาสุกร่มเย็นของปวงประชา และความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาสถาพรของประเทศชาติสืบไป ในวาระอันเป็นมิ่งมงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระราชานุญาต นำพสกนิกรทั้งหลายถวายพระพรชัยมงคล ดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ด้วยความจงรักภักดี ขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย อานุภาพแห่งพระสยามเทวาธิราช และสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พระเกียรติคุณแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าของปวงข้าพระพุทธเจ้า และเหล่าพสกนิกรตราบกาลนิรันดร์”

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม

จบแล้วดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี นายกรัฐมนตรีและภริยารับมอบโคมเทียน และร่วมร้องเพลงสดุดีจอมราชา แล้วนายกรัฐมนตรีกล่าวนำ “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้ง เสร็จพิธี

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา’พระราชินี’ และพระราชพิธีวิสาขบูชา 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735114

'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จฯ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา'พระราชินี' และพระราชพิธีวิสาขบูชา 2566

‘ในหลวง-พระราชินี’ เสด็จฯ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา’พระราชินี’ และพระราชพิธีวิสาขบูชา 2566

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.46 น.

“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา “พระราชินี”  และพระราชพิธีวิสาขบูชา พ.ศ.2566

3  มิถุนายน 2566 เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน 2566 และพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา พุทธศักราช 2566 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบรมมหาราชวัง

เมื่อเสด็จฯ ถึงชานหน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม บรรพชิตจีนและญวนถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จากนั้น เสด็จเข้าพระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงจุดเทียนพระมหามงคล 1  คู่ ที่ตั้งอยู่บนธรรมาสน์ศิลา เทียนเท่าพระองค์ในตู้ข้างธรรมาสน์ศิลา ด้านพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ และด้านพระพุทธเลิศหล้านภาไลย เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางกระทงดอกไม้บนพานหน้าฐานชุกชี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่ง แล้วทรงจุดเทียนห่วงบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการท้ายที่นั่งบูชาพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ และพระพุทธเลิศหล้านภาไลย  จากนั้น ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองใหญ่ที่หน้าธรรมาสน์ศิลา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองทิศที่หน้าธรรมาสน์ศิลา เสร็จแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯไปทรงจุดเทียนที่โต๊ะหน้าอาสน์สงฆ์ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ทรงจุดเทียนที่บัตรเทวดานพเคราะห์บนแท่นซึ่งตั้งอยู่ตรงพระทวารกลาง และพระราชทานเงินแก่ข้าราชการผู้ทำหน้าที่โหรหลวงบูชาเทวดานพเคราะห์ ต่อจากนั้น เสด็จออกจากพระอุโบสถ ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

เมื่อเสด็จฯถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงจุดเทียนพระมหามงคลที่พระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เทียนเท่าพระองค์ในตู้ข้างพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร และธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป เทวรูปนพเคราะห์ที่โต๊ะหมู่ ด้านพระราชอาสน์ จากนั้น สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดเทียนพระมหามงคลที่พระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เทียนเท่าพระองค์ในตู้ข้างพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร และทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป เทวรูปนพเคราะห์ที่โต๊ะหมู่ ด้านพระบรมวงศ์ เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการพานทองสองชั้นบูชาพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ ๙ และพระพุทธรูปประจำพระชนมวารของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการทองทิศ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ถวายศีล พระสงฆ์ 46 รูป เจริญพระพุทธมนต์การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถึงบทเสกน้ำพระพุทธมนต์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงจุดเทียนที่ฝาพระครอบพระกริ่งอุบาเก็ง ทรงประเคนพระครอบพระกริ่งอุบาเก็งแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะเจ้าคณะรอง และพระราชาคณะ จนครบ 46 รูป 

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา ต่อจากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่เครื่องนมัสการหน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าฯ แล้วเสด็จออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินถึงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เสด็จขึ้นชานหน้าพระอุโบสถ ทรงจุดเทียนรุ่งบูชาพระรัตนตรัย  จากนั้น พลอากาศโท ภักดี  แสง-ชูโต รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองพระราชพิธี เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯถวายเทียน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดไฟจากโคมไฟฟ้า แล้วพระราชทานเพื่อเชิญไปถวายเจ้าอาวาส จุดเทียนบูชาพระรัตนตรัยตามพระอารามหลวงที่ได้ทรงพระราชอุทิศไว้ จากนั้น รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองพระราชพิธี เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯถวายเทียนชนวน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดไฟจากโคมไฟฟ้า แล้วทรงถือเทียนนั้นไว้ เจ้าพนักงานศุภรัตนำโคมเทียนมาขอพระราชทานจุดไฟ สำหรับทรงถือเมื่อเวลาเสด็จพระราชดำเนินเวียนเทียนประทักษิณพระอุโบสถ จากนั้น พระราชวงศ์ และข้าราชการ เฝ้าฯ ขอพระราชทานต่อเทียนที่ทรงถืออยู่นั้น แล้วพระราชทานเทียนชนวนนั้นให้เจ้าพนักงานสนมพลเรือนรับไป ทรงกราบที่พระแท่น แล้วทรงนำสวดสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย จบแล้ว ทรงรับโคมเทียนจากเจ้าพนักงานศุภรัต ทรงพระดำเนินเลี้ยวขวาเวียนรอบพระอุโบสถ 

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเวียนรอบพระอุโบสถครบ 3 รอบแล้ว เสด็จขึ้นชานหน้าพระอุโบสถ ทรงกราบที่พระแท่น แล้วเสด็จออกจากพระอุโบสถ ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับ

วธ.เผยผลโพล’วิสาขบูชา 66′ เยาวชนไทยตั้งใจทำบุญ-เวียนเทียน เข้าวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735110

วธ.เผยผลโพล'วิสาขบูชา 66' เยาวชนไทยตั้งใจทำบุญ-เวียนเทียน เข้าวัด

วธ.เผยผลโพล’วิสาขบูชา 66′ เยาวชนไทยตั้งใจทำบุญ-เวียนเทียน เข้าวัด

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.31 น.

วธ.เผยผลโพลวิสาขบูชา 66 เยาวชนไทยตั้งใจทำบุญ เวียนเทียน เข้าวัดปฏิบัติธรรม

3 มิถุนายน 2566 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน ที่มีต่อ “วันวิสาขบูชา” ประจำปี พ.ศ. 2566 จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ   8,450 คน ครอบคลุมทุกอาชีพและทุกภูมิภาค สรุปได้พอสังเขป ดังนี้

1. เด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.44 คิดว่าวันวิสาขบูชา มีความสำคัญ คือ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ รองลงมา ร้อยละ 65.21 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ร้อยละ 62.26 เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธสู่ปรินิพพาน ร้อยละ 45.61 เป็นวันสำคัญสากลของโลก (Vesak Day) ตามลำดับ

2. เด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.21 ทราบว่าหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชา คือ อริยสัจ 4  

3. เด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.89 ทราบว่า มีการจัดกิจกรรมงานส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันวิสาขบูชา พุทธศักราช 2566  โดยทราบการจัดกิจกรรมจากสื่อ 5 อันดับแรก คือ อันดับ 1 เฟซบุ๊ก อันดับ 2 ไลน์ อันดับ 3 โทรทัศน์ อันดับ 4 เว็บไซต์ และอันดับ 5 หนังสือราชการ/หน่วยงานราชการ ตามลำดับ 

4. เด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 49.53 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันวิสาขบูชาในปีนี้ รองลงมา คือ ร้อยละ 41.05 ไม่แน่ใจแล้วแต่โอกาส และร้อยละ 9.42 ไม่เข้าร่วม  โดยกิจกรรมที่สนใจเข้าร่วม 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 ทำบุญ ถวายสังฆทาน ร้อยละ 61.84 อันดับ 2 เวียนเทียน ร้อยละ 58.78 อันดับ 3 เข้าวัดปฏิบัติธรรม ร้อยละ 51.92 

5. ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนจะนำหลักธรรมข้อใดมายึดถือปฏิบัติและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน  อันดับ 1 ความกตัญญู ร้อยละ 63.69  อันดับ 2 สติ ร้อยละ 59.34 อันดับ 3 ศีล 5 ร้อยละ 57.08   

6.เด็ก เยาวชน และประชาชนต้องการให้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนา 3 อันดับแรก คือ อันดับ 1 ไหว้พระ ทำบุญ ตักบาตร ร้อยละ 71.91 อันดับ 2 ฟังเทศน์ ฟังธรรม ร้อยละ 40.02 อันดับ 3 เวียนเทียนรอบพระบรมสารีริกธาตุ/วัด/สถานที่ปฏิบัติธรรม  ร้อยละ 39.28  7.วิธีการที่จะจูงใจหรือเชิญชวนให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันวิสาขบูชา 3 อันดับแรก คือ

อันดับ 1 การรณรงค์ให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมการแสดงตนเป็นพุทธมามกะ เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ร้อยละ 56.09 อันดับ 2 จัดกิจกรรมที่เด็ก เยาวชน ประชาชนให้ความสนใจ โดยสอดแทรกองค์ความรู้และกิจกรรม  ทางศาสนาร่วมด้วย เช่น กิจกรรมธรรมะ เดลิเวอรี่  กิจกรรมสวดมนต์ ASEAN ข้ามคืนวันวิสาขบูชา  กิจกรรม เดิน – วิ่ง กิจกรรม 3 ว วันวิสาขบูชา แวะ (ชมวัด) ไหว้ (ไหว้พระ ขอพร) เวียน (เวียนเทียน) ร้อยละ 51.59 อันดับ 3 จัดนิทรรศการโดยใช้สื่อมัลติมีเดียสามมิติ ที่แสดงถึงพุทธประวัติ ความเป็นมา และความสำคัญของวันวิสาขบูชา ร้อยละ 38.00 

นายอิทธิพล กล่าวต่อว่า เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ได้เสนอให้ วธ. สืบสาน รักษาประเพณีทางพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป ประกอบด้วย 1. ประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณีท้องถิ่นเกี่ยวกับตำนานการขอฝนจากองค์พญาแถน เสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ของคนในชุมชน ตามประเพณีฮีตสิบสองของชาวอีสาน  2.ประเพณีกวนข้าวทิพย์ ชาวบ้านจะมีการจัดเตรียมวัสดุต่าง ๆ ได้แก่ พืชตระกูลถั่วทุกชนิด ใส่รวมกันลงไป กวนให้สุกจนเหนียว แล้วนําข้าวทิพย์ ที่ได้จากการกวนตักใส่ไว้ในถาดเพื่อเตรียมไว้สําหรับถวายพระภิกษุสงฆ์ภายในวัด  สร้างความสามัคคีปรองดองให้กับชุมชน

3. ประเพณีเวียนเทียนกลางน้ำ พุทธศาสนิกชนพากันนำดอกไม้ธูปเทียนบูชา ล่องเรือไปเวียนเทียนที่วัดกลางน้ำ ด้วยการนั่งในเรือวนรอบวัด ในแต่ละปีจะมีการเวียนเทียน 3 ครั้ง ส่งเสริมให้ประชาชนได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา และ 4.ประเพณีวันอัฏฐมีบูชา หรือวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระจำลองขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และน้อมรำลึกถึงพระคุณอันประเสริฐขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่ง วธ. ได้นำข้อเสนอต่างๆ มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันสืบสาน รักษา ต่อยอดงานเทศกาลประเพณีทางพระพุทธศาสนาต่อไป รวมทั้งส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างความสามัคคีในชุมชนอีกด้วย
 

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดอบรมหลักสูตร ผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง รุ่นที่ 15

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735109

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดอบรมหลักสูตร ผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง รุ่นที่ 15

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดอบรมหลักสูตร ผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง รุ่นที่ 15

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 18.27 น.

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เปิดอบรมหลักสูตร ผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง รุ่นที่ 15 

3 มิถุนายน 2566 ที่หอประชุม​วิทยาลัย​ป้องกัน​ราช​อาณาจักร​ สถาบัน​วิชาการ​ป้องกัน​ประเทศ​พลเรือเอก​ สุทธิ​นันท์​ สมานรักษ์​ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด​ (ทร.)​ เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรผู้นำ​พอเพียง​เพื่อ​ความมั่นคง​ รุ่นที่​ 15 ซึ่งในโอกาสนี้ยังได้รับเกียรติจาก​ พล​เอก​ นรินทร์​ แทบ​ประสิทธิ์​ ประธาน​มูลนิธิคลังสมอง​ วปอ.​ เพื่อ​สังคม​ ตลอดจน​ กรรมการมูลนิธิ​ฯ​ ร่วมเป็นเกียรติในพิธี เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา

โดยหลักสูตรผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง ดำเนินการ​โดย​ มูลนิธิ​คลังสมอง​ วปอ.​ เพื่อ​สังคม​ จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นผู้นำที่มีคุณภาพ​ มีความรู้​ ความเข้าใจ​ สามารถประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต​ ครอบครัว​ สังคม​ องค์กร​ ภายใต้บริบทของสถานการณ์ความมั่นคงที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยนักศึกษาจะได้เสริมสร้างทักษะในการเป็นผู้นำพอเพียงภายใต้หลักคุณธรรม​ จริยธรรม ในสภาวะการณ์​ความมั่นคงยุคใหม่และการพัฒนาประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิชั้นนำของประเทศ​ และได้เครือข่ายผู้นำพอเพียงเพื่อความมั่นคง​

ทั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก​ พลอากาศเอก​ ชลิต​ พุกผาสุข​ องคมนตรี ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษ​ หัวข้อ​ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับความอยู่รอดในยุคโลกาภิวัตน์” ด้วย

‘3 เหล่าทัพ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระราชินี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735036

‘3 เหล่าทัพ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระราชินี’

‘3 เหล่าทัพ’ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ ‘สมเด็จพระราชินี’

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 14.06 น.

3 เหล่าทัพ  ยิงสลุตหลวง 21 นัดเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 3 มิ.ย. 2566

3 มิถุนายน 2565 เวลา 12.00 น. บริเวณท้องสนามหลวง กองทัพบก โดย กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ยิงสลุต 21 นัด เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 45 พรรษา 3 มิถุนายน 2566 

กองทัพอากาศ โดยกรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ทำการยิงสลุตหลวง 21 นัด ณ ลานอเนกประสงค์ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช
ส่วน กองทัพเรือ โดย กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ทำการยิงสลุตหลวง ด้วยปืนใหญ่ขนาด 76/40 มิลลิเมตร จำนวน 21 นัด  ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ

สำหรับ การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณเพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ โดยคำว่า “สลุต” นั้นมาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน

ในประเทศไทย การยิงสลุตครั้งแรกเกิดขึ้นที่ ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายใน กองบัญชาการกองทัพเรือพระราชวังเดิม ในปัจจุบัน ซึ่งในขณนั้นตรงกับรัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จากบันทึกของจดหมายเหตุฝรั่งเศสกล่าวถึงเรือรบฝรั่งเศสชื่อ เลอโวตูร์ ที่ได้เดินทางเข้ามาถึงป้อมวิไชยเยนทร์ มองซิเออร์คอนูแอล กัปตันเรือได้มีใบบอกเข้าไปถามทางราชสำนักอยุธยาว่า จะขอยิงสลุตให้เป็นเกียรติแก่ชาติสยาม ทางราชสำนักจะขัดข้องไหม สมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงมีรับสั่งให้ออกพระศักดิ์สงคราม (มองซิเออร์คอม เดอร์ ฟอร์แบงก์ นายทหารชาวฝรั่งเศส) ผู้รักษาป้อมในขณะนั้น อนุญาตให้ฝรั่งเศสยิงสลุตได้ ต่อมาเมื่อสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์แล้ว พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่คือ สมเด็จพระเพทราชา ทรงไม่โปรดปรานฝรั่งเศส จึงทำให้ธรรมเนียมการยิงสลุตได้ถูกยกเลิกไป

 ธรรมเนียมการยิงสลุตได้เริ่มกลับมารื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวที่ต้อนรับ เซอร์จอห์น เบาวริ่ง ราชทูตอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ.2398 ต่อมาในปี พ.ศ.2448 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการตราข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ.125 แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การยิงสลุตหลวง และการยิงสลุตเป็นเกียรติแก่ข้าราชการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชกำหนดการยิงสลุตขึ้นใหม่ คือ การยิงสลุต ร.ศ.131 (พ.ศ.2455) กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท คือ สลุตหลวง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ สลุตหลวงธรรมดา มีจำนวน 21 นัด และสลุตหลวงพิเศษ มีจำนวน 101 นัด สลุตข้าราชการ สลุตนานาชาติ พระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131 ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.2483 จนกระทั่งเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ทางราชการจึงรื้อฟื้นประเพณียิงสลุตขึ้นมาใหม่ เริ่มเป็นครั้งแรกในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2491 เนื่องในพระราชพิธีวันเฉลิมพระชนมพรรษาของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยกำหนดข้อบังคับ

ไว้โดยสรุปดังนี้
 
– กำหนดให้มีจำนวนปืนไม่ต่ำกว่า 4 กระบอก มีขนาดลำกล้องไม่เกิน 120 มิลลิเมตร

– ห้ามยิงตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์ตกไปแล้วจนถึงพระอาทิตย์ขึ้น

 แบ่งประเภทการยิงสลุตไว้ 3 ประเภท เช่นเดียวกับพระราชกำหนดยิงสลุต ร.ศ.131

ส่วนหลักเกณฑ์การยิงสลุตในปัจจุบัน หากเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินี หรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์หรือประมุขแห่งรัฐ ยิงสลุตจำนวน 21 นัด ถ้าเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต ยิงสลุต 19 นัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เป็นพลเรือน) พลเรือเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ ยิงสลุต 17 นัด พลเรือโท และอัครราชทูต ยิงสลุต 15 นัด พลเรือตรี และราชทูต ยิงสลุต 13 นัด (สามเหล่าทัพยศเท่ากัน ยิงสลุตเท่ากัน) อุปทูตยิงสลุต 11 นัด กงสุลใหญ่ ยิงสลุต 9 นัด
 

‘นายกฯ-ภริยา’คณะรัฐมนตรี-ประชาชนทั่วไป พร้อมใจลงนามถวายพระพร’พระราชินี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/735020

'นายกฯ-ภริยา'คณะรัฐมนตรี-ประชาชนทั่วไป พร้อมใจลงนามถวายพระพร'พระราชินี'

‘นายกฯ-ภริยา’คณะรัฐมนตรี-ประชาชนทั่วไป พร้อมใจลงนามถวายพระพร’พระราชินี’

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.13 น.

นายกฯ-ภริยา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไป พร้อมใจลงนามถวายพระพร “พระราชินี” เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิ.ย.2566 

วันที่ 3 มิถุนายน 2566 สำนักพระราชวังเปิดให้สมาชิกราชสกุล องคมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้นำศาสนา นายกรัฐมนตรี ภริยา  คณะรัฐมนตรี และคู่สมรส องค์กรอิสระ ผู้นำเหล่าทัพ บุคคลสำคัญ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป นำแจกันดอกไม้มาทูลเกล้าฯ ถวายเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2566 พร้อมลงนามถวายพระพร ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904  ศาลาสหทัยสมาคม และสนามหญ้าข้างศาลาลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-12.00 น. อาทิ  องคมนตรี, ราชสกุลทุกมหาสาขา, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และภริยา พร้อมคณะรัฐมนตรี และคู่สมรส,  ประธานรัฐสภา,  ประธานวุฒิสภา,  ประธานศาลฎีกา, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก,  ผู้บัญชาการทหารเรือ, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการกองทัพไทย, ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์

นำโดย พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง, สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, สมาคมแม่บ้านมหาดไทย, สำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์, ผู้บริหารอาวุโส บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด, บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน), กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์​, เดอะมอลล์ กรุ๊ป, ธนาคารกรุงเทพ, บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด, ผู้ริหารวชิราวุธวิทยาลัย และสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงการต่างประเทศ, สำนักงาน กสทช. , พรรคไทยสร้างไทย , คณะผู้บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์, กรุงเทพมหานคร เป็นต้น 

ขณะที่ ประชาชนจากทุกสารทิศ ต่างนำแจกันดอกไม้ และตระกร้าสิ่งของ เดินทางมาลงนามถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี อย่างไม่ขาดสาย 

 ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.00 น. ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ได้ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ 21 นัดด้วย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวังได้จัดสถานที่ลงนามถวายพระพร 6 แห่ง ได้แก่ พระบรมมหาราชวัง, พระราชวังบางปะอิน, วังไกลกังวล, พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์, พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์, พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. 
 

‘มหาวิทยาลัยไทย’โดดเด่นเวทีโลก ยกทัพผงาดการจัดอันดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/734798

'มหาวิทยาลัยไทย'โดดเด่นเวทีโลก ยกทัพผงาดการจัดอันดับโลก

‘มหาวิทยาลัยไทย’โดดเด่นเวทีโลก ยกทัพผงาดการจัดอันดับโลก

วันศุกร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 11.53 น.

มหาวิทยาลัยไทย สุดโดดเด่นในเวทีโลก ยกทัพผงาดการจัดอันดับโลกด้านความยั่งยืนของปี 66

2 มิ.ย. ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า Times Higher Education (THE) ซึ่งเป็นผู้จัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาที่ดีที่สุดโลกที่เป็นที่ยอมรับแห่งหนึ่ง ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) หรือ THE Impact Rankings ประจำปี 2566

โดยมีสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก เข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 1,591 แห่ง จาก 112 ประเทศ และสถาบันอุดมศึกษาไทยเข้ารับการจัดอันดับทั้งสิ้น 65 แห่ง เพิ่มขึ้นจากเดิมในปี 2022 ซึ่งมีจำนวน 52 แห่ง โดยสถาบันอุดมศึกษาไทยในปีนี้ที่ติดอันดับ Top 100 แบบคะแนนรวม มีจำนวน 4 สถาบัน เพิ่มจากปีที่แล้วที่ติดอันดับ Top 100 มีจำนวน 2 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับที่ 17 มหาวิทยาลัยมหิดล ติดอันดับที่ 38 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ติดอันดับที่ 74 และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ติดอันดับที่ 97

รมว.อว.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีสถาบันอุดมศึกษาของไทย ที่ได้รับการจัดอันดับ Top 10 ของโลกในด้านต่างๆ อีก 6 ประเด็น ดังนี้ มหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 3 ใน SDG3 เรื่องสร้างหลักประกันว่าคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับทุกคนในทุกวัย รวมทั้งอันดับ 5 ใน SDG7 เรื่องสร้างหลักประกันให้ทุกคนสามารถเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ที่ยั่งยืนในราคาที่ย่อมเยาว์ และยังได้อันดับ 5 ใน SDG17 เรื่องเสริมความเข้มแข็งให้แก่กลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  ส่วนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้อันดับที่ 4 ใน SDG1 เรื่องขจัดความยากจนทุกรูปแบบในทุกพื้นที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันดับที่ 7 ใน SDG5 เรื่องบรรลุความเท่าเทียมระหว่างเพศ และเสริมอำนาจให้แก่สตรีและเด็กหญิง และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้อันดับที่ 9 ใน SDG2 เรื่อวยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหารและยกระดับโภชนาการและส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

“นี่คือความสามารถของสถาบันอุดมศึกษาของไทย ที่มีความโดดเด่นไม่แพ้ชาติใด ทุกสถาบันต่างมีความแตกต่างและความเป็นเลิศที่เฉพาะตัว โดยเฉพาะการมุ่งสู่ความยั่งยืนในทุกๆ ด้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้อยู่บนหอคอยแต่ลงมาเดินเคียงข้างกับผู้คนในสังคม ร่วมรับรู้ทุกข์สุข ร่วมแก้ปัญหา เพื่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนต่อไป” ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวง อว.กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันอุดมศึกษาของไทยมีการพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล และเรามีสถาบันอุดมศึกษาจำนวนไม่น้อยที่มีพื้นฐานที่ดีในการทำงานที่ตอบโจทย์ของประเทศรวมทั้งความยั่งยืนที่กำหนดโดยสหประชาชาติ ซึ่ง อว. พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มกำลังเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาไทยก้าวสู่ความสำเร็จและเป็นกลไกสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ